เรื่องเล่าจากอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี 'ตามมาได้ยังไง' I อังคารคลุมโปง X อุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี [ 24 ธ.ค. 2567 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี 'ตามมาได้ยังไง' I อังคารคลุมโปง X อุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี [ 24 ธ.ค. 2567 ]

08 ม.ค. 2025

          ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 ธันวาคม 2567) ที่ผ่านมา ‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ ได้นำเรื่องขนลุก “ตามมาได้ยังไง” มาเล่าให้แฟนๆ รายการฟัง เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อชายคนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เมื่อกลับถึงบ้าน เขากลับพบหญิงสาวเสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยนั่งอยู่ในรถของเขา! ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร? และตามมาจากที่ไหน? มาฟังเรื่องนี้พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วจะรู้ว่า บางอย่างอาจจะตามมาในที่ที่เราไม่ทันตั้งตัว!!

          ‘คุณอุ๋มอิ๋ม’ เกริ่นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพี่ที่สนิทกันชื่อ ‘พี่ต้า’ เกิดขึ้นตอนที่พี่ต้ากำลังจะไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งวันที่พี่ต้าเดินทางไปนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ช้างป่าเข้ามาทำร้ายนักท่องเที่ยวจนเสียชีวิต คุณอุ๋มอิ๋มจึงได้ทักไปถามสถานการณ์ของพี่ต้า จากนั้นพี่ต้าก็ตอบกลับมาว่าทุกอย่างปกติดี

          เมื่อขึ้นไปถึงข้างบน พี่ต้าก็ได้ถามสถานการณ์คนที่อยู่ข้างบนว่าเป็นอย่างไรบ้าง และยังส่งรูปช้างมาให้คุณอุ๋มอิ๋มดู ในรูปนั้นช้างดูดุมาก พี่ต้าบอกว่าช้างน่าจะตกมัน โขลงจึงผลักออกมา แล้วช้างตัวนั้นก็ไม่รู้จะไปทางไหน จึงขึ้นมา ณ จุดที่ได้เจอนักท่องเที่ยว หลังจากนั้นก็เกิดเหตุสลดขึ้น

          แต่ในรูปที่คุณอุ๋มอิ๋มดูนั้น เห็นเป็นช้างที่มีออร่าสีดำอยู่รอบ ๆ ตัว คุณอุ๋มอิ๋มจึงบอกพี่ต้าว่าอย่าเข้าไปใกล้เด็ดขาด ซึ่งจุดที่พี่ต้าอยู่นั้น อยู่ใกล้กับเจ้าหน้าที่ เพราะว่าจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานอยู่ตลอด เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ปลอดภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่คอยกันไม่ให้ช้างเข้ามาใกล้นักท่องเที่ยว สถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปอย่างนั้น จนกระทั่งคืนแรกผ่านไป

          คืนที่สอง เจ้าหน้าที่ทำการปิดกั้นพื้นที่ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถไปเที่ยวที่อื่นได้ เพราะว่าช้างตัวนี้จะเดินในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเดิน คุณอุ๋มอิ๋มจึงบอกกับพี่ต้าว่า

          “มันยังไม่จบแค่นี้นะ หนูว่าเราอยู่กับที่ดีกว่า”

          นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้มีการประกาศว่า ห้ามนักท่องเที่ยวไปสถานที่ต่าง ๆ ให้รออยู่จุดที่เป็นลานกางเต็นท์เท่านั้น จุดที่เป็นจุดชมวิวทั้งหมดห้ามไป รอจนถึงวันรุ่งขึ้นแล้วค่อยลงพร้อมกันทั้งหมด

          หลังจากที่ลงมาข้างล่าง คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าทุกอย่างโอเคแล้ว แต่ไม่ใช่แบบนั้น..

          เมื่อพี่ต้ากลับมาถึงบ้าน แฟนของพี่ต้าก็ได้ทักมาหาคุณอุ๋มอิ๋มว่า

          “เห้ย พี่อิ๋มช่วยดูในรถให้หน่อยสิ มีผู้หญิงคนหนึ่งตามมา”

          เนื่องจากแฟนของพี่ต้านั้นเป็นคนมีเซ้นส์ระดับหนึ่ง คุณอุ๋มอิ๋มจึงคิดในใจว่า ‘ใครจะตามมา ในเมื่อพี่เขาไม่ได้ไปอยู่ในจุดที่เป็นอันตรายเลย’ ซึ่งแฟนของพี่ต้าได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่าเห็น

          “เป็นผู้หญิง ผมสั้น ตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่ที่ด้านหน้าฝั่งซ้ายคนขับ หนูขึ้นรถมา เขาก็ไม่ยอมไปไหนเลย พี่อิ๋มทำไงดี”

          คุณอุ๋มอิ๋มจึงบอกวิธีเบื้องต้นไปก่อนว่า

          “เอางี้ จุดธูปก่อน เพราะว่าในรถก็มีอากง มีของทำไมถึงขึ้นมาได้ แล้วให้เอาธูปวนในรถ เพราะถ้ามีอะไรที่ไม่ดีก็ขอให้ออกไปให้หมด”

          หลังจากนั้นก็ห่างหายกันไป..

          จนเมื่อไม่นานมานี้ คุณอุ๋มอิ๋มก็ได้เจอกับพี่ต้า พี่ต้าได้เดินมาทักและพูดว่า

          “น้องอิ๋ม ๆ ช่วยหน่อยดิยังไม่ไปเลย”

          คุณอุ๋มอิ๋มตกใจและตอบกับไปว่า

          “เห้ย ถ้าไม่ไปมันไม่น่าใช่วิญญาณเจ้าป่าเจ้าเขาหรือวิญญาณอะไรที่ตามมาแล้วนะพี่ มันเป็นเจ้ากรรมนายเวรพี่หรือเปล่า”

          ซึ่งคุณอุ๋มอิ๋มเองก็ไม่แน่ใจ วันนั้นเป็นวันถ่ายงาน หลังจากถ่ายงานเสร็จประมาณเที่ยงคืน พี่ต้าเข้ามาบอกให้คุณอุ๋มอิ๋มไปดูรถของตน รถเป็นสีน้ำเงินสี่ประตู ในจังหวะที่คุณอุ๋มอิ๋มเดินเข้าไป ตรงส่วนของคนขับคุณอุ๋มอิ๋มเห็นว่ามี ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเอามือพาดกันสองข้าง และวางอยู่หน้าพวงมาลัย แล้วก็หันมามองคุณอุ๋มอิ๋ม หลังจากเห็นอย่างนั้น คุณอุ๋มอิ๋มก็ได้เดินเข้ามาประชิดและเห็นว่า เสื้อผ้าของเขา มันขาดเป็นชิ้น ๆและพยายามถามเขาว่ามาได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีการตอบกลับและหน้าของหญิงสาวคนนั้นก็เริ่มเขียว เริ่มช้ำ คุณอุ๋มอิ๋มจึงถามต่อไปอีกว่า

          “บอกได้ไหม ถ้าบอกไม่ได้ส่งภาพมาให้พี่ก็ได้ เดี๋ยวพี่จะได้พาไปถูก จะได้รู้ว่ามาจากที่ไหน”

          ปรากฎว่าเขาให้คุณอุ๋มอิ๋มเห็นว่าเขาเป็นผู้ประสบภัยที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พี่ต้ากำลังนั่งสมาธิหรือแผ่ส่วนกุศล แล้วผู้หญิงคนนี้ไม่รู้จะไปที่ไหนจึงตามพี่ต้ามา

          หลังจากที่เขาขึ้นรถมา เขาก็มาเจออากง อากงก็บอกว่าเห็นตั้งแต่แรกแล้ว แต่คิดว่าเดี๋ยวก็คงไป เพราะว่าพี่ต้าทำบุญตลอดตั้งแต่กลับมา พี่ต้าใส่บาตรทุกวันและไปวัดตลอด ด้วยความที่พี่เขาไม่รู้ว่ามีวิญญาณตาม จึงไม่ได้บอกหลวงพ่อหรือใครที่วัดให้ส่งวิญญาณดวงนี้ให้ จึงทำให้วิญญาณดวงนี้ยังอยู่ที่รถ ในคืนนั้นที่คุณอุ๋มอิ๋มเจอ คุณอุ๋มอิ๋มจึงเชิญเขาออกและบอกว่า

          “หนูเดินไปทางนี้นะ แล้วหนูจะเจอโบสถ์ เดี๋ยวเราจะไปทำบุญให้ ก็ขอให้ไปอยู่คนละภพคนภูมิดีกว่า อย่าตามพี่เขาเลย เพราะว่าการตามนี้มันไม่ประโยชน์เลย ตอนนี้หนูลงมาได้แล้ว ดวงวิญญาณหนูไม่ได้ไปร่อนเร่อยู่ทางนั้นแล้ว ถือว่าวันนี้เราส่งกันแค่นี้นะ”

          สถานที่ถ่ายทำในวันนั้นอยู่ใกล้กับวัดพอดี แล้วหลังจากนั้นเขาก็หายไป..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากครูตรี ‘ห้องนั้น...ยังมีคนอยู่’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

10 ก.ค. 2025

เรื่องเล่าจากครูตรี ‘ห้องนั้น...ยังมีคนอยู่’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

‘ครูตรีมีเรื่องเล่า’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนของ ‘เกด’ นักเรียนตัวแทนแข่งขันวิชาการ ที่ต้องไปแข่งขันต่างจังหวัด นำไปสู่การค้างคืนจนเจอดี เพราะห้องนี้มี…อยู่ด้วย!! เกดจะต้องเจอกับอะไร? สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 มิถุนายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ห้องนั้น…ยังมีคนอยู่’ ย้อนกลับไปในสมัยที่ครูตรีพึ่งจะได้เป็นครูใหม่ ๆ มีนักเรียนคนหนึ่ง เธอชื่อ ‘เกด’ เป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีทุน หากต้องการทุนหรือสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนต้องไปทำการแข่งขัน เช่น การแข่งขันวิชาการหรืองานประดิษฐ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเกดต้องไปแข่งขันวิชาการระดับจังหวัด โดยจะมีการเดินทางข้ามจังหวัด โรงเรียนมีให้ 2 ทางเลือกคือ 1. ไปค้างคืน แต่ต้องนอนค้างที่โรงแรม 2. ไป-กลับ แต่ต้องมาถึงโรงเรียนเวลาตีสามครึ่ง ในสมัยนั้น การเดินทางไป-กลับเป็นเรื่องที่ยากลำบาก จึงเลือกทางที่หนึ่งและให้โรงเรียนเจ้าภาพจัดหาที่พักให้ ทางโรงเรียนเจ้าภาพจึงจัดห้องไว้ให้ 6 ห้อง คือห้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- 6 เผื่อโรงเรียนอื่น ๆ จะมาพักด้วย ทีมจากโรงเรียนเกดมีทั้งหมด 5 คน เป็นคุณครู 2 คน และนักเรียน 3 คน เมื่อถึงวันที่ต้องเดินทาง ก็มีรถตู้สภาพค่อนข้างเก่ามารับ ขณะเดินทางเกิดฝนตกหนัก รถตู้หลังคารั่วทำให้นักเรียนต้องย้ายไปนั่งกันเป็นกระจุก เมื่อรถเลี้ยวเข้าตัวอำเภอก็ได้แวะร้านสะดวกซื้อให้นักเรียนลงไปซื้อของ ช่วงนั้นฝนตกปรอย ๆ จึงมีเพียงเกดคนเดียวเท่านั้นที่ลงไปซื้อ ผ่านไปไม่นาน ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกดต้องวิ่งฝ่าฝนขึ้นรถ จนตัวเปียกชุ่มอยู่นานนับชั่วโมงกว่าจะถึงโรงเรียน เมื่อถึงโรงเรียนก็รีบไปลงทะเบียนรับห้องพักเพื่อที่จะได้รีบเปลี่ยนชุด ซึ่งเกดได้เป็นห้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และในช่วงนั้นตรงกับวันหยุดปิดเทอมจึงไม่มีนักเรียนคนอื่นนอกจากเด็กที่มาแข่งขัน บรรยากาศในห้องนี้มีกลิ่นอับจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ชื้นจากฝนตก รอบ ๆ มีฝุ่นเขรอะเนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียน ทำให้ไม่มีนักเรียนเข้ามาใช้งาน และไม่ได้ทำความสะอาด เมื่อเดินเข้าไปก็เจอที่นอน ซึ่งเป็นฟูกเบาะสีเขียวเรียงอยู่หน้ากระดานดำทั้งหมด 5 อัน จากนั้น นักเรียนและคุณครูก็เอาของไปเก็บประจำที่ และปล่อยให้พักผ่อนตามอัธยาศัย โดยตกลงกันว่าจะเจอกันอีกครั้งเวลา 16.00 น. เพื่อไปเดินดูสถานที่จริงในการแข่งขันของวันพรุ่งนี้ เมื่อถึงเวลา 16.00 น. ทุกคนเดินไปดูสถานที่ โดยห้องที่ใช้สอบวิชาการจะต้องเดินข้ามสนามไป ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตึกห้องพัก เมื่อทราบห้องแข่งแล้ว เกดก็เกิดอาการปวดหัว เริ่มมีไข้ อาจเป็นเพราะตากฝนแล้วตากแอร์เป็นเวลานาน ครูจึงให้กลับไปพักผ่อนก่อน ส่วนอีก 3 คนยังคงไปกับครูเพื่อดูสถานที่ต่อ ระหว่างที่เกดเดินทางกลับห้องพักนั้น เกดเห็นลุงคนหนึ่งคล้ายภารโรงกำลังหาของอยู่ในห้องเก็บของขนาดใหญ่ของโรงเรียน จึงจะเข้าไปช่วยหาแต่เกิดอาการปวดหัวเสียก่อน ทำให้เปลี่ยนใจไม่เข้าไป เวลาล่วงเลยไปถึงเวลา 17.00 น. ฟ้ายังไม่มืด เกดจึงไม่ได้เปิดไฟและนอนหลับไป ผ่านไปไม่นานก็มีเสียงแว่วว่า “หนูหนาว” เกดพยายามบอกตัวเองว่าไม่มีอะไร สักพักก็มีเสียงแว่วอีกรอบว่า “หนูหนาว” เกดยังไม่ปักใจเชื่อ จากนั้นก็มีเสียง ครืดด ครืดด เป็นเสียงลากเก้าอี้เข้ามาใกล้กระดานดำ ซึ่งเป็นบริเวณที่เกดนอนอยู่ เธอจึงตัดสินใจลืมตา ปรากฏว่าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานั้นมีเพื่อนโรงเรียนอื่นเข้ามาพักห้องข้าง ๆ พอดี เกดคิดในแง่ดีว่าอาจจะเป็นเสียงจากห้องข้าง ๆ จึงพลิกตัวนอนหงายและหลับต่อ เวลาล่วงเลยไปนานจนกระทั่งเกดรู้สึกว่ามีน้ำเย็น ๆ หยดลงบนใบหน้า แต่ก็คิดว่าฝ้ารั่วจึงขยับที่นอน ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อลืมตากลับเห็นเป็นผู้ชายหน้าบวม ตาแดง ยืนก้มหน้าลงมาจ้องอยู่ น้ำที่หยดใส่หน้าก็เป็นน้ำจากผู้ชายคนนี้ เกดพยายามขยับตัวก็ทำไม่ได้ จะกรี๊ดก็ไม่ได้ จึงพยายามเกร็งและหันหน้าหลบ แต่ก็พบเข้ากับต้นตอเจ้าของเสียง “หนูหนาว” เป็นเด็กผู้ชายยืนอยู่ข้าง ๆ ลักษณะบวมน้ำไม่ต่างจากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า! โชคดีที่จู่ ๆ ก็มีเสียงเปิดประตู-เปิดไฟ ซึ่งเป็นคุณครูและเพื่อนกลับมาพอดี ทำให้ทั้ง 2 ร่างนี้หายไป เกดตั้งสติได้ก็โผเข้ากอดครูทันที เธอร้องไห้และเล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง ครูก็เชื่อทุกอย่าง จึงสั่งให้เกดไปนั่งรวมตัวกับเพื่อนและครูจะไปหาคำตอบให้ ครูไปถามทุกคนที่พอจะเกี่ยวข้อง ตั้งแต่คุณครูโรงเรียนนี้ ป้าแม่บ้าน ภารโรง ฯลฯ เขากลับตอบว่าไม่เคยมีใครเจอเรื่องนี้ในโรงเรียน จะเป็นไปได้มั๊ยที่นักเรียนป่วยจึงคิดไปเอง ครูจึงไม่กล้าเถียงต่อ และปล่อยเหตุการณ์ครั้งนี้ไป เช้าวันแข่งขันวิชาการ ตามกำหนดการหากชนะจะมีการมอบรางวัลเวลา 15.30 น. แต่ผลกลายเป็นทุกคนตกรอบแรก สามารถกลับบ้านได้ ครูจึงประสานรถตู้โรงเรียนให้มารับแต่รถกลับไม่ว่าง ต้องรอให้ถึงเวลาที่กำหนด ระหว่างรอมีโรงเรียนที่เป็นทางผ่าน ครูจึงขออนุญาตเขาติดรถกลับไปด้วย เขาตอบตกลง ระหว่างนั่งบนรถก็พูดคุยว่าการแข่งขันพลาดตรงไหน จนเข้าสู่เรื่องเมื่อคืน.. “เมื่อวานนี้ลูกศิษย์ของหนูถูกผีหลอก” ครูเล่าเรื่องให้อีกโรงเรียนฟัง ปรากฏว่ามีครูคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “น่าจะเป็นยิ่ง” ทุกคนทำหน้าสงสัย ครูจึงบอกว่าเคยอยู่ที่นี่มาก่อนจะแต่งงานและย้ายไป เรื่องเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2554 จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่น้ำท่วมสูงมิดหลังคา ในปีนั้นน้ำไหลเร็วมาก ‘ยิ่ง’ คือเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนนี้ ช่วงนั้นปิดเทอมมีการดูแลโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ ยิ่งจึงพาลูกมาด้วย ลูกก็วิ่งเล่นตามประสาเด็ก แต่เมื่อน้ำมายิ่งออกตามหาลูกเพื่อที่จะพากลับบ้าน แต่กลับหาไม่เจอ จากนั้นทุกคนก็อพยพกันไปหมด หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบไปจนน้ำลดและเมื่อมีการเข้ามาเคลียร์พื้นที่ก็พบศพของยิ่งและลูกอยู่ในห้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หรือห้องพักของเกดนั่นเอง ความจริงที่ห้องนั้นอับและชื้นเป็นเพราะห้องตรงนั้นไม่ได้มีการเปิดใช้งาน เนื่องจากอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว คุณครูไม่พูดจบแค่นี้ ยังพูดขึ้นมาว่า “ดีนะ ไม่เจอลุงชัด” ทุกคนบนรถสงสัยว่าคือใคร ? ‘ลุงชัด’ เป็นพ่อของยิ่งซึ่งเป็นภารโรงของโรงเรียนนี้ หลังจากยิ่งและหลานตาย เขาก็ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ทำงานได้ระยะหนึ่งก็ลาออกไป ก่อนลาออกได้มีการตามหากรอบรูปที่มี ลุงชัด ยิ่งและลูก ที่ถูกถ่ายในวันพ่อ ภาพนี้หายไปช่วงน้ำท่วม นอกจากนี้ พวกโต๊ะเก้าอี้ที่ผุพังจากน้ำท่วมจะถูกรวมไว้ในห้องเก็บของขนาดใหญ่ทั้งหมด ลุงชัดจะมาค้นหาภาพทุกวัน ทุกคนก็เข้าใจได้ เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่พอจะทำให้ยิ่งและหลานยังอยู่ในความทรงจำของลุงชัด วันหนึ่งในช่วงปิดเทอม ครูเวรเดินตรวจโรงเรียนก็พบว่าลุงชัดนอนเสียชีวิตอยู่ในห้องเก็บของด้วยโรคประจำตัว สภาพขึ้นอืดเนื่องจากเสียชีวิตไปหลายวัน หลังจากเคลียร์เรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่โรงเรียนต้องเจอคือไม่ว่าใครที่กลับเย็น-ค่ำ จะพบกับลุงภารโรงเดินไปมาเหมือนหาอะไรบางอย่าง ครั้งหนึ่งเคยมีเหตุการณ์เด็กลืมการบ้านไว้จึงกลับมาเอาในตอนเย็น แต่ห้องดันปิดแล้ว เดินลงมาเจอกับลุงภารโรงจึงวิ่งไปขอให้เปิดห้องให้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือลุงภารโรงหันมาพร้อมกับใบหน้าที่เละ เด็กช็อคร้องไห้วิ่งกลับไปหาพ่อ จนไข้ขึ้น ไม่นานก็ลาออกจากโรงเรียนไป หลังจากนั้นช่วงเย็นก็จะไม่มีใครเดินไปแถวห้องเก็บของเลย เกดจึงบอกว่า “จริง ๆ หนูก็เจอเหมือนกัน ดีที่ปวดหัวจึงไม่เดินเข้าไปทัก” หลังจากนั้นเวลาเกดไปแข่งขันวิชาการจะเลือกการแข่งแบบไปเช้าเย็นกลับเสมอ ไม่ค้างคืนที่โรงเรียนไหนอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากหมอพิพิม 'เจ้าของเดิม ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

11 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจากหมอพิพิม 'เจ้าของเดิม ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ’หมอพิพิม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 กันยายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘เจ้าของเดิม’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! หมอพิพิมเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของศิลปินคนหนึ่ง ให้สมมติว่า ‘คุณเอ๋’ โดยปกติแล้วการจ้างนักดนตรีไปต่างจังหวัดก็มักจะจ้างยาว คุณเอ๋ถูกจ้างไปเล่นดนตรีทางภาคใต้พร้อมกับวงดนตรี ก็ได้บ้านเช่าตึกแถวหนึ่งชั้น มีประตูรั้วเหล็กแบบเลื่อนปิด บ้านเป็นลักษณะตรงยาวลึกเข้าไป พอเข้าประตูไปก็จะมีศาลตี่จู่เอี๊ยะ ด้านขวาเป็นทางเดินตรงยาว ห้องแรกไม่มีประตู ห้องที่สองมีประตู ตรงเข้าไปข้างหลังก็จะมีห้องครัว บ้านหลังนี้ไม่ได้หรูหรา แต่ก็พออยู่ได้ บรรยากาศโอเค หลังจากเล่นดนตรีเสร็จ ปกติก็มักจะชอบสังสรรค์หลังเลิก แต่แล้วก็มีพี่คนหนึ่ง นามสมมติว่า ‘พี่โต้’ เขาขอกลับก่อน เพราะยังเล่นไม่คล่องเลยอยากแกะเพลงเพิ่ม เมื่อถึงบ้านเขาก็ล็อคประตู แล้วก็ไปอยู่ที่ห้องแรก พี่โต้เอากีตาร์และเอาวิทยุมาเปิดเพลง ด้วยความที่ต้องแกะเพลงจึงต้องเปิดเสียงดัง ในระหว่างที่ก้มหน้าอยู่นั้น หางตาก็เห็นมีคนเดินจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน ในใจพี่โต้คิดว่า ‘เพื่อนมาแล้วหรอ ทำไมไม่ได้ยินเสียงประตู หรือเป็นเพราะเราเปิดเพลงเสียงดัง’ พี่โต้ชะโงกออกไปมอง ปรากฏว่าไม่เจอใคร จึงตะโกนเรียกว่า “เจม ใช่เจมป่าว (นามสมมุติ)” แต่แล้วก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา จึงคิดว่าตนอาจจะเบลอหรือตาฝาดไปเอง แล้วก็กลับมาโฟกัสกับการแกะเพลงต่อ สักพักก็เกิดเหตุการณ์เดิมอีกคือหางตาเห็นเหมือนมีใครเดินผ่านไป แต่ครั้งนี้ เดินมาอีกทางจากหลังบ้านมาหน้าบ้าน พี่โต้ทำเช่นเดิมคือก็ชะโงกหน้าออกมา แล้วตะโกนถามว่า ”เจมป่าว“ แต่ก็ยังไม่มีคนตอบ พี่โต้เดินออกไปที่ประตู ปรากฎว่าประตูก็ยังล็อคอยู่เหมือนเดิม พี่โต้พยายามไม่คิดอะไรเยอะ จึงกลับมาแกะเพลงต่อ ไม่นานหลังจากนั้น ขณะที่กำลังแกะเพลงอยู่ ก็เห็นคนเดินมาจากหน้าบ้าน แต่รอบนี้ไม่เดินผ่านแล้ว เขาเดินมาหยุดอยู่ที่ประตู รอบแรกกับรอบสองที่พี่โต้เห็น ก็เริ่มรู้สึกไม่ดี พี่โต้รู้สึกแปลกที่ด้วยความที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ จึงไม่แน่ใจว่าคืออะไร พี่โต้สับสน อยากจะเงยหน้ามอง แต่ขณะที่กำลังจะเงยหน้าขึ้นมา ทุกอย่างก็ช้าลงผิดปกติ หางตาเห็นคนเท้าซีด ไม่ใส่รองเท้า พอค่อย ๆ เงยขึ้นมา ก็เห็นเป็นขากางเกงสีน้ำเงินคล้ายขาก๊วย พี่โต้ตัวนิ่งและค่อย ๆ ชา แล้วขนก็ลุก แต่แล้วก็พยายามเงยหน้าขึ้นมาดูต่อ เห็นเป็นแขนแนบตัว ผิวซีด และเห็นเป็นคนไม่มีหัว! พี่โต้ช็อกจนอึราด แล้วเขาก็หลับตา พยายามรวบรวมสติ คิดว่าคงตาฝาด แต่พอลืมตามาอีกครั้ง ก็ยังเห็นคนไม่มีหัวอยู่ ในตอนนั้น พี่โต้ทั้งถ่ายหนักถ่ายเบา น้ำหูน้ำตาออกมาหมด พี่โต้ลองหลับตาอีกครั้ง แล้วบอกว่า “อย่าทำอะไรผมเลย ผมมาทำงาน ถ้าเกิดว่าการที่ผมทำอะไรเสียงดัง หรือทำอะไรรบกวน ผมขอโทษจริง ๆ เดี๋ยวผมจะให้เพื่อนทำบุญไปให้ (เขาไม่สามารถทำได้เพราะด้วยศาสนาของเขา)” จากนั้นพี่โต้ก็ลืมตาขึ้นมา คนไม่มีหัวก็หายไป.. เมื่อเหตุการณ์สงบ สติของพี่โต้กลับเข้าที่ เขาก็ทำความสะอาดเตียง ทำความสะอาดตนเอง อาบน้ำล้างตัว พอเพื่อนกลับมาก็เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า ”อย่ามาหลอกเลย ไม่เชื่อหรอก” แล้วก็ขำตลกเฮฮากันแล้วก็ผ่านไป แต่เพราะต้องอยู่ต่ออีกหลายวัน หลังจากวันนั้น เพื่อน ๆ ก็ได้เจอกันทีละคน บางคนเห็นมีคนเดินผ่าน บางคนได้ยินเสียงเท้า เรียกว่าสมาชิกทุกคนได้เจอกันจนครบ สุดท้ายก็มาคุยกันว่า อยู่บ้านหลังนี้ไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจย้ายออกกัน ระหว่างที่กำลังย้ายออก ป้าข้างบ้านก็มาพูดด้วยว่า “อ้าว เจอแล้วหรอ กำลังจะย้ายออกใช่ไหม” เหมือนว่าใครมาอยู่ที่นี่ต้องได้เจอทุกคน หลังจากนั้นก็ถามคุณป้า คุณป้าบอกว่า “คนที่อยู่ที่นี่ เขาเป็นคนแก่ ซึ่งอยู่คนเดียว ไม่มีคนดูแล ก็เสียชีวิตที่นี่”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก 'บ้านคุณป้า' l l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

24 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก 'บ้านคุณป้า' l l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

กลับบ้านไปงานศพของคุณป้า ควรเป็นเพียงการอำลาครั้งสุดท้ายของ แต่กลับกลายเป็นคืนที่ความจริงเริ่มเปิดเผย เมื่อห้องของผู้ตายส่งเสียงปริศนา เลือดแห้งปรากฏใต้เตียง และร่างของคุณป้า มาในสภาพผิดธรรมชาติ พร้อมคำพูดสั้น ๆ ว่า “ป้าไม่ได้ล้ม” คำบอกเล่าจากคนตาย นำไปสู่การรื้อคดีที่ถูกจัดฉากว่าเป็นอุบัติเหตุ ก่อนจะพบว่า... คนร้ายคือญาติใกล้ตัว และแม้ความยุติธรรมจะตามทันในโลกมนุษย์ แต่กรรมที่ตามหลอกหลอน กลับไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปจนวาระสุดท้าย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary ’ (13 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘บ้านคุณป้า’ ‘คุณตุ๊กติ๊ก’ เล่าเรื่องราวของ ‘น้องศร’ ที่ต้องเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อร่วมงานศพของคุณป้า ทันทีที่ไปถึง น้องศร รู้สึกได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่ผิดปกติ บ้านที่หลังเงียบผิดวิสัย ญาติพี่น้องที่มารวมตัวกันแทบไม่มีใครพูดคุย มีเพียงความอึดอัดปกคลุมอยู่ทั่วบ้านแม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่น้องศรก็พยายามไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะเข้าไปไหว้ศพคุณป้า และทักทายญาติ ๆ ตามปกติ คืนนั้น ด้วยความที่ญาติมาร่วมงานศพกันจำนวนมาก ห้องพักจึงไม่เพียงพอ ห้องเดียวที่ยังว่างอยู่ คือห้องของคุณป้า น้องศรไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องเข้านอนในห้องนั้นเวลาประมาณตีสอง น้องศรสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงบางอย่าง เป็นเสียงขูดครืดคราดไปมาตามพื้นไม้ น้องศร ลุกขึ้นมาดูรอบห้อง แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงตัดสินใจกลับไปนอนต่อแต่ยังไม่ทันจะหลับ เสียงเคาะเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากใต้เตียง พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด เป็นเสียงของคุณป้า คล้ายกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่ น้องศรใจเต้นแรง ก่อนจะตัดสินใจก้มลงไปดูใต้เตียง สิ่งที่เห็นคือรอยเลือดแห้ง ๆ เป็นหยด ๆ ติดอยู่บนพื้นไม้ น้องศรเลือกเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว ไม่บอกใคร และฝืนใจกลับไปนอนต่อทั้งที่แทบไม่กล้าหลับตา คืนถัดมา สิ่งที่เกิดขึ้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เพราะคราวนี้ไม่ใช่แค่เสียง หรือร่องรอยแต่เป็นร่างของคุณป้าที่ปรากฏตัวต่อหน้าน้องศรตรง ๆ ในสภาพคอหักผิดรูป เล็บมือฉีกขาด เลือดเปรอะเปื้อนทั่วร่าง น้องศรตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ พยายามจะลุกหนี แต่ก่อนจะวิ่งออกจากห้อง เสียงของคุณป้าก็ดังขึ้นว่า“ศร…ป้าไม่ได้ล้ม” น้องศร ไม่กล้าหันกลับไปมอง รีบวิ่งไปหาคุณแม่ และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พร้อมถามว่า ควรทำอย่างไรต่อไป? ทั้งสองคนตัดสินใจกลับไปที่ห้องของคุณป้าอีกครั้ง เพื่อค้นหาว่ามีอะไรผิดปกติ หรือมีของสำคัญหลงเหลืออยู่ หรือไม่ เมื่อก้มลงดูใต้เตียง ก็ยังพบรอยเลือดแห้งเหมือนคืนก่อน และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา คือเศษเล็บหนึ่งชิ้นที่หลุดออกมาอยู่ใต้เตียง ทั้งสองเลือกที่จะยังไม่บอกใคร และเช้าวันรุ่งขึ้นจึงนำสิ่งที่พบไปแจ้งตำรวจตำรวจกลับมาตรวจค้นห้องอีกครั้ง และพบหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งรอยนิ้วมือ และร่องรอยการต่อสู้ ทำให้คดีที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ เริ่มถูกเปิดเผยความจริง ผู้ก่อเหตุ คือญาติใกล้ชิดสองคนที่อาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน ภายหลัง มีคุณลุงสองคนมาให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุได้มาขอยืมเงินจากคุณป้า แต่ถูกปฏิเสธ จนเกิดการทะเลาะรุนแรง และลงมือทำร้ายคุณป้าจนเสียชีวิต จากนั้นจึงนำร่างไปจัดฉากโยนไว้ที่บันได แล้วร้องเรียกให้คนอื่นมาช่วย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุตกบันได ก่อนที่ทั้งสองจะได้รับโทษตามกฎหมายหลังถูกคุมขังมีรายงานว่า ทุกครั้งที่ญาติไปเยี่ยม ลุงทั้งสองมีอาการเหม่อลอย ผวา เหมือนคนนอนไม่หลับ บางครั้งนั่งอยู่เฉย ๆ ก็สะดุ้งตกใจ เมื่อสอบถามผู้ดูแลก็ได้รับคำตอบว่า อาการเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ และไม่เคยหายไปเลย จนเวลาผ่านไปหลายปี ทั้งสองตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในเรือนจำส่วนน้องศร หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านพ้นไป ก็ไม่เคยกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ย้อนไปในวัยเด็ก.. ลุงแถวบ้านมอบของเล่นให้ แต่พอตกดึกกลับโดนผีเด็กใช้วิธีหลอกแบบตุ้งแช่เหมือนในหนังเป๊ะ! สุดท้ายมารู้ว่าผีเด็กตนนั้นเป็นลูกของลุงที่ตายไปนานแล้ว และไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพราะหวงของเล่น!

23 พ.ค. 2023

ย้อนไปในวัยเด็ก.. ลุงแถวบ้านมอบของเล่นให้ แต่พอตกดึกกลับโดนผีเด็กใช้วิธีหลอกแบบตุ้งแช่เหมือนในหนังเป๊ะ! สุดท้ายมารู้ว่าผีเด็กตนนั้นเป็นลูกของลุงที่ตายไปนานแล้ว และไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพราะหวงของเล่น!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (16 พฤษภาคม 2566) ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องหลอนให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังว่า มีน้องคนหนึ่งเจอผีเด็กตามหลอกเพราะไปเอาของเล่นเขามา จนทำให้จำฝังใจ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น แท็กเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย! พี่ขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้องคนหนึ่งชื่อ ‘โน้ต’ ปัจจุบันอายุ 40 กว่าปีแล้ว แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวัย 11 ขวบ ซึ่งในตอนนั้นบ้านของคุณโน้ตทำอาชีพขายปลา เปิดหน้าร้านอยู่ในตึกอาคารพานิชย์ ตึกนี้ก็มีร้านค้าอื่น ๆ แบ่งเป็นบล็อก ๆ ไป และร้านด้านในสุดเป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้า มีคุณลุงใจดีเป็นเจ้าของบ้าน ในตอนนั้นแก๊งค์เพื่อนของคุณโน้ตมี ‘ฝน’ และ ‘เอ’ ที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามด้วย ซึ่งโน้ตกับเอเป็นผู้ชาย ส่วนฝนเป็นผู้หญิงและเป็นพี่น้องกับเอ ทั้งสามสนิทกับคุณลุงร้านตัดเย็บเสื้อผ้ามาก เพราะคุณลุงอยู่กับภรรยาสองคน นอกจากนี้คุณลุงก็ยังชอบให้เด็กทั้งสามคนไปเล่นที่บ้านเป็นประจำ มีครั้งหนึ่งที่ทั้งสามคนไปเล่นที่บ้านคุณลุงเหมือนเช่นเคย แล้วคุณลุงก็พูดว่า “เออเนี่ย ลุงซื้อปลามาเลี้ยงใหม่เป็นปลาคาร์ฟ อยู่บนดาดฟ้านะ ขึ้นไปดูเล่นสิ” ทำให้นั่นเป็นครั้งแรกที่ทั้งสามคนได้ขึ้นไปเล่นที่ดาดฟ้าของบ้านคุณลุง พอขึ้นไปแล้วก็ได้เจอกับบ่อปลาคาร์ฟที่พึ่งก่อขึ้นมาใหม่ มีห้องหนึ่งอยู่ติดกับบ่อปลาคาร์ฟ ระหว่างที่กำลังดูปลาเล่นอยู่นั้น คุณโน้ตก็สงสัยว่าห้องนี้มันคือห้องของใคร หรือจะเป็นห้องพักของคนงานคุณลุงหรือเปล่า เอจึงถามคุณโน้ตว่า “เฮ้ยโน้ต นี่ห้องใครวะ” คุณโน้ตก็ตอบไปว่า “กูก็ไม่รู้ กูก็เพิ่งขึ้นมากับมึงเนี่ย” เอก็เลยบอกให้คุณโน้ตดูว่าในห้องมีใครหรือเปล่า คุณโน้ตจึงเอามือไปป้องกระจกเพื่อส่องดูเข้าไปข้างใน ภาพที่เห็นคือภายในห้องมีโต๊ะเขียนหนังสือติดกับกระจกที่กำลังส่องดู และเลยไปติดผนังฝั่งตรงข้ามเป็นเตียงเล็ก ๆ ด้านขวามือของเตียงจะเป็นตู้ไม้ที่ประตูตู้เป็นกระจก ซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนสะดุดตาก็คือในตู้นั้นมีของเล่นเต็มไปหมด คุณโน้ตจึงบอกกับทุกคนว่า “เฮ้ย! พวกมึงดูดิในตู้นั้นของเล่นเต็มไปหมดเลย” ทุกคนจึงหันไปมองตามทันที ระหว่างที่กำลังจ้องของเล่นอยู่นั้น ทุกคนก็สังเกตเห็นว่าโต๊ะเขียนหนังสือมันสั่นกึก ๆ ๆ และสิ่งที่เห็นก็คือค่อย ๆ มีหัวคน! ลักษณะเป็นเด็กที่อายุไล่เลี่ยกับพวกเขาโผล่ออกมาจากใต้โต๊ะ คลานลอดตรงไปยังขอบเตียง และเหมือนกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ โดยนั่งหันหลังให้กับทั้งสามคน สักพักหนึ่งมีเสียงกิ๊ง ๆ ๆ ซึ่งเป็นเสียงกระดิ่งจากของเล่นที่เป็นรถสามล้อไขลาน หมุนออกมาจากเด็กคนนั้นและวิ่งไปทั่วห้อง ซึ่งเด็กคนนั้นที่นั่งยอง ๆ อยู่ ก็กระโดดไปจับรถสามล้อไขลาน และพอจับได้และกำลังจะหันหน้ามาทางทั้งสามคน คุณลุงก็ขึ้นมาเรียกพอดี “ทำอะไรกันอยู่น่ะ เอ้าลงมากินขนมกันเร็ว” ด้วยความเป็นเด็กทุกคนก็เลยลงไปกินขนมโดยไม่ได้สนใจอะไรต่อ ผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เด็ก ๆ ทั้งสามคนก็มาเล่นที่ดาดฟ้าบ้านคุณลุงอีกครั้ง และรวมตัวกันไปยืนจ้องดูในห้อง ๆ นั้น เพราะมันมีของเล่นมากมาย จนคุณลุงขึ้นมาเห็นและถามว่าเด็ก ๆ ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ คุณโน้ตจึงตอบว่า “เนี่ยลุง ในห้องนี้ทำไมมันมีของเล่นเยอะจัง” คุณลุงตอบกลับมาว่า “เอาไหมล่ะ ลุงให้” โอกาสมาถึงขนาดนี้แน่นอนทุกคนก็ตอบตกลงเอาทันที และเดินตามคุณลุงเข้าไปในห้อง ซึ่งคุณลุงก็บอกว่า “เอาไปเลย คนละสองชิ้นสามชิ้นเอาไปได้เลย” ซึ่งเอเลือกเอาเรือป๊อกแป๊ก โน้ตเลือกเอารถสามล้อไขลานที่เคยเห็นเด็กคนนั้นเล่น โดยในใจของโน๊ตก็คิดว่าอยากได้หุ่นยนต์เพิ่มอีกตัวหนึ่ง แต่ด้วยความเกรงใจคุณลุงจึงคิดว่าเอาแค่นี้ก็พอแล้ว ส่วนฝนได้ไปยืนมองตุ๊กตาตัวหนึ่งและหยิบขึ้นมาอุ้ม ระหว่างที่กำลังจะออกจากห้องจู่ ๆ ฝนก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่เอาละ” พร้อมกับนำตุ๊กตาตัวนั้นไปวางที่เตียง และทั้งสามคนก็ได้ออกมาเล่นกันที่ดาดฟ้าเหมือนเดิม ผ่านไปพลบค่ำ ระหว่างที่กำลังเล่นอยู่นั้น ตัวโน้ตได้หันไปมองที่ห้องนั้นอีกครั้ง เพราะในใจยังอาลัยอาวรณ์หุ่นยนต์ตัวที่อยากได้ ปรากฏว่าเขาเห็นเด็กคนเดิมคนนั้น ค่อย ๆ เอามือมาแนบกระจกแล้วส่องดูพวกเขา โน้ตจึงทักไปว่า “เฮ้ยนาย ออกมาเล่นด้วยกันดิ ถ้าไม่เล่นกันตรงนี้ไปเล่นที่บ้านเราก็ได้ บ้านใกล้ ๆ นี้เอง มาเร็ว มาเร็ว” ทำให้ฝนทักโน้ตว่า “มึงพูดไรอ่ะ มึงเป็นไร มึงชวนใคร” โน้ตเลยตอบว่า “อ้าวก็นั่นไงเด็กที่อยู่ในห้องนั้น” “มีที่ไหน มึงบ้าหรือเปล่าเนี่ย ไม่เอาละ ๆ กลับบ้านดีกว่าเย็นแล้ว” ฝนพูด แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเองไป พอตกกลางคืนวิถีของบ้านโน้ตก็คืออาม่าและญาติ ๆ จะนั่งดูทีวีกันจนจบ ค่อยขึ้นนอน ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่า ในตัวบ้านของโน้ตมีชั้นลอยและมีห้องอยู่ตรงนั้น โน้ตกับอาม่านอนด้วยกัน ก่อนที่จะเข้านอน ด้วยความเห่อของเล่นใหม่ โน้ตก็เอาของเล่นขึ้นไปนอนด้วยและวางตรงไว้ตรงหัวเตียง ซึ่งเตียงนอนของโน้ตและอาม่านั้นจะเป็นเตียงนอนที่ปูติดกับพื้น ระหว่างที่หลับอยู่นั้น โน้ตก็รู้สึกตัวขึ้นมาเพราะปวดฉี่ จึงพยายามเรียกอาม่าให้ตื่นไปส่งเข้าห้องน้ำ แต่อาม่าก็ไม่ตื่น โน้ตก็ปลุกอาม่าอยู่อย่างนั้นจนอาม่ารำคาญ และพูดกลับมาว่า “เออลื๊อก็ลุกไปฉี่สิ ปลุกอะไรนักหนาเล่า อั๊วจะนอน” โน้ตตัดสินใจว่า “เออลงไปฉี่เองก็ได้วะ” จากนั้นก็หยิบรถสามล้อไขลานที่วางอยู่บนหัวเตียงเพื่อจะเอาลงไปด้วย แต่ปรากฏว่าของเล่นมันหายไป! ก่อนนอนก็จำได้ว่าวางอยู่ตรงนี้ หรือว่าลืมเอาขึ้นมาด้วย ระหว่างที่กำลังหาของเล่นอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงกระดิ่งของรถสามล้อไขลานนั้นดังลงมาจากชั้นล่าง! โน้ตจึงเปิดประตูห้องนอนออกไปเพื่อไปเปิดไฟตรงชั้นลอย และไปยืนชะโงกหน้าดูที่ชั้นล่าง ซึ่งเขาก็ได้เห็นว่ารถสามล้อไขลานนั้นวิ่งออกมาจากเข่งที่มันตั้งอยู่ประตูหน้าบ้าน แล้วมาหยุดอยู่กลางบ้าน! ในใจก็คิดสงสัยว่า “ใครมาเล่นวะ” ขณะที่กำลังจะก้าวขาลงจากชั้นลอย ตาก็มองของเล่นนั้นไปด้วย แต่สิ่งที่โน้ตเห็นก็คือจู่ ๆ มีเงาดำเงาหนึ่ง วิ่งลอดจากชั้นลอยมาโผล่ตรงพื้นกลางบ้าน ตะครุบของเล่นนั้น และพยายามไขลานดังแกร๊ก ๆ จังหวะที่ปล่อยสามล้อไขลานนี้ให้วิ่งต่อ เงานั้นก็หันขวับขึ้นมามองที่โน้ต โน้ตรู้สึกกลัวและตกใจจึงวิ่งเข้าไปในห้อง และกระโดดขึ้นไปบนที่นอนบอกอาม่าว่าโดนผีหลอก ๆ แต่อาม่าก็ไม่ยอมตื่น ด้วยความที่โน้ตวิ่งเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน ทำให้ลืมปิดประตูห้อง แสงไฟที่อยู่ตรงชั้นลอยก็สาดเข้ามาในห้องพาดมายังตรงที่โน้ตนอนพอดี โน้ตที่นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาอาม่าเพราะกลัว ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมปิดประตูห้อง ขณะที่กำลังจะพลิกตัวกลับไป ก็มีเสียงกิ๊ง ๆ ๆ ของรถสามล้อไขลานนั้นวิ่งเข้ามาในห้อง มาหยุดอยู่ที่ข้างเตียงนอนโน้ต! โน้ตเลยแกล้งพลิกตัวมาพร้อมกับหรี่ตาไปด้วยเพราะไม่กล้ามอง และเห็นว่าของเล่นนั้นอยู่ตรงหน้าพอดี! โน้ตจึงเอื้อมมือจะไปหยิบสามล้อนั้นเพื่อเอามาเก็บไว้ใต้ผ้าห่ม ปรากฏว่าโน้ตถึงกับต้องค้างมือนั้นไว้เพราะเหลือบไปเห็นตรงประตูว่า มีเงาดำโผล่มาจากหลังประตู และจ้องมองเขาอยู่! โน้ตมองเห็นเงานั้นเพียงลูกตาที่ขาวโพลนหมดทั้งตา เมื่อตาสบตากัน เงานั้นก็วิ่งพรวดเข้ามาหาเขาทันที แล้วมาตะครุบของเล่นไว้ พร้อมกับพูดว่า “ของของกู” เท่านั้นแหละโน้ตก็ภาพตัดไปโดยไม่รู้สึกตัวอีกเลย ตื่นเช้ามาอาม่าก็โวยวายโน้ตใหญ่เลยว่าทำไมปวดฉี่ถึงไม่ลุกไปฉี่ที่ห้องน้ำ เพราะที่นอนเต็มไปด้วยฉี่ของเขา ในตอนนั้นโน้ตก็ยังไม่ได้พูดอะไรให้อาม่าฟัง และหันไปเห็นว่าของเล่นนั้นยังอยู่บนหัวเตียงเหมือนเดิม จึงนำมันลงไปข้างล่างเพื่อไปกินข้าว ในตอนนั้นโน้ตก็รู้สึกใจคอไม่ดีพะอืดพะอมแปลก ๆ จนอาม่าถามว่า “ลื๊อเป็นอะไรเนี่ยไม่ยอมกินข้าวกินปลา” โน้ตก็บอกว่า “ไม่ได้เป็นอะไรเดี๋ยวจะไปเล่นบ้านเพื่อนก่อนนะ” เพื่อจะไปเล่าให้กับฝนและเอฟัง พอมาถึงบ้านเพื่อน ก็เห็นว่าเอหน้าซีดอยู่หน้าบ้าน จึงถามเอว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า” เอก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน เหมือนโดนผีหลอก ระหว่างนั้นแม่ของเอก็เดินมาพอดี จึงได้ถามว่า “ไปทำอะไรกันมาเนี่ย เมื่อคืนเอก็โดนหลอก ร้องไห้จ๊ากเลย” เอก็ได้เล่าให้ฟังต่อว่าเมื่อคืนเกิดปวดฉี่ขึ้นมา จึงให้แม่ไปส่งเข้าห้องน้ำ ภายในห้องน้ำบ้านเอจะมีอ่างน้ำที่เป็นปูนก่อเป็นทรงสี่เหลี่ยมติดกับผนัง ระหว่างเข้าห้องน้ำอยู่นั้น เอก็เอาเรือป๊อกแป๊กนั้นไปลอยน้ำเล่น เมื่อฉี่เสร็จแล้วก็มาเล่นเรือป๊อกแป๊กต่อ แต่ระหว่างที่เล่นอยู่นั้น ก็สังเกตเห็นว่าทำไมน้ำในอ่างถึงกระเพื่อมและมีฟองอากาศปุด ๆ ออกมาจากใต้น้ำ ด้วยความสงสัยจึงชะโงกหน้าไปมอง ในอ่างน้ำค่อนข้างมืดมองไม่เห็นอะไร เอจึงจะเอื้อมมือไปหยิบเรือป๊อกแป๊ก เพราะในใจเริ่มกลัวแล้ว ปรากฏว่ามีเด็กโผล่พรวดออกมาจากกลางน้ำ มายืนอยู่ตรงขอบอ่างและพูดว่า “ของของกู!” เอตกใจกลัวจนแทบขยับไม่ได้ และได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียก จึงฮึดแรงเฮือกสุดท้ายรีบวิ่งออกไปหาแม่ทันที ส่วนฝนก็เล่าด้วยว่าจริง ๆ แล้วที่ไม่หยิบตุ๊กตาออกมาด้วย เพราะว่ารู้สึกว่าตุ๊กตามันยิ้มให้ จึงตัดสินใจไม่เอาดีกว่าเพราะกลัว คุณแม่เอได้ฟังดังนั้นจึงถามต่อว่า “แล้วไปเอาของเล่นนี้มาจากไหน” ทุกคนจึงเล่าให้ฟัง และพากันไปคืนของเล่นที่บ้านคุณลุง คุณลุงได้ทราบเรื่องทั้งหมด ก็พูดขึ้นมาว่า “อ้าวยังไม่ไปเกิดอีกเหรอ เพราะตายมาหลายปีแล้วนะ” และเล่าต่อว่าของเล่นทั้งหมดนี้เป็นของลูกชายคุณลุงเอง ซื้อให้ลูกชายไว้เล่นเมื่อนานมาแล้ว แต่ลูกชายดันมาเสียไปซะก่อนด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ที่สำคัญเมื่อตอนมีชีวิตอยู่ลูกชายเป็นคนหวงของเล่นมาก พอตายไปคนเป็นพ่อจึงตัดสินใจว่างั้นเอาของเล่นทั้งหมดขึ้นไปเก็บที่ห้องบนดาดฟ้าละกัน จะได้เล่นไปเลยคนเดียว และจะได้ไม่มีใครมายุ่งกับของเล่นของลูกอีก แต่มันก็ผ่านนานมาก ๆ แล้ว จึงคิดว่าน่าจะแบ่งของเล่นให้กับเด็กคนอื่น ๆ ได้ และเมื่อทุกคนคืนของเสร็จเรียบร้อยแม่ของเอก็เลยพาทั้งสามคนไปทำบุญกันที่วัด เพื่อที่ผีเด็กตนนั้นจะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก เมื่อฟังเรื่องนี้จบดีเจทั้ง 2 คน พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าหลอนมาก ขนาดผู้ใหญ่เจอผียังกลัวจนตัวสั่น แล้วนี่เป็นเด็กเจอผี จะจำฝังใจขนาดไหน เพราะขนาดตอนนี้คุณโน้ตอายุ 40 กว่าแล้วก็ยังจำเรื่องราวทุกอย่างได้แม่นอยู่เลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-