เรื่องเล่าจากอ๊อฟ อัครพล 'จุดเเสดงฤทธิ์' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากอ๊อฟ อัครพล 'จุดเเสดงฤทธิ์' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

11 ม.ค. 2025

       เมื่อไม้ที่ถูกโยนเข้าไปในถ้ำที่คนไม่สามารถเข้าไปได้กลับถูกโยนออกมา! พร้อมทั้งได้เห็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้! ติดตามเรื่องราวลึกลับและศาสตร์ความเชื่อจาก ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล’ ได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 มกราคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ที่จะพาคุณขนลุกไปกับบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในมุมมืด!

       ‘คุณอ๊อฟ’ ได้เกริ่นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้องอาสาคนหนึ่งที่ได้ตามหลวงพ่อไปบิณฑบาตที่ ‘วัดถ้ำผาปู่’ ในจังหวัดเลย ซึ่งมีหมอบีร่วมเดินทางไปด้วย แต่ตัวคุณอ๊อฟเองไม่ได้ไป จึงรับชมผ่านไลฟ์สดแทน ซึ่งการรับชมอาจจะดูได้แบบติด ๆ ขัด ๆ เนื่องจากสถานที่ที่ไปอยู่นั้นเป็นถ้ำบนภูเขา ทำให้สัญญาณใช้ได้ไม่ดีมากนัก

       นอกจากนี้ คุณอ๊อฟยังเคยได้ศึกษาประวัติและคำสอนขอครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวัดแห่งนี้มาก่อน

       เมื่อไลฟ์สดเดินทางไปถึงถ้ำแห่งนั้น และได้เดินลงไปข้างล่าง เจ้าหน้าที่ก็ได้บอกว่า

       “ที่ตรงนี้เมื่อก่อนน้ำท่วมเต็มถ้ำเลย แต่ตอนนี้จะมีจุดหนึ่ง เขาเรียกกันว่า Holy water หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นน้ำที่หยดมาจากธรรมชาติ เป็นหนึ่งในที่ที่นำน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปทำพิธีกรรมต่าง ๆ”

       ระหว่างที่ลงไปในถ้ำ ทุกคนที่ชมไลฟ์สดอยู่นั้น ไม่มีใครได้ยินเสียงจากไลฟ์เพราะสัญญาณเข้าไปไม่ถึง เห็นเป็นเพียงภาพไกล ๆ ว่าในนั้นทำอะไรบ้าง แต่คนที่อยู่ใกล้ ๆ หมอบีบอกว่า

       “มีบาตรคว่ำ”

       ทุกคนก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น? มีบาตรคว่ำจริงหรือไม่? ต่างคนต่างเดินหากัน จนไปเจอบาตรพระที่คว่ำอยู่ 3 บาตร ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า ‘คว่ำบาตร’ กัน หมอบีจึงคิดว่าอาจจะมาจากคำนี้ และรู้สึกว่าอาจจะเป็นสัญญาณบางอย่างของคนที่เจตนาไม่ดี

       หลังจากที่ออกมา ก็ได้ขึ้นไปด้านบนซึ่งเป็นกุฏิและถ้ำต่าง ๆ ซึ่งระหว่างทางนั้น จำเป็นต้องปีนขึ้นไปเพราะทางค่อนข้างชัน ปรากฏว่าไปเจอกุฏิของ ‘หลวงปู่คำดี’ ตั้งอยู่ด้านบนเป็นกุฏิไม้

       เมื่อหมอบีมาถึง ก็ได้เข้าไปกราบไหว้ก่อน และยังไม่ได้เข้าไปในตอนแรก แต่รู้อยู่แล้วว่าสถานที่ตรงนี้หลวงปู่เคยมาพํานักอยู่เพราะเจ้าหน้าที่ได้บอกเอาไว้

       หลังจากนั้น ทุกคนก็ได้ขึ้นไปในส่วนบนสุด ซึ่งตอนก่อนที่จะขึ้นไปหมอบีได้ขออนุญาตเข้าไปในกุฏิด้านบน เมื่อเข้าไปก็ได้บอกเหตุผลว่าที่เข้ามาก็เห็นมินิตว่า ที่แห่งนี้คือสถานที่ที่ ‘หลวงปู่คำดี’ กับ ‘หลวงตามหาบัว’ มาเจอกัน

       ในมินิตนั้น หมอบีเห็นว่า หลวงปู่คำดีจุดธูปอธิฐานแล้วกล่าวว่า ‘มีข้อสงสัยอยากจะถาม อยากให้หลวงตามหาบัวมาตอบ’ จากนั้นวันรุ่งขึ้น หลวงตามหาบัวก็เดินทางจาก จ.อุดรธานี มาที่ จ.เลย เพื่อมาตอบคำถามที่กุฏินี้

       และนี่คือสิ่งที่หมอบีเห็น..

       หลังจากที่หมอบีได้ทราบเรื่องราวแล้ว ก็ได้เดินทางขึ้นไปด้านบนกุฏิ เมื่อขึ้นไปก็จะเห็นเป็นถ้ำสองฝั่ง ฝั่งที่เป็นจุดแสดงฤทธิ์มีชื่อว่า ‘ถ้ำนาคะ’ เป็นสถานที่ห้ามเข้าเพราะมีผนังปิดกั้นไว้ทั้งหมด แต่จะมีเพียงช่องว่างอยู่ช่องหนึ่ง

       หมอบีบอกว่าในตำนานสมัยก่อน หลวงปู่ท่านแสดงฤทธิ์ให้ดู โดยที่ท่านยืนอยู่ข้างล่าง จากนั้นก็โยนไม้ขึ้นไป ไม้นั้นก็ขึ้นไปค้ำอยู่ด้านบนสุดของถ้ำ อยู่ในที่ ๆ คนไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ ซึ่งทุกวันนี้ไม้นั้นก็ยังคงอยู่

       หมอบีจึงหาไม้ตรงหน้าถ้ำ หักเป็นท่อนเล็ก ๆ จากนั้นก็โยนเข้าไปแล้วเกิดเป็นเสียง ‘กึก กึก กึก กึก’

       สักพักหนึ่ง มีเสียงไม้โยนกลับมา ทุกคนจึงเกิดความสงสัยว่า ใครเป็นคนโยนขึ้นมาเพราะถ้ำเป็นมีเพียงช่องแคบ ๆ เท่านั้น ซึ่งคนไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ จึงพากันเดินอ้อมไปข้างหลังเพื่อดู ซึ่งในระหว่างนั้นทุกคนก็ได้ยินเสียงเหมือนมีสัตว์บินอยู่ ‘ฟึบ!’ เป็นเสียงที่คล้ายเครื่องบินเจ็ท

       ในตอนที่ทุกคนกำลังมองหาต้นตอของเสียง มีบางคนได้เหลือบไปเห็นบางอย่าง

       ‘สิ่งนั้นมีลักษณะเป็นสีขาว อยู่ไกล ๆ ตัวค่อนข้างใหญ่ บินด้วยความเร็ว โดยไม่กางปีก’

       โดยมีการเฉลยตอนหลังว่าเป็นสีของ ‘ครุฑ’ ซึ่งในตำนานเล่าว่าหลวงปู่มีความเชื่อมโยงกับครุฑ ถ้ำนั้นเป็นสถานที่ที่ครุฑมาอาศัยอยู่ เพื่อมาคอยปกปักรักษาและไม้ที่ถูกโยนกลับมาเป็นเหมือนการแสดงฤทธิ์ของท่าน..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ย้ายหอไปกีที่ ก็เจอผีทุกรอบ!

25 ก.พ. 2024

ย้ายหอไปกีที่ ก็เจอผีทุกรอบ!

เรื่องนี้เป็นสายจาก ‘คุณตุ๊ก’ ที่โทรมาเล่าเหตุการณ์ที่เจอมากับตัวเองให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง x ’ (20 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการย้ายหอ ที่ไม่ว่าจะย้ายไปที่ไหนก็เจออะไรแปลก ๆ ทุกที่! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย คุณตุ๊กเล่าว่า เป็นช่วงที่คุณตุ๊กเรียน ปวส. ซึ่งจะต้องย้ายไปอยู่ในตัวจังหวัด และยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปอยู่หอรวมหรืออยู่คนเดียว คุณตุ๊กจึงขอไปอยู่กับรุ่นพี่ที่เขาอยู่กัน 3 คน เพราะคิดว่าถ้ามีเพื่อนก็คงไม่น่ากลัวเท่ากับอยู่คนเดียว ซึ่งมีความปลอดภัยและสะดวกกว่าอยู่หอรวม คุณตุ๊กก็ใช้ชีวิตปกติทุกวันจนมีอยู่คืนนึง คุณตุ๊กฝันว่า ได้ยินเสียงน้ำในห้องน้ำเปิดอยู่ จึงลุกขึ้นมาและมองไปที่ห้องน้ำ เห็นแสงไฟผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่ จึงลุกขึ้นเดินไปกำลังจะเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำ สายตาก็ดันไปเห็นเหมือนมีขาคนห้อยอยู่ คุณตุ๊กกำลังจะเงยหน้าขึ้นไปมอง แต่คุณตุ๊กยังไม่ทันได้มองก็สะดุ้งตื่น และพอหันไปมองทางห้องน้ำ แต่ห้องน้ำก็ปิดไฟมืดปกติ คุณตุ๊กคิดในใจว่า ‘คงแค่ฝันไป ห้องนี้ไม่มีอะไรหรอก’ หลังจากนั้นคุณตุ๊กก็ฝันแบบเดิมเรื่องเดิมอีกประมาณ 2-3 ครั้ง จึงตัดสินใจถามเพื่อนที่มาเช่าอยู่คนแรกที่ชื่อ ‘ดาว’ ว่า “ดาวอยู่ห้องนี้ เคยเจออะไรแปลก ๆ ไหม” เพื่อนก็ถามกลับว่า “เป็นอะไรหรือเปล่าตุ๊ก เจออะไร” คุณตุ๊กก็ไม่กล้าเล่าว่าตัวเองฝันร้าย เพราะกลัวว่าเพื่อนจะกลัว คุณดาวก็ได้บอกกลับมาอีกว่า “ไม่มีอะไรหรอก แถวนี้เจ้าที่เจ้าทางดีนะ” จากนั้นดาวก็เล่าให้ฟังว่าตอนที่มาอยู่ก่อนที่ ‘กล้วย’ และ ‘กานต์’ จะมาอยู่ด้วย ตนเคยนอนอยู่แล้วประตูข้างหลังบ้านเปิดออกเองและได้กลิ่นควัน ดาวก็ตกใจและเดินไปปิดประตู คุณตุ๊กนึกในใจว่าที่ห้องนี้มันต้องมีอะไรแปลก ๆ เพราไม่อย่างนั้นคงไม่ฝันแบบนั้น 3 รอบ เมื่อคุณตุ๊กได้สังเกตและมองไปรอบห้อง ก็เห็นสายสิญจน์โยงเข้ามาในห้อง เห็นแก้วกับหมากพลูที่แห้ง วางอยู่บนหิ้งเล็ก ๆ หลังประตู คุณตุ๊กก็คิดแค่ว่า อาจจะทำบุญหอแค่นั้น หลังจากนั้นคุณตุ๊กได้ไปสำรวจห้องของเพื่อนที่อยู่ติดกันอีก 3 ห้อง แต่ทั้ง 3 ห้องก็ไม่มีสายสิญจน์เหมือนห้องคุณตุ๊ก วันนึงเพื่อนทั้ง 3 คน จะต้องไปหาที่ฝึกงาน จึงมาถามคุณตุ๊กว่า “อยู่คนเดียวได้ไหม” คุณตุ๊กก็บอกว่า “อยู่ได้ เพื่อนข้างห้องอยู่กันเยอะแยะ” หลังจากที่เพื่อนทั้ง 3 คนไม่อยู่ ก็มีรุ่นพี่เรียกไปถามว่า “กล้าอยู่คนเดียวหรอ ห้องนี้มันมีคนเคยผูกคอตายนะ” คุณตุ๊กก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก และหลังจากรู้เรื่องก็กลับมาเก็บของย้ายออกและให้เหตุผลกับเพื่อนว่าจะย้ายไปอยู่กับญาติ หลังจากที่คุณตุ๊กย้ายไปบ้านญาติ เป็นบ้านเดี่ยวอยู่กลางสวนส้มโอหลังวัด ในซอยจะเป็นซอยตัน มีบ้านอยู่ 5 หลัง บ้านที่คุณตุ๊กอยู่คือหลังที่ 4 หลังจากที่คุณตุ๊กอยู่ได้ไม่กี่เดือน แฟนคุณตุ๊กมาหาและนั่งคุยกันที่หน้าบ้านจนถึงประมาณ 1 ทุ่ม คุณตุ๊กได้สังเกตุเห็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 5 ขวบ เดินเขามาในซอย เดินมาถึงต้นกล้วยหน้าบ้านคุณตุ๊ก คุณตุ๊กก็พยายามจะมองหน้าเด็กแต่ก็เห็นแค่เป็นเงาๆ จากนั้นเหมือนเด็กคนนั้นจ้องมาทางคุณตุ๊กและยกมือขวามาดึกใบกล้วย ขึ้น-ลง ๆ ซ้ำๆ คุณตุ๊กจึงหันไปมองหน้าแฟนและหันไปมองต้นกล้วย เพื่อที่จะสื่อว่าเห็นเด็กคนนั้นที่อยู่ตรงต้นกล้วยไหม แต่แฟนคุณตุ๊กก็ทำหน้างง คุณตุ๊กจึงบอกออกไปว่า “เข้าบ้านกัน” แฟนสงสัยจึงถามกลับว่า “ทำไมมีอะไร” คุณตุ๊กไม่ตอบอะไร บอกแค่ว่า “เข้าบ้านก่อนเดี๋ยวบอก” หลังจากที่เข้ามาในบ้าน คุณตุ๊กได้ถามแฟนว่า “เห็นเด็กที่ยืนอยู่ตรงต้นกล้วยไหม” แฟนตอบว่า “ไม่เห็น” คุณตุ๊กก็คิดว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่คนแน่ ๆ เพราะมันก็มืดแล้ว คุณตุ๊กก็ไม่ได้ไปสืบว่าเด็กคนนั้นคือใคร เพราะมีคนบอกว่าแถวที่คุณตุ๊กอยู่ วัดนั้นผีดุ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปพักโรงแรมต่างจังหวัดแล้วเจอเด็กมาเขย่าที่ขาแถมยังหัวเราะคิกคัก! พอบอกให้ไป พ่อเด็กกลับบอกว่า “นี่ก็ห้องผมเหมือนกัน” กลับถึงบ้านก็เจอตามมาอีก! พยายามสวดมนต์ให้ แต่เด็กกลับบอกว่า “พี่พูดอะไร หนูไม่เข้าใจ พี่จะให้หนูไปจากพ่อหรอ หนูไม่ยอมหรอกนะ”

26 มิ.ย. 2023

ไปพักโรงแรมต่างจังหวัดแล้วเจอเด็กมาเขย่าที่ขาแถมยังหัวเราะคิกคัก! พอบอกให้ไป พ่อเด็กกลับบอกว่า “นี่ก็ห้องผมเหมือนกัน” กลับถึงบ้านก็เจอตามมาอีก! พยายามสวดมนต์ให้ แต่เด็กกลับบอกว่า “พี่พูดอะไร หนูไม่เข้าใจ พี่จะให้หนูไปจากพ่อหรอ หนูไม่ยอมหรอกนะ”

บลู ขวัญ และ โดนัท จากวง ‘INDIGO’ กลับมาเยือน ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 มิถุนายน 2566) อีกครั้ง พร้อมกับเรื่องหลอนสุนัขพร้อมหอนเช่นเคย จน ‘ดีเจเคเบิ้ล’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ นั่งไม่ติดเก้าอี้ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘สองพ่อลูก’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เริ่มจากการที่วง INDIGO ได้ไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ต่างหวัดในภาคอีสาน เวลาประมาณ 4 โมงเย็นก็ถึงโรงแรม แต่โรงแรมยังจัดเตรียมห้องพักไม่เสร็จดี มีเพียงบลู โดนัท และนักดนตรีแบคอัพอีก 1 คน ที่จะได้เข้าห้องพักก่อน ‘เหียะ’ ผู้จัดการวงจึงชวนคุณขวัญไปไหว้พระรอ เมื่อไปถึงที่วัด ก็เข้าไปไหว้พระตามปกติ ขณะที่จุดธูปอยู่นั้น เมฆครึ้มฝนห่าใหญ่ก็ตั้งเค้ามา ทั้งสองคนจึงรีบไหว้เพราะกลัวจะเปียกฝน เนื่องจากที่ตรงนั้นเป็นลานกว้าง เมื่อไหว้เสร็จ ในใจคุณขวัญตอนนั้นอยากจะเดินเข้าไปดูว่าวัดกำลังจะสร้างอะไร ระหว่างทางเดินเข้าไป ก็มีคนงานก่อสร้าง และคุณขวัญก็สังเกตเห็นหลุม แต่ไม่ได้คิดอะไร จึงเดินผ่านไป พอเดินกลับออกมา ก็เห็นคุณป้าท่านหนึ่งยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ คุณขวัญจึงเล่าเพิ่มเติมว่า แม่ของเหียะบวชเป็นแม่ชีอยู่ ท่านก็จะสอนให้หยาดน้ำ ซึ่งจะคล้าย ๆ กับการกรวดน้ำที่ต้องนั่งกรวด แต่หยาดน้ำสามารถทำได้ตลอดเวลา เช่น ใช้น้ำอะไรก็ได้ หรือหากเห็นใครฉีดน้ำ หรือแม้กระทั่งฝนตก ก็สามารถแผ่เมตตาไปให้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวได้ ซึ่งปกติแล้ว คุณขวัญจะไม่หยาดน้ำที่วัดเลย เพราะบางทีไม่มีน้ำหยาด จะกลับไปหยาดที่ห้องแทน เมื่อเห็นคุณป้าท่านนั้นรดน้ำต้นไม้ คุณขวัญก็คิดว่างั้นหยาดน้ำเลยดีกว่า ไม่นานฝนก็ตกลงมา คุณขวัญที่ยังท่องบทแผ่เมตตายังไม่จบ จึงคิดว่าจะกลับไปสวดที่ห้องต่อ เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ก็มาถึงโรงแรม คุณขวัญรู้สึกเหนื่อยมาก จึงนอนพักผ่อน จากนั้นก็ฝันว่า ที่ปลายเตียงมีเด็กมาเล่นที่ขา แถมยังส่งเสียงหัวเราะคิกคักอีกด้วย คุณขวัญตื่นขึ้นมา ก็เห็นเป็นเด็กใส่แพมเพิร์ส หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ข้าง ๆ ก็มีผู้ชายคนนึงใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว เล่นกับลูกอยู่โดยที่ไม่ได้สนใจคุณขวัญเลย ตอนนั้นคุณขวัญรู้สึกสับสนว่านี่คือความฝันหรือความจริง จากนั้นเด็กคนนั้นก็กระโดดมานั่งทับที่เข่าคุณขวัญ! ทำให้คุณขวัญสะดุ้งตื่นขึ้นมาจริง ๆ ไม่นานก็ได้ยินเสียงคุณเหียะเคาะประตู คุณขวัญก็เล่าความฝันที่เจอให้ฟัง แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ พอคุณเหียะเดินออกจากห้องไป คุณขวัญก็ตั้งใจจะนอนต่อ แล้วก็ฝันเห็นเหมือนเดิมทุกอย่าง คุณขวัญก็ถามไปว่า “มาทำอะไร นี่ห้องขวัญนะ” ผู้ชายเสื้อเชิ้ตขาวคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “นี่ก็ห้องผมเหมือนกัน” จากนั้นก็กลับไปเล่นกับลูกต่อเหมือนเดิม คุณขวัญเล่าว่าหลังจากนั้นก็เดินไปเข้าห้องน้ำ พอกลับออกมา ก็ยังเห็นสองพ่อลูกอยู่ที่เดิม จึงพูดขึ้นอีกว่า “ออกไป จะนอนแล้ว นี่ห้องขวัญ” เขาก็ตอบกลับมาว่า “ก็บอกแล้วไง นี่ก็ห้องผมเหมือนกัน” ทั้งคู่ก็มองหน้ากันสักครู่ ไม่นานคุณขวัญก็สะดุ้งตื่นอีกครั้ง หลังจากตื่นขึ้นมา คุณขวัญก็รีบเปลี่ยนชุดลงไปวิ่งออกกำลังกายข้างนอก เพื่อให้ตัวเองเลิกคิดฟุ้งซ่าน ระหว่างเดินลงมาก็ส่งข้อความหาคุณเหียะว่า “โดนแล้วว่ะ ไม่รู้ว่าฝัน หรือของที่โรงแรม หรือตามมาจากวัด” จากนั้นก็ออกวิ่งไปตามสถานที่ต่าง ๆ รอบ ๆ โรงแรม หลังจากวิ่งเสร็จก็ทำใจอยู่นานกว่าคุณขวัญจะกล้าขึ้นห้อง พอเปิดประตูห้องเข้าไป ก็พยายามบอกตัวเองว่านั่นคือความฝัน จากนั้นก็ข่มตาให้หลับไป ทุกอย่างดูเป็นปกติ กระทั่งกลับมาถึงบ้านที่กรุงเทพฯ ในวันหนึ่ง ขณะที่ขับรถกลับมาที่บ้าน ก็เห็นผู้ชายคนนึงยืนจับมือเด็กอยู่ที่หน้าบ้าน โดยหันมองไปที่บ้านของคุณขวัญ คุณขวัญอึ้งไปสักพัก แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่อนุญาตให้ใครเข้าบ้าน!” จากนั้นก็ถอยรถเข้าบ้าน จังหวะที่ถอยรถเข้ามานั้น คุณขวัญก็มองเห็นสองพ่อลูกนั้นอย่างชัดเจน! นั่นยิ่งทำให้คุณขวัญทำตัวไม่ถูกและไม่กล้าที่จะลงจากรถ จึงเสิร์ชหาวิธีจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็แนะนำให้สวดมนต์ คุณขวัญสวดบทอิติปิโส แต่เขาก็ไม่ไป คุณขวัญจึงตั้งชื่อให้สองพ่อลูกนั้นว่า ‘พี่ศักดิ์’ กับ ‘น้องน้ำหวาน’ และบอกไปว่า “ถ้าอยากได้อะไร ให้มาบอกขวัญ ขวัญไม่รู้ว่าพี่เป็นใครมาจากไหน พรุ่งนี้จะไปทำบุญให้” พูดจบก็เปิดประตูลงจากรถเข้าบ้านไป คุณขวัญบอกว่าตอนนั้น รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างตามตัวอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งก็แทบจะเป็นบ้า และด้วยความที่อยากรู้ที่มาที่ไป จึงโทรกลับไปถามโรงแรมว่าเคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ทางโรงแรมก็ปฏิเสธ อ้างว่าเป็นโรงแรมใหม่ และบอกว่า “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ พอดีเป็น Reception” เมื่อเห็นว่าไม่ได้อะไรจึงวางสายไป จากนั้นก็เข้าห้องพระเพื่อสวดมนต์ขอขมาเจ้ากรรมนายเวร แต่ก็ยังไม่หายไป วันรุ่งขึ้นจึงไปทำบุญใส่บาตรที่วัด พอกลับมาที่บ้านก็เข้าห้องพระแล้วสวดมนต์อีกครั้ง “ขวัญจะสวดบทนี้ให้พี่ศักดิ์และน้องน้ำหวานนะ ถ้าอยู่แถวนี้ มาฟังด้วย” เมื่อเริ่มสวดไปได้เพียงนิดเดียว ก็มีมือเล็ก ๆ มาเขย่าที่ต้นขาและได้ยินเสียงเล็กแหลมดังขึ้นมาว่า “พูดอะไรหนูไม่เข้าใจ พูดให้หนูเข้าใจด้วย พี่จะให้หนูไปจากพ่อหนูหรอ หนูไม่ไปหรอกนะ” คุณขวัญตกใจสุดขีด เริ่มร้องไห้ จะลุกไปไหนก็ไม่มีแรง จึงรีบโทรหาพระอาจารย์ ท่านก็แนะนำว่าให้ทำบุญบ้าน ช่วงนี้ก็สวดมนต์ให้ได้ทุกวัน ทำบุญใส่บาตรตอนเช้าไปก่อน เมื่อพระอาจารย์มาที่บ้าน ท่านก็ให้หุ่นพยนต์มาปกป้องตัว ซึ่งทุกวันนี้คุณขวัญยังคงพกสิ่งนี้ติดตัวไว้ตลอด และสิ่งที่น่าตกใจคือทุกที่ที่พระอาจารย์เดินไปพรมน้ำมนต์ คือที่ที่คุณขวัญสัมผัสน้องน้ำหวานได้! นอกจากนี้ ท่านยังให้คุณขวัญนำปากกามา จากนั้นก็เขียนยันต์ไว้ให้ หลังจากนั้น คุณขวัญก็ไม่เห็นพี่ศักดิ์อีกเลย แต่ยังคงเห็นน้องน้ำหวานบ้างในบางครั้ง แต่ไกลตัวมากขึ้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเหมย ‘บ้านโรงรถ’ I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

27 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเหมย ‘บ้านโรงรถ’ I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณเหมย‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’บ้านโรงรถ‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!...เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่บ้านโรงรถ คุณเหมยเล่าว่า ย้อนไปเมื่อตอนยังเด็ก บ้านตั้งอยู่ในตัวตำบล ระหว่างตำบลกับอำเภอค่อนข้างที่จะไกลกัน อยู่มาวันหนึ่ง คุณเเม่ทะเลาะกับคุณตา คุณเหมยจึงย้ายไปอยู่ที่ตัวอำเภอกับคุณป้า ตอนที่ย้ายไปนั้น คุณเเม่ก็ยังไม่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่งเพื่อหาเงินซื้อบ้าน จึงไปปรึกษากับคุณป้าว่าควรทำอย่างไร คุณป้าก็ได้เเนะนำคุณเเม่ให้มาอยู่ที่โรงรถแบบชั่วคราวไปก่อน จนกระทั่งคุณเหมยเรียนอยู่ชั้น ป.1 มีวันหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันหน้าบ้านค่อนข้างดังมาก ประมาณร้อยกว่าคน ซึ่งก่อนหน้าที่คุณเหมยจะเข้ามาอยู่ บริเวณนี้ค่อนข้างพลุกพล่าน คนทำงานค่อนข้างเยอะ เเต่ตอนนั้นก็ดึกมากแล้ว คุณเหมยจึงคิดว่าไม่น่ามีใครมายืนคุยกันตรงนี้ จึงลุกไปดูผ่านแสงไฟที่ลอดมาจากปลายถนน ก็เห็นเป็นผู้ชายกับผู้หญิงยืนคุยกัน ด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงมายืนคุยตรงนี้ คุณเหมยจึงเดินออกไปดู เเต่เเล้วก็พบเจอกับความว่างเปล่า! ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น ส่วนเสียงที่ได้ยินก็หายไป! คุณเหมยเดินกลับเข้าไปนอน พอกลับเข้ามานอนก็ได้ยินเสียงเหมือนเดิม! ตนจึงได้ไปเล่าให้คุณเเม่ฟังเเล้วก็โดนตอบกลับมาว่า “เพ้อเจ้อ คิดมาก” ซึ่งคุณเเม่กับคุณพ่อเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ตนจึงได้เเต่สงสัยเเล้วก็ได้ยินเสียงนี้อยู่เรื่อยมาก จนคุณเหมยขึ้น ป.2 คืนนั้นตนนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น นอนได้สักพักก็มองไปบนเพดานฝ้าที่อยู่ตรงโรงรถ ก็เห็นเป็นหน้าผู้หญิงแก่ มวยผม ลอยอยู่บนฝ้าเพดาน! เเล้วบอกว่า “ไปอยู่ด้วยกันมั้ย“ คุณเหมยตกใจจนขยับไม่ได้ ได้เเต่พูดในใจว่า ”ไม่ไป“ ตอนนั้นตนคิดว่าได้พูดออกไปแล้วเเต่ความจริงคือยังไม่ได้พูด! เขาก็เลยถามตนอีกครั้งว่า ”สรุปจะไปอยู่ด้วยกันมั้ย คิดได้หรือยัง“ คุณเหมยบอกว่าตนก็พยายามที่จะพูด เพราะพูดไม่ได้ จู่ ๆ เขาก็สวนกลับมาว่า ”มึง! จะไปอยู่กับกูมั้ย!“ ทำให้คุณเหมยตกใจเเล้วรีบวิ่งไปหาคุณแม่! เช้าวันถัดมา คุณเหมยได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ก็ตอบกลับอีกว่า ”เพ้อเจ้อ คิดมาก“ เป็นครั้งที่ 2 เมื่อคุณเหมยเริ่มขึ้น ป.3-4 คุณแม่ก็ได้ซื้อรถจักรยานยนต์ให้ เเต่ตนชอบเที่ยว จึงทำให้คุณเเม่อยากดัดนิสัยด้วยการเอารถไปซ่อน ตนคิดว่ารถหายจึงไปบอกกับหมอธรรม เเล้วเขาก็ได้ตอบกลับมาว่า “รถไม่ได้หายนะ เเม่เอ็งเอาไปซ่อน” คุณเหมยได้ยินเเบบนั้นก็ไม่เชื่อ เเล้วก็ไม่คิดว่าเเม่จะเป็นคนแบบนี้ ตนจึงตอบกลับไปว่า “ไม่เชื่อ” หมอธรรมได้ตอบกลับว่า “ที่บ้านเอ็งตรงนั้น มันเป็นป่าช้าเก่านะ เเต่ก่อนมันเคยเป็นที่เก็บกระดูกคน เป็นโกศที่อยู่ในตามวัด“ หลังจากคุณเหมยกลับมาบ้าน ผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ คุณแม่ได้ยอมรับกับตนว่าเป็นคนไปแอบจริง!...เหตุการณ์ที่ 2 เกิดขึ้นที่บ้านหลังใหม่ที่อยู่ใกล้กับบ้านโรงรถ ช่วงมัธยมต้น คุณเหมยคิดว่าย้ายมาอยู่บ้านใหม่เเล้วคงจะไม่เจออะไรที่เคยเจอ เเต่ก็เหมือนเดิม ตนเห็น 2 คนนั้นที่เคยเจอเมื่อตอนเด็ก ๆ เขามายืนหน้าห้องเเล้วพูดว่า “มึงจะไปอยู่กับกูมั้ย! จะไปอยู่ด้วยรึเปล่า!” คุณเหมยกลัวมากจึงรีบไปบอกกับคุณเเม่ เเล้วคุณเเม่ก็บอกกับตนว่าจะพาไปทำบุญเพื่อความสบายใจ ในตอนเช้าคุณเเม่ก็พาคุณเหมยไปทำบุญ จู่ ๆ ก็มีหลวงตาองค์หนึ่งเข้ามาทักว่า ”ดูเเลไอเด็กคนนี้มันดี ๆ นะ ไอเด็กคนเนี้ย ที่ของบ้านที่เอ็งอยู่ เขาจะเอามันไปอยู่หลายครั้งเเล้ว เเต่มันดวงเเข็งเขาเอามันไปไม่ได้“ เเล้วหลวงตาท่านนั้นก็ได้บอกอีกว่า ”ให้หมั่นทำบุญตักบาตร กรวดน้ำ“ หลังจากนั้นคุณเหมยก็ตักบาตรทุกเช้าก่อนไปเรียน เเต่ก็ยังเจออยู่เหมือนเดิม.. ต่อมาก็อยู่บ้านหลังนี้ได้ 5-6 ปี คุณเเม่ก็ปล่อยบ้านนี้ให้คนเช่า ซึ่งคนที่มาเช่าต่อบังเอิญเป็นเเม่ของเพื่อนคุณเหมย อยู่ได้ประมาณ 3 เดือน เพื่อนก็ทักมาถามว่า “บ้านนี้มีอะไรหรือเปล่า?” จึงได้ตอบกลับไปว่า “บ้านนี้ก็มีนะ ตอนที่ตากับพ่อเลี้ยงเสียก็ได้จัดงานศพที่บ้าน มีอะไรหรือเปล่า?” เพื่อนของคุณเหมยตอบกลับมาว่า “เปล่า พอดีเเม่เล่าให้ฟังว่าช่วงที่อยู่ 2-3 เดือนแรก ได้ยินเสียงคนคุยกันเยอะมาก” ซึ่งสิ่งที่เขาเจอมันก็เหมือนกับเหตุการณ์ตอนที่คุณเหมยอยู่บ้านหลังนั้น!...เหตุการณ์ที่ 3 เกิดขึ้นที่บ้านหลังที่สาม หลังจากที่คุณเเม่ปล่อยบ้านหลังนั้นให้เช่า ก็พาคุณเหมยย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ เป็นบ้านหลังที่สาม เนื่องจากคุณแม่มีปัญหากับคุณป้า ตอนที่ตนนอนก็ได้ฝันถึงบ้านหลังนั้น ภาพในฝันเหมือนกับที่หมอธรรมเคยบอก! ต่อมาคุณเหมยได้เล่าว่าพ่อเลี้ยงตามมาที่บ้าน ย้อนกลับไปที่บ้านหลังเก่า พ่อเลี้ยงของตนได้เสียชีวิตที่นั่น คืนก่อนที่พ่อเลี้ยงจะเสียชีวิต มีพยาบาลโทรมาเเจ้งกับคุณเเม่ว่าพ่อเลี้ยงเสียชีวิตเเล้ว เเต่ก็ไม่กล้าบอกกับตน เเต่คุณเหมยกลับเห็นตรงกระจกเป็นพ่อเลี้ยงกำลังโบกมือให้อยู่! ตนตกใจจึงสะกิดแม่เเล้วถามว่า “เเม่ พ่อหายเเล้วหรอ? เเม่ไปรับพ่อมาตอนไหน” เเม่ก็ทำสีหน้ามึนงงเเล้วตอบกลับว่า “พูดอะไร พูดนี่คิดด้วย“ แล้วบอกอีกว่า ”รีบไปแต่งตัว เดี๋ยวจะไป รพ.พ่อเสียเเล้ว!“ ผ่านไปประมาณ 10 กว่าปี คุณเหมยเติบโตจนใกล้จะเเต่งงาน เเม่ก็บอกให้ขึ้นไปไหว้พ่อกับตายาย เมื่อคุณเหมยกำลังก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย ก็เห็นพ่อเลี้ยง เเว๊บ! ผ่านหน้าไป ตนจึงหยุดนิ่งอยู่ในอาการช็อก ซึ่งคุณเเม่ที่อยู่ข้างหลังก็เห็นเช่นเดียวกันกับคุณเหมย ต่อมาคุณเหมยได้พารุ่นน้องมานอนที่บ้าน ผ่านไปได้สักพักรุ่นน้องก็บอกว่าขอไปนอนรีสอร์ต เพราะตอนคุณเหมยไปอาบน้ำ จู่ ๆ ป้ายรูปพ่อของตนร่วงตกลงมา! ไม่ได้คิดอะไรจึงเอากลับไปแขวนที่เดิม สักพักก็ตกลงอีกครั้งจนกระจกแตก! คุณเหมยคิดว่าพ่อเสียไปประมาณ 10 กว่าปีเเล้ว ก็ยังอยู่วนเวียนในบ้าน อาจจะเป็นเพราะเป็นห่วงลูกสาวของเขา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้น ‘ผีสาวช่วยงานวิจัย’ l อังคารคลุมโปง X หญิง รฐา - ก๊ก ปริญญา [ุ6 พ.ค.2568]

18 พ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้น ‘ผีสาวช่วยงานวิจัย’ l อังคารคลุมโปง X หญิง รฐา - ก๊ก ปริญญา [ุ6 พ.ค.2568]

เมื่อต้องไปเรียนไกลถึงต่างประเทศ ต้องพบเจอกับความยากลำบาก แต่ระหว่างที่ทำวิจัยอยู่นั้น งานทุกอย่างกลับราบรื่นไปได้ด้วยดี ..หรืออาจเป็นเพราะมีบางอย่างช่วยเหลืออยู่! นี่คือเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีสาวช่วยงานวิจัย’ จาก ‘อาจารย์มิ้นท์’ ที่ได้นำมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 พฤษภาคม 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ‘ดีเจมดดำ’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไร ปิดไฟแล้วอ่านไปพร้อมกันเลย! อาจารย์มิ้นท์ได้เล่าว่า ตนเองได้ทุนไปทำวิจัยที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 2 เดือน แม้จะอยู่ญี่ปุ่นแล้วอาจารย์มิ้นท์ก็ยังต้องเรียนภาษาจีนกับเหล่าซือที่ไทยอยู่ เธอจึงเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์แทน แต่วันแรกที่ไปทำวิจัยที่นั่นกลับพบว่าอินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ ต้องใช้อินเทอร์เน็ตจากมือถือแทน นอกจากนี้อาจารย์มิ้นท์ยังเล่าอีกว่า เหล่าซือที่สอนภาษาจีนของตนนั้นเป็นลูกหลานครูหมอโนราห์และเป็นคนเห็นผี ระหว่างที่กำลังเรียนภาษาจีนอยู่นั้น ในช่วงแรกเหล่าซือก็มีอาการตกใจแปลก ๆ อาจารย์มิ้นท์ได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ เมื่อเรียนเสร็จก็ถามเหล่าซือว่าเกิดอะไรขึ้น เหล่าซือบอกว่า “มีผู้หญิงผมยาว ชุดขาวอยู่นอกหน้าต่าง” จากนั้นเหล่าซือก็บอกให้อาจารย์มิ้นท์เดินไปดูที่ระเบียง ปรากฏว่าที่ตึกแห่งนี้ไม่มีระเบียง ทำให้แน่ใจได้ว่า ไม่มีทางที่จะมีคนยืนอยู่ข้างนอกหน้าต่างอย่างแน่นอน เนื่องจากเหล่าซือคนนี้สามารถสื่อสารกับดวงวิญญาณได้ จึงบอกกับอาจารย์มิ้นท์ว่าผีสาวตนนั้นเป็นวิญญาณที่อยู่ที่นั่นมาหลายร้อยปีแล้ว และในวันนั้นเอง อาจารย์มิ้นท์ก็มีงานที่ต้องส่งด่วนในวันรุ่งขึ้น แต่อินเทอร์เน็ตก็ยังใช้งานไม่ได้ จึงคิดอยากท้าทายวิญญาณสาวตนนั้นว่า “ถ้าทำให้อินเทอร์เน็ตติดได้ จะถวายอาหารชุดใหญ่ให้” ปรากฏว่าอินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้ปกติ และสามารถส่งงานได้ทัน อาจารย์มิ้นท์จึงได้เตรียมอาหารชุดใหญ่เอาไว้สำหรับวิญญาณสาวตนนั้น และทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ ชีวิตของอาจารย์มิ้นท์วนเวียนอยู่กับห้องนี้วันแล้ววันเล่า จนกระทั่งคืนหนึ่ง อาจารย์อีกคนได้เดินมาที่โต๊ะอาจารย์มิ้นท์ในระหว่างที่กำลังทานข้าวอยู่ จากนั้นเขาก็ทำหน้าตกใจ พออาจารย์มิ้นท์ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกว่า “เห็นเหมือนคนกำลังนั่งกินข้าวกับอาจารย์มิ้นท์อยู่” อาจารย์มิ้นท์รู้ทันทีว่าเป็นวิญญาณสาวตนนั้นอย่างแน่นอน เมื่อใช้ชีวิตมาสักระยะในห้องทำงานห้องเดิม เธอก็เกิดความสงสัยว่าวิญญาณตนนั้นยังอยู่ที่เดิมหรือไม่?และ วิญญาณสาวตนนั้นรู้หรือไม่ว่าเธอไปที่ไหน ทำอะไรมาบ้าง จึงได้ลองถามเหล่าซือที่สามารถสื่อสารกับดวงวิญญาณดูอีกครั้ง สรุปว่าวิญญาณสาวตนนั้นสามารถบอกกับเหล่าซือได้หมดว่าอาจารย์มิ้นท์ทำอะไรมาบ้าง อาจารย์มิ้นท์ก็ได้เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยขอวิญญาณตนนั้นว่า ‘ขอให้งานที่ทำอยู่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี’ เธอจึงคิดว่าที่ผ่านมาระหว่างที่ทำงานวิจัย ไม่ว่าจะติดต่อสถานที่ไหนในญี่ปุ่นก็เรียบง่าย อาจเป็นเพราะวิญญาณสาวช่วยเอาไว้ก็เป็นได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-