บนไว้แต่ไม่ยอมไปแก้ สุดท้ายถูกหญิงห่มสไบตามติดถึงห้อง เกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อย่าลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับใคร...โดยเฉพาะกับศาลพระภูมิ!

อังคารคลุมโปง RECAP

บนไว้แต่ไม่ยอมไปแก้ สุดท้ายถูกหญิงห่มสไบตามติดถึงห้อง เกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อย่าลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับใคร...โดยเฉพาะกับศาลพระภูมิ!

11 ก.ค. 2023

       ‘คุณสายฝน พรหมญาณ’ หมอดูชื่อดังมาเยือนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ครั้งนี้ (27 มิ.ย. 66) พร้อมเรื่องเล่าสุดหลอนสอนใจสายมูทุกคนว่า อย่าลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับใคร ถ้าพร้อมที่จะไปรับประสบการณ์เดียวกันกับ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ แล้วก็ไปอ่านกันเลย!

       เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว คุณฝนยังประกอบอาชีพเป็นพิธีกรตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ อยู่ ตอนนั้นมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วงานที่เคยเข้ามาก็เริ่มลดลงจนเหลือน้อยเต็มที คุณฝนเริ่มชั่งใจกับตัวเองแล้วว่าจะทำอย่างไรดีให้งานกลับมาเยอะเหมือนเดิม ในตอนนั้นที่ห้องเช่าของคุณฝนแถวบางกะปิจะมีศาลพระภูมิตั้งอยู่เยื้องกับห้องพอดี โดยมีแนวกำแพงกั้นเอาไว้ แม้ศาลพระภูมิจะตั้งอยู่ในโพรงหญ้าจนทำให้ดูรกร้างพอสมควร แต่ก็ยังมีคนไปกราบไหว้บูชาอยู่เป็นกิจจะลักษณะ 

       คุณฝนคิดว่าจะลองไปบนกับเจ้าที่แห่งนี้ดู โดยหวังว่าจะได้กลับมามีงานเยอะเหมือนเดิม พอถึงวันที่จะไปไหว้ คุณฝนรอนัดเจอกับแฟนก่อน แล้วจึงจะไปไหว้ด้วยกัน แฟนของคุณฝนมาถึงเวลาที่บรรยากาศภายนอกเริ่มโผล้เพล้ ทั้งคู่พากันเดินไปที่ศาลพระภูมิ ผ่านถนนดินแดง ที่ศาลพระภูมิถูกจัดวางด้วยของสดที่คนนำมาไหว้กัน บนศาลเป็นรูปปั้นผู้ชาย ล้อมรอบด้วยนางรำ 4 องค์ เมื่อคุณฝนเห็นดังนั้นก็คิดว่าคงต้องศักดิ์สิทธิ์มากแน่ เพราะเวลาแบบนี้ ยังมีคนเอาของมาไว้กันอยู่เลย คุณฝนเริ่มจุดธูปไหว้ขอพร จังหวะนั้นหมาที่อยู่รอบ ๆ ก็พร้อมใจส่งเสียงหอนโหยหวนออกมา มีลมพัดกระโชกผ่านคุณฝนไปส่งกลิ่นสาบตีเข้าหน้าอย่างแรง แต่คุณฝนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคิดว่าคงเป็นกลิ่นจากเครื่องเซ่นไหว้ ในวันนั้นคุณฝนขอว่าให้มีงานทำตลอดทั้งเดือน

       3 วันต่อมา คุณฝนได้รับการติดต่อให้ไปทำงานอีเว้นท์ Roadshow ที่ต่างจังหวัด คุณฝนจึงอธิษฐานกับเจ้าที่ศาลพระภูมิว่า ขอไปทำงานให้เสร็จก่อนแล้วจะกลับมาแก้บน แต่แล้วเมื่อกลับมาจากงาน คุณฝนก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

       วันหนึ่ง คุณฝนกลับจากทำงาน พอเข้าห้องมาแล้วก็ได้กลิ่นเหม็นคาวอย่างรุนแรง คิดว่าอาจมีสัตว์ไม่พึงประสงค์มาตายภายในห้องหรือไม่ก็ลืมล้างอะไรบางอย่างไป กลิ่นนี้ตีออกมาแรงมาก จนคุณฝนต้องหาที่มาของกลิ่นนั้น สุดท้ายก็หาไม่เจอ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก กลางดึกคืนนั้น ระหว่างที่กำลังตากผ้าอยู่ คุณฝนก็บังเอิญเหลือบไปมองที่ศาลพระภูมิหลังหอ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคุณฝนหลอนไปเองรึไม่ แต่ดูเหมือนว่ามีคนกำลังมองดูเธออยู่!  คุณฝนเริ่มหวั่นใจแล้วว่าตัวเองได้ไปทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรหรือไม่ แต่ก็ยังไม่ได้นึกถึงว่าตัวเองลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับศาลพระภูมิหลังนั้น

       เนื่องจากทะเลาะกับแฟน คืนนั้นคุณฝนจึงนอนที่พื้นและให้แฟนนอนบนเตียง ระหว่างที่หลับไป ก็รู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนมาจ้องเธออยู่และกลิ่นสาบเจ้าปัญหาก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งหนักกว่าเดิม การจ้องของใครบางคนที่คุณฝนสัมผัสได้นั้นนานผิดปกติมาก สัญชาตญาณสั่งให้คุณฝนลืมตาขึ้นมา และพบกับภาพที่เธอจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต!

       มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสไบสีเขียวผมยาวสยายยืนจ้องตาเขม็งมาที่คุณฝนด้วยสายอันเคียดแค้น คุณฝนช็อคจนทำอะไรไม่ถูก พอได้สติขึ้นมาเล็กน้อยก็พยายามปลุกแฟน แต่แฟนของคุณฝนยังคงนอนนิ่งดูไม่ได้รับรู้ถึงอะไรรอบตัว คุณฝนสัมผัสได้ว่าผู้หญิงคนนี้พูดว่า “มึงลืมอะไรไปรึเปล่า?”

       คุณฝนพยายามสวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ แต่ปากก็ดูเหมือนจะไม่มีแรงเลย ผู้หญิงชุดสไบเขียวขยับตัวเข้าหาคุณฝนมากขึ้นเรื่อย ๆ กดจนเริ่มหายใจไม่ออก สุดท้ายคุณฝนก็ตะเบ็งเสียงตะโกนออกไป “แม่! ช่วยลูกด้วย” ซึ่งแม่ในที่นี้หมายถึงองค์พระแม่ที่คุณฝนเคารพบูชาและอยู่ด้านหลังของผู้หญิงคนนี้ แล้วทันใดนั้นผีตนนี้ก็หายไป จากนั้นแฟนของคุณฝนก็ตื่นขึ้นมา

       เมื่อลองถามแฟนว่าได้ยินเสียงเรียกของคุณฝนหรือไม่ แฟนก็บอกว่าไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ว่ารู้สึกเหมือนกับมีผู้หญิงใส่สไบสีเขียวกระโดดออกไปนอกระเบียง แฟนถามว่าคุณฝนไปทำอะไรมาจนทำให้ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ตอนนั้นคุณฝนยังช็อกจนไม่สามารถพูดอะไรได้เลย คุณฝนนอนไม่หลับจนถึงเช้า เมื่อเริ่มได้สติ คุณฝนก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แฟนฟัง จุดที่ทำให้คุณฝนจำคำสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าที่ได้ก็คือรูปปั้นนางรำที่อยู่ตรงศาลพระภูมินั้น มีองค์หนึ่งที่ห่มสไบสีเขียวและมันดันไปตรงกับลักษณะของผีตนที่มาเมื่อคืนพอดี

       คุณฝนกับแฟนรีบซื้อของเพื่อไปแก้บน พร้อมทั้งขอขมาเจ้าที่เรื่องที่ลืมคำสัญญาทันที คุณฝนบอกกับศาลพระภูมิแห่งนี้ว่าเธอไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรที่ไม่ยอมกลับมาแก้บน เพียงแต่ลืมจริง ๆ เรื่องนี้คุณฝนฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ให้ชาวอังคารคลุมโปงทุกคนว่า “อย่าลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาด”

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

01 ธ.ค. 2023

เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

(Trigger Warnings : บทความนี้มีเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศ) เมื่อเราเป็นจุดต่ำสุดในครอบครัว แม่หลงเชื่อหมอดูจนโงหัวไม่ขึ้น ให้พ่อเลี้ยงมาข่มขืนลูกตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นตามที่หมอดูบอก สุดท้ายจึงตอบแทนแม่ด้วยคุณไสยสุดพิเศษเป็นของขวัญ เรื่องนี้ ‘คุณณัฐผี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤศจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตอบแทนด้วยคุณไสย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! คุณณัฐเล่าว่าเรื่องนี้ได้ฟังมาจาก ‘น้องบุ๋มร่างทรง’ เธอเป็นคนดูดวง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกดวง ใช้นามสมมติว่า ‘น้องเดียร์’ เธออยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์และเป็นวิทยาทานให้กับคนที่กำลังจะเชื่ออะไรแล้วไม่ได้ไตร่ตรอง ควรที่จะเชื่อแบบมีสติ และเรื่องนี้ฝากไปถึงคนที่มีลูก อยากให้รักลูกแบบไม่ลำเอียงให้รักลูกเท่ากันทุกคน เรื่องมีอยู่ว่า ครอบครัวของน้องเดียร์ มีแม่, พ่อเลี้ยง, น้องเดียร์, และน้องชาย แม่เป็นคนติดแอลกอฮอล์ ติดการพนัน โดยเฉพาะเรื่องการดูดวง แม่ชื่นชอบและติดมาก แม่จะเชื่อหมอดูอย่างไม่ลังเล ถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญของคนในครอบครัวนี้ ตัวน้องเดียร์คิดว่าตนนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ในอันดับด้วยซ้ำ เพราะน้องเดียร์ไม่เคยอยู่ในสายตาแม่เลย น้องเดียร์เกิดมาจากพ่อที่ทิ้งแม่ไป เธอเปรียบเสมือนกาฝากในครอบครัวนี้ ต้องเชื่อฟังแม่ตั้งแต่เด็ก ทำผิดอะไรแม่ก็จะตี หรือบางทีก็ถูกแม่ขังอยู่ในห้องไม่ให้ไปเรียน เวลาจะได้ของอะไรก็แล้วแต่ จะต้องเป็นของเหลือที่น้องชายไม่เอา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ถ้าน้องชายเลือกที่จะไม่กิน น้องเดียร์ถึงจะได้กิน ภาพจำที่น้องเดียร์จำได้คือ พ่อเลี้ยง แม่ และน้องชายนอนอยู่ในห้องเดียวกัน ไปกินอาหารด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ส่วนน้องเดียร์ต้องอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด และอีกภาพคือ แม่ขอเงินยายเพื่อที่จะไปซื้อเหล้าและไปเล่นการพนันอยู่บ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งบังคับยายยกสมบัติให้เพื่อที่แม่จะได้นำไปขาย แล้วเอาเงินมาเล่นการพนัน เอามาซื้อเหล้า พอหนักเข้า ยายไม่มี ยายก็ถูกแม่ตีจนแขนหัก จนยายต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ด้วยความที่แม่เป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงมาก ๆ ก็จะไปเสาะแสวงหาการดูดวงจากสถานที่ต่าง ๆ ถ้าหมอไหนที่ดูแล้วบอกว่าลูกชายพึ่งได้ แม่ก็จะบอกว่าหมอคนนี้แม่นถูกใจแม่ กลับกันถ้าหมอดูบอกว่าลูกสาวจะพึ่งได้ นั่นแสดงว่าหมอดูไม่แม่น และจะถูกแม่ด่าอยู่ตลอดเวลา อย่างที่บอกไปว่าแม่ชอบดูดวงมาก กระทั่งแม่ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนเทวดาในหัวใจแม่ แต่เป็นซาตานที่มาจากนรกสำหรับน้องเดียร์ ขั้นตอนการดูดวงกับหมอคนนี้คือการเอาดวงของพ่อน้องเดียร์, น้องเดียร์, และน้องชายไปดู หมอดูบอกว่าพ่อของน้องเดียร์อยู่ด้วยกันกับแม่ก็มีแต่จะเลิกกัน มีแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิต ดวงของพ่อน้องเดียร์เป็นด้วยตายโหง แม่ต้องอยู่เป็นหม้าย ดีแล้วที่เลิกกันไป ส่วนดวงของน้องเดียร์นั้น หมอดูบอกว่าเมื่ออดีตชาติน้องเดียร์เคยเกิดเป็นผู้ชาย เป็นโจรมาปล้นบ้านของแม่ และก็ฆ่าสามีในอดีตชาติของแม่ตาย พอมาชาตินี้น้องเดียร์ต้องมาเกิดเป็นลูกเพื่อมาชดใช้กรรมในอดีตที่ทำไว้ ส่วนลูกชายย้อนกลับไปในอดีตชาติเคยเป็นคู่รักของแม่ และก็เป็นคนที่อยู่ในตระกูลสูงส่งมีหน้ามีตา เป็นคนที่ฉุดแม่ขึ้นมาให้มีชื่อเสียง ให้กลับมามีหน้ามีตาในสังคมอีกครั้ง และยังบอกอีกว่าว่าในยุคปัจจุบันนี้ให้เลี้ยงลูกชายให้ดี ต้องตอบแทนบุญคุณเขาแล้ววันหนึ่งเมื่อลูกชายโตขึ้นเขาจะร่ำรวย หลังจากนั้นน้องเดียร์ก็บอกคุณบุ๋มว่า “พี่บุ๋มจำได้มั้ย ที่เดียร์เคยโทรมาปรึกษาพี่บุ๋มว่าสิ่งที่มันเกิดคืออะไร” คุณบุ๋มก็ได้เตือนน้องเดียร์ไปว่า “ถ้าสมมติว่าวันนึงน้องเดียร์มีชีวิตที่ดีแล้ว อย่าอาฆาตแม่ ให้อโหสิกรรมกับแม่ อย่าไปตามจองเวรจองกรรมซึ่งกันและกันอีก” น้องเดียร์ก็ถามคุณบุ๋มอีกว่า “พี่บุ๋มเห็นอะไรในตัวหนูมั้ย?” คุณบุ๋มตอบมาว่า “เห็นเด็ก” น้องเดียร์จึงบอกว่า “เดี๋ยวจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง” เรื่องนี้เกิดเมื่อตอนที่น้องเดียร์อายุ 15 ปี แม่ไปดูหมอดูคนเดิม หมอดูก็ย้ำเรื่องเดิมที่น้องเดียร์เป็นลูกที่เคยมาปล้นบ้านและฆ่าสามีแม่ในอดีตชาติ พอแม่รู้เรื่องนี้ น้องเดียร์ก็โดนด่าหนักว่าเดิม กลับกันพอเป็นน้องชาย แม่กลับโอ๋น้องตลอดเวลา จนเข้าอายุ 16 ปี น้องเดียร์เริ่มโตเป็นสาว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พ่อเลี้ยงเริ่มมองน้องเดียร์ด้วยสายตาที่คุกคาม เวลาแม่ไม่อยู่ จะชอบเรียกมาจับมือ มาโอบ มาลวนลาม น้องเดียร์ทนไม่ได้ จึงนำเรื่องนี้ไปคุยกับแม่ แต่แม่ตอบกลับมาว่า “มึงสมควรโดนแบบนี้แล้วแหละ” น้องเดียร์จุกในอกไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องก้มหน้ารับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้วแม่น้องเดียร์กลับร้อนใจที่คู่ชีวิตในปัจจุบันลวนลามลูก จึงไปหาหมอดูและถามว่า “ถ้าสามีฉันไปมีอะไรกับลูก จะติดใจลูกมั้ย?” หมอดูตอบกลับมาว่า “พ่อมันทำถูกต้องแล้ว” และอธิบายต่อว่า มันต้องทำแบบนี้เพื่อตัดกรรมเก่าที่น้องเดียร์เคยกระทำในชาติที่แล้ว ถ้าทำแบบนี้ชีวิตแม่จะดีขึ้นจะมีเงินทองเข้ามา ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายไป นอกจากนี้หมอดูยังย้ำว่าให้หาคนที่ดวงแข็งกว่าพ่อและน้องเดียร์มากระทำชำเราน้องเดียร์เพิ่มอีก ซึ่งหมอดูก็เสนอตัวเอง แม่ถามหมอดูต่อว่า “ถ้าผัวฉันได้กับเดียร์แล้ว จะติดใจเดียร์มั้ย?” เพราะแม่ก็กลัวว่าผัวตัวเองจะติดใจลูกและทิ้งตัวเอง หมอดูบอกว่า “ไม่ต้องกลัวให้ทำตามนี้ พอทำเสร็จแล้วให้มาหาเดี๋ยวจะทำเสน่ห์ให้ ขอแค่พาน้องเดียร์มาหา” หลังจากที่แม่กลับบ้านก็ไปเรียกเดียร์มาคุย เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ว่าหมอดูพูดอะไรบ้าง แล้วกำชับว่า “มึงจะต้องทำตามที่หมอดูบอก” ด้วยความที่น้องเดียร์ยังเป็นเด็กก็กราบขอร้องอ้อนวอนแม่ แต่แม่กลับบอกว่า “ยังไงมึงก็ต้องทำ” กาลเวลาผ่านไป น้องเดียร์ก็คิดว่าเรื่องนี้คงจะจบไปแล้ว พ่อกับแม่คงลืม จึงลดความระวังตัวลง แต่ก่อนที่พายุจะมา ทะเลมันจะสงบ น้องเดียร์บอกว่ามีอยู่วันหนึ่ง เธอป่วยเป็นไข้ นอนซมอยู่บ้านไม่มีแรง วันนั้นพ่อเลี้ยงเข้ามาข่มขืนน้องเดียร์ และที่สำคัญคือแม่แท้ ๆ ของตัวเอง ยืนดูพ่อเลี้ยงข่มขืนลูกตัวเองอยู่ด้วย น้องเดียร์พยายามที่จะสู้ พยายามที่จะขัดขืน แต่ก็ไม่มีแรงเพราะป่วย ประกอบกับด้วยเป็นแรงผู้ชาย พ่อเลี้ยงจึงกระทำจนสำเร็จ จากนั้นแม่ก็เดินเข้ามาแล้วพูดว่า “กูบอกมึงดี ๆ แล้ว มึงไม่ยอมทำ เพราะฉะนั้นมึงต้องโดนแบบนี้” และทั้งสองคนก็เดินออกไปนั่งกินเหล้าคุยกันอย่างมีความสุข ปล่อยให้น้องเดียร์นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว.. ในตอนนั้นเอง น้องเดียร์รู้สึกหมดสิ้นทุกอย่างแต่ก็ต้องกัดฟันสู้ คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องหนีออกจากที่นี่ให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแม่จะต้องพาไปหาหมอดูเป็นแน่ จึงตัดสินใจออกจากบ้านไปหายาย ซึ่งบ้านยายที่ย้ายไปก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านน้องเดียร์ พอไปถึงน้องเดียร์ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ยายฟัง ยายร้องไห้และขอโทษน้องเดียร์ที่ไม่สามารถช่วยน้องเดียร์ได้ แต่ถ้าน้องเดียร์มาอยู่บ้านยายยังไงแม่ก็ต้องมาตามอยู่ดี ยายจึงส่งน้องเดียร์ไปอยู่กับน้องสาวยายที่ใต้ ยายบอกว่ายายส่งน้องเดียร์ไปที่ใต้ได้ แต่ยายไม่มีเงินส่งเรียนได้เมื่อไปถึง น้องสาวยายเอ็นดูน้องเดียร์จึงส่งเสียให้ได้เรียน น้องเดียร์บอกว่าตอนที่ไปอยู่ที่นั่น เหมือนได้รับรู้คำว่า ความรัก ความอบอุ่นของครอบครัว และการมีสังคม มันเป็นอย่างไร หลังจากอยู่ใต้ประมาณ 4 เดือน น้องเดียร์ก็ได้รับรู้ว่าตัวเองท้อง จึงเล่าให้น้องคุณยายฟังว่าถูกพ่อเลี้ยงทำอะไร และบอกว่าอยากเอาเด็กออก เพราะยังไม่พร้อมและอยากมีอนาคตที่ดี คุณยายจึงพาน้องเดียร์ไปหาหมอ พร้อมบอกถึงสาเหตุของการตั้งครรภ์ พอหมอรู้สาเหตุว่าโดนข่มขืน หมอจึงตรวจโรคเพิ่มเติม ผลออกมาว่าน้องเดียร์ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนแรง และมีผลกับเด็กในท้องจึงยุติการตั้งครรภ์ในที่สุด หลังจากนั้น น้องเดียร์ก็มีแฟน ซึ่งเป็นแฟนคนแรกในชีวิต น้องเดียร์รักผู้ชายคนนี้มาก แต่ก็รู้สึกว่าอยากบอกเรื่องราวในชีวิตทั้งหมดให้เขาได้รู้ จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นไป พอผู้ชายคนนี้ฟังจบก็รู้สึกโมโหเป็นเดือดเป็นร้อนแทนน้องเดียร์ แล้วถามน้องเดียร์ว่า “อยากแก้แค้นมั้ย?” น้องเดียร์จึงตอบว่า “อยาก” หลังจากนั้นสองอาทิตย์ แฟนน้องเดียร์ก็พาไปสถานที่หนึ่ง มีหลายคนมานั่งรอเพื่อพบอาจารย์ท่านนี้ บางคนก็มาทำเสน่ห์ บางคนก็มาสัก พอถึงคิวน้องเดียร์ น้องเดียร์รู้สึกว่าเหมือนเขารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นอย่างไร จากนั้น อาจารย์ก็หันมาถามว่า “มึงแน่ใจแล้วนะ ที่มึงจะทำแบบนี้ อีนั่นก็แม่มึงนะ แต่ส่วนพ่อเลี้ยงมึงกูไม่สนใจอยู่แล้ว” เดียร์ตอบไปว่า “หนูมั่นใจแล้ว หนูคิดมาดีแล้ว” จากนั้น อาจารย์ก็ทำของใส่ให้ โดยวิธีการทำของก็คือ อาจารย์ขอวันเดือนปีเกิด ปีนักษัตรของแม่และพ่อเลี้ยงไป เดียร์จำของแม่ได้แต่จำของพ่อเลี้ยงไม่ได้ แต่หมอดูก็บอกว่า “ไม่เป็นไรเอาเท่านี้พอ เดี๋ยวจะส่งผีที่เลี้ยงไว้ไปจัดการ” วิธีการก็คือให้เขียนชื่อ แล้วเอาชื่อไปฝังอยู่ที่ทางสามแพร่ง เอาไปอยู่ใต้พระอกแตก แล้วก็เอาไปทิ้งในท่อน้ำทิ้ง น้องเดียร์ขอไม่บอกขั้นตอนในการทำให้ชัดเจน รวมถึงว่าต้องจ่ายด้วยอะไร.. สิ่งที่เกิดขึ้นสามเดือนต่อจากนั้นคือ น้องเดียร์ได้รู้ข่าวจากยายว่าพ่อเลี้ยงโดนแทงในบ่อน ส่วนแม่น่าจะเครียดเรื่องพ่อ สติไม่ดีและหวาดกลัวตลอดเวลา ที่สำคัญคือแม่เดินแก้ผ้าเอามือล้วงอวัยวะเพศแล้วเอามาเลียเหมือนคนวิกลจริต ยายคิดว่าเป็นผลกรรมที่พ่อเลี้ยงและแม่ทำกับน้องเดียร์ แต่ถึงอย่างนั้น น้องเดียร์บอกว่า ถึงจะได้แก้แค้นสำเร็จ แต่ลึก ๆ แล้ว ผลกรรมที่ทำกับแม่ตัวเองจะตามมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่เดียร์ก็พร้อมที่จะรับกรรมนั้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ตำนานผีสาวบันไดหนีไฟที่ทุกคนอยากลองดี แต่เพื่อนดันลืมของ ทำให้ผมต้องกลับขึ้นไปเอา ระหว่างที่กำลังเดินลงก็มีเสียงฝีเท้าดังสวนขึ้นมา! ชะเง้อหน้ามองเห็นเป็นเด็กผู้หญิงชุ่มเลือดยิ้มให้และวิ่งมาหาผม!จังหวะนั้นต้องวิ่งไปให้ถึงประตูถึงจะรอด!

30 พ.ค. 2023

ตำนานผีสาวบันไดหนีไฟที่ทุกคนอยากลองดี แต่เพื่อนดันลืมของ ทำให้ผมต้องกลับขึ้นไปเอา ระหว่างที่กำลังเดินลงก็มีเสียงฝีเท้าดังสวนขึ้นมา! ชะเง้อหน้ามองเห็นเป็นเด็กผู้หญิงชุ่มเลือดยิ้มให้และวิ่งมาหาผม!จังหวะนั้นต้องวิ่งไปให้ถึงประตูถึงจะรอด!

อีกเรื่องปิดท้ายในรายการ ‘อังคารคลุมโปงX’ (23 พฤษภาคม 2566) จาก ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ กับ 7 เรื่องสยองในโรงเรียนญี่ปุ่น จัดหนักหลอนสุดกำลังจน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ร้องซี๊ดดด! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามไปอ่านกันเลย!ต้นกล้าเล่าว่าที่โรงเรียนญี่ปุ่นจะมีเรื่องเล่าสยองขวัญอยู่ทั้งหมด 7 เรื่อง ทั้ง 6 เรื่องจะเล่าเหมือนกันทุกโรงเรียน แต่เรื่องที่ 7 ในแต่ละโรงเรียนจะมีไม่ซ้ำกัน เช่น บางโรงเรียนก็เป็นเรื่อง ‘ฮานาโกะซังในห้องน้ำ’ เด็กผีชุดแดงที่จะอยู่ในห้องน้ำห้องสุดท้าย ถ้าใครไปเรียกโดยการเคาะประตูห้องน้ำ 3 ครั้ง แล้วฮานาโกะซังตอบรับ คนนั้นก็จะไม่ได้กลับออกมาจากห้องน้ำอีกเลย, บางโรงเรียนก็เป็นเรื่อง ‘หุ่นห้องวิทย์’ ที่จะออกมาวิ่งตอนกลางคืน หรือเรื่อง ‘รูปโมสาร์ทในห้องดนตรี’ ที่พอถึงเวลากลางคืน วิญญาณโมสาร์ทก็จะออกมานั่งเล่นเปียโน เป็นต้นเรื่องที่ต้นกล้าจะเล่าคือเรื่อง ‘ผู้หญิงราวจับ’ เรื่องมีอยู่ว่า มีเด็กในโรงเรียนจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องเล่าสยองขวัญนี้ว่า “ผู้หญิงราวจับ เป็นเด็กนักเรียนหญิงที่เคยเรียนที่นี่เมื่อหลายปีมาแล้ว เวลาที่ถูกเพื่อนแกล้งหรือเวลาที่รู้สึกท้อใจกับการเรียนเด็กผู้หญิงคนนั้น ก็มักจะไปที่บันไดหนีไฟตรงนี้เป็นประจำ แต่ในตอนนั้นบันไดหนีไฟทั้งเก่าและไม่สมบูรณ์ พอเธอขึ้นมายืนจับที่ราวบันได ปรากฏว่าบันไดก็พังลงมา ทำให้ตัวของเด็กผู้หญิงคนนั้นตกลงไปข้างล่าง ขณะนั้นเธอยังไม่ได้เสียชีวิตทันทีและพยายามจะปีนขึ้นมาขอความช่วยเหลือ แต่ในที่สุดก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตอยู่ตรงนั้น” พอคุยเรื่องนี้จบเด็กหลายคนจึงท้าทายกันว่าให้ลองไปที่บันไดหนีไฟนี้แล้วขึ้นไปบนดาดฟ้า ถ้าใครกลับลงมาได้จะนับถือว่าเป็นคนที่สุดยอดในตอนนั้นทุกคนก็ผลัดกันขึ้นไป แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่แล้วก็มีเพื่อนคนนึง นามสมมุติ ‘โทยะ’ ดันลืมของไว้บนดาดฟ้า จึงชวน ‘เซย์จิ’ (นามสมมุติ) ให้กลับขึ้นไปเอาเป็นเพื่อน แต่เซย์จิก็แซวโทยะไปว่า “เฮ้ย มึงกลัวหรอ” โทยะจึงตอบกลับมาว่า “เอาจริง ๆ ก็กลัวแหละ” เซย์จิก็ตอบไปว่า “โหยไร้สาระน่า” โทยะจึงพูดท้าขึ้นมาว่า “อ้าว งั้นถ้ามึงไม่กลัวมึงก็ขึ้นไปเอาของให้กูสิ” เซย์จิจึงตอบตกลง และในเวลานั้นก็เป็นเวลาประมาณ 6 โมงครึ่งแล้ว แสงพระอาทิตย์กำลังเริ่มโพล้เพล้ เซย์จิเปิดประตูบันไดหนีไฟและเดินขึ้นไปยังดาดฟ้า บันไดที่เก่ามีสนิมทำให้เวลามีคนเดินขึ้นลง จะได้ยินเสียงฝีเท้าดัง ‘ต๊อง ต๊อง ต๊อง’ ดังก้องไปทั่ว เมื่อเดินมาถึงดาดฟ้าก็พบกับของชิ้นหนึ่งถูกวางไว้ จึงหยิบมันขึ้นมา พอเดินกลับลงมายังประตูบันไดหนีไฟ ในใจก็เกิดกลัวขึ้นมา จึงชะเง้อหน้ามองลงมาข้างล่าง ซึ่งบันไดหนีไฟนี้จะมีช่องตรงกลางให้สามารถมองเห็นลงไปยังข้างล่างได้ ปรากฏว่าภาพที่เซย์จิเห็นคือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ชั้นล่างสุด แต่ระยะห่างของชั้นบันไดค่อนข้างสูงทำให้เห็นไม่ค่อยชัด เซย์จิคิดในใจว่าเพื่อนคงแกล้ง จึงตัดสินใจเดินลงไป แต่ในขณะที่เดินนั้น ก็ได้ยินเสียงเสียงฝีเท้าที่เดินไปพร้อมกับเซย์จิ! เสียงนั้นดังมาจากข้างล่าง ในใจก็คิดว่า “เฮ้ย ใช่ป่ะว่ะ” เซย์จิชะเง้อหน้าไปมองดูอีกครั้งก็เห็นว่า “มีมือจับอยู่ที่ราวจับ เปื้อนไปด้วยเลือด พร้อมกับหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นที่เงยหน้าขึ้นมามองและแสยะยิ้มให้เขา” เซย์จิรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกแน่ ๆ ไม่ทันได้คิดนาน หลังจากยิ้มเสร็จเด็กผู้หญิงคนนั้นก็รีบวิ่งขึ้นมาด้านบนทันที! (เซย์จิต้องเดินลงมาชั้นล่าง แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นกำลังวิ่งขึ้นมาข้างบน) เสียงฝีเท้าดังกังวาลต๊องๆๆๆๆๆๆ หัวใจเซย์จิเต้นรัวด้วยความกลัว และคิดว่าจะกลับขึ้นไปก็ไม่ได้ ต้องลงไปอีกชั้นหนึ่งถึงจะมีประตู เซย์จิฮึดแรงเฮือกสุดท้าย เพื่อวิ่งลงไปยังประตูให้เร็วที่สุด ก่อนที่สิ่งนั้นมันจะวิ่งขึ้นมาถึงตัวเขา!และในที่สุดเขาก็ได้เปิดประตูออกมาดังปั้ง!! จนเพื่อนทุกคนตกใจ และได้ถามว่า “เฮ้ยมึงเป็นอะไร วิ่งหนีอะไรเนี่ย เจออะไรหรือเปล่า” เซย์จิตอบไปด้วยเสียงที่สั่นว่า “ชั่งมันเถอะ” แล้วเพื่อนคนอื่นที่หันหน้าเข้าประตูก็อยู่นิ่งอยู่สักพัก จนประตูนั้นก็ปิดลงดังปึ้ง! เมื่อเห็นว่าเพื่อนท่าทางไม่ดี ทุกคนจึงชวนกันกลับ เมื่อพ้นจากสถานที่ตรงนั้นมาได้สักพัก เพื่อนคนที่หันหน้าเข้าหาประตูก็เล่าให้ฟังว่า “ตอนที่ยืนนิ่งไปสักพักนั้น เห็นเป็นเด็กผู้หญิงใส่ชุดนักเรียนมายืนอยู่ตรงหน้าประตูแล้วมองมายังพวกเขา”พอฟังจบดีเจแนน ดีเจเจ็มถึงกับพูดว่าผีญี่ปุ่นโหดมาก ต้นกล้ายังบอกอีกว่ายังมีผีญี่ปุ่นอีกหลายรูปแบบให้ได้ติดตามกัน หากได้มีโอกาสจะกลับมาเล่าให้ฟังอีก(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เจอผู้ว่าจ้างปริศนาให้ร้องเพลง สุสานคนช้ำ, โรงแรมใจ และล่องเรือหารัก แต่พอเดินทางไปงานวัด กลับไม่ถึงเสียที! ระหว่างทางเจอลุงเสื้อขาว พอบอกน้า น้าบอกไม่เห็น! จะกลับบ้าน มีทางเดียวคือต้องร้องเพลงตามที่ขอเท่านั้น!

07 ก.ค. 2023

เจอผู้ว่าจ้างปริศนาให้ร้องเพลง สุสานคนช้ำ, โรงแรมใจ และล่องเรือหารัก แต่พอเดินทางไปงานวัด กลับไม่ถึงเสียที! ระหว่างทางเจอลุงเสื้อขาว พอบอกน้า น้าบอกไม่เห็น! จะกลับบ้าน มีทางเดียวคือต้องร้องเพลงตามที่ขอเท่านั้น!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 มิถุนายน 2566) ที่ผ่านมา มีสายจาก ‘คุณเนฟ’ พยาบาลสาวที่ตอนเด็กเคยประสบพบเจอเหตุการณ์หลอนจึงนำมาเล่าให้ชาวอังคารคลุมโปงฟัง กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เพลงผีบอก’ ที่ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เสียวสันหลังวาบ! เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ปิดไฟ แล้วเปิดเพลง ‘ล่องเรือหารัก’ คลอไป อ่านไป ได้ฟีลกว่าเดิมแน่! เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณเนฟยังเด็กและรับงานเป็นนักร้องที่รับจ้างไปร้องตามงานต่าง ๆ เช่น งานบวช งานวัด งานขึ้นบ้านใหม่ งานสังสรรค์ ก็แล้วแต่ผู้ว่าจ้างจะจ้างให้ไปร้องที่ไหน เรียกได้ว่าเดินสายร้องเพลงตั้งแต่เด็ก โดยมีคุณแม่ช่วยสนับสนุน และเป็นผู้จัดการคิวงานให้ ครั้งหนึ่ง ในช่วงปลายฝนต้นหนาว มีสายจากผู้ว่าจ้างติดต่อมา ปลายสายเป็นเสียงผู้ชายมีอายุ บอกว่าอยากให้คุณเนฟไปร้องเพลงในงานวัด ซึ่งวัดนี้ตั้งอยู่อีกตำบลหนึ่ง เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที เป็นวัดที่คุณแม่เคยไปทำบุญกับเพื่อนมาก่อน และเป็นวัดที่ค่อนเข้าเดินทางเข้าไปลึกอยู่พอสมควร เส้นทางคดเคี้ยว เป็นวัดที่อยู่ติดเขา แต่ก็เป็นวัดที่สวย นาน ๆ จะจัดงานวัด คุณแม่จึงเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดี หากคุณเนฟได้ไปร้องเพลงที่วัดแห่งนี้ นอกจากนี้ คุณลุงปลายสายก็รีเควสเพลงทั้งหมด 3 เพลง ได้แก่ สุสานคนช้ำ, โรงแรมใจ และล่องเรือหารัก และยังบอกอีกว่า ถ้าในงานมีเพลงที่อยากให้ร้องเพิ่ม จะบอกอีกครั้ง จากนั้นก็นัดเวลากันว่า คุณเนฟจะต้องถึงที่งานเวลา 1 ทุ่ม และขึ้นร้องเพลงในเวลา 2 ทุ่ม โดยตกลงค่าจ้างไว้ที่ 1,500 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากกว่าเรตที่คุณเนฟเคยได้ เมื่อจัดการนัดแนะรายละเอียดทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ก่อนถึงวันที่จะต้องไปร้องเพลง ปรากฏว่าคุณแม่ดันป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ จึงฝากให้คุณน้าที่เป็นเพื่อนกัน ชื่อว่า ‘น้าเปิ้ล’ มีอาชีพเป็นวินมอเตอร์ไซค์ มีแฟนชื่อ ‘พี่น้อง’ ในตอนแรกทั้งสองก็เพราะไม่เคยไปที่วัดแห่งนี้ แต่คุณแม่ก็บอกว่าจะมีค่าตอบแทนให้ พร้อมกับเขียนแผนที่ไว้ให้ละเอียด ทั้งน้าเปิ้ลและพี่น้องจึงตกลงช่วยพาไป โดยที่ไม่รับค่าจ้าง เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ วันที่จะต้องไปร้องเพลงนั้นเป็นวันเสาร์ น้าเปิ้ลและพี่น้องมารับคุณเนฟเวลา 5 โมงครึ่ง โดยใช้รถจักรยานยนต์ขับไป น้าเปิ้ลเป็นคนขับ คุณเนฟนั่งตรงกลาง และพี่น้องนั่งซ้อนท้าย เวลาผ่านไปประมาณ 30-40 นาที ก็ถึงตำบลนั้น จากนั้นก็ต้องขับเข้าไปในซอยเพื่อไปที่วัด เป็นซอยที่ไม่ค่อยมีบ้านคน ไฟระหว่างทางก็น้อยลง ติดบ้าง ดับบ้าง ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ เมื่อถึงสุดทางของซอยนั้นก็จะมีสามแยก ซึ่งต้องเลี้ยวขวา คุณเนฟบอกว่าหลังจากเลี้ยวขวามาแล้ว คุณเนฟรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกนึง ข้างทางไม่มีแสงไฟแล้วและเต็มไปด้วยความมืด คุณเนฟคิดว่าตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาใกล้ 1 ทุ่มแล้ว ข้างทางเป็นสวนมันสำปะหลังเรียงเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา นอกจากนี้ อากาศยังเย็นลงอย่างรวดเร็ว จนเสื้อที่คุณแม่เตรียมมาให้ความอบอุ่นไม่เพียงพอ พี่น้องจึงกอดคุณเนฟไว้ไม่ให้หนาว เมื่อขับไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ถึงปลายทางเสียที สิ่งที่น่าแปลกกว่านั้นคือผ่านทางสามแพร่งเยอะมาก ซึ่งมันก็ตรงกับแผนที่ที่คุณแม่เขียนไว้ให้ นั่นแสดงว่าทั้งสามคนไม่ได้หลงทางอย่างแน่นอน แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงวัดเลย ไม่เจอแม้กระทั่งบ้านสักหลัง คุณเนฟไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว แต่รู้สึกว่าเมื่อย ปวดขา และชาก้นไปหมด จึงขอให้น้าเปิ้ลจอดพัก แต่น้าเปิ้ลก็บอกว่าจอดไม่ได้ เพราะไม่มีที่ปลอดภัยให้จอดพักเลย ข้างทางก็เปลี่ยว กลัวว่าจะมีโจรหรือสัตว์อันตราย น้าเปิ้ลบอกว่า “อดทนหน่อยนะลูก เดี๋ยวก็เจอวัดแล้ว” คุณเนฟซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางทำให้มองไม่เห็นทางข้างหน้าชัดเจน จึงชะโงกหน้าออกมาข้าง ๆ เพื่อที่จะมองไปข้างหน้า จังหวะนั้นทำให้คุณเนฟเห็นผู้ชายใส่เสื้อสีขาว หัวโล้น เดินก้มหน้าหลังค่อม แขนขวาเหมือนกับลากเสียมหรือจอบมาด้วย คุณเนฟที่ตอนนั้นยังเด็กเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอะไร และดีใจมากที่เจอคนสักที จึงพูดขึ้นมา “น้า! น้าถามคนนั้นสิว่าวัดอยู่ที่ไหน” แต่น้าเปิ้ลกลับขับรถเร็วขึ้น พี่น้องก็ยิ่งกอดคุณเนฟแน่นขึ้น คุณเนฟจึงชี้ไปที่ผู้ชายคนนั้นแล้วพูดขึ้นมาอีกรอบว่า “เนี่ย ๆ ถามคุณลุงคนนั้นสิว่าวัดอยู่ที่ไหน น้าจอดดด” แต่น้าเปิ้ลก็ไม่หยุดรถแต่อย่างใด ส่วนพี่น้องก็เอามือมาปิดหน้าคุณเนฟไว้ไม่ให้มองเห็น จากนั้นก็พูดว่า “เนฟ หนูอย่าทักนะลูก น้าไม่เห็นใคร น้ากลัว” คุณเนฟก็งงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะคิดแค่ว่าเป็นคน ไม่ได้นึกถึงสิ่งลี้ลับอะไร จึงพูดขึ้นว่า “น้า หนูเห็นคนจริง ๆ น้าจะไม่เห็นได้ยังไง เขาใส่เสื้อสีขาว” แต่น้าเปิ้ลก็พูดขึ้นว่า “เนฟ ไม่เอา อย่าทักนะลูก มืด ๆ แบบนี้ น้าไม่เห็นใคร” เมื่อเห็นว่าน้าพูดย้ำ ๆ แบบนั้น คุณเนฟจึงไม่พูดอะไรต่อ เวลาผ่านไปประมาณ 10-15 นาที คุณเนฟที่นั่งรถจนเมื่อยก็ทนไม่ไหว จึงบอกน้าเปิ้ลว่า “น้า กลับบ้านมั้ย? หนูเหนื่อยแล้ว” น้าเปิ้ลจึงชะลอรถเพื่อโทรหาแม่ แล้วบอกว่าหาวัดไม่เจอ คุณแม่จึงตะโกนออกมาว่า “แล้วทำไมไม่โทรมาตั้งนาน ตอนนี้มันสามทุ่มแล้ว!” น้าเปิ้ลก็บอกว่า “รู้สึกเหมือนผ่านมาไม่นานเท่าไหร่ ก็เลยไม่ได้โทรบอก” ซึ่งทั้งสามคนก็รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เหมือนกับผ่านไปไม่ถึง 15 นาทีด้วยซ้ำ คุณแม่จึงบอกว่า จะโทรกลับไปหาคุณลุงคนนั้น ให้เขามารับ ส่วนคุณเนฟและน้าทั้งสอง ก็จอดรถรออยู่ตรงนั้นไปก่อน ผ่านไปสักพัก คุณแม่ก็โทรกลับมา บอกว่าติดต่อคุณลุงคนนั้นไม่ได้ โทรไม่ติด ประมาณว่าไม่มีหมายเลขที่ท่านเรียก คุณแม่จึงบอกให้ทั้งสามคนกลับ น้าเปิ้ลและพี่น้องจึงคุยกันว่าจะกลับยังไง เมื่อได้ข้อสรุปก็พบว่าน้ำมันใกล้จะหมดแล้ว แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขับรถหาทางกลับ เมื่อขับไปสักพัก คุณเนฟก็ได้ยินเสียงผู้ชายมีอายุลอยมาตามลมว่า “ร้องเพลงสิ” คุณเนฟจึงบอกพี่น้องว่า “พี่คะ หนูได้ยินเสียงคนเขาบอกให้หนูร้องเพลง” พี่น้องได้ยินก็กอดแน่นขึ้น น้าเปิ้ลก็ยิ่งขับรถเร็วขึ้นไปอีก! สักพักเสียงตามลมก็แว่วมาอีกครั้ง ครั้งนี้ชัดขึ้นกว่าเดิมอีกว่า “ร้องเพลงสิ” ในตอนนั้นคุณเนฟไม่ได้กลัว หรือคิดถึงสิ่งลี้ลับอะไร ด้วยความไร้เดียงสาจึงบอกไปว่า “น้า เขาบอกให้หนูร้องเพลง เดี๋ยวหนูร้องเพลงให้เขาดีกว่า” น้าเปิ้ลจึงจอดรถข้างทาง “งั้นหนูร้องเพลง มีเพลงอะไรบ้างนะ ที่เขาขอมา” จากนั้นคุณเนฟก็ร้องเพลง 3 เพลงตามลิสต์ที่ผู้ว่าจ้างขอมา (ในรายการคุณเนฟร้องสด ๆ ให้ฟังด้วย) หลังจากที่ร้องเพลงจบ คุณเนฟที่เพลียมากจึงบอกน้าเปิ้ลว่า “น้า หนูร้องจบแล้ว” น้าจึงยกมือไหว้มือท่วมหัวแล้วบอกว่า “ขอพาน้องกลับบ้านนะครับ น้ำมันก็จะหมดแล้ว” หลังจากนั้นอากาศที่เย็นมากก็เริ่มอุ่นขึ้นมา แล้วน้าเปิ้ลก็ออกรถอีกครั้ง ไม่ถึง 5 นาที ก็เห็นแสงไฟ แล้วก็ออกจากทางสามแยกตรงนั้นได้ คุณเนฟที่เพลียมากก็ฟุบหลับไป คุณแม่บอกว่ากว่าจะถึงบ้าน ก็ 4 ทุ่มกว่าแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นก็พาคุณเนฟไปทำบุญที่วัด คืนนั้นเอง คุณแม่ก็ฝันว่า มีคุณลุงใส่เสื้อสีขาว เป็นเหมือนเสื้อเชิ้ตสีขาวของคนแก่สมัยก่อน ใส่ผ้าโสร่งผูกข้างหน้าเก่า ๆ เดินหลังค่อม แขนขาลากเสียมขุดดิน หัวโล้น มองไม่เห็นหน้า พูดกับคุณแม่ว่า “ขอบใจนะ” แล้วก็ให้เลขคุณแม่มา สรุปว่าคุณแม่ก็ถูกหวยได้เงินมากกว่า 1,500 บาท หลังจากเล่าจบ ทั้งดีเจแนน ดีเจเจ็ม และชาวอังคารคลุมโปงต่างปรบมือให้กับจังหวะการเล่าเรื่องที่ดีมาก ๆ คุณเนฟ และชื่นชมเสียงร้องของคุณเนฟกันยกใหญ่ หากอยากฟังเสียงของคุณเนฟว่าจะเพราะสมคำร่ำลือหรือไม่ ก็ตามไปฟังแบบเต็ม ๆ ได้ที่(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ขับรถไปฟังเพลงไป อยู่ดี ๆ เพลงก็เปลี่ยนกลายเป็นรายการเล่าเรื่องผี!

02 ต.ค. 2023

ขับรถไปฟังเพลงไป อยู่ดี ๆ เพลงก็เปลี่ยนกลายเป็นรายการเล่าเรื่องผี!

‘ถนน’ เป็นอีกสถานที่อันดับต้น ๆ ที่เรามักจะเจอเรื่องหลอนกันบ่อย ๆ ครั้งนี้ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ก็นำเรื่อง ‘ถนนในตำนาน’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 กันยายน 2566) ฟัง บอกเลยว่าเรื่องพีคจน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ต้องอุทานเสียงหลง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ปิดไฟแล้วแท็กเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย! พี่แจ็คเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจาก ‘คุณเติ้ล’ เหตุการณ์หลอนเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนเมื่อปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา คุณเติ้ลมีอาชีพเกี่ยวกับการจัดงานอีเวนต์ตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งต้องรอให้ห้างสรรพสินค้าปิดทำการก่อน คุณเติ้ลจึงจะสามารถเข้าไปเตรียมงานอีเวนต์ได้ วันหนึ่ง คุณเติ้ลได้ไปจัดงานอีเวนต์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทีมงานก็จัดเตรียมสถานที่ตามปกติ เมื่อเตรียมเสร็จก็ต้องไปทำงานที่จังหวัดกระบี่ต่อ จึงแบ่งออกเป็น 2 ทีม ทีมแรกล่วงหน้าไปก่อนในช่วงบ่าย ส่วนทีมของคุณเติ้ลต้องอยู่รอเพื่อเก็บอุปกรณ์ หลังห้างปิดเวลา 21.00 น. เมื่อถึงเวลาห้างปิด ทีมคุณเติ้ลก็เข้าไปเก็บอุปกรณ์ โดยใช้เวลาไปประมาณ 1 ชั่วโมงเศษทุกอย่างก็เรียบร้อย จากนั้นก็เตรียมตัวออกเดินทางไปจังหวัดกระบี่ แต่ก่อนที่ล้อจะหมุน ก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งโทรศัพท์มาเช็คความเรียบร้อยและพูดทิ้งท้ายว่า “ถ้าออกมา ก็ขับรถดี ๆ นะ ถนนเส้นที่จะขับผ่านมันค่อนข้างจะเปลี่ยว ถ้าเจอใครโบกหรือทักก็อย่าจอดนะ ให้ขับเลยไปเลย” จากนั้นรุ่นพี่คนนั้นก็หันกลับไปพูดกับเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “ไอ้เติ้ลมันไม่กลัวหรอก มันไม่เชื่อหรอก” แล้วสายก็ตัดไป คุณเติ้ลคิดแค่เพียงว่ารุ่นพี่คงเป็นห่วงเรื่องคนที่อันตรายมากกว่า เพราะส่วนตัวนั้นไม่กลัวผี ไม่มีความเชื่อเรื่องผี และไม่เคยฟังเรื่องผี ในเวลา 4 ทุ่มกว่า ๆ คุณเติ้ลก็ขับรถออกมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้เส้นทางที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ถนนในตำนาน’ ที่หลายคนรู้จัก ในตอนกลางวันถนนเส้นนี้จะมีรถไม่มาก ตอนกลางคืนก็แทบจะไม่มีรถ ไฟฟ้าอย่าพูดถึง ส่วนบ้านเรือนตามข้างทางก็หาได้น้อย เรียกได้ว่าเป็นถนนอีกเส้นที่เปลี่ยวใช้ได้ แต่ก็มักจะใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงของเหล่าบรรดารถบรรทุกขนาดใหญ่ ส่วนรถที่คุณเติ้ลขับนั้นเป็นรถกระบะที่บรรทุกของหลังรถ วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 70-80 กิโลเมตร ในระหว่างที่ขับรถอยู่นั้น ก็เปิดเพลงคลอจากโทรศัพท์ที่เชื่อมกับเครื่องเล่นวิทยุในรถฟังไปด้วย และทุกอย่างก็ดูจะปกติเรียบร้อยดี เมื่อขับไปได้สักพัก เพลงที่เปิดก็เปลี่ยนกลายเป็นรายการเล่าเรื่องผี ‘The Ghost Radio’ แทน ซึ่งคุณเติ้ลไม่เคยกดเปิดฟังเลยสักครั้ง และแทบจะไม่รู้จักรายการนี้เลยเสียด้วยซ้ำ คุณเติ้ลรู้สึกมึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เรื่องที่เล่าในรายการนั้น เป็นเรื่องหลอนของถนนเส้นหนึ่ง ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วก็เหมือนจะเป็นถนนเส้นเดียวกันกับที่คุณเติ้ลกำลังขับรถอยู่ เขาจึงพยายามหยิบโทรศัพท์เพื่อเปลี่ยนเป็นเพลง เมื่อเปลี่ยนเป็นเพลงได้แล้วก็ขับต่อไปอีกสักพัก เพลงที่เขากำลังฟังอยู่มันก็หยุดเงียบหายไป แล้วก็เปิดรายการเล่าเรื่องผีรายการเดิมอีกรอบ ซึ่งเล่าเรื่องต่อจากที่ฟังค้างไว้แบบไม่ขาดตอน คุณเติ้ลพยายามจะเปลี่ยนกลับไปเป็นเพลงอีกครั้ง แต่รอบนี้ก็มีเสียงผู้หญิงพูดแทรกเข้ามาว่า “ไม่อยากฟังเรื่องชั้นหน่อยหรอ?” คุณเติ้ลตกใจกับเสียงนั้น และคิดว่า Sound Effect ของรายการนี้แปลก ๆ จากนั้นก็รีบเปลี่ยนกลับไปเป็นเพลงทันที แต่ก็เหมือนเดิม รายการนั้นก็ดังขึ้นมาแทนที่เพลงอีกครั้ง จึงตัดสินใจถอดสายที่เชื่อมมือถือกับวิทยุออก ปิดเสียงทุกอย่าง และขับรถต่อไปพร้อมกับความเงียบ ระหว่างที่ขับรถนั้น มีช่วงหนึ่งที่รถตกหลุม ทำให้วิทยุในรถเกิดแสงกะพริบขึ้นมา แล้วก็มีเสียงรายการเล่าเรื่องผีอันเดิมดังขึ้นอีกครั้ง เรื่องทุกอย่างยังคงเล่าต่อจากเดิมไม่มี skip ข้าม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เสียบสายโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดฟังเสียด้วยซ้ำ! คุณเติ้ลพยายามจะปิดเสียง แต่ก็มีเสียงผู้หญิงคนเดิมดังแทรกขึ้นมาว่า “ไม่อยากจะฟังเรื่องของชั้นหน่อยหรอ ไม่อยากลองฟังหน่อยหรอ” คุณเติ้ลรู้สึกตกใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเล่าว่าในตอนนั้นเขาไม่ได้รู้สึกกลัว แต่รู้สึกมือสั่น ทำอะไรไม่ถูก และก็ร้องไห้ออกมา ด้วยความที่เป็นรถกระบะรุ่นเก่า จึงกระชากสายวิทยุที่ต่อกับรถออกจนขาด แล้วเสียงวิทยุก็ดับไป คุณเติ้ลยังคงใจสู้ขับรถต่อไป แล้วเขาก็เห็นว่ามันมี ‘บางคน’ หรือ ‘บางอย่าง’ อยู่ข้างทาง คุณเติ้ลไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคืออะไรกันแน่ จึงขับผ่านเลยไป และเมื่อมองกระจกมองหลัง แสงไฟท้ายรถก็ทำให้เห็นว่าสิ่งนั้นเหมือนกองอะไรบางอย่าง แล้วก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็หันมามองที่รถ คุณเติ้ลเล่าเพิ่มว่าลักษณะคล้ายกับผู้หญิงดำ ๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเพราะเธอใส่ชุดสีดำ หรือเป็นเงาดำของเธอ เขายังคงขับรถไปเรื่อย ๆ แต่ภายในใจยังคงสบสันว่าสิ่งที่ตนเจอมานั้นมันคืออะไร ขับไปได้ไม่นาน ก็เห็นไฟท้ายรถจากด้านหน้า จึงขับเข้าไปใกล้ ๆ เพราะดีใจคิดว่ามีเพื่อนร่วมทางแล้ว ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นว่าข้างหน้าเป็นรถสิบล้อ จึงขับตาม คุณเติ้ลรู้ว่าอีก 4-5 กิโลมเตรก็จะถึงทางออก จึงพยายามแซงรถสิบล้อข้างหน้า ก่อนจะแซงไปก็สังเกตว่าของที่บรรทุกมากับรถสิบล้อมีผ้าใบคลุมอยู่ เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นเป็นผู้หญิงนั่งอยู่ข้างบนหลังผ้าใบ เธอชะโงกหน้าลงมามองที่คุณเติ้ล แล้วก็มีเสียงดังเข้ามาในวิทยุอีกครั้งว่า “กำลังจะสุดทางแล้วจะรีบไปไหนล่ะ ไม่อยากฟังเรื่องชั้นหน่อยหรอ” สิ้นเสียงนั้น คุณเติ้ลก็รีบเหยียบคันเร่งแซงรถบรรทุกไปทันที แม้จะมีเสียงบีบแตรและไฟกะพริบสูงจากรถสิบล้อตามมาด้านหลัง แต่เขาก็ไม่สนใจ รีบเลี้ยวรถออกจากเส้นทางจนกระทั่งเจอเข้ากับปั๊มน้ำมันข้างทางแห่งหนึ่ง จึงขับรถเข้าไปจอดรถเพื่อสงบสติอารมณ์ตัวเองในนั้น ผ่านไปไม่นาน รถสิบล้อก็ขับตามเข้ามาในปั๊ม และคุยกับคุณเติ้ลว่า “โหพี่! ทำไมพี่ทำอย่างนี้อ่ะ พี่ชนคนแล้วพี่หนีหรอ!” คุณเติ้ลรีบปฏิเสธไปว่า “ชนคนอะไร!” คนขับรถสิบล้อตอบกลับมาว่า “ก็ผมเห็นพี่ขับรถชนผู้หญิง ผมเปิดไฟก็แล้ว บีบแตรก็แล้ว ทำไมพี่ไม่จอด ผมให้น้องที่นั่งมากับผม อยู่กับผู้หญิงที่คุณชนไว้ตรงนั้น แล้วผมก็ขับมาตามคุณเนี่ย” คนขับรถสิบล้อยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีรถมูลนิธิขับเข้ามาจอดเทียบใกล้ ๆ จากนั้นน้องของคนขับรถสิบล้อก็ลงจากรถหน้าตาตื่น และเล่าให้ฟังว่าเขาเห็นรถคุณเติ้ลขับชนผู้หญิงคนหนึ่งจนกระเด็นไป ตนกับพี่คนขับพยายามส่งสัญญาณไฟและบีบแตรเรียก แต่คุณเติ้ลก็ไม่จอดรถ ตนจึงลงจากรถเพื่ออยู่เป็นเพื่อนศพ จากนั้นก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ ระหว่างนั้นตนก็นั่งเฝ้าผู้หญิงที่ถูกรถชนอยู่ตลอด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาถึง ศพผู้หญิงคนนั้นก็หายไป! ตนรู้สึกตกใจจึงรีบขึ้นรถตามมา นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังบอกอีกว่า “ที่ผมรีบมาเนี่ย ไม่ใช่อะไร ผมรู้อยู่แล้วว่าถ้าผมทิ้งพี่ไว้ พี่ช็อคตายแน่นอน เพราะผมรู้แล้วว่าพี่เจอแน่ ๆ เคสแบบนี้ พี่ไม่ใช่คนแรกที่แจ้งผม มีคนแจ้งผมเยอะมาก ทั้งเจอผู้หญิงอยู่ข้างทาง เจอผู้หญิงเกาะมากับรถ ใครก็ตามที่แจ้งเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ ผมจะรีบมา” คุณเติ้ลได้ฟังเรื่องนี้ก็ตกใจ จึงขอตัวแล้วรีบขับรถต่อไปที่จังหวัดกระบี่ทันที เมื่อถึงที่หมาย คุณเติ้ลก็เล่าเรื่องที่เจอมาให้กับเพื่อนร่วมงานฟัง รุ่นพี่ที่ทำงานดูเหมือนจะไม่เชื่อเรื่องที่เล่าไป คุณเติ้ลจึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งได้มาค่อนข้างไม่ตรงกันเท่าไหร่ บางข้อมูลก็ว่าผู้หญิงคนนี้โดนลวงมาฆ่า บ้างก็ว่าโดนฆ่าปาดคอ บ้างก็ว่าโดนเผานั่งยาง และอีกหลาย ๆ ข้อมูล ทำให้ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าจริง ๆ แล้ว ผู้หญิงคนนี้มีที่มาอย่างไร..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album

0
0.8
1