เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ผีเเตงโม’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 29 ก.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ผีเเตงโม’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 29 ก.ค.2568 ]

09 ส.ค. 2025

          ‘คุณเจน The ghost’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนเกี่ยวกับการไปตั้งแคมป์ในป่า แล้วเจอลุงปริศนาคนหนึ่ง ลุงคนนี้ได้ยื่นปลามาให้กิน และยังหาแตงโมที่เป็นของหวานมาให้ปิดท้ายมื้ออาหารอีกด้วย แต่เรื่องราวกลับเปลี่ยนไปตาลปัตร เพราะนั่นไม่ใช่ปลาและแตงโมธรรมดา!

          เรื่องราวทั้งหมดจะน่าขนลุกขนาดไหน สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (29 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีแตงโม’

          ‘คุณเจน The ghost’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้มาจาก ‘คุณเป้’ ซึ่งเจ้าของเรื่องคือคนที่คุณเป้รู้จักชื่อว่า ‘คุณชิว’ โดยครอบครัวของคุณชิวนั้นทำอาชีพเกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องจักรทางการเกษตร ฉะนั้นคุณชิวก็จะมีการไปลงพื้นที่ เช่น เอาเครื่องสูบน้ำไปเสนอขายให้กับชาวบ้าน

          ไลฟ์สไตล์ของคุณชิวเป็นคนสบาย ๆ สายธรรมชาติ ชอบออกไปกางเต๊นท์-ตั้งแคมป์คนเดียว  วันหนึ่ง คุณชิวต้องนำเครื่องสูบน้ำไปเสนอขายให้ชาวบ้านที่ต่างจังหวัด ขณะนั้นเองก็ได้มองไปรอบ ๆ บริเวณและเกิดความรู้สึกว่าที่นี่บรรยากาศดี อยู่ใกล้กับฝาย ทำให้อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การตั้งแคมป์กางเต็นท์มาก หลังจากเสนอขายสินค้าจนจบ คุณชิวก็ได้ไปพบผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขออนุญาตตั้งเต็นท์ริมฝาย และนอนเฝ้าเครื่องสูบน้ำก่อนจะนำกลับด้วย แต่ผู้ใหญ่กลับมีท่าทีกระอักกระอ่วนใจ และพูดว่า

          “เมื่อ 2-3 เดือนก่อน มันมีน้ำป่าไหลหลาก ฉะนั้นตลิ่งตรงนี้มันจะไม่แข็งแรง มันจะอันตราย แต่ถ้าเกิดว่าคุณชิวอยากจะมาตั้งเต็นท์ก็ได้ ไม่ว่า ให้พิจารณาเอา”

          คุณชิวได้ฟังแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะอันตราย จึงตอบไปว่า “โอเค” และยังบอกอีกว่า “มันสวย วิวดี” จากนั้นก็ตั้งแคมป์จนเสร็จ

          ขณะนั้นพระอาทิตย์ยังไม่ตก คุณชิวก็สังเกตุเห็นผู้ชายในอยู่น้ำ เขากำลังดำผุดดำว่ายแต่ไม่เหมือนคนจมน้ำ คุณชิวจึงคิดว่าอาจจะเป็นชาวบ้านมาหาปลา ระหว่างนั้นคุณชิวก็เตรียมเครื่องดื่มและกับแกล้มพลางมองผู้ชายในน้ำเป็นระยะ

          ไม่นานหลังจากนั้นพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้า แต่ผู้ชายคนนั้นก็ยังไม่ไปไหน คุณชิวจึงตัดสินใจดื่มแอลกอฮอลล์ที่เตรียมมา เสียงเปิดจุกดัง ป๊อก! ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด ไม่นานคุณชิวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ ๆ หันมาอีกที ก็พบกับลุงที่เห็นในน้ำ เขาเข้ามาประชิดตัวและพูดกับคุณชิวว่า

          “เห้ยไอ้หนุ่ม จะกินไม่ชวนเลย ใจร้ายใจดำจัง”

          คุณชิวจึงตอบกลับไปว่า “อ๋อ ได้สิครับ มากินด้วยกัน”

          จากนั้นก็จัดแจงหาแก้วมาเทเครื่องดื่มให้ พร้อมทั้งปลากระป๋องสำหรับกินแกล้มคู่กัน ขณะที่กำลังจะเปิดปลากระป๋องอยู่นั้น ลุงก็ห้ามเอาไว้และบอกว่า

          “ไอ้หนุ่มจะกินทำไมปลาที่มันอยู่ในกระป๋องอ่ะ กินปลาสด ๆ ของลุงดีกว่า”

          จากนั้นลุงก็ได้เอื้อมมือไปด้านหลังแล้วดึงปลาออกมาออกมาจากข้อง คุณชิวจึงรับมาและนำไปปิ้งกิน แต่ความแปลกก็เกิดขึ้น เพราะกินเท่าไหร่ก็รู้สึกไม่อิ่มเสียที จนกระทั่งกินตัวที่ 10 ก็ยังไม่อิ่มท้อง และเริ่มรู้สึกเลี่ยน จึงบอกลุงไปว่า “ผมไม่กินแล้ว”

          ลุงก็ตอบกลับมาว่า “ไม่เป็นไร งั้นไม่กินเนาะ เดี๋ยวลุงไปหาของหวานมาให้”

          จากนั้นลุงจึงได้ลุกแล้วหายไปในแถบป่ากล้วยใกล้ ๆ ฝายและกลับมาพร้อมกับแตงโมลูกหนึ่ง ซึ่งแตงโมลูกนี้ยังไม่ค่อยสุกดี ยังลูกเล็กอยู่ แต่คุณชิวก็รับนำไปผ่ากินและได้ยื่นอีกซีกให้ลุงด้วย แต่ลุงดันตอบกลับมาว่า “ไม่ ลุงไม่กิน กินได้เลย”

          คุณชิวจึงกินแตงโมคนเดียว รสชาติแตงโมก็ปกติดี ระหว่างที่กินก็พยายามชวนลุงให้กินด้วยกัน แต่ลุงกลับทำหน้าขยะแขยงและบอกว่า “แหยะ ๆ อี๋ ๆ ไม่กินอ่ะ กินเข้าไปได้ยังไง”

          ซึ่งตัวคุณชิวเขาก็งงเพราะลุงเป็นคนหามาให้กินเอง จึงคิดในใจว่า ‘เอ๊ะ หรือลุงเขามองเหมือนทุเรียน คนไม่ชอบอาจจะไม่ชอบจริง ๆ’

          เมื่อคุณชิวกินแตงโมเสร็จ คุณลุงจึงถามมาอีกรอบว่า “กินปลาต่อไหม” แล้วลุงก็เอื้อมมือไปด้านหลังเพื่อที่จะหยิบมาให้อีก คุณชิวจึงตอบกลับไปว่า “ไม่ ๆ ไม่กินแล้วครับ โหลุง ลุงจับปลาได้เยอะใช่ไหมเนี่ย หยิบออกมาไม่หมดสักที”

          ลุงจึงตอบกลับมาว่า “อ๋อใช่ ลุงจับปลาได้เยอะมากเลย”

          คุณชิวจึงพูดไปอีกว่า “งั้นผมขอดูข้องหน่อยได้ไหม เหลืออีกเยอะหรือเปล่า” พลางทำท่าทางเหมือนกำลังจะลุกไปหา ลุงเห็นเช่นนั้นก็บอกไปว่า

          “เห้ย ไม่ต้อง ๆ อย่าดูเลยเดี๋ยวเสียเรื่อง”

          คุณชิวไม่ได้เอะใจอะไร จากนั้นก็แยกย้าย ลุงลุกขึ้นและหันมาบอกกับคุณชิวอีกรอบว่า

          “อย่าลืมนะเรื่องแตงโม”

          ซึ่งคุณชิวเข้าใจในหัวว่า ‘ถ้าแตงโมเหลือ พวกสัตว์ป่าจะมากิน ให้ขุดหลุมฝัง’ แต่แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก เขาจึงเข้านอน

          เช้าวันรุ่งขึ้น คุณชิวตื่นขึ้นมาเก็บเต็นท์และอุปกรณ์ต่าง ๆ จนเสร็จ จากนั้นก็เดินไปทางป่ากล้วยที่ลุงหยิบแตงโมออกมา เพราะคุณชิวคิดว่าแตงโมเป็นผลไม้ที่ต้องมีคนปลูก ไม่น่าจะมีแตงโมป่าแบบที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งพอเดินไปก็พบว่ามีแตงโมป่าจริง หลังจากนั้นเขาก็ได้เดินลงไปทางหมู่บ้าน เพื่อไปพบผู้ใหญ่บ้าน เมื่อมาถึง กลับพบชาวบ้านมามุงดูอะไรบางอย่างกันเต็มไปหมด จากนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า “เป็นไงบ้างเมื่อคืน อยู่คนเดียวสนุกไหม”

          ตัวคุณชิวจึงตอบกลับไปว่า “โอโห สนุกมากเลยครับ”

          ผู้ใหญ่บ้านแสดงท่าทีมึนงง พลางถามว่า “อยู่คนเดียวจะสนุกได้ไง ชาวบ้านเขามารอฟังอยู่ว่าจะเจออะไร”

          คุณชิวก็ตอบกลับไปว่า “สนุกครับเพราะผมไม่ได้อยู่คนเดียว”

          จากนั้นทุกคนจึงเริ่มฮือฮา ชาวบ้านเริ่มซุบซิบกัน จากนั้นคุณชิวยังบอกอีกว่า

          “ผมไม่ได้อยู่คนเดียว มีลุงคนนึงมาแบ่งแตงโมให้ผมกินและอยู่คุยด้วย”

          พอทุกคนได้ยินแบบนี้มา เสียงก็เริ่มดังฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงได้ตะโกนขึ้นมาว่า “พ่อ!” แล้วก็วิ่งเข้าบ้านไปหยิบรูปภาพออกมาให้คุณชิวดู แต่เมื่อคุณชิวดู เขากลับบอกกลับมาว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่คนนี้”

          ชาวบ้านส่งเสียงซุบซิบกันอีกว่า “ว่าแล้ว ๆ / นั่นไงลุงอร / ลุงอรจริง ๆ ด้วย”

          คุณชิวทำหน้างง เพราะไม่รู้ว่าใครคือลุงอร แต่ยังไม่ทันจะถามอะไรไป ผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มน้ำตาซึมและขอให้คุณชิวพาไปจุดที่เจอแตงโม แต่คุณชิวได้ตอบกลับไปว่า “กว่าผมจะเดินมาถึงตรงนี้ ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเลย ไม่อยากเดินกลับไปแล้ว”

          ทางผู้ใหญ่บ้านจึงได้บอกกับคุณชิวไปว่า “ไม่เป็นไร ถ้าคุณเหนื่อย คุณไม่อยากเดิน เดี๋ยวผมแบกคุณขึ้นหลังไปก็ได้ ขอแค่พาผมไป”

          เมื่อคุณชิวได้ยินเช่นนั้น ก็คิดว่านี่คงเป็นเรื่องสำคัญ จึงตอบตกลงพาผู้ใหญ่บ้านไป

          และแล้วก็ถึงจุดที่พบแตงโม ผู้ใหญ่บ้านรีบวิ่งเข้าไปกอดลูกแตงโมและพูดว่า

          “พ่อ ๆๆ”

          จากนั้น ผู้ใหญ่บ้านก็ได้เอื้อมมือไปหยิบรากแตงโมแล้วดึงขึ้นมา ปรากฏว่ามีกระดูกสันหลังของคนติดขึ้นมาด้วย! ไม่นานผู้ใหญ่บ้านก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดัง เมื่อสงบสติได้ก็เล่าให้คุณชิวฟังว่า วันหนึ่ง เขาได้ผ่าแตงโมให้พ่อกิน แต่ลุงอรมาชวนพ่อไปหาปลาที่ฝายด้วยกัน วันนั้นมีน้ำป่าไหลหลากรุนแรง ทั้งลุงอรและพ่อหายไปกับน้ำทันที

          เวลาผ่านไป ชาวบ้านพบศพลุงอรในลักษณะที่ด้านหลังมีร่องรอยการกระแทกกับขอนไม้จนเป็นรูใหญ่ และยังพบว่าที่ข้างตัวของลุงมีฝูงปลาเข้าไปกินอวัยวะภายในอีกด้วย แต่ศพของพ่อผู้ใหญ่บ้านยังหาไม่พบ

          กระทั่งได้มาพบว่าแตงโมงอกขึ้นมาในป่าเช่นนี้ ผู้ใหญ่บ้านก็เชื่อว่าน่าจะเป็นพ่อของตน เพราะพ่อมักกินแตงโมแต่ไม่คายเม็ด ร่างของพ่อที่กลายเป็นปุ๋ยจึงช่วยให้แตงโมเติบโตขึ้นมาได้ ส่งผลให้รากแตงโมติดกระดูกขึ้นมาด้วย แม้ว่าจะมีแค่ท่อนบน เพราะหาท่องล่างไม่เจอก็ตาม

          ส่วนในเรื่องที่คุณชิวกินปลาแต่กินยังไงก็ไม่อิ่ม คุณเจนคิดว่าจริง ๆ แล้วเขาอาจจะไม่ได้กินก็ได้ อาจจะมโนไปเองว่ากิน และที่ชาวบ้านมารุมพูดตอนที่คุณชิวออกมา คุณเจนก็เดาว่าพวกชาวบ้านคงจะรู้กันอยู่แล้วว่าน่าจะมีโอกาสเจอลุงอรและเดาว่าชาวบ้านคงรู้ว่าลุงอรตายตรงนี้ วิญญาณยังอยู่ อาจจะมีบางคนเห็นแต่ไม่กล้านอน จึงมารอฟังแทน..

เขียน: กชกร สมโภชน์

เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติ

ภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เตียงรับบริจาค' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

08 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เตียงรับบริจาค' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

เรื่องราวความหลอนนี้มาจาก ‘คุณต้น’ สายที่ 2 จากรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 กุมภาพันธ์ 2568) กับเรื่องราวจากน้าสาวของคุณต้น ที่ได้ไปทำงานเป็นครูที่โรงเรียนเเห่งหนึ่งในต่างหวัด แต่กลับต้องพบเจอกับเรื่องราวความหลอนจากของบริจาคที่ตอนแรกไม่ทราบที่มา! พอได้รู้ที่มา ทำเอา ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจ็ม’ ต่างตกใจเเละหลอนกับเหตุการณ์ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เตียงรับบริจาค’ คุณต้นได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องราวจาก คุณน้าของคุณต้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่น้าของคุณต้น ได้รับการบรรจุเป็นครูใหม่ ๆ ที่จังหวัดอยุธยา หนึ่งในเหตุผลที่คุณน้าเลือกที่จะบรรจุที่จังหวัดนี้เป็นเพราะอยู่ใกล้กับครอบครัว ซึ่งโรงเรียนที่คุณน้าได้เข้าไปบรรจุเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างทุรกันดาร ตัวของอาคารเรียนนี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้เป็นส่วนใหญ่ เเละมีใต้ถุนสูงขึ้นจากพื้น ประกอบไปด้วยห้องเรียนประมาณ 7 - 8 ห้องเท่านั้น ซึ่งตัวของห้องพักครูจะถูกใช้ร่วมกับห้องพยาบาล มีเพียงเเค่ผ้าม่านผืนบางกั้นเเบ่งไว้ ด้านหนึ่งมีไว้เพื่อให้คุณครูนั่งพัก ส่วนอีกด้านก็จะเป็นห้องพยาบาลที่มีเตียงไว้ให้นักเรียนที่ไม่สบายมาใช้พัก คุณน้าได้เล่าว่าทุกครั้งที่อยู่ในห้องพักครู ถึงเเม้ว่าจะมีนักเรียนมานอนหรือไม่มีก็ตาม ตัวของคุณน้าจะรู้สึกถึงบรรยากาศที่เเปลกประหลาด มีทั้งความหลอนเเละความวังเวง ซึ่งมีเหตุการณ์หนึ่งในห้องพักครูที่ทำให้น้าของคุณต้นยังจำขึ้นใจ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงกว่า หลังจากที่ทานข้าวเสร็จคุณน้าก็ได้กลับมาที่ห้องพักครูเพื่อนั่งพัก ในตอนที่เดินเข้าห้องพักครูมา คุณน้าได้เห็นเหมือนมีนักเรียนมานอนพักบนเตียงที่ห้องพยาบาลอยู่ จึงทำการเก็บของให้เสร็จก่อนเเล้วจึงเดินไปเพื่อดูอาการ เเต่พอเปิดม่านออกก็ไม่มีนักเรียนคนไหนนอนอยู่ คุณน้าจึงตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในห้องพยาบาล เเต่เห็นเเค่เพียง พานทองเหลืองเก่า ๆ เเละดอกไม้แห้งที่หล่นอยู่บริเวณรอบเตียงเท่านั้น ในตอนนั้นคุณน้าก็คิดแค่ว่า คงมีเด็กนักเรียนเอาดอกไม้แห้งขึ้นมาเล่นเเล้วไม่ได้เก็บไปด้วย คุณน้าจึงนำพานทองเหลืองไปเก็บไว้ที่ห้องพักครู หลังจากผ่านไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ที่โรงเรียนนี้ก็ได้มีการจัดงานเข้าค่ายลูกเสือ และในเเต่ละปีก็จะมีการหมุนเวียนเจ้าภาพในการจัดงาน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่โรงเรียนของคุณน้าเป็นเจ้าภาพพอดี และจำเป็นที่จะต้องมีครูบางส่วนอยู่เพื่อเฝ้านักเรียน ซึ่งก็ต้องนอนที่ห้องพักครูที่ใช้ร่วมกับห้องพยาบาล ในคืนแรกก็ยังดูปกติดีทุกอย่างจึงผ่านไปโดยไม่มีอะไร เเต่ในคืนที่ 2 คุณน้าก็ได้เจอกับเพื่อนครูต่างโรงเรียนที่มาเข้าค่ายด้วยกันพอดี ในกลางดึกคืนนั้นเพื่อนของคุณน้ามีอาการปวดท้อง จึงได้ขอไปเข้าห้องน้ำ หลังจากที่เพื่อนของคุณน้าเดินออกไปเข้าห้องน้ำ ตัวของเพื่อนคุณน้าเองได้หันไปมองที่เตียงนอนฝั่งของห้องพยาบาล และได้เห็นเหมือนมีคนนอนอยู่ที่เตียงนั้น เพื่อนคุณน้าจึงคิดว่าคงมีครูท่านอื่น ๆ นอนที่เตียงนั้น เเต่พอกลับมาจากห้องน้ำ ก็พบว่าเตียงนั้นไม่ได้มีใครนอนอยู่เลย และพอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็เห็นพานทองเหลืองวางอยู่บริเวณเตียงนั้นพร้อมกับดอกไม้แห้งที่โปรยอยู่รอบ ๆ เหมือนกับครั้งที่คุณน้าเจอ ซึ่งในตอนนั้นคุณน้าก็ได้เห็นว่าเพื่อนกลับมานอนเเล้ว แต่ผ่านไปสักพักเพื่อนของคุณน้าก็ลุกขึ้นอีกรอบ แต่ครั้งนี้ เพื่อนของคุณน้าคนนั้นกลับไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำ แต่ลุกขึ้นเพื่อไปนอนบนเตียงนอนนั้น ในตอนที่คุณน้ากำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณน้าก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในห้องเริ่มเปลี่ยนไปจากที่ห้องมีเเต่ความมืด พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สถานที่กลับเปลี่ยนไปจากห้องพักครูกลายเป็นเหมือนอยู่กลางป่า สิ่งเดียวที่ยังตั้งอยู่เหมือนเดิมก็คือเตียงนอนเเละเพื่อนของคุณน้าที่นอนอยู่ เเต่ในคราวนี้กลับเหมือนมีร่างบางร่างซ้อนอยู่กับเพื่อนของน้า เเละมีกลุ่มชาวบ้าน ที่ใส่ชุดเหมือนคนสมัยก่อนกำลังเดินมุ่งหน้าไปที่เตียงนอนนั้น คุณน้าก็ได้สังเกตุเห็นว่ากลุ่มชาวบ้านนั้นได้มีการส่วมใส่เสื้อผ้าสีขาวเเละดำ ซึ่งเหมือนเป็นเสื้อที่ใส่ไว้ทุกข์ พอมองดูไปเรื่อย ๆ คุณน้าก็ได้สังเกตุเห็นว่าเหมือนคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้น ยื่นมือออกนอกเตียงเเละมีพานทองเหลืองวางรองไว้ที่มือ ชาวบ้านที่มุ่งหน้าไปทางนั้นก็หยิบขันขึ้นมาเเละรดไปที่มือของร่างนั้น คุณน้าจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังเห็นอยู่คือ ‘การรดน้ำศพ’ เมื่อได้เห็นเช่นนั้น คุณน้าก็ตกใจเเละพยายามจะดิ้นเเละร้อง เเต่ทำยังไงก็ไม่มีเสียงออกมา จนมีคุณยายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวบ้าน ได้สังเกตุเห็นว่า ตัวของคุณน้ากำลังดิ้นอยู่ ยายคนนั้นจึงได้เดินเข้ามาเเละยื่นหน้ามาใกล้ ๆ เเละ เหมือนมีน้ำบางอย่างหยดลงที่หน้าของคุณน้า ในตอนนั้น คุณน้าก็พยายามดิ้นสุดเเรงและกรี๊ดสุดเสียง จนสลบไป พอตื่นขึ้นก็เหมือนคนที่มีอาการสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ซึ่งเวลาในตอนนั้นก็ใกล้จะ 6 โมงเช้าเเล้ว แต่ความน่าแปลกใจคือ เพื่อนของคุณน้าที่นอนเตียงนั้นก็สะดุ้งตื่นเหมือนกัน ทั้งคู่จึงรีบออกมาคุยกันเเละต่างก็มองหน้ากัน แต่สิ่งที่น้าเเละเพื่อนเห็นก็คือ คราบน้ำหมากที่ติดอยู่ที่หน้าของทั้ง 2 คน จากเหตุการณ์ในคืนนั้น คุณน้าก็ได้นำเรื่องนี้ไปถามกับครูใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งครูใหญ่ก็ไม่ทราบเพราะว่าก่อนที่ครูใหญ่จะย้ายมา เตียงนอนเตียงนี้ก็อยู่ที่โรงเรียนนี้มานานเเล้ว ครูใหญ่จึงตัดสินใจไปถาม เจ้าอาวาสของวัดบริเวณใกล้เคียง จึงได้รู้ความจริงภายหลังว่า เตียงนอนเตียงนี้ทางวัดได้เคยนำมาใช้เพื่อรดน้ำศพ พอครูใหญ่ได้ทราบดังนั้น จึงคิดว่านำเตียงนี้ไปทำลายทิ้งเสียดีกว่า หลังจากนั้น ก็ได้รวบรวมคุณครู เพื่อนำเตียงนี้กลับไปที่วัดเเละให้ทางเจ้าอาวาสเผาเเละทำลายทิ้ง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

12 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

กลางดึกของทุกคืน... มักจะมีคนมาช่วยทำงานวิจัย เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ต้องทำโปรเจกต์คู่กับเพื่อนในเวลากลางคืนแทบทุกวัน ภายในตึกเงียบ ๆ แต่ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังงานเหนือธรรมชาติ ที่คอยผ่านไปผ่านมาให้เห็น รวมไปถึงเรื่องเล่าจากปากรปภ. ที่อยู่ ๆ ก็หายตัวไปเพราะเจอสิ่งที่ทำให้อยู่ไม่ได้ และน่ากลัวไปกว่านั้นคือ ไม่ว่านักศึกษาคนไหนที่ใช้ตึกนี้ในเวลากลางคืน ก็ต้องเจอกับเธอคนนี้ที่มาปรากฏในรูปแบบที่หลอนจนทำไม่ลืม เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (24 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรื่องจากในแล็บ’ เรื่องราวนี้ ‘เจน The Ghost’ ได้มาเเชร์เรื่องราวของ ‘คุณแบงค์’ เมื่อ 14 ปีที่แล้วคุณแบงค์ เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ปี 4 ตอนเรียนได้มีโปรเจกต์ที่ทำคู่กับเพื่อนให้เลือกหัวข้อทำแล็บ และคุณแบงค์ก็ได้คู่กับ ‘คุณบี’ ทั้งคู่จับคู่กันช้า เลือกหัวข้อโปรเจกต์ช้า จึงได้สิทธิ์ในการจองห้องแล็บช้ากว่าคู่อื่น ๆ ทั้งคู่ต้องจำใจจองห้องแล็บ และใช้ได้แค่ช่วงกลางคืน เพราะช่วงเช้าโดนจองจนเต็มหมดแล้วอาคารหลังนี้เป็นอาคารเก่าสูง 5 ชั้น แล็บที่ใช้อยู่ที่ชั้น 3 ระยะเวลาในการใช้ห้องแล็บคือ 2 ทุ่มถึง 6 - 7 โมงเช้า ลักษณะห้องจะมี หน้าต่างบานเกล็ดอยู่ติดฝั่งทางเดิน ที่สามารถเห็นได้เมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา และภายในก็มีอุปกรณ์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั่วไป ทั้งคู่ได้ตกลงกันว่า จะสลับกันทำแล็บโดยเป็นการนับเซลล์ยีสต์ที่ใช้ในการหมักไวน์ โดยคุณบีจะทำเสร็จช่วงเวลา 00.00 - 01.00 น. หลังจากนั้นจะเป็นคิวของคุณแบงค์ ระหว่างสลับกัน คุณบีก็จะไปนอนรอห้องข้าง ๆสามวันแรกทุกอย่างปกติ แต่พอมาถึงวันที่ 4 ช่วงเวลาตี 2 - 3 ขณะกำลังส่องกล้องเขาสังเกตเห็นคนผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่กำลังแอบมองเขาอยู่ แต่เมื่อเขาหันไปก็ดูเหมือนว่าบุคคลปริศนานั้นจงใจจะแกล้งเขาด้วยการนั่งลงเพื่อซ่อนตัว คุณแบงค์จึงคิดว่าอาจเป็นบี แต่เมื่อเดินไปดูที่ห้องข้าง ๆ ก็พบว่าคุณบียังนอนอยู่ จึงกลับมาทำงานต่อไม่นานก็เห็นว่ามีคนมายืนอยู่หน้าห้องเช่นเดิม และเมื่อหันไปเขาก็แกล้งนั่งลงไปเพื่อหลบอีก คุณแบงค์เริ่มรอจังหวะ ถ้ามีครั้งถัดไป เขาตั้งใจจะวิ่งออกไปต่อว่า... ว่ามาแกล้งทำไมเสียสมาธิคนจะทำงาน และไม่นานคนคนนั้นโผล่มา คุณแบงค์ก็วิ่งออกไปจริง ๆ แต่ปรากฏว่า ด้านนอกตลอดโถงทางเดินกลับไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ… คุณแบงค์ เดินกลับเข้าห้องมาด้วยความโมโห ถ้ามีครั้งที่ 4 เขาคิดในใจว่า จะไม่ทนอีกแล้ว และก็มีครั้งที่ 4 จริง ๆ คุณแบงค์จึงตะโกนไปว่า “ไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้ามีจริง ๆ ช่วยขยับบีกเกอร์ให้ดูหน่อยซิ” และหลังจากพูดจบ บีกเกอร์ที่มีของเหลวอยู่ด้านในก็ล้มลงราวกับโดนใครสักคนปัดจนของเหลวด้านในหกเต็มโต๊ะ คุณแบงค์รู้สึกได้ว่า บางทีพลังงานนี้อาจจะกำลังโมโหอยู่เช่นกันจึงรีบขอโทษ และขอร้องว่า “ผมจะต้องใช้สมาธิในการทำแล็บจริง ๆ ผมขอทำงานก่อน แล้วตอนเช้าผมจะไปใส่บาตรให้” และเมื่อเขาพูดจบร่างนั้นก็ไม่ปรากฏอีกเลย คุณแบงค์ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง... และตอนเช้าเขาก็ไปใส่บาตรให้ตามคำพูด ต่อมาเขาย้ายห้องแล็บมาที่ชั้น 1 ครั้งนี้เขาทำแล็บเกี่ยวกับการเลี้ยงสาหร่าย เขาเป็นตัวแทนในการไปเก็บตัวอย่างสาหร่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้า โดยห้องแรกเป็นห้องที่มีโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน ส่วนห้องที่สองเป็นห้องเลคเชอร์ มีโต๊ะอาจารย์ และโต๊ะนักศึกษา ห้องถัดไปจะเป็นห้องเก็บตัวอย่างสาหร่าย เมื่อเขาเปิดเข้าไปในห้องเลคเชอร์ เขาพบกับผู้หญิงคนหนึ่งผมสั้นประบ่า สวมเสื้อกาวน์ นั่งอยู่ที่โต๊ะของอาจารย์ แต่เธอไม่ได้สนใจคุณแบงค์เลย คุณแบงค์ก็มองเธออยู่พักนึง จนเธอค่อย ๆ เดินช้า ๆ ออกไป จึงเห็นได้ว่าเธอใส่ชุดนักศึกษา สวมเสื้อกาวน์ยาวคลุมเข่า รองเท้าคัทชูสีดำ เดินไปที่ห้องเก็บตัวอย่าง คุณแบงค์จึงคิดว่า อาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มาทำงานเช่นกัน แต่ที่น่าตกใจคืออยู่ ๆ เธอก็เดินทะลุประตูเข้าไปเลย เห็นอย่างนั้น คุณแบงค์ก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างในทันที จำใจเปิดประตูเข้าไปเพื่อรีบเก็บข้าวของจำเป็นทุกอย่างออกมา แต่เมื่อของมันเยอะมาก ขณะวิ่งออกมาเขาได้ทำโทรศัพท์หล่นบริเวณที่ด้านหลังของเขา คือโต๊ะอาจารย์ที่ผู้หญิงคนนั้นเคยนั่นอยู่ระหว่างกำลังก้มเก็บเขาก็เห็นว่ามีเท้าของผู้หญิงใส่คัทชูสีดำอยู่ด้านหลังกำลังเขย่งเหมือนชะเง้อมองคุณแบงค์กำลังทำอะไรอยู่ คุณแบงค์จึงรีบคว้าโทรศัพท์วิ่งหนีออกไป หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด คุณแบงค์ตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟัง โดยมีอาจารย์ฟังอยู่ด้วยเพื่อนของคุณแบงค์ตอบว่า “กูก็เคยเจอเหมือนกัน” ซ้ำอาจารย์ยังอธิบายรูปพรรณสัณฐานของผู้หญิงคนนั้นได้เหมือนกันที่เขาเพิ่งเจอไม่มีผิด อาจารย์เล่าต่อว่า พี่ผู้หญิงคนนี้เป็นนักศึกษาที่ชอบทำแล็บมาก ๆ และเขามักจะช่วยเพื่อน ๆ ทำแล็บด้วยเสมอ วันนึงเธอก็เสียชีวิตในที่พักเธอเอง แต่เมื่อจิตสุดท้ายของเธออยู่ที่แล็บ วิญญาณของเธอจึงยังคงอยู่ และปรากฏตัวให้คนอื่น ๆ เห็นอยู่บ่อยครั้ง… เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของพี่รปภ. ที่คุณแบงค์สนิทเขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะรปภ. หน้าลิฟต์ ชั้น 1 ตรงนั้นจะมีจอ CCTV ของทุกชั้นอยู่ แต่เขาได้หายตัวไปประมาณเกือบเดือน จนสุดท้ายคุณแบงค์ ก็เจอกับเขาอีกครั้งที่คณะจึงทักทาย และถามไถ่ว่า “หายไปไหนมาครับ ตั้งเกือบเดือนเลย” แรกเริ่มพี่รปภ. ก็ไม่กล้าบอก เพราะกลัวว่าคุณแบงค์จะกลัวเอา แต่คุยกันมาถึงขนาดนี้แล้ว จึงยอมเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมสั้น หน้าที่ของเขาคือกการเดินตรวจตราทุกชั้นว่ามีใครอยู่ในห้อง หรือในอาคารหรือไม่ เมื่อตรวจจนครบเขาก็กลับมานั่งประจำโต๊ะ แต่ในจอ CCTV เห็นว่าที่ชั้นสาม มีผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อกาวน์ รองเท้าคัทชูสีดำ ผมสั้นประบ่ายืนอยู่ โดยเท้าของเธอนั้น ติดกับเพดาน และห้อยหัวลงมา… เธอคนนั้นเดินมาเรื่อย ๆ โดยทุกครั้งที่เดินผ่านกล้องวรจรปิด เธอจะย่อตัวเพื่อให้กล้องสามารถจับใบหน้าของเธอได้ชัด ๆ เธอค่อย ๆ เดินมาจากชั้นสาม ลงมายังชั้นสอง และกำลังจะเดินมาถึงชั้นหนึ่งในตำแหน่งที่ใกล้กับพี่ รปภ. แต่พี่รปภ. ทนไม่ไหววิ่งหนีออกไป และทำเรื่องขอย้ายไปทำงานที่ตึกอื่นเมื่อคุณแบงค์ ได้ยินแบบนั้นจึงเล่าให้เพื่อนฟังอีกว่า จึงมีบทสนทนาเกิดขึ้นว่า “พี่คนนี้เธอสามารถทะลุได้ทุกห้อง ไปได้ทุกชั้นเลยนะ” และมีเรื่องเล่าเพิ่มอีก…เพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งมีกันอยู่ 3 คน ขณะที่เธอกำลังทำธุระกันที่ห้องน้ำ และบังเอิญเกิดเหตุการณ์ไฟตกทั้งคณะ พวกเธอจึงกรี๊ดขึ้นมาด้วยความตกใจ และจากนั้นไฟก็เปิด แต่มันก็ทำให้พวกเธอกรี๊ดขึ้นดังกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ปรากฏคือเท้าของใครสักคน ใส่คัทชูสีดำ ห้อยลงมาจากเพดานห้องน้ำโดยที่มีแค่ขา ไม่มีตัวเหตุการณ์อีกฝั่งจากน้องอีกคนบอกว่า เขาเองก็เคยเจอเช่นกันนั่นคือ ‘น้องเจ’ เกิดเหตุในห้องน้ำชาย วันนั้นเขาปวดหนัก จึงไปเข้าห้องน้ำห้องด้านในสุด แต่เขาเห็นว่าประตูห้องข้าง ๆ กันนั้นปิดอยู่เหมือนมีคนกำลังเข้า เขาก็บ่นในใจเพราะไม่สบายในที่จะทำธุระติดกับห้องข้าง ๆ เขาจึงเดินออกไปล้างมือ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นท่อนขาผู้หญิงใส่รองเท้าคัทชูสีดำ ยืนอยู่บนเพดาน… ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นของ คุณแบงค์ และคุณบีช่วงเวลาประมาณตี 4 ทั้งสองทำงานเสร็จ และกำลังจะกลับ จึงไปกดลิฟต์เพื่อจะลงไปชั้นหนึ่ง แต่จู่ ๆ ลิฟต์ก็เปิดออก และมีสัญญาณดังขึ้นว่า OVERLOAD คุณแบงค์พูดออกไปด้วยความปากไวว่า “โอ้ย แย่จังลิฟต์เต็ม ออกไปก่อนได้มั้ย ให้พวกผมลงไปก่อน” และจากนั้นเอง สัญญาณก็หยุดดัง และทั้งคู่ก็สามารถลงไปยังชั้น 1 เมื่อไปถึงคุณบีก็รีบไปเอารถ ส่วนคุณแบงค์ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์เขาอยากพิสูจน์ และรอยืนดูตรงที่โต๊ะ รปภ. ผ่านจอ CCTV เขาเห็นว่า ลิฟต์กำลังขึ้นไปที่ชั้น 3 ด้วยตนมันเอง โดยไม่มีคนกด และเมื่อถึงชั้น 3 ประตูก็เปิดออก และปิดลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนลงมาจนถึงชั้น 1 คุณแบงค์ยังคงยืนอยู่าหน้าลิฟต์ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสังเกตได้ว่า พื้นลิฟต์มันยวบลง 8 ครั้ง เหมือนกับว่า มีคนเดินออกมาจากลิฟต์ 8 คน…กลายเป็นเรื่องราวหลอนที่ยังคงวนเวียน และปรากฏให้ผู้คนได้เห็นในทุกชั้นของอาคารคณะวิทยาศาสตร์แห่งนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเฌอปราง ‘เงาที่ทอดไป 5 ชั้น’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

16 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเฌอปราง ‘เงาที่ทอดไป 5 ชั้น’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ’เฌอปราง’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘เงาที่ทอดไป 5 ชั้น’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! เฌอปรางเล่าว่า ย้อนกลับไปตอนอายุ 5 ขวบ ช่วงสุดสัปดาห์ไปอยู่คุณปู่ที่อพาร์ทเม้นท์ที่ไม่ได้ไปบ่อยนัก ตอนนั้นหลังกลับจากเที่ยวห้างและสวนสัตว์กับคุณปู่ ทางกลับจะเป็นซอยเข้าไปลึก ทางเปลี่ยว ไม่ค่อยมีผู้คน และเป็นอพาร์ทเม้นท์หลายตึก ตอนนั้นเป็นช่วงเวลา 2-3 ทุ่ม ทุกอย่างมืดมาก ต้องเปิดไฟ สองปู่หลานเดินจูงมือกันไปตามทาง เดินผ่านซอกอพาร์ทเม้นท์ที่เป็นถนนที่ต้องเดินผ่าน ด้านข้างเป็นผนังสีขาว โล่ง ๆ สูงประมาณตึก 5 ชั้น ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเป็นทางที่ผ่านประจำ แต่ครั้งนี้เฌอปรางรู้สึกแปลกไปกว่าเดิม ไม่รู้อะไรดลใจ เท่าที่จำได้ เฌอปรางเห็นตั้งแต่เริ่มเดินเข้าไปในซอกนั้น เป็นเงารูปคนสูงเท่าตึก แขนและขา ยาว ผอม เฌอปรางก็มองแล้วคิดในใจตามประสาเด็กว่า “มันคืออะไร” พอพยายามมองไปรอบ ๆ ก็เจอไฟที่ส่องมา แต่ไม่เจอต้นกำเนิดหรือเจ้าของเงา พอเดินไปต่ออีกประมาณ 5 นาที ระหว่างนั้นก็เดินแล้วก็มองอยู่หลายครั้ง เงานั้นก็อยู่เฉย ๆ ตอนนั้นคิดว่าน่าจะรู้สึกกลัวเลยไม่ได้ถามคุณปู่ เฌอปรางจำได้ว่าหลังจากนั้นก็กลัวที่จะเดินผ่านซอกนั้น และระแวงซอกที่คล้าย ๆ ตอนนั้นไปเลย จนทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย 5-6 ปีผ่านไป พอโตขึ้นมาก็ได้ยินเรื่องเล่าว่า ‘มันมีสิ่งมีชีวิตที่ตัวสูงเท่าตึก แขน-ขา ยาว ผอมแห้ง ปากเท่ารูเข็ม เรียกว่าเปรต’ เฌอปรางจึงเอะใจว่าวันนั้นที่เราเจอมันจะใช่ไหมนะ จึงถามว่า ”ตอนนั้นตอนเด็ก หนูเจอที่อพาร์ทเม้นท์ปู่เนี่ย มันใช่ไหมคะ“ เขาก็บอกว่า ”เฌอไปทำบุญเถอะ เขาน่าจะมาขอส่วนบุญ“ และนี่เป็นไม่กี่เรื่องที่เฌอปรางยังจำได้ตั้งแต่เด็ก..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’คืนสยองวันรับน้อง‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

13 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’คืนสยองวันรับน้อง‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณนนท์ อินทนนท์‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (9 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’คืนสยองวันรับน้อง‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณนนท์เล่าว่า ตนเป็นรุ่นพี่ที่ไปดูรุ่นน้องในค่ายรับน้อง 3 วัน 2 คืน จึงจองรีสอร์ทกับเพื่อน ซึ่งเป็นรีสอร์ทกลางนา ในห้องน้ำมีต้นไม้ใหญ่อยู่กลางห้อง ส่วนห้องนอนรวมกันประมาณ 7 คน เเละสุนัขของเพื่อนอีก 1 ตัว หลังจากเหนื่อยจากการรับน้องจึงแยกย้ายกันไปอาบน้ำเเล้วมาเข้านอน คืนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งตื่นมาเวลาประมาณตี 2 เเล้วก็สังเกตเห็นใครบางคนกำลังแสดงอะไรบางอย่างอยู่ในห้อง แล้วสุนัขก็เห่าเเล้วมองไปทางเดียวกันกับที่เพื่อน จนคุณนนท์ตื่นเเล้วมองไปที่สุนัข เเต่ก็ไม่เห็นอะไร เพื่อนถามคุณนนท์ว่า “มึง มึงไม่เห็นหรอ เขารำใหญ่เลย” ตนจึงตอบไปว่า “ใครรำ ใครจะรำตอนนี้ บ้าปะเนี่ย” เพื่อนจึงบอกให้คุณนนท์ตั้งสติ เเล้วคุณนนท์ก็เห็นเป็นร่างหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่วางทีวี หัวของร่างนั้นติดอยู่ตรงพัดลมที่กำลังส่าย คุณนนท์เเละเพื่อนรู้สึกช็อคจึงสวดมนต์กับเพื่อน สักพักร่างนั้นก็หายไป..! วันต่อมา คุณนนท์ได้คุยกับเพื่อนว่าอยากให้ย้ายออกจากรีสอร์ท เเล้วจากนั้นตนก็เล่าเรื่องที่เจอเมื่อคืนให้เพื่อนฟัง เมื่อเล่าเสร็จก็มีเพื่อนคนหนึ่งพูดท้าทายว่า “จะรำได้ขนาดไหน เดี๋ยวมารอดูสิว่าการรำกับการนอนของกูอันไหนจะพังกว่ากัน” เเต่คุณนนท์รู้สึกไม่สบายใจจึงบอกให้เพื่อนขอโทษขอขมากับคำพูดที่ได้พูดลบหลู่ไป คืนนั้นเวลาตี 3 ขณะที่ทุกคนนอนอยู่ ก็มีกลิ่นน้ำอบลอยเข้ามาในห้อง ทำให้ทุกคนในห้องตื่น สักพักทุกคนก็ได้ยินเสียงดนตรีขึ้น ทุกคนจึงหลับตากอดกัน เเล้วก็มีลมแรงมาก ๆ พัดเข้ามาในห้อง! คุณนนท์รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ดี จึงทำสัญญาณบอกเพื่อนว่า ออกไปเถอะ เเล้วก็รีบเก็บของไปนอนที่อื่น วันต่อมา คุณนนท์ได้ไปพูดคุยกับเจ้าของรีสอร์ทว่า “หนูนอนไม่ได้เลย” เขาก็ตอบกลับว่า “ห้องนั้นเคยมีเด็กที่เป็นนางรำมานอน เเล้วเหมือนโรคประจำตัวเขากำเริบ เเล้วก็ชัก” คุณนนท์จึงคิดว่าสิ่งที่ตนเเละเพื่อน ๆ เจอนั้น คงเป็นวิญญาณของเด็กที่เป็นนางรำนั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-