เรื่องเล่าจากตั้ม The Shock 'กางเต็นท์' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากตั้ม The Shock 'กางเต็นท์' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

15 ก.พ. 2025

            ‘ตั้ม The Shock’ ได้นำเรื่องราวความหลอนจากรุ่นน้องคนสนิท ที่มีบางสิ่งบางอย่างตามกลับมาจากการไปกางเต็นท์ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพียงเพราะรุ่นพี่ในกลุ่มพูดว่า “เออจะกลับก็กลับ” จนทำให้ทั้ง ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ต่างขนลุกไปพร้อม ๆ กันในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กุมภาพันธ์ 2568) ถ้าพร้อมแล้วก็ไปอ่านกันเลย!

            ‘ตั้ม The Shock’  ได้เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นในกลุ่ม Biker (กลุ่มของผู้ที่หลงใหลการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์) ของรุ่นน้องคุณตั้ม ในกลุ่มนี้จะมีรุ่นพี่อยู่คนหนึ่งชื่อว่า ‘พี่เอก’ และมีเพื่อนอีกคนที่ชื่อว่า ‘พี่ทัช’ ลักษณะนิสัยของ

            พี่ทัชนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวอะไร เรียกได้ว่าเป็นผู้ชายโผงผาง

            ทั้งคู่ได้มีการตกลงกันว่าจะขับรถมอเตอร์ไซค์ไปที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยไปทั้งหมด 2 คัน 3 คน เพราะพี่เอกพาแฟนสาวไปด้วย ส่วนพี่ทัชไปคนเดียว พอทั้งคู่ขับมอเตอร์ไซค์ไปถึงก็เป็นเวลาเย็นแล้ว จึงตัดสินใจที่จะกางเต็นท์ที่จุดชมวิว ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ทำให้บรรยากาศดีมาก ทั้งหมดจึงทานอาหารและนั่งเสพบรรยากาศกันสักพักก่อนที่แยกย้ายกันไปพักผ่อนตอนเวลาประมาณ 5 ทุ่ม           

            ในคืนแรกทุกอย่างก็ดูผ่านไปได้ด้วยดี เช้าวันต่อมา พี่เอกและแฟนตื่นนอนก่อน เวลาประมาณ 8 โมงเช้า แฟนของพี่เอกก็ได้บอกกับพี่เอกว่า

            “พี่เอก ไปดูพี่ทัชหน่อยทำไมเขายังไม่ตื่น เป็นอะไรรึป่าว”

            พี่เอกจึงตัดสินใจที่จะเดินไปที่เต็นท์ของพี่ทัช และพยายามเรียกเพื่อปลุก แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ทำให้พี่เอกเดินกลับมาบอกกับแฟนว่า

            “ให้ทัชนอนไปก่อน”

            จากนั้น ทั้งคู่ก็ไปหาอะไรทานในตอนเช้า เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง พี่ทัชก็ได้ตื่นขึ้น แต่สภาพกลับเหมือนคนที่นอนไม่พอ และพี่ทัชก็พูดขึ้นว่า

            “เดี๋ยวเก็บของเสร็จ ขอคุยอะไรด้วยหน่อยนะ”                 

            หลังจากที่ทำธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะออกเดินทางพี่ทัชก็ได้เล่าว่า..

            เมื่อคืนหลังจากที่แยกย้ายกันเข้านอน พี่ทัชได้ฝันว่า มีผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวเหมือนไบเกอร์ทั่วไปได้เดินเข้ามาหาพี่ทัชและพี่เอก เพื่อพูดคุยถามไถ่ว่าเดินทางมาจากที่ไหนกัน พี่ทัชจึงตอบไปว่ามาจาก จังหวัดนนทบุรี หลังจากที่คุยกันได้สักพักผู้ชายคนนั้นก็ได้พูดขึ้นว่า

            ‘อ่อ ถ้าจะกลับกันเมื่อไหร่ก็บอกด้วยนะครับ เดียวผมจะได้กลับด้วย’

            พอสิ้นประโยคนั้น ผ่านไปได้ไม่นานทุกคนก็ได้แยกย้ายกันไปเข้านอน แต่ในขณะที่กำลังจะนอน พี่ทัชได้รู้สึกเหมือนมีใครบางคนเดินวนเวียนอยู่ที่บริเวณรอบ ๆ เต็นท์ และพูดประโยควนไปวนมาว่า

            ‘ผมกลับด้วยนะพี่ พรุ่งนี้ผมขอกลับด้วยได้ไหม’

            จนตัวของพี่ทัชเริ่มรำคาญจึงได้ตอบไปว่า

            ‘เออ ๆ จะกลับก็กลับ ก็กลับด้วยกันเลย ไปนอน ๆ ไป ๆ’

            หลังจากพี่ทัชตอบไปอย่างนั้น เสียงก็ได้เงียบไป ทำให้พี่ทัชสามารถนอนหลับได้

            หลังจากเล่าความฝันจบ ทั้งสามก็ออกเดินทางอย่างเป็นทางการ

            ในระหว่างทางลงเขา ทั้งคู่ก็ได้มีการจอดรถเพื่อถ่ายรูปเป็นระยะ ซึ่งช่วงที่ทั้งคู่ได้ไปเที่ยวเป็นช่วงปลายฝน ต้นหนาว จึงมีหมอกเป็นจำนวนมาก ภาพที่ถ่ายได้ออกมาก็สวยงามเหมือนกับขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าออกมาจากหมอกหรืออุโมงค์ลม พอทั้งคู่ขับจนมาถึงด้านล่าง สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือหมอกที่ปกติควรมีอยู่แค่บริเวณเขา แต่กลับเหมือนหมอกกำลังไล่ตามรถมอเตอร์ไซค์ของพี่เอกและพี่ทัชลงมา แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรและคิดว่าคงเป็นในเรื่องของสภาพอากาศ

            จนกระทั่งแวะกินอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย พี่เอกสังเกตเห็นพี่ทัชทำท่าทางแปลก ๆ เหมือนพี่ทัชพยายามที่จะดูอะไรบางอย่างในโทรศัพท์ จนพี่เอกเกิดความสงสัยและได้เข้าไปถามว่า

            “เห้ย พี่ดูอะไรอยู่อ่ะ ดู GPS หรอ”

            แต่สิ่งที่พี่ทัชกำลังดูอยู่ไม่ใช่แผนที่ กลับเป็นรูปภาพที่ถ่ายไว้ด้านบน และสิ่งที่พี่เอกและพี่ทัชเห็นคือรูปถ่ายนั้นเหมือนมีเงาที่ลักษณะคล้ายกับใบหน้าคนปรากฎอยู่บริเวณด้านหลังของหมวกกันน็อค ซึ่งมันชัดเจนถึงขนาดว่าดูออกว่าเป็นหน้าคน!

            หลังจากที่ดูรูปนั้นเสร็จ พี่ทัชที่เป็นคนที่ไม่ได้กลัวในเรื่องแบบนี้จึงไม่ได้คิดอะไร แต่กลับกัน พี่เอกเป็นคนที่ค่อนข้างซีเรียส จึงได้เดินไปที่มอเตอร์ไซค์ของตน และยกมือไหว้บอกว่า

            “ใครก็ตามที่ตามมา ก็ขอให้ลงแค่ตรงนี้และไม่ต้องตามกลับไป เรามากันแค่ 3 คนก็ขอให้กลับแค่ 3 คน”

            หลังจากที่พูดจบ พี่เอกก็นำสร้อยพระมาใส่ให้กับแฟน แต่พอพี่ทัชได้ยินแบบนั้น พี่ทัชก็ได้พูดขึ้นว่า

            “ถ้าเอกไม่ให้กลับ ใครที่ตามมาก็มากลับกับพี่นี่”                   

            หลังจากนั้น ทั้งสามก็ได้เดินทางออกจากร้านอาหารเป็นเวลาบ่าย 3 จนขับเข้ามาเกือบถึงกรุงเทพเป็นเวลา 6 โมงเย็น สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ หมอกที่ไม่ควรจะมีอยู่กลับยังตามรถมอเตอร์ไซค์ทั้ง 2 คันมาเรื่อย ๆ

            พอขับไปได้สักพักพี่เอกก็ได้เห็นว่าพี่ทัชขับรถอยู่ดี ๆ ก็เบรกแล้วก็ขับต่อ เป็นอย่างนี้หลายต่อหลายครั้ง พี่เอกตัดสินใจขับไปด้านข้างของพี่ทัชแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พี่ทัชกลับตอบมาว่าไม่ได้มีอะไร ซึ่งพี่เอกก็รับรู้ได้ว่าเสียงของพี่ทัชแปลกไป พี่เอกจึงขับนำไปด้านหน้าก่อน แล้วให้พี่ทัชขับตาม แต่พี่เอกก็ยังสงสัยอยู่ว่าเมื่อสักครู่นี้เกิดอะไรขึ้น

            ผ่านไปได้สักพัก พี่เอกก็เห็นว่าด้านหน้าของเขามีหมอกลงทำให้มองเห็นทุกอย่างได้ยากมาก จึงตัดสินใจเปิดหมวกกันน็อคขึ้น แล้วก็เห็นใบหน้าของคนที่เห็นในรูปถ่ายพุ่งผ่านไปทางด้านข้าง จนทำให้ต้องกำเบรคของมอเตอร์ไซค์ เหตุการณ์นี้ทำให้พี่เอกตัดสินใจชะลอความเร็วลง แต่ผ่านไปได้สักพักพี่เอกก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ขับมาด้วยความเร็ว แล้วค่อย ๆ เข้ามาข้าง ๆ ของตัวรถแล้วเร่งเครื่องใส่ ในตอนแรกพี่เอกคิดว่าอาจจะเป็นพี่ทัชแต่พอมองดี ๆ ก็ไม่ใช่ แล้วมอเตอร์ไซค์คันนั้นก็ได้ขับนำไป  พี่เอกจึงตัดสินใจที่จะขับตามแต่แล้วมอเตอร์คันนั้นก็หยุดรถแล้วเลี้ยวซ้ายไปที่ทางแยก       

            พี่เอกหยุดรถเพื่อที่จะรอพี่ทัชขับตามมา แล้วก็ได้ถามพี่ทัชว่า

            “จะเอายังไงกับมอเตอร์ไซค์คันนั้นดี”

            เพราะนิสัยปกติของพี่ทัชมีความโผงผาง แต่วันนั้นพี่ทัชกลับบอกว่า

            “ไม่ต้องตาม ปล่อย ๆ ไป”

            จากนั้น ก็พากันกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมเพื่อกลับบ้าน แต่แผนที่กลับไม่สามารถที่จะระบุตำแหน่งได้ชัดเจน พี่เอกและพี่ทัชจึงตัดสินใจที่จะเลี้ยวไปด้านซ้ายที่มอเตอร์ไซค์คันนั้นขับเข้าไป พอขับไปได้สักระยะ พี่เอกก็ได้รู้สึกว่าเส้นทางที่ขับเข้ามาค่อย ๆ เปลี่ยนไป บรรยากาศเริ่มมืดลง จึงหยุดรถอีกครั้งเพื่อที่จะพยายามเปิดแผนที่ใหม่อีกรอบ

            ในตอนที่พี่เอกหยุดรถ พี่ทัชก็ได้เข้ามาถามว่า ทำไมถึงหยุดรถตรงนี้ เพราะจุดที่รถจอดอยู่เป็นบริเวณของหน้าวัดพอดี พอสังเกตเห็นดังนั้น ก็เริ่มได้ยินเสียงบางอย่าง เป็นเสียงดนตรีไทยที่ใช้บรรเลงในงานศพ หลังจากนั้นพี่ทัชก็คิดว่าควรจะแวะพักก่อนเพื่อเข้าห้องน้ำทำธุระ จึงขับเข้าไปในวัด ในระหว่างทางที่ขับเข้าไป พี่เอกก็ได้สังเกตุเห็นซากของรถมอเตอร์ไซค์ที่เหมือนกับว่าเคยเห็นมาก่อน พอสังเกตไปเรื่อย ๆ จึงได้รู้ว่ามอเตอร์ไซค์ที่เห็นอยู่คือ มอเตอร์ไซค์คันเดียวกันกับที่เจอเมื่อสักครู่ จากนั้นพี่เอกก็จอดรถ จุดตรงนั้นก็เป็นบริเวณที่อยู่ใกล้กับศาลาที่ทำพิธีศพ ได้มีน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาถามพี่เอกว่า

            “อ้าวพี่ เป็นเพื่อนกับน้องคนที่เสียหรอ”

            และด้วยความที่กำลังตกใจอยู่ พี่เอกก็ได้เดินตามเข้าไปด้านในศาลาด้วยความงุนงง และได้เห็นรูปถ่ายหน้าโลงศพนั้นว่าเป็นคนที่มีลักษณะเหมือนกับคนที่พี่ทัชได้เล่าว่าเจอในความฝัน หลังจากที่พี่ทัชกลับมาจากห้องน้ำ พี่เอกก็ได้เล่าทุกอย่างให้ฟังจนทำให้พี่ทัชตกใจจนเข่าทรุดกับพื้น และได้เข้าไปไหว้เพื่อที่จะขอขมาต่อสิ่งที่พูดหรือได้กระทำไปทั้งหมด..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

‘ใหม่ รอเรน’ ถูกไหว้วานให้มาช่วยทำธีสิสในยามวิกาล!

06 ต.ค. 2023

‘ใหม่ รอเรน’ ถูกไหว้วานให้มาช่วยทำธีสิสในยามวิกาล!

เรื่องหลอนในครั้งนี้ มาจากประสบการณ์ตรงของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง ‘ใหม่ รอเรน’ กับเรื่องหลอนในรั้วมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า ‘ธีสิสสยอง’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ตุลาคม 2566) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านพร้อมกันเลย! ย้อนกลับไปในสมัยที่คุณใหม่ยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในช่วงนั้นคุณใหม่เองบอกว่าเธอพักอยู่ที่หอพักนอกจึงทำให้เธอสะดวกสบายเรื่องเวลาจะออกไปไหนมาไหน เพราะไม่ได้มีกฎ เข้า-ออก ที่ตายตัวเหมือนกับหอภายในมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้เอง คุณใหม่จึงถูกไหว้วานจากรุ่นพี่ที่รู้จัก นามสมมุติ ‘พี่ส้ม’ ให้มาช่วยทำโปรเจกต์จบในเวลากลางคืนที่คณะของพี่ส้ม เนื่องจากพี่ส้มนั้นเรียนเภสัชและกำลังทำการทดลองในห้องแล็บเกี่ยวกับสารเคมี แต่ด้วยระยะทางจากบ้านของพี่ส้มมายังมหาวิทยาลัยค่อนข้างไกล และการทดลองนี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนย้ายสารเคมีอยู่ตลอด จึงทำให้พี่ส้มไม่สามารถที่จะทำการทดลองในเวลากลางคืนได้ เธอจึงได้ไหว้วานให้คุณใหม่ มาช่วยรับผิดชอบให้แทนในยามวิกาล คุณใหม่เล่าว่า บรรยากาศของคณะแพทยศาสตร์ค่อนข้างวังเวงมาก และยังต้องเดินผ่านห้องของอาจารย์ใหญ่อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวที่นี่ในเวลากลางคืนเป็นอย่างมาก และด้วยความที่คุณใหม่เองนั้นไม่ได้ศึกษาในคณะนี้ จึงไม่มีบัตรนักศึกษาประจำคณะ นั่นทำให้เธอต้องคอยหลบเจ้าหน้าที่เพื่อขึ้นไปที่ตึกในทุก ๆ คืน จากประสบการณ์ครั้งนี้ คุณใหม่เล่าว่าตัวเธอไม่ได้พบเจออะไรในระหว่างทำการทดลอง แต่ด้วยบรรยากาศของคณะแพทยศาสตร์ประกอบกับร่างอาจารย์ใหญ่ที่เธอต้องเจอในระหว่างทางเดิน ก็ทำเอาคุณใหม่รู้สึกขนลุกอยู่เหมือนกัน ไม่นานหลังจากที่คุณใหม่ช่วยพี่ส้มทำการทดลองสำเร็จ พี่ส้มก็เล่าเรื่องสยองระหว่างที่กำลังทำการทดลองให้คุณใหม่ฟัง พี่ส้มเล่าว่าส่วนตัวพี่ส้มเองเป็นคนชอบร้องเพลงมาก และในวันนั้นเธอกำลังทำการทดลองกับเพื่อนในห้องแล็บอยู่ 2 คน จังหวะที่เธอร้องเพลงพร้อมกับตบเท้าเป็นจังหวะดนตรี จู่ๆ หลังจากที่เธอหยุดร้องเพลงและเงียบไป ปรากฏว่าเธอได้ยินเสียงเท้าแทรกเข้ามาคล้ายกับสิ่งที่เธอทำไปเมื่อสักครู่ แต่ด้วยเธอเรียนสายแพทย์ก็ไม่ได้คิดหรือเอะใจอะไร เพราะคิดเพียงว่ามันเป็นเสียงสะท้อนจากห้องแล็บเท่านั้น วันต่อมา พี่ส้มก็มาทำการทดลองตามปกติ และยังอธิบายลักษณะของห้องทดลองเพิ่มเติมว่า ห้องแล็บเป็นห้องที่ค่อนข้างกว้าง มีโต๊ะยาวสำหรับการทดลองสองฝั่ง และมีตู้ไว้เก็บสารเคมีและอุปกรณ์ทดลองต่าง ๆ เป็นตู้กระจกยาว ซึ่งอุปกรณ์แต่ละอย่างก็อยู่กระจัดกระจายกัน ในระหว่างที่พี่ส้มกำลังจะเดินไปหยิบอุปกรณ์จากอีกจุดนึงไปยังอีกจุดนึง จู่ ๆ พี่ส้มก็เริ่มสังเกตเห็นเงาของตัวเองในกระจกเงานั้นมีลักษณะคล้ายกับผู้หญิง แต่เงานั้นไม่ได้ขยับตามตัวเธอไป และเห็นว่ามันกำลังเดินสวนกับเธออยู่หลายรอบ! พี่ส้มเริ่มเอะใจว่ามี ‘บางอย่าง’ อยู่กับเธอในห้องนี้ จากนั้น พี่ส้มและเพื่อนจึงตัดสินใจเก็บของ และเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างให้เร็วที่สุด จากนั้นก็กลับบ้านไป วันที่ 3 สำหรับการทดลองสารเคมีของพี่ส้มก็เป็นไปอย่างปกติ หลังจากที่ทำการทดลองเสร็จก็ชวนเพื่อนกลับบ้านเพราะตอนนั้นกำลังจะมืดแล้ว ขณะที่พี่ส้มกำลังเอื้อมมือไปเปิดประตู จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังดันประตูสวนมาเพื่อเปิดมันมาจากด้านนอก! แต่ที่แปลกคือไม่มีใครอยู่ข้างนอกห้องนั้นเลย และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พี่ส้มไม่กล้าเล่าให้คุณใหม่ฟัง เพราะกลัวว่าถ้ารู้จะทำให้คุณใหม่หวาดกลัวจนไม่กล้าที่จะมาที่นี่ หลังจากที่พี่ส้มเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณใหม่ฟัง คุณใหม่ก็ได้ทราบถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องแบบนี้กับพี่ส้มว่า มีนักศึกษาสาวคนหนึ่ง เธอต้องเข้ามาทำธีสิสจบเช่นเดียวกันกับพี่ส้ม ในวันนั้นเธอเกิดเคราะห์ร้ายประสบอุบัติเหตุ จนเสียชีวิต แต่ด้วยจิตสุดท้ายต้องมาที่ทำการทดลองที่มหาวิทยาลัย ทำให้ทุกคนเห็นเธอในลักษณะแบบนั้นนั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เล่นดนตรีในผับแต่โดนล็อกตึกไม่ให้ออก! เล่นเสร็จพนง.ถึงบอกว่า เขาจ้างมาให้ผีฟัง!

04 พ.ค. 2024

เล่นดนตรีในผับแต่โดนล็อกตึกไม่ให้ออก! เล่นเสร็จพนง.ถึงบอกว่า เขาจ้างมาให้ผีฟัง!

เรื่องนี้ ‘พี่แจ๊ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘อีเว้นท์หลอน โรงแรมเฮี้ยน’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้พี่แจ๊คได้ฟังมาจาก ‘คุณโบนัส’ โดยมีตัวละครในเรื่องคือน้องที่เป็นดีเจ ชื่อว่า ‘ตั้ม’ และวงดนตรีวงหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว มีอยู่วันหนึ่ง คุณตั้มโทรมาหาคุณโบนัสว่า “พี่ มีคนมาจ้างให้เราไปเล่นดนตรีในงานอีเว้นท์ แต่สถานที่จัดคือในผับที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ พี่สนใจมั้ย งานคืนเดียว” คุณโบนัสก็คิดว่า ‘อย่างงี้ก็ดีเลยสิ งานคืนเดียว’ คุณโบนัสจึงตอบคุณตั้มไปว่า “โอเค คืนเดียวเอง” ทุกอย่างดูลงตัว เพราะในตอนนั้นตัวของคุณโบนัสเองก็อยู่ที่หัวหินซึ่งใกล้กับเส้นทางลงใต้พอดี แต่ก่อนจะงานนั้น คุณโบนัสก็ไปเช็คเพื่อความชัวร์กับวงดนตรีที่โดนจ้างงานเดียวกันว่า “มีงานนี้วันเดียวกันรึป่าว” เพราะกลัวโดนหลอก วงดนตรีวงนั้นก็ตอบว่า “ใช่ ๆ วันเดียวกันงานเดียวกันเลย” คุณโบนัสได้ยินก็รู้สึกสบายใจ จึงบอกกับนักดนตรีวงนั้นว่า “เดี๋ยว เจอกันที่นู่น” เมื่อวันงานมาถึง คุณโบนัสและคุณตั้มก็เริ่มออกเดินทางตั้งแต่เวลาประมาณบ่ายโมง ถึงสถานที่จัดงานประมาณ 4 - 5 โมงเย็น พอไปถึงจุดหมาย ทั้งสองเริ่มเอะใจ เพราะโดยปกติแล้ว สถานบันเทิงที่ขึ้นชื่อว่าผับ ถ้าไม่อยู่ติดริมถนน ก็ต้องอยู่ใจกลางเมือง แต่สถานที่แห่งนี้อยู่ไกลจากถนนและเข้าไปลึกมาก ยิ่งขับรถเข้าไปก็ยิ่งเหมือนอยู่ในชนบท สิ่งแรกที่มองเห็นหลังจากที่ขับเข้ามา คือ โรงแรมเก่า 10 ชั้น พอขับเลยโรงแรมไปเจออาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ 3 ห้อง เป็นเหมือนกับร้านอาหาร ถัดจากอาคารพาณิชย์ คือสถานบันเทิงหรือผับ ลักษณะของผับนี้เป็นผับที่มีขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ เมื่อเห็นว่าสถานบันเทิงแห่งนี้คือสถานที่ที่จะต้องทำงานในคืนนี้ ก็หันไปเห็นเจ้าของผับที่กำลังจัดเตรียมงานอยู่ คุณโบนัสและคุณตั้มลงจากรถ จากนั้นก็เดินไปหาเจ้าของผับ แล้วพูดว่า “ผมขอเข้าไปข้างในเพื่อที่จะเตรียมตัว Sound check ก่อนที่จะเล่นจริง” เจ้าของผับก็อนุญาต เมื่อเข้าไปก็เห็นว่าบรรยากาศข้างในก็เหมือนกับผับทั่วไปที่มีโต๊ะวางเต็มไปหมด มีบูธดีเจอยู่ข้างหลัง ส่วนเวทีสำหรับนักดนตรีอยู่ข้างหน้า ตรงกลางเป็นพื้นที่สำหรับแขก จากนั้นทั้งสองก็เตรียมตัว Sound check เวลาผ่านไปสักพัก นักดนตรีก็เดินทางมาถึง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 - 6 โมงเย็นแล้ว นักดนตรีทุกคนก็ขึ้นไปเตรียมตัวบนเวทีเพื่อที่จะทำการ Sound check ทั้งนักดนตรีและดีเจต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ระหว่างที่คุณโบนัสกำลังทำการ Sound check คุณตั้มก็เดินมากระซิบคุณโบนัสว่า “พี่ว่ามันแปลก ๆ ป่ะวะ” คุณโบนัสถามกลับ “ทำไมอ่ะ” “พี่ดูดิโต๊ะเป็นร้อยเลย ทำไมพนักงานเสิร์ฟมันน้อยจังวะ” คุณตั้มพูด คุณโบนัสที่อยู่ข้างบนก็มองลงมาข้างล่าง เห็นว่ามีโต๊ะเป็นร้อยจริง ๆ แต่เห็นพนักงานเสิร์ฟประมาณ 5 คน ที่กำลังทำงานอยู่ คุณโบนัสก็พูดว่า “พนักงานคนอื่นมาทีหลังมั้ง เดี๋ยวก็คงจะมาสมทบกันอะไรอย่างงี้” แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากมีงานอีเว้นท์เช่นนี้ พนักงานทุกคนจะต้องมารวมตัวกันทั้งหมดเพื่อที่จะทำงาน ทั้งสองคุยกันจบก็แยกย้ายกันไปทำงานในส่วนของตนจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็เดินออกมาข้างนอก แล้วเจ้าของก็เดินมาบอกว่า “เดี๋ยวไปพักโรงแรมที่ขับผ่านมาได้เลย ที่เป็นตึก 10 ชั้น” คุณโบนัสก็บอกว่า “โอ้ววว ดีจังเลยใกล้ ๆ” ตัวคุณโบนัสกับคุณตั้มจึงออกจากสถานที่จัดงานมาที่โรงแรม พอถึงก็เช็คอิน ซึ่งบรรยากาศในโรงแรมค่อนข้างที่จะเงียบเหงา แต่สภาพของโรงแรมแห่งนี้ถือว่าดูดีเลยทีเดียว คุณโบนัสเดินเข้าไป แล้วบอกกับพนักงานที่เคาน์เตอร์ว่า “ถูกจองไว้แล้วโดย เจ้าของผับนี้” พนักงานยื่นกุญแจห้องให้ แล้วบอกว่า “พี่เลือกห้องเลย” ตัวเลขที่ปรากฏบนกุญแจนั้นขึ้นต้นด้วยเลข 6 ทุกอัน คุณโบนัสจึงถามไปว่า “อยู่ชั้น 6 ใช่มั้ย” พนักงานตอบกลับไปว่า “ใช่” คุณโบนัสจึงเลือกห้อง 602 ที่เป็นห้องต้น ๆ พอเลือกห้องรับกุญแจเสร็จ ก็เตรียมกระเป๋าจะขึ้นไปที่ห้องที่ตัวเองเลือกไว้ แต่พนักงานก็บอกว่า “พี่กดลิฟต์แล้วขึ้นไปชั้น 6 เลยนะพี่ ไม่ต้องแวะชั้นไหนนะ” คุณโบนัสก็ตอบไปว่า “จะให้แวะชั้นไหนล่ะ” พนักงานตอบว่า “อ้อ ชั้น 4 เนี่ย มันมีสระว่ายน้ำ มีฟิตเนสพี่ไม่ต้องแวะนะ พี่ขึ้นไปก่อนเลย” คุณโบนัสกับคุณตั้มก็ทำตามที่พนักงานบอก ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 6 พอลิฟต์เปิด ก็เห็นว่าสภาพทางเดินดูเก่า ส่วนพรมที่ปูอยู่ก็มีกลิ่นเหม็นอับ ส่วนห้อง 602 ก็แปลก ลักษณะของโรงแรมนี้มีสองฝั่ง เป็นฝั่งคี่กับฝั่งคู่ ถ้าห้อง 601 อยู่ฝั่งนี้ ห้อง 602 ก็จะอยู่ตรงข้าม แต่ห้อง 602 ดันอยู่ประตูถัดไป ประตูห้องที่ควรจะเป็นห้อง 602 ก็เหมือนมีการย้ายตัวเลข คุณโบนัสคิดว่า อาจจะเป็นห้องเก็บของ ก็ไม่ได้คิดอะไร เมื่อเดินมาถึงหน้าห้อง 602 ก็เข้าไปพักผ่อนเล่นเกมในห้อง หลังจากนั้นนักดนตรีก็เดินขึ้นมาหาที่ห้อง แล้วถามว่า “ทำไมไม่อยู่ห้องแรกวะ” เพราะนักดนตรีนึกว่ามาก่อนก็จะได้อยู่ห้องแรก คุณโบนัสจึงบอกไปว่า “เนี่ยห้องแรก ไอห้องนั้นมันน่าจะเป็นห้องเก็บของ” ระหว่างนั้นเขาก็นั่งเล่นเกมนั่งพักผ่อนไปเรื่อย ๆ แล้วก็เดินไปเปิดม่านดูวิวรอบ ๆ โรงแรม ก็เห็นว่า ชั้น 4 เป็นสระว่ายน้ำ จึงคิดว่าหลังจากเล่นดนตรีเสร็จก็จะมาเล่นน้ำต่อ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ประมาณ 3 ทุ่ม ใกล้เวลาที่จะต้องทำงานแล้ว คุณโบนัสและคุณตั้มจึงเตรียมตัวออกจากโรงแรม หลังจากออกจากโรงแรม คุณโบนัสกับคุณตั้มก็เดินทางไปที่ผับ สิ่งแรกที่คิดขึ้นมาคือ ‘ทำไมมันมืดจัง ไฟหน้าผับทำไมถึงไม่เปิด แต่ไฟที่อยู่ในตัวตึกอ่ะเปิด มีพีอาร์ งานทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย แต่ไฟป้ายไม่เปิด’ คุณโบนัสจึงเดินเข้าไปถามพีอาร์ว่า “ทำไมมันดูมืดๆ” พีอาร์ตอบว่า “อ้อ ไฟป้ายเขาเปิดเป็นเวลาพี่ ไม่มีไรหรอก เดี๋ยวถึงเวลาเขาก็เปิดเอง” คุณโบนัสจึงพูดแซวไปว่า “พี่ไม่ได้มาผิดงานผิดวันแน่นะ’’ พีอาร์ตอบว่า “ไม่ผิดหรอกพี่ เนี่ยแขกมากันแล้ว” จากนั้น คุณโบนัสและคุณตั้มก็เดินเข้าไปข้างใน สิ่งที่เห็นภายในร้านก็คือ โต๊ะที่ถูกจัดไว้ ส่วนบริเวณรอบ ๆ มีเครื่องดื่มวางอยู่ แต่เป็นเครื่องเดิมที่ถูกเปิดฝาเอาไว้ แล้วก็มีอาหารวางอยู่ พร้อมให้กิน คุณโบนัสเห็นแบบนั้นก็พูดว่า “คนที่นี่เขาแปลกว่ะ บางโต๊ะยังไม่มีแขกเลย แต่เอาอาหารไปวางไว้” และอีกสิ่งหนึ่งที่เขาเห็นคือพนักงานก็ยังมีเท่าเดิมคือ 5 คน นอกจากนี้ คุณโบนัสยังสังเกตเห็นว่า บางโต๊ะที่มีอาหารวางอยู่มันก็มีคนนั่งอยู่จริง ๆ ตัวคุณโบนัสอยู่ข้างหลัง ก็เห็นแขกทุกคนนั่งหันหลังให้กับดีเจทั้งหมด เพราะหน้าต้องหันไปทางเวที ตัวคุณโบนัสเห็นว่าแขกก็มาแล้ว สักพักนักดนตรีก็มา และขึ้นไปเตรียมตัวบนเวที หลังจากนั้นคุณตั้มก็เดินมาถามคุณโบนัสว่า “พี่ พี่ว่ามันแปลก ๆ ป่ะวะ ปกติแล้ว เวลาเรามางานอะไรแบบนี้ มันต้องมีพนักงานของสถานบันเทิงอยู่กับเราด้วยสิ แต่นี่ไม่มีเจ้าหน้าที่จากทางผับมาดูแลพวกเราเลย มีแค่พวกเรากับนักดนตรีแค่นั้น” คุณโบนัสจึงให้คุณตั้มเดินออกไปถามข้างนอกว่า มีใครพอจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้บ้างหรือไม่ หลังจากที่คุณตั้มออกไป อยู่ดี ๆ เขาก็วิ่งมาหน้าตาตื่นแล้วพูดว่า “พี่! ออกไม่ได้ประตูล็อค! ไอประตูกระจกข้างหน้ามันล็อคแบบออกไม่ได้เลย” คุณโบนัสเดินไปดูที่ประตู ปรากฏว่ามันล็อคจริง ๆ คุณโบนัสรีบหยิบโทรหาเจ้าของทันที เมื่อเจ้าของรับสายก็ถามไปว่า “พี่ ทำไมถึงล็อคประตูอ่ะ” ปลายสายบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอกผมจ้างคุณมาเล่นคุณก็เล่นไป ถ้าคุณไม่เล่นผมฟ้อง แขกอยู่ข้างในแล้วคุณเล่นเลย” พอคุยกับเจ้าของเสร็จ คุณโบนัสก็หันกลับมามองภายใน เห็นว่ามีแขกนั่งอยู่ แต่พนักงานเสิร์ฟไม่มีสักคน บางโต๊ะก็เต็ม บางโต๊ะก็มีแค่ 2-3 คน จากนั้นก็สังเกตว่านักดนตรีกำลังเล่นดนตรีอยู่ แต่ทุกคนไม่มีอารมณ์ร่วมเลย นักดนตรีจึงเดินมาคุยกับคุณโบนัสว่า “เห้ย พี่ผมเล่นไม่ออกว่ะ” คุณโบนัสก็ถามว่า “ทำไมอ่ะ ก็มีแขกอยู่ก็เล่นได้หนิ” นักดนตรีตอบกลับว่า “พี่ ก็พี่อยู่ข้างหลัง พี่ไม่หรอก พี่ลองเดินไปดูข้างหน้าดิ แขกแต่ละคนนั่งแบบเหมือนไม่มีอารมณ์ร่วมอ่ะ เหมือนนั่งกันเฉย ๆ” คุณโบนัสบอก “ไม่เป็นไรโทรคุยกับเจ้าของแล้ว ถ้าเราไม่เล่นเขาจะฟ้อง เพราะเราเซ็นสัญญาไว้แล้ว” คุณโบนัสก็พูดอีกว่า “ผับนี้มันปิด ตี 1 เราเล่นแปปเดียว” เพราะตอนนั้นเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ก็ได้เวลาที่จะเล่น รวมเวลาเล่นก็ประมาณ 4 ชั่วโมง เวลาก็ผ่านไป บนเวทีส่งสัญญาณมา ตัวคุณโบนัสหลังจากดนตรีเล่นเสร็จก็รีบมาเป็นดีเจต่อ เปิดเพลงมาครึ่งชั่วโมง เล่นจนถึงตี 1 พอถึงตี 1 ประตูก็เปิด พนักงานยืนอยู่ข้างหน้า คุณโบนัสจึงเรียกพนักงานคนหนึ่งมาถามว่า “เห้ย มันเกิดไรขึ้นวะ เล่าให้ฟังหน่อย” พนักงานคนนี้ก็เล่าว่า “จริง ๆ แล้วมันเป็นอีเว้นท์จริง ๆ ซึ่งในอดีตผับนี้คนเที่ยวเยอะมากลูกค้าเยอะเลย เพราะมันเป็นผับที่ดังมาก ๆ ปรากฎว่าวันนึงมีคู่แข่งมาเปิดอีกทีนึง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่นี่ แล้วเขาว่ากันว่าคู่แข่งทำของใส่สถานที่แห่งนี้ ผับนี้เลยไม่มีคน ทางเจ้าของลงทุนไปเยอะไม่รู้ว่าจะทำยังไง มีคนแนะนำบอกลองวิธีนี้สิ เลี้ยงผี เลี้ยงผีในที่นี้คือเขาจะเอาตุ๊กตาไปวางที่รอบ ๆ บริเวณขอบ ๆ ที่ลูกค้ามองไม่เห็น แล้วก็ทุก ๆ เดือน ทุก ๆ ปี จะต้องจัดงานแบบนี้ขึ้นมาเพื่อเล่นดนตรีปาร์ตี้ให้กับผีที่เลี้ยงเอาไว้ แล้วแขกที่เห็นนั่นคือ ไม่ใช่คนนะ นั่นคือผี และเขาก็ไม่ให้ใครเข้าไม่ให้ใครออกระหว่างที่ทุกอย่างกำลังทำการแสดง พอถึงเวลาพนักงานทุกคนต้องออกมาจากร้าน แล้วคือสิ่งที่นั่นอยู่ในนั้นน่าจะเป็นผี ที่เขาเลี้ยงเอาไว้” หลังจากที่เล่นเสร็จแล้ว ก็กลับโรงแรมพร้อมกับนักดนตรี คุณตั้มและคุณโบนัสก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง พอกลับมาถึงห้อง ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเก็บของที่ห้องของตัวเอง แต่ก็มีบางส่วนที่ออกมาสังสรรค์รวมกันที่ห้องของคุณโบนัส ในวงสังสรรค์นั้น คุณโบนัสนั่งคุยกับคุณตั้ม มีนักดนตรีบางคนที่บอกว่าจะไปเล่นน้ำก็ไปเล่นน้ำ แต่ก็มีนักดนตรีสองคนที่อยู่นั่งคุยกัน อยู่ดี ๆ นักดนตรีคนหนึ่งก็บ่นว่า “เมื่อยว่ะ เมื่อกี้ตอนขึ้นมาเห็นมีร้านนวดอยู่เดี๋ยวโทรไปข้างล่างให้ส่งหมอนวดขึ้นมานวด” จากนั้นนักดนตรีคนนี้ก็แยกตัวออกไปจากวงสนทนา แล้วก็มีนักดนตรีอีกคนที่นั่งอยู่กับคุณโบนัสระหว่างที่เล่นเกมและนั่งคุยกันอยู่ เขาพูดขึ้นว่า “เห้ยเดี๋ยวพี่ไปห้องแปปนึง ไปกินน้ำหน่อย” นักดนตรีคนนี้ก็เดินออกไปจากห้อง โดยที่ห้องของคุณโบนัสยังเปิดประตูทิ้งไว้ แต่พอเขาเดินออกไปแปปเดียว อยู่ ๆ ทุกคนในห้องก็ได้ยินเสียงวิ่ง ตึกๆๆๆๆ นั่นคือเสียงวิ่งของนักดนตรีที่วิ่งมาจากห้องตัวเอง แล้วก็ตะโกนร้องว่า “ช่วยด้วย ๆ ” แล้วก็วิ่งลงลิฟต์ไป! ทุกคนต่างก็งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น สักพักนักดนตรีที่จ้างหมอนวดมานวดก็วิ่งมาจากห้อง ผ่านหน้าห้องคุณโบนัสแล้วก็วิ่งลงลิฟต์ไปอีกคน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้คุณโบนัสสงสัย แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะโรงแรมนี้ดูปกติทุกอย่าง จึงปิดประตูห้อง เพื่อเตรียมตัวเข้านอน และให้คุณตั้มไปอาบน้ำก่อน ตอนนั้นประมาณตี 4-5 ระหว่างนั้นคุณโบนัสก็นั่งเล่นรอคุณตั้มอาบน้ำอยู่บนเตียง จากนั้น 10 นาที คุณตั้มก็เปิดประตูห้องน้ำ เดินมาที่เตียงแล้วสะกิดขาคุณโบนัสแล้วพูดว่า “พี่ ๆ กลับเถอะ” คุณโบนัสตอบไปว่า “กลับบ้าไรพึ่งตี 5” “เออพี่เชื่อผม พี่กลับเถอะ” คุณตั้มบอก คุณโบนัสที่รู้สึกแปลกใจก็ตอบไปว่า “เออกลับก็ได้” ทั้งสองเดินไปที่ลิฟต์แล้วลงมาข้างล่าง ปรากฎว่ามาเจอเพื่อนสองคนที่เป็นนักดนตรีนั่งอยู่ข้างล่าง คุณโบนัสถามว่าเกิดไรขึ้น ทั้งสองคนก็เล่าให้ฟังว่า คนแรกที่บอกว่าไปเรียกหมอนวดบอกว่า มีหมอนวดมาจริง ๆ เป็นผู้หญิงใส่เดรทสีแดง ให้ตนนอนคว่ำหน้า แล้วผู้หญิงคนนี้ก็นวดอยู่ข้างหลัง สักพักเขาก็เห็นเพื่อนอีกคนที่บอกว่าจะมากินน้ำ เดินผ่านหน้าประตูห้องแล้วมองเข้ามาเพื่อนก็ตกใจ เพราะเห็นผู้หญิงชุดเดรทสีแดงนั่งนวดอยู่ที่หลังเพื่อน ผู้หญิงคนนี้มีลักษณะตัวเขียว ๆ ช้ำ ๆ เปียก ๆ กำลังนวดแล้วหันมายิ้มให้! เขาเลยวิ่งร้องตะโกนว่า “ช่วยด้วย ๆ” แล้ววิ่งลงไปข้างล่าง เพื่อนที่นวดก็ตกใจ เขาก็เลยหันไปมอง ปรากฏว่าเห็นเป็นภาพเดียวกัน คือเห็นผู้หญิงตัวอืดตัวเขียวอยู่ข้างหลัง! แล้วก็วิ่งออกมาโดยที่ผ่านหน้าห้องคุณโบนัส เมื่อทราบเรื่องจากเพื่อนนักดนตรีทั้งสอง คุณโบนัสก็ถามคุณตั้มต่อว่า “แล้วทำไมเราต้องรีบกลับวะ” คุณตั้มบอกว่า “ตอนที่ผมเข้าไปอาบน้ำ และอยู่ในอ่างอาบน้ำ ผมก็รูดม่านมาปิดครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครึ่งหนึ่งมันก็จะมองเห็นชักโครก ปรากฎว่าตอนที่ผมกำลังอาบน้ำอยู่แล้วผมก็หันไปมองม่าน ผมว่าเห็นว่าเหมือนมีคนมานั่งอยู่บนชักโครก ตอนแรกผมนึกว่าพี่ ผมก็เลยมองเข้าไปดูด้วยตาเปล่า ปรากฎว่าคนที่นั่งอยู่ใครก็ไม่รู้ นั่งอยู่บนชักโครก ลักษณะคือผู้หญิงหรือผู้ชายเนี่ยแหล่ะ แต่สภาพไม่ค่อยดี พอเขาเห็นแล้ว เขาก็ปิดม่านแล้วลุกออกจากอ่างเลย แต่ผู้ชายผู้หญิงคนนั้นไม่อยู่แล้วนะ พอเห็นแบบนั้นผมก็รีบออกมาแล้วบอกให้กลับนี่แหล่ะ” นั่นคือสิ่งที่คุณตั้มเจอ ส่วนนักดนตรีบางส่วนที่บอกว่าจะไปเล่นน้ำ เขาก็วิ่งมาหาเพื่อน เพื่อนจึงถามว่า “ไปทำไรมาหัวแตก” เขาเล่าว่า “ตอนที่ลงไปชั้น 4 เพื่อที่จะไปเล่นน้ำ มีสาวฝรั่งคนหนึ่งที่อยู่ตรงสระน้ำ กำลังจะเล่นน้ำ พอเห็นสาวฝรั่งคนนั้นโดดน้ำ ก็เลยถอดเสื้อ ใส่กางเกงว่ายน้ำ โดดตามลงไป ปรากฎว่า น้ำไม่มีในสระ หัวก็ไปแทกกับขอบสระจนเลือดไหล พอมองดูอีกทีสาวฝรั่งคนนั้นก็ไม่มี” นี่คือสิ่งที่นักดนตรีอีกส่วนหนึ่งเจอมา คุณโบนัสอยากทราบที่มาที่ไปของเรื่องต่าง ๆ จึงถามพนักงานว่า “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น” แล้วถามต่อว่า “ตอน ตี 2 ตี 3 เพื่อนพี่ลงมาทำไมไม่เจอน้อง” พนักงานจึงเล่าให้ฟังว่า “พี่ ตี 2 ตี 3 ใครจะกล้าอยู่ ไอผู้หญิงชุดเดรทสีแดงร้านนวดอ่ะ ตอนตี 2 ตี 3 เดินขึ้นผ่านหน้าผมทุกวัน” คุณโบนัสถามอีกว่า “เดินทุกวันแล้วทำไมอ่ะ” พนักงานตอบว่า “คือก่อนหน้านี้เขาเป็นพนักงานนวดจริง ๆ ก็มีต่างชาติ เรียกขึ้นไปให้นวดแล้วปรากฏว่า โดนต่างชาติทำมิดีมิร้าย ผู้หญิงคนนั้นก็สู้แต่สู้แรงไม่ไหว เลยถูกฆ่าตายในห้อง 602 คือห้องแรกที่ถูกปิดและช่วงตี 2 ตี 3 ที่เพื่อนพี่ลงมา ไม่มีใครนั่งอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์หรอก เพราะผู้หญิงคนนี้จะเดินผ่านเคาน์เตอร์แล้วขึ้นลิฟต์ไปทุกวัน ส่วนตรงสระน้ำ ก็มีต่างชาติฝรั่งผู้ชายจมน้ำตาย ผู้หญิงต่างชาติก็จมน้ำตาย“ สรุปแล้วที่โรงแรมนี้มี 3 ศพ และในห้องน้ำที่คุณตั้มเจอน่าจะเป็นฝรั่งผู้ชาย ที่เสียชีวิตก่อนหน้านี้จากการจมน้ำตาย เพราะแต่ละคนที่เจอคือมีลักษณะอืด บ่งบอกได้ชัดเจนว่าคือ 3 คน 3 ศพที่พนักงานเล่าให้ฟัง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเเป้ง 'หมู่บ้านที่ห่างไกล' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 19 พ.ย. 2567 ]

22 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเเป้ง 'หมู่บ้านที่ห่างไกล' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 19 พ.ย. 2567 ]

‘คุณแป้ง’ สายจากทางบ้านได้นำเรื่อง ‘หมู่บ้านที่ห่างไกล’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 พฤศจิกายน 2567) ฟังกัน ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ รู้สึกถึงความน่าสงสาร ความน่ากลัว และความน่าสงสัย ส่วนเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไรนั้น สามารถตามไปอ่านกันได้เลย! ‘คุณแป้ง’ ได้เล่าว่าเป็นเรื่องราวของเซลล์ที่รู้จักชื่อ ‘พี่วิทย์’ เขาเป็นเซลล์ที่ต้องไปทำงานต่างจังหวัดบ่อย แต่ละครั้งก็ใช้เวลาหลายวัน ครั้งนี้ใช้เวลา 1 เดือน ซึ่งมันนานกว่าปกติ พี่วิทย์จึงเป็นห่วงภรรยาอย่าง ‘พี่อุ้ม’ และได้ชักชวนให้ไปด้วย ทั้งคู่ออกเดินทางตั้งแต่เช้าไปยังบ้านเช่าที่ได้ทำสัญญากันไว้ บ้านเช่าหลังนี้เป็นบ้านปูนธรรมดาชั้นเดียว ในช่วงเวลากลางคืน บ้านหลังนี้จะเย็นมากเพราะรอบ ๆ เป็นป่าและภูเขาทั้งหมด และมีสัญญาณอ่อน ๆ ไว้ให้แค่พอโทรหากันได้ พอเช้าวันถัดมา พี่วิทย์ก็ได้ขับรถออกไปหาลูกค้าแต่เช้า ที่บ้านจึงเหลือพี่อุ้มอยู่แค่คนเดียว ในวันแรกที่มาอยู่ก็ปกติดีทุกอย่าง วันที่สอง หลังจากพี่วิทย์ขับรถออกไปสักพักหนึ่ง พี่อุ้มก็เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนแอบมองอยู่ข้างต้นไม้ เมื่อเด็กเห็นว่าพี่อุ้มมองตนอยู่ก็วิ่งหนีออกไป วันถัดมา พี่อุ้มก็ยังเห็นเด็กชายคนนั้นอีก พอตะโกนเรียก เด็กก็วิ่งหนีไป พี่อุ้มรอจนตอนเย็นพี่วิทย์กลับมาจึงถามว่า “ตอนจะออกไปข้างนอกเห็นเด็กผู้ชายแถวนี้บ้างไหม” พี่วิทย์ตอบกลับมาว่า “ไม่เห็นเลยนะ แถวนี้มีเด็กด้วยเหรอ ตั้งแต่อยู่มายังไม่เคยเห็นเด็กนะ” วันต่อมา พี่อุ้มก็ได้ไปยืนรอแถวนั้นด้วยความข้องใจ เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้เจอกับเด็กชายคนนั้นหน้าตามอมแมมยืนก้มหน้าอยู่จึงถามออกไปว่า “มาแอบมองพี่ทำไม หนูเป็นอะไรหรือเปล่า หนูชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน” เด็กคนนั้นตอบเพียงแค่ว่า “ผม ผม ผม ผ...” เป็นเหมือนเสียงที่อยู่ในลำคอ เมื่อเด็กชายเห็นพี่อุ้มเผลอ ก็วิ่งหนีไปอีกไม่ยอมพูดอะไรต่อ ตกดึกคืนนั้นมีลมแรงมาก จากนั้นพายุและฝนก็เริ่มตกลงมา พี่วิทย์กับพี่อุ้มก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาเคาะประตูแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะคิดว่าลมมันอาจจะแรงจนพัดอะไรบางอย่างมากระทบประตูก็เป็นได้ สักพักก็มีเสียงเคาะประตูอีกครั้ง และคราวนี้มีเสียงเด็กพูดขึ้นมาว่า “เปิดประตูให้ผมหน่อย ผมหนาวมากเลยครับ” เมื่อพี่อุ้มได้ยินเสียงก็รู้สึกคุ้นหูเป็นพิเศษ เหมือนว่าเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน ส่วนพี่วิทย์นั้นรู้สึกกังวลว่าอาจจะเป็นอันตราย ไม่นานเด็กคนนั้นก็ร้องไห้ใหญ่โต พี่อุ้มนั้นอยากจะเปิดประตูให้ จึงหันไปพูดกับพี่วิทย์ว่า “ดูสิเด็กร้องไห้ใหญ่เลยนะ พี่จะไม่ช่วยเด็กหน่อยเหรอ” พี่วิทย์ใจอ่อนจึงยอมให้พี่อุ้มเปิดประตู ระหว่างที่พี่อุ้มกำลังจะเดินไปเปิดประตู โทรศัพท์พี่วิทย์ก็ดัง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เป็นสายของผู้ใหญ่บ้านที่โทรมาแจ้งว่าตอนนี้มีพายุแรงมาก ห้ามออกจากบ้าน และย้ำอีกว่าถ้าหากมีใครมาเรียกให้เปิดประตู ห้ามเปิดเด็ดขาด พี่วิทย์ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสงสัย แต่ผู้ใหญ่บ้านตอบกลับมาว่า “รอให้เช้าก่อนแล้วผมจะเล่าให้ฟัง” นอกจากนี้ผู้ใหญ่บ้านยังย้ำอีกครั้งว่า “อย่าเปิดประตูเด็ดขาด! ถ้ามีอะไรเร่งด่วนให้โทรหาผม” เมื่อพูดเสร็จก็วางสายไป พี่วิทย์จึงห้ามไม่ให้พี่อุ้มเปิดประตู และเสียงเด็กผู้ชายคนนั้นก็หายไป หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เข้านอน แต่ก็นอนไม่หลับเพราะอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดว่าทำไมมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่... เช้าวันต่อมา ทั้งคู่รีบไปหาผู้ใหญ่บ้าน ระหว่างทางพี่อุ้มก็ไม่เห็นเด็กชายที่ปกติจะมายืนแอบมองอยู่ข้างต้นไม้คนนั้นแล้ว พอถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านก็ได้เล่าว่า “เมื่อก่อนที่ตรงนี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้มากนัก ทำให้คนที่อยู่ท้ายหมู่บ้านลำบาก จนอยู่มาวันหนึ่ง ฝนตกหนักมากทำให้ดินถล่มลงมาพังบ้านผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนั้น ช่วงที่เกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ทำให้มีความยากลำบากในการแจ้งข่าวชาวบ้าน คนที่อยู่ต้นหมู่บ้านก็รอดชีวิตกันมาได้เพราะได้รับข่าวก่อน แต่ทว่าคนที่อยู่ท้ายหมู่บ้านเขาออกมาไม่ทัน ส่วนบ้านสุดท้าย เป็นบ้านของผู้ชายคนหนึ่ง เขาอาศัยอยู่กับลูกชายและลูกสาวที่ยังเล็กทั้งคู่ คนในหมู่บ้านเชื่อว่าตอนนั้นลูก ๆ ของเขากำลังหลับอยู่ ทำให้ไม่รู้เรื่องว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น เวลานั้น ดินได้ถล่มลงมาพังบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าลูกชายของเขายังมีชีวิตอยู่สังเกตจากการที่มีรอยมือและรอยเท้าที่เปื้อนโคลน คาดว่าเด็กคนนั้นคงจะไล่เคาะประตูบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครมาเปิดเพราะทุกคนล็อคประตูบ้านและหนีไปกันหมด และคาดว่าเด็กคนนั้นสิ้นใจไปก่อนเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว” ตั้งแต่นั้นมา พอมีพายุมาทีไร ใครที่เปิดประตูให้ วันถัดมาก็จะถูกพบเป็นศพนอนอยู่บริเวณบ้านของเด็กคนนั้น มีหลายคนเจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน คนในหมู่บ้านจึงสั่งห้ามทุกคนว่า ห้ามเปิดประตูในคืนที่มีพายุ พี่วิทย์จึงถามไปว่า “ทำไมไม่ทำพิธีให้เด็กคนนั้นหละครับ” ผู้ใหญ่บ้านตอบทันทีว่า “จะไปทำได้ยังหละคุณ แม้แต่ศพยังหาไม่เจอเลย..” หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็รีบย้ายบ้านออกไปอยู่ในเมืองแทนเพราะรู้สึกไม่สบายใจที่จะอยู่ต่อ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

28 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

เรื่องราวที่สะเทือนใจทำให้เป็นคนกลัวผีมากจนถึงทุกวันนี้ กลับเรื่องราวที่เพียงไปเข้าห้องน้ำตอนบ่าย กลายเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกของรุ่นพี่ในวันนั้น แทนที่ทุกอย่างจะจบลงพร้อมพิธีไว้อาลัย แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวชวนขนลุกที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เอก ตายเเน่ [23 มิ.ย.2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ ‘คุณเป็ดน้อยลูกหมอผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นปมฝังใจ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนเองหวาดกลัวเรื่องผีมาจนถึงทุกวันนี้ โดยก่อนเริ่มเล่าคุณเป็ดน้อย กล่าวขออภัยที่อาจเล่าด้วยน้ำเสียงสั่น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ยังคงจำได้ขึ้นใจ และไม่เคยกล้าเล่าให้ใครฟังมาก่อนเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่ คุณเป็ดน้อยกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งในเวลานั้นยังแทบไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ โรงเรียนที่เรียนอยู่มีลักษณะอาคารเป็นรูปตัวยูคว่ำ โดยห้องเรียนของตนเองอยู่ฝั่งซ้ายของอาคาร ในสมัยนั้นหากนักเรียนขออนุญาตออกจากห้องเรียนไปเข้าห้องน้ำระหว่างคาบมักจะถูกเพื่อนล้อเป็นเรื่องปกติ แต่ในวันเกิดเหตุ คุณเป็ดน้อยปวดท้องอย่างหนักจนไม่สามารถทนได้ จึงจำเป็นต้องขออนุญาตครูออกไปเข้าห้องน้ำ แม้บริเวณฝั่งซ้ายจะมีห้องน้ำอยู่ แต่ค่อนข้างสกปรก จึงตัดสินใจเดินข้ามไปยังห้องน้ำฝั่งขวา ซึ่งเป็นโซนของนักเรียนชั้นโต และสะอาดกว่าเส้นทางดังกล่าวต้องเดินผ่านแนวกำแพงที่ติดกับบ้านเรือน ผ่านโรงยิม ก่อนจะถึงห้องน้ำ ระหว่างที่กำลังเดินผ่านบริเวณโรงยิม จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นว่า “ตัก…ตุบ” เสียงนั้นทำให้คุณเป็ดน้อยสะดุ้งตกใจ และรีบหันกลับไปมองก่อนจะพบรุ่นพี่นักเรียนชั้น ป.6 คนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นในสภาพได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง มีเลือดเปรอะเปื้อนตามร่างกาย จากลักษณะเหตุการณ์จึงคาดว่ารุ่นพี่น่าจะตกลงมากระแทกพื้นด้วยศีรษะ ภาพที่เห็นทำให้ คุณเป็ดน้อยตกใจอย่างมาก เพราะบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตนเองไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงร้องไห้ดังลั่นมาจากชั้น 3 ของอาคาร เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงร้อง ก่อนจะหันกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง คุณเป็ดน้อยกลับเห็นภาพที่ชวนขนลุกยิ่งกว่าเดิม ร่างของรุ่นพี่ยังคงนอนอยู่บนพื้น แต่กลับมีชายอีกคนยืนอยู่ข้างร่างนั้น เมื่อเพ่งมองให้ชัด จึงพบว่าคนที่ยืนอยู่ คือรุ่นพี่คนเดียวกันกับที่นอนอยู่บนพื้นเขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ช่วยกู…ช่วยกู” คุณเป็ดน้อยยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถขยับตัว หรือเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้ จากนั้นรุ่นพี่จึงพูดประโยคสุดท้ายว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” เพียงสิ้นเสียงนั้น สติของคุณเป็ดน้อยก็หลุดหายไปทันที เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าอาจารย์กำลังเข้ามาจับตัว และเรียกสติ ขณะเดียวกันสิ่งที่ตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ทันได้ทำ เพราะด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ทำให้ “ราดเลอะหมดเลย” หลังจากวันนั้น คุณเป็ดน้อยกลับจำเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ ราวกับความทรงจำในวันนั้นถูกลบหายไปจากสมอง รุ่งเช้าวันถัดมา ระหว่างพิธีเคารพธงชาติ โรงเรียนได้จัดพิธีไว้อาลัยให้กับรุ่นพี่ที่เสียชีวิต เพื่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ คุณเป็ดน้อยกลับตอบได้เพียงว่า “จำอะไรไม่ได้เลย” ทั้งที่ตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในจุดเกิดเหตุเวลาผ่านไปจน คุณเป็ดน้อยศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และกำลังจะย้ายไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแห่งใหม่ ในวันงานปัจฉิมนิเทศเพื่อน ๆ ได้หยิบยกเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาพูดอีกครั้ง พร้อมถามว่า “จำได้ไหม สมัยเราอยู่ ป.2 ป.3 มีรุ่นพี่คนหนึ่งตกลงมา” จากนั้นเพื่อนจึงเล่าว่า สาเหตุที่รุ่นพี่เสียชีวิตเป็นเพราะในช่วงเวลานั้นบริเวณหน้าต่างของอาคารยังไม่มีที่กั้น ขณะที่รุ่นพี่ขึ้นไปนั่งอยู่ริมหน้าต่าง คาดว่าอาจกำลังแคะฟัน หรือทำอะไรบางอย่างก่อนจะสะดุ้ง และพลัดตกลงมา เพื่อน ๆ หลายคนต่างวิ่งเข้าไปดู และร้องไห้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะหันมาบอก คุณเป็ดน้อย ว่า “เอ้า แกก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น” แต่ คุณเป็ดน้อยยืนยันว่าตนเองจำเรื่องราวในวันนั้นไม่ได้เลย กระทั่งเพื่อน ๆ เล่าต่อว่า หลังจากเกิดเหตุ เวลาช่วงพลบค่ำ หรือช่วงที่โรงเรียนเริ่มเงียบ คนที่กลับบ้านดึกมักจะได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้ หรือบางคนก็เห็นเด็กผู้ชายมายืนอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อได้ยินเรื่องเล่าเช่นนั้น เพื่อนบางคนกลับรู้สึกท้าทาย และชวนกันว่า“อยากรู้ว่าพี่เขาเป็นยังไง เราลองเล่นผีถ้วยแก้วกันไหม”เพราะวันนั้นเป็นวันสุดท้ายก่อนทุกคนจะแยกย้ายไปเรียนต่อคนละที่ แม้เพื่อน ๆ จะพยายามชักชวน แต่คุณเป็ดน้อยยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เล่นอย่างเด็ดขาด เพราะรู้สึกหวาดกลัวบริเวณดังกล่าวมาตลอด แม้เพียงเดินผ่านก็ยังรู้สึกขนลุก จึงคาดว่าลึก ๆ แล้วอาจมีบางอย่างฝังอยู่ในความทรงจำ แม้จะนึกไม่ออกก็ตาม สุดท้ายเพื่อน ๆ จึงพากันไปเล่นผีถ้วยแก้ว ส่วนคุณเป็ดน้อยไม่ได้ร่วมเล่น แต่เดินออกมายืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บริเวณหน้าโรงยิม ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เคยเกิดเหตุ โดยไม่ทันรู้ตัวว่าได้กลับมายืนอยู่ในสถานที่เดิมอีกครั้งระหว่างที่ คุณเป็ดน้อยกำลังยืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังขึ้นอีกครั้ง “ตัก…ตุบ” เสียงเดียวกับที่เคยได้ยินในวันเกิดเหตุ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนักเรียนคนหนึ่งนอนอยู่ใกล้กับจุดที่เพื่อน ๆ กำลังนั่งเล่นผีถ้วยแก้ว ในขณะที่เพื่อนทุกคนกลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ และต่างพูดขึ้นว่า “เฮ้ย ไม่เห็นมีอะไรเลย พี่เขาจะมีจริงไหม” แต่ในสายตาของคุณเป็ดน้อย กลับเห็นร่างของรุ่นพี่ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ทีละน้อย แต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้เลย ขณะเดียวกันความทรงจำที่เคยเลือนหายก็เริ่มค่อย ๆ ย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ไม่นานหลังจากนั้น รุ่นพี่ก็เอื้อมมือไปแตะที่แก้วบนกระดานผีถ้วยแก้ว ก่อนที่แก้วจะเริ่มเคลื่อนที่ ทำให้เพื่อนที่กำลังเล่นอยู่ต่างตกใจและพูดขึ้นว่า “ใครขยับวะ” จากนั้นตัวอักษรบนกระดานก็ค่อย ๆ เรียงต่อกันเป็นประโยคว่า “ทำ ไม มึง ไม่ ช่วย กู” ทันทีที่เห็นข้อความดังกล่าว คุณเป็ดน้อยถึงกับตกตะลึง เพราะไม่เคยเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองพบเจอในวันนั้นให้ใครฟังมาก่อน เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาเชื่อว่าตนเองจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แต่เมื่อเห็นข้อความนั้น ความทรงจำในอดีตก็ถาโถมกลับเข้ามาอย่างชัดเจนขณะที่เพื่อน ๆ ต่างพากันพูดด้วยความสงสัยว่า “เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมมันต้องเป็นคำนี้วะ” ในขณะที่ทุกคนกำลังแตกตื่น คุณเป็ดน้อย กลับเห็นรุ่นพี่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน และเมื่อสบตา ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นในหัวว่า “ทำไมมึงไม่ช่วยกู” จากนั้นรุ่นพี่ก็ค่อย ๆ เดินมายืนอยู่ข้าง ๆ ทำให้คุณเป็ดน้อย ตกใจอย่างรุนแรงจนทรุดตัวล้มลงต่อหน้าเพื่อน ๆ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น คุณเป็ดน้อย ยิ่งหวาดกลัวสถานที่ดังกล่าวมากกว่าเดิม หากมีโอกาสกลับไปที่โรงเรียน ก็จะเดินเฉพาะฝั่งซ้ายของอาคารเท่านั้น และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่กล้าเดินไปยังฝั่งขวา หรือเข้าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุอีกเลย คุณเป็ดน้อย สันนิษฐานว่า สาเหตุที่รุ่นพี่พูดว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” อาจเป็นเพราะในวันเกิดเหตุตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในบริเวณนั้น แต่กลับยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เนื่องจากในเวลานั้นยังเป็นเพียงเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเกิดอาการช็อกกับภาพที่เห็น โดยจุดที่รุ่นพี่ตกลงมานั้นอยู่ห่างจาก คุณเป็ดน้อยเพียงประมาณ 3 เมตรครึ่ง อีกทั้งในช่วงจังหวะแรกที่รุ่นพี่ตกลงมา และหันมาสบตาคุณเป็ดน้อย เชื่อว่ารุ่นพี่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะเสียชีวิตลงต่อหน้าต่อตา อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป ความทรงจำในวันนั้นกลับเลือนหายไปทั้งหมด และเพิ่งย้อนกลับมาอีกครั้งในวันที่เพื่อนชวนเล่นผีถ้วยแก้ว จากเหตุการณ์ทั้งหมดจึงทำให้ คุณเป็ดน้อยกลายเป็นคนที่กลัวผีอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ปัจจุบัน คุณเป็ดน้อยยังคงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับมูลนิธิคนตาบอด ก่อนจะตัดสินใจนำเรื่องราวนี้มาเล่า พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยกล้าพูดถึง เพราะทุกครั้งที่ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นก็ยังคงทำให้รู้สึกหวาดกลัวไม่ต่างจากเดิม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-