เรื่องเล่าจากคุณของขวัญ 'เจ้าของที่' I อังคารคลุมโปง X บอย ธิติพร [ 27 ส.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณของขวัญ 'เจ้าของที่' I อังคารคลุมโปง X บอย ธิติพร [ 27 ส.ค. 2567]

01 ก.ย. 2024

    เรื่องราวนี้ ’คุณของขวัญ’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘เจ้าที่’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

    โดยคุณของขวัญเล่าว่า ย้อนกลับไปตอนม.ปลาย อายุ 17-18 ปี เนื่องจากพ่อ-แม่อย่าร้างกัน บ้านอยู่นอกตัวเมือง จึงย้ายมาอยู่กับคุณพ่อในตัวเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นหมู่บ้าน ตัวบ้านเป็นบ้านมือสองที่ซื้อมารีโนเวทใหม่ ชั้นแรกจะเป็นกึ่งปูนกึ่งไม้ ส่วนชั้นที่สองจะเป็นไม้ ห้องนอนของตนอยู่ชั้นที่สองห้องติดกับถนน เมื่องมองออกไปก็จะเห็นกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นเงาอยู่ตลอด ส่วนคุณพ่อนั้นแต่งงานใหม่ ครอบครัวใหม่จึงย้ายเข้ามาอยู่ด้วย ตนจึงเหมือนเป็นผู้อยู่อาศัย และไม่ค่อยได้คลุกคลีกับครอบครัว พอกลับมาจากโรงเรียน กินข้าวเสร็จ ก็ขึ้นมาอยู่ห้องนอน บางครั้งพ่อก็ไม่ได้อยู่บ้านตลอด ต้องออกไปธุระ คุณของขวัญก็จะอยู่บ้านคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะบางครั้งก็ได้ยินเดิน เสียงแปลก ๆ ทำให้รู้สึกว่าไม่น่าใช่เสียงไม้ลั่น มันมีความรู้สึกแบบนี้บ่อยครั้ง จนกระทั่งคืนหนึ่ง..

    คืนนั้น ตนจำได้ว่าน่าจะนอนไปแล้ว ไม่ได้ดูเวลาว่าดึกขนาดไหน จากเตียงนอนขวามือเป็นหน้าต่างที่จะเห็นกิ่งไม้และต้นไม้ ตอนที่นอนหันหลังให้หน้าต่างอยู่นั้นก็สะดุ้งตื่นเหมือนมีคนมอง ในใจก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมองมาจากหน้าต่างได้ เพราะอยู่ชั้นสอง คุณของขวัญก็พยายามไม่มอง เพราะกลัวว่าจะเจออะไร แต่สุดท้ายก็ต้องหันไปมองว่าคืออะไร ปรากฎว่าเป็นเงาผู้ชาย ไม่รู้ว่ารูปร่างหน้าตาเป็นยังไง เขามองตนอยู่! ตอนนั้นคิดในใจว่า คงเป็นกิ่งไม้ ต้นไม้ แต่อีกใจก็ตั้งคำถามว่า ‘ทำไมไม่เห็นมีเงากิ่งไม้อะไรเลย มีแต่เงาคน’ คุณของขวัญรู้สึกตกใจและพยายามข่มตา ไม่แน่ใจว่าหลับหรือตื่น คล้ายฝันซ้อนฝัน พอพลิกตะแคงตัวไปข้างไหนก็จะเจอเขาตรงนั้นแบบนั้นเรื่อย ๆ จนเผลอหลับไป

    เรื่องนี้คุณของขวัญไม่ได้ปรึกษาคุณพ่อ เพราะไม่แน่ใจว่ากึ่งหลับกึ่งตื่นหรือเห็นจริง ๆ จึงเก็บเรื่องนี้เอาไว้ จนมีอยู่คืนหนึ่งที่คิดว่าน่าจะใช่ที่สุดคือ กลางดึกคืนนั้น คุณของขวัญจำได้ว่า ที่นอนเป็นฟูก สูงจากพื้น 5-10 เซนติเมตร ท่านอนคือแขนซ้ายยื่นออกไปนอกที่นอนที่เป็นพื้นไม้ หันหลังให้หน้าต่าง ได้ยินเสียงเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก คิดว่าคงเป็นคุณพ่อ ไม่ก็น้องสาวต่างแม่มาเคาะประตู เพราะล็อคประตูเอาไว้ คุณของขวัญจึงถามออกไปว่า

    ”มีอะไร ดึกดื่นแบบนี้มีอะไรหรือเปล่า“

    แล้วเขาก็เปิดประตูเข้ามา คุณของขวัญก็ตกใจเพราะตนมั่นใจว่าล็อคประตูแต่เปิดเข้ามาได้อย่างไร ตนก็ค่อย ๆ มองจากเท้าไล่ขึ้นมาขา ตัว และหัว ถึงแม้จะมืด แต่ก็มีไฟกิ่งจากด้านนอกเข้ามา เห็นได้ว่า ผอมติดกระดูก ผิวแทน ค่อย ๆ เดินเข้ามาหาที่ปลายมือที่ยื่นออกไปนอกที่นอน ไม่แน่ใจว่าใส่กางเกงหรือไม่ แต่ใส่เสื้อขาวตัวโคร่งใหญ่ เขาค่อย ๆ นั่งยอง ๆ ลงมา จังหวะนั้น เห็นเป็นหัวกะโหลกแบบหนังหุ้มกะโหลก หลังจากนั้นเขาก็จับมือของคุณของขวัญขึ้นมา แล้วก็เอาเข้าปากของเขา! คุณของขวัญตกใจว่าเขาทำแบบนี้ทำไม ด้วยความตกใจจึงสะบัดตัว เหมือนจะหลุดจากภวังค์ มือก็หล่นลงพื้น แล้วก็รีบวิ่งออกไป แต่จังหวะนั้น ประตูเปิดอยู่จริง ๆ พอลงมาชั้นที่หนึ่ง ก็วิ่งเข้าไปกอดพ่อที่นอนอยู่กลางบ้าน แล้วก็นอนกับพ่อคืนนั้น

    พอเช้ามาก็เล่าให้พ่อฟัง พ่อก็บอกว่า บ้านหลังนี้ซื้อต่อมาจากญาติ ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่มีญาติที่เสียชีวิตในบ้านนี้ ไม่ได้เกิดจากการฆ่าตัวตาย เสียจากโรคมะเร็ง เขาแค่เป็นคนรักบ้าน

    หลังจากคืนนั้น คุณของขวัญจะไหว้เจ้าที่ ศาลพระภูมิ ไหว้เหมือนผู้ใหญ่ในบ้านคนหนึ่ง เวลาจะไปไหน หรือเวลากลับมาบ้าน ก็จะไหว้แล้วบอกว่า ”หนูไปโรงเรียนแล้วนะคะ / หนูกลับมาจากโรงเรียนแล้วนะคะ”

    หลังจากที่ไหว้ แนะนำตัวกับศาลพระภูมิ เจ้าที่ ก็ไม่เจออีกเลย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณแอน 'มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ' l อังคารคลุมโปง X The Rube [ 27 พ.ค.2568 ]

31 พ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณแอน 'มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ' l อังคารคลุมโปง X The Rube [ 27 พ.ค.2568 ]

คือเรื่องราวสุดสะเทือนใจ ที่วิญญาณเพื่อนสนิท ตามหลอกหลอนจนต้องหนีไปบวช! ‘คุณแอน’ ได้เล่าเรื่องของ ‘พี่บอล’ ที่ฝันเหมือนเป็นลางร้าย สู่การเสียชีวิตของเพื่อนสนิทจากการอุบัติเหตุ เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไรอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 พฤษภาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ’ คุณแอนได้เล่าว่าในตอนนั้นพี่บอลอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ พี่บอลมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ ‘พี่ต้า’ ที่มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แต่ช่วงเช้ามืดวันหนึ่ง พี่บอลฝันว่าคุณตามาเข้าฝัน ในฝันคุณตาค่อนข้างดุ ทำให้พี่บอลไม่สบายใจ จึงตัดสินใจโทรหาคุณแม่ พร้อมเล่าเรื่องความฝันให้ฟัง คุณแม่บอกว่า “แม่ก็ฝันไม่ค่อยดีเหมือนกัน” และบอกให้พี่บอลระวังเรื่องการขับรถและดื่มของมึนเมา พอมาถึงช่วงกลางคืนในวันนั้น พี่ต้าโทรมาบอกว่าอกหักและชวนพี่บอลไปดื่มเป็นเพื่อน พี่บอลปฏิเสธไป แต่พี่ต้าก็เซ้าซี้ให้พี่บอลไปพร้อมทำเสียงเศร้า ๆ ด้วยความเห็นใจ พี่บอลจึงตอบตกลง แต่ให้พี่ต้าเป็นคนมารับแทน เพราะพี่บอลไม่อยากขับรถ เมื่อดื่มเสร็จ พี่ต้าก็เป็นคนขับรถมาส่งพี่บอล ระหว่างทางก่อนถึงห้องพี่บอล พี่ต้าเริ่มร้องไห้ระบายเรื่องที่ตัวเองอกหัก พร้อมกับพร่ำบอกว่า “มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ” พอสิ้นสุดคำนั้น อยู่ ๆ ก็มีรถสิบล้อสาดไฟเข้ามาแล้วชนกับรถของพี่ต้า ทำให้ทั้งคู่ล้มลงข้างทาง พี่บอลกระดูกนิ้วก้อยเท้าหัก หัวแตก และมีแผลถลอกตามร่างกาย เมื่อได้สติก็พยายามหาพี่ต้าแล้วพบว่า เพื่อนกำลังนอนอยู่ข้างป่าจึงพยายามเรียกให้ตื่น ในตอนนั้นร่างกายพี่ต้าไม่ตอบสนองแล้ว พี่บอลกลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไป จึงช้อนคอพี่ต้ามาวางไว้ที่ตักตัวเอง แต่ระหว่างนั้นหัวพี่ต้าก็ร่วงลงจากแขนพี่บอล ลักษณะกำลังจะขาดออกจากคอ ด้วยความตกใจจนเสียสติ พี่บอลจึงขึ้นไปปีนเสาไฟฟ้าแล้วตะโกนเสียงดังเรียกให้คนมาช่วย ในระหว่างนั้นก็มีพลเมืองดีแจ้งตำรวจ สักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาถึงบริเวณสถานที่เกิดเหตุ สาเหตุการเสียชีวิตคือร่างพี่ต้าได้กระเด็นออกไปอย่างแรงทำให้คอไปเกี่ยวกับลวดหนามจนคอขาด แต่ตอนเกิดเหตุนั้นพี่บอลกลับไม่เห็นลวดหนามอยู่เลย หลังจากวันนั้น ญาติของพี่ต้าก็ได้ทำพิธีตามความเชื่อทางศาสนาพร้อมตั้งศพไว้ 3 คืนก่อนจะเผา ใน 2 คืนแรกพี่บอลไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากตัวเองก็ยังบาดเจ็บอยู่พอสมควร จนเข้าคืนที่ 3 เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ระหว่างที่พี่บอลกำลังนอนอยู่ในห้องก็มีคนมาเคาะประตู เมื่อมองไปใต้ช่องประตูก็เห็นเท้าคน จึงคิดว่าเป็นแฟนที่มาเยี่ยม พอเปิดประตูออกไปก็ไม่เจอใคร สักพักก็เริ่มได้กลิ่นธูป นั่นทำให้พี่บอลคิดว่าวิญญาณพี่ต้าน่าจะมาหา จึงพูดออกไปว่า “กูเจ็บเหมือนกันเลยไม่ได้ไปฟังสวด แต่พรุ่งนี้กูจะไปส่งมึงนะ” หลังจากนั้นกลิ่นธูปก็หายไป พี่บอลได้กินยาแล้วนอนหลับไป ระหว่างหลับก็ฝัน ในความฝันเห็นพี่ต้าหัวห้อยแล้ววิ่งตามพี่บอลพร้อมบอกให้ไปอยู่ด้วย “มึงไปอยู่กับกูนะ มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ” พูดอย่างนั้นซ้ำ ๆ จนมีคนเปิดประตูเข้ามา เป็นแฟนพี่บอลเองที่มาเยี่ยม เมื่อเล่าเรื่องที่ฝันให้แฟนฟัง ระหว่างที่เล่าก็ได้กลิ่นธูปตลอด แต่แฟนพี่บอลกลับไม่ได้กลิ่น จึงตะโกนบอกวิญญาณเพื่อนตัวเองว่า “กูจะไปส่งมึง แต่กูไม่ไปกับมึงนะ” ในวันเผา พี่บอลก็ได้ไปส่งพี่ต้า แต่ทุกคืนก็ยังฝันถึงพี่ต้าเหมือนเดิมซ้ำ ๆ ด้วยความกลัวว่าพี่ต้าจะมาเอาชีวิตไปจริง ๆ จึงตัดสินใจไปบวชให้พี่ต้า พอบวชได้ประมาณ 7 วัน ในวันสุดท้ายก็ฝันว่าพี่ต้ามาลา แล้วหลังจากนั้นพี่บอลก็ไม่ฝันถึงพี่ต้าอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ลูกสาวไปเล่นที่สนามใกล้โรงเรียนกับเพื่อน แต่เจอร่างปริศนา เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าหัวแยกออกจากร่าง! ด้วยความหวังดี แม่จึงบอกไปว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นก็เจอเรื่องแปลก ๆ ขณะจอดรถ เพราะเซนเซอร์รถร้องดัง ทั้ง ๆ ที่รอบรถไม่มีอะไรเลย!

10 มี.ค. 2024

ลูกสาวไปเล่นที่สนามใกล้โรงเรียนกับเพื่อน แต่เจอร่างปริศนา เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าหัวแยกออกจากร่าง! ด้วยความหวังดี แม่จึงบอกไปว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นก็เจอเรื่องแปลก ๆ ขณะจอดรถ เพราะเซนเซอร์รถร้องดัง ทั้ง ๆ ที่รอบรถไม่มีอะไรเลย!

ลูกสาวพบศพปริศนาอยู่ใกล้โรงเรียน แม่หวังดีจึงบอกกับศพว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นสองสามวัน เซนเซอร์รถก็ดังทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรอยู่ใกล้รถ! เรื่องนี้ ‘คุณหนิง’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เซนเซอร์เจอผี’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณหนิงเล่าว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทยและเกิดเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นเป็นช่วงพายุเข้า อากาศหนาวอุณหภูมิติดลบประมาณ -17 ถึง -22 องศาเซลเซียส ปกติแล้วหากเป็นฤดูหนาวที่เมืองนี้จะมีหิมะตก แต่วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง โรงเรียนของ ‘หนูนิด’ (นามสมมติ) ลูกสาวของคุณหนิงจึงพาเด็ก ๆ ไปเล่นที่สนามกีฬาใกล้โรงเรียน หนูนิดเล่นอยู่บริเวณนั้นกับเด็กผู้หญิงอีก 2 คน ดูเหมือนว่าเด็กสาวทั้งสามจะชอบเล่นซ่อนแอบตามพุ่มไม้เป็นพิเศษ เวลาบ่ายสองเป็นช่วงที่โรงเรียนใกล้เลิก หนูนิดโทรมาหาคุณหนิงแล้วพูดว่า “แม่ หนูคิดว่าหนูเจอ Dead Body!” คุณหนิงจึงรีบใส่เสื้อกันหนาวแล้วกระโดดขึ้นรถ ระหว่างนั้นก็คุยกันว่า “ลูกอยู่ไหน?” คุณหนิงดู GPS ตำแหน่งของลูกไปด้วย เพราะหนูนิดอธิบายไม่ถูกและตื่นเต้น คุณหนิงถามว่า “มีผู้ใหญ่ไหม?” หนูนิดก็ตอบว่า “มี แต่โทรหาครูไม่ติด” ระหว่างนั้นเด็กอีก 2 คนก็วิ่งไปตามครู คุณหนิงจึงถามลูกว่า “ตายจริงหรือเปล่า” หนูนิดที่อยู่กับร่างปริศนาเพียงลำพังก็ตอบมาว่า “ไม่รู้ หนูไม่รู้” จากที่เห็นตำแหน่งของลูกใน GPS ตรงนั้นเป็นหน้าผาที่สามารถเล่นสกีได้ คุณหนิงจึงสันนิษฐานกับตัวเองไปว่าร่างนั้นอาจจะตกลงมาหรือเกิดอุบัติเหตุก็เป็นได้ หนูนิดยังบอกว่า “มันอยู่ใกล้ทางเดิน แต่มันอยู่ในพุ่มไม้” คุณหนิงจึงบอกว่า “ไปดูซิ ว่าเขาตายไหม?” หนูนิดจึงเข้าไปดูคนเดียว บริเวณนั้นเป็นที่โล่ง ข้างหน้าฝั่งตรงข้ามเป็นสนามบอลซึ่งมีรั้ว 2 อัน คุณหนิงจึงคิดว่า ‘ใครจะมาตายตรงนั้นมันใกล้ทางคนเดินมากเกินไป’ หนูนิดไปยืนตรงร่างนั้นแล้วถามว่า “ตายหรือยัง ถ้ายังไม่ตาย ยกมือขึ้น!” ร่างนั้นไม่ตอบสนอง หนูนิดรีบบอกคุณหนิงว่า “แม่ หนูว่าเขาตายนะ เขาไม่ตอบหนู” คุณหนิงจึงบอกให้ลูกออกมาให้ห่างจากศพ ทันทีที่คุณหนิงไปถึงที่เกิดเหตุก็รีบวิ่งเข้าไปกอดลูกสาว ในตอนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งมายืนรอเป็นเพื่อนหนูนิดอยู่ก่อนแล้ว---- เมื่อครูมาถึงที่เกิดเหตุก็โทรแจ้งตำรวจ เพื่อนของหนูนิดอีก 2 คนก็อยู่ตรงนั้นเช่นกัน แต่เด็กทั้ง 3 คนไม่มีท่าทีตกใจ โดยเฉพาะเพื่อนของหนูนิด ระหว่างที่รอตำรวจ คุณหนิงก็บอกว่า “กลับบ้านได้แล้ว กลับดี ๆ ล่ะ” คุณหนิงคิดว่าคนตายอาจจะยังไม่รู้ตัว ด้วยความหวังดีจึงบอกออกไปแบบนั้น เมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจหญิงคนหนึ่งก็พาคุณหนิงไปนั่งที่ไกล ๆ และเริ่มสอบสวน เด็ก ๆ บอกว่า ตรงนั้นมีศพ เห็นเชือก และคิดว่าอาจจะปีนขึ้นไปแล้วตกลงมาหรือผูกคอตาย ตอนที่คุณหนิงที่ไปยืนเฝ้าศพกับเด็ก ๆ คุณหนิงก็ถามผู้ใหญ่ที่มายืนเป็นเพื่อนน้องหนูนิดว่า “เธอว่าเขาตัดสินใจเองหรืออุบัติเหตุ?” เขาก็ตอบว่า “ตัดสินใจเอง” คุณหนิงก็เอะใจว่าคนนี้รู้ได้อย่างไร หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็ให้ปากคำ คุณหนิงเองก็นั่งอยู่ด้วย ได้ใจความว่า “ตัวอยู่ตรงนั้น จมหิมะ มีบุหรี่ ผ้าพันคอ หมวก ร่างและหัวตั้งอยู่อีกทาง” คุณหนิงจึงมีข้อสงสัยและข้อสังเกตผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ถ้าผูกคอตายแล้วหล่นลงมา ทำไมหัวถึงหลุด? เรื่องอากาศที่ติดลบ -17 องศาเซลเซียส อาจจะมีคนที่เดินผ่านแต่ไม่ได้กลิ่น? และร่างนั้นนอนคว่ำมีหิมะบังอยู่ เมื่อมีรถหิมะผ่านมาทำไมถึงไม่เจอ? แล้วหัวนั้นไปตั้งอยู่ตรงนั้นอย่างเป็นระเบียบได้อย่างไร? เด็ก ๆ อธิบายเพิ่มเติมว่าร่างนั้นมีหนวดเครา หลับตาสนิท เมื่อให้ปากคำเสร็จ จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน---- สองสามวันถัดมา คุณหนิงได้เจอกับน้องที่เปิดร้านอาหารที่มีการทำบุญอยู่เป็นประจำ คุณหนิงจึงพูดว่า “พี่ฝากทำบุญให้คนนี้หน่อย” เพราะคุณหนิงฝันเห็นจึงฝากทำบุญไปให้ สองวันถัดมาเป็นวันอังคาร เวลาประมาณบ่าย 2 โมงกว่า คุณหนิงกำลังขับรถเข้าที่จอด ก็เห็นอะไรแว๊บ ๆ จึงถอยรถ จากนั้นก็ขับเข้าไปทำให้เสียงแจ้งเตือนของรถก็ดังขึ้น ซึ่งรถของคุณหนิงจะใช้กล้องเทสลาที่มีเรดาร์รอบรถ เมื่อขับเข้าไปแต่ไม่มีอะไร แปลกที่เรดาร์กลับทำงาน เมื่อดูภาพจากกล้องคุณหนิงเห็นเป็นเงาคนที่ไม่มีหัว! คุณหนิงจึงถอยเข้า-ถอยออก เซนเซอร์รถก็จับได้อีก 2 รอบ วันถัดมาคุณหนิงก็ลองอีกครั้งแต่ก็ไม่เจออะไรที่เป็นต้นเหตุให้เซนเซอร์ทำงาน วันที่ 3 ก็ลองอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่มีเหมือนเดิม เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างที่คุณหนิงนอนหลับอยู่ ก็มีผู้ชายมาเข้าฝันซึ่งเป็นคนน่ารักมาก มาบอกว่า 054 และทะเบียนรถของคุณหนิง 644 คนรู้จักของคุณหนิงถูกหวยกัน แต่คุณหนิงไม่ถูกเพราะไม่ได้เล่น ก่อนที่คุณหนิงจะมาที่ประเทศไทย คุณหนิงบินมาเมื่อวันที่ 19 คืนวันที่ 18 ก็เคลียร์รถ ในท้ายรถว่างจึงนำกระเป๋ามาเก็บ หนูนิดรู้สึกหนาวจึงอยู่ในบ้าน คุณหนิงบอกกับหนูนิดว่า “เอากระเป๋ามาไว้หน้าบ้านนะ เดี๋ยวแม่จะยกขึ้นรถเอง” คุณหนิงก็ยกของไปวาง คุณหนิงเห็นหนูนิดมาช่วย ณ ตอนนั้นคุณหนิงอยู่ท้ายรถ ก็เห็นเป็นเงาอ้อมไปข้างหลัง จึงคิดว่าไม่พ่อก็ลูกมาเปิดท้ายรถ คุณหนิงหันไปปรากฏว่า ไม่มีใครและหนูนิดอยู่หน้าประตูบ้าน คุณหนิงก็คิดว่ามาอีกแล้ว… คุณหนิงบอกหนูนิดว่า “ขึ้นรถกับแม่ เดี๋ยวเข้าที่จอด” แต่วันนั้นจอดที่ประจำซึ่งสามารถชาร์จรถได้ หนูนิดบอกว่า “หนูหนาว” คุณหนิงก็บอกว่า “หนูหนาวไม่เป็นไร หนูนั่งในรถ พอแม่ชาร์จรถเสร็จ แล้วแม่เดินมาท้ายรถลูกค่อยออก” จากนั้นคุณหนิงก็เดินมาท้ายรถ และสงสัยว่าทำไมหนูนิดไม่ออกมาตามที่ตกลงกันไว้ หนูนิดนั่งอยู่พักหนึ่งก็เปิดประตูออกมาแล้วพูดว่า “แม่ ใครอยู่ข้างหลัง” คุณหนิงก็ถามว่า “เงาแม่หรือเปล่า?” สิ่งที่หนูนิดเห็นคือมันออกมาจากอีกเสา แล้วมาจบที่อีกเสา แล้วก็หายไป เป็นผู้ชายสูง ๆ ที่มีผ้าพันคอ แต่ไม่เห็นช่วงหัว! ซึ่งตอนนี้คุณหนิงบินมาไทยก็บอกว่า เขาก็คงเคว้งคว้าง ไม่รู้จะไปหาใคร…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

สามเหตุการณ์หลอนจากพี่ปิ๊ด Bodyslam

11 มี.ค. 2024

สามเหตุการณ์หลอนจากพี่ปิ๊ด Bodyslam

เรื่องนี้ ‘พี่ปิ๊ด Bodyslam’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านหลังเก่าที่คุณปิ๊ดมักจะเจอเหตุการณ์หลอนที่ทำเอาทีมงานไม่กล้ามาบ้าน! เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลยเหตุการณ์ที่หนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นที่บ้านหลังเก่าของพี่ปิ๊ด วันหนึ่งพี่ปิ๊ดไปดื่มสังสรรค์จนเมา แต่วันรุ่งขึ้นมีงานที่จะต้องเดินทางด้วยเครื่องบินทำให้ต้องตื่นเช้า พี่ปิ๊ดกลัวว่าตนจะตื่นไม่ทัน จึงโทรไปหาผู้จัดการส่วนตัวให้มาปลุกที่บ้าน ระหว่างที่พี่ปิ๊ดนอนหลับอยู่ในห้องน้ำ จนใกล้เวลาที่จะต้องตื่นมาเตรียมตัว ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเสียงดัง พี่ปิ๊ดคิดว่าน่าจะเป็นเสียงเคาะของผู้จัดการ จึงเดินไปเปิดประตู ปรากฏว่าไม่เจอผู้จัดการ ข้างนอกว่างเปล่าไม่มีใคร พี่ปิ๊ดจึงโทรศัพท์ไปหาผู้จัดการถามว่า “อยู่ที่ไหน?” ผู้จัดการกลับตอบว่า “ยังไม่ได้ออกจากบ้าน” พี่ปิ๊ดคิดว่าอาจจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านที่มาช่วยไม่ให้ตกเครื่องบิน และนี่คือเหตุการณ์แรกที่พี่ปิ๊ดเจอในบ้านเหตุการณ์ที่สอง ขณะที่พี่ปิ๊ดกำลังนอนอยู่บนเตียงในตอนเช้า ซึ่งจะปิดผ้าม่านให้ห้องมืดสนิด เมื่อนอนหลับไปสักพักก็ได้ยินเสียงสะบัดผ้าม่านแรง ๆ ไปมา พี่ปิ๊ดจึงลืมตาขึ้นมา มองเห็นเป็นผู้ชายยืนอยู่ที่ปลายเท้า และผู้ชายคนนั้นก็กำลังจ้องหน้าพี่ปิ๊ดอยู่พร้อมกับใช้มือสะบัดม่านแรง ๆ พี่ปิ๊กนิ่งไปสักพักและคิดว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของตนเอง น่าจะพูดคุยกันรู้เรื่อง พี่ปิ๊ดตัดสินใจพูดกับผู้ชายคนนั้นว่า “ขอเถอะ จะนอน” ปรากฏว่าได้ผล ผู้ชายคนนั้นหยุดสะบัดผ้าม่านแล้วก็เดินหายไปอีกทาง!เหตุการณ์ที่สาม พี่ปิ๊ดกับภรรยามีแพลนไปเที่ยวทะเล ตนจึงพูดลอย ๆ ขึ้นมาว่า “ถ้าหวยงวดหน้าออกเลขที่บ้าน เดี๋ยวจะซื้ออาหารทะเลมาไหว้” พอถึงวันที่หวยออกก็ไม่ถูก พี่ปิ๊ดกับภรรยาก็ไปเที่ยวทะเลตามแพลนที่วางไว้ ขากลับก็ซื้ออาหารทะเลมาด้วย แต่ไม่ได้ตั้งใจซื้อมาไหว้เพราะไม่ถูกหวย พอถึงบ้านก็นั่งกินอาหารทะเลกับภรรยา และในขณะที่กำลังจะตักอาหารเข้าปาก ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนเอาเหรียญเคาะตู้ปลาถี่ ๆ ต่อกันยาว พี่ปิ๊ดเล่าว่าขณะที่กำลังตักอาหารเข้าปาก ตัวเองกับภรรยาตัวค้างนิ่งทั้งคู่เพราะลึก ๆ ในใจรู้อยู่แล้วว่าตัวเองเคยพูดอะไรไว้ พี่ปิ๊ดจึงตัดสินใจแบ่งอาหารทะเลบางส่วน จุดธูป แล้วไปวางไว้ เสียงเคาะตู้ปลาก็เงียบลงแล้วสถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ พี่ปิ๊ดได้นำเรื่องราวที่เจอไปเล่าให้ทีมงานฟัง ทำให้ทีมงานกลัว ไม่มีใครกล้าไปบ้านพี่ปิ๊ด ถึงจะไม่กล้าอย่างไรทีมงานก็ยังต้องมารับพี่ปิ๊ดที่บ้าน พร้อมกับต้องช่วยขนของอุปกรณ์ต่าง ๆ และต้องยืนรอพี่ปิ๊ดล็อกประตูบ้าน แต่วันหนึ่ง อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงปิดประตูเสียงดังมากมาจากข้างบนบ้าน พี่ปิ๊ดก็ได้ยินเสียงจึงหันหลังเพื่อจะดูว่าทีมงานได้ยินเหมือนกันหรือไม่ ปรากฏว่าทีมงานทุกคนวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง! ปัจจุบันนี้ พี่ปิ๊ดขายบ้านหลังนี้ไปแล้ว ก่อนหน้าที่จะขายบ้านได้ นายหน้าคนแรกทำอย่างไรก็ขายบ้านไม่ได้ จนกระทั่งเปลี่ยนนายหน้าคนใหม่ พี่ปิ๊ดจึงให้นายหน้าคนใหม่ไหว้พระที่บ้าน หลังจากนั้นผ่านมาไม่กี่วันก็ขายบ้านได้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ฝันเห็นผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น เชิญเข้ามาในบ้าน จากนั้นประจำเดือนผิดปกติ 40 วัน แต่หมอบอกปกติ เลยนั่งสมาธิ พอลืมตาเห็นผู้หญิงร่างเปลือยนั่งท่าคล้ายแม่เป๋อหันมาทางไลฟ์สด!

09 มี.ค. 2024

ฝันเห็นผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น เชิญเข้ามาในบ้าน จากนั้นประจำเดือนผิดปกติ 40 วัน แต่หมอบอกปกติ เลยนั่งสมาธิ พอลืมตาเห็นผู้หญิงร่างเปลือยนั่งท่าคล้ายแม่เป๋อหันมาทางไลฟ์สด!

ประจำเดือนของผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีไม่เกิน 7-10 วัน แต่ ‘คุณขวัญ’ เคยมีประจำเดือนมากสุดถึง 40 วัน จนร่างกายอ่อนเพลีย เกือบเสียทั้งงานประจำและงานดูดวง! เรื่องนี้ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ลุ้นไปกับความหลอน ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 มีนาคม 2567) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผู้ถูกกระทำ’ เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ในตอนนั้น ‘คุณขวัญ’ ทำงานประจำที่โรงพยาบาลควบคู่ไปกับอาชีพหมอดู หลังเลิกงานคุณขวัญก็จะรับคิวดูดวง และยังไลฟ์สดยามดึกพูดคุยกับลูกดวงอีกด้วย เรียกได้ว่ามีคนเข้ามาดูไลฟ์ดูดวงนี้เป็นจำนวนมาก แต่ช่วงหลัง ๆ จำนวนผู้เข้าชมไลฟ์กลับลดลงไปเรื่อย ๆ จากหลักร้อยเป็นหลักสิบ บางวันก็ไม่มีผู้เข้าชมเลย คุณขวัญคิดว่าอาจจะเป็นที่ระบบ เพราะตนไม่เคยทำตลาดแบบโปรโมตเลยสักครั้ง ทำให้อัลกอริทึมไม่ดันไลฟ์ของตนก็เป็นได้ เวลาผ่านไปไม่กี่วัน คุณขวัญฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งตัวใส่ผ้าซิ่นมายืนอยู่ที่หน้าบ้าน ผู้หญิงคนนั้นถามหาคนในบ้าน คุณขวัญจึงบอกไปว่า “ถ้าอย่างนั้น เข้ามารอในบ้านก่อนเลยค่ะ” สิ้นเสียงคุณขวัญ ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้าบ้านมา จากนั้น คุณขวัญก็สะดุ้งตื่นในช่วงรุ่งสาง ผ่านไปไม่กี่วัน คุณขวัญก็เป็นประจำเดือน.. คุณขวัญเล่าเพิ่มเติมว่าตนนั้นมีช่วงของประจำเดือนค่อนข้างสม่ำเสมอ นับแล้วไม่เกิน 5-7 วัน จากนั้นก็จะหายไป และไม่มีอาการปวดท้องประจำเดือนแต่อย่างใด แต่การเป็นประจำเดือนของคุณขวัญในครั้งนี้กลับแปลกไปจากเดิม คุณขวัญมีอาการปวดท้องทรมานอย่างรุนแรง ประจำเดือนมีสีคล้ำเข้มต่างจากปกติ ตอนแรกคุณขวัญไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าตนอาจจะมีเรื่องเครียดจึงทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเวลาผ่านไป 7 วัน ประจำเดือนของคุณขวัญก็ยังไม่หมด ทั้งยังมีปริมาณมากและไม่มีท่าทีว่าจะลดน้อยลง คุณขวัญต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยแบบกลางคืนเช้า 3 รอบและช่วงเย็นอีก 3 รอบ คุณขวัญรู้สึกว่าร่างกายของตนเริ่มผิดปกติ เพราะผลกระทบจากการเสียเลือดมากคืออ่อนเพลีย กระทั่งวันที่ 10 คุณขวัญได้ไปทำงาน พี่พยาบาลที่เป็นเพื่อนร่วมงานก็เอ่ยทักขึ้นว่า “ทำไมดูหน้าซีดจัง เป็นอะไรป่าว?” คุณขวัญจึงเล่าให้พี่พยาบาลฟังว่าอาการประจำเดือนของตนผิดปกติไป พี่พยาบาลจึงแนะนำให้ไปหาหมอเฉพาะทาง คุณขวัญจึงทำตามนั้น คุณขวัญได้ไปตรวจอย่างละเอียดเพื่อหาความผิดปกติของโรคทางนรีเวช คุณหมอสงสัยว่าอาจจะมีภาวะมดลูกโต ทำให้มีประจำเดือนผิดปกติ แต่พออัลตร้าซาวด์ก็พบว่ามดลูกปกติ คุณหมอจึงให้ยาระงับเลือด และยังแนะนำว่าหากกินยาแล้วเลือดหยุดก็ให้หยุดยาได้ คุณขวัญกินยาได้ 2 วัน เลือดก็หยุดไหล ตนจึงหยุดกินยาอย่างที่หมอแนะนำ หลังจากนั้นประมาณ 1-2 วัน ประจำเดือนก็กลับมาอีกครั้ง และยังคงออกมาในปริมาณที่มากผิดปกติ หลังจากนั้นก็ใช้เวลาเพิ่มไปอีก 10 กว่าวัน ระหว่างที่คุณขวัญเป็นประจำเดือนอยู่นั้น ไลฟ์สดของตนก็แทบจะไม่มีผู้ชมเข้ามาดูและยังไม่มีคิวดูดวงเข้ามาด้วย และเนื่องจากร่างกายอ่อนเพลียจนไปทำงานไม่ไหว ทำให้คุณขวัญต้องลาหยุดงานประจำบ่อยครั้ง ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างกระทบกันเป็นทอดแหจนคุณขวัญกลัวว่าตนจะเสียทุกอย่างไปจนหมด คุณขวัญตัดสินใจไปพบคุณหมอและทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด คุณหมอเองก็มึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น และจ่ายยาเหมือนครั้งก่อนให้คุณขวัญ หลังจากกินยารอบนี้ ประจำเดือนกลับไม่หายไป คุณขวัญนับตั้งแต่เริ่มเป็นประจำเดือนจนถึงตอนนี้ก็ใช้เวลาร่วม 40 วัน คุณขวัญจึงฉุกคิดขึ้นมาว่า ‘หรือนี่อาจจะไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์?’ ในขณะนั้นเอง ร่างกายของคุณขวัญก็แทบจะไร้เรี่ยวแรง เรียกได้ว่าตลอดทั้งวันเธอทำได้แค่นอนพัก สุดท้ายคุณขวัญจึงรวบรวมสติเพื่อลุกขึ้นมานั่งสมาธิแล้วบอกกล่าวครูบาอาจารย์ว่า “ถ้าหากครั้งนี้ ลูกยังมีบุญ มีวาสนาที่จะหลุดพ้น ขอให้ลูกพบกับความจริง” เมื่อคุณขวัญลืมตาขึ้นมาแล้วหันไปมองที่โต๊ะทำงานที่ใช้ดูดวงและไลฟ์สดก็ปรากฏภาพผู้หญิงที่เคยเห็นในฝัน (ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นที่คุณขวัญอนุญาตให้เข้ามานั่งในบ้าน) แต่ครั้งนี้.. ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ร่างเปลือยเปล่า ผมเผ้ากระเซิงไม่เรียบร้อย เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่คุณขวัญใช้ทำงานด้วยท่านั่งยอง คล้ายกับท่าของแม่เป๋อแล้วหันไปทางไฟไลฟ์สด! ..จากนั้นก็แว๊บหายไป! คุณขวัญคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติเป็นแน่ จึงรุดโทรหาอาจารย์ที่ตนเคารพท่านหนึ่ง หลังจากพูดคุยปรึกษากันเสร็จเรียบร้อย คืนนั้นเอง คุณขวัญก็นอนหลับแล้วฝันว่า มีพระท่านหนึ่งเดินมาหาตน แล้วบอกว่า “ช่วงนี้ไม่ค่อยดีใช่มั้ย? ช่วงนี้พูดอะไรไม่ค่อยได้ยินใช่มั้ย? พูดอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องใช่มั้ย?” คุณขวัญพยักหน้าแล้วตอบกลับไปว่า “ใช่ค่ะ” จากนั้นพระท่านก็แนะนำให้คุณขวัญไปหยิบพระพุทธรูปที่อยู่ด้านหลังของโบสถ์ (ในฝันคุณขวัญอยู่ในโบสถ์) จากนั้นให้นำมาวางไว้เหนือหัว เมื่อคุณขวัญทำตาม พระท่านก็หยิบไม้แคะหูมาควานเข้าไปในรูหูทั้งสองข้างของคุณขวัญ เมื่อดึงออกมาก็พบว่ามันคือก้อนกระจุกผมยาวที่ติดอยู่ในนั้น! เมื่อโยนทิ้งเสร็จ พระท่านก็หันมายิ้มให้ จากนั้นก็หันหลังหายไปกับแสงสว่าง คุณขวัญสะดุ้งตื่นในเช้าวันถัดมาก็โทรหาอาจารย์แล้วเล่าเรื่องฝันให้ท่านฟัง ท่านบอกว่า “หลุดพ้นแล้วนะลูก” คุณขวัญจึงถามกลับไปว่า “อาจารย์คะ? ใครเป็นคนทำ?” อาจารย์ตอบกลับมาอย่างใจเย็นว่า “หากรู้ว่าใครทำ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมั้ย? อโหสิกรรมปล่อยวางได้หรือเปล่า? สายอาชีพนี้.. ถ้าเราไม่ทำเขา เขาก็จ้องจะทำเราอยู่ดี” คำตอบของอาจารย์ทำให้คุณขวัญประทับใจเป็นอย่างมาก หลังจากฝันในครั้งนั้น อาการประจำเดือนที่ผิดปกติก็เริ่มจางลงจนกลับมาเป็นปกติ คุณขวัญยังบอกอีกว่าลึก ๆ ในใจของตนนั้นอยากรู้มากว่าใครทำ คาดเดาไปเพียงว่าอาจจะเป็นคนสายอาชีพเดียวกันที่ไลฟ์สดเจอกันบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้อยากจะปรักปรำใคร เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของตนเท่านั้น และยังบอกชาวอังคารคลุมโปงอีกว่า ปัจจุบันนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงสามารถทำของได้ง่ายขนาดนี้ นั่นเพราะบัญชีโซเชียลของเรามีชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะทำของ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-