‘ใหม่ รอเรน’ ถูกไหว้วานให้มาช่วยทำธีสิสในยามวิกาล!

อังคารคลุมโปง RECAP

‘ใหม่ รอเรน’ ถูกไหว้วานให้มาช่วยทำธีสิสในยามวิกาล!

06 ต.ค. 2023

       เรื่องหลอนในครั้งนี้ มาจากประสบการณ์ตรงของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง ‘ใหม่ รอเรน’ กับเรื่องหลอนในรั้วมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า ‘ธีสิสสยอง’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ตุลาคม 2566) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านพร้อมกันเลย!

       ย้อนกลับไปในสมัยที่คุณใหม่ยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในช่วงนั้นคุณใหม่เองบอกว่าเธอพักอยู่ที่หอพักนอกจึงทำให้เธอสะดวกสบายเรื่องเวลาจะออกไปไหนมาไหน เพราะไม่ได้มีกฎ เข้า-ออก ที่ตายตัวเหมือนกับหอภายในมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้เอง คุณใหม่จึงถูกไหว้วานจากรุ่นพี่ที่รู้จัก นามสมมุติ ‘พี่ส้ม’ ให้มาช่วยทำโปรเจกต์จบในเวลากลางคืนที่คณะของพี่ส้ม เนื่องจากพี่ส้มนั้นเรียนเภสัชและกำลังทำการทดลองในห้องแล็บเกี่ยวกับสารเคมี แต่ด้วยระยะทางจากบ้านของพี่ส้มมายังมหาวิทยาลัยค่อนข้างไกล และการทดลองนี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนย้ายสารเคมีอยู่ตลอด จึงทำให้พี่ส้มไม่สามารถที่จะทำการทดลองในเวลากลางคืนได้ เธอจึงได้ไหว้วานให้คุณใหม่ มาช่วยรับผิดชอบให้แทนในยามวิกาล

       คุณใหม่เล่าว่า บรรยากาศของคณะแพทยศาสตร์ค่อนข้างวังเวงมาก และยังต้องเดินผ่านห้องของอาจารย์ใหญ่อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวที่นี่ในเวลากลางคืนเป็นอย่างมาก และด้วยความที่คุณใหม่เองนั้นไม่ได้ศึกษาในคณะนี้ จึงไม่มีบัตรนักศึกษาประจำคณะ นั่นทำให้เธอต้องคอยหลบเจ้าหน้าที่เพื่อขึ้นไปที่ตึกในทุก ๆ คืน จากประสบการณ์ครั้งนี้ คุณใหม่เล่าว่าตัวเธอไม่ได้พบเจออะไรในระหว่างทำการทดลอง แต่ด้วยบรรยากาศของคณะแพทยศาสตร์ประกอบกับร่างอาจารย์ใหญ่ที่เธอต้องเจอในระหว่างทางเดิน ก็ทำเอาคุณใหม่รู้สึกขนลุกอยู่เหมือนกัน

       ไม่นานหลังจากที่คุณใหม่ช่วยพี่ส้มทำการทดลองสำเร็จ พี่ส้มก็เล่าเรื่องสยองระหว่างที่กำลังทำการทดลองให้คุณใหม่ฟัง พี่ส้มเล่าว่าส่วนตัวพี่ส้มเองเป็นคนชอบร้องเพลงมาก และในวันนั้นเธอกำลังทำการทดลองกับเพื่อนในห้องแล็บอยู่ 2 คน จังหวะที่เธอร้องเพลงพร้อมกับตบเท้าเป็นจังหวะดนตรี จู่ๆ หลังจากที่เธอหยุดร้องเพลงและเงียบไป ปรากฏว่าเธอได้ยินเสียงเท้าแทรกเข้ามาคล้ายกับสิ่งที่เธอทำไปเมื่อสักครู่ แต่ด้วยเธอเรียนสายแพทย์ก็ไม่ได้คิดหรือเอะใจอะไร เพราะคิดเพียงว่ามันเป็นเสียงสะท้อนจากห้องแล็บเท่านั้น

       วันต่อมา พี่ส้มก็มาทำการทดลองตามปกติ และยังอธิบายลักษณะของห้องทดลองเพิ่มเติมว่า ห้องแล็บเป็นห้องที่ค่อนข้างกว้าง มีโต๊ะยาวสำหรับการทดลองสองฝั่ง และมีตู้ไว้เก็บสารเคมีและอุปกรณ์ทดลองต่าง ๆ เป็นตู้กระจกยาว ซึ่งอุปกรณ์แต่ละอย่างก็อยู่กระจัดกระจายกัน ในระหว่างที่พี่ส้มกำลังจะเดินไปหยิบอุปกรณ์จากอีกจุดนึงไปยังอีกจุดนึง จู่ ๆ พี่ส้มก็เริ่มสังเกตเห็นเงาของตัวเองในกระจกเงานั้นมีลักษณะคล้ายกับผู้หญิง แต่เงานั้นไม่ได้ขยับตามตัวเธอไป และเห็นว่ามันกำลังเดินสวนกับเธออยู่หลายรอบ! พี่ส้มเริ่มเอะใจว่ามี ‘บางอย่าง’ อยู่กับเธอในห้องนี้ จากนั้น พี่ส้มและเพื่อนจึงตัดสินใจเก็บของ และเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างให้เร็วที่สุด จากนั้นก็กลับบ้านไป

       วันที่ 3 สำหรับการทดลองสารเคมีของพี่ส้มก็เป็นไปอย่างปกติ หลังจากที่ทำการทดลองเสร็จก็ชวนเพื่อนกลับบ้านเพราะตอนนั้นกำลังจะมืดแล้ว ขณะที่พี่ส้มกำลังเอื้อมมือไปเปิดประตู จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังดันประตูสวนมาเพื่อเปิดมันมาจากด้านนอก! แต่ที่แปลกคือไม่มีใครอยู่ข้างนอกห้องนั้นเลย และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พี่ส้มไม่กล้าเล่าให้คุณใหม่ฟัง เพราะกลัวว่าถ้ารู้จะทำให้คุณใหม่หวาดกลัวจนไม่กล้าที่จะมาที่นี่

       หลังจากที่พี่ส้มเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณใหม่ฟัง คุณใหม่ก็ได้ทราบถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องแบบนี้กับพี่ส้มว่า มีนักศึกษาสาวคนหนึ่ง เธอต้องเข้ามาทำธีสิสจบเช่นเดียวกันกับพี่ส้ม ในวันนั้นเธอเกิดเคราะห์ร้ายประสบอุบัติเหตุ จนเสียชีวิต แต่ด้วยจิตสุดท้ายต้องมาที่ทำการทดลองที่มหาวิทยาลัย ทำให้ทุกคนเห็นเธอในลักษณะแบบนั้นนั่นเอง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

น้ำมันพราย ‘เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

21 พ.ค. 2025

น้ำมันพราย ‘เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดหลอน ที่ความตายก็ไม่อาจล้างหนี้ได้! เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคุณ ‘จ๊ะโอ๋’ ที่ได้ให้พี่สาวข้างบ้านคนสนิทยืมเงินไป พอทวงเงินก็กลับได้เพียงความนิ่งเฉย แต่ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่ง พี่สาวที่เธอเคยรู้จักจะไม่ใช่คนอีกต่อไป สุดท้ายเธอจะได้เงินคืนหรือไม่ หาคำตอบได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (13 พฤษภาคม 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจเเนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ‘ดีเจมดดำ’ กับชื่อเรื่องว่า ‘เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ คุณขวัญ น้ำมันพราย เล่าว่า ‘คุณผึ้ง’ เป็นหัวหน้าเซลส์อยู่ที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน และมีลูกทีมใหม่ชื่อว่า ‘คุณจ๊ะโอ๋’ เธอมักเล่าให้ฟังว่าตนเป็นคนขยัน ทำงานช่วยที่บ้านมาตั้งแต่เด็ก จนวันหนึ่งต้องย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ในย่านที่ถนนยังเป็นดินแดง รายล้อมด้วยป่าอ้อยและต้นไม้ใหญ่ บ้านตรงข้ามคือบ้านของคุณตากับคุณยาย และก็ได้รู้จักกับพี่ข้างบ้านที่เป็นผู้หญิงชื่อว่า ‘พี่พี’ จนสนิทสนมกัน แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่ทั้งคู่ห่างกันไปเพราะพี่พีมีแฟน จนวันหนึ่ง พี่พีโทรมาหาและชวนจ๊ะโอ๋ไปที่บ้าน เมื่อไปถึง พี่พีก็พูดขึ้นว่า “ยืมตังค์หน่อยดิ” โดยให้เหตุผลว่ามีเรื่องต้องใช้เงิน และขอยืมไป 10,000 บาท ด้วยความไว้ใจ จ๊ะโอ๋จึงให้ยืม แต่เมื่อถึงกำหนดคืนเงิน จ๊ะโอ๋ไปทวง พี่พีก็ขอผลัดเป็นเดือนหน้า หนึ่งเดือนผ่านไป จ๊ะโอ๋กลับไปเคาะประตูบ้าน แต่พี่พีไม่ยอมเปิด เธอจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป บ้านที่เคยเป็นระเบียบเรียบร้อยของพี่พีกลับกลายเป็นบ้านที่ดูอึมครึม รกรุงรัง เมื่อทวงเงิน พี่พีพูดเพียงว่า “รอแป๊บ” ก่อนจะยื่นเงินให้เพียงหนึ่งพันบาท เมื่อนึกขึ้นได้ เธอพยายามติดต่อพี่พีแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนผ่านไปหลายเดือน เธอจึงตั้งใจว่าเสร็จงานวันนี้จะขับรถไปหาพี่พี ขณะขับรถเข้าไปในหมู่บ้าน ไฟหน้ารถส่องไปเห็นต้นไม้ใหญ่ มีชิงช้าห้อยอยู่ในระดับที่สูงจากพื้นดินเกินศีรษะ พอขับเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่ามีคนยืนอยู่บนชิงช้า เป็นพี่พีนั่นเอง จ๊ะโอ๋เอ่ยปากทวงเงินอีกครั้งว่า “ไหนบอกจะคืน หนูก็ต้องใช้เงินนะ” แต่พี่พีไม่ตอบอะไร กลับโยกชิงช้าไปมา แล้วแลบลิ้นใส่เธอ จากนั้นก็มีลมเย็น ๆ พัดวูบมา เธอจึงพูดว่า “งั้นเดี๋ยวเดือนหน้าหนูกลับมาทวงอีกนะ ไม่งั้นจะแจ้งความ” แต่ในใจก็รู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมของพี่พี หนึ่งเดือนต่อมา... จ๊ะโอ๋ขับรถกลับไปที่หมู่บ้านอีกครั้ง พบว่าบ้านของคุณตาคุณยายย้ายออกไปแล้ว และบ้านของพี่พีก็มีป้ายติดไว้ว่า ‘ให้เช่า’ จ๊ะโอ๋เห็นก็ยิ่งรู้สึกโกรธ จึงขับรถไปจอดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ และพูดคุยกับคุณป้าเจ้าของร้าน เมื่อเล่าให้คุณป้าฟังว่าเพิ่งเจอพี่พีเมื่อเดือนที่แล้ว คุณป้ากลับหน้าถอดสีแล้วถามว่า “ไปเจอเขามาตอนไหน?” จากนั้นก็เล่าให้ฟังว่า พี่พีผูกคอตายตรงต้นไม้ที่มีชิงช้า และทิ้งจดหมายไว้ว่า “สุดท้ายมึงก็เลือกมัน มึงจะไปอยู่กับมันใช่ไหม เดี๋ยวกูจะตายตรงนี้ เพื่อรอดูว่ามึงจะมาหากูรึเปล่า แล้วกูจะคอยดูว่าใครจะมาทวงหนี้กูบ้าง” คุณป้าเล่าว่า พี่พีหลงรักหัวหน้างานที่ฐานะดี จึงพยายามยกระดับตัวเองโดยการยืมเงินคนอื่น จนบัตรเอทีเอ็มถูกยึด วันหนึ่งภรรยาของหัวหน้าได้ขับรถมาหาที่บ้านพี่พี ทำให้เกิดการทะเลาะรุนแรง จนพี่พีเสียใจมาก และตัดสินใจจบชีวิตลง หลังจากนั้นทุกคืน คุณตาคุณยายที่อยู่ข้างบ้าน ก็มักจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ จนกระทั่งคืนหนึ่ง คุณยายเปิดประตูไปดู ก็เห็นวิญญาณของพี่พีกำลังร้องไห้พร้อมกับเดินออกจากบ้าน และก่อนจะผ่านหน้าบ้านคุณยาย วิญญาณพี่พีกลับหยุดเดิน แล้วหันมามอง เหตุการณ์นี้ทำให้คุณตาคุณยายทนไม่ไหว จนต้องย้ายออกไป ในคืนนั้นเอง ขณะที่จ๊ะโอ๋กลับถึงบ้าน ก็ได้รับข้อความเด้งขึ้นมาว่า ‘พี่เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ จากนั้นสองสัปดาห์ถัดมา ระหว่างที่จ๊ะโอ๋เดินออกจากร้านสะดวกซื้อ ก็มีคุณป้าคนหนึ่งยื่นลอตเตอรี่ให้ พร้อมบอกว่า “มีคนซื้อให้” แล้วชี้ไปข้างหลัง แต่เมื่อหันกลับไปก็ไม่พบใครอยู่ตรงนั้น ต่อมา ลอตเตอรี่ใบนั้นถูกรางวัล ได้เงินประมาณ 8,000 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่พี่พีเคยยืมไป จ๊ะโอ๋จึงนำเงินไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พี่พี พร้อมพูดว่า “เงินอีกพันหนูยกให้”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณจ๊อด มนต์ดำ ‘ช่วยด้วยผีหลอก’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

12 ส.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณจ๊อด มนต์ดำ ‘ช่วยด้วยผีหลอก’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

‘คุณจ๊อด มนต์ดำ’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องเกี่ยวเหตุการณ์ลึกลับที่เกิดขึ้นภายในร้านซ่อมรถแห่งหนึ่ง ที่มีคนนำรถมอเตอร์ไซค์ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมาซ่อม แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ขนหัวลุก เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 สิงหาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ช่วยด้วยผีหลอก’ คุณจ๊อดเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพี่ชาย ให้นามสมมติว่า ‘พี่โอ’ เขาเปิดร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ และใช้ร้านแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยอยู่ด้วย โดยอาศัยอยู่เพียงลำพัง วันหนึ่ง มีวัยรุ่นชายคนหนึ่งนำรถมอเตอร์ไซค์มาให้ซ่อม สภาพรถค่อนข้างยับเยิน ต้องใช้เวลาซ่อมนานกว่าปกติ ระหว่างที่ยังซ่อมไม่เสร็จ พี่โอก็นำรถคันนั้นเก็บไว้ภายในร้าน คืนนั้น พี่โอรู้สึกแปลก ๆ เหมือนในร้านไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนคอยมองอยู่ตลอดเวลา ตอนอาบน้ำก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่ในร้าน แต่ก็พยายามคิดว่าอาจคิดมากไปเอง จึงเข้านอนตามปกติ กระทั่งเวลาประมาณตีสอง พี่โอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่ชั้นล่าง สักพักเสียงนั้นก็เดินขึ้นบันไดมา จนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง ก่อนที่ประตูจะเปิดออก สิ่งที่เขาเห็นคือเงาของผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว สีดำ มองไม่เห็นหน้า ขณะนั้นพี่โอรู้สึกเหมือนโดนผีอำ ขยับตัวไม่ได้ ได้แต่นั่งมองเงานั้นลอยมานั่งอยู่บนตัวเขา เขาพยายามตั้งสติและสวดมนต์ แต่สิ่งที่ได้ยินคือเสียงกระซิบของผู้หญิงคนนั้นที่พูดว่า “มึงจะสวดทำไม ไปอยู่กับกูดีกว่า...” พี่โอตกใจและทำอะไรไม่ถูก แต่พลันนึกขึ้นได้ว่ามีหลวงปู่ทวดอยู่บนหัวเตียง จึงคว้ามาวางไว้บนอก ทันใดนั้น วิญญาณผู้หญิงคนนั้นก็หายไป! หลังจากขยับตัวได้ เขาก็รีบขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากร้าน ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดของถนน ในขณะที่ขับไปก็รู้สึกเหมือนมีลมหายใจรดต้นคอ พอหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนเดิมซ้อนท้ายมาด้วย! พี่โอรีบขับรถไปเคาะประตูบ้านของคุณจ๊อด พร้อมพูดซ้ำ ๆ ว่า “ช่วยด้วย ผีหลอก!” คุณจ๊อดตกใจและพาพี่โอไปโรงพยาบาล แต่ผลตรวจออกมาพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่พี่โอยังมีอาการหวาดระแวงและไม่เป็นปกติ จึงตัดสินใจพาไปสำนักทรง ทันทีที่กำลังจะเดินขึ้นไปหาร่างทรง ก็ถูกทักว่า “เอาผีมาทำไม!” จากนั้นร่างทรงได้นำน้ำมนต์มารดตัวพี่โอ แล้วพาทุกคนกลับไปที่ร้านซ่อมรถ พร้อมกับพรมน้ำมนต์รอบร้าน ด้วยความสงสัยจึงถามร่างทรงว่า “ผีผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน?” ร่างทรงก็ชี้ไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันที่ยังซ่อมไม่เสร็จ แล้วพูดว่า “วิญญาณผู้หญิงคนนั้นติดมากับรถคันนี้” ไม่นานนัก เจ้าของรถก็กลับมาเอารถ พอถามว่า “รถคันนี้ของใคร?” วัยรุ่นชายเจ้าของรถก็ตอบว่า “รถพี่สาวผมเองครับ พี่สาวผมทำงานโรงงาน ขี่รถแล้วถูกรถบรรทุกชนเสียชีวิต” เมื่อได้ฟังคำตอบ ทุกอย่างก็ชัดเจน วิญญาณของพี่สาวคนนั้นยังไม่ไปไหน และตามติดรถกลับมาที่ร้านซ่อม เหตุการณ์ครั้งก็นี้ทำให้พี่โอเชื่ออย่างสนิทใจว่า ‘สิ่งที่มองไม่เห็น นั้นมีอยู่จริง..’เขียน: ชิติพัทธ์ เพ็ชรมาลัยเรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

24 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

แค่เพราะเขาได้รับหน้าที่เอา ‘หุ่นลองเสื้อ’ ไปเผาทิ้งบนภูเขาเปลี่ยว แต่ระหว่างทางกลับเจอเรื่องแปลก ๆ เยอะมากจนกระทั่งหุ่นพลาสติกขยับได้ และร้องขอชีวิต! ก่อนที่จะได้รู้ความจริงว่า ภายในหุ่นตัวนั้นมีร่างของผู้หญิงถูกหั่นซ่อนอยู่ข้างในเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หุ่นลองเสื้อ’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่โกดังแห่งหนึ่ง ลักษณะโกดังเก็บเสื้อก็จะมีกองเสื้อผ้า และจะมีหุ่นลองเสื้อวางสุม ๆ กองเอาไว้ ทั้งหุ่นที่พังแล้วไม่สมบูรณ์ แบบครึ่งตัว เต็มตัว หรือมีแค่ส่วนหัวก็มีเหมือนกัน ในคืนหนึ่ง มีพนักงานชายในโกดังกำลังเลิกงาน และเตรียมตัวกลับบ้าน แต่เขาก็เห็นว่ามีไฟในโกดังยังเปิดอยู่ และในปกติหัวหน้าจะกำชับเสมอว่าให้ปิดไฟทั้งหมดก่อนกลับ เขาจึงเดินกลับเข้าไปเพื่อที่จะปิดไฟ แต่ก็เห็นหัวหน้ากำลังนั่งอยู่ตรงกองหุ่นลองเสื้อที่พังในความมืด เขาเลยถามหัวหน้าว่า “ทำไมถึงยังไม่กลับ” หัวหน้าก็ตอบกลับมาแค่ว่า “ยังไม่กลับ จะจัดการธุระก่อน กลับไปก่อนได้เลย”พอเช้าวันรุ่งขึ้น หัวหน้าก็สั่งให้พนักงานชายคนนั้นเอาหุ่นลองเสื้อพวกนี้ไปทิ้งให้หน่อย ซึ่งปกติแล้วการที่จะทิ้งหุ่นก็แค่ยกไปวางไว้ข้างหน้าโกดัง แล้วเดี๋ยวก็จะมีรถมาเก็บไปเอง แต่หัวหน้ากลับบอกว่ารอบนี้หุ่นลองเสื้อที่จะทิ้งมันเกินโควตาแล้ว ถ้าทิ้งเพิ่มอีกจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม หัวหน้าเลยยื่นข้อเสนอเพิ่มเงินพิเศษให้ สั่งให้พนักงานชายคนนั้นนำหุ่นลองเสื้อตัวที่สมบูรณ์ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปจุดไฟเผาทิ้งในที่โล่ง ๆ บนภูเขาที่ไม่มีคน และด้วยความที่มีเงินพิเศษ เขาจึงตอบตกลงขนหุ่นขึ้นรถโดยที่เอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ไว้ท้ายรถ และเอาหุ่นแบบเต็มตัวไว้ที่เบาะหลัง ระหว่างทางที่ขับรถ เขาก็มองกระจกหลังเริ่มมีรู้สึกระแวง เพราะในตอนแรกหุ่นก็นั่งอยู่ตรง ๆ แต่สักพักมือข้างหนึ่งของหุ่นกลับยกขึ้นมาจับที่เบาะฝั่งคนขับพอดีเป๊ะ ตอนนั้นเขาก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เขาคงเป็นคนเอามือหุ่นมาค้ำไว้เองแต่ลืม เมื่อขับมาถึงลานโล่งบนภูเขา เขาก็อุ้มหุ่นลงจากรถ และเดินไปหยิบกล่องอุปกรณ์ที่ท้ายรถ แต่เมื่อเขาหันกลับมามองหุ่นเต็มตัวที่วางทิ้งไว้ ภาพที่เห็นจากด้านหลังมันดูเหมือนคนเป็น ๆ ที่มีชีวิตเลย ยิ่งตอนที่ลมพัดผมของหุ่นก็สะบัดพลิ้วไหวดูเหมือนมีชีวิตจริง และจู่ ๆ หุ่นตัวนั้นก็ค่อย ๆ หันมองมาทางเขา พนักงานชายตกใจจนทำของในมือตก แต่ก็ยังพยายามคิดในแง่ดีว่าลมคงพัดแรงจนข้อต่อหุ่นมันหลวม เขาก็ดำเนินทำตามคำสั่งของหัวหน้าต่อไป เมื่อเขากำลังจะจุดไฟเผา มือของหุ่นก็เอื้อมขึ้นมาจับมือเขาเอาไว้แน่น พร้อมกับที่เสียงพูดออกมาจากหุ่นว่า“อย่าพึ่งเผา”พอเขามองไปที่หน้าของหุ่นก็เห็นว่ามีน้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาจากเบ้าตาพลาสติก ในตอนนั้นเขาช็อกมาก โยนทุกอย่างทิ้ง และกระโดดขึ้นรถเหยียบคันเร่งหนีออกไปในทันที เมื่อมองกระจกหลังเขาก็เห็นว่าหุ่นลองเสื้อตัวนั้นลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามรถของเขามา เขาก็รีบขับรถหนีเข้าเมืองไป หลังจากนั้นก็มีตำรวจเดินทางมาที่โรงงานเพื่อตามหาผู้หญิงที่สูญหายไป ซึ่งเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับคนในโรงงานนี้ และเป้าหมายของตำรวจก็คือ ‘หัวหน้า’ ของเขาเอง ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาว่าหัวหน้าถูกจับกุมตัวแล้ว เหตุเกิดจากเขาแอบไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับผู้หญิงคนหนึ่งจนเธอตั้งครรภ์ เธอจึงอยากที่จะเป็นภรรยาหลวงทั้ง ๆ ที่หัวหน้าคนนั้นมีครอบครัวอยู่แล้ว ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทรุนแรง จนหัวหน้าได้พลั้งมือฆ่าเธอทิ้ง และเพื่อที่จะอำพรางคดี หัวหน้าจึงได้ทำการหั่นศพเป็นชิ้น ๆ และนำไปแยกซ่อนไว้ในชิ้นส่วนของหุ่นลองเสื้อแต่ละตัว ซึ่งเป็นคืนที่พนักงานชายเห็นหัวหน้านั่งอยู่ตรงกองหุ่นในโกดัง ซึ่งจริง ๆ แล้วเขากำลังยัดชิ้นส่วนศพลงไปนั่นเอง และหุ่นตัวที่พนักงานชายถูกจ้างให้นำไปเผาทิ้งบนภูเขา ก็คือหุ่นที่ซ่อนร่างของผู้หญิงคนนั้นเอาไว้จนนำมาสู่ความจริงอันน่าสยองขวัญนั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

04 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

ในซีนพิธีบูชายัญ ระหว่างที่เข้าบทจังหวะที่นอนลงบนพื้น กลับรู้สึกถึงแรงลม และพลังงานบางสิ่งบางอย่างที่พัดผ่านลำตัวไป แต่ในฉากกลับไม่มีใครเลย หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ไม่นานได้ไปดูดวง แต่กลับโดนทักเตือนให้ระวังเรื่องบางอย่าง… ที่เมื่อเวลาผ่านไปกลับเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น! เรื่องราวขนหัวลุกกลางกองถ่าย.. ‘พาเวล’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ขณะที่กำลังเข้าฉากถ่ายทำ แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังงานบางสิ่งบางอย่าง ที่เหมือนจะตามติดกลับไปโดยบังเอิญ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X พูห์ - พาเวล’ (25 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจอดีกลางกองถ่าย’ เรื่องราวจาก ‘พาเวล’ เกิดขึ้นในกองถ่ายฉากต้นไม้ 7 ศพ ตั้งอยู่ในห้างร้างแห่งหนึ่ง และมีอยู่หนึ่งซีนสำคัญ ที่ทีมงานยังไม่ได้ถ่าย ซึ่งเป็นซีนฉากทำพิธีบูชายัญที่ตามคิว… “ผี” ต้องปรากฏตัวในเซ็ตจริง ๆ ก่อนเริ่มการถ่ายทำ พาเวลถามผู้กำกับว่า“เดี๋ยวผีเข้ามาเลยไหม หรือเล่นยาวเทคเดียวไปเลยรึเปล่า?” แต่ผู้กำกับตอบว่า ยังต้องมีการรีเซ็ตก่อน เพราะซีนใหญ่มากกลัวใช้เวลาเกินไป จะยังไม่มีอะไรเข้ามาในเซ็ตตอนนี้ พาเวลจึงเล่นไปตามบทแบบไม่คิดอะไร จนถึงจังหวะฉากที่เขาต้องนอนบนพื้นหลับตาไม่เห็นใครรอบตัวแล้วตอนนั้นเอง…พาเวลรู้สึกว่า มีลมแผ่ว ๆ พัดข้ามตัวไปถึง 2 ครั้ง ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเดินผ่านไป เป็นลมที่ทำให้รับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่าง พาเวลได้แต่นึกว่า ผู้กำกับเปลี่ยนบทหน้างานเอาผีเข้ามาจริงเลยเล่นต่อแบบเต็มที่ แต่พอหลังจากถ่ายเสร็จ ไปกินข้าวตอนเย็นซึ่งมีการคุยกันถึงฉากที่เกิดขึ้น แต่คำตอบที่ได้คือ…“ไม่มีใครเอาผีเข้าซีนเลยนะ แพลนเดิมทุกอย่าง” ทั้งที่ในฉากนั้นมีคนอยู่เต็มไปหมด แต่มีแค่พาเวลคนเดียวที่รู้สึกถึง ‘ลมสองครั้ง’ พาเวลเริ่มเอะใจ เพราะในเรื่องตัวละครเขาเป็นคน ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ล้อเล่นกับความตาย ไม่กลัว ไม่ให้เกียรติพิธี เขาเลยย้อนคิดกลับไปว่า…“หรือสิ่งนั้น… ไม่รู้ว่านี่คือการแสดง?” อาจทำให้ ‘ใครบางคน’ เข้าใจว่าเขากำลังลบหลู่จริง ๆ ความหลอนยังไม่จบง่าย ๆ เพราะตั้งแต่เข้าวงการมา พาเวลมีไปดูดวงเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว และหลังถ่ายซีนนี้ไม่นานเขาได้ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง หมอดูเปิดไพ่ใบแรกเป็นภาพของเขาที่มี “ผู้หญิงเกาะอยู่ด้านหลัง” แล้วถามทันทีว่า“ช่วงนี้ไปสถานที่ที่มีของแรง ๆ มารึเปล่า?” พาเวลได้แต่นิ่ง เพราะเขาเพิ่งไปถ่ายฉากที่ห้างร้างจริง ๆ มา หมอดูเปิดไพ่ใบต่อมาเป็นภาพ รถคว่ำ ไฟลุกท่วม มียมทูตยืนอยู่ข้างหลัง และยังมีเงาตึกร้างกับต้นไม้อยู่ในภาพ หมอดูเปิดไพ่แล้วบอกว่า“ระวังเรื่องรถนะ มีเหตุแน่ ทั้งเจ็บ ทั้งเสียเงิน ไม่รอดแน่นอน” แม่หมอจึงให้เขาไปทำบุญโลงศพ อาบน้ำมนต์ และสวดมนต์บทเฉพาะเพื่อให้สิ่งหนัก ๆ เบาลง ซึ่งพาเวลก็ทำตามทุกอย่างแบบไม่คิดมาก แต่ประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์หลังจากนั้นขณะที่เขาขับรถตามปกติจู่ ๆ ยางรถก็รั่ว พาเวลคิดว่าแค่ล้อเดียว แต่พอช่างตรวจกลับพบว่า“ทั้งสี่ล้อโดนตะปูเหมือนกันหมด และยางรุ่นนี้ซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด” มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันแบบนี้ได้เลย แต่ก็กลับเกิดขึ้นเหตุการณ์ขึ้นจริง พาเวลยังคงบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า… ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความบังเอิญ หรือเป็นสัญญาณบางอย่างจากสิ่งที่เขาไปลบหลู่โดยไม่ตั้งใจ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-