เรื่องเล่าจากอาร์ต ‘สุสานบ้านเช่า’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากอาร์ต ‘สุสานบ้านเช่า’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

20 ต.ค. 2025

            ครอบครัว 4 คน ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่ และน้อง ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเช่าที่เป็นไม้และมีใต้ถุน บ้านหลังนี้มีห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้าน คืนหนึ่ง พี่ชายปวดปัสสาวะ เขาเลือกที่จะทำธุระกลางบ้าน โดยให้น้ำไหลลงรูผ่านพื้นไม้ลงไปยังใต้ถุน และนี่คือจุดเริ่มต้นของความหลอนที่จะตามหลอกทุกคนในบ้าน ถึงขั้นเอาชีวิตของคนในบ้านไปด้วย!

            สามารถติดตามไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x อาร์ต คืนลอยอังคาร’ (7 ตุลาคม 2568)

            เรื่องนี้ถ่ายทอดโดย 'คุณอาร์ต คืนลอยอังคาร' ซึ่งได้ฟังมาจาก 'คุณกิ๊บ น้ำมันผี' เขาเล่าว่าได้เรียกรถแท็กซี่คันหนึ่งเพื่อที่จะกลับบ้าน เมื่อคุณกิ๊บขึ้นรถ ลุงแท็กซี่ก็ถามขึ้นมาว่า “เห้ย หนุ่ม เอ็งมาทำอะไรที่ตึกนี้เนี่ย”

            คุณกิ๊บก็ได้ตอบกลับไปว่า “ผมมาอัดรายการเรื่องผี”

            จากนั้นลุงแท็กซี่ก็ชวนคุยเพื่อให้บรรยากาศระหว่างทางกลับบ้านไม่เงียบเหงาจนเกินไป “ลองฟังเรื่องลุงมั้ยล่ะ เผื่อจะเอาไปเล่าในรายการอื่นได้”

            ลุงแท็กซี่แนะนำตัวเองว่าตนชื่อ ‘ต๋อง’ และเล่าว่า.. ย้อนกลับไปเมื่อห้าสิบปีก่อน ตอนนั้นลุงต๋องมีครอบครัวที่อยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 คน มี พ่อ แม่ ลุงต๋อง และน้องชาย ครอบครัวทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ทำให้ต้องย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง

            มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ครอบครัวลุงต๋องได้ย้ายไปอยู่ทางภาคใต้ที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง เป็นบ้านไม้ยกสูงติดริมคลอง ใต้บ้านจะเต็มไปด้วยโคลนหรือขี้เลน ด้านหลังเป็นพื้นที่กว้างให้เด็กวิ่งเล่นกันได้ บ้านหลังนี้เป็นบ้านมีชั้นเดียว ห้องน้ำตั้งอยู่ด้านนอก และในบ้านมีสองห้องนอน หนึ่งห้องโถง และหนึ่งห้องครัว

            จนกระทั่งคืนหนึ่ง ลุงต๋องในวัยเด็กรู้สึกปวดปัสสาวะ จึงตื่นขึ้นมากลางดึก แต่ไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำเพราะห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านและบรรยากาศตอนกลางคืนนั้นน่ากลัว ลุงต๋องจึงตัดสินใจเดินมาที่กลางบ้าน ก็ได้เห็นว่าที่พื้นมีรู เหมือนตะปูหลุดออกไป ลุงต๋องจัดการดึงออก และทำธุระตรงนั้นด้วยความมักง่าย

            เมื่อทำธุระเสร็จ ก็กลับเข้ามานอนในห้อง ลุงต๋องฝันว่าในบ้านที่ตนเองอยู่ มีผู้ชายแก่คนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วก็ถามว่า ‘เห้ยไอหนุ่ม เอ็งเป็นใครเนี่ย’

            ลุงต๋องตอบกลับไปว่า  ‘ผมมากับพ่อครับ ผมมาอาศัยอยู่ที่นี่’

            ชายแก่เอ่ยไล่ตะเพิดให้ออกไป เพราะที่นี่เป็นบ้านของเขา ลุงต๋องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความกลัว แต่ตัวลุงต๋องก็ยังไม่เล่าให้พ่อแม่ฟัง

            เรื่องราวผ่านไปจนกระทั่งกลางดึกคืนหนึ่ง เขาปวดปัสสาวะอีกครั้ง จึงคิดว่าไปที่ประจำตรงนั้น แต่ตอนที่ปล่อยน้ำลงไป ก็ได้ยินเสียงน้ำกระทบที่ต่างออกไป เป็นเสียงเหมือนน้ำกระทบกับอย่างอื่นที่ไม่ใช่โคลน

            ด้วยความอยากรู้ ลุงต๋องจึงชะโงกหน้ามองผ่านรูนั้นลงไปที่ช่องข้างล่าง ในความมืดนั้นมีผู้ชายแก่นั่งอยู่ ชายแก่เอากระป๋องมารองรับน้ำนั้น ด้วยความตกใจกับสิ่งที่เห็น ลุงต๋องก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้อง แต่ก็ได้ยินเสียงจากข้างล่างตะโกนขึ้นมาว่า ‘มึงมาเยี่ยวรดหัวกูทำไม’

            ลุงต๋องเปิดประตูห้องนอนเข้าไป น้องชายที่ควรจะนอนอยู่กลับไม่อยู่บนเตียง พอมองซ้ายมองขวาอย่างลนลานบวกกับความกลัวในใจ กลายเป็นว่าน้องชายไปนอนอยู่ที่มุมเตียงแทน ลุงต๊องเห็นดังนั้นก็รีบถามน้องชายว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นน้องชายก็ชี้ไปที่หน้าต่าง พอมองตามไปก็เห็นว่ามีผู้หญิงแก่คนหนึ่งกำลังนั่งยองอยู่บนวงกบหน้าต่างพร้อมกับเท้ามือจับเอาไว้ ลุงต๊องร้องลั่นดังออกมา พ่อกับแม่รีบเข้ามาดู พร้อมกับฟังเรื่องทั้งหมด แต่ท่านก็ยังไม่เชื่อ

            เช้าวันต่อมา พ่อก็ออกไปทำงาน ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านคอยดูแลเด็ก ๆ อยู่ที่บ้าน ในขณะที่กำลังทำอาหารอยู่นั้น แม่ก็รู้ราวกับมีคนเดินวนไปมาอยู่ในบ้านตลอด แต่พอหันไปมองก็ไม่พบอะไร ตกดึกมา แม่ก็ฝันว่ามีผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งที่ค่อนข้างมีอายุเดินเข้ามาหาแล้วต่อว่า ‘เอ็งสอนลูกยังไง ให้ให้มาวิ่งเหยียบหัวอยู่ได้ ทำไมไม่สอนลูกเลย แล้วเป็นใครมาอยู่ในบ้านนี้ได้ยังไง’ พอจบประโยคไม้ของบ้านก็ลั่น

            แม่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงไม้ ทำให้นึกย้อนไปถึงเรื่องที่ลูกเล่าให้ฟัง แม่จึงปรึกษากับพ่อว่าจะไปถามเจ้าของบ้านว่าที่นี่มีอะไรหรือไม่ เมื่อพ่อไปถามก็ได้ใจความว่าเขาเป็นเพียงคนดูแล ส่วนเจ้าของไม่ได้อยู่แล้ว แต่บ้านนี้ไม่มีอะไร ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ได้ยินดังนั้นครอบครัวของลุงต๊องก็ทำอะไรไม่ได้ จึงใช้ชีวิตอยู่กันต่อไป

            แต่มีอยู่วันหนึ่ง ลุงต๋องป่วยหนักมาก แม่ก็หายาให้กิน และคิดว่าเป็นเพียงอาการไข้ธรรมดาแต่พอผ่านไป 2-3 วัน ก็ยังไม่ดีขึ้น จึงตั้งใจว่าจะพาไปหาหมอ แต่ก่อนที่จะได้ไปแม่ก็ฝันอีกว่า ผู้หญิงแก่กับผู้ชายแก่เข้ามาในบ้านและไล่พวกเขาให้ออกไป พร้อมกับทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ‘ถ้าไม่รีบออกไปในสองวัน จะเอาลูกไปอยู่ด้วยนะ’

            แม่นำความฝันไปเล่าให้พ่อฟัง แต่ก็ยังไม่สามารถย้ายบ้านได้ พ่อบอกให้รออีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ให้งานเสร็จเรียบร้อยก่อน นั่นทำให้แม่เป็นกังวลมาก เพราะกลัวว่าความฝันจะกลายเป็นเรื่องจริง

            ในเมื่อไม่สามารถย้ายบ้านได้ในทันที และลุงต๊องยังไม่หายจากอาการป่วย แม่จึงพาลุงต๊องไปหาหมอ จากนั้นอาการไข้ก็หาย พ่อที่เห็นเช่นนั้นก็บอกว่า “นี่ไง มันไม่มีอะไร ก็ใช้ชีวิตอยู่มาจนครบกำหนดสองวัน ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

            จนเกือบวันที่เจ็ด พ่อพาลูกไปตลาด แต่ในระหว่างที่กำลังขับรถกลับบ้าน น้องคนเล็กก็กระแอมเหมือนอะไรติดคอ และแถวนั้นอยู่ใกล้โรงพยาบาลพอดี จึงได้ไปหาหมอ หมอก็ค่อย ๆ ล้วงคอ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะน้องคนเล็กเสียชีวิตตรงนั้นอย่างกะทันหัน สิ่งที่ติดคอคือดินขี้โคลนเต็มคอ ไม่มีใครสามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ว่าโคลนนั้นมาอยู่ในคอของน้องได้อย่างไร

            หลังจากเหตุการณ์นั้น พ่อก็ได้ถามกับคนดูแลบ้านอีกครั้ง ท้ายที่สุดเขาก็ยอมสารภาพว่า          เจ้าของบ้านหลังนี้เสียชีวิตไปแล้ว สามีเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ส่วนภรรยาตรอมใจ ศพของทั้งคู่ไม่ได้ถูกเผา แต่ฝังอยู่หลังบ้าน บริเวณที่เด็กวิ่งเล่นกัน ซึ่งเมื่อสังเกตดูจะเห็นว่าหลังบ้านมีลูกระนาดสองอันที่นูนขึ้นมา นั่นก็คือหลุมศพของเจ้าของบ้านนั่นเอง

            พอจัดงานศพเสร็จ กลางดึกแม่ก็ฝันอีกครั้ง เห็นเป็นชายแก่หญิงแก่ มาบอกว่า ‘กูเอาลูกมึงมาแล้วนะ’ และยังเห็นผู้ชายคนนั้นดึงคอเสื้อลูกตัวเองให้มาหาเธอ

            แม่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเจอพ่อที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่  พ่อเองก็เล่าว่าฝันเหมือนกัน พวกเขาไม่สามารถทำอะไรให้น้องได้เลย นอกจากทำบุญอย่างหนัก และออกมาจากบ้านหลังนั้น

            เวลาล่วงเลยผ่านมาเป็นสิบปี ลุงต๋องอายุประมาณ 17 ปี เขาฝันว่าน้องชายมาหา มาขอบคุณที่คอยทำบุญให้เขามาตลอดสิบปี วันนี้เขารอดแล้ว เขาหลุดพ้นแล้ว และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยฝันถึงน้องชายอีกเลย

            และนี่คือเรื่องราวของลุงคนขับแท็กซี่ที่สูญเสียน้องชายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เสียงปริศนาหลังกระต๊อบทำเสียวสันหลัง! พอมองลอดผ่านช่อง ก็เห็น...ระยะประชิดจนภาพติดตา!

10 มี.ค. 2023

เสียงปริศนาหลังกระต๊อบทำเสียวสันหลัง! พอมองลอดผ่านช่อง ก็เห็น...ระยะประชิดจนภาพติดตา!

ความเชื่อเรื่อง "ผีกระสือ" ที่มักจะเรืองแสงออกหากินของสดคาวและเน่าเหม็นในยามวิกาลมีมาอย่างยาวนานในบ้านเรา “พี่วิทย์ พชรพล” และครอบครัวก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เชื่อว่ากระสือมีจริง โดยอิงจากประสบการณ์ขนหัวลุก ที่พี่สาวแท้ ๆ ของพี่วิทย์เห็นมากับตา! โดยเรื่องนี้พี่วิทย์ได้นำมาเล่าให้ชาว “อังคารคลุมโปง X” (7 มีนาคม 2566) ได้เสียวสันหลังไปพร้อม กัน เรื่องจะเป็นยังไงนั้น ติดตามอ่านกันได้เลย! พี่วิทย์เล่าว่าต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณพี่วิทย์อายุแค่ 3 ขวบ ขณะที่ยังอาศัยอยู่ในย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี ครอบครัวที่เริ่มมีฐานะดีขึ้น จึงมีแพลนว่าจะสร้างบ้านที่สวนฝรั่ง ระหว่างที่กำลังสร้างบ้าน ก็พักอาศัยอยู่ในกระต๊อบหลังเล็กชั่วคราวไปก่อน พี่วิทย์และพี่ ๆ ในครอบครัวก็ชอบไปตกปลาหลังกระต๊อบ เพราะมีน้ำท่วมบ่อย และมีปลิงตัวเล็ก ๆ ทำให้พ่อมักจะห้ามไม่ให้เด็ก ๆ ในครอบครัวมาเล่นบริเวณนี้ นอกจากนั้น หลังกระต๊อบก็มีไส้ไก่ หรือพวกของเน่าเสียถูกนำมาทิ้งไว้ พี่วิทย์อธิบายกระต๊อบหลังนั้นคร่าว ๆ ว่าทำจากไม้อัดยาว ๆ เรียงต่อกันทำให้จะมีช่องเล็ก ๆ ส่วนหลังคาเป็นสังกะสี ในทุก ๆ คืน จะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างอยู่ข้างหลัง พี่สาวของพี่วิทย์ 2 คน ที่นอนอยู่ติดกับกำแพงไม้ก็นึกสงสัย และอยากรู้ให้ได้ว่ามันคือเสียงอะไร ทั้ง 2 ส่องลอดผ่านช่องแผ่นไม้กระต๊อบในระยะประชิด ก็เห็นเป็นผู้หญิงแก่ผมยาวยุ่งรุงรังกำลังกินไส้ไก่ด้วยความมูมมาม ที่สำคัญคือมีแสงไฟเล็ก ๆ ส่องสว่างขึ้นแล้วก็ดับ! พี่สาวของพี่วิทย์บอกว่า “ทุกครั้งที่พี่เล่า ภาพนั้นยังติดตาพี่อยู่เลยวิทย์” พี่วิทย์เชื่อว่าสิ่งนั้นคือ “กระสือ” ทั้งยังย้ำอย่างชัดเจนว่าไม่ได้โกหก และเล่าเสริมว่า “พี่สาวพี่ยังบอกอีกนะ ว่าตอนนั้นเขากินอย่างอร่อย เห็นหน้าไม่ชัดแต่ก็เห็นเป็นคนแก่ หลังจากเขากินเสร็จ เขาก็ลอยออกไป แต่ลอยต่ำ ๆ นะไม่ได้ลอยสูง จากนั้นก็หายไป!” และยังเล่าอีกว่าพอเช้าวันถัดมา “ลุงขาว” พี่ชายแท้ ๆ ของพ่อพี่วิทย์เดินมาบอกว่า “เนี่ย ยายคนนี้ (กระสือ) แกเอาปากไปเช็ดคราบเลือกที่ผ้าขาวม้า” พ่อพี่วิทย์ก็บอกว่า “เมื่อคืนลูกสาว 2 คนก็เห็น” แม้ตอนนั้นพี่วิทย์จะยังเด็กมาก แต่ก็จำได้ว่าหลังกระต๊อบนั้นมีน้ำท่วมขัง พี่วิทย์ชอบเอาขาไปเล่นแล้วก็ไปตกปลากับพวกพี่ ๆ แต่พ่อก็จะมาอุ้มพี่วิทย์ออกไป เพราะมีปลิงมาเกาะ แล้วยังจำได้อีกว่าหลังกระต๊อบจะมีกลิ่นเหม็นมาก เพราะทิ้งของเน่าของเสีย อย่างไส้ไก่ไว้..(เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

06 เม.ย. 2024

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณขวัญ’ ที่ ได้โทรมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์การดูดวงที่มีวิณญาณมาของขอความช่วยเหลือ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า คุณขวัญเองมีอาชีพเป็นหมอดู กลางคืนก็จะรับคิวดูดวง ช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่งก็จะไลฟ์สดเพื่อพูดคุยกับลูกดวงในทุก ๆ คืน ในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว คุณขวัญก็ขึ้นไลฟ์สดปกติ และคุณขวัญก็เล่าว่าบ้านเก่าที่เคยอยู่เป็นบ้าน 2 ชั้น ห้องดูดวงกับห้องทำงานอยู่ชั้น 2 หากเปิดหน้าต่างในห้องทำงานก็จะเห็นประตูหน้าบ้านติดกับถนน คืนหนึ่ง เวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง คุณขวัญกำลังเตรียมของเพื่อไลฟ์สดก็ได้ยินเสียงคล้ายกับก้อนหินกระทบกับประตูรั้วหน้าบ้าน แต่คุณขวัญก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งกำลังจะเปิดไลฟ์ ก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง เป็นเสียงเหมือนมีคนขว้างบางอย่างใส่ประตูรั้วหน้าบ้าน คุณขวัญจึงเดินไปดูที่หน้าต่าง แต่มองออกไปก็ไม่เห็นอะไร แม้แต่สุนัขหรือรถวิ่งผ่านก็ไม่มี คุณขวัญจึงปล่อยผ่านไปแล้วมาขึ้นไลฟ์คุยกับลูกดวงปกติ แต่ในระหว่างคุยอยู่นั้น หางตาก็เห็นเหมือนมีกลุ่มควันดำ ๆ อยู่ที่มุมห้องของตนเอง จากนั้นก็ค่อย ๆ หายไป ในใจคิดแค่ว่าตัวเองคงตาฝาดจึงไม่ได้สนใจ วันถัดมาเวลาเดิม (ประมาณเที่ยงคืนครึ่ง) คุณขวัญก็เตรียมของเพื่อที่จะไลฟ์คุยกับลูกดวงเหมือนทุกวัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระทบกับประตูหน้าบ้านเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้คุณขวัญแอบไปดูตรงหน้าต่าง ก็เห็นคล้ายกับคนยืนอยู่ จึงรีบวิ่งลงมาจากชั้น 2 เพื่อที่จะมาดูหน้าประตู แต่สุดท้ายก็ไม่มีใคร คุณขวัญได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครวะ’ แล้วก็เดินขึ้นไปไลฟ์สด ช่วงที่ไลฟ์อยู่นั้นทุก ๆ 10 นาทีก็ได้ยินเสียง “ป๊อก…ป๊อก…ป๊อก” เป็นเสียงคล้ายก้อนหินถูกขว้างใส่ประตูหน้าบ้าน จนเขารู้สึกหงุดหงิดในใจ คิดว่าใครมาแกล้งหรือเปล่า พอสิ้นความคิดก็มีภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้องมุมเดียวกับที่เห็นกลุ่มควันเมื่อวาน แต่ที่เห็นคือเด็กผู้ชายยืนก้มหน้าอยู่ประมาณ 5 วิแล้วก็หายไป คุณขวัญรู้สึกกังวลใจจึงไลฟ์ต่ออีกประมาณ 5 นาทีก็ปิดไลฟ์ แล้วเริ่มประติดประต่อเรื่องได้ว่า ‘น่าจะมีใครสักคนต้องการจะสื่อหรือคุยอะไรหรือเปล่า’ จากนั้นคุณขวัญก็นั่งสมาธิ แล้วคืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น... วันถัดมา คุณขวัญรันคิวดูดวงตามปกติจนกระทั่งคิวนี้.. ในขณะที่กำลังเคลียร์พลังงานของตัวเองเพื่อที่จะดูคิวต่อไป ก็เห็นภาพเด็กคนนั้นขึ้นมาในความคิด แต่สิ่งที่คุณขวัญเห็นคือเด็กผู้ชายคนนี้อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ลักษณะของบ้านเป็นประตูกระจกที่เป็นบ้านเลื่อน เป็นประตูที่ติดกับข้างบ้าน ตรงข้างบ้านจะเป็นบริเวณหญ้าเหมือนเป็นมุมจิบกาแฟ คุณขวัญเห็นน้องผู้ชายคนนี้ยืนร้องไห้ ไม่พูดไม่คุยอะไร เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว คุณขวัญจะต้องเข้าคิวถัดไปจึงรีบเคลียร์ภาพเหล่านั้นออก คิวนี้เป็นน้องผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ปรึกษาเรื่องปกติเกี่ยวกับการงาน การเงิน ความรัก ในระหว่างที่คุยกัน ก็มีภาพน้องผู้ชายคนนั้นก็แว๊บขึ้นมาร้องไห้เหมือนเดิม คุณขวัญจึงขอเบรคลูกดวงก่อนแล้วบอกว่า “ขอโทษนะคะ รู้จักเด็กผู้ชายลักษณะผอมสูง ใส่เสื้อเชิ้ตมีกระดุมกางเกงขายาว ลักษณะรูปร่างประมาณนี้ไหม ขวัญเห็นยืนอยู่ในบ้าน” แล้วคุณขวัญก็อธิบายลักษณะบ้านให้ลูกดวงคนนี้ฟัง น้องผู้หญิงคนนี้ก็เงียบไปสักครู่นึงแล้วก็ถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” คุณขวัญจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อวันก่อนให้ฟัง แล้วน้องคนนั้นก็บอกว่า “สิ่งที่คุณขวัญเห็น เป็นลักษณะของน้องชาย ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว” และบ้านที่คุณขวัญเห็นเป็นบ้านหลังเก่าที่ครอบครัวนี้เคยอยู่ต้อนที่น้องผู้ชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ คุณขวัญก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น.. หลังจากนั้นก็คุยเรื่องดวงต่อ แล้วก็ได้ยินเสียงน้องผู้ชายคนนั้นพูดว่า “พาหนูไปด้วย หนูเหงา” พร้อมกับร้องไห้ออกมา คุณขวัญจึงบอกกับน้องผู้หญิงคนนั้นไปว่าได้ยินเสียงน้องผู้ชายพูดมาแบบนี้ และถามว่า “ตอนที่ตัดสินใจย้ายบ้านได้เรียกน้องไหม แล้วตอนเข้าบ้านใหม่บอกเจ้้าที่เจ้าทางที่ใหม่หรือเปล่าเพื่ออนุญาตให้น้องเข้า” น้องผู้หญิงคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า “เท่าที่จำได้ ไม่ได้มีการจุดธูป ไม่ได้เรียกน้องแบบจริงจังเลย” คุณขวัญคิดว่าน้องน่าจะยังอยู่ที่บ้านหลังเดิมคนเดียวเหงา ๆ แล้วก็น่าจะคิดถึงครอบครัว จึงพยายามมาสื่อสารเพื่อที่จะให้ทางครอบครัวรับรู้ คุณขวัญจึงแนะนำไปว่า “ถ้าสมมติมีโอกาสกลับมาบ้านหลังนี้ ให้เรียกน้องกลับไปที่บ้านหลังใหม่ แล้วก็บอกเจ้าที่เจ้าทางให้เขารับรู้และให้เขาอนุญาตให้น้องได้เข้าบ้าน” คุณขวัญยังนึกสงสัยว่า ‘ทำไมดวงวิณญาณมาหาถึงหน้าบ้าน’ ก่อนจะวางสายจึงคุยกับน้องผู้หญิงคนนี้ว่า “บ้านเก่าที่เราเจอดวงวิณญาณอยู่ที่ไหน” น้องผู้หญิงก็บอกว่าอยู่จังหวัดเดียวกับคุณขวัญ ซึ่งห่างจากบ้านของคุณขวัญแค่ไม่กี่กิโลเมตร แล้วเมื่อ 3 วันก่อนคุณขวัญก็เพิ่งไปหาเพื่อนแถวนั้นมาพอดี คุณขวัญเล่าว่าน้องน่าจะหาคนที่สื่อสารได้เพื่อบอกกับครอบครัวว่าเขายังอยู่ตรงนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ห้อง 415’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

11 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ห้อง 415’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]

เมื่อเธอเจอเหตุการณ์ประหลาดหลายครั้ง และได้ยินเสียงกรี๊ดสุดทรมานดังก้องภายในห้องพัก ที่เธอไปเที่ยวพักผ่อนคนเดียว ก่อนที่จะรู้ความจริงสุดช็อก จากคุณลุงคนขับรถว่าห้องนั้นมันเคยมีคนถูกฆ่าตาย!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น หัตถา [7 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้อง 415’ เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘คุณตาล’ มักจะเดินทางไปเที่ยวคนเดียวเป็นประจำ และไม่เคยนึกถึงเรื่องลี้ลับใด ๆ เลย จนได้เดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ก่อนที่จะเริ่มทริปนี้ก็มีเรื่องให้เอ๊ะหลายครั้งมาก เริ่มจากไถฟีดโซเชียลก็เจอโพสต์แชร์ประสบการณ์หลอนตามโรงแรมเด้งขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ปกติเธอไม่ได้สนใจคอนเทนต์แนวนี้เลย เมื่อไปถึงเธอก็เรียกใช้บริการรถรับส่งที่ติดต่อตั้งแต่จองโรงแรมเอาไว้ คนขับที่มารับก็เป็นคุณลุงสูงวัยที่เล่าว่า เคยเป็นตำรวจมาก่อน และด้วยความที่คุณลุงขับรถดี สุภาพเรียบร้อย ไม่พูดมาก คุณตาลจึงนัดคุณลุงมาขับรถเที่ยวในวันถัดไป ตอนเจ็ดโมงเช้า เมื่อถึงโรงแรมก็มีพนักงานของโรงแรมมาช่วยลากกระเป๋าพาไปส่งที่ห้องพักชั้น 4 แต่ความเอ๊ะที่สองก็เกิดขึ้น เมื่อลิฟต์ดันไปเปิดที่ชั้น 3 ก่อน ทั้งที่ไม่มีใครกด ยิ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมงเช้า แต่ภาพที่คุณตาลเห็นคือ ชั้น 3 ที่มืดสนิท พนักงานโรงแรมก็มองหน้าคุณตาลยิ้ม ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรก่อนที่ลิฟต์จะปิด และไปต่อที่ชั้น 4พอถึงชั้น 4 สภาพทางเดินมีปูพรมสีกรมท่าที่ดูเก่ามาก และผ่านการใช้งานมาเยอะ และมีฟูกที่นอนเก่า ๆ วางเกะกะตามทาง โดยทางเดินมีลักษณะเป็นรูปตัวแอลยาว ซึ่งห้องของคุณตาลเป็นห้องเลขคี่ที่อยู่สุดทางเดินขวามือพอดี เมื่อเปิดประตูเข้าไป เธอก็สำรวจความเรียบร้อยทั้งใต้เตียง ห้องน้ำ และก็มีราวเหล็กเอาไว้แขวนเสื้อผ้าโดยไม่มีตู้เสื้อผ้าภายในห้อง พอเธอสำรวจทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกจากห้องเพื่อหาข้าวกิน และให้ทิปกับพนักงานที่ช่วยลากกระเป๋าขึ้นมาให้ แต่เอ๊ะที่สามก็เกิดขึ้นอีกตอนที่เธอกำลังจะปิดประตูห้อง จู่ ๆ ก็มีลมพัดวูบเข้ามาที่ท้ายทอย เลยเงยหน้ามองบนฝ้าเผื่อมีช่องแอร์แต่ก็ไม่มี คุณตาลจึงพยายามไม่คิดอะไร และเดินทางไปอีกโรงแรมอีกที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องลี้ลับ ระหว่างที่นั่งแท็กซี่กลับก็แกล้งถามคนขับว่าโรงแรมนี้มีผีจริงมั้ย แท็กซี่ก็บอกไม่มีหรอก เขาเป็นนักร้อง และมารับงานที่นี่บ่อยก็ไม่เจออะไร จึงถามเพิ่มอีกว่าโรงแรมที่คุณตาลพักอยู่ตอนนี้ที่กำลังจะไปส่งมีผีมั้ย เขาก็ยืนยันเสียงแข็งอีกรอบว่าไม่มีเช่นเดียวกัน หลังจากที่คุณตาลกลับมาถึงห้องพัก ขณะที่กำลังนั่งเสิร์ชหาที่เที่ยวต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้นมา มันเป็นเสียงร้องที่ดูทุรนทุราย และทรมานสุด ๆ ที่สำคัญคือ เหมือนเสียงมาจากภายในห้อง ไม่ใช่ข้างถนนหรือข้างนอก ทั้งที่ห้องพักมันติดถนน บรรยากาศในตอนนั้นมันเงียบมากจนเหมือนทีวีโดนตัดสัญญาณแต่ยังเปิดอยู่ คุณตาลกลัวมากเลยโทรลงไปที่ ฟรอนต์ของโรงแรมให้พนักงานขึ้นมาดูหน่อย แต่พนักงานก็ยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เพราะเธอกลัวมาก ๆ จึงรีบโทรหาเพื่อนให้เพื่อนช่วยหาโรงแรมใหม่ให้หน่อย และรีบเก็บของเพื่อเช็คเอาท์หนีเลย พร้อมกับโทรเรียกคุณลุงคนขับเมื่อตอนเช้าให้มารับจนเมื่อเธอเก็บของเสร็จก็ยังไม่มีพนักงานคนไหนขึ้นมาดูเลยจนเพื่อนเธอหาโรงแรมใหม่ให้ได้เลย จึงโทรบอกให้พนักงานมารับพาลงไปให้หน่อย เพราะไม่กล้าออกไปเองคนเดียว คืนนั้นหลังจากที่มาถึงโรงแรมที่ใหม่เธอก็ดื่มเบียร์จนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เธอนัดกับคุณลุงคนขับรถเอาไว้ตอน 7 โมงเช้าก็มารับ และคุณลุงก็ถามเธอว่าทำไมถึงย้ายโรงแรมล่ะ โรงแรมเก่ามันไม่ดีหรอ คุณตาลเลยบอกไปตรง ๆ เลยว่า “หนูเจอผี” เมื่อจบประโยคนั้นคุณลุงก็เบรกรถทันที คุณลุงเลยเล่าว่า เมื่อวานจะเล่าให้ฟังอยู่แล้วแต่เพราะคุณตาล มัวแต่เล่นโทรศัพท์จึงไม่ได้เล่าความจริงคือ งานสุดท้ายของคุณลุงคือ ตำรวจ และงานนั้นคือไปเก็บศพที่โรงแรมนั้น เป็นคดีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเรียกผู้หญิงบริการมาที่ห้อง แต่เกิดการทะเลาะทำร้ายร่างกายผู้หญิงจนเสียชีวิต และห้องที่เกิดเหตุก็คือ “ห้อง 415” ซึ่งห้องที่คุณตาลเข้าไปพักก็คือ “ห้อง 415” ที่เป็นห้องเดียวกันกับห้องที่เกิดเหตุฆาตกรรมพอดี(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ 'ผีนักวิ่ง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 17 ธ.ค. 2567 ]

28 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ 'ผีนักวิ่ง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 17 ธ.ค. 2567 ]

‘คุณหนองน้ำ’ สายจากทางบ้านได้นำเรื่อง ‘ผีนักวิ่ง’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 ธันวาคม 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ จะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! ‘คุณหนองน้ำ’ เกริ่นก่อนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของรุ่นพี่ที่รู้จักกันชื่อ ‘พี่กอล์ฟ’ เป็นชายหนุ่มวัยกลางคน ที่อยู่ในแวดวงไตรกีฬา วิ่ง ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำ ซึ่งเรื่องที่พี่กอล์ฟได้นำมาเล่าให้คุณหนองน้ำฟัง เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2020 ตอนนั้นพี่กอล์ฟได้มีโอกาสไปวิ่งเทรล ที่จังหวัดเชียงใหม่ การวิ่งเทรล คือ การวิ่งในรูปแบบของการผจญภัยตามบริเวณหรือพื้นที่ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่า ภูเขา เป็นเส้นทางที่ขรุขระ เนิน ดิน หิน ทราย และที่แน่นอนก็คือ เส้นทางวิ่งจะมีความแตกต่างจากการวิ่งแบบปกติในเมืองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งพี่กอล์ฟวิ่งเทรลในระยะทาง 93 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ไกลมาก และจะเริ่มออกตัวในช่วงเวลากลางคืน โดยนักวิ่งส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์คู่ใจเวลาวิ่งในป่าคือ Headlamp (ไฟฉายคาดศีรษะ) และสิ่งนี้นั่นเองที่ทำให้พี่กอล์ฟไปเจอกับบางสิ่งบางอย่างในป่านั้น.. หลังจากที่ปล่อยตัวตอนกลางคืน ขณะที่พี่กอล์ฟวิ่งไปได้ระยะประมาณ 50 กิโลเมตร ระหว่างทางมีฝนตกลงมาอยู่ตลอด ทำให้การวิ่งเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะว่าเส้นทางที่มันลื่นบวกกับตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนอีกด้วย จึงทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นนั้นแคบลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเวลานักวิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ นักวิ่งแต่ละคนจะค่อย ๆ ห่างกันไป จนเริ่มไม่เห็นไฟจาก Headlamp ของคนอื่นแล้ว เมื่อระยะทางเริ่มไกลขึ้น พี่กอล์ฟรู้สึกว่าไฟบนหัวของตัวเองเริ่มติด ๆ ดับ ๆ จากนั้นพี่กอล์ฟรู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างลอยอยู่ทางซ้ายมือ ในตอนแรกพี่กอล์ฟคิดว่าตัวเองตาฝาด สุดท้ายก็ตัดสินใจหันไปดู สิ่งที่เห็นคือ ‘คุณยาย ผมประบ่า เสื้อผ้ามอมแมม’ มาตะคอกใส่พี่กอล์ฟว่า “มึงออกไป!!” หลังจากเจอสิ่งที่เกิดขึ้น พี่กอล์ฟตกใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจออะไรแบบนี้ เพราะว่าตัวพี่กอล์ฟเป็นคนที่ลงสมัครงานวิ่งเยอะมาก แต่ก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย เรียกได้ว่าไม่เคยเจอผีมาก่อนในชีวิต หลังจากที่คุณยายพูดเสร็จ แค่แว๊บตาเดียวคุณยายคนนี้ก็หายไป แต่ด้วยความตกใจจึงทำให้ขาที่วิ่งอยู่ตอนนั้น วิ่งเร็วขึ้นไปอีก และคิดในใจว่าต้องวิ่งไปหานักวิ่งกลุ่มอื่น ๆ หลังจากที่เจอนักวิ่งกลุ่มอื่นแล้ว เพราะความตกใจที่ยังคงมีอยู่ ทำให้ความเร็วในการวิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนวิ่งหลุดนักวิ่งกลุ่มนั้นออกมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง เพราะคิดเพียงแค่ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ออกไปจากตรงนี้ให้ได้ สักพักหนึ่ง พี่กอล์ฟได้เหลือบไปเห็นศาลระหว่างทาง เป็นศาลไม้เก่า ๆ ที่ดูขลังมาก หลังจากที่เห็นศาลนั้น พี่กอล์ฟก็ได้ยินเสียงลอยตามลมมาอีกครั้ง เป็นเสียงในระยะที่ใกล้มาก มาจากทางด้านซ้ายมือ พูดว่า “ทำไมมึงยังไม่ไป!!” แต่รอบนี้พี่กอล์ฟมองไม่เห็นตัวคุณยายแล้ว ในขณะนั้นพี่กอล์ฟรู้สึกว่า ‘วิ่งต่อได้ แต่ใจกับความคิดตอนนั้นคือเหม่อไม่รู้ตัวแล้วว่าวิ่งไปทางไหน’ สติอย่างเดียวของพี่กอล์ฟคือพยายามตามหาริบบิ้นที่ผูกไว้ตามต้นไม้ ที่ผูกไว้เพื่อบอกว่าจุดในไหนที่เป็นจุดพักต่อไป และสุดท้ายจากระยะทาง 93 กิโลเมตร พี่กอล์ฟวิ่งไปได้เพียง 63 กิโลเมตรเท่านั้น เพราะพี่กอล์ฟตัดสินใจขอ DNF (Did not finish) หรือก็คือเมื่อลงแข่งขันแล้วแต่วิ่งไม่จบ เช่น เหนื่อยไม่วิ่งต่อแล้วหรือหลงทางจนไม่สามารถไปถึงเส้นชัยได้ เพราะคิดว่าถ้าวิ่งต่อไปอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ จึงตัดสินใจขอ DNF เมื่อกลับลงมาแล้ว อีกวันหนึ่งหลังจากที่พูดคุยกับนักวิ่งท่านอื่น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีใครเห็นศาลนั้นเลย..เหตุการณ์ที่ 2 เป็นเรื่องของคุณหนองน้ำเอง เป็นตอนที่คุณหนองน้ำปั่นจักรยานอยู่ ณ ที่หนึ่งในช่วงวันปีใหม่ ซึ่งแถวนั้นแทบไม่มีคนเลย ในขณะที่คุณหนองน้ำกำลังปั่นจักรยานผ่านจุดแลนด์มาร์คศาลจุดหนึ่ง จู่ ๆ คุณหนองน้ำก็ได้ยินเสียงผู้หญิงจากทางด้านขวาพูดว่า “จ๊ะเอ๋” ในใจตอนนั้นคิดว่าเป็นพี่ที่รู้จักกัน มาปั่นอยู่ข้าง ๆ แต่พอหันไปดูกับไม่เห็นใครอยู่เลย..เหตุการณ์ที่ 3 อีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นพี่ที่รู้จักกัน พี่คนนั้นได้วิ่งผ่านวัด และได้เจอกับแม่ชีคนหนึ่งยืนอยู่หน้าวัด ยิ้มให้ และพูดว่า “เข้ามาทานข้าวต้มก่อนไหม เข้ามากินข้าวก่อนไหมหนู”แต่พี่คนนั้นตอบกลับไปว่า “อ๋อไม่ค่ะ ไม่เป็นไร” เพราะตอนนั้นพี่เขากำลังวิ่งอยู่ หลังจากวิ่งเสร็จกลับมาที่งาน ก็มีการคุยกันกับนักวิ่งคนอื่น ๆ ในเรื่องต่าง ๆ จนมาถึงเรื่องของพี่คนนี้เล่าว่า ‘เมื่อเช้าวิ่งผ่านวัด ๆ หนึ่งแล้วเจอแม่ชีมาเรียก ให้ไปกินข้าวที่วัด’ คนในพื้นที่จึงถามขึ้นมาว่า “วัดไหนนะคะ” หลังจากที่บอกชื่อวัดไป คนในพื้นที่คนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “วัดนี้เป็นวัดร้างนะ แต่ในอดีตเคยมีแม่ชีอยู่ที่นี่จริง ๆ แต่หลังจากที่แม่ชีคนนี้เสีย วัดนี้ก็ไม่ได้มีใครเข้ามาบูรณะต่อ”เหตุการณ์ที่ 4 เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องของพี่อีกท่านหนึ่ง ในขณะที่พี่คนนี้วิ่งงานเทรลอยู่ ระหว่างวิ่งนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นว่ามีคนวิ่งนำหน้า พี่คนนี้จึงวิ่งตามไปเพราะคิดว่าตัวเองวิ่งหลุดกลุ่ม ปรากฏว่าที่วิ่งไปไม่มีใครอยู่เลย จนเจ้าหน้าที่มาตามกลับ และบอกว่า “ตรงนี้มันไม่ใช่เส้นทางที่ให้นักวิ่งผ่านนะ มันผิดเส้นทาง”เหตุการณ์ที่ 5 เป็นเรื่องของแฟนคุณหนองน้ำ แฟนคุณหนองน้ำได้ไปซ้อมวิ่งในช่วงเช้า สถานที่ใกล้กรุงเทพฯ หลังจากที่วิ่งขึ้นเขาลูกหนึ่งไป ซึ่งเป็นปกติที่เวลาขึ้นเขานักวิ่งจะใส่ Headlamp แต่แสงไฟดันไปส่องเห็น ‘คนที่นอนอยู่บนถนน เป็นผู้ชายหัวโล้น นอนในลักษณะเอาหัวพาดไปที่ถนน นอนหันหลัง’ แฟนคุณหนองน้ำคิดว่าจะไม่ข้ามคน ๆ นี้จึงวิ่งเบี่ยงตัวออกไป ในขณะที่กำลังจะวิ่งผ่าน เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวผู้ชายที่นอนอยู่ก็หายไป หลังจากนั้นแฟนคุณหนองน้ำจึงไปทำบุญที่วัด ซึ่งวัดนี้เป็นเหมือนจุดรวมของปรักหักพังจากการบูชาและศาลที่ไม่ได้บูชาแล้ว แฟนคุณหนองน้ำก็ได้มีโอกาสคุยกับเจ้าอาวาสของวัดนี้ และได้เล่าสิ่งที่ตัวเองเจอในตอนเช้า เจ้าอาวาสก็ได้ตอบกลับมาว่า “เป็นธรรมดาแหละโยม เพราะตรงนี้เป็นจุดที่หลายคนเอาโกศมาทิ้ง แต่ไม่ได้ทำพิธี เลยอาจจะทำให้เจอได้บ้าง” จึงทำให้หลาย ๆ คนที่ใช้เส้นทางเจอกับผู้ชายคนนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-