ไปพักโรงแรมต่างจังหวัดแล้วเจอเด็กมาเขย่าที่ขาแถมยังหัวเราะคิกคัก! พอบอกให้ไป พ่อเด็กกลับบอกว่า “นี่ก็ห้องผมเหมือนกัน” กลับถึงบ้านก็เจอตามมาอีก! พยายามสวดมนต์ให้ แต่เด็กกลับบอกว่า “พี่พูดอะไร หนูไม่เข้าใจ พี่จะให้หนูไปจากพ่อหรอ หนูไม่ยอมหรอกนะ”

อังคารคลุมโปง RECAP

ไปพักโรงแรมต่างจังหวัดแล้วเจอเด็กมาเขย่าที่ขาแถมยังหัวเราะคิกคัก! พอบอกให้ไป พ่อเด็กกลับบอกว่า “นี่ก็ห้องผมเหมือนกัน” กลับถึงบ้านก็เจอตามมาอีก! พยายามสวดมนต์ให้ แต่เด็กกลับบอกว่า “พี่พูดอะไร หนูไม่เข้าใจ พี่จะให้หนูไปจากพ่อหรอ หนูไม่ยอมหรอกนะ”

26 มิ.ย. 2023

       บลู ขวัญ และ โดนัท จากวง ‘INDIGO’ กลับมาเยือน ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 มิถุนายน 2566) อีกครั้ง พร้อมกับเรื่องหลอนสุนัขพร้อมหอนเช่นเคย จน ‘ดีเจเคเบิ้ล’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ นั่งไม่ติดเก้าอี้ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘สองพ่อลูก’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านพร้อมกันเลย!

       คุณขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เริ่มจากการที่วง INDIGO ได้ไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ต่างหวัดในภาคอีสาน เวลาประมาณ 4 โมงเย็นก็ถึงโรงแรม แต่โรงแรมยังจัดเตรียมห้องพักไม่เสร็จดี มีเพียงบลู โดนัท และนักดนตรีแบคอัพอีก 1 คน ที่จะได้เข้าห้องพักก่อน ‘เหียะ’ ผู้จัดการวงจึงชวนคุณขวัญไปไหว้พระรอ

       เมื่อไปถึงที่วัด ก็เข้าไปไหว้พระตามปกติ ขณะที่จุดธูปอยู่นั้น เมฆครึ้มฝนห่าใหญ่ก็ตั้งเค้ามา ทั้งสองคนจึงรีบไหว้เพราะกลัวจะเปียกฝน เนื่องจากที่ตรงนั้นเป็นลานกว้าง เมื่อไหว้เสร็จ ในใจคุณขวัญตอนนั้นอยากจะเดินเข้าไปดูว่าวัดกำลังจะสร้างอะไร ระหว่างทางเดินเข้าไป ก็มีคนงานก่อสร้าง และคุณขวัญก็สังเกตเห็นหลุม แต่ไม่ได้คิดอะไร จึงเดินผ่านไป พอเดินกลับออกมา ก็เห็นคุณป้าท่านหนึ่งยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ คุณขวัญจึงเล่าเพิ่มเติมว่า แม่ของเหียะบวชเป็นแม่ชีอยู่ ท่านก็จะสอนให้หยาดน้ำ ซึ่งจะคล้าย ๆ กับการกรวดน้ำที่ต้องนั่งกรวด แต่หยาดน้ำสามารถทำได้ตลอดเวลา เช่น ใช้น้ำอะไรก็ได้ หรือหากเห็นใครฉีดน้ำ หรือแม้กระทั่งฝนตก ก็สามารถแผ่เมตตาไปให้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวได้ ซึ่งปกติแล้ว คุณขวัญจะไม่หยาดน้ำที่วัดเลย เพราะบางทีไม่มีน้ำหยาด จะกลับไปหยาดที่ห้องแทน เมื่อเห็นคุณป้าท่านนั้นรดน้ำต้นไม้ คุณขวัญก็คิดว่างั้นหยาดน้ำเลยดีกว่า ไม่นานฝนก็ตกลงมา คุณขวัญที่ยังท่องบทแผ่เมตตายังไม่จบ จึงคิดว่าจะกลับไปสวดที่ห้องต่อ

       เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ก็มาถึงโรงแรม คุณขวัญรู้สึกเหนื่อยมาก จึงนอนพักผ่อน จากนั้นก็ฝันว่า ที่ปลายเตียงมีเด็กมาเล่นที่ขา แถมยังส่งเสียงหัวเราะคิกคักอีกด้วย คุณขวัญตื่นขึ้นมา ก็เห็นเป็นเด็กใส่แพมเพิร์ส หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ข้าง ๆ ก็มีผู้ชายคนนึงใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว เล่นกับลูกอยู่โดยที่ไม่ได้สนใจคุณขวัญเลย ตอนนั้นคุณขวัญรู้สึกสับสนว่านี่คือความฝันหรือความจริง จากนั้นเด็กคนนั้นก็กระโดดมานั่งทับที่เข่าคุณขวัญ! ทำให้คุณขวัญสะดุ้งตื่นขึ้นมาจริง ๆ ไม่นานก็ได้ยินเสียงคุณเหียะเคาะประตู คุณขวัญก็เล่าความฝันที่เจอให้ฟัง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ พอคุณเหียะเดินออกจากห้องไป คุณขวัญก็ตั้งใจจะนอนต่อ แล้วก็ฝันเห็นเหมือนเดิมทุกอย่าง คุณขวัญก็ถามไปว่า “มาทำอะไร นี่ห้องขวัญนะ” ผู้ชายเสื้อเชิ้ตขาวคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “นี่ก็ห้องผมเหมือนกัน” จากนั้นก็กลับไปเล่นกับลูกต่อเหมือนเดิม คุณขวัญเล่าว่าหลังจากนั้นก็เดินไปเข้าห้องน้ำ พอกลับออกมา ก็ยังเห็นสองพ่อลูกอยู่ที่เดิม จึงพูดขึ้นอีกว่า “ออกไป จะนอนแล้ว นี่ห้องขวัญ” เขาก็ตอบกลับมาว่า “ก็บอกแล้วไง นี่ก็ห้องผมเหมือนกัน” ทั้งคู่ก็มองหน้ากันสักครู่ ไม่นานคุณขวัญก็สะดุ้งตื่นอีกครั้ง

       หลังจากตื่นขึ้นมา คุณขวัญก็รีบเปลี่ยนชุดลงไปวิ่งออกกำลังกายข้างนอก เพื่อให้ตัวเองเลิกคิดฟุ้งซ่าน ระหว่างเดินลงมาก็ส่งข้อความหาคุณเหียะว่า “โดนแล้วว่ะ ไม่รู้ว่าฝัน หรือของที่โรงแรม หรือตามมาจากวัด” จากนั้นก็ออกวิ่งไปตามสถานที่ต่าง ๆ รอบ ๆ โรงแรม หลังจากวิ่งเสร็จก็ทำใจอยู่นานกว่าคุณขวัญจะกล้าขึ้นห้อง พอเปิดประตูห้องเข้าไป ก็พยายามบอกตัวเองว่านั่นคือความฝัน จากนั้นก็ข่มตาให้หลับไป

       ทุกอย่างดูเป็นปกติ กระทั่งกลับมาถึงบ้านที่กรุงเทพฯ ในวันหนึ่ง ขณะที่ขับรถกลับมาที่บ้าน ก็เห็นผู้ชายคนนึงยืนจับมือเด็กอยู่ที่หน้าบ้าน โดยหันมองไปที่บ้านของคุณขวัญ คุณขวัญอึ้งไปสักพัก แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่อนุญาตให้ใครเข้าบ้าน!” จากนั้นก็ถอยรถเข้าบ้าน จังหวะที่ถอยรถเข้ามานั้น คุณขวัญก็มองเห็นสองพ่อลูกนั้นอย่างชัดเจน! นั่นยิ่งทำให้คุณขวัญทำตัวไม่ถูกและไม่กล้าที่จะลงจากรถ จึงเสิร์ชหาวิธีจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็แนะนำให้สวดมนต์ คุณขวัญสวดบทอิติปิโส แต่เขาก็ไม่ไป คุณขวัญจึงตั้งชื่อให้สองพ่อลูกนั้นว่า ‘พี่ศักดิ์’ กับ ‘น้องน้ำหวาน’ และบอกไปว่า “ถ้าอยากได้อะไร ให้มาบอกขวัญ ขวัญไม่รู้ว่าพี่เป็นใครมาจากไหน พรุ่งนี้จะไปทำบุญให้” พูดจบก็เปิดประตูลงจากรถเข้าบ้านไป

       คุณขวัญบอกว่าตอนนั้น รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างตามตัวอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งก็แทบจะเป็นบ้า และด้วยความที่อยากรู้ที่มาที่ไป จึงโทรกลับไปถามโรงแรมว่าเคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ทางโรงแรมก็ปฏิเสธ อ้างว่าเป็นโรงแรมใหม่ และบอกว่า “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ พอดีเป็น Reception” เมื่อเห็นว่าไม่ได้อะไรจึงวางสายไป จากนั้นก็เข้าห้องพระเพื่อสวดมนต์ขอขมาเจ้ากรรมนายเวร แต่ก็ยังไม่หายไป วันรุ่งขึ้นจึงไปทำบุญใส่บาตรที่วัด พอกลับมาที่บ้านก็เข้าห้องพระแล้วสวดมนต์อีกครั้ง “ขวัญจะสวดบทนี้ให้พี่ศักดิ์และน้องน้ำหวานนะ ถ้าอยู่แถวนี้ มาฟังด้วย” เมื่อเริ่มสวดไปได้เพียงนิดเดียว ก็มีมือเล็ก ๆ มาเขย่าที่ต้นขาและได้ยินเสียงเล็กแหลมดังขึ้นมาว่า “พูดอะไรหนูไม่เข้าใจ พูดให้หนูเข้าใจด้วย พี่จะให้หนูไปจากพ่อหนูหรอ หนูไม่ไปหรอกนะ” คุณขวัญตกใจสุดขีด เริ่มร้องไห้ จะลุกไปไหนก็ไม่มีแรง จึงรีบโทรหาพระอาจารย์ ท่านก็แนะนำว่าให้ทำบุญบ้าน ช่วงนี้ก็สวดมนต์ให้ได้ทุกวัน ทำบุญใส่บาตรตอนเช้าไปก่อน

       เมื่อพระอาจารย์มาที่บ้าน ท่านก็ให้หุ่นพยนต์มาปกป้องตัว ซึ่งทุกวันนี้คุณขวัญยังคงพกสิ่งนี้ติดตัวไว้ตลอด และสิ่งที่น่าตกใจคือทุกที่ที่พระอาจารย์เดินไปพรมน้ำมนต์ คือที่ที่คุณขวัญสัมผัสน้องน้ำหวานได้! นอกจากนี้ ท่านยังให้คุณขวัญนำปากกามา จากนั้นก็เขียนยันต์ไว้ให้ หลังจากนั้น คุณขวัญก็ไม่เห็นพี่ศักดิ์อีกเลย แต่ยังคงเห็นน้องน้ำหวานบ้างในบางครั้ง แต่ไกลตัวมากขึ้น

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

 

 

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

สามเหตุการณ์หลอนจากพี่ปิ๊ด Bodyslam

11 มี.ค. 2024

สามเหตุการณ์หลอนจากพี่ปิ๊ด Bodyslam

เรื่องนี้ ‘พี่ปิ๊ด Bodyslam’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านหลังเก่าที่คุณปิ๊ดมักจะเจอเหตุการณ์หลอนที่ทำเอาทีมงานไม่กล้ามาบ้าน! เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลยเหตุการณ์ที่หนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นที่บ้านหลังเก่าของพี่ปิ๊ด วันหนึ่งพี่ปิ๊ดไปดื่มสังสรรค์จนเมา แต่วันรุ่งขึ้นมีงานที่จะต้องเดินทางด้วยเครื่องบินทำให้ต้องตื่นเช้า พี่ปิ๊ดกลัวว่าตนจะตื่นไม่ทัน จึงโทรไปหาผู้จัดการส่วนตัวให้มาปลุกที่บ้าน ระหว่างที่พี่ปิ๊ดนอนหลับอยู่ในห้องน้ำ จนใกล้เวลาที่จะต้องตื่นมาเตรียมตัว ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเสียงดัง พี่ปิ๊ดคิดว่าน่าจะเป็นเสียงเคาะของผู้จัดการ จึงเดินไปเปิดประตู ปรากฏว่าไม่เจอผู้จัดการ ข้างนอกว่างเปล่าไม่มีใคร พี่ปิ๊ดจึงโทรศัพท์ไปหาผู้จัดการถามว่า “อยู่ที่ไหน?” ผู้จัดการกลับตอบว่า “ยังไม่ได้ออกจากบ้าน” พี่ปิ๊ดคิดว่าอาจจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านที่มาช่วยไม่ให้ตกเครื่องบิน และนี่คือเหตุการณ์แรกที่พี่ปิ๊ดเจอในบ้านเหตุการณ์ที่สอง ขณะที่พี่ปิ๊ดกำลังนอนอยู่บนเตียงในตอนเช้า ซึ่งจะปิดผ้าม่านให้ห้องมืดสนิด เมื่อนอนหลับไปสักพักก็ได้ยินเสียงสะบัดผ้าม่านแรง ๆ ไปมา พี่ปิ๊ดจึงลืมตาขึ้นมา มองเห็นเป็นผู้ชายยืนอยู่ที่ปลายเท้า และผู้ชายคนนั้นก็กำลังจ้องหน้าพี่ปิ๊ดอยู่พร้อมกับใช้มือสะบัดม่านแรง ๆ พี่ปิ๊กนิ่งไปสักพักและคิดว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของตนเอง น่าจะพูดคุยกันรู้เรื่อง พี่ปิ๊ดตัดสินใจพูดกับผู้ชายคนนั้นว่า “ขอเถอะ จะนอน” ปรากฏว่าได้ผล ผู้ชายคนนั้นหยุดสะบัดผ้าม่านแล้วก็เดินหายไปอีกทาง!เหตุการณ์ที่สาม พี่ปิ๊ดกับภรรยามีแพลนไปเที่ยวทะเล ตนจึงพูดลอย ๆ ขึ้นมาว่า “ถ้าหวยงวดหน้าออกเลขที่บ้าน เดี๋ยวจะซื้ออาหารทะเลมาไหว้” พอถึงวันที่หวยออกก็ไม่ถูก พี่ปิ๊ดกับภรรยาก็ไปเที่ยวทะเลตามแพลนที่วางไว้ ขากลับก็ซื้ออาหารทะเลมาด้วย แต่ไม่ได้ตั้งใจซื้อมาไหว้เพราะไม่ถูกหวย พอถึงบ้านก็นั่งกินอาหารทะเลกับภรรยา และในขณะที่กำลังจะตักอาหารเข้าปาก ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนเอาเหรียญเคาะตู้ปลาถี่ ๆ ต่อกันยาว พี่ปิ๊ดเล่าว่าขณะที่กำลังตักอาหารเข้าปาก ตัวเองกับภรรยาตัวค้างนิ่งทั้งคู่เพราะลึก ๆ ในใจรู้อยู่แล้วว่าตัวเองเคยพูดอะไรไว้ พี่ปิ๊ดจึงตัดสินใจแบ่งอาหารทะเลบางส่วน จุดธูป แล้วไปวางไว้ เสียงเคาะตู้ปลาก็เงียบลงแล้วสถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ พี่ปิ๊ดได้นำเรื่องราวที่เจอไปเล่าให้ทีมงานฟัง ทำให้ทีมงานกลัว ไม่มีใครกล้าไปบ้านพี่ปิ๊ด ถึงจะไม่กล้าอย่างไรทีมงานก็ยังต้องมารับพี่ปิ๊ดที่บ้าน พร้อมกับต้องช่วยขนของอุปกรณ์ต่าง ๆ และต้องยืนรอพี่ปิ๊ดล็อกประตูบ้าน แต่วันหนึ่ง อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงปิดประตูเสียงดังมากมาจากข้างบนบ้าน พี่ปิ๊ดก็ได้ยินเสียงจึงหันหลังเพื่อจะดูว่าทีมงานได้ยินเหมือนกันหรือไม่ ปรากฏว่าทีมงานทุกคนวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง! ปัจจุบันนี้ พี่ปิ๊ดขายบ้านหลังนี้ไปแล้ว ก่อนหน้าที่จะขายบ้านได้ นายหน้าคนแรกทำอย่างไรก็ขายบ้านไม่ได้ จนกระทั่งเปลี่ยนนายหน้าคนใหม่ พี่ปิ๊ดจึงให้นายหน้าคนใหม่ไหว้พระที่บ้าน หลังจากนั้นผ่านมาไม่กี่วันก็ขายบ้านได้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

26 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์นี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้ลืมลงได้เลย คุณต้นกล้าได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องของคุณเอ (นามสมมุติ) ตัวของคุณเอ มีความชื่นชอบในเรื่องของการตกปลาเพราะได้ไปกับคุณพ่อบ่อย ๆ ในตอนเด็ก ปกติคุณเอเเละคุณพ่อ จะชอบเปลี่ยนสถานที่ตกปลาบ่อยครั้ง จนได้ไปเจอที่หนึ่งที่อยู่กับใต้สะพาน เวลาผ่านไป จนคุณเอโตขึ้น เเต่คุณพ่อเสียชีวิตไปเพราะอาการป่วย หลังจากนั้น คุณเอก็ไม่ได้ไปตกปลาบ่อยเหมือนเมื่อก่อน วันหนึ่ง คุณเอต้องทำการเก็บของของคุณพ่อก็ได้ไปเจอกับเบ็ดตกปลาของคุณพ่อ จึงทำให้รู้สึกนึกถึงอดีตเเละอยากที่จะไปตกปลาอีกครั้ง คุณเอจึงได้ชวนพี่ชาย หลังจากตกลงกันได้ พี่่ชายก็ได้ออกไปตกปลาในตอนเช้าก่อนเพราะคุณเอยังไม่สามารถไปได้ แต่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน ซึ่งต่างจากปกติ เพราะส่วนใหญ่พี่ชายของคุณเอจะกลับมาในช่วงเย็น ในตอนที่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้าน พี่ชายคุณเอได้พูดว่า “อย่า อย่าไปที่ตกปลาตรงนั้นเด็ดขาด” พี่ชายคุณเอได้พูดออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด เหมือนได้เจอกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมาก คุณเอจึงได้เอ่ยปากถามอีกเรื่องว่า “เเล้วของที่เอาไปละพี่ พวกเบ็ดตกปลา กระติกน้ำเเข็งไรเงี้ย” พี่ชายได้บอกว่า “เเค่กูวิ่งออกมาจากตรงนั้นได้ก็ดีเเล้ว” คุณเอรู้สึกโกรธ เพราะเบ็ดตกปลาคันนั้นเป็นของคุณพ่อที่เสียไปเเล้ว คุณเอจึงตัดสินใจที่จะไปนำเบ็ดตกปลากลับมา ในขณะที่กำลังขับรถออกไป ระหว่างทางก็ได้เจอกับคนกลุ่มหนึ่งที่เดินขวางอยู่กลางถนน ลักษณะคล้ายกับครอบครัวที่มีพ่อเเม่ที่เดินจูงมือลูกอยู่ คุณเอพยายามทำทุกอย่างทั้ง บีบเเตร เปิดไฟสูง ตะโกนเรียกว่าให้หลบทาง แต่ก็ไม่เป็นผล คุณเอจึงคิดว่า ‘หรือเราไม่ควรไปในตอนนี้’ จึงตัดสินใจที่จะกลับบ้านก่อน เเต่ในขณะที่กลับรถ ครอบครัวนั้นก็ได้หันหน้ากลับมาเเละขอโทษที่ขวางทาง ในรุ่งเช้าของวันถัดมา คุณเอก็ได้ทำการขับรถไปยังที่ตกปลา ได้เจอกับจุดที่พี่ชายของคุณเอที่มาตกปลาเมื่อวาน ซึ่งของทุกอย่างก็ยังอยู่ดี ทั้งเบ็ดตกปลาเเละถังน้ำแข็ง เเต่คุณเอกลับรู้สึกถึงบรรยากาศเเปลก ๆ ทั้งกลิ่นเหม็นเน่าเเละเสียงของอีกาที่ร้องตลอดเวลา นอกจานี้ ช่วงเวลาที่คุณเอเดินทางไปคือเวลาเที่ยงตรง เเต่บรรยากาศที่เจอคือมีความอึมครึม คุณเอจึงตัดสินใจที่จะเก็บของเเละกลับไป ในตอนที่กำลังจะยกกระติกน้ำเเข็งขึ้น คุณเอรู้สึกว่ากระติกน้ำเเข็งมีความหนักเเละมีกลิ่นเน่าเหม็นออกมา ทั้ง ๆ ทีพี่ชายของคุณเอพึ่งจะเดินทางมาเมื่อวาน ก็ไม่ควรที่ปลาจะเน่าเสียได้เร็วขนาดนี้ คุณเอจึงได้ตัดสินใจที่จะเก็บของอย่างอื่นก่อน ขณะที่คุณเอหันหน้าไปทางต้นไม้ที่อยู่ริมทะเลสาบ คุณเอได้พบกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่เเขวนคอ อยู่ใต้ต้นไม้ คุณเอรู้สึกตกใจเพราะในตอนเเรกคุณเอสนใจเเค่การเก็บอุปกรณ์ จึงคิดว่าควรเเจ้งตำรวจดีหรือไม่ หรือปล่อยไปดีเพราะไม่อยากให้วุ่นวายกับตัวเอง เมื่อคิดไปคิดมาได้สักพัก คุณเอก็ได้ตัดสินใจขับรถไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด พอได้เจอเเละเล่าเรื่องให้ฟัง คุณเอก็ได้ทำการขับรถมายังที่เกิดเหตุกับคุณตำรวจ ระหว่างทาง ก็ได้มีการพูดคุยจนถึงสถานที่ที่คุณเอมาตกปลา ทั้งคู่ได้ลงจากรถ เเต่อยู่ดี ๆ ตำรวจคนนั้นก็ได้หยุดเดินเเละพูดขึ้นว่า “ไอหนุ่ม เดี๋ยวพี่เรียกคู่หูพี่มาเเทนดีกว่า พอดีพี่ลืมไปว่า พี่มีคดีด่วน” ท่าทีของตำรวจดูเหมือนไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป เเละคุณตำรวจได้บอกให้คุณเอไปเก็บของ จากนั้นตำรวจคนนั้นก็รออยู่บนรถ เหตุการณ์นี้ทำให้คุณเอรู้สึกเเปลก ๆ เพราะคุณตำรวจคนนั้นได้พูดทิ้งท้ายว่า “วันนี้ ไม่มี ไม่มีศพอะไรทั้งนั้น” คุณเอจึงบอกไปว่า “ถือว่าผมเเจ้งพี่เเล้วนะ เเต่พี่ละเลยหน้าที่เอง” จากนั้น คุณเอก็ได้ลงไปด้านล่างเพื่อจะเก็บของทุกอย่าง ในขณะที่กำลังจะเอาเบ็ดตกปลาขึ้นมาจากน้ำ คุณเอรู้สึกได้ถึงเเรงต้านบางอย่างที่ดึงเอ็นเบ็ดเอาไว้ พอสาวเอ็นขึ้นมาเรื่อย ๆ คุณเอก็ได้พบว่าสิ่งที่ติดขึ้นมาด้วยไม่ใช่ปลา เเต่กลับเป็นหัวคนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ! สิ่งนั้นทำให้คุณเอตกใจมากจนโยนคันเบ็ดทิ้ง เเละได้พบว่าที่เเห่งนี้ไม่ได้มีเเค่ศพเดียวที่อยู่บนต้นไม้ เเต่มีอีกหนึ่งศพที่อยู่ในบ่อน้ำ คุณเอจึงตัดสินใจตัดสายเอ็นทิ้ง เเละไปยกถังน้ำเเข็งต่อ เเต่ด้วยความหนักของถังน้ำเเข็ง จึงต้องเทของทุกอย่างในถังน้ำเเข็งทิ้ง จากนั้นก็ได้เปิดถังน้ำเเข็งออก เเต่สิ่งที่อยู่ในถังน้้ำเเข็งนั้นกลับทำให้ต้องตกใจมากกว่าเดิม เพราะในถังน้ำเเข็ง มีหัวของคนอยู่ในนั้นถึงสองหัว ที่ปากของหัวนั้นก็คาบปลาไว้ในปากอยู่ เเละดวงตาของหัวนั้นก็จ้องมองมา! คุณเอจึงตัดสินใจเก็บเเค่คันเบ็ดขึ้นมาเเละทิ้งถังน้ำเเข็งไว้ ขณะที่ปีนขึ้นมาบนเนินเพื่อที่จะกลับไปที่รถ คุณเอได้หันหลังกลับมามองอีกครั้ง เเต่ศพที่เเขวนคออยู่บนตนไม้ก็ได้หันกลับมาจ้องมองคุณเอ ทั้งยังส่งเสียงร้องที่เหมือนกับอีกา คุณเอรู้ได้ทันทีว่า เสียงร้องของอีกาที่ตนได้ยิน เเท้จริงแล้วเป็นเสียงของศพที่เเขวนคออยู่บนต้นไม้นั้นเอง! คุณเอวิ่งกลับมาที่รถเเละขับรถกลับไปที่สถานีตำรวจ ขณะที่ขับกลับไป คุณเอได้ถามกับคุณตำรวจว่า “ทำไมพี่ถึงไม่กล้าลงไป พี่เจออะไรตอนมาถึง?” คุณตำรวจได้ตอบกลับว่า “เอ็งเห็นสะพานตรงที่เราจอดรถไหม พี่เห็นคนหลายคนยืนโบกมือให้เรา” หลังจากนั้น คุณเอก็ได้คิดขึ้นมาว่า ถ้าตัดสินใจที่จะไปตั้งเเต่เมื่อคืน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เเละได้คิดอีกเรื่องหนึ่งว่า ผู้ชายกับเด็กที่มาเดินขวางรถเมื่อคืน มีลักษณะคล้ายกับคุณพ่อของคุณเอที่เสียไปเเล้ว เเละตัวของเด็กผู้ชายก็มีความคล้ายกับคุณเอในวัยเด็ก เหมือนกับว่าคุณพ่อของคุณเอได้มาเตือนลูกชายของตนเองว่า อย่าไปที่นั่นในตอนกลางคืนเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

คู่รักเดินหลงเข้าไปในป่าจนเจอกระท่อมจึงหยุดพัก แต่กลับเจอ 2 ลุงนายพรานประหลาดหลอกผีจนวิ่งหนีไป! สักพักเจ้าหน้าที่ก็ตามมาที่กระท่อม พบว่า 2 ลุงนายพรานคือนักโทษหนีคดี สุดท้ายแล้ว ดันเป็นสองลุงนายพรานนั่นแหละ ที่โดนผีหลอก!

04 ก.ย. 2023

คู่รักเดินหลงเข้าไปในป่าจนเจอกระท่อมจึงหยุดพัก แต่กลับเจอ 2 ลุงนายพรานประหลาดหลอกผีจนวิ่งหนีไป! สักพักเจ้าหน้าที่ก็ตามมาที่กระท่อม พบว่า 2 ลุงนายพรานคือนักโทษหนีคดี สุดท้ายแล้ว ดันเป็นสองลุงนายพรานนั่นแหละ ที่โดนผีหลอก!

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปกางเต็นท์ในอุทยานแห่งหนึ่ง แล้วดันมีคู่รักเดินหลงหายเข้าไปในป่า เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเร่งค้นหา สุดท้ายก็ไปเจอสองลุงนายพรานที่ทำตัวน่าสงสัยในกระท่อมกลางป่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อนั้น ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำความหลอนกลางป่าลึกมาเล่าไว้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปงX’ (29 สิงหาคม 2566) ที่ผ่านมาแล้ว ตามไปอ่านพร้อมกันเลย!พี่แจ็คบอกว่าผู้ที่นำเรื่องเล่ามาถ่ายทอดคือ ‘คุณวิน’ ซึ่งมีพี่ชายชื่อว่า ‘พี่ชาติ’ ทำงานอยู่ที่อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง พี่ชาติเล่าว่าต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ทางผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานได้รับแจ้งจากกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 5-6 คนที่เข้าไปกางเต็นท์ในอุทยานว่าเพื่อนในกลุ่มหายไป เจ้าหน้าก็สอบถาม ทางกลุ่มวัยรุ่นก็บอกว่า พวกเขามาเที่ยวกันหลายคน มี 2 คนที่เป็นแฟนกัน ชื่อว่า ‘ต้น’ และ ‘แอน’ ตัวผู้หญิงอย่างแอนอยากจะไปทำธุระส่วนตัวจึงขอให้ต้นไปด้วยกัน แต่เวลาผ่านไปสักพัก ทั้ง 2 คนก็ไม่มีวี่แววจะกลับมา เพื่อนในกลุ่มช่วยกันเรียกหาเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ พวกเขาจึงรีบออกมาเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่อง ก็ขอให้กลุ่มวัยรุ่นพาไปที่จุดสุดท้ายที่ยังเห็น 2 คนนั้น เมื่อเดินตามเข้าไปยังเส้นทางที่ทั้ง 2 คนใช้เดินเข้าไปในป่าก็เจอกับจุดตัดที่เป็นหน้าผาข้างล่างเป็นน้ำ จึงคิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ที่ 2 คนนี้อาจจะพลาดลื่นตกลงไปในน้ำ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังค้นหาบริเวณน้ำข้างล่างด้วย แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ ผู้ใหญ่บ้านจึงถามเจ้าหน้าที่ว่ารัศมีที่จะลอยออกไปมันจะไปที่ไหนได้บ้าง ไปทางหมู่บ้านได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่จึงบอกว่าทางที่น้ำไหลไปนั้นไม่ใช่ทางหมู่บ้านมันเป็นทางเข้าป่า แต่จะมีจุดหนึ่งที่มีกระท่อมอยู่ข้างในป่า ไม่แน่ว่าทั้ง 2 คนนั้นอาจจะไปอยู่ที่นั่นก็เป็นได้ จึงแบ่งกำลังออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกยังค้นหาในรัศมีเดิม อีกกลุ่มจะมีพี่ชาติ ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ออกค้นหาตามทางที่ไปกระท่อมเมื่อตัดภาพกลับมายังฝั่งผู้สูญหายอย่างคุณแอนและคุณต้น ทั้ง 2 เดินเข้าไปหาที่ทำธุระส่วนตัวกันในป่าที่ทั้งรกทั้งชื้นท่ามกลางแสงสลัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นตกลงไปในน้ำ เป้ที่สะพายมาด้วยก็หลุดและไหลไปตามน้ำ ทั้งคู่พยายามกระเสือกกระสนเอาตัวรอดเพื่อขึ้นจากน้ำและพยายามจะเดินกลับไปทางเดิม แต่เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่ป่า เดินยังไงก็หลงทิศ จนกระทั่งเจอกระท่อมร้าง เมื่อเปิดเข้าไปก็มีข้าวของที่ไม่ได้ใช้มานานแล้ว ทั้งคู่จึงตกลงกันว่าจะพักอยู่ที่นี่ก่อนเพราะเวลามืดแล้ว แต่คุณแอนที่เป็นผู้หญิงก็กลัว ทั้งเรื่องของสัตว์ป่าและคุยกันว่า “คืนนี้เราจะเจอผีมั้ย?” สิ้นเสียงนี้ประตูกระท่อมก็เปิดอ้าทันที! ร่างของผู้ชายกำยำหน้าตาดุดันมีอายุลักษณะคล้ายนายพรานก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเข้ามาแล้วถามว่า “พวกมึงเป็นใคร! เข้ามาในกระท่องนี้ได้ยังไง!” ทั้งสองตกใจกลัวและรีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เมื่อเล่าจบ ‘ลุงดำ’ นายพรานคนนั้นก็บอกว่า “ตอนแรกนึกว่าเป็นโจรเข้ามาขโมยของ เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ก็เลยเดินตามมาดู” เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ลุงดำจึงอาสาพาทั้งสองไปส่งในตอนเช้า จากนั้นก็บอกว่าจะไปหาอะไรมาให้กิน และบอกทิ้งท้ายไว้ว่า “ถ้าลุงออกไป ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ห้ามทัก ห้ามเปิดประตู ห้ามทำอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ตัวเองเป็นอันตรายเด็ดขาด เพราะนอกจากสัตว์แล้ว.. ที่นี่ผีดุมาก!” จากนั้นลุงดำก็ออกจากกระท่อมไป ทั้งสองคนสงสัยว่าทำไมลุงดำต้องย้ำเรื่องผีขนาดนี้ จึงพยายามคุยกันเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย แต่ไม่นาน ประตูกระท่อมก็เปิดออกมาทันทีอีกครั้ง! เป็นลุงดำที่เปิดประตูเข้ามา ลุงดำยืนค้างนิ่งอยู่อย่างนั้น ทั้งคู่ตกใจสบถกันไปคนละทาง แต่ลุงดำกลับพูดขึ้นมาว่า “พวกมึงเป็นใคร เข้ามาในนี้ได้ยังไง ใครอนุญาตให้เข้ามา!” คุณต้นและคุณแอนสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงบอกไปว่า “เดี๋ยว ๆ เมื่อกี้พวกเราก็เจอลุงแล้วไง ลุงบอกว่าให้พวกเราอยู่ตรงนี้ก่อน พรุ่งนี้เช้าลุงจะไปส่ง แล้วลุงก็ออกไปหาอะไรมาให้พวกเรากินไง” แต่พอคุยไปคุยมา ลุงที่เดินเข้ามาก็บอกว่า “มึงเจอละ คนที่พวกมึงเจอคือพี่ชายข้าชื่อดำ ไอ้ดำน่ะมันตายไปนานแล้ว! บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านของดำด้วย เขาเป็นคนหวงบ้านมาก แต่คงไม่เป็นไรหรอก เขาคงพยายามจะช่วยแหละ ไม่ต้องกลัว ๆ” ถามไถ่ไปมาก็ได้ความว่าลุงคนนี้ชื่อ ‘ลุงแดง’ ตอนเช้าลุงจะพาไปส่ง ส่วนตอนนี้ให้รออยู่ในกระท่อม ลุงจะออกไปหาอะไรมาให้กิน และย้ำกับทั้งคู่ว่า “ห้ามเปิดประตู ล็อคประตูไว้ด้วย ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามทัก เพราะที่นี่ผีดุมาก” พูดเหมือนกันเป๊ะ! เมื่อลุงแดงออกไป ทั้งคู่ก็ล็อคประตู ระหว่างนั้นก็คุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ทันไรประตูก็เปิดออกอีกครั้ง! เป็นลุงแดงที่ถือจานข้าวเข้ามา “อ่ะนี่ เอาข้าวมาให้” ทั้งคู่ก็บอกว่า “ตกใจหมดเลยลุง ขอบคุณละลุงแดงที่เอาข้าวมาให้” ลุงได้ยินก็ตกใจแล้วบอกว่า “แดงไหน! ข้าชื่อดำ! แดงมันไข้ป่าตายไปแล้ว! โดนมันหลอกแล้ว” (พี่แจ็คเล่าเสริมอีกว่าลุงแดงและลุงดำเป็นฝาแฝดกัน ถ้าไม่เห็นในที่สว่างก็คล้ายกันมาจนแยกไม่ออก) คุณแอมและคุณต้นได้ยินเข้าก็งงหนักมากกว่าเดิม จึงบอกไปว่า “ลุง! ขอโทษนะคะ พวกเราไม่อยู่ละดีกว่า” ทั้งคู่รีบออกมาจากกระท่อมหลังนั้น แต่ก็เจอลุงนายพรานยืนอยู่หน้ากระท่อม! เหตุการณ์ตอนนี้คือมีลุงคนนึงยืนอยู่หน้ากระท่อม และอีกคนอยู่ข้างในกระท่อม ทั้งคู่ยืนเถียงกันไปมาว่า “มึงจะมาแย่ง 2 คนนี้ไปจากกูไม่ได้ กูเห็นก่อน กูจะเอามันไปอยู่ด้วย!” ลุงในกระท่อมก็บอกว่า “กูก็ไม่ยอมเหมือนกัน กูจะกินมัน!” คุณแอมและคุณต้นได้ยินก็ตกใจวิ่งเตลิดหายไป พร้อมกับเสียงหัวเราะของลุงทั้งสองคน!หลังจากคุณแอมและคุณต้นหายลับเข้าไป ลุงดำก็บอกกับลุงแดงว่า “แดง มึงไปเอากระเป๋าที่มึงเก็บไว้มา” ปรากฏว่าทั้งสองคนนี้เป็นโจรฝาแฝดที่สะกดรอยตามมายังกระท่อมและแอบฟังว่าคุณแอมและคุณต้นคุยอะไรกัน เมื่อได้ความว่าเป็นคนหลงทาง ซ้ำยังกลัวผี และในกระเป๋าที่พวกตนเก็บได้นั้นมีของมีค่าอยู่จึงออกอุบายหลอกเหยื่อ ระหว่างที่กำลังรื้อกระเป๋าอยู่นั้น ก็มีเสียงกลุ่มคนเดินมา เป็นเสียงของเจ้าหน้าที่กับผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง ลุงแดงกับลุงดำก็รีบเอากระเป๋าไปซ่อนไว้ใต้แคร่ในกระท่อมแล้วออกมาต้อนรับหน้าตาเฉย ผู้ใหญ่บ้านก็เอ่ยทักไปว่า “อ้าว มาได้ยังไง ทำงานอยู่ในเมืองไม่ใช่เหรอ กระท่อมนี้เป็นของพ่อข้า ไม่เคยเข้ามาเลยนะ” ลุงทั้งสองก็ตอบกลับว่า “พวกเราอยากมาดูว่ากระท่อมที่นี่มันเป็นยังไง ก็เลยพากันมา” จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เอารูปของคุณแอมและคุณต้นให้สองลุงดู ลุงทั้งสองรีบปฏิเสธทันทีว่าไม่เคยเห็น แต่เจ้าหน้าที่ก็เห็นพิรุธเหล่านั้น จึงเข้าไปค้นในกระท่อมก็เจอกระเป๋าที่ซ่อนไว้ จึงถามไปว่า “นี่มันกระเป๋านักท่องเที่ยวชัด ๆ ไปเอาของแบบนี้มาจากไหน?” สองลุงอึกอักและบอกว่า “พวกเราเก็บได้จากน้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นของใคร ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ขโมยใครมานะ” ผู้ใหญ่บ้านจึงบอกให้นายพรานทั้งสองคนช่วยเจ้าหน้าที่ค้นหาคนหายเพราะทั้งสองเชี่ยวชาญพื้นที่บริเวณนั้นมาก ระหว่างนั้นก็มีเสียงวอ (วิทยุสื่อสาร) บอกว่า “เจอ 2 คนที่หายแล้ว เจออยู่ในน้ำ น่าจะเสียชีวิตไปหลายวันแล้ว” ลุงนายพรานสองคนก็มองหน้ากันเลิ่กลัก เจ้าหน้าที่เห็นความผิดปกติอีกครั้งก็เค้นถามว่า “ทำไมต้องตกใจด้วย ไหนบอกไม่รู้จักไง” สุดท้ายสองลุงนายพรานก็ยอมเปิดปากว่า ที่จริงแล้วนั้น ลุงแดงและลุงดำหนีคดีมาจากในเมือง ระหว่างเดินทางมากบดานที่กระท่อมก็เห็นกระเป๋าลอยน้ำอยู่จึงหยิบขึ้นมา แล้วก็เห็นชายหญิงคู่นั้นเดินโซซัดโซเซมาที่กระท่อมจึงสะกดรอยตามมา จากนั้นก็แอบฟังและออกอุบายทำผีหลอกเพื่อที่จะเอากระเป๋า สรุปแล้ว สิ่งที่ลุงแดงลุงดำหลอกคือผี!อาจเป็นเพราะคุณแอนและคุณต้มเสียชีวิตโดยที่ไม่รู้สึกตัว ทำให้ลุงแดงและลุงดำหลอกผีสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้วตนเองกลับเป็นฝ่ายโดนผีหลอกต่างหาก หลังจากนั้นสองลุงนายพรานก็ถูกจับเนื่องคดีที่ติดตัวมา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกล้วย 'ตำเเหน่งอาถรรพ์' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

16 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณกล้วย 'ตำเเหน่งอาถรรพ์' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กุมภาพันธ์ 2568) ‘คุณกล้วย’ ได้มาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับ ‘ตำแหน่งอาถรรพ์’ ที่เกิดขึ้นในออฟฟิศ หลังจากรับของฝากจากเมเนเจอร์ทีม A แล้วเกิดเหตุการณ์ลึกลับจนต้องลาออกจากงาน! มาฟังเรื่องราวเต็มๆ ไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วคุณจะรู้ว่า บางครั้งการเป็นคนเก่งก็กลายเป็นอุปสรรค! คุณกล้วยได้เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ย้อนกลับไปช่วงโควิด คุณกล้วยมีโอกาสได้ส่งใบสมัครเข้าทำงานที่บริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และสุดท้ายก็ได้รับเลือกให้เข้าทำงานในตำแหน่งเมเนเจอร์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างสูง บรรยากาศในบริษัทค่อนข้างใกล้ชิดสนิทสนมกัน เนื่องจากบริษัทไม่ได้ใหญ่มาก แต่ลักษณะการทำงานแบ่งออกเป็น 2 ทีมใหญ่ คุณกล้วยได้มีการเรียกแทนว่า ทีม A และ ทีม B ซึ่งตำแหน่งของเขาคือเมเนเจอร์ของ ทีม B เป็นทีมน้องใหม่ และทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น ได้รับการดูแลที่ดีจากเพื่อนร่วมงาน รวมถึง CEO แต่เชื่อว่าทุกออฟฟิศต้องมีใครสักคนที่ไม่ได้ถูกชะตากับเรา ต่อให้พูดอะไรเพียงนิดเดียว เขาก็ไม่ชอบสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ หรือแม้แต่ตัวตนของเราเอง แต่ด้วยความที่คุณกล้วยเป็นเด็กใหม่ จึงพยายามมองข้ามเรื่องเหล่านั้นไป จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทมีการมอบหมายโปรเจกต์ใหญ่ประจำปี โดยเมเนเจอร์ของทีม A และทีม B ต้องนำโจทย์ไประดมความคิดกันในทีม และก่อนนำเสนอ จะต้องขายไอเดียของแต่ละทีมให้ CEO ตัดสินว่าไอเดียของทีมไหนน่าสนใจกว่ากัน ปรากฏว่าในวันนั้น โปรเจกต์ที่ทีมของคุณกล้วยคิดถูกรับเลือกและได้รับความสนใจจาก CEO ซึ่งในระหว่างนั้น คุณกล้วยสังเกตเห็นสีหน้าของเมเนเจอร์ทีม A ดูไม่พอใจเล็กน้อย อาจเพราะเขาอยู่มาก่อน มีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิที่สูงกว่า กลับกลายเป็นว่าผลงานของคุณกล้วยโดดเด่นกว่า แต่กระบวนการทำงานยังมีอีกขั้นตอนก่อนไฟนอล นั่นคือ การนำไอเดียกลับมาทบทวนกันอีกครั้ง แล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป… วันถัดมา ในที่ประชุม CEO ตำหนิทีมของคุณกล้วยอย่างรุนแรงด้วยคำพูดที่เย็นชาว่า “จ้างเงินเดือนขนาดนี้ คิดงานได้แค่นี้เองเหรอ?” ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาซื้อไอเดียนี้ไปแล้ว แต่สุดท้าย CEO กลับไปเลือกไอเดียของเมเนเจอร์ทีม A แทน คุณกล้วยรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ยังไม่ทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เมเนเจอร์ทีม A เดินทางกลับต่างจังหวัด และมีของกลับมาฝากทุกคนในทีม คุณกล้วยก็ได้รับขนมมาหนึ่งชุดเช่นกัน ด้วยความเกรงใจจึงรับไว้และทาน หลังจากทานของฝากวันนั้น ทุกครั้งที่อยู่ที่ทำงาน หรือแม้แต่เดินกลับบ้าน คุณกล้วยรู้สึกเหมือนมี ใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกนี้จะหายไปก็ต่อเมื่อขึ้นห้อง แต่กลับรู้สึกว่า มีสายตาลึกลับจ้องมาจากนอกหน้าต่างอยู่เสมอ จนกระทั่งคืนนั้น คุณกล้วยนอนหลับไปตามปกติ แต่แล้วก็ฝันว่า มีบางอย่างรูปร่างท้วมมานั่งทับที่ตัวแล้วเอามือมากดที่ใบหน้า บีบตรงจมูกและปาก เหมือนพยายามกดให้หัวจมไปในหมอน แรงกดนั้นรุนแรงมาก ราวกับต้องการให้หายใจไม่ออกแล้วก็พยายาม ล้วงมือลึกเข้ามาในปาก แล้วกดซ้ำที่ฟัน จนรู้สึกเจ็บไปทั้งปาก คุณกล้วยพยายามดิ้นสุดแรงจนหลุดออกมาได้ แล้วก็ สะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อมองไปที่ปลายเตียง เขาเห็นเงาร่างหนึ่ง ค่อย ๆ ก้าวลงจากเตียง ก่อนจะจางหายไปต่อหน้าต่อตา ที่น่ากลัวกว่านั้นคือปากของคุณกล้วยมีเลือดซึมออกมา รู้สึกปวดฟันเหมือนถูกกดทับอย่างแรง ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฝันเป็นเรื่องจริง! แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในตอนเช้า แฟนของคุณกล้วยที่พักอยู่ที่เดียวกันก็ได้ฝันเหมือนกันและเล่าให้เขาฟังว่า มีคนมานั่งทับที่ตัวและใช้มือมาพยายามกดที่หน้า ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายกัน แต่ในฝันของแฟนได้ยินเสียงกระซิบข้างหูบอกให้แฟนมาบอกคุณกล้วยว่า “ถ้าอยากอยู่ที่นี่อย่างสบาย ๆ ก็ให้รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวไว้หน่อย” หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป เขาก็ไม่ได้นำเรื่องที่ฝันไปเล่าให้คนที่ออฟฟิศฟัง แต่ด้วยความที่ตอนนั้นสถานการณ์บางอย่างในออฟฟิศมันหนักกว่าที่เขาจะรับมือได้ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากออฟฟิศนั้น หลังจากวันที่คุณกล้วยลาออก เขามีโอกาสได้พบกับรุ่นน้องในทีม ซึ่งเปิดประเด็นคุยด้วยคำถามว่า “พี่กล้วยจำวันที่เรารับขนมจากพี่เมเนเจอร์ทีม A ได้ไหม” ตอนแรกคุณกล้วยไม่ได้เอะใจว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อน้องเริ่มเล่า เขากลับรู้สึกอยากฟังต่อ น้องบอกว่าอยากเตือนให้คุณกล้วยระวังตัวจากพี่เมเนเจอร์ทีม A เพราะในออฟฟิศมีข่าวลือกันว่า พี่เมเนเจอร์คนนั้นเลี้ยงผี แต่เหตุผลที่น้องไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อน อาจเป็นเพราะกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง น้องเล่าต่อว่า คำว่า ‘เลี้ยงผี’ ในที่นี้ อาจไม่ได้หมายถึงการใช้สิ่งลี้ลับเล่นงานใครโดยตรง แต่เป็นการทำเพื่อ ไม่ให้ใครก้าวขึ้นมาเหนือกว่าเขา และนั่นอาจเป็นสาเหตุว่าทำไม ตำแหน่งของคุณกล้วยถึงมีคนเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน เพราะแต่ละคนที่รับตำแหน่งนี้ ก็มักจะต้องลาออกไปด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กัน ซึ่งวันที่น้องนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ก็คือวันที่เขาตัดสินใจลาออกเช่นกัน…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-