ลูกสาวไปเล่นที่สนามใกล้โรงเรียนกับเพื่อน แต่เจอร่างปริศนา เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าหัวแยกออกจากร่าง! ด้วยความหวังดี แม่จึงบอกไปว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นก็เจอเรื่องแปลก ๆ ขณะจอดรถ เพราะเซนเซอร์รถร้องดัง ทั้ง ๆ ที่รอบรถไม่มีอะไรเลย!

อังคารคลุมโปง RECAP

ลูกสาวไปเล่นที่สนามใกล้โรงเรียนกับเพื่อน แต่เจอร่างปริศนา เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าหัวแยกออกจากร่าง! ด้วยความหวังดี แม่จึงบอกไปว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นก็เจอเรื่องแปลก ๆ ขณะจอดรถ เพราะเซนเซอร์รถร้องดัง ทั้ง ๆ ที่รอบรถไม่มีอะไรเลย!

10 มี.ค. 2024

          ลูกสาวพบศพปริศนาอยู่ใกล้โรงเรียน แม่หวังดีจึงบอกกับศพว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นสองสามวัน เซนเซอร์รถก็ดังทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรอยู่ใกล้รถ! เรื่องนี้ ‘คุณหนิง’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เซนเซอร์เจอผี’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

          คุณหนิงเล่าว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทยและเกิดเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นเป็นช่วงพายุเข้า อากาศหนาวอุณหภูมิติดลบประมาณ -17 ถึง -22 องศาเซลเซียส ปกติแล้วหากเป็นฤดูหนาวที่เมืองนี้จะมีหิมะตก แต่วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง โรงเรียนของ ‘หนูนิด’ (นามสมมติ) ลูกสาวของคุณหนิงจึงพาเด็ก ๆ ไปเล่นที่สนามกีฬาใกล้โรงเรียน หนูนิดเล่นอยู่บริเวณนั้นกับเด็กผู้หญิงอีก 2 คน ดูเหมือนว่าเด็กสาวทั้งสามจะชอบเล่นซ่อนแอบตามพุ่มไม้เป็นพิเศษ

          เวลาบ่ายสองเป็นช่วงที่โรงเรียนใกล้เลิก หนูนิดโทรมาหาคุณหนิงแล้วพูดว่า “แม่ หนูคิดว่าหนูเจอ Dead Body!” คุณหนิงจึงรีบใส่เสื้อกันหนาวแล้วกระโดดขึ้นรถ

          ระหว่างนั้นก็คุยกันว่า “ลูกอยู่ไหน?” คุณหนิงดู GPS ตำแหน่งของลูกไปด้วย เพราะหนูนิดอธิบายไม่ถูกและตื่นเต้น

          คุณหนิงถามว่า “มีผู้ใหญ่ไหม?”

          หนูนิดก็ตอบว่า “มี แต่โทรหาครูไม่ติด” ระหว่างนั้นเด็กอีก 2 คนก็วิ่งไปตามครู

          คุณหนิงจึงถามลูกว่า “ตายจริงหรือเปล่า”

          หนูนิดที่อยู่กับร่างปริศนาเพียงลำพังก็ตอบมาว่า “ไม่รู้ หนูไม่รู้”

          จากที่เห็นตำแหน่งของลูกใน GPS ตรงนั้นเป็นหน้าผาที่สามารถเล่นสกีได้ คุณหนิงจึงสันนิษฐานกับตัวเองไปว่าร่างนั้นอาจจะตกลงมาหรือเกิดอุบัติเหตุก็เป็นได้

          หนูนิดยังบอกว่า “มันอยู่ใกล้ทางเดิน แต่มันอยู่ในพุ่มไม้”

          คุณหนิงจึงบอกว่า “ไปดูซิ ว่าเขาตายไหม?”

          หนูนิดจึงเข้าไปดูคนเดียว บริเวณนั้นเป็นที่โล่ง ข้างหน้าฝั่งตรงข้ามเป็นสนามบอลซึ่งมีรั้ว 2 อัน คุณหนิงจึงคิดว่า ‘ใครจะมาตายตรงนั้นมันใกล้ทางคนเดินมากเกินไป’

          หนูนิดไปยืนตรงร่างนั้นแล้วถามว่า “ตายหรือยัง ถ้ายังไม่ตาย ยกมือขึ้น!” ร่างนั้นไม่ตอบสนอง

          หนูนิดรีบบอกคุณหนิงว่า “แม่ หนูว่าเขาตายนะ เขาไม่ตอบหนู”

          คุณหนิงจึงบอกให้ลูกออกมาให้ห่างจากศพ ทันทีที่คุณหนิงไปถึงที่เกิดเหตุก็รีบวิ่งเข้าไปกอดลูกสาว ในตอนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งมายืนรอเป็นเพื่อนหนูนิดอยู่ก่อนแล้ว

----

          เมื่อครูมาถึงที่เกิดเหตุก็โทรแจ้งตำรวจ เพื่อนของหนูนิดอีก 2 คนก็อยู่ตรงนั้นเช่นกัน แต่เด็กทั้ง 3 คนไม่มีท่าทีตกใจ โดยเฉพาะเพื่อนของหนูนิด ระหว่างที่รอตำรวจ คุณหนิงก็บอกว่า “กลับบ้านได้แล้ว กลับดี ๆ ล่ะ” คุณหนิงคิดว่าคนตายอาจจะยังไม่รู้ตัว ด้วยความหวังดีจึงบอกออกไปแบบนั้น เมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจหญิงคนหนึ่งก็พาคุณหนิงไปนั่งที่ไกล ๆ และเริ่มสอบสวน เด็ก ๆ บอกว่า ตรงนั้นมีศพ เห็นเชือก และคิดว่าอาจจะปีนขึ้นไปแล้วตกลงมาหรือผูกคอตาย ตอนที่คุณหนิงที่ไปยืนเฝ้าศพกับเด็ก ๆ คุณหนิงก็ถามผู้ใหญ่ที่มายืนเป็นเพื่อนน้องหนูนิดว่า “เธอว่าเขาตัดสินใจเองหรืออุบัติเหตุ?” เขาก็ตอบว่า “ตัดสินใจเอง” คุณหนิงก็เอะใจว่าคนนี้รู้ได้อย่างไร

          หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็ให้ปากคำ คุณหนิงเองก็นั่งอยู่ด้วย ได้ใจความว่า “ตัวอยู่ตรงนั้น จมหิมะ มีบุหรี่ ผ้าพันคอ หมวก ร่างและหัวตั้งอยู่อีกทาง”

          คุณหนิงจึงมีข้อสงสัยและข้อสังเกตผุดขึ้นมาเต็มไปหมด

          ถ้าผูกคอตายแล้วหล่นลงมา ทำไมหัวถึงหลุด?

          เรื่องอากาศที่ติดลบ -17 องศาเซลเซียส อาจจะมีคนที่เดินผ่านแต่ไม่ได้กลิ่น?

          และร่างนั้นนอนคว่ำมีหิมะบังอยู่ เมื่อมีรถหิมะผ่านมาทำไมถึงไม่เจอ?

          แล้วหัวนั้นไปตั้งอยู่ตรงนั้นอย่างเป็นระเบียบได้อย่างไร?

          เด็ก ๆ อธิบายเพิ่มเติมว่าร่างนั้นมีหนวดเครา หลับตาสนิท

          เมื่อให้ปากคำเสร็จ จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน

----

          สองสามวันถัดมา คุณหนิงได้เจอกับน้องที่เปิดร้านอาหารที่มีการทำบุญอยู่เป็นประจำ คุณหนิงจึงพูดว่า “พี่ฝากทำบุญให้คนนี้หน่อย” เพราะคุณหนิงฝันเห็นจึงฝากทำบุญไปให้

          สองวันถัดมาเป็นวันอังคาร เวลาประมาณบ่าย 2 โมงกว่า คุณหนิงกำลังขับรถเข้าที่จอด ก็เห็นอะไรแว๊บ ๆ จึงถอยรถ จากนั้นก็ขับเข้าไปทำให้เสียงแจ้งเตือนของรถก็ดังขึ้น ซึ่งรถของคุณหนิงจะใช้กล้องเทสลาที่มีเรดาร์รอบรถ เมื่อขับเข้าไปแต่ไม่มีอะไร แปลกที่เรดาร์กลับทำงาน เมื่อดูภาพจากกล้องคุณหนิงเห็นเป็นเงาคนที่ไม่มีหัว! คุณหนิงจึงถอยเข้า-ถอยออก เซนเซอร์รถก็จับได้อีก 2 รอบ วันถัดมาคุณหนิงก็ลองอีกครั้งแต่ก็ไม่เจออะไรที่เป็นต้นเหตุให้เซนเซอร์ทำงาน วันที่ 3 ก็ลองอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่มีเหมือนเดิม

          เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างที่คุณหนิงนอนหลับอยู่ ก็มีผู้ชายมาเข้าฝันซึ่งเป็นคนน่ารักมาก มาบอกว่า 054 และทะเบียนรถของคุณหนิง 644 คนรู้จักของคุณหนิงถูกหวยกัน แต่คุณหนิงไม่ถูกเพราะไม่ได้เล่น

          ก่อนที่คุณหนิงจะมาที่ประเทศไทย คุณหนิงบินมาเมื่อวันที่ 19 คืนวันที่ 18 ก็เคลียร์รถ ในท้ายรถว่างจึงนำกระเป๋ามาเก็บ หนูนิดรู้สึกหนาวจึงอยู่ในบ้าน คุณหนิงบอกกับหนูนิดว่า “เอากระเป๋ามาไว้หน้าบ้านนะ เดี๋ยวแม่จะยกขึ้นรถเอง” คุณหนิงก็ยกของไปวาง คุณหนิงเห็นหนูนิดมาช่วย ณ ตอนนั้นคุณหนิงอยู่ท้ายรถ ก็เห็นเป็นเงาอ้อมไปข้างหลัง จึงคิดว่าไม่พ่อก็ลูกมาเปิดท้ายรถ คุณหนิงหันไปปรากฏว่า ไม่มีใครและหนูนิดอยู่หน้าประตูบ้าน คุณหนิงก็คิดว่ามาอีกแล้ว… คุณหนิงบอกหนูนิดว่า “ขึ้นรถกับแม่ เดี๋ยวเข้าที่จอด” แต่วันนั้นจอดที่ประจำซึ่งสามารถชาร์จรถได้ หนูนิดบอกว่า “หนูหนาว” คุณหนิงก็บอกว่า “หนูหนาวไม่เป็นไร หนูนั่งในรถ พอแม่ชาร์จรถเสร็จ แล้วแม่เดินมาท้ายรถลูกค่อยออก” จากนั้นคุณหนิงก็เดินมาท้ายรถ และสงสัยว่าทำไมหนูนิดไม่ออกมาตามที่ตกลงกันไว้ หนูนิดนั่งอยู่พักหนึ่งก็เปิดประตูออกมาแล้วพูดว่า “แม่ ใครอยู่ข้างหลัง” คุณหนิงก็ถามว่า “เงาแม่หรือเปล่า?” สิ่งที่หนูนิดเห็นคือมันออกมาจากอีกเสา แล้วมาจบที่อีกเสา แล้วก็หายไป เป็นผู้ชายสูง ๆ ที่มีผ้าพันคอ แต่ไม่เห็นช่วงหัว! ซึ่งตอนนี้คุณหนิงบินมาไทยก็บอกว่า เขาก็คงเคว้งคว้าง ไม่รู้จะไปหาใคร…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ไปขอเนื้อคู่ที่ไต้หวัน แต่ดันโดนตามกลับมาจับ...ถึงประเทศไทย! สิ่งนี้คือคำใบ้สู่รักแท้หรือเพียงแค่ประสบการณ์ขนหัวลุกส่วนบุคคล

30 มิ.ย. 2023

ไปขอเนื้อคู่ที่ไต้หวัน แต่ดันโดนตามกลับมาจับ...ถึงประเทศไทย! สิ่งนี้คือคำใบ้สู่รักแท้หรือเพียงแค่ประสบการณ์ขนหัวลุกส่วนบุคคล

วันนี้ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจแนน’ รับหน้าที่จัดรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 มิ.ย. 66) เช่นเคย คนที่โทรมาเล่าเรื่องราวในครั้งนี้ชื่อว่า ‘คุณแบงค์’ เขามาพร้อมกับภารกิจตามหารักแท้ ซึ่งต้องแลกมากับเรื่องเขย่าขวัญในค่ำคืนนี้ ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันเลย! เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา คุณแบงค์อาศัยอยู่ในคอนโดที่พึ่งสร้างขึ้นใหม่ เขามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสถานที่แห่งนี้ ‘คลีน’ ซึ่งหมายความว่า ไม่น่าจะมีอะไรน่ากลัวอาศัยอยู่ เขากับน้องสาว 1 คนพักด้วยกันที่ห้องบนชั้น 14 ของตึก ด้วยความที่คอนโดแห่งนี้อยู่ในตัวเมืองและคุณแบงค์เองก็นอนอยู่ฝั่งข้างที่ติดผ้าม่าน เขาจึงสามารถเห็นบริเวณภายในห้องตอนกลางคืนผ่านแสงที่ส่องผ่านเข้ามา ในคืนหนึ่งขณะที่คุณแบงค์กำลังนอนหลับอยู่ เขาฝันว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะบุกเข้ามาในห้อง ได้ยินเสียงเหมือนมีคนวิ่งบนหลังคา ทุบห้อง ข่วนห้อง คล้ายพยายามจะทำให้เขากับน้องกลัว และมันก็ได้ผลจริง ๆ ในฝันน้องสาวบอกให้แกล้งหลับกัน เพื่อหลอกตัวอะไรก็ตามที่กำลังพยายามจะพังเข้ามาในห้อง แล้วพอเขาข่มตาหลับลง ‘มัน’ ก็ได้เข้ามาในห้อง! เขาสัมผัสได้ถึงสิ่งนั้นที่ลอยผ่านตัวเขาไปมา แล้วสักพักหนึ่งก็มีเหมือนเศษผ้าปาดผ่านหน้าเขาไป ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแส้หางม้า ทันใดนั้นน้องสาวคุณแบงค์กรีดร้องและพูดขึ้นว่า “มีอะไรไม่รู้มาจับอวัยวะเพศ” คุณแบงค์รับรู้ว่ามีมือเล็ก ๆ นุ่ม ๆ มาจั๊กจี้ที่รักแร้ของเขาและในเวลาต่อมาก็มาตะครุบอวัยะเพศของเขา! คุณแบงค์ตกใจจนตื่นขึ้นจากฝัน ณ ขณะนั้นห้องทั้งห้องของเขาก็เปลี่ยนจากสีดำมืดเป็นสีแดงเหมือนกับห้องเชือด ตัดภาพไปด้านซ้ายของเขา ฝั่งที่เป็นผ้าม่าน เขาเห็นลิงหน้าสีแดงสดกำลังแหวกม่านโผล่หัวของมันเข้ามา ระหว่างเขากับลิงตัวนี้อยู่ห่างกันเพียงเมตรเดียวเท่านั้น เขาไม่รู้จะทำอะไรจึงได้แต่นอนนิ่ง ๆ อยู่ประมาณ 10 นาที ก่อนจะเริ่มตกตะกอนทางความคิดกับตัวเองได้ว่า ไม่ว่าสิ่งนี้จะเป็นคน ผี ปีศาจ สัตว์ประหลาด หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็ไม่น่าจะใช้ของไทยแน่นอน! “หรือว่าจะเป็นของที่เราเอาเข้ามา” คุณแบงค์คิดกับตัวเอง พอเขาเริ่มตั้งสติได้ จึงขยับตัวสะบัดผ้าม่านและผ้าห่ม สักพักห้องของเขาจากสีแดงก็กลับกลายเป็นความมืดดังเดิม หน้าของเจ้าจ๋อที่เขาเห็นก็ค่อย ๆ เลือนหายไปตามลำดับ ดีเจแนนถามคุณแบงค์ว่าน้องสาวของเขาเห็นเหมือนกับที่เขาเห็นด้วยรึเปล่า คุณแบงค์จึงตอบกลับว่าตอนแรกเขาคิดว่าน้องน่าจะเห็นด้วย แต่พอถามถึงเรื่องลิงตัวนี้ตอนเช้า น้องสาวของเขากลับตอบว่า เธอนั้นหลับอยู่ตลอดเวลาไม่รู้เรื่องอะไรเลย เหมือนกับว่าสิ่งที่คุณแบงค์เห็นและประสบพบเจอในค่ำคืนนั้น มีเพียงแต่เขาคนเดียวที่สัมผัสถึงได้ ดีเจทั้งสองพยายามสอบถามคุณแบงค์ต่อว่า แล้วคุณแบงค์พอจะทราบที่มาที่ไปของลิงตัวนี้หรือไม่ คุณแบงค์ก็บอกว่าเมื่อเขากลับมาย้อนนึกดูแล้วก็พบว่าคืนนั้น เขาได้เอาวัตถุมงคลชิ้นหนึ่งสอดไว้ใต้หมอนก่อนนอน ย้อนไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา คุณแบงค์พึ่งจะเลิกกับแฟน ประจวบเหมาะกับจังหวะที่เขาไปเที่ยวที่ไต้หวันกับเพื่อนพอดี เขาเดินทางไปวัดหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการขอพรเกี่ยวกับความรัก สิ่งที่เขาได้กลับมาจากวัดในวันนั้นคือด้ายแดง ขณะที่เขาไปขอพรเขาก็สัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ เช่นเดียวกันกับเพื่อนของเขา เพื่อนของเขาได้ขอพรว่า หากแฟนคนที่อยู่ด้วยกันในปัจจุบันเป็นคนที่ใช่จริง ก็ขอให้คบกันไปตราบนานเท่านาน แต่ถ้าไม่ใช่คู่กันจริงก็ขอให้เลิกกันโดยเร็วที่สุด แล้วหลังกลับจากไต้หวันได้สองสัปดาห์ เพื่อนของเขากับแฟนก็เลิกกัน... คุณแบงค์ได้อธิษฐานขอคนรักพร้อมบอกชื่อที่อยู่ของตนไปด้วย เขาเลยสันนิษฐานน่าจะเป็นเรื่องนี้นี่เองที่ทำให้เทพท่านมาหาเขาตอนกลางคืน เขาคิดว่าท่านน่าจะมาหาเขาเพื่อ ‘ดูตัว’ อย่างไรก็ตาม เขาก็รู้ในภายหลังว่าวัดแห่งนั้นที่เขาไปไหว้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันเลย แต่ทั้งเพื่อนที่เป็นหมอดูที่เป็นเพื่อนของเขามีข้อเสนอว่า ลิงตัวนี้อาจมาในลักษณะของการเป็นคำใบ้บอกถึงเนื้อคู่ของเขา และเมื่อลองตรวจตามปีนักษัตร เขาสามารถวิเคราะห์ได้เบื้องต้นว่าอาจเป็นคนอายุ 19 หรือ 31 ปี แต่เรื่องนี้คุณแบงค์ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อในทันทีว่ามันเป็นเหมือนที่เขาคิดไว้ คงต้องรอดูกันไปเรื่อย ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

บ้านพักข้าราชการในวันที่ไม่มีคนอยู่

24 มี.ค. 2024

บ้านพักข้าราชการในวันที่ไม่มีคนอยู่

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘บอม Retrospect’ ที่ ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย คุณบอมเล่าว่า สมัยที่คุณพ่อเป็นข้าราชการทหารอากาศ ก็จะพักอยู่ที่บ้านพักทหารอากาศใกล้สนามบินดอนเมือง ในสมัยก่อนที่จะมาเป็นบ้านพัก ที่ตรงนี้เป็นเหมือนที่อยู่ของกลุ่มคนอินเดียเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว ซึ่งคุณบอมเล่าว่าเวลาที่ไม่มีคนอยู่บ้านเขาจะเปิดแต่ไฟโรงรถไว้ วันหนึ่งมีเพื่อนบ้านที่รู้จักกันเข้ามาถามคุณบอมว่า “บอม เมื่อวาน รถไม่อยู่แต่เหมือนใครเต้นเหมือนแขก ๆ อยู่ในบ้านอ่ะ” แต่คุณบอมก็ไม่ได้คิดอะไร ช่วงนั้นเป็นช่วงมอปลาย คุณพ่อและคุณแม่ไปธุระต่างจังหวัดคุณบอมจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว ช่วงกลางคืนรู้สึกเหมือนจะไม่สบายเลยคิดว่าวันนี้จะเข้านอนเร็ว หลังจากนอนหลับไปสักพักก็รู้สึกว่ามีแสงจากข้างนอกเข้ามาแยงตา เพราะเขาจะเปิดไฟหน้าห้องไว้ พอลืมตาขึ้นมาดูและเห็นว่า ประตูห้องนอนที่ตรงใต้ลูกบิดมีโซ่คล้องไว้เหมือนจะแง้มออกมานิดนึงและเห็นเหมือนคนจากช่องประตูตรงนั้นเข้ามาครึ่งตัวแต่ไม่เห็นลูกตา แต่รู้ว่าเขาจ้องมาที่คุณบอม คุณบอมก็จ้องกลับไปและตัวก็ไม่สามารถขยับได้ความรู้สึกเหมือนโดนผีอำ เขาก็จ้องอยู่แบบนั้น จนรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยมากเพราะไม่สบายอยู่ด้วยจึงคิดในใจไปว่า “อย่ามายุ่งกับกูเลย กูเหนื่อยไม่ไหวแล้วจะนอน” หลังจากนั้นก็หลับไป เช้าตื่นมาก็เห็นประตูปิดสนิท โซ่ตึงปกติ คิดว่าตัวเองคงฝันหรือละเมอไปเอง จนบ่ายวันนั้น คุณบอมเผลอหลับไปตรงโซฟาตอนช่วงเวลาโพล้เพล้ และรู้สึกได้ยินเสียงเหมือนมีคนพูดแต่จับใจความไม่ได้ และรู้สึกคันที่หน้าจึงลืมตาขึ้นมาแต่มันมืดไปหมด แล้วก็ค่อย ๆ ปรับโฟกัสเห็นเป็นคนนั่งยอง ๆ ก้มหน้าลงมาจากพนักพิงของโซฟา ผมยาวลงมาที่หน้าคุณบอมแล้วก็พูดว่า “ไปอยู่กับกูๆๆๆๆๆๆ” คุณบอมก็คิดว่าตัวเองแค่ฝันไปหรือเปล่าแต่เขาก็โดนแบบนี้อีก 2-3 รอบ หลังจากนั้นคุณบอมก็พยายามลืมตาและลุกขึ้นมา เหตุการณ์ตรงนั้นก็หายไป แต่ความรู้สึกคันหน้าก็ยังคันอยู่ หลังจากวันนั้นก็ไม่เจออีก แต่บ้านหลังนั้นจะมีอะไรแปลก ๆ อยู่เรื่อย ๆ ข้างหลังบ้านก็จะมีต้นโพธิ์ปลูกอยู่ และต้นโพธิ์จะอยู่ตรงกับห้องรับแขกที่เขานั่งยอง ๆ จ้องคุณบอมตรงโซฟา ก็จะมีบางคนที่เจอเหมือนกันตรงต้นโพธิ์บางคนเห็นว่าเป็นผู้ชายและของเซ่นไหว้จะหายไปเป็นอย่าง ๆ แต่ส่วนมากจะเป็นยาเส้นที่หายไป(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก พีค V3RSE 'เงาในกระจก' I อังคารคลุมโปง X V3RSE [ 1 ต.ค. 2567]

05 ต.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก พีค V3RSE 'เงาในกระจก' I อังคารคลุมโปง X V3RSE [ 1 ต.ค. 2567]

‘คุณพีค V3RSE‘ ได้มาเล่าเรื่อง ‘เงาในกระจก’ เป็นประสบการณ์สุดหลอนที่เจอร่างดำ ณ ห้องพักโรงเเรมเเห่งหนึ่ง ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (1 ตุลาคม 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ ฟัง จะขนลุกขนาดไหนนั้น ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณพีคเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 7-8 ปีที่เเล้ว ตนเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนดนตรีในกรุงเทพฯ ทุกสัปดาห์ก็จะเข้าพักที่โฮสเทลเป็นประจำ เเต่มีอยู่สัปดาห์หนึ่ง พ่อแม่ของตนมีธุระที่กรุงเทพฯ จึงตกลงกันว่าจะไปนอนที่โรงแรมด้วยกัน จากนั้นก็ได้เดินทางมาที่กรุงเทพฯพร้อมกัน เมื่อมาถึงโรงเเรม คุณพีคก็รู้สึกได้ถึงความเก่า คาดว่าโรงเเรมนี้น่าจะมีอายุมากเเล้ว เมื่อเข้าเช็คอิน คุณเเม่ก็ได้กุญเเจห้องหมายเลข 715 ขณะที่ขึ้นลิฟต์ไปห้องพักตนก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไร จนเดินมาถึงหน้าห้องพักคุณพีคก็รู้สึกอึดอัด ไม่อยากอยู่ที่นี่ รู้สึกใจหวิว ๆ เหมือนกลัวอะไรบางอย่าง เเต่คุณพีคก็ไม่ได้อยากทำตัวเรื่องมากกับพ่อเเม่ เมื่อเปิดประตูเข้าไป จู่ ๆ ก็รู้สึกจุกหน้าอก หายใจไม่ออก และสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เเต่ก็พยายามไม่คิดอะไร คิดว่านอนกับพ่อเเม่คงไม่มีอะไร จึงเข้าห้องไปเก็บของในห้อง เมื่อเสร็จเเล้วออกไปกินข้าวข้างนอก และกลับห้องมาประมาณ 3-4 ทุ่ม ตนก็ต้องรีบนอนเพราะมีเรียนดนตรีตอนเช้า เมื่อหลับไปสักพัก คุณพีคก็ตื่นขึ้นเพราะอยากเข้าห้องน้ำ ช่วงนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่า ก็เห็นคุณพ่อนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงที่โซฟา จากนั้นก็เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว เเต่ในระหว่างนั้นคุณพีคก็ใส่หูฟังเล่นโทรศัพท์ไปด้วย สักพักหนึ่งก็มีเสียง ก๊อก ก๊อก ก๊อก! ตอนแรกตนก็ไม่เเน่ใจว่าเสียงนั้นมาจากคุณพ่อหรือมาจากในวิดีโอที่ตนกำลังดู ต่อมาก็มีเสียง ก๊อก ก๊อก ก๊อก! มาอีกครั้ง ต่อมาก็มีเสียงเหมือนทุบประตู ปึ้ง ปึ้ง ปึ้งง!! เเล้วก็มีเสียงตะโกนเรียก พีค! ตนก็ได้ตะโกนถามเพราะคิดว่าเป็นเสียงพ่อว่า “พ่อ จะเข้าห้องน้ำเหรอ?” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา เมื่อออกไปก็เห็นคุณพ่อนอนเล่นโทรศัพท์อยู่เหมือนเดิม จึงถามคุณพ่อว่า พีค : พ่อจะเข้าห้องน้ำเหรอ เห็นเมื่อกี้ไปเคาะประตู คุณพ่อ : เปล่า พ่อไม่ได้จะเข้า ทำไม? เมื่อคุณพีคได้ยินเช่นนั้น ก็คิดเเล้วว่าตัวเองโดนเข้าเเล้ว จึงใจดีสู้เสือเพราะไม่อยากทะเลาะกับเขา จึงรีบเข้านอน วันต่อมา พ่อแม่ของคุณพีคก็ได้ออกไปทำธุระ เเละคืนนี้คุณพีคต้องนอนคนเดียว เมื่อเรียนดนตรีเสร็จตั้งเเต่เวลาประมาณ 3-4 โมงเย็น เเต่ก็ยังไม่อยากกลับห้อง คิดว่าจะกลับทีเดียวตอนที่จะนอน เมื่อกลับห้องก็ได้ไปอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน ในขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่ก็มีเสียงเหมือนของแข็งขูดกับปูน! ตนก็ไม่ได้สนใจอะไร เเต่ในจังหวะที่ตนกำลังก้มหน้าสระผมก็เห็นเป็นเท้าคนดำ ๆ! ลอดผ่านช่องม่านข้างล่าง กำลังใช้เล็บยาวหนา ๆ จิกกับขอบอ่างอาบน้ำอยู่ดัง แก๊กก… แก๊กกก! คุณพีคพยายามตั้งสติให้ได้มากที่สุด เเล้วก็ไปล้างหน้าแปรงฟันต่อที่อ่างล้างหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองในกระจกก็เห็นร่างสีดำนั้นอยู่ตรงเยื้องขวารูปร่างคล้ายผู้ชาย! ตนตกใจรีบวิ่งออกจากห้องน้ำทันที เเล้วรีบใส่เสื้อผ้า เก็บของออกจากห้อง เเต่ในขณะที่วิ่งออกมาประตูห้องน้ำยังเปิดอยู่ ร่างนั้นก็หายไปแล้ว เเต่ตรงพื้นที่ร่างนั้นยืนมันมีคราบอยู่คล้ายกับคราบเขม่าสีดำ ซึ่งเมื่อวานที่เข้าพักกับตอนเช้าก่อนไปเรียนยังไม่มีคราบนี้ จากนั้นก็คืนห้องออกจากโรงแรมทันที! เเล้วคุณพีคได้สืบเรื่องต่อโดยการเสิร์ชในออนไลน์ว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้น จนได้รู้ว่าโรงเเรมแห่งนี้เคยมีเหตุการณ์ไฟไหม้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณหมิง ‘คอร์สเสริมเพิ่มหลอน’ I อังคารคลุมโปง X โนอาร์ ล่าท้าผี [ 7 พ.ค. 2567]

11 พ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณหมิง ‘คอร์สเสริมเพิ่มหลอน’ I อังคารคลุมโปง X โนอาร์ ล่าท้าผี [ 7 พ.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณหมิง’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 พฤษภาคม 2567) ขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คอร์สเสริมเพิ่มหลอน’ จะหลอนแค่ไหนนั้น ไปอ่านกัน! โดยคุณหมิงเริ่มเล่าว่า ย้อนกลับไปสมัยที่คุณหมิงยังเรียนอยู่ปี 1 คณะที่คุณหมิงกำลังศึกษาอยู่นั้น ได้เปิดสอนรายวิชาอนาโตมีหรือกายวิภาคศาสตร์ ซึ่งต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ เพื่อที่สุดท้ายแล้วจะต้องเอาความรู้ทั้งหมดไปสอบ ‘แล็บกริ๊ง’ หรือการสอบดูชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์ เช่น กล้ามเนื้อ สมอง ลำไส้ และกระดูก โดยต้องแข่งกับเวลาที่จำกัด คุณหมิงจึงตัดสินใจอยู่ที่ห้องเรียนจนดึก เพื่อต้องการศึกษาด้วยตนเองนอกรอบ ภายในห้องเรียนนั้น จะพบกับร่างของอาจารย์ใหญ่ ซึ่งอาจารย์ใหญ่บางท่านที่ผ่านการดองมานาน หรือผ่านมือลูกศิษย์มาหลายคน ยิ่งเวลานานเข้า สภาพศพก็ยิ่งเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา อาจารย์ใหญ่บางท่านก็อาจจะถูกตัดชิ้นเนื้อบางส่วนออกไป หรือมีการเลาะเส้นเลือดออก เพื่อศึกษาอวัยวะ คุณหมิงใช้เวลาในห้องเรียนนี้มาถึงช่วงตีหนึ่งกว่า ความมืดทำให้การมองเห็นยากขึ้น คุณหมิงต้องใช้ความพยายามที่จะเพ่งดูเส้นเลือดขนาดเล็ก บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันและความเครียด คุณหมิงจึงเริ่มสติหลุด ด้วยความเหนื่อยจึงบ่นกับตัวเองว่า “โอ้ย ! อะไรเนี่ย… จะจำได้ไหม สอบไม่ได้แน่เลย” และยังปากพล่อยออกไปอีกว่า “ท่านคะ มาสอนหนูหน่อย หนูจำอะไรไม่ได้” ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเทคโนโลยี คุณหมิงไม่สามารถใช้โทรศัพท์บันทึกภาพหรือวิดีโอได้ คุณหมิงทำได้เพียงจดจำทุกอย่างเท่าที่จะจำได้ จากนั้นไม่นาน คุณหมิงก็ตัดสินใจกลับหอพัก หลังจากที่ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จ คุณหมิงก็พร้อมนอน ระหว่างที่กำลังจะหลับสนิท คุณหมิงก็เห็นภาพในห้วงนิมิต เป็นภาพคล้ายร่างของอาจารย์ใหญ่ มายืนจ้องเขม็งสายตามองตรงมาที่คุณหมิง โดยร่างมีสภาพเปลือยเปล่าเหมือนศพ สักพักภาพก็ค่อย ๆ ใกล้ขึ้น เป็นภาพกล้ามเนื้อตรงหน้าอก ซึ่งอาจารย์ใหญ่ท่านก็กำลังยืนฉีกและแหวกหน้าอกของตนโชว์ต่อหน้าคุณหมิง! ท่านค่อย ๆ ฉีก ค่อย ๆ แหวก ทำให้หนังด้านนอกหลุดออก จนสามารถเห็นกล้ามเนื้อด้านในชัดเจนมากขึ้น ซึ่งภาพตรงเข้ามาหาคุณหมิงเรื่อย ๆ! ความรู้สึกของคุณหมิงตอนนั้น คือ ช็อคจนทำอะไรไม่ถูก ตกใจสุดขีด แต่จะร้องก็ร้องไม่ออก กลัวจนตัวสั่น คุณหมิงจึงรีบลุกขึ้นจากเตียง ลงมานั่งยกมือไหว้ พูดขอขมาซ้ำไปซ้ำมาว่า “หนูขอโทษ ไม่ต้องมาสอนหนูแล้ว หนูรับไม่ไหว… หนูขอโทษค่ะ” หลังจากนั้นไม่นานภาพก็หายไป แล้วคุณหมิงก็ไม่เห็นภาพอาจารย์ใหญ่อีกเลย ซึ่งพอคุณหมิงดึงสติกลับมาได้ จึงมานั่งคิดว่า “ถ้าหากตนทนต่อตอนนั้น มีหวังอาจารย์ใหญ่ก็คงจะสอนต่อจนหมดทั้งร่างแน่นอน”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-