พายุฝนโหมกระหน่ำ จะขับรถต่อไปก็กลัวอันตราย จึงเลี้ยวเข้าไปพักในโรงแรมหนึ่ง ได้เจอกับผู้ชายใส่เสื้อลายสก็อตท่าทางแปลกพิลึก! แล้วหลังจากนั้นก็เจอเรื่องหลอนจนนอนไม่ได้! รุ่งสางรีบขับรถออกมาก็พบว่า โรงแรมที่เข้าพักไปมันเป็นโรงแรมร้าง!

อังคารคลุมโปง RECAP

พายุฝนโหมกระหน่ำ จะขับรถต่อไปก็กลัวอันตราย จึงเลี้ยวเข้าไปพักในโรงแรมหนึ่ง ได้เจอกับผู้ชายใส่เสื้อลายสก็อตท่าทางแปลกพิลึก! แล้วหลังจากนั้นก็เจอเรื่องหลอนจนนอนไม่ได้! รุ่งสางรีบขับรถออกมาก็พบว่า โรงแรมที่เข้าพักไปมันเป็นโรงแรมร้าง!

02 มิ.ย. 2023

       กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ในรายการ  ‘อังคารคลุมโปงX’ ที่ผ่านมา (30 พฤษภาคม 2566) กับเรื่องหลอน 100/100 ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เสียวสันหลังตลอดการเล่า! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ปิดไฟแล้วอ่านไปพร้อมกันเลย!

       พี่แจ็คเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของ ‘คุณแอมแปร์’ เมื่อ 4 ปีก่อน ครอบครัวคุณแอมแปร์ประกอบไปด้วย ตัวคุณแอมแปร์เอง แฟน คุณแม่ และน้องสาว ทั้งหมด 4 คน ซึ่งต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ตอนแรกทุกคนก็ตั้งใจว่าจะออกเดินทางซัก ตี 3 – 4 จะได้ไปถึงจุดหมายเวลาเที่ยงพอดี แต่คืนนั้นทุกคนกลับนอนไม่หลับ จึงตกลงกันว่าไหน ๆ ก็นอนไม่หลับแล้ว เราออกเดินทางกันเลยแล้วกัน ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืน และฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย..

       หลังจากขับรถไปได้ 2 ชั่วโมง ก็เป็นเวลาตี 2 แล้ว พายุฝนยิ่งโหมซัดกระหน่ำเข้าไปใหญ่ คุณแอมแปร์เล่าว่าตอนนั้นขับรถไม่ไหวจริง ๆ จึงคุยกับทุกคนว่าต้องหาที่จอดพัก ระหว่างหาที่จอดพักอยู่นั้น คุณแอมแปร์ก็นึกขึ้นมาในใจเล่น ๆ ว่า “ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ขอให้ลูกได้เจอโรงแรมในการพักหลบฝนหน่อยเถอะ” หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปสักพักใหญ่ แฟนคุณแอมแปร์ก็พูดขึ้นมาว่า “นี่ไง ๆ ข้างหน้านี่ไง!” ข้างหน้าเป็นป้ายไฟที่เขียนว่า ‘โรงแรม’ ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะเข้าไปพักที่นี่ ดีกว่าฝืนขับไป เพราะพายุฝนไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเลย

       พอเลี้ยวซ้ายเข้าไป คุณแอมแปร์บอกว่ามันเข้าไปลึกมากเกือบ 400 เมตร จนในที่สุดก็เจอ สถานที่ตรงนั้นเป็นเหมือนกับสำนักงาน เข้าในมีไฟเปิดทิ้งไว้อยู่ คุณแอมแปร์จึงเปิดไฟรถให้สัญญาณและบีบแตรให้คนข้างในได้ยิน แต่ก็ไม่มีพนักงานคนไหนสนใจออกมาดูเลย เวลาผ่านไปสักพัก ทุกคนในรถก็ต้องตกใจ! เพราะเสียงเคาะดัง “ปั๊ก ปั๊ก ปั๊ก!” อยู่ที่กระจกด้านขวาของรถ! เจ้าของเสียงคือร่างของผู้ชายใส่เสื้อลายสก็อตยืนกางร่มแล้วเอาหน้าแนบกระจกอยู่! อีกมือหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นก็ทำสัญญาณบอกให้หมุนกระจกรถลง คุณแม่คิดว่าคงจะเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงแรม จึงบอกให้คุณแอมแปร์ลดกระจกลง แล้วถามไปว่า “พอดีมาหาห้องพักอ่ะค่ะ” ผู้ชายคนนั้นชี้มือไปทางด้านขวาแล้วพูดว่า “เข้าไปในซอยนั้น แล้วตรงเข้าไปอีก 300 เมตร อยู่ซ้ายมือ ขับรถเข้าไปจอดได้เลย” คุณแอมแปร์ก็คิดในใจว่ามันเข้าไปอีกลึกมาก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอะไร นอกจากขับต่อไป

       หลังจากขับเข้าไปได้ประมาณ 300 เมตร ก็เห็นแสงไฟจากตึกแถวเรียงกัน คล้าย ๆ กับโรงแรมม่านรูด ที่สามารถเอารถเข้าไปจอดหน้าห้องแล้วเข้าพักได้เลย คุณแอมแปร์เลือกห้องที่ 3 ขณะที่กำลังจอดรถอยู่นั้น ผู้ชายเสื้อลายสก็อตที่เจอเมื่อกี้ ก็ปรากฏตัวขึ้น! คุณแอมแปร์มั่นใจว่าเขาไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังมาแน่นอน ผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ที่ประตูห้องหนึ่ง แต่ไม่ยอมเดินเข้ามาหา ทางครอบครัวคุณแอมแปร์ที่กำลังขนของเข้าห้องพักก็ตะโกนถามไปว่า “พี่! ค่าห้องเท่าไหร่ หนูต้องจ่ายเลยมั้ย” ผู้ชายคนนั้นก็พูดว่า “จ่ายเลย” คุณแอมแปร์รู้สึกแปลก ๆ แต่ก็หยิบเงิน 500 บาทเอาไปให้ ระหว่างที่เดินเอาไปให้ก็รู้สึกกลัว ๆ สั่น ๆ เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย จึงอยากจะคลายความกลัวด้วยการชวนผู้ชายเสื้อลายสก็อตคุย “ฝนตกหนักเลยเนอะพี่ ดีนะมาเจอโรงแรมนี้ ไม่งั้นพวกหนูแย่แน่เลย” แล้วผู้ชายเสื้อลายสก็อตก็หัวเราะในลำคอ “หึ! ก็มีแต่พวกไปไม่รอดเท่านั้นแหล่ะ ที่เข้ามาพักตรงนี้” คุณแอมแปร์ก็ถามกลับไปว่า “เอ่อ.. แล้วค่าห้องเท่าไหร่คะ?” เขาก็ตอบมาว่า “500” เป็นจำนวนเงินพอดิบพอดีที่คุณแอมแปร์หยิบมา เมื่อจ่ายค่าห้องเสร็จ คุณแอมแปร์ก็รีบเดินกลับไปที่หน้าห้อง และเล่าให้ทุกคนฟัง คุณแม่ก็บอกว่า “ไม่เป็นไรหรอกมั้ง เรามากันตั้ง 4 คน คงไม่เป็นไร” หลังจากนั้นก็เตรียมจะเปิดประตูห้องเข้าไป แต่คุณแม่ก็หยุดเดินไปเสียดื้อ ๆ ! “แม่ แม่ แม่! แม่เป็นไร?” คุณแอมแปร์ถาม แต่คุณแม่ก็บอกว่าไม่มีอะไร แล้วพาทุกคนเข้าห้องไป..

       ขณะที่กำลังจัดเตรียมข้าวของ เสียงของแฟนคุณแอมแปร์ก็ดังขึ้นว่า “อาย! ก่อนจะขึ้นไปนอนอ่ะ ไปล้างเท้าก่อนเลย!” เป็นการบอกให้ ‘อาย’ น้องสาวไปล้างเท้าก่อนนอนนั่นเอง แต่คุณแอมแปร์กับแม่ก็ต้องหันมามองหน้ากัน และคิดในใจว่า ก็น้องอายกำลังล้างเท้าอยู่ในห้องน้ำ แล้วแฟนพูดกับใคร? แต่ทุกคนก็ไม่พูดอะไร รวมถึงแฟนคุณแอมแปร์ที่หลังจากพูดแบบนั้นออกมา เขาก็หยุดกึ้ก! ไม่พูดอะไรอีก

       เนื่องจากอากาศเย็นเพราะฝน ทุกคนจึงไม่อาบน้ำ แค่ล้างมือล้างเท้าแล้วเข้านอน จนกระทั่งตี 3 ลำดับการนอนคือ น้องอายนอนติดกำแพง ถัดมาเป็นคุณแม่ คุณแอมแปร์ และแฟนคุณแอมแปร์ นอนเรียงกัน 4 คน ระหว่างที่นอนอยู่ คุณแอมแปร์ก็ได้ยินเสียงหายใจฮึดฮัด เหมือนคนกำลังดิ้นอยู่ ปรากฏว่าเป็นคุณแม่ จึงพยายามปลุกคุณแม่ พอตื่น คุณแม่ก็บอกว่า “แอม! เอาสร้อยครุฑมาให้แม่หน่อยสิ” แล้วก็เอาสร้อยครุฑมาใส่ แม้คุณแอมแปร์จะพยายามถามว่าเป็นอะไร แต่แม่ก็บอกว่า “ไม่มีอะไร” สิ้นเสียงแม่ เสียงชักโครกในห้องน้ำก็ดังขึ้น! ทุกคนก็ตื่นขึ้นมา แฟนคุณแอมแปร์จึงพยายามปลอบใจทุกคนว่าคงเป็นเสียงห้องข้าง ๆ แต่คุณแอมแปร์ก็รีบบอกไปว่า “ฝักบัวในห้องน้ำมันเปิด! เหมือนกับมีคนกำลังอาบน้ำอยู่เลย!” แล้วทุกคนก็เกาะกลุ่มกัน เพื่อที่จะเดินเข้าไปดูในห้องน้ำ พอแฟนเปิดประตูห้องน้ำเข้าไป ก็รู้สึกได้ถึงไออุ่น เหมือนมีคนพึ่งจะอาบน้ำเสร็จ มีไอน้ำอยู่ที่กำแพงจริง พอดูที่เครื่องทำน้ำอุ่น ก็เห็นว่ามันเปิดอยู่! พอเจอแบบนี้ คุณแอมแปร์ก็ชวนทุกคนออกจากห้อง แต่คุณแม่ก็บอกว่า “มันออกไปไหนไม่ได้ ฝนมันตกหนัก ออกไปก็อันตราย” จึงคิดกันว่าจะสวดมนต์และพยายามหลับ เพราะต้องเดินทางต่อ

       หลังจากสวดมนต์เสร็จ ทุกคนก็ดูจะสงบมากขึ้น จึงเตรียมจะนอนอีกรอบ คุณแอมแปร์ในตอนนั้นกลัวคนมากกว่าผี จึงใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหลับ และฝันว่า มีเสียงเคาะประตู พอเปิดประตูก็เห็นผู้ชายเสื้อลายสก็อตไว้ผมรากไทร แล้วเขาก็บอกว่า “กูไม่ใช่คนดี กูจะมาปล้น” คุณแอมแปร์ก็ตอบไปว่า “อย่ามาปล้นพวกหนูเลย พวกหนูไม่มีของมีค่าอะไร มีแค่ร่มคันหนึ่งกับเงิน 500 ที่ให้พี่ไป” ผู้ชายคนนั้นก็ตอบว่า “ถ้าไม่มีกูฆ่า!” แล้วเขาก็เดินออกไปเปิดรถคุณแอมแปร์เพื่อคุ้ยข้าวของ แล้วก็หอบเอาข้าวของพยายามจะเดินหนี! คุณแอมแปร์ก็เรียกแฟนให้ช่วยกันวิ่งตาม ผู้ชายคนนั้นก็วิ่งหนีพลางหันมามองไปด้วย พอวิ่งไปถึงถนนใหญ่ ก็มีรถบรรทุกวิ่งมาชนจนร่างของผู้ชายคนนั้นแหลกไม่มีชิ้นดี! ร่างขาดออกเป็นส่วน ๆ จนส่วนหัวของผู้ชายคนนั้นกลิ้งมาหยุดอยู่ตรงหว่างขา แถมยังจ้องตาแข็งอีก! คุณแอมแปร์เห็นดังนั้นก็ร้องกรี๊ด พอกรี๊ดเสร็จ เหตุการณ์ทุกอย่างก็วนลูปกลับไปที่เดิม คือมีเสียงเคาะประตู เปิดไปเป็นผู้ชายคนนั้น เขาบอกจะปล้น แล้วก็หอบของวิ่งหนี จากนั้นก็ถูกรถบรรทุกชน วนไปวนมา จนคุณแอมแปร์ทนไม่ไหว ตะโกนออกมาว่า “ไม่เอาแล้ว ไม่อยากเห็นแบบนี้แล้ว!” สิ้นเสียงนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้น เพราะคุณแม่มาปลุกและผูกข้อมืออยู่ พอตื่นขึ้นก็หันไปมองหน้าน้องสาว แล้วน้องก็พูดขึ้นว่า “ผู้ชายที่ใส่เสื้อลายสก็อตเขาเป็นโจร เขาจะมาปล้น เขาจะมาฆ่าเรา!” กลายเป็นว่าทั้งสองคนฝันเรื่องเดียวกัน!

       ทุกคนคิดว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ออกไปไหนก็ไม่ได้ จึงคิดว่าจะไม่นอน และนั่งรวมตัวกันอยู่อย่างนั้นจนถึงตี 5 ฝนก็เริ่มซา ทุกคนเก็บของแล้วเตรียมจะถอยรถออกไป ก็เห็นว่าตึกที่เหมือนจะมีคนอยู่ มันกลายเป็นตึกร้าง! ไม่มีไฟ ไม่มีลูกค้า ไม่มีใคร เป็นเหมือนพื้นที่รกร้าง! คุณแอมแปร์พยายามจะสังเกตว่าที่นี่มันคืออะไรกันแน่ แต่คุณแม่ก็เร่งเร้าบอกให้รีบขับรถออกไป พอขับออกไปก็เห็นว่าสำนักงานเมื่อคืนนี้ มันกลายเป็นศาลารอรถเก่า ๆ โทรม ๆ ขับออกมาอีกก็เห็นป้ายที่เมื่อคืนเห็นเป็นป้ายไฟ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นป้ายไม้เก่า ๆ เขียนด้วยถ่านสีดำว่า ‘โรงแรมXXX’ หลังจากนั้นก็ขับออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็เห็นร้านอาหารที่เปิด 24 ชั่วโมง ทุกคนจึงเข้าไปนั่งคุยกันในร้าน..

       คุณแอมแปร์ถามว่า “ทำไมตอนจะเข้าห้อง แม่ถึงหยุดเดิน” แม่ก็ตอบว่า “เห็นผู้หญิงเดินแว๊บเข้าไปห้องน้ำ” แต่ตอนนั้นแม่คิดว่าไม่พูดออกไปจะดีกว่า แล้วคุณแอมแปร์ก็ถามแฟนต่อว่า “ทำไมตอนที่พี่บอกให้อายไปล้างเท้า แล้วพี่หยุดอ่ะ พี่หยุดทำไม” แฟนก็บอกว่า “เห็นผู้หญิงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ก็เลยคิดว่าเป็นน้อง ก็เลยบอกให้น้องไปล้างเท้า แต่พอดูอีกทีก็เห็นว่าน้องอยู่ในห้องน้ำแล้ว หันกลับมาที่เตียงอีกที ก็ไม่มีผู้หญิงคนนั้นแล้ว ก็เลยเงียบไป”

       ระหว่างที่คุยกัน พนักงานในร้านที่ยืนรอหาจังหวะเข้ามารับออเดอร์ก็เดินเข้ามาถามว่าจะสั่งอะไร คุณแอมแปร์ก็ถามไปเลยว่า “พี่รู้จักโรงแรมที่อยู่ตรงนี้มั้ย?” พนักงานก็ตอบว่ารู้จัก และบอกว่า “เข้าไปพักได้ยังไง โรงแรมนั้นมันร้างมาตั้งนานแล้ว!” ด้วยความสงสัย คุณแอมแปร์จึงถามต่อไปว่า “แล้วนอกจากร้าง มันมีอะไรอีกมั้ย?” หลังจากนั้นก็เริ่มเล่าสิ่งที่เจอเมื่อคืนให้พนักงานฟัง แล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า “อ๋อ.. มันมีเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ก่อนโรงแรมนี้มันคล้าย ๆ กับม่านรูด แล้วก็มีคนสวนคอยดูแล แล้วมันก็มีเหตุฆ่าข่มขืนผู้หญิงคนนึง แต่ไม่รู้นะว่าเป็นห้องไหน คนที่ทำก็เป็นคนสวน ไอ้คนที่ทำเนี่ย ผมรู้จักดี เขามากินข้าวบ่อย แล้วก็หลังจากที่ทำเสร็จปุ๊บ เขาก็โดนรถชนตาย! ผู้ชายคนนี้ชอบใส่เสื้อลายสก็อตสีแดง ไว้ผมทรงรากไทรด้วย!” ปรากฏว่าทุกอย่างมันตรงกับที่เจอพอดี!

       หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง และทำบุญไปให้ นอกจากนี้พี่แจ็คก็ยังเสริมอีกว่า ตอนที่คุณแอมแปร์เปิดประตูเข้าไปในห้อง ก็เห็นว่าในห้องมีแอร์เก่า ๆ ตู้เย็นไม่ได้เสียบปลัก ฝุ่นหนา แต่ก็มองว่าโรงแรมมันคงสกปรกแบบนี้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องเงิน 500 บาท คุณแอมแปร์บอกว่าจ่ายไปจริง ๆ และคุณแม่ก็บอกว่าคิดซะว่าทำบุญให้เขา ก่อนปิดรายการพี่แจ็คทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าจะขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ระบุไปด้วยว่า “ขอให้เจอที่ที่ไม่มีผี นอนรอดปลอดภัย”

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ไปทำบุญที่ศาลเจ้ามาเลฯ หนึ่งวันก่อนเขาล้างป่าช้า มองไปรอบ ๆ ก็เจอกองทัพผีบุกมาขอส่วนบุญ! พอบอกให้หลังไหว้เสร็จต้องกรวดน้ำ ลูกทริปดันลืม ทำให้เจอผีมาตามขอส่วนบุญถึงในฝน

18 ก.ค. 2023

ไปทำบุญที่ศาลเจ้ามาเลฯ หนึ่งวันก่อนเขาล้างป่าช้า มองไปรอบ ๆ ก็เจอกองทัพผีบุกมาขอส่วนบุญ! พอบอกให้หลังไหว้เสร็จต้องกรวดน้ำ ลูกทริปดันลืม ทำให้เจอผีมาตามขอส่วนบุญถึงในฝน

‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ มาเยือนรายการอังคารคลุมโปง X (11 กรกฎาคม 2566) ครั้งนี้พร้อมกับเรื่องราวสุดหลอนจากมาเลเซียมาเล่าให้ฟังกัน เรื่องนี้ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ รวมถึงชาวอังคารคลุมโปงทุกคนต้องเสียวสันหลัง! ตามไปอ่านกันเลย เมื่อไม่นานมานี้ คุณอุ๋มอิ๋มได้จัดทริปเดินทางไปประเทศมาเลเซียพร้อมลูกทริปจำนวนหนึ่ง จุดประสงค์คือการไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามศาลเจ้า 7 แห่งของมาเลเซีย แต่ใครจะรู้ว่าพอถึงศาลเจ้าแรกก็เจอทีเด็ดเลย! ศาลเจ้าที่แรกที่คุณอุ๋มอิ๋มและลูกทริปไปนั้นตั้งอยู่ในเขตชุมชน โดยปกติแล้ว คุณอุ๋มอิ๋มจะต้องลงไปดูลาดเลาของสถานที่เสียก่อน จึงค่อยให้คนอื่น ๆ ในทัวร์ตามลงไป แต่เมื่อเท้าเริ่มแตะลงที่พื้นหน้าทางเข้า คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มสงสัยแล้วว่า “นี่ใช่ศาลเจ้าใช่ป่าววะ” เพราะถ้าปกติแล้ว สถานที่ที่คนไปไหว้พระนั้นควรจะทำให้รู้สึกสบายใจ แต่ที่แห่งนี้คุณอุ๋มอิ๋มกลับรู้สึกอึดอัด แน่นตัว เหมือนกำลังเดินเข้าไปในฝูงชนอะไรซักอย่าง อย่างไรก็ดี คุณอุ๋มอิ๋มตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก เชื่อว่าคงเป็นเพียงความรู้สึก jet lag หรือเหนื่อยจากการนั่งเครื่องบิน เมื่อคุณอุ๋มอิ๋มเดินต่อไปก็เจอกับศาลเจ้าตั้งอยู่ข้างนอก มีรูปเคารพของเจ้าที่ที่แต่งกายชุดมาเลเซีย คุณอุ๋มอิ๋มไหว้ศาลเจ้านี้ จากนั้นก็หันไปเห็นศาลเจ้าที่ที่ใหญ่กว่ามากตั้งอยู่ด้านหลัง ในนั้นดูเหมือนกำลังจัดงานใหญ่อะไรบางอย่าง โดยรอบตอนนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากกลุ่มคนที่มาทริปกันแต่จู่ ๆ ก็มีแสงวิบวับปรากฎให้เห็นตามถนน แต่คุณอุ๋มอิ๋มพยายามคิดแบบวิทยาศาสตร์ก่อนว่าคงเป็นแสงสะท้อนจากไฟตกกระทบกับถนนเพราะตอนนั้นมีฝนตกพรำ “โอ้โห!” คุณอุ๋มอิ๋มอุทานออกมา และบอกว่าในชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็นศาลเจ้าที่ไหนทำพิธีใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน มีคนนำกระดาษไหว้เจ้ามาพับทำเป็นสรวงสวรรค์อย่างอลังการ ด้านข้างมีกระดาษถูกพับเป็นคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่สูงตระหง่านเช่นกัน คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มเกิดความสงสัยแล้วว่านี่คืองานอะไรกันแน่ และยังมีความรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มีความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก นอกจากนี้ยังมีหุ่นฟางขนาดยักษ์สูงประมาณตึกหนึ่งชั้นที่ตาก็ถูกปิดเอาไว้ มีมือสี่ข้างถือหนังสือ พู่กัน และอาวุธอีก 2 อย่าง นึกกี่ครั้งเธอก็ยังนึกไม่ออกว่านี่คืออะไรกันแน่ พอคุณอุ๋มอิ๋มกับทีมงานเริ่มเดินเข้าไปตัวอาคารของศาลเจ้า คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น คนข้างในให้การต้อนรับอย่างดิบดี เจ้าหน้าที่บอกว่า ณ ตอนนี้ให้ไหว้ได้เฉพาะตรงห้องโถงกลางเท่านั้น เพราะว่าห้องที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในนั้น มีการเชิญเจ้าเข้ามาในห้องนั้นแล้ว จึงห้ามรบกวน แม้จะสามารถไหว้ได้เฉพาะตรงส่วนกลาง แต่ในใจคุณอุ๋มอิ๋มก็อธิษฐานขอให้เทพท่านแสดงอิทธิฤทธิ์บารมีเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนในทริปได้รู้จักกับเทพแบบท่านมากขึ้น จากนั้นคุณอุ๋มอิ๋มและทีมงานต่างก็พากันเดินออกจากศาลเจ้า และในจังหวะที่คุณอุ๋มอิ๋มกลับหลังหัน เธอก็มองเห็นดวงวิญญาณจำนวนมากเรียงรายอยู่เต็มทั้งถนน! วิญญาณบางตนนั้นก็หน้าเละบ้าง ขาขาดบ้าง “ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ให้ลูกทริปลงไม่ได้แน่” คุณอุ๋มอิ๋มคิดกับตัวเองก่อนจะหันหลังกลับไปหาศาลเจ้าและอธิษฐานจิตถามเทพท่านว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร เมื่อลองไปถามเจ้าหน้าที่ คุณอุ๋มอิ๋มก็ถึงบางอ้อว่า สถานที่แห่งนี้กำลังจะทำพิธีล้างป่าช้าครั้งแรกในรอบ 12 ปี และวันที่มาก็เป็นหนึ่งวันก่อนที่เขาจะทำพิธีกันพอดีเมื่อถึงขั้นนี้แล้วคุณอุ๋มอิ๋มก็ภาวนาให้เทพเจ้าประทานพรให้ส่งทหารอากงทหารสวรรค์ปกปักษ์รักษาเธอ ทีมงาน และลูกทริปทุกคนให้ปลอดภัย เมื่อคุณอุ๋มอิ๋มปล่อยให้ลูกทริปลงมา ก็ยังไม่กล้าบอกว่าตนไปเจออะไรมา ลูกทริปถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย เมื่อไหว้เทพเจ้าข้างในตัวอาคารเสร็จแล้ว ก็ยังเหลือที่สุดท้ายที่จะต้องไปไหว้กันคือศาลเจ้าที่ซึ่งตั้งอยู่ข้างนอก คุณอุ๋มอิ๋มกำชับให้ลูกทริปทุกคนเมื่อไหว้เสร็จแล้วเดินกลับมาเลย หากเห็นอะไรไม่ต้องไปสนใจ ในจังหวะนั้นทุกคนก็เริ่มสงสัยแล้วว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เมื่อถึงเวลาต้องกลับ คุณอุ๋มอิ๋มก็กวาดสายตามองลูกทริปเป็นรายคน เพื่อป้องกันใครติดสอยห้อยตามมาด้วย พอทุกคนจะเดินทางกลับขึ้นรถก็มีเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าเรียงรายส่งแขกตามริมทางเดิน คุณอุ๋มอิ๋มบอกว่าในเมื่อเธอและทุกคนที่มาในวันนี้ก็มาเพื่อมาทำความดีแล้ว ก็จะขอให้ลูกทริปทุกคนอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณต่าง ๆ ด้วยผ่านการกรวดน้ำ และคุณอุ๋มอิ๋มก็เฉลยเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกทริปฟังตอนอยู่บนรถ แต่ผลคือลูกทริปทุกคนต่างก็พากันยินดีที่ตนเองได้มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นกัน แต่เรื่องของเรายังไม่จบแค่นี้ หลายวันให้หลัง เมื่อกลับถึงประเทศไทย คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มได้รับข้อความจากคนที่ไปทริปมาเลซีย เขาบอกว่าตัวเองฝันเห็นคนสภาพเหมือนซอมบี้มาทึ้งมาจับตัว เขาสงสัยอยู่สักพักว่าวิญญาณนี้ต้องการอะไร จนกระทั่งนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กรวดน้ำให้ดวงวิญญาณที่เจอที่ศาลเจ้าเลย เขาจึงรีบกรวดน้ำเสร็จสรรพแล้วบอกคุณอุ๋มอิ๋ม สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่ลูกทริปคนนี้คนเดียว มีลูกทริปจำนวนหนึ่งเลยที่มีวิญญาณที่เขาตามมาขอส่วนบุญ คุณอุ๋มอิ๋มยังฝากทิ้งท้ายให้กับชาวคลุมโปงทุกคนด้วยว่า เราควรกรวดน้ำหลังทำบุญ เพราะมันเหมือนเป็นการทำบุญอย่างเสร็จสมบูรณ์ นอกจากเราจะตั้งจิตภาวนาให้ได้มาซึ่งบุญกุศลแล้ว เรายังให้ทานแก่ดวงวิญญาณที่เขามาขออีกด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

14 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

คำพูดหลุดปากของเพื่อนดันไปทักว่า “อยากมีเพื่อนเป็นผี” อยู่ตรงหน้าศาลเก่ากลางซอย สักพักมีลมเบา ๆ มาพร้อมกลิ่นเน่าโชยผ่านตัว กลางดึกฝันว่า มีคู่ชายหญิงมาบอก “ขออยู่ด้วยได้ไหม อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นเรื่องราวก็ค่อย ๆ ทวีคูณความหลอนติดตามมาถึงปัจจุบันเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า (5 พ.ค. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณนัท’ ที่ถูกนำมาเล่าต่อโดย ‘ครูตรี’ คุณนัทมีเพื่อนสนิทชื่อเบส ทั้งสองทำงานอยู่ร้านไก่ทอดที่หนึ่งในเมือง และบ้านของทั้งสองที่เช่าไว้จะอยู่ห่างจากร้านไก่ทอดประมาณ 300 เมตร และในช่วง 300 เมตรนั้นจะมีซอยแคบ ๆ ที่มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ 1 ต้น ด้านล่างต้นโพธิ์มีศาลเก่า ๆ ที่เหมือนถูกทิ้งร้างไว้ ซึ่งทั้งสองต้องเดินผ่านซอยนี้ทุกครั้งที่กลับบ้านลักษณะบ้านของคุณนัท กับคุณเบสจะเป็นบ้าน 2 ชั้น ด้านล่างโซนแรกถ้าเปิดประตูเข้าไปแล้วจะเจอเข้ากับตู้แช่ไก่ จากนั้นเดินเข้าไปอีกหน่อยจะมีกำแพงที่ตั้งขึ้นมาไว้เฉพาะกิจ และถัดไปด้านในจะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ทางซ้ายเป็นโซนที่เอาไว้หมักไก่ และฝั่งขวาจะมีไว้สำหรับให้รถปิกอัพถอยท้ายรถเข้ามาเพื่อโหลดของวันหนึ่งในขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน ทั้งสองได้ดูภาพยนตร์ชื่อดังเรื่องหนึ่งระหว่างทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนเป็นเพื่อนกับผี ทั้งสองอินมากจึงได้เดินคุยกันระหว่างเดินกลับบ้านมาเรื่อย ๆ จนผ่านหน้าศาล จู่ ๆ จากที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงของคุณเบสก็เงียบลง คุณนัทจึงได้หันกลับไปมอง ก็พบเข้ากับคุณเบสที่กำลังยืนมองศาลเก่า ๆ นั้นอยู่ และพูดขึ้นว่า “เห้ย ถ้าเราอยากมีเพื่อนเป็นผี เรายืนบอกตรงนี้เราจะได้มีเพื่อนเป็นผีเหมือนในหนังไหมวะ” จากบรรยากาศตอนแรกที่ดูปกติกลับกลายเป็นผิดปกติทันที จากที่รอบข้างมีลมพัดอ่อน ๆ กลายเป็นมีลมพัดแรงมาจากหลายทิศทางพร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่า และกลิ่นคาวเลือดตามมา คุณนัทจึงได้หันไปถามคุณเบสว่า ได้กลิ่นเหมือนกันหรือป่าว? แต่คุณเบสกลับปฏิเสธ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นั่นจึงทำให้คุณนัทคิดว่าตนนั้นคิดมากไปเอง เมื่อกลับถึงบ้านทั้งคู่เลยคุยกันว่าจะนอนอย่างเต็มที่เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดจึงไม่ต้องรีบตื่นไปทำงาน ห้องนอนของทั้งสองที่อยู่ชั้นบน ด้านนอกประตูด้านบนจะมีหิ้งพระติดอยู่ทั้งสองก็ได้เข้าไปนอนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ คือในคืนนั้นจู่ ๆ ก็ได้มีเสียงเหมือนคนเปิดปิดประตูเสียงดัง นั่นจึงทำให้คุณนัทรู้สึกตัว และตื่นขึ้นมาหันไปมองคุณเบส ซึ่งก็พบว่า คุณเบสก็ยังคงนอนที่เดิมตามปกติ ทันใดนั้นเสียงที่ได้ยินก็ได้หายไป คุณนัทจึงคิดว่าสิ่งนั้นเป็นแค่ความฝันจึงได้ล้มตัวลงนอนต่อ แต่ระหว่างที่นอนอยู่นั้นก็ได้มีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายกลิ่นที่ศาลเก่า ๆ แต่คุณนัทก็พยายามไม่คิดมากละนอนหลับต่อไป เมื่อตื่นเช้ามาคุณนัทจึงได้ไปคุยกับคุณเบสในเรื่องที่ตนฝัน สรุปว่าก็ต้องตกตะลึงใจกันทั้งคู่เนื่องจากฝันนั้นก็เป็นฝันเดียวกันกับที่คุณเบสฝันในคืนนั้นเช่นกัน โดยคุณนัทเล่าว่า เมื่อคืนในตอนี่เขานั้นฝันเขาได้เดินลงไปชั้นล่างเจอคู่ชายหญิงคู่หนึ่งอายุประมาณวัยกลางคนใส่เสื้อผ้าขาด ๆ สีขาวที่ค่อนข้างเลอะเทอะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคู่ชายหญิงคู่นั้นได้หันมาถามคุณนัทว่า “ขออยู่ด้วยได้ไหม” ซึ่งคุณนัท ด้วยความกลัวแต่ยังมีสติอยู่จึงได้ปฏิเสธไปฝันแบบนี้วนไปวนมาตอบเป็นสิบ ๆ รอบ จนรู้ตัวอีกทีตอนที่ตื่นขึ้นมาใตอนเช้า เลยได้ถามคุณเบสกลับไปว่า สิ่งที่คุณเบสฝันเห็นนั้นมันเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องตกใจกับคำตอบเพราะคุณเบสนั้นได้ตอบตกลงกับคู่ชายหญิงนั้นไป พร้อมบอกว่า ในฝันของคุณเบสนั้นสองคนชายหญิงคู่นั้นไม่ได้เพียงแต่ยืนอยู่ไกล ๆ แต่ทั้งคู่เดินเอาหน้าเข้าใกล้หน้าคุณเบสจนแทบจะประชิดเลยด้วยความกลัวมาก จึงจำเป็นต้องตอบตกลงไปทั้งสองจึงได้ช่วยกันปลอบใจว่ามันคงเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นช่วงสายมีพี่คนนึงชื่อก้อง โดยพี่ก้องมาเที่ยวที่บ้านของทั้งคู่จนตกเย็นจึงได้ขอตัวกลับไปก่อน เมื่อคุณนัทกับคุณเบสเห็นเช่นนั้นจึงได้ออกไปกินข้าวเย็นนอกบ้านกัน เวลาผ่านไปพี่ก้องพบว่า ตนนั้นลืมกระเป๋าตังไว้ที่บ้านของทั้งคู่ เลยโทรหาคุณนัท ทั้งสองกินข้าวจะเสร็จแล้วจึงได้ตอบตกลงว่า จะรีบกลับบ้านให้ไวที่สุด แต่พี่ก้องก็ได้บอกไปว่าตอนนี้ตนนั้นอยู่ที่หน้าบ้านของทั้งคู่แล้ว คุณนัทเลยคิดว่ากว่าจะเดินทางกลับถึงบ้านอย่างน้อยก็อีกตั้งครึ่งชั่วโมง จึงได้บอกตำแหน่งกุญแจสำรองให้พี่ก้องแทน แต่เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้านก็เจอเข้ากับพี่ก้อง ที่ในตอนนี้ยืนห่างจากตัวบ้านพอสมควรในลักษณะเหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง ทั้งสองจึงได้เดินเข้าไปหาพี่ก้องและพูดคุยกันจนสงบสติอารมณ์ได้สำเร็จ พี่ก้องเลยเล่าว่า ตอนที่ไขประตูเข้าไปในบ้าน เขาเจอผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งทั้งคู่ยืนหันหลังให้ ผู้หญิงกำลังเอามือจับไก่ยกขึ้นมา แล้วผู้ชายกำลังเอามือแหวกไก่ แล้วทั้งสองก็เอาปากฉีกกินไก่ทั้งแบบนั้นเลย พี่ก้องยืนอึ้งกับภาพตรงหน้า ทันใดนั้นชายหญิงคู่นั้นที่เหมือนรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกมองอยู่ก็ได้หันมาฉีกยิ้มให้กับพี่ก้อง จนพี่ก้องทนไม่ไหวต้องรีบวิ่งพาตัวเองออกมาจากบ้านทันที เมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจบ คุณนัทกับเบสเลยคิดว่า หรือว่ามันจะมีจริง แต่ก็ได้สลัดความคิดทิ้งไปพยายามคิดว่ามันไม่จริงหรอก เพราะทั้งสองก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปตกดึกคุณนัทรู้สึกปวดปัสสาวะจึงได้เดินลงมาด้านล่าง แต่เดินลงมาได้เพียงครึ่งทางก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าอ่อน ๆ และทันทีที่ได้เดินลงมาถึงชั้นล่างก็เจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งหัวฟู ๆ ยืนหันหลังอยู่ จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ได้หัวเราะเสียงแหลมดังจนแสบแก้วหู และหันมายิ้มให้พร้อมพูดว่า “อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็ตัด และรู้สึกตัวอีกที คือตอนที่คุณเบสได้มาเขย่าตัว คุณนัทจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณเบสฟัง วันถัดไปทั้งคู่ก็ได้ไปทำงานตามปกติที่ร้านไก่ทอดก็จะมีพี่อยู่หนึ่งคนชื่อว่า พี่แหม่ม พี่แหม่มที่เห็นสภาพของทั้งคู่ดูไม่ดีจึงได้เข้ามาถาม และเมื่อทั้งสองเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พี่แหม่มกลับไม่เชื่อ และพูดว่า “คราวหน้าถ้ากูไปแล้วเจอเดี๋ยวกูตบผีให้ทีนึง” เรื่องนี้จึงได้เกิดขึ้นทันที เมื่อวันนั้นเป็นวันที่ร้านขายดีมากจนไก่หมด ทั้งคู่จึงต้องกลับไปเอาไก่ที่แช่ไว้อยู่ที่บ้าน พี่แหม่มเมื่อรู้เช่นนั้นจึงได้อาสาไปด้วยตัวเอง และให้ทั้งสองนั่งรออยู่ที่ร้าน แต่เวลาผ่านไปสักพักทั้งสองเริ่มรู้สึกว่าพี่แหม่มไปนานจึงได้ตามไปดู แต่ก็พบเข้ากับพี่แหม่มที่ตอนนี้กำลังวิ่งแบบไม่คิดชีวิต และถูกมอเตอร์ไซค์ชนจนหมดสติไปทันที ทั้งสองจึงได้รีบนำตัวพี่แหม่มไปส่งที่โรงพยาบาล และได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่พี่แหม่มไปเจอมาที่บ้านพี่แหม่มเล่าให้ทั้งสองฟังว่า เมื่อตอนที่ตนนั้นเปิดประตูบ้านเข้าไป และเดินไปยังโซนด้านหลังกำแพง ทันใดนั้นหางตาก็เห็นเหมือนมีคนเดินแว๊บ ๆ ไปมา คุณแหม่มก็พยายามไม่คิดอะไร และเดินต่อไปอีกสักพักก็พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังยืนหมักไก่อยู่ แล้วจู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ฉีกไก่ดิบกินแบบสด ๆ ต่อหน้าพี่แหม่ม และได้วิ่งพุ่งเข้ามาหาพี่แหม่มในระยะที่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้น หลังจากนั้นพี่แหม่มก็ได้เกิดอาการตกใจสุดขีด และวิ่งแบบไม่คิดชีวิตออกมาจากบ้านทันที ตกดึกทั้งสองที่กำลังนั่งพักเหนื่อยกันอยู่ที่ห้องนอน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียง “ปึ้ง!” หิ้งพระที่อยู่ด้านบนตกลงมาอย่างแรง พร้อมพระพุทธรูปที่ตกลงมาคอหักอยู่ที่พื้น ทั้งสองจึงได้ช่วยกันซ่อมหิ้งพระ และนำทุกอย่างกลับมาเป็นสภาพดังเดิม แต่ไม่ว่าจะซ่อมอีกกี่ที หิ้งพระก็จะเอียง และตกมาใหม่อยู่เสมอ จนทั้งคู่คุยกันว่า ไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อได้แล้ว จึงตัดสินใจคุยกันว่าจะลาออกจากงาน และกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัดทันที หลังจากนั้นคุณนัทจึงได้เรียกพ่อให้มารับที่กรุงเทพกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัด ระหว่างทางนั่งรถกลับ ทั้งคู่ก็ได้แวะกินข้าวกันก่อน แต่ทันใดนั้นพนักงานกลับนำจาน และอุปกรณ์การกินอาหารมาให้ 5 ชุด แต่บนโต๊ะมีแค่ 3 คน ทำให้ทั้งหมดเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร และรีบกินให้เสร็จจะได้รีบเดินทางกลับบ้านต่อ ระหว่างทางกลับดึก ๆ ดื่น ๆ ก็เจอเข้ากับจักรยานคันหนึ่งที่มีผู้หญิงซ้อนท้าย และผู้ชายเป็นคนขี่อยู่ข้างทาง ทั้ง 3 ก็พยายามไม่คิดอะไร และขับรถต่อไป แต่สักพักนึงก็เจอคู่ชายหญิงขี่รถจักรยานอีกตามเคย คุณนัทเลยหันไปถามพ่อว่าเห็นมั้ย แต่พ่อกลับไม่เห็นชายหญิงคู่นั้นเหมือนที่คุณนัทเห็น เมื่อรถวิ่งไปอีกสักพักนึงสิ่งที่คุณนัทเห็นแล้วต้องหลอนเลย คือเห็นผู้หญิงขี่คอผู้ชายอยู่แล้วชี้นิ้วเข้ามาในรถ คุณนัทจึงปิดตาพยายามไม่มอง และหลังกลับมาถึงบ้านก็ได้นำเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้ที่บ้านฟังที่บ้านคุณนัทมีความเชื่อทางท้องถิ่น และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางบ้านจึงพาคุณนัทไปเข้าพิธีทั้งทางพุทธ และเข้าพิธีของกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งทุกคนก็คิดว่าเรื่องหลอน ๆ ทุกอย่างนี้มันคงจะดีขึ้น หลังจากนั้นถัดมาคุณนัทที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์อยู่เพียงลำพังก็ได้พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาตัดหน้ารถ คุณนัทจึงได้ตัดสินใจหักให้รถล้มทันที นั่นจึงทำให้คุณนัทล้มไปที่พื้น และท้องโดนทิ่มไปด้วยแง่งหินที่พื้น และแขนก็ถไลไปกับพื้นเข้าโรงพยาบาลทันที และก็ต้องตกใจไปมากกว่าเดิม เพราะได้มารู้ทีหลังว่าในเวลาที่ใกล้เคียงกับที่คุณนัทรถล้ม คุณเบสก็ได้เจอประสบการณ์ผู้หญิงเดินตัดหน้ารถเช่นกัน แต่อาการของคุณเบสนั้นสาหัสกว่ามาก จนทำให้ทุกวันนี้ร่างกายยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทางที่บ้านของคุณนัทจึงให้คนที่มีความสามารถในการสื่อสารกับวิญญาณได้พูดคุยกับสิ่งที่คอยตามหลอกหลอนทั้งคู่ และสรุปได้ว่าฝั่งนั้นต้องการให้ทั้งคู่ไปอยู่ด้วย เพราะทั้งสองเป็นคนอยากให้เหล่าวิญญาณนั้นไปอยู่ด้วยกันเองปัจจุบันคุณนัทย้ายไปอยู่ที่อิสราเอล แต่ถึงจะย้ายไปแล้วก็ยังเจอเหล่าวิญญาณนั้นมาตามหลอกหลอนอยู่ดี คุณนัทเล่าว่า ตอนที่ตนอยู่อิสราเอล บ่อยครั้งที่ได้กลิ่นเหมือนประจำเดือน แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร จนวันหนึ่งตนนั้นได้ซื้อไก่กับเครื่องในมาวางไว้ด้านนอก และเข้าไปอาบน้ำระหว่างอาบน้ำก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินเข้ามาในห้องกำลังยุ่งกับถุงพลาสติกที่ใส่ไก่ไว้ และเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าถุงที่ใส่ไก่ดิบนั้นเหมือนมีร่องรอยการแกะชิ้นส่วนไก่ก็ได้หายไปบางส่วนโดยไร้สาเหตุ และอีกเหตุการณ์ที่ทำให้คุณนัทมั่นใจเลยว่าถูกตามมาแน่ ๆ คือในตอนที่กำลังนั่งกินข้าวกับเพื่อนอยู่ ได้ยินเสียงข้างบนดาดฟ้าเหมือนมีเสียงคนวิ่ง และลากเก้าอี้เสียงดัง จึงได้พากันขึ้นไปดูกับเพื่อนข้างบนแต่ก็ไม่พบกับอะไร และบนดาดฟ้าก็มีแค่ชิงช้าเล็ก ๆ ห้อยอยู่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้หรือโต๊ะสักตัว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนมาลากเก้าอี้วิ่งเล่นไปมาบนนี้ได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก ออโต้ เดอะโกส 'ไอติมกระทิ' I อังคารคลุมโปง X ออโต้ เดอะโกส [ 26 พ.ย. 2567 ]

03 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก ออโต้ เดอะโกส 'ไอติมกระทิ' I อังคารคลุมโปง X ออโต้ เดอะโกส [ 26 พ.ย. 2567 ]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 พ.ย. 2567) ที่ผ่านมา มีเรื่องเล่าจาก ‘ออโต้ เดอะโกส’ ที่ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ หลอนจนไม่อยากกินไอติมกะทิอีกเลย จะเป็นอย่างไรไปอ่านกันเลย! ‘ออโต้ เดอะโกส’ ได้บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ส้ม’ (นามสมมุติ) ย้อนไปประมาณ 15 ปีก่อน ในตอนนั้นส้มยังเป็นนักเรียนม.3 อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงราย ในหมู่บ้านนั้นก็มีเหล่าญาติมิตรสหายอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน ตัวส้มนั้นเป็นลูกสาวคนเล็ก มีพี่ชาย 1 คน (นามสมมติ ‘กล้วย’) ซึ่งมักจะไม่มีเพื่อนเล่น เขาจึงไปเล่นกับพี่สาวที่เป็นลูกของคุณลุง (เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน) พี่สาวคนนี้ นามสมมติว่า ‘ลำใย’ เป็นคนที่สวยมาก กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1 ซึ่งส้มก็ไปเล่นกับพี่ลำใยตลอด ความสวยของพี่ลำไยทำให้มีหนุ่มมากหน้าหลายตาเข้ามาจีบ ทุกครั้งที่มีคนมาจีบก็จะได้ของติดไม้ติดมือมาด้วยเสมอ ส้มเองก็มักจะได้กินขนมเหล่านั้นด้วย แต่พ่อของพี่ลำไยเป็นคนหวงลูกสาว หากพี่ลำไยจะออกไปที่ไหน ถ้าบอกว่าจะพาส้มไปด้วย คุณพ่อก็จะอนุญาตให้ออกไปอย่างว่าง่าย จนวันหนึ่ง มีเพื่อนของพี่กล้วยที่ชื่อว่า ‘ตั้ม’ (นามสมมติ) มาจีบพี่ลำไย พี่ตั้มคนนี้ชื่นชอบการแต่งรถมาก เวลามาหาก็จะมาพร้อมรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจเสียงท่อดังเสียดหู ชนิดที่ว่าแค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าพี่ตั้มกำลังมาหา เป็นระยะเวลากว่า 4 เดือนเต็ม ทุกครั้งที่มาจีบก็จะมีของติดไม้ติดมือขึ้นชื่อในหมู่บ้าน อย่าง ‘ไอติมกะทิ’ มาฝากส้ม เพื่อให้ส้มพาพี่ตั้มไปคุยกับพี่ลำไย และมักจะมาเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็นเป็นประจำทุกวัน ทางด้านพี่ลำไยเอง เมื่อใกล้ถึงเวลา เธอก็จะมานั่งคอยอยู่เสมอ ผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง พี่ตั้มจับได้ว่าพี่ลำไยไม่ได้คุยกับตนแค่คนเดียว เหตุเพราะพี่ลำไยก็ไม่ได้อยากจะคบกับใครเป็นจริงเป็นจังด้วย พี่ตั้มและพี่ลำไยทะเลาะกันรุนแรงใหญ่โต แต่ตอนนั้นส้มยังเด็กจึงไม่ได้ใส่ใจจะเข้าไปห้ามปราม จึงนั่งกินไอติมกะทิแล้วมองดูทั้งคู่ทะเลาะกัน หลังจากทั้งคู่มีปากเสียงกัน พี่ลำไยก็ยังออกมานั่งคอยอยู่ที่เดิมในเวลาเดิม แต่พี่ตั้มก็หายหน้าหายตาไป จนผ่านไปประมาณ 5 วัน ก็ยังได้ยินเสียงรถของพี่ตั้ม กระทั่งวันที่ 6 ตอนนั้นส้มนั่งอยู่คนเดียว ก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์เสียงดังเสียดหูที่คุ้นเคย ส้มจึงวิ่งออกมาเพราะคิดว่าจะได้กินไอติมกะทิอีก แต่ในตอนนั้น เป็นเวลาทุ่มกว่า ส้มมองออกไปก็ไม่เห็นพี่ตั้ม จึงคิดว่าอาจจะเป็นรถของคนอื่น เมื่อกำลังจะหันกลับเข้าบ้าน ส้มก็ได้ยินเสียงพี่ตั้มพูดว่า “ส้ม ส้ม พาไปหาพี่ของแกหน่อย” ส้มได้ยินดังนั้นก็รีบกุลีกุจอออกไปโดยที่ไม่ได้มองหน้าพี่ตั้มหรือรายละเอียดอย่างอื่นเลยนอกจากไอติมกะทิ และถามไถ่ตามประสาเด็กไปว่า “เฮ้ย พี่ตั้ม ไปอยู่ไหนมา” จากนั้นพี่ตั้มก็ยื่นไอติมกะทิให้ แล้วส้มก็ทำหน้าที่อย่างที่เคยทำมาตลอด นั่นก็คือหันไปตะโกนเรียกพี่ลำไย แต่เรียกเท่าไหร่ พี่ลำไยก็ไม่ตอบกลับ ซ้ำยังไม่ปรากฏตัวอีกด้วย และสิ่งที่น่าประหลาดใจคือพี่ตั้มเงียบผิดวิสัย ปกตินั้นพี่ตั้มเป็นคนร่าเริง คุยสนุกมาก แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป ในใจส้มก็คิดเพียงว่าอาจจะยังโมโหค้างคาหลังจากที่ทะเลาะกันครั้งล่าสุดอยู่ สีหน้าจึงไม่ร่าเริงเหมือนอย่างเคยก็เป็นได้ เมื่อได้ไอติมกะทิมาแล้วส้มก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไป รีบเปิดกล่องกินไอติมด้วยความอร่อยรอพี่ลำไยเดินออกมา แต่แล้วในขณะนั้น ก็มีคนในหมู่บ้านขับรถผ่านมาละตะโกนถามว่า “ไอส้ม มาทำอะไรอยู่นี่ มาอยู่คนเดียวตอนกลางคืนเดี๋ยวก็โดนผีหลอกหรอก” ส้มได้ยินเข้าก็สงสัยและคิดในใจว่า ‘จะให้กลัวอะไร ในเมื่อมีพี่ตั้มอยู่ด้วย ผีจะหลอกได้ไงนั่งกันอยู่ตั้ง 2 คน’ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ส้มนั่งกินไอติมกะทิไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเวลา 2 ทุ่ม พี่ลำไยก็ยังไม่ออกมา จึงบอกพี่ตั้มไปว่า “พี่ตั้ม กลับเหอะ ช่วงนี้กลับไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่แล้วกัน” เมื่อพูดจบ ส้มก็ตั้งใจว่าจะกลับบ้านตัวเองและจะเอาไอติมไปแช่ด้วยเพราะตนยังกินไม่หมด แต่พอกำลังจะหันมาถามพี่ตั้มว่าหายไปไหนมา พี่ตั้มก็หายไปเสียแล้ว.. วันถัดมา เมื่อถึงเวลา 4-5 โมงเย็น ส้มก็มานั่งรอที่เดิม แต่ครั้งนี้พี่กล้วยเดินเข้ามาถามว่า พี่กล้วย : ช่วงนี้เห็นตั้มบ้างมั้ย มันไม่ค่อยคุยกับเพื่อนเลย มันติดสาว ส้ม : เมื่อวานยังเจอนะ พี่เขามา ไอติมกะทิยังอยู่ในตู้เย็นอยู่เลย พี่กล้วย : เดี๋ยวไปตามไอตั้มก่อน เดี๋ยวนี้หายหน้าหายตาไม่เจอเพื่อนฝูงเลย พูดจบพี่กล้วยก็ขับรถออกไป ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงบ้านพี่ตั้มแล้ว เพราะห่างกันแค่ 3 ซอย หลังจากนั้นสักพัก พี่กล้วยก็ขับรถกลับมา พร้อมกับตะโกนบอกส้มว่า “ไอส้ม มึงไปบอกพี่ลำไยด้วยว่าไอตั้มมันผูกคอตาย!” ส้มที่กำลังกินไอติมกะทิอยู่ก็สำลักตบอกตัวเองแล้วพูดว่า “เฮ้ย จริงเหรอพี่ เมื่อวานนี้ตอนทุ่มกว่า ๆ พี่เขายังมาอยู่เลย” พี่กล้วยก็รีบบอกให้ไปตามพี่ลำไยมา ส้มจึงวิ่งไปตามแล้วก็พากันขับรถมอเตอร์ไซค์ไปบ้านพี่ตั้ม เมื่อไปถึงก็เห็นคนมุงเต็มไปหมด รวมทั้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิและตำรวจ ส้มเห็นดังนั้นก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น รีบดึงแขนพี่กล้วยและพี่ลำไยเข้าไปดูใกล้ ๆ ทันที หารู้ไม่ว่าภาพที่กำลังจะเห็นนั้น จะสยดสยองและจะติดตาส้มไปอีกนานเท่านั้น ภาพนั้นคือพี่ต้มผูกคอตาย ลิ้นจุกปาก ตาถลน ร่างกายอืดบวม มีทั้งเลือดและน้ำหนองไหลออกจากปาก สิ่งที่ส้มช็อกมากที่สุดจนกลายเป็นเมื่อนึกถึงทีไรก็จะเกิดอาการแพนิค นั่นก็คือ ปลายเท้าของพี่ตั้มมีไอติมกะทิวางไว้ 2 กล่อง เนื้อไอติมละลายผสมกับเลือดและน้ำหนองจนน่าสะอิดสะเอียน ซ้ำยังส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว เมื่อสอบถามมูลนิธิก็เล่าว่า ศพนี้เสียชีวิตมาได้ประมาณ 7 วันแล้ว ส้มได้ยินดังนั้นก็ไม่เชื่อ เพราะเมื่อคืนตนยังได้เจอพี่ตั้มอยู่เลย แต่ผลชันสูตรก็ออกมาว่าพี่ตั้มเสียชีวิตได้ 7 วันแล้วจริง ๆ จากนั้นก็จัดพิธีศพจนเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้น ทุกเวลา 4-5 โมงเย็น ส้มก็แทบจะไม่ออกมานอกบ้านอีกเลย แต่ในช่วงวันพระ-วันโกน ส้มก็มักจะได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซต์คุ้นหูที่มาพร้อมกับเสียงตามลมตะโกนว่า “ส้ม! พาไปหาพี่ลำไยหน่อย!!” เป็นเวลากว่า 3 เดือนเต็ม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเต้ย ผีเหรียญ 'คนขวัญเเหลว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

02 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเต้ย ผีเหรียญ 'คนขวัญเเหลว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

จะเป็นอย่างไร ถ้านาน ๆ ทีจะได้กลับบ้านเกิด แต่ดันได้เจอกับ “คนที่ไม่อยู่แล้ว” แบบไม่รู้ตัว!? เรื่องนี้ ‘คุณเต้ย ผีเหรียญ‘ ได้นำมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 กุมภาพันธ์ 2568) เมื่อเล่าจบทั้ง ’ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพีคสุด! ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันเลย! ‘คุณเต้ย ผีเหรียญ’ เล่าว่าเจ้าของเรื่องคือ ‘คุณเม่น’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในปี 2567 เมื่อ คุณเม่น เดินทางกลับมายังบ้านเกิด หลังจากทำงานขุดเจาะน้ำมันในต่างประเทศเป็นเวลานาน การเดินทางกลับล่าช้าไปมาก เนื่องจากสถานการณ์โควิดในช่วงก่อนหน้านั้น เมื่อกลับถึงบ้านในจังหวัดทางภาคเหนือ ทางบ้านของคุณเม่นได้จัด ‘พิธีฮ้องขวัญ’ หรือ ‘สู่ขวัญ’ ตามประเพณีท้องถิ่น โดยหมอทำขวัญทางภาคเหนือจะเรียกกันว่า ‘หมอมด’ (หมอมด หรือหมอทำขวัญ หรือหมอพื้นบ้าน ที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ เช่น พิธีสู่ขวัญ (ฮ้องขวัญ) เพื่อเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับร่างกาย หรือทำพิธีปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากตัวคน) โดยเขาได้เตือนคุณเม่นว่า ให้ระวังตัวเพราะว่าตอนนั้นอายุของคุณเม่นอยู่ในช่วงเบญเพสพอดี อีกทั้งยังกล่าวว่าคุณเม่นเป็น คนขวัญแหลว หรือ ขวัญอ่อน อาจถูกสิ่งไม่ดีรังควานได้ หลังจากทำพิธีผ่านไป 1 วัน คุณเม่นออกเดินทางไปเยี่ยมญาติ พร้อมนำของฝากไปมอบให้แต่ละบ้าน จนกระทั่งไปถึงบ้านหลังสุดท้าย ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ‘พี่ตาล’ พี่ชายที่เคยสนิทกันมากในวัยเด็ก แต่ด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่ในครอบครัว ทำให้พวกเขาไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายปี ด้วยความคิดถึง เม่นจึงตัดสินใจไปหาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เนื่องจากขาดการติดต่อไปเป็นเวลานาน เลยทำให้ไม่มีช่องทางการติดต่อ เมื่อไปถึงหน้าบ้านพี่ตาล เวลาราว 6 โมงเย็น บริเวณรอบบ้านเปลี่ยนแปลงไปมาก จากพื้นที่ว่างเปล่ากลายเป็นบ้านเรียงราย และประตูหน้าบ้านของพี่ตาลถูกคล้องโซ่ปิดไว้ คุณเม่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจกลับ ทันใดนั้น เสียงเรียกดังขึ้นจากในบ้าน “ใครมา?” เสียงนั้นเป็นของ ‘ยายไทย’ ยายของพี่ตาล คุณเม่นจึงตอบกลับไปว่าเขามาหาพี่ตาล ยายไทยกล่าวว่า “ตาลยังไม่กลับบ้าน” ก่อนจะชวนคุณเม่นเข้าไปนั่งรอในบ้าน ทั้งสองพูดคุยกันเกือบสิบนาที แต่พี่ตาลก็ยังไม่กลับมา เวลานั้น ฟ้าเริ่มมืด คุณเม่นจึงขอตัวกลับก่อน ขณะที่กำลังเดินออกไป เสียงตะโกนโวยวายก็ดังขึ้นจากข้างบ้าน “ใครน่ะ!? เข้ามาทำอะไรบ้านคนอื่น!?” คุณเม่นหันไปตามเสียง ก็พบ อาม่าท่านหนึ่ง เดินถือไม้เท้า ขากะเผลกแล้วพูดว่า “บ้านนี้มีแต่อาตาลคนเดียว! ซี้ซั้ว! ขโมย! ขโมยขึ้นบ้าน!” คุณเม่นพยายามอธิบาย แต่ดูเหมือนอาม่าจะไม่ฟัง กลับตะโกนโวยวายเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ เวลานั้นฟ้ามืดสนิทแล้ว คุณเม่นกลัวว่าชาวบ้านจะเข้าใจผิด จึงรีบวิ่งออกจากบ้านไปขึ้นรถแล้วขับกลับบ้านทันที เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณเม่นพบว่าพ่อและแม่แต่งกายด้วยชุดดำ กำลังจะออกไปงานศพที่หมู่บ้านข้าง ๆ เขาจึงยังไม่ได้เล่าเรื่องที่เพิ่งพบเจอ จนกระทั่งสามทุ่มกว่า พ่อแม่กลับมาถึงบ้าน คุณเม่นจึงตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ทันทีที่พูดจบ แม่ของคุณเม่นกลับมีสีหน้าตกใจ ก่อนจะเอ่ยว่า “ยายไทยเสียไปนานแล้วนะ…” คำพูดนั้นทำให้คุณเม่นขนลุกไปทั้งตัว “เป็นไปไม่ได้… ผมเพิ่งคุยกับท่านมา!” พ่อของคุณเม่นได้เดินเข้ามาสมทบ และยืนยันว่าจริง “ยายไทยเสียไปตั้งแต่ช่วงโควิด ตอนที่ลูกยังอยู่ต่างประเทศ” แม้จะมีการส่งข่าวไป แต่ด้วยความวุ่นวายในช่วงนั้น ทำให้เขาอาจลืมไปแล้ว เขาพยายามคิดทบทวนถึงสิ่งที่ได้ยิน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน ตกลงแล้ว…เขาเจอผีจริง ๆ ใช่ไหม? เมื่อพ่อแม่ยืนยันเรื่องการเสียชีวิตของยายไทย รวมถึงสิ่งที่เขาได้พบเจอ มันทำให้เม่นแน่ใจว่านี่คือ ครั้งแรกที่เขาเผชิญหน้ากับวิญญาณแบบเต็ม ๆ โดยไม่รู้ตัว พ่อแม่พยายามปลอบใจ บอกว่า “ท่านคงคิดถึง เพราะเลี้ยงลูกมาตั้งแต่เด็ก” พร้อมกำชับให้คุณเม่นไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ยายไทย เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเม่นไปทำบุญตามที่พ่อแม่แนะนำ และความหวาดกลัวก็เริ่มผ่อนคลายลง กลายเป็นเพียงความคิดถึง ตกเย็น พ่อแม่ชวนเม่นไปงานศพของเพื่อนบ้านเก่าสมัยเด็ก ๆ เม่นรับปากและเดินทางไปด้วยกัน เมื่อไปถึงศาลา เขากำลังจะเดินไปไหว้ศพ แต่แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เข่าทรุดลงแทบจะล้มทั้งยืน ในกรอบรูปของผู้เสียชีวิต คือใบหน้าของอาม่าที่ไล่เขาเมื่อวาน! เม่นพยายามตั้งสติ ก่อนจะสอบถามข้อมูลจากลูกหลานของอาม่าและได้ทราบว่า อาม่าเพิ่งเสียจากอาการหัวใจวายเมื่อสองวันก่อน ที่สำคัญ ลูกหลานยังบอกว่า “อาม่าขาไม่ค่อยดี เวลาจะเดินไปไหนต้องใช้ไม้เท้าพยุง” ทุกอย่างตรงกับสิ่งที่เขาเห็นไม่มีผิด… เท่ากับว่าเย็นวันนั้น คุณเม่นได้คุยกับวิญญาณถึง 2 ดวงในวันเดียวกันโดยที่ไม่รู้ตัวว่านั่นไม่ใช่คน ซึ่งเขาก็คิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะเขาขวัญแหลวแบบที่หมอมดบอก จนทำให้เขาสื่อสารกับดวงวิญญาณได้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-