บนไว้แต่ไม่ยอมไปแก้ สุดท้ายถูกหญิงห่มสไบตามติดถึงห้อง เกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อย่าลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับใคร...โดยเฉพาะกับศาลพระภูมิ!

อังคารคลุมโปง RECAP

บนไว้แต่ไม่ยอมไปแก้ สุดท้ายถูกหญิงห่มสไบตามติดถึงห้อง เกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อย่าลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับใคร...โดยเฉพาะกับศาลพระภูมิ!

11 ก.ค. 2023

       ‘คุณสายฝน พรหมญาณ’ หมอดูชื่อดังมาเยือนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ครั้งนี้ (27 มิ.ย. 66) พร้อมเรื่องเล่าสุดหลอนสอนใจสายมูทุกคนว่า อย่าลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับใคร ถ้าพร้อมที่จะไปรับประสบการณ์เดียวกันกับ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ แล้วก็ไปอ่านกันเลย!

       เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว คุณฝนยังประกอบอาชีพเป็นพิธีกรตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ อยู่ ตอนนั้นมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วงานที่เคยเข้ามาก็เริ่มลดลงจนเหลือน้อยเต็มที คุณฝนเริ่มชั่งใจกับตัวเองแล้วว่าจะทำอย่างไรดีให้งานกลับมาเยอะเหมือนเดิม ในตอนนั้นที่ห้องเช่าของคุณฝนแถวบางกะปิจะมีศาลพระภูมิตั้งอยู่เยื้องกับห้องพอดี โดยมีแนวกำแพงกั้นเอาไว้ แม้ศาลพระภูมิจะตั้งอยู่ในโพรงหญ้าจนทำให้ดูรกร้างพอสมควร แต่ก็ยังมีคนไปกราบไหว้บูชาอยู่เป็นกิจจะลักษณะ 

       คุณฝนคิดว่าจะลองไปบนกับเจ้าที่แห่งนี้ดู โดยหวังว่าจะได้กลับมามีงานเยอะเหมือนเดิม พอถึงวันที่จะไปไหว้ คุณฝนรอนัดเจอกับแฟนก่อน แล้วจึงจะไปไหว้ด้วยกัน แฟนของคุณฝนมาถึงเวลาที่บรรยากาศภายนอกเริ่มโผล้เพล้ ทั้งคู่พากันเดินไปที่ศาลพระภูมิ ผ่านถนนดินแดง ที่ศาลพระภูมิถูกจัดวางด้วยของสดที่คนนำมาไหว้กัน บนศาลเป็นรูปปั้นผู้ชาย ล้อมรอบด้วยนางรำ 4 องค์ เมื่อคุณฝนเห็นดังนั้นก็คิดว่าคงต้องศักดิ์สิทธิ์มากแน่ เพราะเวลาแบบนี้ ยังมีคนเอาของมาไว้กันอยู่เลย คุณฝนเริ่มจุดธูปไหว้ขอพร จังหวะนั้นหมาที่อยู่รอบ ๆ ก็พร้อมใจส่งเสียงหอนโหยหวนออกมา มีลมพัดกระโชกผ่านคุณฝนไปส่งกลิ่นสาบตีเข้าหน้าอย่างแรง แต่คุณฝนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคิดว่าคงเป็นกลิ่นจากเครื่องเซ่นไหว้ ในวันนั้นคุณฝนขอว่าให้มีงานทำตลอดทั้งเดือน

       3 วันต่อมา คุณฝนได้รับการติดต่อให้ไปทำงานอีเว้นท์ Roadshow ที่ต่างจังหวัด คุณฝนจึงอธิษฐานกับเจ้าที่ศาลพระภูมิว่า ขอไปทำงานให้เสร็จก่อนแล้วจะกลับมาแก้บน แต่แล้วเมื่อกลับมาจากงาน คุณฝนก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

       วันหนึ่ง คุณฝนกลับจากทำงาน พอเข้าห้องมาแล้วก็ได้กลิ่นเหม็นคาวอย่างรุนแรง คิดว่าอาจมีสัตว์ไม่พึงประสงค์มาตายภายในห้องหรือไม่ก็ลืมล้างอะไรบางอย่างไป กลิ่นนี้ตีออกมาแรงมาก จนคุณฝนต้องหาที่มาของกลิ่นนั้น สุดท้ายก็หาไม่เจอ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก กลางดึกคืนนั้น ระหว่างที่กำลังตากผ้าอยู่ คุณฝนก็บังเอิญเหลือบไปมองที่ศาลพระภูมิหลังหอ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคุณฝนหลอนไปเองรึไม่ แต่ดูเหมือนว่ามีคนกำลังมองดูเธออยู่!  คุณฝนเริ่มหวั่นใจแล้วว่าตัวเองได้ไปทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรหรือไม่ แต่ก็ยังไม่ได้นึกถึงว่าตัวเองลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับศาลพระภูมิหลังนั้น

       เนื่องจากทะเลาะกับแฟน คืนนั้นคุณฝนจึงนอนที่พื้นและให้แฟนนอนบนเตียง ระหว่างที่หลับไป ก็รู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนมาจ้องเธออยู่และกลิ่นสาบเจ้าปัญหาก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งหนักกว่าเดิม การจ้องของใครบางคนที่คุณฝนสัมผัสได้นั้นนานผิดปกติมาก สัญชาตญาณสั่งให้คุณฝนลืมตาขึ้นมา และพบกับภาพที่เธอจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต!

       มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสไบสีเขียวผมยาวสยายยืนจ้องตาเขม็งมาที่คุณฝนด้วยสายอันเคียดแค้น คุณฝนช็อคจนทำอะไรไม่ถูก พอได้สติขึ้นมาเล็กน้อยก็พยายามปลุกแฟน แต่แฟนของคุณฝนยังคงนอนนิ่งดูไม่ได้รับรู้ถึงอะไรรอบตัว คุณฝนสัมผัสได้ว่าผู้หญิงคนนี้พูดว่า “มึงลืมอะไรไปรึเปล่า?”

       คุณฝนพยายามสวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ แต่ปากก็ดูเหมือนจะไม่มีแรงเลย ผู้หญิงชุดสไบเขียวขยับตัวเข้าหาคุณฝนมากขึ้นเรื่อย ๆ กดจนเริ่มหายใจไม่ออก สุดท้ายคุณฝนก็ตะเบ็งเสียงตะโกนออกไป “แม่! ช่วยลูกด้วย” ซึ่งแม่ในที่นี้หมายถึงองค์พระแม่ที่คุณฝนเคารพบูชาและอยู่ด้านหลังของผู้หญิงคนนี้ แล้วทันใดนั้นผีตนนี้ก็หายไป จากนั้นแฟนของคุณฝนก็ตื่นขึ้นมา

       เมื่อลองถามแฟนว่าได้ยินเสียงเรียกของคุณฝนหรือไม่ แฟนก็บอกว่าไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ว่ารู้สึกเหมือนกับมีผู้หญิงใส่สไบสีเขียวกระโดดออกไปนอกระเบียง แฟนถามว่าคุณฝนไปทำอะไรมาจนทำให้ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ตอนนั้นคุณฝนยังช็อกจนไม่สามารถพูดอะไรได้เลย คุณฝนนอนไม่หลับจนถึงเช้า เมื่อเริ่มได้สติ คุณฝนก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แฟนฟัง จุดที่ทำให้คุณฝนจำคำสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าที่ได้ก็คือรูปปั้นนางรำที่อยู่ตรงศาลพระภูมินั้น มีองค์หนึ่งที่ห่มสไบสีเขียวและมันดันไปตรงกับลักษณะของผีตนที่มาเมื่อคืนพอดี

       คุณฝนกับแฟนรีบซื้อของเพื่อไปแก้บน พร้อมทั้งขอขมาเจ้าที่เรื่องที่ลืมคำสัญญาทันที คุณฝนบอกกับศาลพระภูมิแห่งนี้ว่าเธอไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรที่ไม่ยอมกลับมาแก้บน เพียงแต่ลืมจริง ๆ เรื่องนี้คุณฝนฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ให้ชาวอังคารคลุมโปงทุกคนว่า “อย่าลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาด”

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ 'ลบผง' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568 ]

12 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ 'ลบผง' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568 ]

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล’ ได้นำเรื่องเล่าที่มาจากประสบการณ์จริง มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 มกราคม 2568) โดยมี ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ร่วมรายการ ทั้ง 2 ดีเจก็ได้คิดเห็นตรงกันว่า เรื่องที่หมอบีเล่าสามารถเป็นข้อคิดให้กับแฟน ๆ ของรายการได้อย่างแน่นอน หมอบีได้เล่าว่าเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยเนื้อหาหรือสถานที่ของเหตุการณ์ได้มากนัก โดยเริ่มแรก มีลูกศิษย์ของพระรูปหนึ่ง (พระรูปนี้เสียชีวิตไปนานแล้ว) ได้มาบอกหมอบีว่า พระอาจารย์ท่านนี้เก่งในเรื่องเกี่ยวกับการ ‘สักยันต์ วิชาอาคม ไสยศาสตร์’ แต่ส่วนตัวของหมอบีนั้นไม่ได้ชอบเรื่องพวกนี้ แต่เหตุผลที่ตกลงไปเพราะได้รับการชวนหลายครั้ง และอีกใจหนึ่งก็อยากไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาด้วย เมื่อไปถึงสถานที่แห่งนั้น ก็พบว่าเป็นสถานที่รกร้างแต่กว้างใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเมื่อก่อนมีผู้คนจำนวนมากที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ หลังจากได้เห็นสถานที่ หมอก็เริ่มรับรู้ได้ว่าพระรูปนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะได้เจอกับรูปปั้นของพระรูปนั้น และได้ทราบภายหลังว่าพระรูปนี้มีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ ในประวัติท่านได้บอกว่าท่านได้เก็บพระไว้ในโถหรือไห ที่บริเวณรอบ ๆ ของต้นโพธิ์ที่อยู่ใกล้กับรูปปั้นของท่านและยังมีของที่ตัวท่านทำเอง เก็บไว้ที่ฐานของรูปปั้น (ในตอนแรก หมอบีก็ยังไม่ทราบว่าคืออะไร) แต่เนื่องจากเวลาผ่านมานาน ทำให้มีหลายคนได้เข้ามาขโมยพระเหล่านั้นไป หมอบีจึงตัดสินใจที่จะลองดูที่ใต้ฐานของพระพุทธรูป จนได้เจอกับแผ่นจานทองเหลืองที่มีอักขระเขียนไว้ พอได้เปิดเข้าไปข้างใน หมอบีก็ได้เจอกับร่างของพระรูปนั้น ซึ่งร่างของท่าน ไม่มีการเน่าเปื่อยแต่อย่างใด กลับมีลักษณะเป็นเหมือน ‘ไม้’ มากกว่า และอักขระที่เป็นยันต์ตามตัวก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม หลังจากนั้น ลูกศิษย์ของพระท่านนั้นก็ได้ลองให้หมอบีเขียนอักขระยันต์ พอหมอบีเขียนเสร็จ ลูกศิษย์คนนั้นได้นำไปให้คุณป้าท่านหนึ่งดู ป้าท่านนั้นตกใจเป็นอย่างมาก เพราะลายมือของหมอบี มีความเหมือนกับของพระอาจารย์เป็นอย่างมาก ต่อมา หมอบีได้เจอกับกุฏิของพระรูปนั้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านใช้ชีวิตอยู่และทำพิธีต่าง ๆ จึงไม่สามารถให้คนอื่นเข้าได้ แต่คุณป้าที่เป็นผู้ดูแลกลับอนุญาตให้หมอบีเข้าไป คุณป้าได้ให้หมอบีนั่งตรงจุดที่พระอาจารย์ได้ทำการ ‘ลบผง’ และคุณป้าก็ได้หยิบกระดานชนวนและชอล์กมาให้หมอบี ซึ่งกระดานชนวนที่หมอบีรับมาก็คือกระดานชนวนที่หลวงพ่อเคยใช้ หมอบีได้แต่สงสัยว่าต้องทำอะไร แต่พอเวลาได้ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้หมอบีทำการเขียนอักขระลงไป ซึ่ง ณ ตอนนั้น ในใจของหมอบีได้แต่คิดในใจว่าหลวงพ่อท่านแกล้ง เพราะรู้ว่าหมอบีไม่ค่อยได้สนใจในศาสตร์ด้านนี้ พอเขียนเสร็จ หมอบีก็ลบอักขระเหล่านั้นออกจากกระดาน สิ่งนี้เองที่เรียกว่าการ ‘ลบผง’ หลังจากหมอบีได้ทำไปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จึงได้รับรู้ว่า การทำแบบนี้เป็นเหมือนกับการฝึกสมาธิและสติ ทำให้หมอบีได้รับรู้ถึงความหมายอักขระแต่ละตัว “เปรียบเสมือนกับทุกสิ่ง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป” หลังจากนั้น หมอบีได้รู้ว่าหลวงพ่อท่านนี้เคยได้ทำการสักยันต์ให้กับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งหมอบีกับผู้ใหญ่ท่านนี้ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้ใหญ่ท่านนี้ได้ทำการติดต่อหมอบีและส่งรถยนต์มารับ พร้อมกับได้บอกกับหมอบีว่า “หลวงพ่อท่านได้ทำการเข้ามาในความฝันและบอกให้เรียกหมอบีมา” หลังจากนั้น หมอบีก็ได้ตระเวนไปตามเคสต่าง ๆ จนได้ไปเจอกับหลวงปู่สุข และได้รับคำสอนในเรื่องเกี่ยวกับการทำสมาธิอีกครั้ง หลังจากครั้งนั้น ทำให้หมอบีต้องกลับมายังกุฏิของหลวงพ่อท่านนั้นอีก ในครั้งนี้เหมือนหมอบีได้รับรู้ว่าหลวงพ่อท่านบอกว่า “เห็นไหม เรียนกับเราแต่แรกก็จบแล้ว” หลังจากวันนั้น หมอบีก็เข้าใจและไม่ได้ต่อต้านเรื่องเหล่านี้อีก ทั้งสองดีเจได้เห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่หมอบีได้รับเป็นเสมือนคำสอน อีกทั้งยังเหมือนได้รับเครื่องเตือนใจหรือสติสอนใจ หมอบีได้เล่าต่อว่าสถานที่แห่งนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ที่ดินของพื้นที่นี้ได้มีการถูกแย่งพื้นที่ไปมา และหลวงพ่อท่านยังเคยมาบอกหมอบีด้วยว่า “จะมีคนมาแย่งร่างของท่านกัน อยากให้หมอบีมาช่วยแย่งร่างท่านไปด้วย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

พยาบาลสาวใจสู้เร่งปั๊มหัวใจคนไข้! ก่อนจะเหลือบไปเห็นคนไข้คนนั้น ยืนให้กำลังใจอยู่มุมห้อง! ตกใจสติเกือบหลุด หัวหน้าพยาบาลต้องเรียกสติให้ปั๊มหัวใจต่อ สุดท้ายก็ช่วยคนไข้ไว้ไม่ได้..

03 ส.ค. 2023

พยาบาลสาวใจสู้เร่งปั๊มหัวใจคนไข้! ก่อนจะเหลือบไปเห็นคนไข้คนนั้น ยืนให้กำลังใจอยู่มุมห้อง! ตกใจสติเกือบหลุด หัวหน้าพยาบาลต้องเรียกสติให้ปั๊มหัวใจต่อ สุดท้ายก็ช่วยคนไข้ไว้ไม่ได้..

เรื่องหลอนสุดสยองในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 กรกฎาคม 2566) ที่ผ่านมา เป็นเรื่องผีที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ถูกบอกเล่าโดยคุณพยาบาลเนฟ ที่ฟังแล้วต้องเสียวสันหลัง! เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณเนฟเรียนจบพยาบาลและได้เข้าทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ตอนนั้นคุณเนฟทำงานในห้องสวนหัวใจ ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ทำหัตถการใส่ขดลวดในเส้นเลือดหัวใจ กรณีมีภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โดยเป็นเวรช่วง 8 โมงเช้าจนถึง 4 โมงเย็น และมีบ้างบางครั้งที่ต้องนอนหอใกล้โรงพยาบาล เพื่ออยู่เวรรอเรียก หากมีเคสฉุกเฉินกลางดึก เพื่อให้นึกภาพตามได้สะดวก คุณเนฟจึงอธิบายลักษณะสถานที่ทำงานให้ดีเจทั้ง 2 ฟัง ห้องสวนหัวใจที่ทำงานนั้นมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเชิงลึก ตรงประตูทางเข้าด้านหน้าจะถูกล็อคเอาไว้ตลอดเวลา โดยจะเปิดได้จากทางด้านในอย่างเดียว พอเข้าไปก็จะเจอกับเคานเตอร์พยาบาลก่อน แล้วจึงเป็นกำแพงใหญ่กั้นอยู่ มีประตูใหญ่กันกัมมันตภาพรังสี เพราะต้องมีการทำหัตถการที่ต้องยิงรังสีเอ็กซ์เรย์ ภายในห้องจะมีเตียงทำหัตถการคนไข้กับเครื่องยิงรังสีเอ็กซ์เรย์ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ด้านซ้ายมีจอมอนิเตอร์ที่นักเทคนิคการแพทย์ใช้ดูและสื่อสารกับหมอ รอบห้องก็มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการช่วยชีวิตต่าง ๆ เช่น เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น ลักษณะการเปิดไฟในห้องนี้คล้ายกับการเปิดไฟในห้องผ่าตัด คือเน้นสว่างตรงกลางเตียง แล้วค่อยไล่ระดับไฟให้มืดลงไปจนถึงขอบห้อง ตรงมุมห้องก็ยังพอมองเห็นได้แต่จะมืดกว่าตรงกลางห้อง ในคืนหนึ่ง คุณเนฟอยู่เวรรอเรียก เวลาตีสองครึ่งโดยประมาณก็มีสายจากโรงพยาบาลโทรแจ้งว่ามีเคสฉุกเฉินคนไข้หัวใจหยุดเต้นมาตั้งแต่ที่บ้าน ตอนนี้ทำ CPR อยู่อย่างต่อเนื่องและกำลังเดินทางมาโรงพยาบาล เมื่อได้ยินดังนั้น คุณเนฟก็รีบมาที่โรงพยาบาล พอมาถึงก็วิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเตรียมอุปกรณ์ ยืนประจำตำแหน่งของตัวเองพร้อมกับทีมบุคคลากรทางการแพทย์คนอื่น ไม่นาน คนไข้ก็มาถึงห้องสวนหัวใจพร้อมมีเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจยังติดอยู่ที่ตัว พยาบาลห้องฉุกเฉินรีบส่งเวรให้กับทีมคุณเนฟ ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการ CPR จนชีพจรกลับมาแล้ว แต่ยังมีช่วงคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่อันตรายอยู่ คือหัวใจยังคงเต้นถี่มาก รวมถึงลักษณะของคลื่นยังบ่งชี้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดรุนแรง ทีมของคุณเนฟจึงย้ายคนไข้ขึ้นบนเตียงเพื่อเตรียมทำหัตถการ จังหวะนั้นทุกวินาทีคือชีวิตคน ทีมคุณเนฟไม่มีเวลาแม้กระทั่งเปลี่ยนชุดให้คนไข้ คุณเนฟเห็นว่าคนไข้เป็นคุณป้าอายุประมาณ 66 ปี ใส่เสื้อกล้ามคอกระเช้าและผ้าถุงลายดอก พอย้ายคนไข้ขึ้นเตียงเรียบร้อยแล้ว หมอและพยาบาลจึงเริ่มทำหัตถการ แต่หลังจากการทำไปได้เพียง 10 นาที หัวใจคนไข้ก็หยุดเต้นอีกครั้ง “วีที!” พยาบาลหัวหน้าเวรตะโกนบอกทีม หมายความว่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นแบบที่ต้องทำการปั๊มหัวใจ ณ ขณะนั้นคุณเนฟผู้ที่นอกจากจะทำหน้าที่ให้ยาคนไข้แล้ว เธอยังต้องทำหน้าที่ปั๊มหัวใจด้วย คุณเนฟวิ่งขึ้นบันไดอันเล็กด้านข้างเตียงคนไข้แล้วทำ CPR ตอนนั้นคุณเนฟจะสลับการปั๊มกับพี่เทคนิคการแพทย์อีกคนหนึ่ง เมื่อถึงตาคุณเนฟต้องขึ้นมาทำการปั๊มหัวใจอีกรอบนึง ขณะที่ปั๊มอยู่คุณเนฟก็สังเกตเห็นอาจารย์หมอในทีมเหลือกตามองไปทางซ้าย ผิดจากปกติที่อาจารย์เป็นคนที่มีสมาธิตลอดเวลา ด้วยความสงสัยเธอจึงหันหัวไปดูตาม! คุณป้าคนนั้นกำลังยืนอยู่ตรงมุมห้อง! มีทั้งเสื้อกล้ามคอกระเช้าและผ้าถุงไม่ผิดแน่ คุณป้ายืนมองมาที่ทีมคุณเนฟ และทันใดนั้นเพียงชั่วเสี้ยววินาที คุณเนฟก็รีบหันกลับมาที่ร่างของคนไข้แล้วเร่งมือทำการปั๊มหัวใจต่อ แต่ด้วยความตกใจกลัวกับสิ่งที่เห็น คุณเนฟจึงหันกลับไปกลับมาอย่างนี้อีก 3 รอบ จากนั้นก็เริ่มตัวชา แขนอ่อนแรง และขาสั่นไปหมด พยาบาลหัวหน้าเวรเมื่อเห็นว่าคุณเนฟเริ่มไม่ไหว จึงพยายามตะโกนดึงสติคุณเนฟ แล้วคุณเนฟก็กลับมาได้สติตามเดิม เธอลงมาจากเตียงเพื่อสลับกับพี่เทคนิคการแพทย์ แล้วรีบวิ่งไปเกาะแขนด้านหลังของพยาบาลหัวหน้าเวร ซึ่งในตอนนั้นเขาก็ตัวสั่นเหมือนกัน พยาบาลหัวหน้าเวรพยายามบอกกับคุณเนฟว่า “ตั้งสติ! ทำงานของเราให้ดีที่สุด” คุณป้ายังยืนยู่ตรงนั้นเหมือนเดิมต่อไป ขณะที่ทั้งทีมพยายามช่วยชีวิต แต่สุดท้ายทีมของคุณเนฟก็ไม่สามารถช่วยชีวิตคุณป้าเอาไว้ได้ หมอได้ทำการตรวจร่างกายและถอดอุปกรณ์ช่วยหายใจออก เมื่อประเมินว่าคนไข้ได้เสียชีวิตแน่นอนแล้ว คุณป้าก็ยังยืนอยู่ตรงมุมห้องเหมือนเดิม ตอนนั้นคุณเนฟนึกถึงคำที่คนชอบพูดกันขึ้นมาได้เลยว่า “วิญญาณออกจากร่าง” หลังจากเหตุการณ์นี้จบลง คุณเนฟก็ต้องเคลื่อนย้ายร่างของผู้ตายไปไว้อีกห้องเพื่อทำการอาบน้ำเช็ดตัวก่อนเตรียมนำร่างไปไว้ในห้องเก็บร่างกาย คุณเนฟเห็นคุณป้าตลอดเวลาในขณะที่ทำการย้ายร่างไปอีกห้องหนึ่ง คุณเนฟพยายามบอกกับคุณป้าว่า “อย่าตามมานะ หนูกลัว” (เพราะคนที่ต้องอาบน้ำเช็ดตัวให้ร่างไร้วิญญาณก็คือคุณเนฟกับพี่พยาบาลอีกคนหนึ่ง) แต่แล้วหลังจากนั้น คุณเนฟก็ไม่พบกับคุณป้าอีกเลยระหว่างทำการอาบน้ำแต่งตัว เมื่อเสร็จเรียบร้อยคุณเนฟก็ออกมาข้างนอก เห็นลูกชายของผู้ตายกำลังรอผลอยู่ เมื่อได้รับข่าวร้าย เขาก็ร้องไห้ออกมา ตอนนั้นคุณเนฟได้ยินพยาบาลหัวหน้าเวรบอกกับลูกชายคนไข้ว่า “เดี๋ยวพยาบาลขอเชิญเข้าไปในห้องสวนหัวใจหน่อย” โดยปกติแล้วญาติจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องนี้เลย เมื่อคุณเนฟเดินผ่านห้องสวนหัวใจอีกครั้ง จึงได้แต่เงี่ยหูฟังเพราะไม่กล้ามองเข้าไป คุณเนฟได้ยินพยาบาลหัวหน้าเวรบอกกับลูกชายว่า “ให้เชิญคุณแม่กลับบ้านด้วยนะคะ” ลูกชายของคนไข้ก็เริ่มสงสัยขึ้นมา แต่พยาบาลหัวหน้าเวรก็พยายามบอกเลี่ยงไปว่ามันเป็นธรรมเนียมของที่นี่ ลูกชายจึงตกลงทำตาม เป็นความโชคดีของคุณเนฟที่ในหอเธอนอนกับพี่พยาบาลอีกคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคุณเนฟคงดิ่งรถกลับบ้านตอนออกเวรคืนนั้นไปแล้ว และค่อยขอลาในวันต่อมา คืนนั้นคุณเนฟนอนหลับต่อได้ตามปกติ เมื่อต้องมาอยู่เวรในลักษณะเดิมอีก คุณเนฟก็ไม่เจอกับอะไรแล้ว หลังจากนั้นคุณเนฟก็ถามพี่เทคนิคการแพทย์ที่ทำงานคู่กันว่าเขาเห็นอะไรรึเปล่า เขาตอบว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน ทั้ง ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เมื่อฟังเรื่องราวจนจบ ก็ทั้งกลัวทั้งชื่นชมทีมและคุณเนฟที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ แม้จะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ชวนหลอนก็ตาม..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

10 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

แฮงค์เอ้าท์แบบใด ที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงตลอด 3 คืน!! ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ ได้นำเรื่อง ‘เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(4 กุมภาพันธ์ 2568) และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เพื่อนโดนผีเข้า ทั้งด่า ทั้งสาปแช่งก็ยังไม่ไป! ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ ต้องขนลุกไปพร้อม ๆ กัน! ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ เป็นนักแสดงที่หลายคนรู้จักกัน หลังจากถ่ายละครเรื่องหนึ่งเสร็จ ก็ชวนเพื่อนในกองถ่ายไปสังสรรค์แฮงค์เอ้ากันที่ต่างจังหวัด ในภาคใต้ติดกับทะเล และได้เข้าพักที่ภูวิลล่าแห่งหนึ่งเป็นโรงแรมห้าดาวที่ดูดีมาก คุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็เที่ยวกันสนุกสนาน ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในช่วงเย็น คุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็เริ่มจัดปาร์ตี้กัน โดยห้องที่ปาร์ตี้นั้นไม่ใช่ห้องของคุณฟิล์ม หลังจากปาร์ตี้กันไปได้สักพัก รูมเมทของคุณฟิล์มก็ขอตัวกลับไปนอนที่ห้องก่อน ส่วนคุณฟิล์มอยู่ที่ปาร์ตี้จนถึงเวลาประมาณตี 3 ในช่วงเวลานั้นเอง โรงแรมก็มีการแสดงไฟ ทำให้ตรงทางเดินนั้นมืดตลอดทาง คุณฟิล์มจำเป็นต้องเดินผ่านทางนั้นเพื่อกลับห้อง ในตอนนั้นก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว จึงเกิดกังวลเล็กน้อยว่าจะเจออะไรหรือไม่ และคุณฟิล์มก็เดินผ่านมาโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนขึ้นมาถึงบนห้อง แต่ไฟในห้องก็ยังเปิดอยู่เพราะรูมเมทชอบเปิดไฟนอน เมื่อคุณฟิล์มเดินไปที่เตียงกำลังจะนอนลง รูมเมทก็ตื่นขึ้นมา มีอาการตัวสั่น ปากสั่นตลอดเวลา และมีอาการเหงื่อออกทั่วทั้งตัว แต่ในห้องเปิดแอร์อยู่และเย็นมาก จากนั้นเพื่อนคนนี้ถามคุณฟิล์มว่า “เห็นพระเปล่า เห็นพระที่กูใส่เปล่า” ถามซ้ำๆ อยู่แบบนั้น ด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว คุณฟิล์มจึงตอบไปว่า “ไม่เห็น” จากนั้นเพื่อนก็ลุกขึ้นและเดินหาพระ หาอยู่สักพักก็เจอ จึงเอามาคล้องคอและเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อยู่ ๆ เพื่อนก็ตัวเริ่มสั่นและหยิบหนังสือสวดมนต์ขึ้นมาสวด เสียงของเพื่อนก็เริ่มสั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ และก็หยุดกะทันหัน คุณฟิล์มจึงรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ปกติ จากนั้นคุณฟิล์มก็พยายามเรียกชื่อเพื่อนซ้ำ ๆ ให้ดึงสติกลับมา แต่เพื่อนก็ไม่ยังตอบ แต่เริ่มเดินไปมาอยู่ในห้อง เมื่อเพื่อนเริ่มรู้สึกตัว คุณฟิล์มจึงเรียกชื่อเพื่อนอีกครั้ง และครั้งนี้ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า “ไม่ใช่ชื่อกู” เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของเพื่อน แต่เล็กลงเหมือนเสียงเด็ก หลังจากได้ยินเสียงนั้น คุณฟิล์มก็กลัวมากจนทำอะไรไม่ถูก และเมื่อตั้งสติได้ คุณฟิล์มก็หยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนคนอื่น ๆ ว่า “มึง เพื่อนโดนผีเข้า มาที่ห้องหน่อย กูไม่ไหวแล้ว” ด้วยความกลัว คุณฟิล์มจึงพยายามเรียกเพื่อนคนนี้ตลอดเวลาเพื่อให้ได้สติ ระหว่างรอเพื่อนคนอื่น ๆ มา จนมีเพื่อน 1 คนมาถึงที่ห้อง เพื่อนคนนั้นก็ได้นั่งพูดคุยกับผี เพื่อนถามว่าผีไปว่า เพื่อน : เป็นใคร มาจากไหน ผี : อยู่ที่นี่ เพื่อน : มาเข้าร่างเพื่อนทำไม ผี : กูจะเอามันไปอยู่ด้วย เพื่อน : ไม่ให้ไป เอาเพื่อนกูคืนมา เมื่อเห็นดังนั้นคุณฟิล์มจึงเริ่มสวดมนต์ แต่ผีตนนี้ก็หัวเราะออกมา เมื่อการสวดมนต์ไม่ได้ผล คุณฟิล์มและเพื่อนก็เปลี่ยนเป็นด่าและสาปแช่งผีตนนี้แทนว่า “ถ้าไม่เอาร่างเพื่อนกูคืนมา ขอสาปแช่งให้มึงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” ผีตอบกลับมาว่า “ไม่เอา กูจะเอาเพื่อนมึงไปอยู่ด้วยให้ได้” ด้วยเหตุนั้น คุณฟิล์มและเพื่อนก็เริ่มด่า สาปแช่ง ด้วยคำพูดที่แรง หยาบคายที่สุดที่คิดออก แล้วผีตนนี้ก็กรี๊ดออกมาอยู่นานจนหมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นก็เป็นเพื่อนที่กลับมาเป็นปกติ แล้วเมื่อได้มีการสอบถามก็พบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในคืนนั้นเพื่อนคนอื่น ๆ ได้มานอนด้วยกัน กว่าคุณฟิล์มและเพื่อน ๆ จะนอนกันก็พระอาทิตย์ขึ้นพอดี พอเช้าวันต่อมา ก็ได้ไปไหว้ศาลเจ้าที่ของโรงแรม และขอย้ายห้อง ตอนนั้นเองจึงได้รู้ว่า แขกที่เคยเข้าพักก็เจอเหมือนกัน คืนที่ 2 และคืนที่ 3 ทุกคนก็อยู่ด้วยความหวาดระแวง เพื่อนที่เคยโดนผีเข้าด้วยความจิตอ่อนก็เหมือนพร้อมจะโดนผีเข้าสิงตลอดเวลา และเกือบมีอาการเหมือนคืนก่อน จึงไปขอให้พี่รปภ. มาอยู่ด้วยทั้งคืน สองคืนที่เหลือนั้นคุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็ไม่ได้นอนเลย คุณฟิล์มยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า เป็นการมาเที่ยวที่กลัวที่สุดในชีวิต..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

09 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

เรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบท้าผี ด้วยความเชื่อว่า “ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่” ก่อนจะบุกเข้าไปในบ้านร้างที่เคยเป็นตำหนักทรงเจ้าสถานที่ซึ่งเคยเกิดคดีฆาตกรรมสุดสยอง วิญญาณหญิงสาวผู้ถูกแขวนคอไม่เคยไปไหน และคืนที่พวกเขาเข้าไปทำให้กลายเป็นคืนสุดท้ายของหลายชีวิต… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า’ (2 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ล่า ท้า ตาย’ ‘คุณต้น สาลิกาผี’ ได้เล่าเรื่องราวของผู้ชายชื่อว่า ดอน ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน… สมัยนั้นกลุ่มของดอนเป็นพวกที่ชอบ ล่า ท้า ผี ไปตามบ้านร้างสถานที่แปลก ๆ เพื่อพิสูจน์ว่า “ผีไม่มีจริง” พวกเขามีสโลแกนกันว่า“ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่”หลังพ้นช่วงลอยกระทงปลายปี เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกว่ามีสถานที่ใหม่ที่อยากให้ไปลอง เป็นสำนักร้างที่คนเล่าว่า เฮี้ยนสุด ๆ สถานที่ตรงนั้นเดิมเป็นที่ดินเปล่า ก่อนจะมีครอบครัวหนึ่งมาเช่า และสร้างเป็นตำหนักคล้ายสำนักเจ้าทรง ช่วงแรกมีคนแห่เข้ามาไม่ขาดสาย จึงมีการจ้างแรงงานมาสร้างต่อเติมเพิ่มซึ่งมีคนงานชาวพม่าชาย 2 คน ได้ลงมือข่มขืนคนงานหญิงชาวพม่าคนหนึ่ง ก่อนจะจับเธอ ‘แขวนคอทั้งที่ยังมีชีวิต’ แล้วจัดฉากให้เหมือนฆ่าตัวตาย หลังจากวันนั้น… สถานที่แห่งนี้เริ่มกลายเป็นที่ต้องห้ามคนที่ตั้งใจจะไปทำพิธี มักขับรถหลงทาง บางคนรถตกน้ำ บางคนไปถึงหน้าบ้านกลับเห็นร่างผู้หญิงแขวนคอห้อยอยู่ตรงหน้า จนสุดท้ายคนไม่เข้ามาอีก สำนักขาดรายได้เจ้าของบ้านพยายามขาย แต่ไม่มีใครกล้าซื้อ จึงนิมนต์หลวงพ่อมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์แต่ระหว่างพิธี…ลมเย็นจัดพัดวูบเข้ามาทั้งบ้านหลวงพ่อที่นั่งสวดมนต์อยู่ จู่ ๆ ก็ ‘นิ่งไป’ ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปหยิบเชือกและพยายามจะ…แขวนคอตัวเอง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาคล้ายภาษาพม่า คนในบ้านแตกตื่น ช่วยกันยื้อจนหลวงพ่อได้สติ ก่อนจะรีบหนีกลับวัดทันที และไม่กลับมาอีกเลย บ้านหลังนี้จึงถูกปล่อยร้าง… แบบที่ไม่เคยมีใครกล้าเข้าไปอีก สามเดือนถัดมา… กลุ่มของดอนรู้ข่าว และตัดสินใจไปพิสูจน์ คืนวันนั้นพวกเขาไปกัน 5 คน ผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 1 คน พอไปถึง พวกเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว และพูดทิ้งท้ายไว้ว่า‘ไม่เห็นมีอะไรเลย เสียเวลาเปล่า’กลุ่มของดอนกำลังจะถอดใจกลับ…แต่จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งปั่นจักรยานเข้ามา หน้าตาดูอายุไล่เลี่ยกัน เขาพูดขึ้นว่า‘พี่จะกลับแล้วเหรอ…เข้าไปข้างในยังล่ะ?’ ทุกคนส่ายหน้า…ชายหนุ่มคนนั้นล้วงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามันคือ เชือก เพื่อนของดอนถามติดตลกแต่เสียงสั่น‘อย่าบอกนะ…ว่าเป็นเชือกที่ใช้แขวนคอ?’ ชายคนนั้นไม่ตอบแค่หันหลัง แล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน ทำให้พวกเขาทั้งหมดเดินตามเข้าไป ระหว่างเดินชายคนนั้นพูดขึ้นมาเสียงเรียบ ๆ ว่า‘ผมเอง…ที่เป็นคนเจอศพคนแรก’‘…แล้วก็เป็นคนเอาศพลงมา’มีคนถามต่อทันที‘แล้วเอาเชือกมาไว้ทำไม?’คำตอบที่ได้คือ‘เห็นมูลนิธิเอาแต่ศพ…เชือกเลยไม่มีใครเก็บ ผมก็เลยเก็บไว้’เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาก่อนจะพาทุกคนเดินลึกเข้าไปในบ้านร้าง บรรยากาศข้างในเงียบผิดปกติไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดจนเพื่อนของดอนถามขึ้นว่า‘แล้วตรงไหนที่เขาแขวนคอตัวเอง?’ชายหนุ่มคนนั้นค่อย ๆ หันมาแล้วเงยหน้ามองไปที่เพดานทุกคนเงยหน้าตามและทันทีที่สายตาไปถึง พวกเขาเห็นร่างผู้หญิงลิ้นจุกปาก กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเชือกก่อนที่ร่างนั้นจะตกลงมาต่อหน้าทุกคน เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น เชือกค่อย ๆ รัดแน่น ลูกตาถลนออกจากเบ้า… ทุกคนแตกกระเจิง วิ่งหนีคนละทิศละทางแต่เมื่อรวมกลุ่มกันได้อีกครั้ง พวกเขาเพิ่งรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้น หายไป ขณะที่กำลังวิ่งหาทางออก ไฟฉายของใครคนหนึ่งส่องขึ้นไปบนเพดานอีกครั้งสิ่งที่เห็นคือ…ชายหนุ่มคนนั้น ถูกแขวนคออยู่และมีร่างของผู้หญิงคนนั้นอยู่ด้านหลังมือของเธอกำลัง ‘กระชากเชือก’ ให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆทุกคนกรีดร้องและวิ่งหนีออกจากบ้านได้สำเร็จแต่ก่อนจะขึ้นรถ…พวกเขาได้ยินเสียงชายคนนั้นดังตามมาเบา ๆ‘น่ากลัวไหมล่ะ…’‘ผมบอกพวกพี่แล้ว…ว่ามันน่ากลัว’น้ำเสียงนั้น…เหมือนคนที่กำลังจะขาดใจตาย ระหว่างขับรถหนี ตามสองข้างทางที่มีต้นไม้ทุกคนเห็นร่างของ ‘ผู้หญิง’ และ ‘ชายหนุ่มคนนั้น’ ห้อยตัวลงมาทีละต้น ภาพที่เห็นดิ้นทุรนทุราย จนทำให้คนขับเสียหลักรถพุ่งตกข้างทางคืนนั้น…มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน เจ้าหน้าที่พบว่าศพทุกคนมีรอย ‘เชือก’ ที่ลำคอ ผู้หญิงที่รอดชีวิตมาได้เหลือสภาพเกือบเป็นอัมพาต และต่อมาไม่นาน ขณะที่เธอกำลังข้ามถนนไปซื้อของมีรถฝ่าไฟแดงชนเธอเสียชีวิตคาที่เวลาต่อมา…ความจริงก็ถูกเปิดเผย ชายหนุ่มที่พวกเขาพบในบ้านคือ ‘คนงานชาย’ ที่เป็นคนข่มขืนผู้หญิงคนนั้นและเป็นคน ‘จัดฉากแขวนคอ’ จากนั้นโทรแจ้งตำรวจเอง หลายวันต่อมา เขาเริ่มถูกผีหลอกอย่างหนักจนเสียสติสุดท้ายกลับไปแขวนคอตายที่บ้านหลังเดิม หลังจากเหตุการณ์นั้น ดอนยังมีชีวิตอยู่… แต่ทุกคืนเขามองเห็นร่างเพื่อน ๆ ของเขาชายหนุ่มคนนั้น และผู้หญิงพม่าคนนั้น… แขวนคออยู่บนเพดานบ้าน บางคืน เขาลุกขึ้นมาละเมอพยายามใช้เชือกผูกคอตัวเองดีที่ครอบครัวช่วยไว้ทันสุดท้าย… ดอนตัดสินใจ “บวช”และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวิญญาณ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-