เรื่องเล่าจากคุณตั้ม ‘ทางหลอนขึ้นเหนือ’ | อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [ 22 ก.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตั้ม ‘ทางหลอนขึ้นเหนือ’ | อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [ 22 ก.ค.2568 ]

02 ส.ค. 2025

            เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณตั้ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ทางหลอนขึ้นเหนือ’ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องราวสุดหลอนระหว่างการเดินทางของเขาเอง เรื่องราวระหว่างการเดินทางจะหลอนอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (22 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’

            ‘คุณตั้ม’ ได้เล่าไว้ว่าเมื่อปีที่แล้วก่อนจะถึงวันขึ้นปีใหม่ เขามีวันลาพักร้อนเหลือ ต้องรีบใช้ให้หมด จึงวางแผนกับแฟนว่าหลังเลิกงาน 5 โมงเย็นจะขับรถขึ้นเชียงราย น่าจะถึงที่หมายประมาณ 6 โมงเช้า

            การเดินทางครั้งนี้ คุณตั้มขับรถไฟฟ้าไปทำให้ต้องมีการแวะชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์เป็นระยะ ซึ่งจุดแวะพักแรกคือจังหวัดอ่างทอง จากนั้นก็แวะจอดไปจนถึงจังหวัดแพร่ ซึ่งจะเป็นจุดชาร์จแบตสุดท้าย ก่อนจะขับยาวเข้าเชียงราย

            ระหว่างทางที่ขับรถบนถนนทางหลวงหมายเลข 103 เส้นทางตัดผ่านภูเขาระหว่างจังหวัดแพร่และลำปาง คุณตั้มเกิดอาการเดจาวูถึงเรื่องที่ฝันเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ว่ากำลังขับรถบนถนนสักแห่งที่มีไฟสีส้มรายล้อมตามทาง เขาเริ่มขนลุกเพราะหลังจากฝันมักจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเสมอ ขับไปได้สักระยะมองดูรอบข้างก็มืดไปหมดแล้ว เหลือรถของเขาเพียงคันเดียวที่สาดแสงส่องไปบนถนนขับไปเรื่อย ๆ อุณหภูมิภายนอกรถเริ่มลดลงเหลือ 13 องศาเพราะเริ่มขึ้นเขาสูง พอถึงทางโค้งขึ้นก็เห็นรถมอเตอร์ไซต์กำลังขับนำหน้าอยู่โดยที่ไม่เปิดไฟซึ่งถือว่าอันตรายมาก  เมื่อใช้แสงจากรถสาดไปก็เห็นว่าคนขับรถมอเตอร์ไซต์แต่งกายเหมือนชุดช่าง แต่ไม่มีหัว! คุณตั้มขนลุกซู่รีบขับแซงขึ้นไปทันที

            ระหว่างที่แซงก็ดูกระจกทางซ้ายด้าน แต่ก็ไม่เห็นรถมอเตอร์ไซต์แม้แต่คันเดียว นั่นทำให้คุณตั้มเหยียบคันเร่นให้เร็วกว่าเดิม เพื่อที่จะได้ถึงจุดชาร์จแบตสุดสุดท้ายให้เร็วขึ้น ขณะนั้นเองก็ได้ย้อนความหลังว่าเจอเรื่องแบบนี้ที่ถนนเส้นนี้ตลอด

            ย้อนไปเมื่อช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 คุณตั้มต้องเดินทางไปจังหวัดทางภาคเหนือ เมื่อผ่านเส้นทางนี้ก็เจอเหมือนกัน ณ ตอนนั้นได้แวะหาหลวงน้าที่จังหวัดอุตรดิตถ์ก่อน หลวงน้าก็แนะนำให้นอนที่วัดก่อน แต่เขาก็กลัวว่าจะเจอสิ่งลี้ลับที่วัด จึงเลือกที่จะเดินทางต่อ แต่ก็ดันเจอคนแวะโบกรถข้างทาง ซึ่งมีหัวแต่ไม่มีข้อเท้า เหมือนคนลอยมา

            กลับมาที่ปัจจุบัน หลังจากเที่ยวจังหวัดเชียงรายเสร็จก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ คราวนี้เลือกเดินทางกลางวันทำให้เห็นว่าระหว่างทางลงภูเขาก็มีศาลพระภูมิ และมีเศษสิ่งของต่าง ๆ ที่คนนำมาทิ้งไว้เต็มไปหมด หลังจากนั้นก็ไม่เคยเจอเรื่องราวลี้ลับเกี่ยวกับถนนเส้นนี้อีกเลย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เล่นดนตรีในผับแต่โดนล็อกตึกไม่ให้ออก! เล่นเสร็จพนง.ถึงบอกว่า เขาจ้างมาให้ผีฟัง!

04 พ.ค. 2024

เล่นดนตรีในผับแต่โดนล็อกตึกไม่ให้ออก! เล่นเสร็จพนง.ถึงบอกว่า เขาจ้างมาให้ผีฟัง!

เรื่องนี้ ‘พี่แจ๊ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘อีเว้นท์หลอน โรงแรมเฮี้ยน’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้พี่แจ๊คได้ฟังมาจาก ‘คุณโบนัส’ โดยมีตัวละครในเรื่องคือน้องที่เป็นดีเจ ชื่อว่า ‘ตั้ม’ และวงดนตรีวงหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว มีอยู่วันหนึ่ง คุณตั้มโทรมาหาคุณโบนัสว่า “พี่ มีคนมาจ้างให้เราไปเล่นดนตรีในงานอีเว้นท์ แต่สถานที่จัดคือในผับที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ พี่สนใจมั้ย งานคืนเดียว” คุณโบนัสก็คิดว่า ‘อย่างงี้ก็ดีเลยสิ งานคืนเดียว’ คุณโบนัสจึงตอบคุณตั้มไปว่า “โอเค คืนเดียวเอง” ทุกอย่างดูลงตัว เพราะในตอนนั้นตัวของคุณโบนัสเองก็อยู่ที่หัวหินซึ่งใกล้กับเส้นทางลงใต้พอดี แต่ก่อนจะงานนั้น คุณโบนัสก็ไปเช็คเพื่อความชัวร์กับวงดนตรีที่โดนจ้างงานเดียวกันว่า “มีงานนี้วันเดียวกันรึป่าว” เพราะกลัวโดนหลอก วงดนตรีวงนั้นก็ตอบว่า “ใช่ ๆ วันเดียวกันงานเดียวกันเลย” คุณโบนัสได้ยินก็รู้สึกสบายใจ จึงบอกกับนักดนตรีวงนั้นว่า “เดี๋ยว เจอกันที่นู่น” เมื่อวันงานมาถึง คุณโบนัสและคุณตั้มก็เริ่มออกเดินทางตั้งแต่เวลาประมาณบ่ายโมง ถึงสถานที่จัดงานประมาณ 4 - 5 โมงเย็น พอไปถึงจุดหมาย ทั้งสองเริ่มเอะใจ เพราะโดยปกติแล้ว สถานบันเทิงที่ขึ้นชื่อว่าผับ ถ้าไม่อยู่ติดริมถนน ก็ต้องอยู่ใจกลางเมือง แต่สถานที่แห่งนี้อยู่ไกลจากถนนและเข้าไปลึกมาก ยิ่งขับรถเข้าไปก็ยิ่งเหมือนอยู่ในชนบท สิ่งแรกที่มองเห็นหลังจากที่ขับเข้ามา คือ โรงแรมเก่า 10 ชั้น พอขับเลยโรงแรมไปเจออาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ 3 ห้อง เป็นเหมือนกับร้านอาหาร ถัดจากอาคารพาณิชย์ คือสถานบันเทิงหรือผับ ลักษณะของผับนี้เป็นผับที่มีขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ เมื่อเห็นว่าสถานบันเทิงแห่งนี้คือสถานที่ที่จะต้องทำงานในคืนนี้ ก็หันไปเห็นเจ้าของผับที่กำลังจัดเตรียมงานอยู่ คุณโบนัสและคุณตั้มลงจากรถ จากนั้นก็เดินไปหาเจ้าของผับ แล้วพูดว่า “ผมขอเข้าไปข้างในเพื่อที่จะเตรียมตัว Sound check ก่อนที่จะเล่นจริง” เจ้าของผับก็อนุญาต เมื่อเข้าไปก็เห็นว่าบรรยากาศข้างในก็เหมือนกับผับทั่วไปที่มีโต๊ะวางเต็มไปหมด มีบูธดีเจอยู่ข้างหลัง ส่วนเวทีสำหรับนักดนตรีอยู่ข้างหน้า ตรงกลางเป็นพื้นที่สำหรับแขก จากนั้นทั้งสองก็เตรียมตัว Sound check เวลาผ่านไปสักพัก นักดนตรีก็เดินทางมาถึง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 - 6 โมงเย็นแล้ว นักดนตรีทุกคนก็ขึ้นไปเตรียมตัวบนเวทีเพื่อที่จะทำการ Sound check ทั้งนักดนตรีและดีเจต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ระหว่างที่คุณโบนัสกำลังทำการ Sound check คุณตั้มก็เดินมากระซิบคุณโบนัสว่า “พี่ว่ามันแปลก ๆ ป่ะวะ” คุณโบนัสถามกลับ “ทำไมอ่ะ” “พี่ดูดิโต๊ะเป็นร้อยเลย ทำไมพนักงานเสิร์ฟมันน้อยจังวะ” คุณตั้มพูด คุณโบนัสที่อยู่ข้างบนก็มองลงมาข้างล่าง เห็นว่ามีโต๊ะเป็นร้อยจริง ๆ แต่เห็นพนักงานเสิร์ฟประมาณ 5 คน ที่กำลังทำงานอยู่ คุณโบนัสก็พูดว่า “พนักงานคนอื่นมาทีหลังมั้ง เดี๋ยวก็คงจะมาสมทบกันอะไรอย่างงี้” แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากมีงานอีเว้นท์เช่นนี้ พนักงานทุกคนจะต้องมารวมตัวกันทั้งหมดเพื่อที่จะทำงาน ทั้งสองคุยกันจบก็แยกย้ายกันไปทำงานในส่วนของตนจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็เดินออกมาข้างนอก แล้วเจ้าของก็เดินมาบอกว่า “เดี๋ยวไปพักโรงแรมที่ขับผ่านมาได้เลย ที่เป็นตึก 10 ชั้น” คุณโบนัสก็บอกว่า “โอ้ววว ดีจังเลยใกล้ ๆ” ตัวคุณโบนัสกับคุณตั้มจึงออกจากสถานที่จัดงานมาที่โรงแรม พอถึงก็เช็คอิน ซึ่งบรรยากาศในโรงแรมค่อนข้างที่จะเงียบเหงา แต่สภาพของโรงแรมแห่งนี้ถือว่าดูดีเลยทีเดียว คุณโบนัสเดินเข้าไป แล้วบอกกับพนักงานที่เคาน์เตอร์ว่า “ถูกจองไว้แล้วโดย เจ้าของผับนี้” พนักงานยื่นกุญแจห้องให้ แล้วบอกว่า “พี่เลือกห้องเลย” ตัวเลขที่ปรากฏบนกุญแจนั้นขึ้นต้นด้วยเลข 6 ทุกอัน คุณโบนัสจึงถามไปว่า “อยู่ชั้น 6 ใช่มั้ย” พนักงานตอบกลับไปว่า “ใช่” คุณโบนัสจึงเลือกห้อง 602 ที่เป็นห้องต้น ๆ พอเลือกห้องรับกุญแจเสร็จ ก็เตรียมกระเป๋าจะขึ้นไปที่ห้องที่ตัวเองเลือกไว้ แต่พนักงานก็บอกว่า “พี่กดลิฟต์แล้วขึ้นไปชั้น 6 เลยนะพี่ ไม่ต้องแวะชั้นไหนนะ” คุณโบนัสก็ตอบไปว่า “จะให้แวะชั้นไหนล่ะ” พนักงานตอบว่า “อ้อ ชั้น 4 เนี่ย มันมีสระว่ายน้ำ มีฟิตเนสพี่ไม่ต้องแวะนะ พี่ขึ้นไปก่อนเลย” คุณโบนัสกับคุณตั้มก็ทำตามที่พนักงานบอก ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 6 พอลิฟต์เปิด ก็เห็นว่าสภาพทางเดินดูเก่า ส่วนพรมที่ปูอยู่ก็มีกลิ่นเหม็นอับ ส่วนห้อง 602 ก็แปลก ลักษณะของโรงแรมนี้มีสองฝั่ง เป็นฝั่งคี่กับฝั่งคู่ ถ้าห้อง 601 อยู่ฝั่งนี้ ห้อง 602 ก็จะอยู่ตรงข้าม แต่ห้อง 602 ดันอยู่ประตูถัดไป ประตูห้องที่ควรจะเป็นห้อง 602 ก็เหมือนมีการย้ายตัวเลข คุณโบนัสคิดว่า อาจจะเป็นห้องเก็บของ ก็ไม่ได้คิดอะไร เมื่อเดินมาถึงหน้าห้อง 602 ก็เข้าไปพักผ่อนเล่นเกมในห้อง หลังจากนั้นนักดนตรีก็เดินขึ้นมาหาที่ห้อง แล้วถามว่า “ทำไมไม่อยู่ห้องแรกวะ” เพราะนักดนตรีนึกว่ามาก่อนก็จะได้อยู่ห้องแรก คุณโบนัสจึงบอกไปว่า “เนี่ยห้องแรก ไอห้องนั้นมันน่าจะเป็นห้องเก็บของ” ระหว่างนั้นเขาก็นั่งเล่นเกมนั่งพักผ่อนไปเรื่อย ๆ แล้วก็เดินไปเปิดม่านดูวิวรอบ ๆ โรงแรม ก็เห็นว่า ชั้น 4 เป็นสระว่ายน้ำ จึงคิดว่าหลังจากเล่นดนตรีเสร็จก็จะมาเล่นน้ำต่อ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ประมาณ 3 ทุ่ม ใกล้เวลาที่จะต้องทำงานแล้ว คุณโบนัสและคุณตั้มจึงเตรียมตัวออกจากโรงแรม หลังจากออกจากโรงแรม คุณโบนัสกับคุณตั้มก็เดินทางไปที่ผับ สิ่งแรกที่คิดขึ้นมาคือ ‘ทำไมมันมืดจัง ไฟหน้าผับทำไมถึงไม่เปิด แต่ไฟที่อยู่ในตัวตึกอ่ะเปิด มีพีอาร์ งานทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย แต่ไฟป้ายไม่เปิด’ คุณโบนัสจึงเดินเข้าไปถามพีอาร์ว่า “ทำไมมันดูมืดๆ” พีอาร์ตอบว่า “อ้อ ไฟป้ายเขาเปิดเป็นเวลาพี่ ไม่มีไรหรอก เดี๋ยวถึงเวลาเขาก็เปิดเอง” คุณโบนัสจึงพูดแซวไปว่า “พี่ไม่ได้มาผิดงานผิดวันแน่นะ’’ พีอาร์ตอบว่า “ไม่ผิดหรอกพี่ เนี่ยแขกมากันแล้ว” จากนั้น คุณโบนัสและคุณตั้มก็เดินเข้าไปข้างใน สิ่งที่เห็นภายในร้านก็คือ โต๊ะที่ถูกจัดไว้ ส่วนบริเวณรอบ ๆ มีเครื่องดื่มวางอยู่ แต่เป็นเครื่องเดิมที่ถูกเปิดฝาเอาไว้ แล้วก็มีอาหารวางอยู่ พร้อมให้กิน คุณโบนัสเห็นแบบนั้นก็พูดว่า “คนที่นี่เขาแปลกว่ะ บางโต๊ะยังไม่มีแขกเลย แต่เอาอาหารไปวางไว้” และอีกสิ่งหนึ่งที่เขาเห็นคือพนักงานก็ยังมีเท่าเดิมคือ 5 คน นอกจากนี้ คุณโบนัสยังสังเกตเห็นว่า บางโต๊ะที่มีอาหารวางอยู่มันก็มีคนนั่งอยู่จริง ๆ ตัวคุณโบนัสอยู่ข้างหลัง ก็เห็นแขกทุกคนนั่งหันหลังให้กับดีเจทั้งหมด เพราะหน้าต้องหันไปทางเวที ตัวคุณโบนัสเห็นว่าแขกก็มาแล้ว สักพักนักดนตรีก็มา และขึ้นไปเตรียมตัวบนเวที หลังจากนั้นคุณตั้มก็เดินมาถามคุณโบนัสว่า “พี่ พี่ว่ามันแปลก ๆ ป่ะวะ ปกติแล้ว เวลาเรามางานอะไรแบบนี้ มันต้องมีพนักงานของสถานบันเทิงอยู่กับเราด้วยสิ แต่นี่ไม่มีเจ้าหน้าที่จากทางผับมาดูแลพวกเราเลย มีแค่พวกเรากับนักดนตรีแค่นั้น” คุณโบนัสจึงให้คุณตั้มเดินออกไปถามข้างนอกว่า มีใครพอจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้บ้างหรือไม่ หลังจากที่คุณตั้มออกไป อยู่ดี ๆ เขาก็วิ่งมาหน้าตาตื่นแล้วพูดว่า “พี่! ออกไม่ได้ประตูล็อค! ไอประตูกระจกข้างหน้ามันล็อคแบบออกไม่ได้เลย” คุณโบนัสเดินไปดูที่ประตู ปรากฏว่ามันล็อคจริง ๆ คุณโบนัสรีบหยิบโทรหาเจ้าของทันที เมื่อเจ้าของรับสายก็ถามไปว่า “พี่ ทำไมถึงล็อคประตูอ่ะ” ปลายสายบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอกผมจ้างคุณมาเล่นคุณก็เล่นไป ถ้าคุณไม่เล่นผมฟ้อง แขกอยู่ข้างในแล้วคุณเล่นเลย” พอคุยกับเจ้าของเสร็จ คุณโบนัสก็หันกลับมามองภายใน เห็นว่ามีแขกนั่งอยู่ แต่พนักงานเสิร์ฟไม่มีสักคน บางโต๊ะก็เต็ม บางโต๊ะก็มีแค่ 2-3 คน จากนั้นก็สังเกตว่านักดนตรีกำลังเล่นดนตรีอยู่ แต่ทุกคนไม่มีอารมณ์ร่วมเลย นักดนตรีจึงเดินมาคุยกับคุณโบนัสว่า “เห้ย พี่ผมเล่นไม่ออกว่ะ” คุณโบนัสก็ถามว่า “ทำไมอ่ะ ก็มีแขกอยู่ก็เล่นได้หนิ” นักดนตรีตอบกลับว่า “พี่ ก็พี่อยู่ข้างหลัง พี่ไม่หรอก พี่ลองเดินไปดูข้างหน้าดิ แขกแต่ละคนนั่งแบบเหมือนไม่มีอารมณ์ร่วมอ่ะ เหมือนนั่งกันเฉย ๆ” คุณโบนัสบอก “ไม่เป็นไรโทรคุยกับเจ้าของแล้ว ถ้าเราไม่เล่นเขาจะฟ้อง เพราะเราเซ็นสัญญาไว้แล้ว” คุณโบนัสก็พูดอีกว่า “ผับนี้มันปิด ตี 1 เราเล่นแปปเดียว” เพราะตอนนั้นเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ก็ได้เวลาที่จะเล่น รวมเวลาเล่นก็ประมาณ 4 ชั่วโมง เวลาก็ผ่านไป บนเวทีส่งสัญญาณมา ตัวคุณโบนัสหลังจากดนตรีเล่นเสร็จก็รีบมาเป็นดีเจต่อ เปิดเพลงมาครึ่งชั่วโมง เล่นจนถึงตี 1 พอถึงตี 1 ประตูก็เปิด พนักงานยืนอยู่ข้างหน้า คุณโบนัสจึงเรียกพนักงานคนหนึ่งมาถามว่า “เห้ย มันเกิดไรขึ้นวะ เล่าให้ฟังหน่อย” พนักงานคนนี้ก็เล่าว่า “จริง ๆ แล้วมันเป็นอีเว้นท์จริง ๆ ซึ่งในอดีตผับนี้คนเที่ยวเยอะมากลูกค้าเยอะเลย เพราะมันเป็นผับที่ดังมาก ๆ ปรากฎว่าวันนึงมีคู่แข่งมาเปิดอีกทีนึง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่นี่ แล้วเขาว่ากันว่าคู่แข่งทำของใส่สถานที่แห่งนี้ ผับนี้เลยไม่มีคน ทางเจ้าของลงทุนไปเยอะไม่รู้ว่าจะทำยังไง มีคนแนะนำบอกลองวิธีนี้สิ เลี้ยงผี เลี้ยงผีในที่นี้คือเขาจะเอาตุ๊กตาไปวางที่รอบ ๆ บริเวณขอบ ๆ ที่ลูกค้ามองไม่เห็น แล้วก็ทุก ๆ เดือน ทุก ๆ ปี จะต้องจัดงานแบบนี้ขึ้นมาเพื่อเล่นดนตรีปาร์ตี้ให้กับผีที่เลี้ยงเอาไว้ แล้วแขกที่เห็นนั่นคือ ไม่ใช่คนนะ นั่นคือผี และเขาก็ไม่ให้ใครเข้าไม่ให้ใครออกระหว่างที่ทุกอย่างกำลังทำการแสดง พอถึงเวลาพนักงานทุกคนต้องออกมาจากร้าน แล้วคือสิ่งที่นั่นอยู่ในนั้นน่าจะเป็นผี ที่เขาเลี้ยงเอาไว้” หลังจากที่เล่นเสร็จแล้ว ก็กลับโรงแรมพร้อมกับนักดนตรี คุณตั้มและคุณโบนัสก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง พอกลับมาถึงห้อง ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเก็บของที่ห้องของตัวเอง แต่ก็มีบางส่วนที่ออกมาสังสรรค์รวมกันที่ห้องของคุณโบนัส ในวงสังสรรค์นั้น คุณโบนัสนั่งคุยกับคุณตั้ม มีนักดนตรีบางคนที่บอกว่าจะไปเล่นน้ำก็ไปเล่นน้ำ แต่ก็มีนักดนตรีสองคนที่อยู่นั่งคุยกัน อยู่ดี ๆ นักดนตรีคนหนึ่งก็บ่นว่า “เมื่อยว่ะ เมื่อกี้ตอนขึ้นมาเห็นมีร้านนวดอยู่เดี๋ยวโทรไปข้างล่างให้ส่งหมอนวดขึ้นมานวด” จากนั้นนักดนตรีคนนี้ก็แยกตัวออกไปจากวงสนทนา แล้วก็มีนักดนตรีอีกคนที่นั่งอยู่กับคุณโบนัสระหว่างที่เล่นเกมและนั่งคุยกันอยู่ เขาพูดขึ้นว่า “เห้ยเดี๋ยวพี่ไปห้องแปปนึง ไปกินน้ำหน่อย” นักดนตรีคนนี้ก็เดินออกไปจากห้อง โดยที่ห้องของคุณโบนัสยังเปิดประตูทิ้งไว้ แต่พอเขาเดินออกไปแปปเดียว อยู่ ๆ ทุกคนในห้องก็ได้ยินเสียงวิ่ง ตึกๆๆๆๆ นั่นคือเสียงวิ่งของนักดนตรีที่วิ่งมาจากห้องตัวเอง แล้วก็ตะโกนร้องว่า “ช่วยด้วย ๆ ” แล้วก็วิ่งลงลิฟต์ไป! ทุกคนต่างก็งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น สักพักนักดนตรีที่จ้างหมอนวดมานวดก็วิ่งมาจากห้อง ผ่านหน้าห้องคุณโบนัสแล้วก็วิ่งลงลิฟต์ไปอีกคน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้คุณโบนัสสงสัย แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะโรงแรมนี้ดูปกติทุกอย่าง จึงปิดประตูห้อง เพื่อเตรียมตัวเข้านอน และให้คุณตั้มไปอาบน้ำก่อน ตอนนั้นประมาณตี 4-5 ระหว่างนั้นคุณโบนัสก็นั่งเล่นรอคุณตั้มอาบน้ำอยู่บนเตียง จากนั้น 10 นาที คุณตั้มก็เปิดประตูห้องน้ำ เดินมาที่เตียงแล้วสะกิดขาคุณโบนัสแล้วพูดว่า “พี่ ๆ กลับเถอะ” คุณโบนัสตอบไปว่า “กลับบ้าไรพึ่งตี 5” “เออพี่เชื่อผม พี่กลับเถอะ” คุณตั้มบอก คุณโบนัสที่รู้สึกแปลกใจก็ตอบไปว่า “เออกลับก็ได้” ทั้งสองเดินไปที่ลิฟต์แล้วลงมาข้างล่าง ปรากฎว่ามาเจอเพื่อนสองคนที่เป็นนักดนตรีนั่งอยู่ข้างล่าง คุณโบนัสถามว่าเกิดไรขึ้น ทั้งสองคนก็เล่าให้ฟังว่า คนแรกที่บอกว่าไปเรียกหมอนวดบอกว่า มีหมอนวดมาจริง ๆ เป็นผู้หญิงใส่เดรทสีแดง ให้ตนนอนคว่ำหน้า แล้วผู้หญิงคนนี้ก็นวดอยู่ข้างหลัง สักพักเขาก็เห็นเพื่อนอีกคนที่บอกว่าจะมากินน้ำ เดินผ่านหน้าประตูห้องแล้วมองเข้ามาเพื่อนก็ตกใจ เพราะเห็นผู้หญิงชุดเดรทสีแดงนั่งนวดอยู่ที่หลังเพื่อน ผู้หญิงคนนี้มีลักษณะตัวเขียว ๆ ช้ำ ๆ เปียก ๆ กำลังนวดแล้วหันมายิ้มให้! เขาเลยวิ่งร้องตะโกนว่า “ช่วยด้วย ๆ” แล้ววิ่งลงไปข้างล่าง เพื่อนที่นวดก็ตกใจ เขาก็เลยหันไปมอง ปรากฏว่าเห็นเป็นภาพเดียวกัน คือเห็นผู้หญิงตัวอืดตัวเขียวอยู่ข้างหลัง! แล้วก็วิ่งออกมาโดยที่ผ่านหน้าห้องคุณโบนัส เมื่อทราบเรื่องจากเพื่อนนักดนตรีทั้งสอง คุณโบนัสก็ถามคุณตั้มต่อว่า “แล้วทำไมเราต้องรีบกลับวะ” คุณตั้มบอกว่า “ตอนที่ผมเข้าไปอาบน้ำ และอยู่ในอ่างอาบน้ำ ผมก็รูดม่านมาปิดครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครึ่งหนึ่งมันก็จะมองเห็นชักโครก ปรากฎว่าตอนที่ผมกำลังอาบน้ำอยู่แล้วผมก็หันไปมองม่าน ผมว่าเห็นว่าเหมือนมีคนมานั่งอยู่บนชักโครก ตอนแรกผมนึกว่าพี่ ผมก็เลยมองเข้าไปดูด้วยตาเปล่า ปรากฎว่าคนที่นั่งอยู่ใครก็ไม่รู้ นั่งอยู่บนชักโครก ลักษณะคือผู้หญิงหรือผู้ชายเนี่ยแหล่ะ แต่สภาพไม่ค่อยดี พอเขาเห็นแล้ว เขาก็ปิดม่านแล้วลุกออกจากอ่างเลย แต่ผู้ชายผู้หญิงคนนั้นไม่อยู่แล้วนะ พอเห็นแบบนั้นผมก็รีบออกมาแล้วบอกให้กลับนี่แหล่ะ” นั่นคือสิ่งที่คุณตั้มเจอ ส่วนนักดนตรีบางส่วนที่บอกว่าจะไปเล่นน้ำ เขาก็วิ่งมาหาเพื่อน เพื่อนจึงถามว่า “ไปทำไรมาหัวแตก” เขาเล่าว่า “ตอนที่ลงไปชั้น 4 เพื่อที่จะไปเล่นน้ำ มีสาวฝรั่งคนหนึ่งที่อยู่ตรงสระน้ำ กำลังจะเล่นน้ำ พอเห็นสาวฝรั่งคนนั้นโดดน้ำ ก็เลยถอดเสื้อ ใส่กางเกงว่ายน้ำ โดดตามลงไป ปรากฎว่า น้ำไม่มีในสระ หัวก็ไปแทกกับขอบสระจนเลือดไหล พอมองดูอีกทีสาวฝรั่งคนนั้นก็ไม่มี” นี่คือสิ่งที่นักดนตรีอีกส่วนหนึ่งเจอมา คุณโบนัสอยากทราบที่มาที่ไปของเรื่องต่าง ๆ จึงถามพนักงานว่า “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น” แล้วถามต่อว่า “ตอน ตี 2 ตี 3 เพื่อนพี่ลงมาทำไมไม่เจอน้อง” พนักงานจึงเล่าให้ฟังว่า “พี่ ตี 2 ตี 3 ใครจะกล้าอยู่ ไอผู้หญิงชุดเดรทสีแดงร้านนวดอ่ะ ตอนตี 2 ตี 3 เดินขึ้นผ่านหน้าผมทุกวัน” คุณโบนัสถามอีกว่า “เดินทุกวันแล้วทำไมอ่ะ” พนักงานตอบว่า “คือก่อนหน้านี้เขาเป็นพนักงานนวดจริง ๆ ก็มีต่างชาติ เรียกขึ้นไปให้นวดแล้วปรากฏว่า โดนต่างชาติทำมิดีมิร้าย ผู้หญิงคนนั้นก็สู้แต่สู้แรงไม่ไหว เลยถูกฆ่าตายในห้อง 602 คือห้องแรกที่ถูกปิดและช่วงตี 2 ตี 3 ที่เพื่อนพี่ลงมา ไม่มีใครนั่งอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์หรอก เพราะผู้หญิงคนนี้จะเดินผ่านเคาน์เตอร์แล้วขึ้นลิฟต์ไปทุกวัน ส่วนตรงสระน้ำ ก็มีต่างชาติฝรั่งผู้ชายจมน้ำตาย ผู้หญิงต่างชาติก็จมน้ำตาย“ สรุปแล้วที่โรงแรมนี้มี 3 ศพ และในห้องน้ำที่คุณตั้มเจอน่าจะเป็นฝรั่งผู้ชาย ที่เสียชีวิตก่อนหน้านี้จากการจมน้ำตาย เพราะแต่ละคนที่เจอคือมีลักษณะอืด บ่งบอกได้ชัดเจนว่าคือ 3 คน 3 ศพที่พนักงานเล่าให้ฟัง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้อม พุธพาหลอน ’ฝังจนตาย‘ l อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน [ 30 ก.ย.2568 ]

13 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากต้อม พุธพาหลอน ’ฝังจนตาย‘ l อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน [ 30 ก.ย.2568 ]

เมื่อนักศึกษาแพทย์ต้องศึกษาร่างของอาจารย์ใหญ่ ซึ่งปกติแล้วอวัยวะภายในของร่างอาจารย์ใหญ่ก็ไม่ควรจะมีสิ่งแปลกปลอมปะปน แต่กลับมีเข็มหมุดปักอยู่ภายในร่างนับสิบเข็ม เมื่อผ่าออกมาก็พบเข้ากับสัตว์เลื้อยคลานทั้งเป็นและตายหลากชนิด! นี่คือเรื่องสุดหลอนที่ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณต้อม พุธพาหลอน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ฝังจนตาย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน’ (30 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ‘คุณอิง’ นักศึกษาแพทย์สาวหน้าตาน่ารักที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง งานอดิเรกของอิงคือการแต่งตัวคอสเพลย์ไปตามงานต่าง ๆ โดยเธอได้เล่าว่า ช่วงนั้นเธอกำลังศึกษาอยู่ในปีท้าย ๆ ของมหาวิทยาลัย กำหนดการของนักศึกษาช่วงปีปลายจะต้องเรียนเกี่ยวกับร่างของ ‘อาจารย์ใหญ่’ มีการผ่าตัดและเรียนรู้เรื่องเส้นเลือดและอวัยวะภายในต่าง ๆ ในร่างการของคนเรา ด้วยสภาพของศพที่จำเป็นต้องแช่อยู่ในฟอร์มาลีน ทำให้ภายในห้องตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นของฟอร์มาลีน แม้จะพยายามใช้ยาดมหรือยาหม่องมาช่วยบรรเทากลิ่นให้จางลงแต่ก็ไม่เป็นผล รุ่นพี่จึงให้คำแนะนำว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองเกิดการชินให้ได้มากที่สุดเพราะทุกคนต้องเรียนอยู่กับอาจารย์ใหญ่เป็นเวลาเกือบปี การเรียนของอิงจะมีการแบ่งกันเป็นกลุ่ม กลุ่มของอิงมีสมาชิกอยู่ประมาณ 3-4 คน ลักษณะของอาจารย์ใหญ่จะมีผ้าสีขาวคลุมแบ่งเป็นช่อง เอาไว้เพื่อให้ดูเฉพาะอวัยวะส่วนที่ต้องศึกษา ส่วนหน้าตาของศพไม่ได้มีการห้ามไว้จึงสามารถเปิดเผยให้นักศึกษาดูได้หากต้องการศึกษาเพิ่ม แต่ตัวของอิงนั้นด้วยความหวาดกลัวจึงไม่ได้อยากเห็นสักเท่าไหร่ ในช่วงแรก อาจารย์จะสอนเรื่องของเส้นเลือดภายในร่างกาย ระหว่างที่กลุ่มของอิงกำลังศึกษาดูเส้นเลือดตามร่างกาย เดิมทีอวัยวะบางส่วนในร่างกายหากมีการผ่าไปศึกษาแล้วจะต้องนำออกเพื่อรอการไปทำบุญร่วมกับร่างนั้น ร่างกายของอาจารย์ใหญ่สัมผัสผิวหนังจะแห้งกร้านคล้ายคลึงกับที่เห็นในภาพยนตร์ นักศึกษายังคงผ่าดูเส้นเลือดภายในไปเรื่อย ๆ ในระหว่างที่อาจารย์สอนอยู่ อิงก็ได้พบเข็มหมุดอยู่ภายในเส้นเลือดของร่างตรงใบหน้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ควรมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอยู่ในนั้นได้ สิ่งนี้สร้างความสงสัยให้กับอิงเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากมีการนำร่างเข้าไปแช่ในฟอร์มาลีนแล้วนั่นแปลว่าจะต้องมีการตรวจสอบสภาพร่างกายของศพมาแล้วว่าไม่มีอะไรแปลกปลอมอยู่ภายในเรือนร่าง และเมื่อตรวจไปได้สักพักก็พบว่าเข็มที่อยู่ภายในร่างไม่ได้มีเพียงแค่ 1-2 เล่ม แต่กลับมีอยู่ภายในนั้นมากกว่า 10 เล่ม! เห็นอย่างนั้นอิงจึงเรียกอาจารย์มาดู ตัวอาจารย์เองพอเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยเข็มหมุดสีหน้าก็เปลี่ยนไป อาการตกตะลึงหน้าเหวอนั้นทำเอาทุกคนต่างสับสนกับสิ่งตรงหน้า แต่ด้วยความมึนงงและความไม่สมเหตุสมผลของการมีเข็มหมุดอยู่ภายในร่างกายจึงทำให้อาจารย์คิดว่าคงเป็นฝีมือกลั่นแกล้งของนักศึกษาที่อาจเล่นพิเรนทร์นำเข็มมาใส่ในร่างของอาจารย์ใหญ่ จึงได้เอ่ยตักเตือนกลุ่มของอิงไป ทางฝั่งอิงนั้นก็ได้ปฏิเสธไปว่ากลุ่มของเธอไม่ได้เป็นคนทำ หลังจบการเรียนการสอนก็ทำการนำผ้าไปปิดแผลตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย และในจังหวะที่มีเพียงเสียงก้าวเดินของกลุ่มนักศึกษาที่กำลังออกจากห้อง ก็มีเสียงร้องของตุ๊กแกดังออกมาท่ามกลางความเงียบสงัด ทำให้ทุกฝีเท้าของอิงและเพื่อน ๆ หยุดชะงักและเกิดความสงสัยว่าเพราะอะไรถึงมีเสียงร้องของสัตว์เลื้อยคลานชนิดนั้นดังออกมาจากห้องเรียน ชั่วโมงเรียนถัดมา ในคราวนี้จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับปอดและกระเพาะของมนุษย์ ซึ่งในระหว่างที่อิงกำลังกรีดใบมีดตรวจสอบร่างกายของร่างชายคนหนึ่งอยู่นั้น จู่ ๆ อวัยวะที่ควรจะแน่นิ่งกลับมีการกระตุกและสั่นไหวราวกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่! และในจังหวะที่จะต้องตรวจสอบตรงส่วนของกระเพาะอาหาร ตัวของอิงที่กำลังดูในส่วนของหน้าท้องก็สังเกตเห็นความปิดปกติของกระเพาะอาหารที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ทั้ง ๆ ที่เมื่อมีการแช่ฟอร์มาลีนอวัยวะต่าง ๆ ก็ควรที่จะต้องหดตัวลง นอกจากว่าภายในเรือนร่างนั้นจะมีบางสิ่งบางอย่างกักเก็บเอาไว้ ระหว่างที่ตรวจสอบ ทันทีที่ใบมีดกรีดฝังลงไปในกระเพาะของร่างเปลือยเปล่าตรงหน้าก็รับรู้ได้ถึงการขยับของอวัยวะภายใน อิงตัดสินใจผ่าลงไปจนสุด และพบกับคำตอบของการเคลื่อนไหวในร่างกายนั้นที่ทำเอาเธอถึงกับช็อค! เพราะภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของอิงนั้นคือซากของตุ๊กแกที่อยู่ภายในกระเพาะของร่างอาจารย์ใหญ่! ซากของสัตว์เลื้อยคลานที่มีทั้งเป็นและตาย บางตัวสภาพเน่าเปื่อยและอีกประมาณ 4-5 ตัวที่กำลังมุดอยู่ภายในอวัยวะนั้น พอแผลถูกผ่าเปิด ตุ๊กแกตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ก็รีบออกมาจากรอยแผลและวิ่งผ่านไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องของนักศึกษาที่หวาดกลัวอยู่ในห้อง และพอตรวจสอบลึกลงไปในร่างกายก็พบว่าไม่ได้มีเพียงแค่ตุ๊กแก แต่ยังมีตะขาบ หนอนและสัตว์อีกมากมายที่ต่างหลบอยู่ข้างในกระเพาะของเรือนร่างนั้นอีกด้วย ความหวาดกลัวและตื่นตระหนกทำให้มือของอิงเลื่อนไปโดนผ้าที่ปกคลุมร่างของอาจารย์ใหญ่ไว้ เผยเห็นใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่ง ทั้งที่ในความเป็นจริงหน้าตาของศพควรจะแน่นิ่งไม่มีความรู้สึกอะไร แต่สีหน้าของชายหนุ่มคนนั้นมันแสดงออกว่ากำลังเจ็บปวดและทรมานอยู่ราวกับว่าเขานั้นยังมีชีวิตอยู่! เหตุการณ์ชุลมุนนั้นทำให้คาบเรียนต้องหยุดลง หลังจากผ่านมาได้ไม่นาน ตัวของอิงก็ได้มาทราบเรื่องราวจากเพื่อน ๆ ที่เล่ากันมาปากต่อปากว่า โดยปกติแล้ว อาจารย์ผู้สอนจะต้องไปนำพระไปทำพิธีถอนของให้ผู้ชายคนนี้ที่ตายไปแล้ว เพราะมีความเชื่อที่ว่าของขลังต่าง ๆ ต่อให้ร่างกายจะตายไปแล้วแต่ของเหล่านั้นก็ยังคงทำงานอยู่และกัดกินผู้ชายคนนั้นไปตลอด และเมื่ออิงกลับมาเรียนวิชาเดิมก็ได้พบว่าร่างของอาจารย์ใหญ่นั้นก็ได้แทนที่เป็นร่างอื่นไปแล้ว.. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกุ้ง 'พี่รออยู่หน้าห้อง' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

24 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณกุ้ง 'พี่รออยู่หน้าห้อง' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

นักศึกษาพักอยู่ในหอพักราคาถูก ทุกชั้นของหอพักจะมีเครื่องดนตรีตั้งอยู่ และทุกคืนจะได้ยินเสียงเคาะประตูและเสียงชายปริศนาที่ดังมาจากหน้าห้องว่า “น้องอยู่ไหน พี่รอหน้าห้อง เปิดประตูให้พี่หน่อย” เจ้าของเสียงคือใคร? แล้วเขามาหาใคร? และเหตุใดหอพักแห่งนี้ ถึงต้องมีเครื่องดนตรีตั้งอยู่ทุกชั้น? หาคำตอบได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 กุมภาพันธ์ 2568) กับเรื่องราวสุดหลอนจาก ‘คุณกุ้ง’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘พี่รออยู่หน้าห้อง’ พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ แล้วระวังให้ดี.. คืนนี้ อาจมีใครมาเคาะประตูห้องคุณ! เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของคุณกุ้ง ซึ่งขณะนั้นคุณกุ้งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ กำลังจะสำเร็จการศึกษา และได้เข้าพักในหอพักแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นอาคารห้าชั้น ส่วนใหญ่ผู้อยู่อาศัยเป็นนักศึกษา มีเพียงบางส่วนที่เป็นคนทำงาน ในช่วงแรกที่เข้าพัก ทุกอย่างดูปกติ ไม่มีสิ่งใดผิดแปลกไป แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นคือ ทุกชั้นของอาคารนี้มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งตั้งอยู่ นอกจากนี้ ห้องที่คุณกุ้งพักคือห้อง 312 อยู่ตรงกับบันได และหน้าห้องติดกระจกแปดเหลี่ยมที่มีสัญลักษณ์สิงโตคาบดาบ ตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก คิดเพียงว่าอยู่ห้องไหนก็ได้ คืนหนึ่ง ในช่วงสอบไฟนอลของภาคเรียนแรก หอพักจะค่อนข้างเงียบกว่าปกติ เวลาประมาณ 3 - 4 ทุ่ม ขณะที่คุณกุ้งกำลังเดินกลับห้อง ทุกอย่างดูเงียบสงบ จนกระทั่งได้ยินเสียงชายคนหนึ่งคุยโทรศัพท์ “น้องอยู่ไหนแล้ว พี่รออยู่หน้าห้อง ถ้าใกล้ถึงแล้วบอกหน่อย หรือเปิดประตูให้พี่หน่อย” เสียงนั้นพูดซ้ำไปซ้ำมา เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก แล้วก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่สุดทางเดิน แต่งกายคล้ายยุค 80-90 สวมเสื้อยืดสีขาว ทับด้วยแจ็คเก็ตยีนส์ ตอนนั้นเขาไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร จึงเดินเข้าห้องไป แต่เมื่ออยู่ในห้อง เขากลับเริ่มเอะใจ ทำไมเสียงที่ได้ยินถึงใกล้มาก ทั้ง ๆ ที่ชายคนนั้นยืนอยู่ห่างออกไปพอสมควร จากนั้นไม่นานก็มีเสียงเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก เขาคิดว่าอาจเป็นเพื่อนหรือแฟน จึงเปิดประตูออกไป แต่กลับไม่พบใคร หน้าห้องว่างเปล่า เขาจึงปิดประตู คิดว่าอาจเป็นเสียงจากห้องอื่นที่อยู่คนละชั้น แต่แล้วเสียงเคาะก็ดังขึ้นอีก ก๊อก ก๊อก ก๊อก เขาเปิดประตูออกไปอีกครั้ง และเหมือนเดิม.. ไม่มีใครอยู่หน้าห้อง จนครั้งที่ 3 เขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากบันได คราวนี้เป็นเพื่อนของเขาเอง มาขอยืมหนังสือ เขาจึงถามทันทีว่า “เมื่อกี้แกเคาะประตูห้องเราหรือเปล่า?” เพื่อนปฏิเสธว่า “ไม่นะ เราเพิ่งเดินขึ้นมา” ในคืนต่อมา เขาพบชายคนเดิมอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้คุยโทรศัพท์ แต่กลับนั่งอยู่ตรงบันได จ้องมาทางเขาและเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง “น้องอยู่ที่ไหน พี่อยู่หน้าห้องแล้ว เปิดประตูให้พี่หน่อย” แต่น่าแปลกที่ปากของชายคนนั้นไม่ได้ขยับเลย คราวนี้ เขามั่นใจว่า สิ่งที่เห็น ไม่ใช่คนแน่นอน เขาเริ่มลังเลว่าจะย้ายออกดีไหม เพราะค่าเช่าหอพักถูกมาก จึงพยายามอดทน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มได้ยินเสียงนี้บ่อยขึ้น รวมถึงเพื่อนบางคนก็ได้ยินเช่นกัน คุณกุ้งตัดสินใจไปถามคนดูแลหอพัก ตอนแรกเขาเลี่ยงที่จะตอบ จนคุณกุ้งต้องบอกว่า “บอกหนูเถอะค่ะ ยังไงหนูก็อยู่มา 3-4 เดือนแล้ว อีกไม่นานก็เรียนจบแล้ว” ในที่สุด คนดูแลหอพักก็ยอมเล่าให้ฟัง “พี่เองก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องจริงหรือเปล่านะ เพราะพี่เพิ่งมาเฝ้าหอได้ไม่นาน แต่ยามของหอพักข้าง ๆ เคยเล่าให้ฟังว่า.. เคยมีคู่รักชายหญิงเช่าห้องอยู่ที่ชั้นสาม ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงทำงานกันคนละที่ วันหนึ่ง ฝ่ายชายกลับมาที่ห้อง อยู่ในห้องได้ 2 วันก็ยังไม่มีความผิดปกติอะไร จนฝ่ายหญิงโทรมาหา แล้วไม่มีคนรับสาย เขาเลยเดินทางมาหาฝ่ายชายที่หอพักแห่งนี้ ปรากฏว่าเคาะห้องก็ไม่เปิด แต่พอโทรไปเสียงโทรศัพท์ดัง จนเขาขอให้งัดห้อง แล้วสิ่งที่ได้เห็นคือ ฝ่ายชายนอนไหลตายอยู่บนที่นอนแล้ว ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะย้ายออก เธอมักได้ยินเสียงชายคนหนึ่งพูดหน้าห้องวนซ้ำ ๆ ว่า ‘น้องอยู่ไหน พี่รออยู่หน้าห้องแล้ว เปิดประตูให้พี่หน่อย’ เธอได้ยินแบบนี้ทุกคืน จนสุดท้ายทนไม่ไหว และย้ายออกไป” และเหตุผลที่ทุกชั้นในหอพักแห่งนี้มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งตั้งอยู่ ก็ได้รับคำตอบว่า “ตอนที่ก่อสร้างหอพัก มีคนงานคนหนึ่งชอบเป่าเครื่องดนตรีหลังเลิกงาน แต่แล้ววันหนึ่งเขาประสบอุบัติเหตุ ตกจากนั่งร้าน แม้จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็เสียชีวิต เจ้าของอาคารจึงนำเครื่องดนตรีมาติดไว้ที่คานของทุกชั้นเพื่อแก้เคล็ด” และสิ่งที่ทำให้คุณกุ้งขนลุกยิ่งขึ้น คือรุ่นพี่ที่เคยพักที่นี่เล่าว่า “คืนใกล้วันโกน มักมีคนเห็นชายชุดเปื้อนฝุ่นเดินอยู่ที่ชั้นหนึ่ง พร้อมกับได้ยินเสียงเป่าขลุ่ยท่ามกลางความเงียบ” เรื่องนี้ทำให้หลายคนที่รู้ประวัติของหอนี้ ค่อย ๆ ทยอยย้ายออกไป และนั่นก็คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหอพักแห่งนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ขวัญ INDIGO 'นิมิตประหลาดพระจมน้ำ' I อังคารคลุมโปง X INDIGO [ 12 พ.ย. 2567 ]

21 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ INDIGO 'นิมิตประหลาดพระจมน้ำ' I อังคารคลุมโปง X INDIGO [ 12 พ.ย. 2567 ]

ขนลุกกับเศรัทธาความเชื่อใน ‘อังคารคลุมโปง X (12 พฤศจิกายน 2567) ที่ ‘ขวัญ INDIGO’ มาเล่าสิ่งที่เห็นจากภาพจิตสัมผัสทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ อ้าปากค้าง! จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญได้เล่าว่า ตนมักจะไปกินข้าวที่บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘ป๋อง’ (นามสมมุติ) บ่อยครั้ง บ้านหลังนี้มีลักษณะเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เปิดประตูเข้าไปฝั่งขวาเป็นโทรทัศน์ ข้างหน้าเป็นโต๊ะอาหาร เลี้ยวไปทางขวาจะเป็นห้องครัว ที่ประจำของคุณขวัญคือโต๊ะอาหาร พวกเขามักจะนั่งกินข้าวและพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้คุณป๋องยังเลี้ยงแมวหลายตัว เวลานั่งคุยกันก็มักจะอุ้มแมวมาเล่นด้วย และส่วนตัวของคุณป๋องไม่ค่อยเชื่อเรื่องพระ บ้านของเขาจึงไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในบ้าน ปกติคุณขวัญเป็นคนตื่นเช้า เมื่อก่อนจะสวดมนต์ทุกเช้า นั่งสมาธิ ทำบุญตักบาตร แต่อยู่มาวันหนึ่ง คุณขวัญนั่งสมาธิหลับตาแล้วเห็น ‘หลวงพ่อโสธร’ ท่านจมน้ำ ภาพที่เห็นเป็นองค์พระพุทธรูปสีทอง หลังจากนั้น คุณขวัญก็ไม่สามารถนั่งสมาธิได้ จึงเปลี่ยนมาสวดมนต์แทน แต่ระหว่างสวดมนต์ภาพที่เห็นก็ยังเป็นภาพเดิม คุณขวัญถึงกับเอะใจกับสถานที่ที่เห็นในภาพนั้นว่า ‘ทำไมเห็นบ้านหลังนี้ ทำไมเห็นบ้านป๋องที่น้ำกำลังท่วมแล้วเขารู้สึกถึงความอึดอัด ทรมาน’ หลังจากนั้นก็เห็นเป็นภาพโต๊ะอาหาร คุณขวัญเริ่มเอะใจ จึงตัดสินใจทักไลน์ไปหาคุณป๋องว่า “มึงเป็นไง มีอะไรอยู่ตรงใต้โต๊ะอาหารไหม ช่วยดูให้หน่อย กูเห็นอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์อยู่ใต้โต๊ะอาหาร มันเหมือนกับมีน้ำอะไรราดท่านอยู่หรือเปล่า” คุณป๋องก็ตอบกลับบอกว่า “บ้านกูเนี่ยนะ จะมีของศักดิ์สิทธิ์” เนื่องจากคุณป๋องไม่ได้เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณขวัญจึงบอกไปว่า “รบกวนดูให้หน่อยนะ ขอร้อง” พอผ่านไปถึงช่วงเย็นคุณป๋องก็ทักมาบอกว่า “ไม่มีนะ” คุณขวัญคิดว่าตัวเองน่าจะคิดไปเอง.. วันรุ่งขึ้น คุณขวัญก็เห็นภาพนั้นอีกเหมือนเดิม แต่เห็นสถานที่ชัดเจนกว่าครั้งแรก ‘ท่านอยู่ใต้โต๊ะอาหารโต๊ะตรงนั้นจริง ๆ’ คุณขวัญจึงทักหาคุณป๋องอีกครั้ง คุณป๋องถามกลับมาว่า “เป็นอะไรเนี่ย” ด้วยความที่บอกไปอย่างไรคุณป๋องก็ไม่เชื่อ คุณขวัญจึงบอกว่า “โอเคไม่เป็นไรกูคงคิดไปเอง” พอผ่านไป 2 อาทิตย์ คุณพ่อของแฟนคุณป๋องก็เสียชีวิต คุณป๋องจึงต้องขับรถกลับเชียงใหม่เพื่อไปงานศพ คุณขวัญได้บอกกับเพื่อนว่า “เฮ้ย ขับรถดี ๆ นะ ก่อนออกไหว้ที่บ้านสักหน่อย กวาดบ้านก็ได้ พ่อเสียแล้วทำบ้านให้สะอาดก่อนค่อยเดินทางไปหาพ่อที่เชียงใหม่ไหม” ในใจคุณขวัญรู้สึกไม่สบายใจเนื่องจากคุณขวัญยังไม่สามารถลบภาพนั้นได้ จึงพยายามบอกกับคุณป๋องทำใจดี ๆ ขับรถดี ๆ คุณป๋องบอก “โอเค เดี๋ยวจะทำ” คุณขวัญบอกอีกว่า “ถ้าเชื่อกู กูขออย่างหนึ่ง เอาน้ำถวายหิ้งพระหน่อยก่อนออกเดินทาง หิ้งไม่มีอะไรเลยใช่ไหม” คุณป๋องก็ได้ทำตามที่คุณขวัญบอกทั้งหมด ส่วนแฟนของคุณป๋องในช่วงนั้นรู้สึกจิตใจแย่ พอคุณขวัญทักบอกให้กวาดบ้านทำบ้านให้สะอาดเขาจึงทำตามที่คุณขวัญบอกเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ก็มีไลน์เด้งมาพร้อมรูปที่โชว์ถุงพลาสติก ถุงพลาสติกนั้นมีน้ำอยู่ข้างในคือฉี่แมว แล้วมีหลวงพ่อโสธรเป็นตลับอยู่ประมาณ 20-30 ตลับ คุณป๋องถามคุณขวัญว่า “ขวัญ.. มึงเห็นได้ยังไง” คุณขวัญจึงถามกลับมาว่า “แล้วมันมาได้ยังไงมากกว่า!” เพราะคุณป๋องไม่ได้เชื่อเรื่องพระแต่ในบ้านมีพระหลายตลับอยู่ได้อย่างไร สุดท้ายคุณป๋องก็ได้มารู้ว่า คนที่มาทานข้าวด้วย เขาเป็นคนเล่นพระ ช่วงนั้นที่จะมีหลวงพ่อหลายองค์ที่เขาซื้อมาเป็นกล่อง แล้วเขาก็ลืมไว้ซึ่งอยู่ใต้กระเช้าปีใหม่ แมวจึงฉี่ใส่ถุงนั้นมาตลอด จากนั้นกลายเป็นว่าคุณป๋องก็เชื่อเรื่องที่คุณขวัญบอกทุกอย่าง พอคุณป๋องและแฟนทำความสะอาดบ้านเสร็จ พระที่ได้มานั้น คุณขวัญก็บอกให้คุณป๋องขอขมาท่าน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-