เรื่องเล่าจากคุณจ๋า 'เจอผีเด็กในวัด' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณจ๋า 'เจอผีเด็กในวัด' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

06 ก.พ. 2026

   เมื่อตามไปเป็นฆราวาสคอยดูแลพี่ชายที่ไปบวช ณ วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งวัดแห่งนี้ไม่มีค่อยคนแวะสัญจรไปมา ระหว่างที่พักผ่อนอยู่ในห้องกับยาย จู่ ๆ ก็เห็นเด็กผู้ชายคนนึงมายืนอยู่หน้าห้อง ก็คิดว่าอาจจะเป็นลูกหลานของชาวบ้านแถวนี้ เมื่อเวลาผ่านไปวันนั้นที่มีทำวัดเย็น เขาเลยถามชาวบ้านแถวนั้นว่า ‘ที่นี่มีเด็กมั้ย เห็นมายืนจ้องอยู่’ ลูกหลานของใครรึเปล่า? แต่เขากลับได้คำตอบจากชาวบ้าน ที่พูดออกมาไม่เต็มปากว่า ‘ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีเด็กนะ’ แต่เด็กคนนี้ยังไม่ไปไหนอีกหรอ ทำเอาเขา และยายขนลุกทันที เมื่อรู้ความจริงทั้งหมดที่ถูกเปิดเผย

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - เจน สาวแอน The Ghost’ (27 ม.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจอผีเด็กในวัด’

    เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณจ๋า’ ที่มาเล่าให้ฟัง... ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของตนเอง ปกติเธอไม่ได้เป็นคนที่มีเซนส์ หรือมองเห็นวิญญาณ โดยคุณจ๋า ได้เล่าว่า เหตุการณ์หลอนครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา คุณจ๋า และยายของเธอได้ไปเป็นผู้ติดตามให้กับพี่ชายตอนบวช ณ วัดแห่งหนึ่งในเมือง ซึ่งพี่ชายของคุณจ๋า ได้ฤกษ์บวชทั้งหมด 7 วัน 

    คุณจ๋าได้เล่าว่า แม้วัดนี้จะอยู่ในเมืองก็ตามแต่พระที่จำวัดอยู่ที่นี่มีเพียงแค่รูปเดียวเท่านั้น คุณจ๋า กับยายจึงเกิดความเป็นห่วงเรื่องการเป็นอยู่อาศัยของพี่ชายขึ้นมา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่คุณจ๋า และยายอยู่ ณ วัดแห่งนั้น ก็มักจะทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การไหว้พระ สวดมนต์ 

   คุณจ๋าได้ เล่าเพิ่มเติมว่า ที่พักของฆราวาสกับพระที่บวชใหม่นั้นจะแยกกันอยู่คนละหลัง ตัวคุณจ๋า ก็จะอาศัยอยู่กับยาย ส่วนพี่ชายที่บวชพระก็จะอยู่ในกุฏิ โดยเหตุการณ์ที่ชวนขนหัวลุกก็ได้เริ่มขึ้นช่วง 3 วันสุดท้าย ก่อนที่พี่ชายของคุณจ๋า จะลาสิกขา ในช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 ของวัน คุณจ๋า กับยายที่นั่งเล่นอยู่ในที่พักของฆราวาส ซึ่งลักษณะของที่พักนี้นั้นไม่มีผ้าม่าน และมีเพียงกระจกที่สามารถมองเห็นคนที่อยู่ข้างนอกได้ แต่คนข้างนอกไม่สามารถมองเข้ามาเห็นเราได้ ขณะนั้นเอง จู่ ๆ คุณจ๋า ก็ได้หันไปทางประตูข้างนอก ซึ่งเห็นเด็กอายุราว ๆ 5 ถึง 7 ขวบใส่เสื้อสีแดง กางเกงสามส่วนลายทหารยืนหน้านิ่ง สายตาจ้องมองมาที่เธอ 

คุณจ๋า จึงได้หันไปเรียกหายายว่า “ยาย เด็กที่ไหนมายืนอยู่ตรงนี้เนี่ย” 

ยายของคุณจ๋า ได้มองเห็นเด็กผู้ชายคนนั้นเช่นกัน ก็ได้ตอบขึ้นว่า “สงสัยจะเป็นลูกหลานคนแถวนี้แหละ” 

ทั้งคู่จึงได้ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์กันต่อโดยที่ไม่ได้สนใจเด็กผู้ชายคนนั้น.

 เวลาผ่านไปไม่นาน คุณจ๋า ก็ได้หันขึ้นไปมองที่ประตูตามเดิม แต่กลับไม่เห็นร่างของเด็กชายที่ยืนอยู่ก่อนหน้าแล้ว ประจวบกับท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง ถึงเวลาที่คนระแวกนั้นจะต้องมาทำวัดตอนเย็นกันตามปกติ ยายของคุณจ๋า จึงได้ถามคนเหล่านั้นไปว่า 

“ช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 มาวัดกันหรอ เห็นมีเด็กมายืนอยู่” 

ชาวบ้านที่ฟังเช่นนั้นก็ได้เกิดท่าทีเลิ่กลั่กขึ้นพร้อมบอกว่า “ไม่นะ ไม่มีใครมาเลย และในหมู่บ้านนี้ไม่มีเด็กด้วย 

เพราะเป็นชุมชนเล็ก ๆ ใกล้วัด มีแต่คนแก่ทั้งนั้นแหละ” 

   พร้อมถามยายของคุณจ๋ากลับว่า เด็กที่เห็นมีลักษณะเป็นยังไงบ้าง ยายก็ได้บอกไปว่า เป็นเด็กผู้ชาย น่าจะอายุประมาณ 5-7 ขวบ ใส่เสื้อสีแดง กางเกงสามส่วนลายทหาร ชาวบ้านที่ได้ยินเช่นนั้นก็ต้องตกใจไปตาม ๆ กัน แต่ทุกคนก็ไม่ได้เลือกที่จะพูดอะไรออกไปในตอนนั้น 

เหตุการณ์ผ่านไปหลังจากพี่ชายของคุณจ๋า ได้ลาสิกขาไปเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านก็ได้มาบอกความจริงว่า...

เด็กผู้ชายที่คุณจ๋ากับยายเห็นนั้น คือเด็กผู้ชายที่เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 10 ปีก่อน 

สาเหตุที่เสียชีวิตคือ โดนรถไถทับร่างจนเสียชีวิต 

   พร้อมเล่าเพิ่มเติมว่า เมื่อก่อนสถานที่รอบ ๆ วัดนี้เป็นไร่ข้าวโพด พร้อมกับให้ดูรูปเด็กผู้ชายคนนั้น ที่ถูกถ่ายจากอัลบั้มรูปงานชาปนกิจของเด็กคนนั้นให้คุณจ๋า กับยายได้ดู ซึ่งก็ทำให้คุณจ๋า กับยายต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นทันที เพราะทั้งเสื้อผ้า หน้าผมของเด็กผู้ชายในรูปนั้นเหมือนกับภาพที่คุณจ๋า และยายเห็นราวอย่างกับแกะ คุณจ๋ายังบอกอีกว่าประสบการณ์หลอนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้มองเห็นวิญญาณ และภาพที่เธอเห็นเด็กผู้ชายที่จ้องมองเข้ามาทางเธอนั้นจะยังเป็นภาพติดตาของเธอตลอดไป

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

15 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

เจตจำนงสุดท้ายของคนตาย เมื่อลูกพี่ลูกน้องที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตายตาหลับได้ เพราะห่วงเรื่องมรดก และในทุกค่ำคืนคุณเจเจ จะต้องเจอกับคนตายที่มาพร้อมความโกรธ และกลิ่นควันธูปจนนอนไม่ได้ ถ้าเธอจะอยากกลับมามีชีวิตสงบสุข ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากทำตามความต้องการของคนตาย กลิ่นธูปในยามวิกาล ที่ลอยจนคลุ้งห้องนอน เป็นประสบการณ์ตรงจาก “คุณเจเจ” เมื่อลูกพี่ลูกน้องของเธอไม่สามารถตายตาหลับได้ และมีเรื่องที่ต้องการจะสื่อสาร ที่เข้ามาในช่วงระยะเวลาแห่งความฝันก็ตาม สามารถติดตามไปพร้อมกับ “ดีเจเซฟ – ดีเจแนน” ในรายการคลุมโปง ( 11 พฤศจิกายน 2568) คุณเจเจ มีลูกพี่ลูกน้องอยู่หนึ่งคน แต่ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลีย ปกติเธอ และลูกพี่ลูกน้องจะโทรคุยกันทุกวัน แต่อยู่มาวันนึงคุณแม่ของคุณเจเจ ก็เสียชีวิตลง เธอเลยโทรหาญาติคนนั้นเพื่อที่จะแจ้งเรื่องการเสียชีวิตของคุณแม่ แต่โทรเท่าไหร่ โทรกี่ครั้งก็ไม่มีใครรับสาย ระยะเวลาดำเนินผ่านมาเป็นเดือน เธอจึงกระวนกระวายอย่างมากว่าควรจะทำอย่างไรดี เธอเลยติดต่อสถานทูต เพราะในช่วงเวลานั้นออสเตรเลียยังคงปิดประเทศอยู่ ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ ก็แจ้งว่า เขาไม่สามารถหาตัวคนให้เราได้ เพราะไม่ใช่ญาติทางสายเลือด หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ในกลางดึกคืนหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องก็มาเข้าฝัน บอกว่า ‘หนาว ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล’พอตื่นเช้าขึ้นมา คุณเจเจเลยนึกขึ้นได้ว่า เธอเคยมีเบอร์คุณทนาย ที่ญาติเคยใช้ในตอนที่ทำเรื่องเกษียณ จึงตัดสินใจติดต่อไป คุณทนายเปรียบเสมือนตัวแทนของลูกพี่ลูกน้องของเธอ จึงสามารถช่วยตามหาได้ และก็ไปเจอว่า ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่เธอติดต่อไม่ได้ ทางโรงพยาบาลก็ไม่สามารถตามหาญาติ เพราะญาติของคุณเจเจ หมดสติในห้องอย่างกระทันหัน และหลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาก็เสียชีวิต ในช่วงเวลานั้น ยังไม่สามารถเอาศพกลับมาได้ เธอจึงได้ไหว้วานคุณทนาย ที่มีภรรยาเป็นคนไทย ให้จัดการศพตามพิธีทางพุทธศาสนา หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็จบไป คุณทนายก็โทรมาแจ้งว่า คุณเจเจได้รับมรดก เธอเลยแจ้งว่า ‘เธอไม่ได้อยากได้ ให้บริจาคไปได้เลย ถ้าเป็นของที่อยู่ที่ออสเตรเลีย’ แต่สิ่งที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอทิ้งเอาไว้ให้ คือที่ดินผืนนึงที่เมืองไทย ซึ่งที่ดินผืนนั้น ยังคงมีลูกของ ลูกพี่ลูกน้องอาศัยอยู่ และมีมูลค่า แต่เธอก็ตัดสินใจปฏิเสธไป เพราะยังไงเราก็ไม่ใช่คนในสายเลือด เธอจึงเงียบไปหลายปี แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจกลับมาจัดการเรื่องมรดก เพราะความฝัน ในความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณเจเจรู้สึกว่า ลูกพี่ลูกน้องมายืนจ้องหน้า ด้วยความรู้สึกโกรธ แล้วก็เรียกให้ตื่น ตื่นๆและเรื่องเดียว ที่เธอยังไม่ได้ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็คือเรื่องมรดก ในตอนบ่ายวันนั้น คุณเจเจเลยตัดสินใจลางาน ไปที่ที่ดิน ก่อนไปเธอก็อธิษฐานในใจว่า ถ้าจะให้รู้อะไร ก็ให้รู้เรื่องกันไปในวันนี้ เพราะเธอไม่เคยติดต่อญาติที่อยู่ตรงที่ดินตรงนั้น พอไปถึงที่ประเมินที่ดิน พี่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าคุ้นจังเลย แล้วเขาก็นึกออกขึ้นมาว่า เมื่อวานมีคนมาประเมินราคากลางของที่ดินผืนนี้เขาจะขาย เธอก็เลยกลับมาจุดธูปที่บ้านบอกว่า ผู้จัดการมรดกมันต้องใช้เวลานะ แต่ขอให้มันลุล่วง คุณทนายของลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็บินมาช่วยกันจัดการ จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นผู้จัดการมรดกคุณเจเจเลยกลับไปที่ดินแห่งนั้นอีกครั้งนึง และแจ้งว่าที่ดินนี้ไม่สามารถขายได้ เพราะว่ามันติดขึ้นศาลอยู่ ทางเจ้าหน้าที่เลยบอกว่า ‘จริงๆต้องรอเดือนนึงก่อน จึงจะประกาศอย่างเป็นทางการ’ แต่ในทุกครั้งที่ทำขั้นตอนอะไร เธอจะจุดธูปคอยบอกลูกพี่ลูกน้องว่า ‘ถ้าเธออยากให้เราได้ที่ดินนี้จริงๆ ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี’ สุดท้ายแล้วก็ต้องฟ้องร้องกัน ระหว่างลูกของลูกพี่ลูกน้อง และเธอผู้เป็นผู้จัดการมรดกเป็นข้อพิพาทระหว่างกัน แต่คุณเจเจก็ทำตามเจตจำนงของคนตาย ซึ่งเขาไม่อยากให้คนในครอบครัวตนเองได้ที่ดินผืนนี้ เพราะแม้แต่ในตอนที่ลูกพี่ลูกน้องเสีย คนเป็นญาติทางสายเลือดก็ไม่ได้สนใจ ที่จะทำเรื่องแจ้งตายให้ คนตายจึงตายตาไม่หลับ พยายามที่จะให้เธอเอาที่ดินมาให้ได้ จุดประสงค์ของคุณเจเจ มีแค่อยากให้ชื่อบนโฉนด มีชื่อของเธอ ส่วนญาติของลูกพี่ลูกน้องจะอยู่ก็อยู่ไป เธอแค่อยากทำให้มันจบตามจุดประสงค์ของคนตาย เพราะเขามาหาเธอบ่อยมาก แทบทุกคืน กับกลิ่นธูปในยามวิกาล….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

30 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

เพียงคำภาวนาหนึ่งประโยคที่เอ่ยออกมาระหว่างความเป็น และความตาย! ทำให้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง แต่หลังจากวันนั้นเธอกลับเริ่มมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ได้ยินเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน และพบว่ามีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองพร้อมติดตามเธอไปทุกที่ จากเหตุการณ์ที่คิดว่าเป็นเพียงผลกระทบทางจิตใจกลับค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องราวชวนขนลุก เมื่อสิ่งที่เจอเริ่มพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เซนส์หลังความตาย’ ‘คุณกระแต’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง เรื่องราวที่เธอยอมรับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เธอไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก ในวันหนึ่งเมื่อเธอนัดหมายกับกลุ่มเพื่อนประมาณ 10 คน เดินทางไปทอดผ้าป่า ณ วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ห่างไกล และค่อนข้างทุรกันดาร หลังจากเดินทางมาถึงทุกคนก็ร่วมทำบุญกันตามปกติ กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 5–6 โมงเย็น หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมด ขณะที่กำลังเตรียมตัวกลับ จู่ ๆ ชาวบ้านคนหนึ่งที่มาช่วยงานในวัดกลับเดินมาชี้ที่รถ พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาดว่า “น้องรถไปชนใครมา ทำไมรถบุบ” คำพูดนั้นทำให้เธอกับเพื่อนหันมามองหน้ากันทันที เพราะรถคันดังกล่าวไม่เคยเกิดอุบัติเหตุใดมาก่อน ในวินาทีนั้นเอง เธอบอกว่าความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนเธอเอ่ยปากกับเพื่อนว่า คืนนี้ขอพักค้างที่วัดได้ไหมเดี๋ยวจะลองไปคุยกับเจ้าอาวาสดูซึ่งท่านก็อนุญาต แต่กลับมีเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าจะกลับให้ได้ สุดท้ายทุกคนจึงตัดสินใจออกเดินทางกลับในช่วงเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง จนเกือบ 1 ทุ่มระหว่างทางขณะที่รถกำลังวิ่งผ่านบริเวณเขื่อน เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น รถของคู่กรณีที่ผู้ขับอยู่ในอาการมึนเมาพุ่งเข้าชนอย่างรุนแรงจนรถเสียหลักพลิกหลายตลบท่ามกลางเสียงกระแทก และความโกลาหลเพื่อนคนหนึ่งกลับบอกว่าในช่วงที่รถกำลังหมุนอยู่นั้น เขาได้ยินเสียงคล้ายบทสวดสำหรับการบูชาเทพองค์หนึ่งดังขึ้น ทั้งที่ไม่มีใครเปิดเพลงใดเลย “เหมือนมีคนบนรถร้องเพลงนี้ขึ้นมา” แต่ในช่วงเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่มีใครมีเวลาสนใจเรื่องนั้น ‘คุณกระแต’ เล่าว่าในตอนนั้นเธอคิดเพียงอย่างเดียวว่า... คงไม่มีใครรอดแล้ว เพราะอีกฝั่งหนึ่งเป็นเขื่อน ขณะที่อีกด้านเป็นคลองลึก เธอจึงได้แต่ภาวนา“หนูขอให้หนูรอดแบบครบ 32 ได้ไหม ถ้าหนูรอดกลับไปได้ ชีวิตที่เหลือของหนูจะช่วยคนที่เขาอยากได้ความช่วยเหลือ” เมื่อรถหยุดนิ่ง และเธอเริ่มได้สติกลับมาสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เธอตกตะลึง เพราะเธอแทบไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ และกลายเป็นคนเดียวที่กระเด็นออกมานอกรถ ขณะที่เพื่อนคนอื่นได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอุบัติเหตุในวันนั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเธอรอดชีวิตมาได้ “เริ่มมีสิ่งที่มองไม่เห็น ทักเราคุยบ้าง ขอความช่วยเหลือบ้าง” ในช่วงแรก เธอพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าอุบัติเหตุครั้งรุนแรงอาจส่งผลต่อสมอง หรือสภาพจิตใจของตัวเอง เธอจึงตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด แต่ผลลัพธ์กลับออกมาปกติทุกอย่าง “ไปรดน้ำมนต์บ้างล่ะ ไปเดินสายบุญบ้างล่ะก็ไม่มีทางอะไรที่ทำให้เปลี่ยนไปได้เลย ยังคงติดต่อมาเรื่อย ๆ สิ่งที่มองไม่เห็น ที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว” หลังจากพักฟื้น ร่างกายของทุกคนเริ่มกลับมาเป็นปกติ ส่วนบาดแผลทางจิตใจก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา แต่สำหรับเธอ เรื่องราวกลับเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นครั้งหนึ่งแม่ของเธอพาไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่แม่เข้าไปพูดคุยกับเจ้าอาวาส เธอนั่งรออยู่ภายในรถเพียงลำพัง ระหว่างนั้นเองเธอบอกว่าเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ผมบ๊อบ สวมชุดขาว เดินเข้ามาอย่างชัดเจน ก่อนจะพูดกับเธอว่า “หนูไปบอกเจ้าอาวาสให้ทีว่า โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เดี๋ยวน้าจะหาคนมาสร้างให้เสร็จเอง” แม้จะเห็นภาพตรงหน้า แต่เธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะเป็นคนเชื่ออะไรยาก และต้องการพิสูจน์ให้แน่ชัด เมื่อเจ้าอาวาสเดินออกมาพร้อมแม่ เธอจึงให้แม่ช่วยถามโดยไม่บอกสิ่งที่ตัวเองเห็นไปก่อน “น้าคนเนี่ยลักษณะแบบไหน” คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอนิ่งไปทันที เพราะท่านตอบว่าเป็นผู้หญิงผมบ๊อบเพิ่งเสียชีวิตไปประมาณ 7 วัน และเคยเป็นโยมอุปถัมภ์ที่ช่วยดูแลการบูรณะโบสถ์ของวัดแห่งนี้ นั่นจึงกลายเป็นข้อพิสูจน์แรกที่ทำให้เธอเริ่มเชื่อว่า สิ่งที่เธอเห็นอาจไม่ใช่เพียงจินตนาการหลังจากเหตุการณ์นั้น‘คุณกระแต’ ยอมรับว่า แม้จะเริ่มเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพบเจอมากขึ้น แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด เพราะเธอเป็นคนที่เชื่ออะไรยาก และอยากให้ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับมากที่สุด เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งช่วงที่เธอกำลังย้ายบ้านใหม่ เธอเล่าว่าได้พบกับหญิงชราคนหนึ่งสวมเสื้อคอกระเช้า และนุ่งผ้าถุงยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หนูไปบอกกับผัวยายให้หน่อยสิ” พร้อมฝากข้อความบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนที่อยู่ข้างหลัง ในตอนนั้นเธอรีบตอบกลับทันทีว่า เธอไม่รู้จักใคร เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ แต่หญิงชราคนนั้นยังคงพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “เอาน่าช่วยยายหน่อย”หลังจากนั้น เธอสังเกตเห็นว่าหญิงชราคนดังกล่าวมีหลานอยู่บริเวณนั้น เธอจึงตัดสินใจซื้อขนมไปฝากเพื่อสร้างความคุ้นเคย และหวังว่าจะมีโอกาสได้พบกับคุณตาเมื่อทั้งสองได้พูดคุยกัน เธอจึงถามขึ้นอย่างเรียบ ๆ ว่าคุณตาอยู่คนเดียวหรือเปล่า คุณตาตอบกลับมาว่าตอนแรกไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก แต่คุณยายเพิ่งเสียไปได้ไม่นาน ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นเธอจึงถามกลับว่าคุณยายเสียตรงบริเวณบันไดใช่ไหม คำถามนั้นทำให้คุณตานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมองหน้าเธอด้วยความตกใจ และถามกลับว่า “รู้ได้อย่างไร…” ในตอนนั้นเอง เธอเริ่มรู้สึกว่าข้อพิสูจน์ครั้งที่สอง อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเลือกตอบเพียงว่าเธอฝันเห็นเท่านั้นแต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เธอเล่าว่ามีหญิงสาวที่อยู่ในสภาพน่าสยดสยองเข้ามาพูดกับเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า พร้อมเล่าเรื่องราวว่าเธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ และโดนทำร้ายอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตหลังจากนั้น ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ตามติดเธอแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเข้าห้องน้ำ กินข้าว หรือแม้แต่ตอนทำงาน เธอก็ยังรู้สึกถึงการปรากฏตัวของอีกฝ่ายอยู่เสมอ เธอเล่าว่า สาเหตุที่พบกับวิญญาณตนนี้ เป็นเพราะช่วงหนึ่งเธอต้องไปประสานงานกับลูกค้า และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานแห่งหนึ่งเป็นเวลาหลายเดือน และเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นจากสถานที่แห่งนั้น การพบเจออย่างต่อเนื่องทำให้เธอเริ่มรู้สึกกดดันจนตัดสินใจสวมสร้อยพระติดตัวไว้ เพราะอยากให้ตัวเองรู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่หยุดลงวิญญาณตนนั้นยังคงเข้ามาพูดคุยขอความช่วยเหลือ และบางครั้งก็เพียงแค่ยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอพูดออกไปว่าอยากให้คนในออฟฟิศรับรู้บ้างว่าเธอกำลังเจอกับอะไร ไม่ใช่เธอเพียงคนเดียวที่เห็นเพราะหลายครั้งเมื่อเธอมีสีหน้าแปลกไปคนรอบตัวก็มักสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นไม่นานสิ่งผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นในออฟฟิศ จากหลอดไฟที่แตกขึ้นมาโดยไม่มีใครคาดคิด กลิ่นบางอย่างที่ลอยมาโดยไม่ทราบที่มา ไปจนถึงเสียงเพลงไทยเดิมที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาทั้งที่ไม่มีใครเปิดมัน แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ ในขณะที่นั่งกันอยู่หลายคนกลับมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้ยิน ราวกับมีใครบางคนกำลังเลือกให้ได้ยิน นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่าบางครั้งวิญญาณตนนั้นยังบอกแนวทางแก้ปัญหางานให้กับเธอ และเมื่อเธอลองทำตามผลลัพธ์กลับออกมาดีอย่างน่าประหลาด แต่สุดท้ายความหวาดกลัวก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเธอถึงขั้นสติแตก วิ่งเท้าเปล่าออกจากออฟฟิศทันที สุดท้ายแล้วเธอจึงตัดสินใจลาออก เพราะคิดว่าหากออกจากสถานที่แห่งนั้นทุกอย่างก็น่าจะจบลงก่อนจากมาเธอพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ฉันจะไม่วนกลับมาตรงนี้หรอก เธอจะไม่ได้เจอฉันอีก” แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะหลังจากเธอสมัครงานใหม่ และได้รับการเรียกสัมภาษณ์ในย่านอโศก พร้อมฐานเงินเดือนที่น่าสนใจ เมื่อเธอเดินทางไปถึงกลับพบความจริงที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว สถานที่ทำงานแห่งใหม่…คือตึกเดิม และนั่นทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่คิดว่าหนีมาไกลอีกครั้งโดย ‘คุณกระแต’ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เธอไม่ได้เล่า และบางเรื่องก็หนักหนากว่าที่ผ่านมาซึ่งเธอสัญญาว่าจะกลับมาถ่ายทอดต่อในภาคสองของรายการสัปดาห์หน้า(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

25 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

เมื่อรับคุณยายคนหนึ่งขึ้นรถมาด้วยในเส้นทางที่มืดเปลี่ยว กลับพบกับความน่ากลัวตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้คุยกัน “เห็นยายด้วยหรอ” เสียงพูดจากยายแก่ข้างถนน ที่ยังคงติดอยู่ในใจกับการหายตัวไปในศาลาร้าง แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในรถ กลับกลายเป็นคำตอบของความน่ากลัวที่พบได้เจอ… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี’ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ยายข้างถนน’ เรื่องราวนี้ ‘คุณกิ๊บ น้ำมันผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณศักดิ์’ ซึ่งตัวของพี่ศักดิ์เอง เขาเป็นคนขับรถส่งผักจากจังหวัดหนึ่ง ไปสู่จังหวัดหนึ่งซึ่งมีระยะทางไกลร่วม 300 กิโลเมตร พี่ศักดิ์จึงชักชวนแฟนของเขาให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ในครั้งนี้ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ทั้งสองได้หยุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อรับประทานข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งพี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งรับประทานข้าวกัน จู่ ๆ ก็มีหญิงชราคนหนึ่ง เดินมาหาพี่ศักดิ์ และแฟนหญิงชราคนนั้นเดินมาด้วยท่าทางหลังค่อม มือที่เหี่ยวย่นได้ถือตุ๊กตา และพวงมาลัยเก่า ๆ จำนวนหนึ่ง พร้อมกับยื่นมาให้เขาทั้งสอง และพูดว่า “ช่วยยายซื้อหน่อย” ด้วยความสงสาร แฟนของพี่ศักดิ์จึงมอบเงินไปให้หญิงชราคนนั้น จำนวน 200 บาท แลกกับตุ๊กตาเก่า มีลักษณะแขนขายาวตัวหนึ่ง หลังจากนั้นทั้งสองได้ออกเดินทางต่อ เมื่อขับขี่รถไปเรื่อย ๆ จากถนนใหญ่มีไฟรายล้อมรอบก็ค่อย ๆ กลายเป็นถนนคับแคบ ไฟก็ค่อย ๆ มืดลงไปจนถึงถนนเลนส์เดียวที่เต็มไปด้วยป่าทั้งสองข้างทาง และไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนนั้นแฟนของพี่ศักดิ์ได้พักงีบหลับ ส่วนตัวของพี่ศักดิ์เองก็ขับรถต่อไป จนไปเจอกับคุณยายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าริมทางถนนเพียงลำพัง…ด้วยความที่พี่ศักดิ์ มีความเชื่อกับตัวเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะไม่จอดรถในที่เปลี่ยวแบบนี้เด็ดขาด เมื่อขับผ่านไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็เห็นยายคนนั้นอีกครั้ง และคิดกับตัวเองว่า “คนแก่ที่ไหนจะมาเดินข้างถนนในตอนนี้” ด้วยความกลัว พี่ศักดิ์ จึงรีบขับรถให้ผ่านยายไปให้เร็วที่สุด แต่กลับต้องจอดกะทันหัน เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกให้หยุดจากแฟน… แฟนของพี่ศักดิ์ยืนยันที่จะรับยายขึ้นรถ เพื่อที่จะไปส่งคุณยายที่บ้าน พี่ศักดิ์ก็ได้เตือนว่ามันดูผิดปกติ แต่แฟนของพี่เขาก็คงยังยืนยันว่าจะรับยายกลับไปด้วยให้ได้ ขณะที่แฟนของพี่ศักดิ์กำลังจะหันไปเปิดประตูรถเพื่อที่จะลงไปหายายจู่ ๆ หน้าของยายก็มาจ่ออยู่ที่กระจกข้างรถแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาตกใจแฟนของพี่ศักดิ์ลดกระจกลง และถามยายว่า “ยายมาจากไหน ทำไมมาเดินที่มืด ๆ แบบนี้”ยายแสยะยิ้มออกมา ทำให้เห็นว่าปากของยายนั้นไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลยสักซี่ก่อนยายจะถามกลับมาว่า “เห็นยายด้วยหรอ” แฟนของพี่ศักดิ์ก็ยังคงไม่คิดอะไร และชวนยายขึ้นรถมาพร้อมกัน เมื่อออกเดินทางต่ออีกครั้งพี่ศักดิ์ ได้แต่คิดกับตัวเองอยู่ในใจว่า สิ่งที่เห็นก่อนหน้านั้นคืออะไรกันแน่ จังหวะนั้นยายที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ได้ชะโงกหน้ามามองพี่ศักดิ์ พร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องสงสัยหรอก” ขณะที่ขับรถไประหว่างทางมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ จนทำให้พี่ศักดิ์ขับรถชนโดยที่ไม่ทันได้เบรคเมื่อพี่ศักดิ์ และแฟนของเขาลงไปดูหมาตัวนั้น กลับเห็นภาพสยองเมื่อพบว่า หัวของหมาตัวนั้น มันได้ขาดหายไป หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนคุณยายได้ลงมาจากรถ และก้มลงไปดึงหัวของหมาออกมาจากข้างหน้ารถ แล้วโยนมันทิ้งไปพรอมกับพูดว่า “ไปเถอะมันถึงเวลาตายของมันแล้ว”เมื่อทุกคนกลับขึ้นรถพี่ศักดิ์ ได้แต่ขับรถต่อไปด้วยความเกร็ง และเกรงกลัวยายคนนั้นเมื่อถึงทางโค้งบ้านของยาย ก็พบว่าที่ตรงนั้นมันเป็นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านของคนอยู่เลยสักหลังมีเพียงแต่ศาลารอรถที่เก่าผุพัง แต่ยายก็ยังคงยืนยันว่าบ้านของแกนั้นอยู่ตรงนี้ เมื่อยายลงจากรถไปก็ได้หันหลัง และเดินเข้าไปในศาลาเก่าหลังนั้น จู่ ๆ ยายก็ได้หายวับไปกับตา ทำให้ทั้งสองคนตกใจกับภาพตรงหน้า และรีบขับรถหนีออกไปจากที่ตรงนั้นในทันที หลังจากนั้น พี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ตนเองได้แวะไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อก็ได้ทักว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในรถ เมื่อเปิดรถเข้าไปดูหลวงพ่อได้หยิบตุ๊กตาที่ซื้อมาจากหญิงชราริมทาง และนำมีดมากรีดมันจนได้พบว่า “มีกระดูกนิ้วมือของมนุษย์อยู่ในตุ๊กตาตัวนั้นเต็มไปหมด จึงเป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนได้พบเจอกับสัมเวสี นั่นก็คือ ยายข้างถนน” พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาจึงขับรถไปที่ถนนเส้นเดิมเพื่อตามหาหญิงชราที่ขายตุ๊กตาให้ เมื่อเจอหญิงชราคนนั้น แฟนของพี่ศักดิ์ก็ได้เข้าไปถาม “ยายเอาอะไรมาขายให้หนู” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงหญิงชราคนนั้นยังวิ่งหนีไปในทันที ทำให้ทั้งสองวิ่งตามไปจนไปเจอหญิชราคนนั้นอยู่ใต้ต้นไม้ ที่มีศาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และได้เห็นว่าตุ๊กตาที่หญิงชรานำมาขาย คือ ตุ๊กตาถวายศาล(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

04 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

ในซีนพิธีบูชายัญ ระหว่างที่เข้าบทจังหวะที่นอนลงบนพื้น กลับรู้สึกถึงแรงลม และพลังงานบางสิ่งบางอย่างที่พัดผ่านลำตัวไป แต่ในฉากกลับไม่มีใครเลย หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ไม่นานได้ไปดูดวง แต่กลับโดนทักเตือนให้ระวังเรื่องบางอย่าง… ที่เมื่อเวลาผ่านไปกลับเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น! เรื่องราวขนหัวลุกกลางกองถ่าย.. ‘พาเวล’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ขณะที่กำลังเข้าฉากถ่ายทำ แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังงานบางสิ่งบางอย่าง ที่เหมือนจะตามติดกลับไปโดยบังเอิญ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X พูห์ - พาเวล’ (25 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจอดีกลางกองถ่าย’ เรื่องราวจาก ‘พาเวล’ เกิดขึ้นในกองถ่ายฉากต้นไม้ 7 ศพ ตั้งอยู่ในห้างร้างแห่งหนึ่ง และมีอยู่หนึ่งซีนสำคัญ ที่ทีมงานยังไม่ได้ถ่าย ซึ่งเป็นซีนฉากทำพิธีบูชายัญที่ตามคิว… “ผี” ต้องปรากฏตัวในเซ็ตจริง ๆ ก่อนเริ่มการถ่ายทำ พาเวลถามผู้กำกับว่า“เดี๋ยวผีเข้ามาเลยไหม หรือเล่นยาวเทคเดียวไปเลยรึเปล่า?” แต่ผู้กำกับตอบว่า ยังต้องมีการรีเซ็ตก่อน เพราะซีนใหญ่มากกลัวใช้เวลาเกินไป จะยังไม่มีอะไรเข้ามาในเซ็ตตอนนี้ พาเวลจึงเล่นไปตามบทแบบไม่คิดอะไร จนถึงจังหวะฉากที่เขาต้องนอนบนพื้นหลับตาไม่เห็นใครรอบตัวแล้วตอนนั้นเอง…พาเวลรู้สึกว่า มีลมแผ่ว ๆ พัดข้ามตัวไปถึง 2 ครั้ง ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเดินผ่านไป เป็นลมที่ทำให้รับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่าง พาเวลได้แต่นึกว่า ผู้กำกับเปลี่ยนบทหน้างานเอาผีเข้ามาจริงเลยเล่นต่อแบบเต็มที่ แต่พอหลังจากถ่ายเสร็จ ไปกินข้าวตอนเย็นซึ่งมีการคุยกันถึงฉากที่เกิดขึ้น แต่คำตอบที่ได้คือ…“ไม่มีใครเอาผีเข้าซีนเลยนะ แพลนเดิมทุกอย่าง” ทั้งที่ในฉากนั้นมีคนอยู่เต็มไปหมด แต่มีแค่พาเวลคนเดียวที่รู้สึกถึง ‘ลมสองครั้ง’ พาเวลเริ่มเอะใจ เพราะในเรื่องตัวละครเขาเป็นคน ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ล้อเล่นกับความตาย ไม่กลัว ไม่ให้เกียรติพิธี เขาเลยย้อนคิดกลับไปว่า…“หรือสิ่งนั้น… ไม่รู้ว่านี่คือการแสดง?” อาจทำให้ ‘ใครบางคน’ เข้าใจว่าเขากำลังลบหลู่จริง ๆ ความหลอนยังไม่จบง่าย ๆ เพราะตั้งแต่เข้าวงการมา พาเวลมีไปดูดวงเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว และหลังถ่ายซีนนี้ไม่นานเขาได้ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง หมอดูเปิดไพ่ใบแรกเป็นภาพของเขาที่มี “ผู้หญิงเกาะอยู่ด้านหลัง” แล้วถามทันทีว่า“ช่วงนี้ไปสถานที่ที่มีของแรง ๆ มารึเปล่า?” พาเวลได้แต่นิ่ง เพราะเขาเพิ่งไปถ่ายฉากที่ห้างร้างจริง ๆ มา หมอดูเปิดไพ่ใบต่อมาเป็นภาพ รถคว่ำ ไฟลุกท่วม มียมทูตยืนอยู่ข้างหลัง และยังมีเงาตึกร้างกับต้นไม้อยู่ในภาพ หมอดูเปิดไพ่แล้วบอกว่า“ระวังเรื่องรถนะ มีเหตุแน่ ทั้งเจ็บ ทั้งเสียเงิน ไม่รอดแน่นอน” แม่หมอจึงให้เขาไปทำบุญโลงศพ อาบน้ำมนต์ และสวดมนต์บทเฉพาะเพื่อให้สิ่งหนัก ๆ เบาลง ซึ่งพาเวลก็ทำตามทุกอย่างแบบไม่คิดมาก แต่ประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์หลังจากนั้นขณะที่เขาขับรถตามปกติจู่ ๆ ยางรถก็รั่ว พาเวลคิดว่าแค่ล้อเดียว แต่พอช่างตรวจกลับพบว่า“ทั้งสี่ล้อโดนตะปูเหมือนกันหมด และยางรุ่นนี้ซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด” มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันแบบนี้ได้เลย แต่ก็กลับเกิดขึ้นเหตุการณ์ขึ้นจริง พาเวลยังคงบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า… ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความบังเอิญ หรือเป็นสัญญาณบางอย่างจากสิ่งที่เขาไปลบหลู่โดยไม่ตั้งใจ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-