เรื่องเล่าจากอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี 'ตามมาได้ยังไง' I อังคารคลุมโปง X อุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี [ 24 ธ.ค. 2567 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี 'ตามมาได้ยังไง' I อังคารคลุมโปง X อุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี [ 24 ธ.ค. 2567 ]

08 ม.ค. 2025

          ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 ธันวาคม 2567) ที่ผ่านมา ‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ ได้นำเรื่องขนลุก “ตามมาได้ยังไง” มาเล่าให้แฟนๆ รายการฟัง เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อชายคนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เมื่อกลับถึงบ้าน เขากลับพบหญิงสาวเสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยนั่งอยู่ในรถของเขา! ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร? และตามมาจากที่ไหน? มาฟังเรื่องนี้พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วจะรู้ว่า บางอย่างอาจจะตามมาในที่ที่เราไม่ทันตั้งตัว!!

          ‘คุณอุ๋มอิ๋ม’ เกริ่นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพี่ที่สนิทกันชื่อ ‘พี่ต้า’ เกิดขึ้นตอนที่พี่ต้ากำลังจะไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งวันที่พี่ต้าเดินทางไปนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ช้างป่าเข้ามาทำร้ายนักท่องเที่ยวจนเสียชีวิต คุณอุ๋มอิ๋มจึงได้ทักไปถามสถานการณ์ของพี่ต้า จากนั้นพี่ต้าก็ตอบกลับมาว่าทุกอย่างปกติดี

          เมื่อขึ้นไปถึงข้างบน พี่ต้าก็ได้ถามสถานการณ์คนที่อยู่ข้างบนว่าเป็นอย่างไรบ้าง และยังส่งรูปช้างมาให้คุณอุ๋มอิ๋มดู ในรูปนั้นช้างดูดุมาก พี่ต้าบอกว่าช้างน่าจะตกมัน โขลงจึงผลักออกมา แล้วช้างตัวนั้นก็ไม่รู้จะไปทางไหน จึงขึ้นมา ณ จุดที่ได้เจอนักท่องเที่ยว หลังจากนั้นก็เกิดเหตุสลดขึ้น

          แต่ในรูปที่คุณอุ๋มอิ๋มดูนั้น เห็นเป็นช้างที่มีออร่าสีดำอยู่รอบ ๆ ตัว คุณอุ๋มอิ๋มจึงบอกพี่ต้าว่าอย่าเข้าไปใกล้เด็ดขาด ซึ่งจุดที่พี่ต้าอยู่นั้น อยู่ใกล้กับเจ้าหน้าที่ เพราะว่าจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานอยู่ตลอด เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ปลอดภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่คอยกันไม่ให้ช้างเข้ามาใกล้นักท่องเที่ยว สถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปอย่างนั้น จนกระทั่งคืนแรกผ่านไป

          คืนที่สอง เจ้าหน้าที่ทำการปิดกั้นพื้นที่ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถไปเที่ยวที่อื่นได้ เพราะว่าช้างตัวนี้จะเดินในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเดิน คุณอุ๋มอิ๋มจึงบอกกับพี่ต้าว่า

          “มันยังไม่จบแค่นี้นะ หนูว่าเราอยู่กับที่ดีกว่า”

          นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้มีการประกาศว่า ห้ามนักท่องเที่ยวไปสถานที่ต่าง ๆ ให้รออยู่จุดที่เป็นลานกางเต็นท์เท่านั้น จุดที่เป็นจุดชมวิวทั้งหมดห้ามไป รอจนถึงวันรุ่งขึ้นแล้วค่อยลงพร้อมกันทั้งหมด

          หลังจากที่ลงมาข้างล่าง คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าทุกอย่างโอเคแล้ว แต่ไม่ใช่แบบนั้น..

          เมื่อพี่ต้ากลับมาถึงบ้าน แฟนของพี่ต้าก็ได้ทักมาหาคุณอุ๋มอิ๋มว่า

          “เห้ย พี่อิ๋มช่วยดูในรถให้หน่อยสิ มีผู้หญิงคนหนึ่งตามมา”

          เนื่องจากแฟนของพี่ต้านั้นเป็นคนมีเซ้นส์ระดับหนึ่ง คุณอุ๋มอิ๋มจึงคิดในใจว่า ‘ใครจะตามมา ในเมื่อพี่เขาไม่ได้ไปอยู่ในจุดที่เป็นอันตรายเลย’ ซึ่งแฟนของพี่ต้าได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่าเห็น

          “เป็นผู้หญิง ผมสั้น ตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่ที่ด้านหน้าฝั่งซ้ายคนขับ หนูขึ้นรถมา เขาก็ไม่ยอมไปไหนเลย พี่อิ๋มทำไงดี”

          คุณอุ๋มอิ๋มจึงบอกวิธีเบื้องต้นไปก่อนว่า

          “เอางี้ จุดธูปก่อน เพราะว่าในรถก็มีอากง มีของทำไมถึงขึ้นมาได้ แล้วให้เอาธูปวนในรถ เพราะถ้ามีอะไรที่ไม่ดีก็ขอให้ออกไปให้หมด”

          หลังจากนั้นก็ห่างหายกันไป..

          จนเมื่อไม่นานมานี้ คุณอุ๋มอิ๋มก็ได้เจอกับพี่ต้า พี่ต้าได้เดินมาทักและพูดว่า

          “น้องอิ๋ม ๆ ช่วยหน่อยดิยังไม่ไปเลย”

          คุณอุ๋มอิ๋มตกใจและตอบกับไปว่า

          “เห้ย ถ้าไม่ไปมันไม่น่าใช่วิญญาณเจ้าป่าเจ้าเขาหรือวิญญาณอะไรที่ตามมาแล้วนะพี่ มันเป็นเจ้ากรรมนายเวรพี่หรือเปล่า”

          ซึ่งคุณอุ๋มอิ๋มเองก็ไม่แน่ใจ วันนั้นเป็นวันถ่ายงาน หลังจากถ่ายงานเสร็จประมาณเที่ยงคืน พี่ต้าเข้ามาบอกให้คุณอุ๋มอิ๋มไปดูรถของตน รถเป็นสีน้ำเงินสี่ประตู ในจังหวะที่คุณอุ๋มอิ๋มเดินเข้าไป ตรงส่วนของคนขับคุณอุ๋มอิ๋มเห็นว่ามี ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเอามือพาดกันสองข้าง และวางอยู่หน้าพวงมาลัย แล้วก็หันมามองคุณอุ๋มอิ๋ม หลังจากเห็นอย่างนั้น คุณอุ๋มอิ๋มก็ได้เดินเข้ามาประชิดและเห็นว่า เสื้อผ้าของเขา มันขาดเป็นชิ้น ๆและพยายามถามเขาว่ามาได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีการตอบกลับและหน้าของหญิงสาวคนนั้นก็เริ่มเขียว เริ่มช้ำ คุณอุ๋มอิ๋มจึงถามต่อไปอีกว่า

          “บอกได้ไหม ถ้าบอกไม่ได้ส่งภาพมาให้พี่ก็ได้ เดี๋ยวพี่จะได้พาไปถูก จะได้รู้ว่ามาจากที่ไหน”

          ปรากฎว่าเขาให้คุณอุ๋มอิ๋มเห็นว่าเขาเป็นผู้ประสบภัยที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พี่ต้ากำลังนั่งสมาธิหรือแผ่ส่วนกุศล แล้วผู้หญิงคนนี้ไม่รู้จะไปที่ไหนจึงตามพี่ต้ามา

          หลังจากที่เขาขึ้นรถมา เขาก็มาเจออากง อากงก็บอกว่าเห็นตั้งแต่แรกแล้ว แต่คิดว่าเดี๋ยวก็คงไป เพราะว่าพี่ต้าทำบุญตลอดตั้งแต่กลับมา พี่ต้าใส่บาตรทุกวันและไปวัดตลอด ด้วยความที่พี่เขาไม่รู้ว่ามีวิญญาณตาม จึงไม่ได้บอกหลวงพ่อหรือใครที่วัดให้ส่งวิญญาณดวงนี้ให้ จึงทำให้วิญญาณดวงนี้ยังอยู่ที่รถ ในคืนนั้นที่คุณอุ๋มอิ๋มเจอ คุณอุ๋มอิ๋มจึงเชิญเขาออกและบอกว่า

          “หนูเดินไปทางนี้นะ แล้วหนูจะเจอโบสถ์ เดี๋ยวเราจะไปทำบุญให้ ก็ขอให้ไปอยู่คนละภพคนภูมิดีกว่า อย่าตามพี่เขาเลย เพราะว่าการตามนี้มันไม่ประโยชน์เลย ตอนนี้หนูลงมาได้แล้ว ดวงวิญญาณหนูไม่ได้ไปร่อนเร่อยู่ทางนั้นแล้ว ถือว่าวันนี้เราส่งกันแค่นี้นะ”

          สถานที่ถ่ายทำในวันนั้นอยู่ใกล้กับวัดพอดี แล้วหลังจากนั้นเขาก็หายไป..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เชือกผูกผี' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

09 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เชือกผูกผี' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

‘คุณต้น‘ ได้นำเรื่อง ‘เชือกผูกผี’ มาเล่าในรายการอังคารคลุมโปง X (29 ตุลาคม 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ ฟัง เป็นเรื่องราวสุดหลอนในวัยเด็กที่ตนได้เจอ จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณต้นได้เล่าว่าเป็นเรื่องราวของน้องที่รู้จักชื่อ ‘โต้ง’ เป็นเด็กที่อยู่ในจังหวัดหนึ่งทางแถบอีสานใต้ ทางครอบครัวของคุณโต้งมีวิชาอาคมเป็นทางศาสตร์ของทางฝั่งเขมร ในช่วงที่ยังเด็ก คุณโต้งก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรจึงใช้ชีวิตในวัยเด็กตามปกติ อยู่มาวันหนึ่ง คุณตาก็ได้ชวนคุณโต้งไปจับปลาแถวบ้านในช่วงเวลาประมาณหัวค่ำ ในขณะที่คุณโต้งกำลังนั่งรอคุณตากำลังจับปลาอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากริมตลิ่งฝั่งตรงข้าม พอมองไปตามเสียงนั้นแล้วก็พบกับร่างเด็ก 2 คน ตัวซีดเผือด มีเลือดแห้งเปรอะเปื้อนเต็มหน้า! เด็ก 2 คนนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณโต้ง ประมาณ 8-9 ขวบ เมื่อเห็นดังนั้นคุณโต้งก็ตะโกนเรียกคุณตา แต่คุณตากลับคว้างก้อนดินไปบริเวณนั้น แล้วเด็ก 2 คนนั้นก็หายไป! เหตุการณ์นี้ทำให้คุณโต้งรู้จักคำว่า ‘ผี’ เป็นครั้งแรกในชีวิต จากนั้น คุณตาก็ได้เล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนเนี่ย ก่อนที่จะมีบ่อน้ำนี้ ในช่วงที่ขุดแรก ๆ มีเด็ก 2 คนนี้แหละมาเล่นน้ำแล้วจมน้ำตาย วิญญาณก็น่าจะอยู่บริเวณนี้” เรื่องราวสุดหลอนต่อมาที่คุณโต้งได้เจอก็คือ หลังคุณโต้งเลิกเรียนก็ได้ยินว่าหมู่บ้านข้าง ๆ มีคนผูกคอฆ่าตัวตาย ซึ่งคนที่ตายก็คือญาติของคุณโต้ง เมื่อทราบข่าวแล้วทางครอบครัวเขาก็ไปดูแล้วก็พบกับศพผู้หญิงผูกคอตาย จึงได้มีการเผาศพในวันนั้นทันที เนื่องจากหมู่บ้านของคุณโต้งมีความเชื่อว่าถ้าเป็นศพผีตายโหงจะต้องทำการเผาวันนั้น จึงนำศพไปเผาที่ป่าช้าในหมู่บ้านที่คุณโต้งและคุณตาใช้เป็นเส้นทางในการไปจับปลา ต่อมาหลังจากที่เรื่องนี้ผ่านไปได้ 1 เดือน ก็มีคุณตาอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นน้องของคุณยายคุณโต้ง ให้นามสมมติว่า ‘ตาต้อย’ ได้มาถามว่า “ได้ข่าวว่าญาติที่อยู่หมู่บ้านนี้ผูกคอตายหรอ เอาไปเผาเอาไปฝังที่ไหนล่ะ” และได้ถามถึงเชือกเส้นนั้นที่ผูกคอตาย เนื่องจากตาต้อยเป็นคนที่มีวิชาอาคมจึงอยากจะได้เชือกเส้นนั้นเพื่อไปทำพิธีกรรมขอหวย จากนั้น ตาต้อยก็ได้ชวนคุณแม่คุณโต้งไปทำธุระในตัวเมือง ซึ่งคุณแม่ก็ได้มาเล่าให้คุณโต้งฟังแล้วมารู้ทีหลังว่าท้ายกระบะมีเชือกที่ตาต้อยเก็บสะสมอยู่ท้ายกระบะ ทำให้ในขณะที่นั่งรถอยู่นั้น คุณแม่รู้สึกเหมือนมีคนนั่งอยู่ท้ายกระบะ จึงหันไปดูและสิ่งที่คุณแม่เห็น ก็คือ ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก และคนแก่นั่งเต็มท้ายกระบะประมาณ 10 คน พอคุณแม่กำลังจะหันไปถามตาต้อยร่างเหล่านั้นก็หายไป ตาต้อยจึงบอกว่า “นั่งไปเหอะ คงไม่มีอะไรหรอกลูก” ในวันนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณแม่ก็รู้สึกมีอาการเหมือนไม่สบายจึงรีบเข้านอน หลังจากที่หลับได้สักพักก็รู้สึกตัวในช่วงกลางดึก เพราะได้ยินเสียงเหมือนมีมือมาครูดสังกะสีบริเวณขื่อบ้าน จึงตัดสินใจเปิดมุ้งไปดูแล้วเห็นเป็นภาพคนผูกคอตาย ตัวซีด ดวงตาปูดโปน ลิ้นจุกปากห้อยลงมาจากขื่อบ้าน เรียกร้องขอให้คุณแม่ช่วย “ช่วยด้วยย.. ช่วยด้วย” ที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือไม่ได้มีคนเดียว แต่มีทั้งหมดเกือบ 10 คนที่ห้อยอยู่ตรงนั้น! ด้วยความที่คุณแม่ตกใจจึงรีบปิดมุ้งแล้วมานอนคลุมโปง ไม่นานก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างร่วงตกลงมาทับตัว! คุณแม่ค่อย ๆ เปิดผ้าห่มแล้วก็เห็นเป็นร่างที่ผูกคอตายนั้นร่วงตกลงมาทำให้มุ้งขาดแล้วลงมาทับคุณแม่ บางร่างตกลงมานอนประจันหน้ากับคุณแม่ เมื่อคุณแม่เจอเช่นนี้จึงร้องกรี๊ดจนหมดสติไป! คุณยายมาปลุกจึงทำให้คุณแม่รู้สึกตัว คุณแม่ที่อยู่ในอาการที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เจอจึงเล่าให้คุณยายฟัง เมื่อคุณยายทราบเช่นนั้นก็ได้บอกน้าไปตามตาต้อยมา แล้วพูดกับตาต้อยว่า “ดูซิเนี่ย หลานมึงจะตายแล้วเนี่ย ไปเอาไรมา ไปออกมาให้หมดแล้วเผาทิ้งไปเลย” ตาต้อยจึงได้นำกล่องหนึ่งมาแล้วเทให้ดู ซึ่งของที่อยู่ในกล่องคือเชือกเกือบ 10 เส้น หลังจากนั้นก็ได้ให้นำเชือกทั้งหมดไปเผา ในขณะที่เผาคุณแม่ก็เห็นเป็นภาพลาง ๆ เหมือนดวงวิญญาณแต่ละดวงค่อย ๆ ลอยขึ้นไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก POPPY C. ‘คืนหลอนใน LA’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

09 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก POPPY C. ‘คืนหลอนใน LA’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ’คุณป๊อปปี้’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘คืนหลอน LA’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! โดยคุณป๊อปปี้เล่าว่า วันนั้นตนมีไฟล์ทบินไป LA ประมาณ 14 ชั่วโมง ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก พอถึงโรงแรมใน LA เป็นโรงแรมที่ไปพักประจำ เปิดประตูห้องเข้าไป ทางขวามือเป็นห้องน้ำ พื้นพรม ไม่เก่า ไม่ใหม่ ตกแต่งเป็นไม้ มี 2 เตียง ด้วยความเชื่อของแอร์โฮสเตส ไม่ปล่อยให้มีที่นอนอื่น หรือไม่ปล่อยให้มีเตียงว่าง จึงเอากระเป๋าเดินทาง กระเป๋าอื่น ๆ และเสื้อผ้า วางกางออกทับอีกเตียง แล้วก็เลือกนอนเตียงที่ติดกับหน้าต่าง เวลานั้นดึกแล้ว ทุกอย่างในห้องเป็นปกติดีทุกอย่าง ผ้าม่านไม่ไหวติง หลังจากคุณป๊อปปี้อาบน้ำเสร็จก็ใส่ชุดนอน แล้วนอนเล่นโทรศัพท์ หันไปมองนาฬิกาบอกเวลาประมาณตี 3 แล้ว แต่อยู่ดี ๆ เตียงก็สั่น “กึ้ก กึ้ก กึ้ก กึ้ก” สิ่งที่คิดคือ ตนต้องเตรียมอพยพหรือเปล่า เกิดแผ่นดินไหวหรือไม่ พอมองซ้ายมองขวา ก็เห็นว่าโคมไฟปลายเตียงที่อยู่บนโต๊ะไม้ยังเปิดอยู่ สักพักเตียงก็สั่นอีกรอบ ในใจคุณป๊อปปี้ก็คิดว่า ‘ถ้าแผ่นดินไหวจนเตียงสั่นขนาดนี้ อย่างน้อยโคมไฟต้องหล่น ผ้าม่านต้องสั่น แต่ทุกอย่างมันกลับนิ่ง..’ คุณป๊อปปี้เริ่มคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ปกติแล้ว จึงพยายามลุกขึ้น แต่ก็ลุกไม่ได้ รู้สึกเหมือนโดนล็อคที่ไหล่ ทำอะไรไม่ได้ จากนั้นจึงกรี๊ดออกมา ยังโชคดีที่ถือโทรศัพท์อยู่ คุณป๊อปปี้จึงโทรหาคุณแม่ ในเวลานั้นประเทศไทยน่าจะเวลาประมาณบ่ายโมง พอคุณแม่กดรับก็พูดว่า ”แม่ สวดมนต์“ แล้วคุณแม่ก็สวดมนต์ทุกบท ส่วนคุณป้อปปี้ก็เปิดลำโพงให้เขาได้ยิน แล้วก็พูดว่า ”เรามาอยู่ที่นี่แค่คืนเดียว อย่ามาทำอะไรเรา“ แล้วก็ค้างอยู่แบบนี้ ในระหว่างที่สวดมนต์นั้น คุณป๊อปปี้รู้สึกเหมือนมีแรงต้าน ให้ลองนึกถึงเวลานั่งอยู่บนเครื่องบินแล้วมีเด็กถีบที่นั่งของเรา เราจะรู้สึกได้ถึงแรงถีบซ้าย ขวา แต่ตอนนี้คุณป๊อปปี้กำลังนอนอยู่ แล้วเขาก็ถีบมาจากใต้เตียง ถีบหลายต่อหลายครั้ง คุณป๊อปปี้คิดว่าใต้เตียงต้องมีอะไรอย่างแน่นอน แต่ก็ยังขยับตัวไม่ได้ ส่วนคุณแม่ก็ยังคงสวดตั้งแต่ตอนนั้น จนถึง 7 โมงเช้า พอถึงเวลา 7 โมงเช้า คุณป๊อปปี้รู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มคลาย จึงพิมพ์ไปหาพี่ลูกเรือคนไทยว่า ”ช่วยหน่อย หนูขยับตัวไม่ อกกจากห้องไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง“ โชคดีที่พี่คนนั้นไม่กลัว คุณป๊อปปี้จึงบอกไปอีกว่า ”เจ้มาถึงให้เคาะประตูยาว ๆ เลยนะ ให้รู้ว่ามีคนมา” คุณป๊อปปี้จินตนาการว่า ใต้เตียงต้องมีบางสิ่งบางอย่าง เพราะมีคนถีบ ก็ไม่กล้าเอาเท้าลง จากนั้นก็กระโดดข้ามเตียงไปเปิดประตู พี่ลูกเรือก็เอาพระเข้ามาให้แล้วบอกว่า ”ไหน ใคร อยู่ไหน“ จากนั้นก็เปิดม่านให้แสงสว่างเข้าห้อง คุณป๊อปปี้รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังมึนและผะอืดผะอม เพราะเครียดรวมทั้งยังไม่ได้นอน คุณป๊อปปี้คิดว่าจะไปนอนห้องพี่ลูกเรือคนนี้ แต่พี่เขากำลังจะไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ส่วนตนนั้นไม่กล้านอนคนเดียว เพราะไม่รู้ว่าเขาจะตามไปอีกห้องหรือไม่ คุณป๊อปปี้จึงตัดสินใจไปเดินเล่นรอพี่ จนกระทั่งถึงเวลา 11 โมง คุณป๊อปปี้อาบน้ำแต่งตัวอยู่ที่ห้องพี่ แล้วกลับมาเก็บของที่ห้อง ซึ่งจะมีนาฬิกาดิจิทัลวางไว้ตรงหัวเตียง จังหวะที่เปิดประตูเข้าไป อยู่ดี ๆ มีเสียงออกมาจากลำโพงของนาฬิกา เป็นเสียงผู้ชาย ฟังไม่ออก เพราะไม่ใช่ภาษอังกฤษ หรือภาษาอารบิก และเสียงก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นคุณป๊อปปี้โมโหมาก จึงบอกไปว่า “จะเอายังไง” เพราะตนไม่ได้นอน แล้วก็ยืนเปลี่ยนเสื้อผ้าตรงประตู จากนั้นก็เอาของออกมา แล้วไม่กลับเข้าไปในห้องอีกเลย จนกลับมาได้คุยกับคุณแม่ คุณแม่บอกว่า “ระหว่างที่แม่สวดมนต์ แม่ได้ยินเสียงผู้ชาย ไม่รู้ว่าเสียงทีวี หรืออะไร แต่ก็ไม่กล้าถาม” คุณป๊อปปี้ถามกลับว่า “เป็นเสียงผู้ชายใช่มั้ย เสียงพูดใช่มั้ย” แม่บอก “ใช่” คุณป๊อปปี้จึงคิดว่าน่าจะเป็นเหมือนเป็นการบอกว่าเขายังอยู่ คุณป๊อปปี้ก็ทำได้แค่กลับมาไทยทำบุญให้เขา แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาคือใครหรือต้องการอะไร..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากณัฐผี ’อพาร์ตเม้นท์ร้าง 8 ชั้น‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

19 ก.ค. 2025

เรื่องเล่าจากณัฐผี ’อพาร์ตเม้นท์ร้าง 8 ชั้น‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

‘คุณณัฐผี’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวที่ได้ไปถ่ายรายการที่จังหวัดขอนแก่น แล้วดันไปเรียกชื่อวิญญาณที่ผูกคอตาย จนทำให้โดนวิญญาณตามกลับบ้าน! เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (8 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘อพาร์ตเม้นท์ร้าง 8 ชั้น’ ที่ทำให้คุณจะไม่กล้าเรียกชื่อใครแบบสุ่มสี่สุ่มห้า! คุณณัฐเล่าว่า ตนได้มีโอกาสเดินทางไปถ่ายรายการที่อพาร์ตเมนต์ร้าง 8 ชั้นในจังหวัดขอนแก่น ที่นี่มีคนผูกคอตายบริเวณชั้น 6 และชั้น 7 เมื่อไปถึงหน้าอพาร์ตเมนต์ก็มีห่อของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขวดแอลกอฮอล์วางอยู่พร้อมธูป 1 ดอก ทราบมาว่าน้องชายของผู้เสียชีวิตเป็นคนมาไหว้ทุกวัน และยังบอกอีกว่าพี่เดินลงมากินทุกวัน พอเริ่มถ่ายรายการ คุณณัฐก็เริ่มได้ยินเสียงแปลก ๆ และกลิ่นเหม็นเน่า เมื่อเดินขึ้นไปจนถึงบริเวณชั้น 6 กำลังจะไปชั้น 7 ซึ่งเป็นบริเวณนั้นเป็นจุดเกิดเหตุ สังเกตได้จากมีคราบน้ำเหลืองอยู่ตรงนั้น ในระหว่างที่กำลังคุยกันก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาบริเวณชั้น 7 จึงให้กู้ภัยขึ้นไปดู แต่ก็ไม่พบอะไร ภารกิจที่ต้องทำในรายการคือเล่นผีตะเกียบ ระหว่างที่เล่นก็จะมีการถามคำถามวิญญาณไปเรื่อย ๆ แต่ขณะที่กำลังเล่นอยู่ คุณณัฐกลับเรียกชื่อของวิญญาณตนนั้น แล้วตะเกียบก็ค่อย ๆ หุบ ซึ่งหมายความว่าวิญญาณตนนั้นได้มาอยู่ตรงนี้แล้ว หลังจากนั้นตากล้องก็บอกให้คุณณัฐลองถามว่าวิญญาณอยู่ชั้น 6 หรือชั้น 7 ถ้าอยู่ชั้น 6 ให้หุบเข้า ถ้าอยู่ชั้น 7 ให้กางออก พอสิ้นคำถามตะเกียบก็กางออก แล้วเสียงกระทืบเท้าก็ดังขึ้นบริเวณชั้น 7 จนวงเล่นผีตะเกียบแตกกระเจิง! พอลงมา ทีมงานก็จุดธูปบอกดวงวิญญาณเพื่อขอขมา ขณะที่กำลังปักธูปลงพื้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงกระทืบเท้าดังขึ้นอีกครั้งจากชั้นบนดังลงมาถึงชั้นล่าง! สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ หลังจากนั้นทุกคนก็ออกไปทานข้าวกันต่อ โดยมีทั้งหมด 4 คน แต่พนักงานก็เดินมาจัดจาน แต่ดันเกินมา 1 ชุด! จากนั้นเมื่อกลับถึงโรงแรมก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เพราะต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทุกร้านที่จอดแวะทานข้าว พนักงานก็จะจัดจานมาให้เกิน 1 ชุดตลอด เมื่อถึงกรุงเทพทุกคนก็แยกกันเดินทางกลับบ้านของตัวเอง คุณณัฐเองก็เช่นกัน ขณะที่กำลังจะเปิดประตูบ้าน ก็มีเงาดำ ๆ เดินแทรกคุณณัฐเข้าไป พอวางของเสร็จคุณณัฐก็ไปอาบน้ำ ระหว่างที่กำลังอาบน้ำอยู่ก็เห็นเงาดำหมือนผู้ชายโผล่มาที่ด้านหลังจากในกระจก! เช้าวันถัดมาคุณณัฐก็ไปหาคนรู้จักคนหนึ่ง คนนั้นบอกกับคุณณัฐว่า “ไปไหนมา มีคนตามมา ยืนรออยู่ข้างหน้า ใส่เสื้อสีส้ม ใส่กางเกงขาตัด” คุณณัฐจึงรีบโทรหากู้ภัยเพื่อขอดูรูปศพของคนที่ผูกคอตาย ปรากฎว่าลักษณะเหมือนกับที่คนรู้จักบอก หลังจากนั้นคุณณัฐก็ไปทำบุญให้ดวงวิญญาณนั้น ระหว่างที่กำลังกรวดน้ำอยู่ก็ได้กลิ่้นเหม็นเน่าแรงมาก แล้วหลังจากนั้นดวงวิญญาณก็ไม่มาให้คุณณัฐเห็นอีกเลย แต่ล่าสุด เมื่อคุณณัฐได้มาเจอกับรุ่นน้องคนหนึ่งก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง รุ่นน้องก็บอกว่า วิญญาณตนนี้ เขายังตามมาถึงทุกวันนี้ รุ่นน้องของคุณณัฐลอง Generated AI ให้คุณณัฐดูในสิ่งที่เขาเห็น ก็ได้ยินเสียง “เห้ย” ดังขึ้นมาในบ้าน เขาจึงรีบปิดคอมแล้วนอนด้วยความตกใจกลัว เมื่อถึงตอนเช้าระหว่างที่กำลังบิณฑบาต พระท่านก็บอกรุ่นน้องของคุณณัฐว่า “มีวิญญาณมายืนรออยู่หน้าบ้าน เป็นวิญญาณร่างดำ ๆ ใส่เสื้อสีส้ม กางเกงขาตัด” และทุกวันนี้วิญญาณตนนี้ก็ยังอยู่ เมื่อพูดถึงเขาก็อาจจะมาปรากฎตัวให้เห็นอีกครั้ง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเหมย ‘บ้านโรงรถ’ I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

27 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเหมย ‘บ้านโรงรถ’ I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณเหมย‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’บ้านโรงรถ‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!...เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่บ้านโรงรถ คุณเหมยเล่าว่า ย้อนไปเมื่อตอนยังเด็ก บ้านตั้งอยู่ในตัวตำบล ระหว่างตำบลกับอำเภอค่อนข้างที่จะไกลกัน อยู่มาวันหนึ่ง คุณเเม่ทะเลาะกับคุณตา คุณเหมยจึงย้ายไปอยู่ที่ตัวอำเภอกับคุณป้า ตอนที่ย้ายไปนั้น คุณเเม่ก็ยังไม่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่งเพื่อหาเงินซื้อบ้าน จึงไปปรึกษากับคุณป้าว่าควรทำอย่างไร คุณป้าก็ได้เเนะนำคุณเเม่ให้มาอยู่ที่โรงรถแบบชั่วคราวไปก่อน จนกระทั่งคุณเหมยเรียนอยู่ชั้น ป.1 มีวันหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันหน้าบ้านค่อนข้างดังมาก ประมาณร้อยกว่าคน ซึ่งก่อนหน้าที่คุณเหมยจะเข้ามาอยู่ บริเวณนี้ค่อนข้างพลุกพล่าน คนทำงานค่อนข้างเยอะ เเต่ตอนนั้นก็ดึกมากแล้ว คุณเหมยจึงคิดว่าไม่น่ามีใครมายืนคุยกันตรงนี้ จึงลุกไปดูผ่านแสงไฟที่ลอดมาจากปลายถนน ก็เห็นเป็นผู้ชายกับผู้หญิงยืนคุยกัน ด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงมายืนคุยตรงนี้ คุณเหมยจึงเดินออกไปดู เเต่เเล้วก็พบเจอกับความว่างเปล่า! ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น ส่วนเสียงที่ได้ยินก็หายไป! คุณเหมยเดินกลับเข้าไปนอน พอกลับเข้ามานอนก็ได้ยินเสียงเหมือนเดิม! ตนจึงได้ไปเล่าให้คุณเเม่ฟังเเล้วก็โดนตอบกลับมาว่า “เพ้อเจ้อ คิดมาก” ซึ่งคุณเเม่กับคุณพ่อเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ตนจึงได้เเต่สงสัยเเล้วก็ได้ยินเสียงนี้อยู่เรื่อยมาก จนคุณเหมยขึ้น ป.2 คืนนั้นตนนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น นอนได้สักพักก็มองไปบนเพดานฝ้าที่อยู่ตรงโรงรถ ก็เห็นเป็นหน้าผู้หญิงแก่ มวยผม ลอยอยู่บนฝ้าเพดาน! เเล้วบอกว่า “ไปอยู่ด้วยกันมั้ย“ คุณเหมยตกใจจนขยับไม่ได้ ได้เเต่พูดในใจว่า ”ไม่ไป“ ตอนนั้นตนคิดว่าได้พูดออกไปแล้วเเต่ความจริงคือยังไม่ได้พูด! เขาก็เลยถามตนอีกครั้งว่า ”สรุปจะไปอยู่ด้วยกันมั้ย คิดได้หรือยัง“ คุณเหมยบอกว่าตนก็พยายามที่จะพูด เพราะพูดไม่ได้ จู่ ๆ เขาก็สวนกลับมาว่า ”มึง! จะไปอยู่กับกูมั้ย!“ ทำให้คุณเหมยตกใจเเล้วรีบวิ่งไปหาคุณแม่! เช้าวันถัดมา คุณเหมยได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ก็ตอบกลับอีกว่า ”เพ้อเจ้อ คิดมาก“ เป็นครั้งที่ 2 เมื่อคุณเหมยเริ่มขึ้น ป.3-4 คุณแม่ก็ได้ซื้อรถจักรยานยนต์ให้ เเต่ตนชอบเที่ยว จึงทำให้คุณเเม่อยากดัดนิสัยด้วยการเอารถไปซ่อน ตนคิดว่ารถหายจึงไปบอกกับหมอธรรม เเล้วเขาก็ได้ตอบกลับมาว่า “รถไม่ได้หายนะ เเม่เอ็งเอาไปซ่อน” คุณเหมยได้ยินเเบบนั้นก็ไม่เชื่อ เเล้วก็ไม่คิดว่าเเม่จะเป็นคนแบบนี้ ตนจึงตอบกลับไปว่า “ไม่เชื่อ” หมอธรรมได้ตอบกลับว่า “ที่บ้านเอ็งตรงนั้น มันเป็นป่าช้าเก่านะ เเต่ก่อนมันเคยเป็นที่เก็บกระดูกคน เป็นโกศที่อยู่ในตามวัด“ หลังจากคุณเหมยกลับมาบ้าน ผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ คุณแม่ได้ยอมรับกับตนว่าเป็นคนไปแอบจริง!...เหตุการณ์ที่ 2 เกิดขึ้นที่บ้านหลังใหม่ที่อยู่ใกล้กับบ้านโรงรถ ช่วงมัธยมต้น คุณเหมยคิดว่าย้ายมาอยู่บ้านใหม่เเล้วคงจะไม่เจออะไรที่เคยเจอ เเต่ก็เหมือนเดิม ตนเห็น 2 คนนั้นที่เคยเจอเมื่อตอนเด็ก ๆ เขามายืนหน้าห้องเเล้วพูดว่า “มึงจะไปอยู่กับกูมั้ย! จะไปอยู่ด้วยรึเปล่า!” คุณเหมยกลัวมากจึงรีบไปบอกกับคุณเเม่ เเล้วคุณเเม่ก็บอกกับตนว่าจะพาไปทำบุญเพื่อความสบายใจ ในตอนเช้าคุณเเม่ก็พาคุณเหมยไปทำบุญ จู่ ๆ ก็มีหลวงตาองค์หนึ่งเข้ามาทักว่า ”ดูเเลไอเด็กคนนี้มันดี ๆ นะ ไอเด็กคนเนี้ย ที่ของบ้านที่เอ็งอยู่ เขาจะเอามันไปอยู่หลายครั้งเเล้ว เเต่มันดวงเเข็งเขาเอามันไปไม่ได้“ เเล้วหลวงตาท่านนั้นก็ได้บอกอีกว่า ”ให้หมั่นทำบุญตักบาตร กรวดน้ำ“ หลังจากนั้นคุณเหมยก็ตักบาตรทุกเช้าก่อนไปเรียน เเต่ก็ยังเจออยู่เหมือนเดิม.. ต่อมาก็อยู่บ้านหลังนี้ได้ 5-6 ปี คุณเเม่ก็ปล่อยบ้านนี้ให้คนเช่า ซึ่งคนที่มาเช่าต่อบังเอิญเป็นเเม่ของเพื่อนคุณเหมย อยู่ได้ประมาณ 3 เดือน เพื่อนก็ทักมาถามว่า “บ้านนี้มีอะไรหรือเปล่า?” จึงได้ตอบกลับไปว่า “บ้านนี้ก็มีนะ ตอนที่ตากับพ่อเลี้ยงเสียก็ได้จัดงานศพที่บ้าน มีอะไรหรือเปล่า?” เพื่อนของคุณเหมยตอบกลับมาว่า “เปล่า พอดีเเม่เล่าให้ฟังว่าช่วงที่อยู่ 2-3 เดือนแรก ได้ยินเสียงคนคุยกันเยอะมาก” ซึ่งสิ่งที่เขาเจอมันก็เหมือนกับเหตุการณ์ตอนที่คุณเหมยอยู่บ้านหลังนั้น!...เหตุการณ์ที่ 3 เกิดขึ้นที่บ้านหลังที่สาม หลังจากที่คุณเเม่ปล่อยบ้านหลังนั้นให้เช่า ก็พาคุณเหมยย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ เป็นบ้านหลังที่สาม เนื่องจากคุณแม่มีปัญหากับคุณป้า ตอนที่ตนนอนก็ได้ฝันถึงบ้านหลังนั้น ภาพในฝันเหมือนกับที่หมอธรรมเคยบอก! ต่อมาคุณเหมยได้เล่าว่าพ่อเลี้ยงตามมาที่บ้าน ย้อนกลับไปที่บ้านหลังเก่า พ่อเลี้ยงของตนได้เสียชีวิตที่นั่น คืนก่อนที่พ่อเลี้ยงจะเสียชีวิต มีพยาบาลโทรมาเเจ้งกับคุณเเม่ว่าพ่อเลี้ยงเสียชีวิตเเล้ว เเต่ก็ไม่กล้าบอกกับตน เเต่คุณเหมยกลับเห็นตรงกระจกเป็นพ่อเลี้ยงกำลังโบกมือให้อยู่! ตนตกใจจึงสะกิดแม่เเล้วถามว่า “เเม่ พ่อหายเเล้วหรอ? เเม่ไปรับพ่อมาตอนไหน” เเม่ก็ทำสีหน้ามึนงงเเล้วตอบกลับว่า “พูดอะไร พูดนี่คิดด้วย“ แล้วบอกอีกว่า ”รีบไปแต่งตัว เดี๋ยวจะไป รพ.พ่อเสียเเล้ว!“ ผ่านไปประมาณ 10 กว่าปี คุณเหมยเติบโตจนใกล้จะเเต่งงาน เเม่ก็บอกให้ขึ้นไปไหว้พ่อกับตายาย เมื่อคุณเหมยกำลังก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย ก็เห็นพ่อเลี้ยง เเว๊บ! ผ่านหน้าไป ตนจึงหยุดนิ่งอยู่ในอาการช็อก ซึ่งคุณเเม่ที่อยู่ข้างหลังก็เห็นเช่นเดียวกันกับคุณเหมย ต่อมาคุณเหมยได้พารุ่นน้องมานอนที่บ้าน ผ่านไปได้สักพักรุ่นน้องก็บอกว่าขอไปนอนรีสอร์ต เพราะตอนคุณเหมยไปอาบน้ำ จู่ ๆ ป้ายรูปพ่อของตนร่วงตกลงมา! ไม่ได้คิดอะไรจึงเอากลับไปแขวนที่เดิม สักพักก็ตกลงอีกครั้งจนกระจกแตก! คุณเหมยคิดว่าพ่อเสียไปประมาณ 10 กว่าปีเเล้ว ก็ยังอยู่วนเวียนในบ้าน อาจจะเป็นเพราะเป็นห่วงลูกสาวของเขา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-