เรื่องเล่าจากคุณกี้ เสียงกล่อมผี 'น้องชุดเเดง' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณกี้ เสียงกล่อมผี 'น้องชุดเเดง' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

19 ม.ค. 2025

        ‘คุณกี้’ ได้มาเล่าประสบการณ์ขนหัวลุก เมื่อต้องขับรถไปส่งผู้โดยสารนอกเมือง แต่กลับเจอผู้หญิงใส่ชุดแดงมายืนทำท่าแปลก ๆ อยู่ใต้ต้นมะม่วงข้างทางคนเดียว มาฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 มกราคม 2568) ผู้หญิงคนนี้จะเป็นใคร? เหตุใดถึงต้องยืนอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน? ไปอ่านพร้อมกันเลย!

        ‘คุณกี้’ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณกี้มีอาชีพขับรถรับจ้าง ตัวคุณกี้นั้นมีลูกสาวหนึ่งคน ลูกชายหนึ่งคน ส่วนภรรยาของคุณกี้เปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดอุดรธานี ทางด้านคุณกี้นั้นทำงานขับรถเป็นกะ แบ่งเป็นกะกลางวันสองอาทิตย์ กะกลางคืนสองอาทิตย์เพื่อให้เท่าเทียมกันกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งคุณกี้จะมีคิวรถอยู่ที่บริษัทรถทัวร์แห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี

          อยู่มาวันหนึ่ง เป็นช่วงที่คุณกี้เข้ากะกลางคืนพอดี และได้รับผู้โดยสารขึ้นมาสองท่าน เป็นคู่สามีภรรยา จากนั้นก็ได้มีการพูดคุยตกลงกัน โดยให้คุณกี้ไปส่งที่อำเภอไชยวาน เป็นระยะทาง 52 กิโลเมตร หลังจากที่ตกลงราคากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณกี้ก็เดินทางไปส่งผู้โดยสารทั้งสอง ในระหว่างทางก็ได้มีการพูดคุยกัน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน ตามประสาคนที่เป็นผู้ให้บริการ

        ในคืนนั้นเอง คุณกี้คิดว่าตัวเองนั้นโชคดีอยู่บ้าง เพราะท้องฟ้าตอนนั้นสว่างจากแสงของพระจันทร์ ทำให้มองเห็นเส้นทางได้ง่าย แต่หลังจากขับมาได้เรื่อย ๆ จนเกือบที่จะถึงที่หมายปลายทางประมาณ 1-2 กิโลเมตร จู่ ๆ คุณกี้ก็รู้สึกได้ว่า มีอะไรบางอย่าง ลักษณะเหมือนกับคน ยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วง ที่อยู่ข้างทาง หลังจากที่คุณกี้ขับรถเข้าไปใกล้ ๆ ด้วยแสงไฟหน้ารถ พร้อมกับแสงของพระจันทร์ ทำให้สามารถมองได้ชัดเจนด้วยตาเนื้อของตัวเองว่า เป็นผู้หญิง ยืนเอามือทั้งสองข้างจับท้องของตัวเอง ใส่ชุดสีแดง

        ในจังหวะที่คุณกี้กำลังจะเอ่ยปากถามผู้โดยสารว่าเห็นเหมือนกันไหม แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรสักคำ เพราะเมื่อคุณกี้มองไปที่กระจกมองหลัง ก็ได้เห็นคู่สามีภรรยาอยู่ ๆ ก็นั่งกอดกัน พร้อมกับขยับเข้ามาใกล้คุณกี้ที่กำลังขับรถอยู่ หลังจากที่เห็นแบบนั้น คุณกี้จึงตัดสินใจไม่ถามออกไป และได้ไปส่งผู้โดยสารถึงที่หมายด้วยความปลอดภัย

        ก่อนที่คุณกี้จะเดินทางกลับ คุณกี้ได้นึกสงสัยและถามสามีภรรยาคู่นั้นขึ้นมาว่า

        “พี่ทั้งสองคน เห็นผู้หญิงที่ใส่ชุดแดงคนนั้นไหม ที่อยู่ใต้ต้นมะม่วง”

        ซึ่งสามีภรรยาคู่นั้นมีท่าทีที่จะไม่ตอบคำถามของคุณกี้ ตอบกลับมาเพียงแค่ว่า

        “อยากรู้จริง ๆ เหรอ แต่มันจะมีเส้นทางเดียวนะ ที่จะเข้าไปในตัวจังหวัด ถ้ากลัวก็นอนกลับพี่ก่อน ตอนเช้าค่อยกลับก็ได้”

        คุณกี้ได้ตอบกลับไปทันทีเลยว่า

        “ไม่เป็นอะไรครับพี่ ผมคงนอนไม่ได้หรอก”

        จากนั้นพี่เขาก็พูดต่อว่า

        “งั้นเดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง ก่อนหน้านี้ 5-6 เดือน มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง โดนรุมโทรมจนน้องถึงกับตั้งท้อง พอชาวบ้านรู้ข่าว ก็พูดปากต่อปากไปเรื่อย ๆ ตามประสาป้า ๆ คุยกัน ทำให้น้องเครียดมาก จนน้องคิดทำในสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิด น้องจบชีวิตด้วยการแขวนคอตัวเอง ที่ใต้ต้นมะม่วง”

        หลังจากที่พูดจบ คู่สามีภรรยาก็ทิ้งท้ายให้คุณกี้ว่า

        “ขับรถดี ๆ นะเดินทางปลอดภัยแล้วกัน”

        ตัวคุณกี้นั้น จึงทำได้แค่เพียงยกมือไหว้ พร้อมกับกล่าวขอบคุณ หลังจากนั้นคุณกี้ก็เดินทางกลับด้วยเส้นทางเดิม เพราะไม่มีเส้นทางอื่นแล้วที่จะสามารถเข้าตัวเมืองได้ หลังจากขับรถมาเรื่อย ๆ จนมาเกือบที่จะถึงจุดที่เจอน้องคนนั้น ในความรู้สึกของคุณกี้ตอนนั้นมีแต่ความกลัว แต่ด้วยความที่เป็นเสาหลักของครอบครัว จึงต้องผ่านไปให้ได้

        เมื่อถึงจุดที่น้องคนนั้นอยู่ คุณกี้พยายามที่จะไม่มองไปทางใต้ต้นมะม่วงต้นนั้น แต่สายตาก็ยังเหลือบไปมองทางนั้นอยู่ดี และสิ่งที่คุณกี้ได้เห็นคือ ยังคงเป็นน้องคนนั้น ยืนอยู่จุดนั้นเหมือนเดิม มีลักษณะอย่างเดิม เหมือนกับตอนที่ขับรถมาครั้งแรก คุณกี้จึงทำได้แค่ภาวนาอยู่ในใจว่า

        ‘อย่ามาปรากฏให้คนอื่นเขาเห็นนะ เขาจะพากันกลัวกันเปล่า ๆ มันจะบาปเอานะ และขอให้น้องไปสู่ภพภูมิที่ดี ขออโหสิกรรมให้ด้วย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้’

        หลังจากนั้น คุณกี้ก็ได้พูดกลับตัวเองว่า “ถ้าเป็นแบบนี้ เจอแบบนี้คงไม่ไหวแล้ว ขอกลับบ้านดีกว่า”

        ในเวลาตี 4 คุณกี้ต้องไปรับภรรยา เพื่อจะไปจ่ายตลาดตอนเช้า หลังจากเจอภรรยาแล้ว คุณกี้ก็เล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ภรรยาฟัง ทางภรรยาของคุณกี้จึงชวนกันไปทำบุญ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้น้องชุดแดงคนนั้นไป...

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ล่าความหลอนที่โบสถ์เก่า พอไปถึงก็เจอป้ายืนอยู่คนเดียวเลยเข้าไปทัก

29 มี.ค. 2024

ล่าความหลอนที่โบสถ์เก่า พอไปถึงก็เจอป้ายืนอยู่คนเดียวเลยเข้าไปทัก

เรื่องนี้ ‘คุณโนอาร์’ จากเพจ ‘โนอาร์-Noah’ ได้นำเรื่องดล่าสุดหลอนที่เจอเข้ากับตัวเองมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 มีนาคม 2567) ได้ขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เจอป้าที่โบสถ์เก่า’ ‘คุณโนอาร์’ เล่าว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 มีนาคม 2567) ได้เดินทางไปยังโบสถ์ที่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ‘พี่นาค 4’ ตามคำแนะนำของผู้กำกับอย่าง ‘พี่ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ’ เพื่อพิสูจน์และสัมผัสประสบการณ์หลอนด้วยตนเอง คุณโนอาร์และแฟนใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงก็ถึงโบสถ์ซึ่งเป็นเวลาโพล้เพล้ ที่โบสถ์แห่งนั้นมีบ่อน้ำคั่นกลางต้นไม้ เมื่อไปถึงก็จัดแจงตั้งกล้องหันไปทางโบสถ์ไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนคลับ ระหว่างที่กำลังไลฟ์สดอยู่นั้น ก็มีคุณป้าท่านหนึ่งเดินมาจากต้นโพธิ์ด้านหลังคุณโนอาร์ คุณโนอาร์เหลือบมองเห็นจึงสลับให้แฟนทำหน้าที่พูดไลฟ์แทน ส่วนคุณโนอาร์ก็ลุกไปหาคุณป้าที่ต้นโพธิ์ ระหว่างที่กำลังเดินอยู่นั้น คุณป้าก็พูดขึ้นมาทั้ง ๆ ที่คุณโนอาร์ยังไม่ได้พูดอะไรว่า “มาหา เพราะเป็นห่วง” คุณโนอาร์ได้ยินก็คิดว่าคุณป้าท่านนี้อาจจะเป็นชาวบ้านละแวกนี้ จึงถามกลับไปว่า “ป้าเป็น FC ผมหรือเปล่าครับ?” แต่คุณป้ากลับไม่ตอบอะไร หลังจากเงียบไปสักพัก คุณป้าก็พูดประโยคเดิมว่า “มาหา เพราะเป็นห่วง” คุณโนอาร์จึงบอกไปว่า “ประมาณ 2-3 ทุ่ม ผมจะเริ่มสำรวจโบสถ์ ป้าจะไปที่โบสถ์กับผมมั้ย?” คุณป้าก็ตอบกลับมาว่า “ป้าอยู่ที่นี่มานาน ยังไม่เคยเข้าไปสักครั้ง” ได้ยินดังนั้น คุณโนอาร์ก็เริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ ในระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น คุณโนอาร์ก็มองไปที่ตาของคุณป้า สังเกตได้ว่าดวงตาของคุณป้าไม่กะพริบเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ก็คิดเพียงว่าเป็นบุคลิกของคุณป้าเท่านั้น หลังจากไลฟ์ช่วงเย็นจบไป ก็ถึงเวลาที่จะต้องเข้าไปเก็บภาพด้านในของโบสถ์ ตอนนั้นเป็นเวลา 2-3 ทุ่มตามที่วางแผนไว้ คุณโนอาร์เดินอ้อมบ่อน้ำเข้าไปในโบสถ์ เมื่อถึงหน้าโบสถ์ก็มีแมวดำกระโดดออกมาจากข้างใน ตนนั้นรู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ก็เดินเข้าไปสำรวจต่อไป ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียง ก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊ก จากคานไม้ด้านบน ตอนนั้นคุณโนอาร์คิดเพียงว่าอาจจะเป็นเสียงนก จึงหันหลังมองย้อนกลับไปที่ต้นโพธิ์ ก็เห็นว่าแฟนของตนนั้นยืนถือตะเกียงอยู่ข้างคุณป้าปริศนาท่านนั้น เมื่อเห็นดังนั้นก็สบายใจที่แฟนไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว เมื่อสำรวจไปได้สักพัก คุณโนอาร์ก็เดินกลับออกมายังรถที่จอดไว้ใกล้ต้นโพธิ์ จากนั้นก็พูดกับคุณป้าว่า “พรุ่งนี้ผมจะมาอีกรอบ” คุณป้าจึงตอบกลับมาว่า “พรุ่งนี้ จะมาอีกใช่มั้ย?” คุณโนอาร์ย้ำคำตอบเดิมไปว่า “ใช่ครับ” แต่คุณป้าก็ถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมา ในตอนนั้นคุณโนอาร์คิดเพียงว่าคุณป้าท่านนี้อาจจะได้ยินไม่ค่อยชัด คุณโนอาร์จึงต้องตอบแบบเดิมอยู่ 3-4 รอบ จากนั้นจึงบอกคุณป้าไปว่า “ผมจะเข้าไปเก็บภาพบรรยากาศข้างในอีกรอบ อีกครึ่งชั่วโมงก็เสร็จครับ” เมื่อบอกคุณป้าเสร็จ ตนก็เดินเข้าไปในโบสถ์อีกครั้ง เมื่อเก็บภาพบรรยากาศรอบโบสถ์เสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่รถอีกครั้ง รอบนี้คุณโนอาร์ตั้งใจจะไปหยิบน้ำดื่มที่หลังรถเพื่อมาดื่มและจะให้คุณป้าด้วย แต่เมื่อเดินมาที่หลังรถก็ไม่พบคุณป้าแล้ว คุณโนอาร์ย้อนกลับไปว่าช่วงเวลาที่ตนเข้าไปเก็บภาพในโบสถ์นั้น แฟนก็ยืนคุยกับคุณป้า แต่แฟนรู้สึกว่ายุงเยอะจนทนไม่ไหว จึงบอกคุณป้าไปว่า “หนูขอเข้าไปรอในรถนะคะ ตรงนี้ยุงเยอะมากเลย” คุณป้าไม่ตอบอะไรกลับมา จากนั้นแฟนก็เดินขึ้นรถ และคิดว่าคุณป้าน่าจะยืนอยู่ข้างนอกคนเดียวพร้อมกับตะเกียงที่แฟนเคยถือเอาไว้ เมื่อคุณโนอาร์มาถึงรถและเดินไปข้างหลังแต่ไม่เห็นคุณป้าจึงคิดว่าน่าจะกลับไปแล้ว ส่วนแฟนเองก็ไม่ได้สังเกตว่าคุณป้าไปไหนหรือกลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางกลับ วันถัดมา รอบนี้จะเป็นการถ่ายทำที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเพราะมีทีมงานมาช่วยถ่ายด้วย ฝ่ายทีมงานเดินทางมาถึงก่อนคุณโนอาร์ครึ่งชั่วโมง เมื่อตนมาถึงก็ถามทีมงานว่า “มีใครเข้ามาหรือยัง?” เพราะตนจำได้ว่าคุณป้าบอกว่าจะเข้ามาหา แต่ทีมงานส่ายหัวและบอกว่า “ยังไม่มีใครเข้ามานะ” ได้ยินดังนั้นคุณโนอาร์ก็คิดว่าคุณป้าอาจจะมาเวลาเดียวกับเมื่อวานจึงไม่ได้คิดอะไร หลังจากนั้นทีมงานก็จัดแจงสถานที่ ปูเสื่อเพื่อพักผ่อนและรอเวลา เมื่อถึงเวลาทุ่มครึ่ง คุณป้าก็ยังไม่ปรากฏตัว จากนั้นก็ถึงเวลาไลฟ์สด คุณโนอาร์ต้องไปยืนที่หน้าต้นโพธิ์เพื่อถ่ายเปิดรายการ เวลานั้นคุณโนอาร์เหลือบมองเห็นกรอบรูปอยู่ข้างหลังตากล้อง เมื่อเห็นรูปชัดขึ้นตนก็อุทานออกมาว่า “ป้า! ในรูป!” คุณโนอาร์จึงเรียกให้แฟนมาดู แฟนก็พูดว่า “เห้ย! ป้านี่นา!” ทีมงานทุกคนก็ตกใจ เพราะในช่วงที่ทีมงานมาถึงก่อนนั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นรูปนี้เลย นอกจากนี้ยังมีถุงอัฐิห่อวางไว้ข้าง ๆ กันอีกด้วย คุณโนอาร์จึงเล่าเรื่องเมื่อวานให้ทีมงานฟัง หลังจากได้ฟังก็มีข้อถกกันมากมาย คิดไปต่าง ๆ นานาว่าคุณป้าอาจจะมีแฝด แต่การถ่ายรายการก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป สรุปแล้วในวันที่สองนั้น คุณป้าก็ไม่ปรากฏตัวออกมา คุณโนอาร์จึงโพสต์เรื่องราวที่เจอลงในเฟสบุ๊ค หลังจากนั้นก็มีการแชร์ออกไปมากมาย แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีคนทักเข้ามาบอกว่าเป็นคนในครอบครัวของคุณป้า! ตอนแรกคุณโนอาร์ยังไม่เชื่อ จึงขอตรวจสอบข้อมูล บุคคลปริศนาก็ส่งมาให้ทั้งรูปถ่ายงานศพของคุณป้า และส่งนามสกุลในบัตรประชาชนเพื่อยืนยันว่าเป็นคนในครอบครัวจริง นั่นทำให้คุณโนอาร์เชื่อว่านี่คือลูกของคุณป้าอย่างแน่นอน ลูกของคุณป้าบอกว่า “ถ้าคุณไม่โพสต์ ก็คงจะไม่มีใครรู้เลย” คุณโนอาร์จึงสอบถามต้นสายปลายเหตุว่า รูปของคุณป้าไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร? ลูกของคุณป้าเล่าว่าตนเองก็ไม่มั่นใจว่าใครนำมาทิ้ง แต่คุณแม่เสียไปตั้งแต่ปี 2559 ด้วยอุบัติเหตุรถชน หลังจากทำพิธีชาปณกิจศพเสร็จ ลูกหลานและคนในครอบครัวของคุณป้าต่างก็แยกย้ายไปใช้ชีวิตที่อื่น ส่วนรูปของคุณป้านั้นเก็บเอาไว้ที่บ้านหลังเก่า คิดว่าอาจจะเป็นเจ้าของคนใหม่หรือคนในครอบครัวที่บอกไม่ได้ว่าเป็นใครเอามาทิ้งก็เป็นได้ คุณโนอาร์จึงนัดวันเวลากับลูกของป้าเพื่อรับรูปและอัฐิ เวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ทางคุณโนอาร์และครอบครัวก็ได้พบกัน ทางครอบครัวถามคุณโนอาร์ว่า “ตอนที่เห็นป้า รูปร่างเป็นยังไง ใส่เสื้อผ้ายังไง” คุณโนอาร์ก็เล่ารายละเอียดที่จำได้ให้ฟัง ปรากฏว่าข้อมูลเหล่านั้นตรงกันหมด จากนั้นหลวงพ่อก็ช่วยทำพิธีสวดมนต์เพื่อที่จะได้นำรูปนั้นไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

30 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

ก่อนไปถึงจุดหมาย แต่ระหว่างทางอาจทำให้ไปไม่ถึง ขณะขับรถไปงานศพต่างจังหวัดกับเพื่อนในรถ 4-5 คน กลับมีสิ่งแปลก ๆ ทั้ง Google map ค้างไม่บอกพิกัด และเสาไฟทั้งสามที่คนขับเห็นเพียงคนเดียว เมื่อไปถึงคนในหมู่บ้านดันมีคำพูดเตือนอย่างหน้าประหลาดใจ จนสุดท้ายมารู้ความจริงว่า สิ่งที่เห็นไม่ใช่เสาไฟ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม’ (15 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พิกัดหลอนซ่อนทาง’ ‘อาจารย์ฟิล์ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวที่ตนนั้นเจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงโควิดระบาดใหม่ ๆ และเพิ่งเริ่มมีประกาศว่าจะมีการล็อกดาวน์ เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นก่อนล็อกดาวน์ ตอนนั้นพ่อของเพื่อนสนิทเสีย จึงต้องรวมตัวกับเพื่อนพากันไปงานศพที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ได้รวมตัวกับเพื่อนกัน 4 คน โดยมีอาจารย์ฟิล์ม อาสาเป็นคนขับรถให้ และช่วงนั้นเหมือนจะเริ่มงดเว้นการเดินทาง พวกรถขนส่งก็เริ่มไม่ค่อยมี ในวันที่ทราบเรื่องว่าต้องไปไหว้นั้นก็เป็นช่วงที่ใกล้จะเผาพอดี ทั้งหมดจึงได้รีบนัดไปกันในวันสวดวันสุดท้ายทั้งหมดจึงได้รีบพากันออกเดินทางทันทีก่อนที่ฟ้าจะมืด แต่กว่าจะไปถึงชลบุรีฟ้าก็ได้เริ่มมืดลง ทั้งหมดจึงได้พากันเข้าไปเช็กอินโรงแรมที่จองไว้ก่อนที่จะเร่งเดินทางต่อไปยังวัดให้ทันสวด ระหว่างทางในขณะที่ขับรถอยู่บนถนนใหญ่ รอบข้างก็ไม่ค่อยมีรถคันอื่นขับผ่านสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ จะมีเพียงรถขนส่งไม่กี่คันเท่านั้น ระหว่างที่ขับรถ ก็จะให้เพื่อนหนึ่งคนในกลุ่มชื่อ เอก ที่เป็น LGBTQ รับหน้าที่คอยดูแมพให้ และเมื่อขับรถไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ เอกก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ฟิล์มช่วยกูหน่อย เอฟมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ นั่งพึมพัมอะไรอยู่คนเดียว” อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันไปชวนคุยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมาจากเอฟ เลยคิดว่าช่างมัน และหันกลับมาโฟกัสกับการขับรถต่อ ในจังหวะนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มมืดขึ้น อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันมองซ้ายขวา หาจุดที่จะเป็นจุดสนใจ เพื่อจำเส้นทางที่ขับมาสำหรับขากลับ ว่าหากเจอจุดนี้ก็จะรู้ได้ว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ทันใดนั้นก็ได้หันออกไปเห็นเสาไฟสูงด้านขวามือ 3 ต้น เลยได้จำไว้ และหันกลับมาขับรถต่อไปยังจุดหมายขณะเดียวกันทางด้านของเอก ก็ยังคงนั่งก้มหน้าพึมพัมอยู่ จนขับไปเรื่อย ๆ เอกก็ได้บอกว่า จะมีทางเลี้ยวซ้ายที่จะผ่านหมู่บ้านนิดนึง และจะถึงวัดเลย ซึ่งก็เลยขับกันไปตามทาง แต่ขับไปยังไงก็ยังไม่ถึงวัดสักที จนเอกก็ได้บอกว่า GPS มันค้าง ทันใดนั้นเอฟก็ได้เงยหน้าขึ้นมา และบอกว่าให้ขับไปข้างหน้าอีกนิดนึง ปรากฏว่าเจอเข้ากับคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานสวนมา เอฟจึงได้เปิดกระจกแล้วถามทางกับคุณลุง จึงทำให้รู้ว่าได้ขับเลยวัดมาแล้ว ทั้งหมดจึงได้ถอยกลับไปตามทางที่ลุงบอก เลี้ยวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ได้ถึงวัดที่เป็นจุดหมายปลายทาง แต่กว่าจะมาถึงงานก็สวดเสร็จ ทั้งหมดจึงได้จะพากันเข้าไปไหว้เคารพศพ และขอโทษเพื่อนที่มาช้าจนไม่ทันสวด จังหวะนั้นพวกคุณลุงคุณป้าก็ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับ และถามไถ่ทำให้ทั้งหมดใจชื้นขึ้น จากที่รู้สึกผิด และกลัวว่าจะโดนดุ หลังจากที่ไหว้เคารพศพเสร็จ จึงจะไปกินข้าว แต่เอฟก็ได้พูดขึ้นมาว่าตนนั้นถือว่าจะไม่กินข้าวงานศพ ทุกคนเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้ตัดสินใจไม่กิน และจะไปหากินข้างนอกพร้อมกันทีเดียว จึงได้ขอตัวลากลับก่อน ทันใดนั้นได้มีคุณป้าคนนึงบอกว่า “พวกหนูอย่าเพิ่งกลับเลย นอนที่นี่กันมั้ย” ทั้งหมดจึงได้ปฏิเสธไปเพราะจองโรมแรมไว้แล้ว สักพักก็ได้มีคุณลุงสัปเหร่อเดินเข้ามาถามหาว่า “ใครเป็นคนขับรถ” อาจารย์ฟิล์มจึงได้ตอบไป แล้วคุณลุงสัปเหร่อคนนั้นก็ได้จูงมือไป และเอาพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ มาใส่ไว้ในมือของอาจารย์ฟิล์ม พร้อมบอกให้เอาสิ่งนี้ไว้ในรถ หลังจากนั้นทั้งหมดจึงได้พากันขับรถกลับในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวรถออกจากวัด ก็ได้เห็นว่าคุณลุงคุณป้ายืนเรียงกันมาส่งอยู่ที่หน้าวัด ทั้งหมดจึงได้สบายใจ และขับรถกลับทางถนนใหญ่เส้นเดิม แต่เหตุการณ์กลับมีเรื่องน่าตกใจตรงที่ว่าไม่ว่าจะขับมาไกลแค่ไหนมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นเสาไฟสูง 3 ต้นนั้นเลย เจอเพียงแค่ 2 ต้นเท่านั้นจึงได้หันไปถามเอกว่า เอกเห็น 3 ต้นรึป่าวซึ่งเอกก็บอกว่า เห็นแค่ 2 ต้น ถามแฟน แฟนก็ตอบว่าเห็นแค่ 2 ต้นเอฟจึงได้บอกขึ้นมาว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรต่อ ให้ขับไปก่อนจนกว่าจะถึงที่พัก เมื่อถึงที่พักจึงได้หันไปถามเอฟว่า เกิดอะไรขึ้น เอฟเป็นคนที่มีเซนส์ในเรื่องนี้จึงได้บอกว่า จริง ๆ แล้วนั้นเอฟรู้สึกไม่ดีตั้งแต่ที่ขับรถขาไปบนถนนเส้นนั้นแล้ว เอฟบอกว่ามีความรู้สึกเหมือนกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างหูตลอดเวลา พร้อมบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ฟิล์มเห็นนั้นคือ เปรต ไม่ใช่เสาไฟอย่างที่คิด และบอกว่าตนนั้นก็เห็น 3 ต้นเหมือนกัน แต่ต้นที่ 3 นั้นเป็นขาคนตัวสูง ซึ่งลุง และป้าที่วัดคงรู้ว่าพวกเราไปเจออะไรมาจึงได้ให้พระพุทธรูป และมายืนส่งกลับที่หน้าวัดนั่นเองวันถัดไป ทั้งหมดก็ได้พากันขับรถเดินทางไปที่วัดตามเดิม และไปเล่าให้กับคุณลุงคุณป้าฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ป้าแกจึงได้ตอบกลับมาว่า “ที่ไม่อยากให้กลับไป อยากให้นอนที่วัดก็เพราะรู้นี่แหละว่าเขาตามมาด้วย..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊กดุ๊กดิ๊กปิ๊กเมืองผี ‘ขอลูกเสียผัว‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

20 ก.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊กดุ๊กดิ๊กปิ๊กเมืองผี ‘ขอลูกเสียผัว‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊กปิกเมืองผี’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ขอลูกเสียผัว’ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณแอน’ กับสามีที่ได้ไปขอลูกกับศาลเก่าแห่งหนึ่ง แต่ชีวิตคู่กลับต้องเจอเรื่องราวสุดช็อค เพราะดันไปขอผิดศาล! เรื่องราวทั้งหมดจะหลอนและขนหัวลุกซู่ขนาดไหน? สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (8 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊ก’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝากเล่าจาก ‘คุณแอน’ โดยคุณแอนได้แต่งงานกับสามี และได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของสามีที่จังหวัดสุโขทัย แม้ว่าทั้งสองจะแต่งงานกันมาหลายปี แต่ก็ยังไม่มีลูกเสียที จนคนระแวกบ้านนำเรื่องนี้ไปแซวกันสนุกปากว่า “อุ้ย ทำไมมันไม่มีลูกสักที มันอะไรหรือเปล่า” ช่วงแรกที่เจอคำถามเหล่านี้ สองสามีภรรยาก็ไม่ได้รู้สึกยี่หระอะไร คิดว่าเดี๋ยวชาวบ้านก็เลิกพูดกันไปเอง แต่นานวันเข้าเรื่องนี้กลับไม่จบละลุกลามมากขึ้น คำพูดของชาวบ้านส่งผลกระทบต่อสองสามีภรรยา ทำให้บรรยากาศในบ้านมาคุ ยิ่งคุณแอนเป็นสะใภ้ที่ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหญ่ด้วยแล้ว เรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้คุณแอนรู้สึกอึดอัด เพราะแม้กระทั่งคนในครอบครัวก็เริ่มรู้สึกกับคำพูดเหล่านั้นด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น สามีของคุณแอนก็คอยอยู่ข้าง ๆ และให้กำลังใจเสมอว่า “เออ ไม่เป็นไรนะที่รัก เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ผ่านไป” สองสามีภรรยาอดทนกับคำพูดเหล่านั้นมาเรื่อย ๆ กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ทั้งสองได้ไปเป็นเจ้าภาพกฐินที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ก็ได้เงินให้วัดมากถึงสองแสนบาท และได้มานั่งพูดคุยสนทนาสัพเพเหระกันในวัด อยู่ ๆ ทางญาติฝั่งสามีก็ได้เอ่ยปากถามหลวงพ่อไปว่า “หลวงพ่อ พระองค์ไหนในวัดที่พอจะขอลูกได้บ้างไหม” หลวงพ่อเขาก็ตอบกลับมาว่า “เรื่องนี้ให้มันเป็นธรรมชาติแล้วกันเนอะ” ทว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ‘ป้าหนิง’ หนึ่งในสมาชิกครอบครัวก็พูดขึ้นมาว่า “เห้ย ป้านึกออกแล้ว มีอยู่ศาลนึง แถว ๆ บ้านเรานี่แหละ ไว้กลับไปเนี่ย ไปขอพรได้เลยนะ ศาลมันอยู่ใกล้บ้าน ศาลนี้คนไปขอพรเยอะ ใครไปขออะไรก็ได้” ป้าหนิงให้พิกัดศาลมาเสร็จสรรพ คุณแอนและสามีจึงคิดกันว่า ‘คราวนี้ คงต้องลองไปขอลูกแล้ว’ แม้นี่จะไม่ใช่ความต้องการของทั้งสอง แต่ก็อยากจะลองไปขอพรดู เพราะทนความกดดันจากคนรอบข้างไม่ไหว และแล้ววันนั้นก็มาถึง ทั้งสองได้ขับรถไปตามพิกัดที่ที่ป้าหนิงบอก เมื่อไปถึงก็พบว่าศาลนั้นค่อนข้างรกร้าง มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ตัวศาลเองก็เก่าและค่อนข้างทรุดโทรม ทั้งคู่เกิดความไม่มั่นใจ คิดว่าอาจจะมาผิดศาล แต่เมื่อพิจารณารอบข้างดูแล้ว ก็ไม่พบศาลอื่นอีก ทั้งคู่คิดว่าน่าจะมาถูกต้องแล้ว จึงได้เข้าไปขอพร หลังจากนั้นไม่นาน คุณแอนก็ตั้งท้อง เมื่อเข้าไปพบคุณหมอ คุณหมอก็เตือนว่า “คุณแม่อายุเยอะนะ ต้องอย่าลืมว่าลูกจะต้องมีความเสี่ยง อาจจะมีเรื่องโรคสมอง เรื่องเลือดต่าง ๆ ที่มันจะเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้” เมื่อถึงกำหนดคลอด ก็ออกมาเป็นลูกชายฝาแฝด เด็กทั้งคู่ไม่มีภาวะเสี่ยงร้ายแรงที่คุณหมอคาดว่าจะเกิดขึ้นเลย มีเพียงเรื่องโรคเลือดที่อาจจะต้องระมัดระวัง นานวันเข้าเด็กทั้งคู่ก็เริ่มเติบโต เลี้ยงง่าย น่ารัก ใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กทั่วไป ทว่ามีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่คุณแอนนอนกลางวันอยู่ ก็ฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในบ้านไม่ได้ เขายืนรออยู่หน้าบ้าน และตะโกนเรียก ตัวคุณแอนก็เดินลงมา จึงได้เห็นว่าผู้หญิงคนนี้รอคุยด้วย แต่เมื่อลูกของคุณแอนเดินตามมา กลายเป็นว่าผู้หญิงในฝันคนนั้นพยายามที่จะเอาลูกไป จึงได้มีการยื้อยุดฉุดกระชากกันแล้วได้พูดไปว่า “นี่ลูกฉัน เอาไปไม่ได้” ผู้หญิงในฝันก็พูดด่าทอคุณแอนว่าตัวของคุณแอนไปขโมยของเขามา และจากร่างที่ปกติ ผิวของผู้หญิงคนนี้กลับค่อย ๆ เปื่อยยุ่ยและก็หลุดออกมาเป็นชิ้น! คุณแอนตกใจจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา และได้เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้สามีฟัง ตัวสามีก็เพียงแค่คิดว่าน่าจะนอนเยอะหรือกินมากเกินไปจนธาตุเพี้ยน ทว่าความฝันนั้นกลับเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ซ้ำกันแทบจะทุกคืน นานวันความฝันก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในฝันมีผู้ชายอีกคนหนึ่งมาเพิ่ม และพูดมาประมาณว่า “มึงอะ เอาลูกกูไป มึงขโมยลูกกู กูจะเอาลูกกูคืน” จากนั้นก็จะยื้อยุดฉุดกระชากกัน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมานั่นคือ แม้กระทั่งในยามตื่น คุณแอนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่ในบ้านตลอด ผ่านไปสักพักหนึ่ง จู่ ๆ ลูกแฝดก็ไม่สบาย ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ต้องเขาโรงพยาบาลรักษาตัวระยะยาวด้วยโรคเลือดที่เป็นอยู่ ที่บ้านต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลตลอด ในขณะที่ตัวคุณแอนและสามีเทียวไปมา คุณแอนก็รู้สึกได้ว่าเวลาที่กลับบ้าน จะเห็นว่าเหมือนจะมีขาหรือเงาคนเดินอยู่ในบ้าน พอเดินเข้าไปสำรวจกลับไม่มีใครเลย พอไปถามญาติ ทุกคนก็ยังไม่มีใครกลับบ้าน ทำให้สองสามีภรรยาเริ่มเอะใจ เรื่องนี้เริ่มจะไม่ปกติแล้ว.. แม้จะเกิดเรื่องไม่สบายใจภายในบ้าน แต่ทั้งคู่ก็อดทนอยู่กันต่อไป และนอกจากเงานั้นยังมีเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ เกิดขึ้นภายในบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าคนทั้งบ้านเริ่มเจอกับสถานการณ์เดียวกัน ทั้งเงา ทั้งเสียง มาครบเลยทีเดียว กระทั่งความกลัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ตอนแรกทุกคนในบ้านนอกแยกห้องกัน ก็เริ่มมานอนอยู่รวมกันในโซนกลางเพื่อความสบายใจของทุกคน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์แย่มากขึ้น สองสามีภรรยาก็เริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น และตัวสามีก็ดันหลุดปากมาว่า “เนี่ย ถ้าเรื่องมันเยอะขนาดนี้นะ งั้นเดี๋ยวกูจะไปเผาศาลเลยไหม ศาลที่เคยไหว้ขอลูกกันหน่ะ” ซึ่งมันแรงมากสำหรับคุณแอน เธอจึงตอบกลับไปว่า “เฮ้ยพี่ ทำไมพูดขนาดนี้ มันแรงมากเลยนะ” จากนั้น สามีก็แยกตัวออกไป ไม่ได้กลับบ้านสองคืน เพื่อที่ทั้งคู่จะได้ไม่ทะเลาะกัน เวลาผ่านไปสองสามวันหลังจากนั้น ดันมีข่าวหลุดมาจากในหมู่บ้านว่าศาลเก่าที่อยู่ในระแวกนั้นเกิดไฟไหม้ คุณแอนเริ่มอยู่ไม่สุขและคิดในใจว่าสามีของตนอาจจะเป็นคนเผาก็เป็นได้! เมื่อสามีกลับมาที่บ้าน ทั้งคู่ก็ได้พูดคุยกัน สามีกล่าวปฏิเสธ และอธิบายว่า “ไม่ได้ทำ วันที่ทะเลาะกันหน่ะ โมโหจริง ๆ นะ แต่ไม่ได้ทำ ที่ออกจากบ้านไปคือไปนอนบ้านเพื่อน ไปพักสมอง พักหายใจให้ตัวเองอารมณ์เย็นลง แต่พอมันเย็นลงแล้ว ก็ไม่ได้ทำ อารมณ์สงบแล้ว เลยกลับมาบ้าน เพื่อตั้งใจว่าจะมาคุยกันดี ๆ มาขอโทษมาคุยกันด้วยเหตุผล” หลังจากคุยเรื่องนี้จบ ในใจคุณแอนก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด หลังจากนี้คุณแอนก็เริ่มเข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรมให้ตัวเองสงบมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าพอทำเช่นนี้ จากที่เคยฝันซ้ำ ๆ ตอนนี้ความฝันก็เริ่มกลายเป็นเรื่องราวที่ชัดขึ้น ในความฝันนั้น ชายหญิงคู่เดิมไม่ได้อยู่ที่หน้าบ้านแล้ว แต่ดันอยู่ภายในบ้าน เมื่อชายหญิงคู่นั้นเข้ามาแล้ว เขาก็กำลังยื้อยุดฉุดกระชากลากลูก คุณแอนจึงได้วิ่งกรูเข้าไปดึงลูกคืน และได้เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น คุณแอนถูกผลักจนล้ม และชายหญิงคู่นี้ก็พยายามที่จะมาทำร้ายคุณแอน กระทั่งมีเสียงหนึ่งดังไล่หลังมา ปรากฏว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของสามีที่พูดว่า อย่าทำร้ายลูกเมียเขา ถ้าจะเอาอะไรไปสักอย่างนึง ให้เอาเขาไปแทน สิ้นเสียงของสามี ชายหญิงแปลกหน้าได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มและบอกกลับมาว่า“ได้” จากนั้นก็ปล่อยทุกคน และทั้งหมดนี่ก็คือความฝันสุดท้ายที่คุณแอนฝันเห็น เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ สิ่งที่หน้าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นคือ แฝดที่เคยอยู่โรงพยาบาลก็เริ่มอาการดีขึ้น และสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ กลับมาวิ่งเล่นปกติได้ แต่สิ่งที่ต้องแลกมานั่นคือสามี เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จุดที่สามีคุณแอนเสียชีวิตคือตรงศาลไม้เก่าหลังนั้น ที่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ซากเก่า ๆ ที่ถูกไหม้ คุณแอนรู้สึกเสียใจมาก เพราะทั้งคู่รักกันมานาน ในช่วงที่จัดงานศพ ก็มีคนมาถามว่าได้เจอสามีบ้างหรือไม่ คนในครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกันก็บอกว่าเจอบ้าง เขาใช้ชีวิตปกติ รดน้ำต้นไม้ เดินอยู่ในบ้านบ้าง แต่คุณแอนกลับไม่เคยเห็นสามีเลย จะรู้สึกแค่มีคนมาลูบผมเวลานอน ที่รู้ว่าเป็นสามีเพราะว่าน้ำหนักมือที่คุ้นเคย ซึ่งไม่เพียงแค่ฝ่ามือเท่านั้น แต่จะมีเสียงด้วยของสามีที่มักจะพูดว่า “แอน ไม่เป็นอะไรนะ ไม่เป็นอะไร” และจะลูบผมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณแอนจะหลับ เมื่อถึงวันเผา คุณแอนบอกว่าวันนี้เป็นวันแรกที่ไม่ได้รู้สึกถึงสามี คุณแอนจึงคิดในใจว่า เขาอาจจะไปในที่ที่ควรจะไปแล้ว จากนั้นก็ไม่ได้ติดใจอะไร ช่วงก่อนฟ้าสาง คุณแอนได้สะดุ้งตื่น เพราะฝันว่าเห็นสามียืนอยู่ตรงหน้าศาลไม้เก่านั้น มีโซ่ล็อกคอไว้ และกระชากสามีหายเข้าไปในศาล หายไปกับความมืด คุณแอนรู้สึกไม่สบายใจมาก ๆ จึงได้นำเรื่องนี้ไปบอกทางแม่สามี และพระ แต่ก็ยังไม่ได้ทางออก เพราะพระท่านจะบอกมาเพียงว่า ให้ไปทำบุญ กรวดน้ำให้สามี แต่ทุกครั้งที่คุณแอนทำ ก็จะฝันเหมือนเดิมซ้ำ ๆ ว่าเห็นสามียืนอยู่ที่เดิมที่หน้าศาล และสามีจะพูดเพียงแค่ว่า “แอน มันไม่ถึง พี่ไปไม่ได้ เขาไม่ให้ไป” และจะถูกกระชากเข้าไปทุก ๆ ครั้ง เมื่อนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับ ‘ป้าหนิง’ ที่เป็นต้นเรื่องนี้ หลังจากที่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ป้าหนิงกลับบอกว่า “เห้ย มึงไปผิดศาลรึป่าว ศาลที่กูให้ไปอะ อยู่ใกล้บ้านจริง ๆ มันเป็นศาลใหม่นะเว้ย ไม่ใช่ศาลเก่า” แต่เมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว ก็ต้องหาทางออกอื่นต่อไป คุณแอนที่ชอบฟังเรื่องผีจึงได้ติดต่อ ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊ก’ เพื่อขอความช่วยเหลือ คุณตุ๊กติกดุกดิ๊กจึงบอกไปว่า “งั้นทำแบบนี้นะ ธูปสองดอก ดอกดาวเรืองหรือดอกมะลิล้วน ๆ ก็ได้สักพวกนึง เอาไปไหว้หน้าบ้าน ตอนไหว้พี่หันหน้าออกจากตัวบ้าน และไหว้ขอพระแม่ธรณีและปู่เวสสุวรรณ บอกตรง ๆ เลย ว่าลูกชื่อนามสกุลนี้ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายกับนายชื่อนามสกุลนี้ แล้วเราเกิดเหตุหรือประสบปัญหาอะไร บอกท่านไปว่าเราต้องการให้ช่วยเหลือหรือปลดปล่อยใคร” ตัวของคุณแอนก็ได้ทำตามคำแนะนำทั้งหมด ปรากฏว่าตัวสามีของคุณแอนได้มาเข้าฝันอีกครั้ง และได้บอกว่า “พี่ถึงเวลาที่จะต้องไปแล้ว” หลังจากที่สามีคุณแอนมาเข้าฝัน สิ่งที่เป็นผลกระทบถึงคุณตุ๊กติกดุกดิ๊กคือ ตัวคุณตุ๊กติกดุกดิ๊กจะเสี่ยงเจออุบัติเหตุเป็นประจำในช่วงหนึ่งสัปดาห์ จึงต้องเข้าวัด ทำบุญบ่อย บางทีก็รู้สึกเหมือนมีใครมาบอกอะไรบางอย่าง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้ว โดยท้ายที่สุดคุณตุ๊กติกดุ๊กดิกยังเล่าเพิ่มอีกว่า ที่ศาลนั้นถูกเผา มันเกิดจากไฟฟ้าแถวนั้นลัดวงจร และวิญญาณชายหญิงคู่นั้นก็คาดว่าน่าจะมาจากศาลแน่นอน เพราะในศาลนั้นมีเจ้าของพื้นที่เดิมเป็นคนเล่นของ และได้เอาลูกแฝดมาเส้นบูชายันต์ที่ตรงนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเเนต 'ภาพทับซ้อน' l อังคารคลุมโปง X The Shock [ 6 ม.ค.2569 ]

09 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเเนต 'ภาพทับซ้อน' l อังคารคลุมโปง X The Shock [ 6 ม.ค.2569 ]

ทริปทัวร์ใหญ่ที่เหมาปิดรีสอร์ทในจังหวัดราชบุรี กลายเป็นคืนที่ไม่มีใครลืม เมื่อห้องพักชั่วคราวใต้ร้านสะดวกซื้อ เป็นจุดที่มีใครบางคนในชุดสีแดง “เดินวนอยู่หน้าห้อง” เช้าวันถัดมา ความจริงที่ถูกซ่อนของรีสอร์ทแห่งนี้ค่อย ๆ ถูกเปิดเผย และทำให้รู้ว่า สิ่งที่ยืนมองพวกเขาในคืนนั้น…อาจไม่เคยไปไหนเลยตั้งแต่วันเกิดเหตุ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X The Shock’ (6 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘ภาพทับซ้อน’ เรื่องราวของ “แนต” เกิดขึ้นเมื่อราว ๆ 10 ปีก่อน ในช่วงที่แนตทำงานเป็นไกด์ทัวร์ วันนั้นเป็นทริปใหญ่ที่ต้องเดินทางไปจังหวัดราชบุรี มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 300 คน เป็นการเหมาทั้งรีสอร์ทเพื่อจัดปาร์ตี้ บรรยากาศด้านหน้ารีสอร์ทดูดีมีร้านสะดวกซื้ออยู่ด้านบน แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปด้านในความสวยงามด้านหน้ากลับหายไป เหลือเพียงทางเดินเงียบงัน และบรรยากาศวังเวง… ด้วยความที่เป็นไกด์ แนต และทีมงานต้องดูแลลูกค้าทั้งคืน กว่าจะรู้ว่าตัวเองได้พักห้องไหนก็ต่อเมื่อปาร์ตี้เลิกแล้ว เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน หลังจากส่งลูกค้าเข้าที่พักเรียบร้อย แนตจึงไปสอบถามทางรีสอร์ทว่าทีมงานจะได้นอนตรงไหน คำตอบที่ได้คือ ห้องเล็ก ๆ ชั้นล่าง ใต้ร้านสะดวกซื้อด้านหน้ารีสอร์ท เป็นห้องพัก 3 ห้องเล็ก ๆ ที่จัดที่นอนไว้ให้ ส่วนห้องฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นห้องเก็บของ ก็ถูกจัดเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับทีมงานบางส่วน แนตรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้สุดท้ายไกด์ และเพื่อน ๆ ของแนตจึงรวมกันนอนห้องเดียว ประมาณ 6–7 คน ทุกคนนั่งดื่มนั่งคุยคลายเหนื่อยกันอยู่ในห้อง แนตนั่งอยู่บนเตียงหันหลังให้กระจกบานใหญ่ที่อยู่ฝั่งหน้าห้อง ขณะที่เพื่อน ๆ ทุกคนหันหน้าไปทางกระจกไม่นาน เพื่อนคนหนึ่งก็ทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ“แนต…น้องทีมงานมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เห็นเดินผ่านหน้าห้องหลายรอบแล้ว ใส่เสื้อสีแดง” แนตลุกขึ้นไปเปิดประตูดูทันที แต่ด้านนอกกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย แนตคิดว่าอาจเป็นความเข้าใจผิด จึงกลับเข้ามานั่งคุยต่อประมาณ 15 นาทีผ่านไป เพื่อนคนเดิมทักขึ้นมาอีก“แนต เขายังเดินอยู่นะ ลองออกไปดูอีกทีไหม” แนตลุกออกไปดูอีกครั้ง เพราะตัวเองนั่งใกล้ประตูที่สุด แต่ผลก็เหมือนเดิมไม่มีใคร ไม่มีแม้แต่เงา ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เพื่อนคนนั้นเริ่มพูดจริงจังขึ้น บอกว่าเห็นชัดมาก คน ๆ นั้นไม่ได้แค่เดินผ่าน แต่ “ยืนมองอยู่หน้ากระจกหน้าต่าง” แนตเริ่มหงุดหงิด คิดว่าอาจจะโดนเพื่อนอำ จึงลุกออกไปดูเป็นครั้งที่สาม และก็ยังไม่เห็นอะไรเหมือนเดิมแต่ทันทีที่แนตกำลังจะหันกลับเข้าไปในห้อง เพื่อนในห้องกลับพูดขึ้นว่า“จะไม่มีอะไรได้ยังไง…เขายังยืนอยู่เลย” แนตออกไปยืนดูอีกครั้งโดยครั้งนี้เดินตรงไปที่กระจกหน้าต่าง ก่อนที่เสียงโวยวายในห้องจะเริ่มดังขึ้น เมื่อแนตได้ยินเสียงโวยวายจึงเดินกลับเข้ามาถามว่า “เป็นอะไร” เพื่อนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ว่า“ตอนที่แนตออกไปยืนดูที่กระจก…แนตไปยืนทับร่างของคนนั้น”บรรยากาศในห้องเงียบสนิท ทุกคนตัดสินใจเก็บของ และย้ายไปอยู่อีกห้องทันที และนั่งคุยถึงสิ่งที่แต่ละคนเห็นกันยาวไปจนถึงเช้า เช้าวันถัดมา แนตยังคาใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงไปถามพนักงานรีสอร์ท แต่ไม่มีใครยอมตอบ จนกระทั่งได้คุยกับแม่บ้านคนหนึ่ง แม่บ้านเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดว่า“พี่เจอเหรอ…” จากนั้นเธอเล่าว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ห้องบริเวณนั้นเคยเป็นที่พักของพนักงาน มีคู่รักคู่หนึ่งทะเลาะกัน ผู้ชายรีบออกไปง้อแฟน แต่ยังไม่ทันจะพ้นร้านสะดวกซื้อ รถก็ชนเสียชีวิตตายคาที่… และตั้งแต่นั้นมา ก็มีคนบอกว่า “ยังมีใครบางคน” ใส่เสื้อสีแดง เดินวนอยู่แถวนั้นไม่ไปไหน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-