เรื่องเล่าจากคุณอ้อยใจ ’คืนก่อนวันเเสดง‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณอ้อยใจ ’คืนก่อนวันเเสดง‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

23 มิ.ย. 2024

       เมื่อต้องขอยืมสถานที่จากทางมหาลัยเพื่อซ้อมทำกิจกรรม แต่อาจจะไม่ได้จุดธูปขอเจ้าของที่จริงๆ จนทำให้เจ้าของที่ต้องมาแสดงตัวให้เห็น! เรื่องราวนี้ ’อ้อยใจ’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘คืนก่อนวันแสดง’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

       อ้อยใจเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงปี 2  ที่มีกิจกรรมรับน้องมหาลัย ซึ่งจะให้แต่ละคณะมาแข่งกัน โดยให้เหล่าตัวแม่แต่ละคณะคิดโชว์เพื่อมาแข่งกัน แต่คณะของอ้อยใจมีเวลาซ้อมกัน 2 วัน จึงตกลงกันว่าจะไปซ้อมที่ตึกคณะ ซึ่งตึกคณะเป็นตึกแฝดคู่กัน ตรงกลางจะเป็นที่โล่ง และที่สำคัญ ตึกนี้จะมีข้อห้ามว่าห้ามอยู่ถึงตอนกลางคืน..

       ย้อนกลับมาวันที่ซ้อม ทุกคนนัดกันตอน 6 โมงเย็น ซ้อมจนถึง 2 ทุ่ม ตอนนั้นสายตาของอ้อยใจเหลือบขึ้นไปทางฝั่งขวาของตึกคณะ ซึ่งชั้น 2 ตึกนั้นจะเป็นห้องเก็บหุ่นและห้องเก็บโครงกระดูกเป็นงานประติมากรรมของรุ่นพี่ และสิ่งที่อ้อยใจเห็นคือ เหมือนมีคนยืมมองซ้อมเต้นอยู่.. ในใจก็คิดว่าอาจจะเป็นหุ่น แต่คนที่มองอยู่เขาเดินไปและก็เดินกลับ อ้อยใจพยายามไม่คิดอะไร และกลับไปตั้งใจซ้อมการแสดงต่อ

       หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็พักกินข้าว ตอนนั้นอ้อยใจก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเพื่อน และระหว่างที่พัก ก็มีเพื่อนพูดขึ้นมาว่า

       “เดี๋ยวเราจะย้ายตึกซ้อมกันนะ เพราะยุงเยอะ”

       จากนั้น ทุกคนก็ย้ายตึกซ้อมไปที่ตึกเรียนอีกตึก พอถึงตรงนั้นสิ่งเเรกที่อ้อยใจรู้สึกคือ มีลมพัดปึ้งเข้ามาที่หน้า! อ้อยใจจึงหันไปมองเพื่อนอีกคนที่มีเซนส์ ชื่อว่า ‘ยัยเมาท์’ (นามสมมติ) หลังจากหันไปมองหน้า ยัยเมาท์ก็หันมาพยักหน้าให้อ้อยใจเหมือนจะรู้กันว่ามีอะไรบางอย่าง แต่ทั้งสองก็ยังไม่ได้บอกเพื่อน ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีเหล่าตัวแม่ทั้งหมด 30 กว่าชีวิต ทุกคนโดนลมปะทะหน้ากันหมด แต่ก็คิดว่าเป็นลมธรรมชาติ เย็นสบาย จากนั้นก็ซ้อมกันต่อ

       ระหว่างนั้นอ้อยใจและยัยเมาท์ก็ถือกระเป๋ามาวางไว้ที่โต๊ะใต้ตึก อยู่ ๆ ยัยเมาท์ก็หันมาทางอ้อยใจแล้วก็นิ่ง พอถามก็ไม่ตอบ จากนั้นก็หันไปทางข้างหลังตึกแล้วก็นิ่งอีก และหันมาทางอ้อยใจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มองที่อ้อนใจแล้ว แต่มองผ่านอ้อยใจไป ซึ่งข้างหลังไม่มีอะไรนอกจากร้านถ่ายเอกสาร ตอนนั้นอ้อยใจจึงเอะใจว่าทำไมยัยเมาท์นิ่ง และน้ำตาคลอ แต่เพื่อนก็ไม่เล่าอะไร และบอกว่า “มันไม่มีอะไรหรอก” แล้วก็ซ้อมกันปกติ

       จนเวลาประมาณตี 3 ระหว่างที่ซ้อมถึงเพลงท่อนที่อ้อยใจต้องเต้น อยู่ ๆ เพลงก็ดับ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะบางทีแบตเตอรี่ของลำโพงอาจจะหมด มารอบสอง เปิดเพลงเดิม ท่อนเดิม เพลงก็ดับอีก ครั้งนี้ก็เอะใจ แต่ก็ซ้อมกันต่อจนมารอบที่ 3 รอบสุดท้าย เพลงก็ยังดับท่อนเดิมที่อ้อยใจต้องเต้น คราวนี้ รุ่นพี่ปี 3 ก็เรียกน้องทุกคน 30 ชีวิตมารวมตัว แล้วยัยเมาท์ก็เฉลยว่า..

       ตอนที่หันไปที่ตึกแล้วหยุดนิ่ง คือเห็นผีหลายตน ยืนล้อมเรียงกัน ไม่ใช่แค่สิบ แต่เป็นร้อยตน ส่วนตอนที่หันมาหาอ้อยใจแล้วนิ่งก็เห็นอีกประมาณ 30-40 ตน ตรงร้านถ่ายเอกสารและยืนดูพวกเราอยู่ เท่านั้นยังไม่พอ ยัยเมาท์ยังเล่าต่อว่า ทุกคครั้งที่หันไปมองและหันกลับมา พวกผีทุกตนจะเดินเข้ามาทีละก้าวเสมอ จนสุดท้ายก็ไม่หันอีก เพราะอยู่ขอบตึกแล้ว ถ้าหันไปคงจะมาถึงแน่ ๆ

       หลังจากได้ยินที่ยัยเมาท์เล่า รุ่นพี่ปี3 ก็เริ่มนำสวด โดยเอาบทสวดจากทางอินเตอร์เน็ต ทุกคนก็สวดแล้วหลับตา ปกติแล้วถ้าหลับตาเราจะยังเห็นแสงวูบวาบของหน้าจอมือถือได้ สิ่งที่อ้อยใจสัมผัสได้คือ เหมือนมีคนเดินผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา จึงรีบสวดมนต์ ขอขมา จนสุดท้ายก็หายไปหมด จึงคิดว่าทุกอย่างจบแล้ว และซ้อมกันต่อจนถึง 6 โมงเช้า และไปเรียนตามปกติ

       มาถึงวันที่ต้องแสดงในโรงยิม วันนี้ดูเหมือนคนดูเยอะมากกว่าปกติ และเสียงก็ดังกระหึ่มมากกว่าที่ควรจะเป็น อยู่ ๆ อ้อยใจที่กำลังเต้นอยู่ พอลืมตาขึ้นไปก็เห็นเป็นเงาคนเยอะมากจนนับไม่ได้ เป็นเงานับ ร้อยกว่าตนลุกขึ้นยืนและส่งเสียงดังมากล้อมรอบพวกเราอยู่ และสุดท้ายก็เต้นจนจบ

       พอย้อนคิดกลับไปก็คิดออกว่าสิ่งที่ทำผิดพลาดไปในตอนนั้น คือ ที่มหาวิทยาลัยของคุณอ้อยใจมีความเชื่อว่า ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใหญ่หรือเล็ก ก็ควรที่จะจุดธูปไหว้ทุกครั้ง แล้ววันนั้นทุกคนไม่มีใครจุดธูปไหว้กันเลย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

หนุ่มกระตุกทั้งคืน! เมื่อไปนอนรีสอร์ทใกล้วัด คืนนั้นเห็นคนมาป้วนเปี้ยนที่หน้าห้อง แต่พอลุกไปดู ร่างนั้นก็หายวับไป! ซ้ำยังโดนกระตุกข้อเท้าทั้งคืนจนนอนไม่ได้! ตื่นเช้ามาก็เจอรอยมือปริศนาอีก!!

01 ธ.ค. 2023

หนุ่มกระตุกทั้งคืน! เมื่อไปนอนรีสอร์ทใกล้วัด คืนนั้นเห็นคนมาป้วนเปี้ยนที่หน้าห้อง แต่พอลุกไปดู ร่างนั้นก็หายวับไป! ซ้ำยังโดนกระตุกข้อเท้าทั้งคืนจนนอนไม่ได้! ตื่นเช้ามาก็เจอรอยมือปริศนาอีก!!

หลอนตั้งแต่ทางเข้า เมื่อเข้าพักในรีสอร์ท แต่กว่าจะเจอต้องผ่านเข้าไปในวัดก่อน! เรื่องหลอนนี้มาจาก ‘คุณโจ’ สายที่โทรเข้ามาในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤศจิกายน 2566) บอกเลยว่าหลอนจน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนหัวลุก! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ปิดไฟแล้วไปอ่านกันเลย! เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณปลายเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณโจจะต้องไปแข่งกีฬาในจังหวัดนครนายก จึงตัดสินใจขับรถไปกับแฟน และจองรีสอร์ทแห่งหนึ่งไว้ พอได้เวลาออกเดินทางก็ตั้งค่า GPS ไปรีสอร์ทนี้ จนประมาณ 6 โมงเย็น บน GPS ก็ขึ้นว่า อีกประมาณ 200 เมตร จะถึงรีสอร์ทให้เลี้ยวซ้าย แต่ในเส้นทางที่ไป รอบ ๆ ข้างนั้น ก็ไม่มีวี่แววที่จะเป็นซอยให้เข้าไปเจอรีสอร์ทได้เลย คุณโจก็ขับไปเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าเส้นทางนี้ไม่ได้เปลี่ยวอะไรมาก พอถึงจุดที่ต้องเลี้ยวซ้ายก็ต้องทำให้คุณโจแปลกใจ เพราะว่ามันเป็นทางเข้าวัด! ซึ่งมันเป็นเส้นทางร่วม ก่อนจะถึงรีสอร์ทต้องผ่านวัดนี้เข้าไปก่อน คุณโจจึงเลี้ยวเข้าไป เมื่อเลี้ยวเข้าซุ้มประตูวัดไปแล้ว ก็เจอต้นไทรต้นใหญ่ อยู่ด้านหน้า ถัดไปมีโบสถ์ แล้วทางนี้จะต้องค่อย ๆ เลาะขอบข้างทางวัดไป ก็ต้องผ่านโบสถ์ ที่ไว้โกศกระดูกตั้งเรียงรายอยู่ คุณโจก็ลองขับเลาะไป ได้แต่ภาวนาในใจว่ามันอาจจะไม่ใช่ แต่สุดท้ายก็ขับไปเจอรีสอร์ทจริง ๆ รีสอร์ทนี้ตั้งอยู่ด้านหลังวัด เป็นตึกเป็น 2 ชั้น และเป็นบ้านพักทั้งหลังให้เลือก คุณโจเลือกบ้านพักที่เป็นหลัง เพราะว่าสะดวกกว่า หลังจากรับกุญแจเรียบร้อยแล้ว คุณโจก็ขับรถเข้าไปที่บ้านพัก ลักษณะของบ้านหลังนี้คือ เป็นบ้านชั้นเดียว มีที่จอดรถอยู่ด้านหน้า เมื่อลงจากรถก็ไขกุญแจเข้าบ้านได้เลย เวลาจอดรถก็จะบังบ้านจนมิด คนข้างนอกก็จะมองไม่เห็นบ้านเรา เราก็มองไม่เห็นคนข้างนอก และ 3 ด้านของบ้านหลังนี้จะเป็นสไตล์ก่อปูนเปลือย ด้านหน้าจะเป็นกระจกบานใหญ่ใส แล้วก็มีม่าน มีประตูไขเข้าไป ระหว่างที่คุณโจกำลังไขกุญแจเข้าบ้าน คุณโจก็เห็นพวงมาลัยแห้งวางอยู่ 3 - 4 พวง และธูปที่เคยถูกจุดไปแล้ว ด้วยความที่คุณโจกลัวว่าแฟนจะกังวล จึงหยิบทั้งหมดและโยนไปด้านข้างทันที ก่อนที่แฟนจะมาเห็น หลังจากนั้นก็ไขประตูเข้าบ้านไป ลักษณะด้านในของบ้านหลังนี้คือ เป็นบ้าน Studio ห้องน้ำอยู่ด้านใน เข้าไปแล้วจะเจอเตียงด้านซ้ายมือ 2 เตียง ตัวของคุณโจกับแฟนจะนอนคนละเตียงกัน คุณโจเลือกเตียงที่ติดกับริมกระจก ส่วนเตียงของแฟนจะอยู่ใกล้กับห้องน้ำ หลังจากจัดของกันเสร็จแล้ว คุณโจกับแฟนก็ออกไปหาอะไรทานข้างนอก จนคุณโจได้ลืมเรื่องของพวงมาลัยไป ประมาณ 3 - 4 ทุ่ม คุณโจและแฟนก็ได้เตรียมตัวเข้านอน เมื่อปิดม่านและปิดไฟเรียบร้อยแล้ว แต่คุณโจรู้สึกว่ามันมืดเกินไป มืดจนมองอะไรไม่เห็นจึงลุกขึ้นไปเปิดม่านเล็กน้อยเพื่อให้แสงเข้ามาได้ จากนั้นคุณโจก็กลับมาเล่นมือถือต่อ ส่วนแฟนของคุณโจหลับไปเรียบร้อย.. คุณโจเล่นมือถือไปได้สักพักก็รู้สึกว่ามีคนยืนอยู่นอกบ้าน จึงเหลือบตาไปมองช่องผ้าม่านที่เปิดแง้มเอาไว้ สิ่งที่คุณโจเห็นก็คือเป็นลักษณะเหมือนเงาคน คุณโจจึงพยายามมองให้ชัดว่ามันคืออะไร แต่ว่าภายในห้องนั้นมืดและข้างนอกเองก็มีเพียงแสงเล็กน้อย และได้เห็นเงาที่ว่านั่น เป็นเงาของคน และเป็นผู้หญิงแน่ ๆ เพราะว่า ช่วงผมที่มันฟูๆ จะเห็นได้ว่าเป็นผม ในระหว่างที่คุณโจกำลังพยายามจะมอง เหมือนกับว่าเขาคนนั้นกำลังหันหน้าจากขวาค่อย ๆ มาด้านซ้ายตรงที่คุณโจนอน แล้วมาหยุดตรงกันพอดี! คุณโจรู้สึกได้ว่าเขาชะงักเมื่อเห็นหน้าคุณโจ ตอนนั้นคุณโจไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่นนอกกลัวว่าคนนั้นจะเป็นโจรมางัดรถงัดบ้าน จึงรีบพุ่งตัวไปเปิดม่าน แต่จังหวะที่คุณโจพุ่งเข้าไปก่อนจะถึงม่าน เงานั้นก็ขยับตัวไปทางขวา คุณโจก็รีบเปิดม่านจนสุด แต่ปรากฏว่ามันไม่มีอะไรเลย! คุณโจคิดว่ามันเร็วมาก ไม่น่าจะหลบได้เร็วขนาดนั้น ทางด้านแฟนก็รู้สึกตัวตื่นจึงถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า” คุณโจก็ตอบกลับไปว่า “อ๋อ ไม่มีอะไร แค่จะมาดูว่ารถจอดดีไหม” คุณโจไม่กล้าเล่าว่าเจออะไร จึงรีบกลับไปนอนและครั้งนี้ปิดม่านทึบไปเลย สักพักนึงคุณโจก็ผล็อยหลับไป.. คุณโจสะดุ้งตื่นเพราะว่ารู้สึกว่าถูกกระตุกที่ข้อเท้าแรงมากจนหัวตกจากหมอน ตอนนั้นคุณโจก็ยังมึนงงอยู่ และรู้สึกได้ว่าข้อเท้าทั้ง 2 ข้างนั้นเหมือนมีคนกำอยู่ เมื่อเหลือบตาไปมองปลายเท้า คราวนี้ห้องไม่ได้มืดเหมือนครั้งแรก ทำให้คุณโจเห็นว่ามีเงาอยู่ที่ปลายเท้า ซึ่งมือทั้ง 2 ข้างของเงานั้นกำลังกำข้อเท้าของคุณโจอยู่แน่นมาก! คุณโจพยายามจะขยับตัวหรือจะร้องออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงลืมตา จึงพยายามเพ่งมองว่ามันคืออะไร ในระหว่างที่คุณโจกำลังเพ่งมอง เงานั้นก็ค่อย ๆ สูงขึ้น แต่ว่ามือที่จับข้อเท้ายังอยู่ที่เดิม จากนั้นก็โน้มตัวเข้ามาข้างหน้า คุณโจเริ่มเห็นชัดเจนแล้วว่าคือผู้หญิงที่เห็นอยู่นอกบ้าน ผู้หญิงคนนั้นค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามา โดยที่คุณโจก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้กระทั่งหลับตา ภาพนั้นมันใกล้มาก ๆ จนผมฟู ๆ ของผู้หญิงคนนั้นมาโดนใบหน้าของคุณโจ แต่หน้าของผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เข้ามาใกล้กับหน้าของคุณโจ ในระหว่างที่คุณโจกำลังคิด ก็ได้ยินเสียงพูดจากผู้หญิงคนนี้ว่า “ดูสิ ดูสิ อยากเห็นไม่ใช่หรอ” พูดซ้ำอย่างนี้อยู่ 2 รอบแล้วก็หัวเราะ! คุณโจก็พยายามที่จะสวดมนต์ แต่ด้วยความกลัวในตอนนั้นทำให้คุณโจสวดได้แค่ “นะโมตัสสะ นะโมตัสสะ” วนอยู่แค่นี้ และขณะที่คุณโจพยายามสวด ผู้หญิงคนนั้นก็พูดมาเหมือนกันว่า “มองสิ มองสิ” แต่ ณ ตอนนั้นคุณโจก็หลับตาไม่ได้ เห็นตลอดแต่ว่ามองหน้าผู้หญิงคนนั้นได้ไม่ชัด แต่ยังมีความรู้สึกว่าก้อนผมนั้นยังมาคลอเคลียอยู่ที่หน้าเขาตลอด สักพักความรู้สึกทั้งหมดก็หายไป จึงลุกขึ้นมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าเปิดไฟก็กลัวว่าแฟนจะตื่น คุณโจจึงพยายามนอนห่มผ้าหดขาดึงผ้าห่มให้ขึ้นมาจนถึงคอและก็หลับไปอีกรอบ.. แต่แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอีกเหมือนเดิม ขาที่คุณโจคิดว่าหดเข้าไปแล้วก็ถูกกระตุกจนหัวตกจากหมอนอีกรอบ ทุกอย่างเหมือนถูกรีรัน ตั้งแต่โดนจับข้อเท้า โน้มตัวเข้ามาแล้วสักพักก็หลุดไป ตัวคุณโจก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการมาแกล้งหรือว่าต้องการมาบอกว่าคุณโจทำอะไรผิด แต่คุณโจก็นึกคิดได้ว่าอาจจะเกี่ยวกับที่คุณโจโยนพวงมาลัยกับธูปทิ้งไป และในรอบ 2 นี้ ทันทีที่คุณโตเริ่มขยับตัวได้ก็รีบเปิดไฟและดูนาฬิกา ปรากฏว่าตอนนี้เป็นเวลา ตี 5 ครึ่ง แฟนของคุณโจพลิกตัวหันมาถามคุณโจว่า “นอนไม่หลับหรอ” คุณโจก็ยังไม่กล้าเล่าให้แฟนฟัง จึงตอบกลับไปว่า “เออใช่ นอนไม่หลับ” แฟนของคุณโจก็หันหลังกลับไป คุณโจตัดสินใจว่าไม่นอนต่อแล้ว จนเวลาเกือบ 6 โมงเช้า คุณโจก็ลุกไปเปิดม่าน แต่ก็ต้องทำให้คุณโตตกใจผงะถอยหลังออกมา เพราะว่าตำแหน่งที่คุณโจเห็นเงาผู้หญิงจากข้างนอกเมื่อคืนนี้ มีรอยมือที่ใหญ่และนิ้ว 4 นิ้วที่เรียวยาวมาก คุณโจก็ตัดสินใจเล่าให้แฟนฟัง หลังจากที่แฟนได้ฟังแล้ว แฟนก็เล่าในมุมมองของตัวเองบ้างว่า “นอนไม่หลับเหมือนกัน รู้สึกเหมือนมีแมลงหรือยุงมาไต่หน้าไต่แขน” หลังจากคุณโจได้ฟังก็คิดว่าว่าไม่น่าจะใช่ยุง จึงถามแฟนไปว่า “มันเหมือนผมหรือเปล่า ที่มันมาไรโดนหน้า” แฟนก็บอกว่า “ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในห้องนี้ รู้สึกเหมือนมีคนมาชะโงก แต่ว่าไม่กล้าลืมตา อาจจะเป็นผมก็ได้” ตัวแฟนก็ไม่กล้าพลิกตัวเพราะว่ากลัวคุณโจจะตื่น หลังจากคุยกันเสร็จ คุณโจก็ตัดสินใจเปิดประตูออกไปเพื่อที่จะไปดูรอยมือนั้นเพื่อหาเหตุผลว่ามันคือรอยอะไร พอเปิดประตูออกไป ตำแหน่งที่มีรอยมือนั้น ต้องเป็นคนที่สูงประมาณ 180 – 190 เซนติเมตร มือถึงจะอยู่ระดับนั้นได้ เพราะว่าพื้นห้องพักจะสูงกว่าลานจอดรถ ซึ่งรอยมือนี้เหมือนเป็นรอยมือจากไอร้อนอยู่ด้านนอก แล้วเป็นนิ้วที่ดูน่ากลัวมาก คุณโตก็คิดว่าอยู่อีกคืนไม่ได้แล้ว จะต้องย้ายที่พัก หลังจากนั้นคุณโตก็ไปแข่งกีฬา และไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็ถามว่า “ไปนอนที่นี่ใช่ไหม” คุณโจจึงบอกว่า “ใช่” เพื่อนคุณโจจึงบอกว่า “โห ส่วนใหญ่แล้ว นักกีฬาที่ไปพักที่นี่หรือคนที่ไปพักที่นี่ ก็จะมีประสบการณ์แบบนี้หมด” ในระหว่างที่คุณโจและเพื่อนกำลังคุยกันอยู่นักกีฬาอีกกลุ่มหนึ่งที่นอนบนตึกก็มาบ่นกันว่า “นอนไม่หลับ” คุณโจจึงเข้าไปถามว่าทำไมนอนไม่หลับ สรุปแล้วหลายคนก็เจอคล้ายกันกับคุณโจ แต่เขาไม่ได้เล่าละเอียด เล่ามาแค่ว่า “เขาโดนกวน นอนกันไม่ได้” เพื่อนก็บอกว่า “ก็เป็นไปได้ว่าถ้ามาที่นี่ก็มีโอกาสที่จะเจอ” แต่คุณโจก็ไม่ได้ไปถามผู้ดูแลต่อ เพราะว่าถ้าถามไปเขาก็คงไม่เล่าให้ฟัง จึงคิดเองว่า ที่พักนี้อยู่ใกล้กับวัด ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ นี้ แต่สุดท้ายแล้วคุณโจก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่คุณโจเจอเกี่ยวอะไรกับห้องที่เขาพักหรือเปล่า..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไรเดอร์หนุ่มรับออเดอร์ส่งพัสดุ เจอป้อมใหญ่จึงขออนุญาตผ่านทาง แต่ทหารประจำป้อมไม่ตอบ จึงคิดว่าเข้าไปได้ ระหว่างทางก็ได้ยินเสียงกระแอม เมื่อหยุดรถก็พบว่าข้างหน้าเป็นหน้าผา! พอหันกลับมาก็เจอผู้หญิงกวักมือเรียก! จะหนีก็ดันสตาร์ทรถไม่ติด!

21 เม.ย. 2023

ไรเดอร์หนุ่มรับออเดอร์ส่งพัสดุ เจอป้อมใหญ่จึงขออนุญาตผ่านทาง แต่ทหารประจำป้อมไม่ตอบ จึงคิดว่าเข้าไปได้ ระหว่างทางก็ได้ยินเสียงกระแอม เมื่อหยุดรถก็พบว่าข้างหน้าเป็นหน้าผา! พอหันกลับมาก็เจอผู้หญิงกวักมือเรียก! จะหนีก็ดันสตาร์ทรถไม่ติด!

“ไรเดอร์” เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เสี่ยงต่อการพบเจอเหตุการณ์แปลก ๆ เพราะต้องไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย แถมอาจจะยังได้เจอกับสิ่งลี้ลับที่หลอนจนลืมไม่ลง ดังเช่นกับเรื่องราวในรายการ “อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio” ที่ผ่านมา (28 มีนาคม 2566) ทั้ง ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเคเบิ้ล’ ต่างก็ขนลุกไปตาม ๆ กัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปตามอ่านกันได้เลย! พี่แจ็คเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจาก ‘คุณเอิร์ธ’ หนุ่มไรเดอร์ที่วิ่งอยู่ในพัทยา วันหนึ่งช่วงพลบค่ำ เขาตัดสินใจว่าจะกลับบ้านไปพักผ่อน เนื่องจากยอดออเดอร์วันนี้ไม่ได้ตามที่หวังไว้ แต่ขณะที่กำลังจะกลับนั้น ดันมีออเดอร์ใหม่เข้ามา เป็นออเดอร์ส่งพัสดุไม่ใช่อาหาร และจะได้รับค่าส่งสูงถึง 369 บาท ยอดนี้ทำให้คุณเอิร์ธถึงกับตาลุกวาว จึงเปิดดูระยะทางที่ต้องไปส่งของ ก็พบว่าระยะทางไปกลับรวมกว่า 80 กิโลเมตร แถมช่วงเวลาตอนนั้นก็เริ่มดึก รถจึงไม่ติด คุณเอิร์ธมองว่ายังไงก็คุ้ม จึงตัดสินใจกดรับออเดอร์ และออกไปรับพัสดุทันที ซึ่งซองพัสดุนี้คาดว่าจะเป็นเอกสารราชการ (เนื่องจากมีเครื่องหมายตราครุฑ) และต้องนำไปส่งสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง เมื่อรับพัสดุเสร็จ ขณะที่กำลังขับรถออกมานั้น ลูกค้าเจ้าของออเดอร์ก็เดินมาที่หน้ารถและถามว่า “ไฟสูงรถพี่ใช้ได้ไหม” เขาจึงตอบไปว่า “ก็ใช้ได้ปกตินะครับ ทำไมหรอครับ” ลูกค้าก็ตอบกลับมาว่า “อ๋อ ผมเป็นห่วง เพราะถนนที่จะไปมันค่อนข้างมืดนิดหน่อย เลยมาถามก่อนว่าไฟสูงพี่ใช้ได้หรือเปล่า” คุณเอิร์ธจึงถามต่อว่า “แล้วหมุดปลายทางที่ปักให้ถูกต้องมั้ยครับ?” ลูกค้าก็ตอบว่าถูกต้อง เมื่อคุยกันเสร็จสรรพ คุณเอิร์ธก็ขับรถออกไปตามสถานที่ที่ลูกค้าบอกไว้ สถานที่ที่ลูกค้าหมุดไว้ มีลักษณะเป็นเหมือนค่ายทหาร คุณเอิร์ธจึงขับรถเข้าไปและได้เจอกับป้อมเก่าขนาดใหญ่ คุณเอิร์ธจึงจอดรถตรงป้อมเพื่อขออนุญาตผ่านทาง เมื่อมองเข้าไปภายในป้อมก็สังเกตเห็นว่า ภายในป้อมนั้นมีอุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างครบครัน เช่น กระจก โต๊ะ เก้าอี้ และมีทหารคนหนึ่งที่แต่งตัวเต็มยศนั่งเก้าอี้อยู่ แต่เขากลับมีท่าท่างแปลก ๆ เพราะนั่งแข็งทื่อ ส่วนหน้าก็มองตรงไปข้างหน้า ไม่หันมามองยังถนนที่คุณเอิร์ธจอดรถอยู่เลย คุณเอิร์ธจึงถามว่า “พี่ครับ ผมเข้าไปได้มั้ยครับ?” แต่ทหารคนนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำพูดของคุณเอิร์ธเลย คุณเอิร์ธคิดว่าเขาอาจจะไม่ได้ยิน จึงบีบแตรรถไปหนึ่งครั้ง รอบนี้ทหารคนนั้นก็ยังไม่หันมามอง แต่กลอกตามาดูในขณะที่นั่งทื่อหน้าตรงอยู่อย่างนั้น แถมยังไม่พูดอะไร คุณเอิร์ธจึงทำท่าทางใบ้ประมาณว่ามีของมาส่ง ขอเข้าไปข้างในได้มั้ย ทหารคนนี้เห็นท่าทีดังนั้น ก็กลอกตากลับไปมองตรงเหมือนเดิม คุณเอิร์ธจึงคิดว่า ”เข้าไปได้แหละ ถ้าไม่ได้ เขาคงห้ามแล้ว” คุณเอิร์ธจึงขับรถผ่านป้อมตรงเข้าไปประมาณ 100 เมตร โดยระหว่างทางก็มีไฟจากถนนส่องตลอดทาง จนไปถึงทาง 3 แยก ทางซ้ายมือจะไปยังอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ส่วนทางขวาจะเป็นทางขึ้นเนิน และ GPS ก็บอกให้เลี้ยวขวา คุณเอิร์ธก็เลี้ยวไปตามทาง ซึ่งทางขึ้นเนินค่อนข้างชัน และเส้นทางก็เริ่มขรุขระ แถมบรรยากาศก็ยิ่งมืดลงเรื่อย ๆ จนเจอป้ายที่เขียนว่า “กำลังก่อสร้างห้ามเข้า” แต่หมุดปลายทางให้ตรงไปทางนี้ คุณเอิร์ธคิดว่าลูกค้าน่าจะอยู่ข้างใน จึงขับตรงเข้าไปอีก คุณเอิร์ธยังบอกอีกว่า คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด มองไม่เห็นข้างทางและต้นไม้ใด ๆ เลย มีเพียงแค่ไฟสูงและไฟท้ายของรถตัวเองเท่านั้น แต่ระหว่างนั้นคุณเอิร์ธก็เกิดอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงหัวเราะ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของผู้หญิงหรือผู้ชาย คุณเอิร์ธพยายามไม่คิดมากจึงขับต่อมาอีกสักพัก จากนั้นก็จอดรถและกดโทร.หาลูกค้าว่า “ผมมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมาถูกทางใช่มั้ยครับจะได้ตรงไปต่อ” ลูกค้าคนนั้นตอบมาว่า “อืม” แค่คำเดียว ทำให้คุณเอิร์ธเริ่มโมโห จึงบอกปลายสายไปอีกว่า “พี่ ผมมาส่งของ ผมมาทำงานนะ พี่อย่าแกล้งผมดิ” ปลายสายก็ยังคงตอบมาเพียง “อื้ม!” แล้วกดวางสายไปเลย! คุณเอิร์ธโมโหยิ่งกว่าเดิม จึงเปิดโทรศัพท์ไปที่แอปไรเดอร์ และส่งแชทไปว่า “พี่ครับช่วยแอดไลน์และส่งโลเคชั่นที่แม่นยำกว่านี้มาให้หน่อยครับ” แต่พอกดส่งมันก็ส่งไม่ไป และก็เห็นว่าสัญญาณโทรศัพท์แสดงรูปสัญลักษณ์กากบาท นั่นหมายความว่าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ตั้งแต่แรก! แล้วเมื่อกี้.. เขาโทรติดได้ยังไงและโทรคุยกับใคร? เพราะยังไม่ได้ขยับไปไหน คุณเอิร์ธพูดกับตัวเองว่า “เอาไงดีวะ” แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจขับต่อไปเพราะหมุดปลายทางอยู่อีกไม่ไกลแล้ว.. คุณเอิร์ธขับรถต่อมาอีกสักพัก ครั้งนี้เขาได้ยินเสียงกระแอมแว่วเข้ามาในหู เป็นเสียงของผู้ชายชัดเจน! ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นเจอแบบนี้ก็คงไม่จอด แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้คุณเอิร์ธเหยียบเบรกจอดทันที! และสังเกตรอบ ๆ ว่าเสียงมาจากไหน แต่มองยังไงก็ไม่มีอะไรผิดปกติ สถานการณ์ตอนนั้นทำให้คุณเอิร์ธเริ่มเครียดจึงนำบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ และก็นึกขึ้นได้ว่าทางบ้านมีความเชื่อว่าเอาบุหรี่หรือพวกยาเส้นยาสูบเซ่นไหว้ให้ภูติผีแล้วจะดี จึงเอาบุหรี่อีกมวนจุดวางไว้ให้ในบริเวณนั้น แต่พอคุณเอิร์ธหันไปมองอีกทีกลับเห็นว่าไฟของบุหรี่ที่พึ่งวางมันวาบขึ้นมาเหมือนมีคนกำลังสูบและใกล้จะหมด! ซึ่งตอนนั้นคุณเอิร์ธมั่นใจว่าไม่มีลมพัดอย่างแน่นอน จึงนำโทรศัพท์เปิดไฟฉายขึ้นมาและลองเดินไปข้างหน้าอีกประมาณ 20 เมตร ก็เจอว่าถ้าตรงไปทางนั้นอีกนิดเดียวจะเป็นหน้าผาที่ชันมาก เป็นทางยาวไหลลงไปค่อนข้างลึก คุณเอิร์ธกลับมาคิดกับตัวเองว่า ถ้าขับต่อไปอีกนิดคงศพไม่สวยแน่เพราะเบรกยังไงก็คงไม่อยู่ และคิดว่า หรือเสียงกระแอมนั้นมาเตือนให้ตัวเขาหยุดรถหรือเปล่า..? เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงหันหลังเดินกลับมาที่รถ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้ใจเขาตกไปถึงตาตุ่ม! เพราะภาพที่เห็นตรงหน้าคือผู้หญิงที่แต่งตัวมอมแมม ผมยาว มีผมหน้าม้าปิดทั้งส่วนของใบหน้าเหลือให้เห็นเพียงแค่ปาก และกำลังเดินออกมาจากป่าข้างทาง แต่ไม่ได้เดินออกมาธรรมดาเพราะเธอเดินแฉลบเฉียงข้างออกมาเป็นลักษณะเหมือนปูไปยังรถมอเตอร์ไซค์!! ความคิดในหัวคุณเอิร์ธตีกันว่าจะวิ่งหนีจากผู้หญิงคนนี้ หรือ จะถามทางเธอดี แต่ความคิดนั้นยังไม่ทันได้ข้อสรุป ปากคุณเอิร์ธกลับลั่นถามไปเองว่า “ผมหลงทาง ผมมาถูกทางใช่มั้ย” แทนที่ผู้หญิงคนนี้จะตอบ เธอกลับยกแขนซ้ายขึ้นมาตรง ๆ และกวักมือแบบเร็ว ๆ พร้อมกับผงกหัวเร็ว ๆ ตามแรงกวักมือ! คุณเอิร์ธบอกว่ามันเร็วมาก (แม้ว่าหลังเกิดเหตุคุณเอิร์ธจะลองกลับมาทำตามที่บ้าน ก็ทำไม่ได้) ทำให้ตอนนั้นสติและจิตหลุดพร้อมกันเลยก็ว่าได้ คุณเอิร์ธไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี จึงตัดสินใจวิ่งหนีเลยผู้หญิงคนนั้นไป แต่นึกขึ้นมาได้ว่าลืมมอเตอร์ไซค์และโทรศัพท์ไว้ แถมทางที่เข้ามาก็ไกลมาก จึงวิ่งกลับไปยังที่เดิม และพอไปถึงผู้หญิงคนนั้นก็หายไปแล้ว! จึงมองซ้ายมองขวาก่อนจะควบเบาะนั่งและสตาร์ทรถ แต่รถก็ดันสตาร์ทไม่ติด! แต่ไม่ใช่เพราะสิ่งลี้ลับเป็นเพราะแบตของรถมอเตอร์ไซค์ใกล้จะหมด จึงเอาตัวดันมอเตอร์ไซค์ไถไปเรื่อย ๆ ซึ่งระหว่างนั้น ผู้หญิงคนเดิมก็เดินแฉลบข้างโผล่มาอีกตามต้นไม้ข้างทาง!! คุณเอิร์ธบอกว่าเห็นชัดมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นคืนเดือนมืด จนจังหวะใกล้ลงเนินจึงลองสตาร์ทรถอีกครั้ง เมื่อเครื่องติดก็ขับออกมา ซึ่งก็ได้ยินเสียงผู้ชายไล่ตามหลังมาพูดประมาณว่า “ไปเลย อย่าหันกลับมา!” หลังจากออกห่างจากสถานที่ตรงนั้นได้จนมาถึงยังป้อมทางเข้า ปรากฏว่าป้อมนั้นกลายเป็นป้อมร้างที่ปิดใช้งาน เพราะล็อกกุญแจไว้ แถมไม่มีเฟอร์นิเจอร์เหมือนที่เห็นในตอนแรกเลย! พอออกมานอกป้อม คุณเอิร์ธก็เห็นว่าสัญญาณโทรศัพท์กลับมาแล้วจึงโทรไปโวยวายกับลูกค้าว่าโดนผีหลอกไม่กล้ากลับเข้าไปส่งให้แล้ว และจะวางพัสดุไว้ที่นี่ให้ลูกค้ามาเอาพัสดุเอง เงินก็ไม่เอาแล้ว ลูกค้าจึงตอบกลับมาว่า “พี่ใจเย็น ๆ ก่อน ผมดูในแอปและเห็นตำแหน่งพี่อยู่ พี่อยู่ห่างจากจุดที่ผมปักหมุดให้ เลยไป 12 กิโล!” คุณเอิร์ธได้ยินดังนั้นถึงกับตะลึง เพราะเส้นทางที่ปักหมุดมามันไม่น่าเพี้ยนถึงขนาดนั้น ด้วยความที่กลัวมาก จึงถอดใจทิ้งเอกสารไว้ตรงนั้นและกลับบ้านทันที! เมื่อกลับถึงบ้านคุณเอิร์ธก็ไข้ขึ้นและนอนป่วยอยู่ 3 วัน กระทั่งหายดี จึงไปพูดคุยกับเพื่อน ๆ ว่าจุดที่เคยไปมันมีจริงหรือไม่ พร้อมกับเปิดไล่เส้นทางนั้นในแอปให้ดู เพื่อนก็บอกว่า “ป้อมนั้นมันร้างมานานแล้วนะ แถมเนินที่ขึ้นไปจอดรถ ตรงนี้มันก็คือสุสานฮวงซุ้ย” เมื่อคุณเอิร์ธเรียบเรียงความคิดทั้งหมดได้จึงคิดว่าตัวเองโดนพามาหลอกแน่ ๆ และที่ได้ยินเสียงผู้ชายปริศนาคนนั้นช่วยไว้ถึง 2 ครั้ง คงเพราะตัวเองได้เซ่นไหว้บุหรี่ให้นั่นเอง เมื่อคุณแจ็คเล่าเรื่องคุณเอิร์ธจบ ก็ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า อาชีพไรเดอร์มักเจอประสบการณ์หลอนที่หนักและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากต้องไปยังที่แปลก ๆ ซึ่งอาจจะไม่คุ้นเคย ทำให้เสี่ยงเจอเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกแบบนี้ได้ตลอด ดังนั้นควรเช็คและสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางและสถานที่ของลูกค้าให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากปลายฟ้า 'ผีระหว่างทาง' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

19 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากปลายฟ้า 'ผีระหว่างทาง' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

เดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด ขับไปได้สักพัก Google Map กลับพาเปลี่ยนเส้นทาง บรรยากาศโดยรอบดูวังเวง ตามข้างถนนเต็มไปด้วยศาลที่ถูกทิ้งร้างไว้ และระหว่างที่ขับผ่าน สายตากลับเหลือบไปเห็น เสมือนผู้คนทั้งชายหญิง ยืนสลับซ้ายขวาอยู่เต็มริมถนน เรื่องราวระหว่างการเดินทางของ.. ‘ปลายฟ้า’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ที่ต้องออกเดินทางกลางดึก แต่ระหว่างทางกลับเจอสถานการณ์ ที่ทำให้สติแตก และมีอาการหวาดผวา เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า - มิวสิค’ (11 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีระหว่างทาง’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในช่วงของปีนี้ ‘ปลายฟ้า’ ต้องมีไปถ่ายทำซีรีส์ที่จังหวัดกาญจนบุรี วันนั้นพี่ชายมานอนด้วย พี่ชายเลยจะสามารถไปส่งได้ แล้วก็รู้สึกว่าวันนั้นนอนไม่หลับ เลยตัดสินใจเดินทางออกไปกองถ่ายเองพร้อมกับครอบครัวในช่วงหลังเที่ยงคืน เมื่อเริ่มออกเดินทาง ปลายฟ้า ก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกว่า ‘แถวนี้มันน่ากลัวเนอะ’ ได้แต่คิดในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ จู่ ๆ พี่ชายก็พูดออกมาว่า ‘ที่นี่น่ากลัวเนอะ’ ทำให้ ปลายฟ้าหันตอบไปว่า ‘พูดทำไม’ หลังจากนั้นระหว่างทางได้มีการพูดเล่นกันว่าถ้าเจอแมวลายสลิด จะรับมาเลี้ยงเลย ขับไปได้สักพัก Google Map แจ้งเปลี่ยนเส้นการเดินทาง บริเวณโดยรอบดูเป็นเส้นทางที่เปลี่ยว ปลายฟ้าได้แต่นึกในใจว่าบรรยากาศโดยรอบดูวังเวงแปลก ๆขับมาได้สักพัก เจอเข้ากับศาลที่ทิ้งร้างอยู่เต็มข้างทาง และในระหว่างทางสายตาที่มองไปข้างทางเหลือบไปเห็นเป็นลักษณะเหมือนคนทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ยืนสลับกันซ้ายขวา อยู่เต็มถนนทั้ง 2 ฝั่ง ทุกคนบนรถเริ่มสติแตก และมีอาการหวาดกลัว กับภาพตรงหน้าที่เห็น แต่ปลายฟ้า พยายามตั้งสติ และได้หยิบบทสวดมนต์ออกมา สวดไปได้สักพัก ทุกคนบนรถเริ่มสงบลง ขับผ่านโค้งมาตามถนน ทางเปลี่ยวขึ้นกว่าจากตอนแรก ซึ่งบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่เปลี่ยว ที่ไม่ได้มีหมู่บ้านคนอาศัยอยู่ แต่กลับไปพบเจอลูกแมวยืนอยู่กลางถนน แล้วได้จ้องมองมาที่รถ โดยที่ไม่ได้มีท่าทีว่าจะหลบแต่อย่างใด พี่ชายปลายฟ้าจึงได้หยุดรถลงในทันที แล้วได้ปลดเข็มขัดนิรภัยออก และมีท่าทีว่า จะเปิดประตูรถลงไป แต่ปลายฟ้าต้องรีบตะโกนห้าม เพื่อเรียกสติ จนพี่ชายปลายฟ้าได้สติอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีลักษณะอาการเหมือนคนไม่รู้ตัวซึ่งปัจจุบันก็ไม่สามารถ พิสูจน์ได้ว่าแมวที่พบเจอ เป็นแมวจริง ๆ หรือเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงมาให้เราได้เห็น…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

ย้ายไปทำงานที่นอกตัวเมืองต่างจังหวัด พี่เขาถามมาประโยคเดียวว่า “นอนได้ใช่ไหม อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม” คืนแรกที่มานอนก็ได้ยินเสียงเคาะห้องทั้งคืน เพราะอยากมาอยู่ด้วย! เคาะไม่หยุดจนต้องสื่อสารกับเจ้าที่ว่า “เจ้าที่คะ กั้นรอบรั้วทีค่ะ หนูจะเล่นเขา”

12 มิ.ย. 2023

ย้ายไปทำงานที่นอกตัวเมืองต่างจังหวัด พี่เขาถามมาประโยคเดียวว่า “นอนได้ใช่ไหม อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม” คืนแรกที่มานอนก็ได้ยินเสียงเคาะห้องทั้งคืน เพราะอยากมาอยู่ด้วย! เคาะไม่หยุดจนต้องสื่อสารกับเจ้าที่ว่า “เจ้าที่คะ กั้นรอบรั้วทีค่ะ หนูจะเล่นเขา”

‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (6 มิถุนายน 2566) ‘ส้ม มัลนิการ์’ ได้เล่าเรื่องสุดหลอนที่ได้เจอตอนย้ายไปเช่าบ้านพักที่ต่างจังหวัด ที่ฟังจบแล้ว ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถึงกับขนลุกเกรียวกราวไปตาม ๆ กัน! จะหลอนแค่ไหนนั้น เปิดแสงสว่างจอให้สุดแล้วปิดไฟอ่านพร้อมกันเลย!คุณส้มเริ่มเล่าว่า มีช่วงหนึ่งที่กำลังตามหาตัวเอง จึงไปทำงานในธนาคารแห่งหนึ่งที่จันทบุรี แต่สาขางานที่ทำอยู่นั้นค่อนข้างห่างจากตัวเมือง บางวันอยู่เคลียร์งานจนต้องกลับดึกทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่จึงแนะนำให้ย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ สาขาที่ทำมากขึ้น ซึ่งบ้านพักที่ย้ายมา อยู่ใกล้มาก เยื้องกับสาขาที่ทำงาน บ้านพักมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวที่ยกสูงจากพื้นประมาณ 2 ฟุต ต้องเดินขึ้นบันไดเพื่อที่จะเข้าห้องพัก อยู่หลังริมสุดติดรั้ว คุณส้มรู้จักกับพี่เจ้าของบ้านพักเพราะเขาทำงานบริษัทเดียวกันแต่คนละสาขา จึงได้ในราคาที่ถูกลง จากประมาณ 5,000 เหลือ ประมาณ 3,500 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าถูกมาก ทั้งสะดวก ทั้งอยู่ติดที่ทำงาน โรงพยาบาล และร้านอาหาร จึงตัดสินใจย้ายของเข้า แต่แล้วพี่เจ้าของบ้านพักก็ถามขึ้นมาว่า “นอนได้ใช่ไหม อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม” คุณส้มก็ตอบไปว่า “ได้ค่ะ” แม้จะเอะใจแต่ก็คิดว่า พี่เขาคงเป็นห่วงเพราะเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวคืนแรกที่มาอยู่ที่บ้านพักแห่งนี้ ก็ต้องขนของจัดของเข้าห้อง กว่าจะเสร็จก็ดึกมาก และต้องรีบนอนเพราะต้องตื่นไปทำงานตั้งแต่เช้า ระหว่างที่จัดของในห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ ก็ได้ยินเสียงเดิน เป็นเสียงรองเท้าเดินบนพื้นหินกรวด เข้ามาทางประตูด้านหลังของตัวบ้านพัก คุณส้มก็คิดว่าเป็นพี่ผู้ชายห้องข้าง ๆ เดินมา เพราะเสียงฝีเท้ามันหนักและใหญ่เหมือนใส่รองเท้าบูทหรือไม่ก็คอมแบต ชัดเจนมากว่าเป็นของผู้ชายดัง “ฉึบ ฉึบ ฉึบ” เหมือนเดินมาด้วยความรีบ สักพักเสียงก็หยุดไป คุณส้มคิดในแง่ดีว่า ยังไงก็ต้องเป็นคน อาจจะเป็นเสียงของพี่ห้องข้าง ๆ จึงไม่ได้สนใจอะไร จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำ ขณะที่คุณส้มกำลังแปรงฟัน เสียงเดินก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่รอบนี้เสียงเดินมันดังขึ้นมาจากบันได “ตึง ตึง ตึง” มาหยุดที่หน้าประตูด้านหลัง จากนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหลาย ๆ ครั้ง แล้วก็มีเสียงผู้ชายตะโกนมาว่า “เห้ย เปิดโว้ย!” คุณส้มจึงตะโกนกลับไป “ใครอ่ะ!” แล้วก็คิดในใจว่าเราเข้าผิดห้องหรือไปจอดรถขวางใครหรือเปล่า แล้วก็ตอบไปว่า “แป๊บนึงนะคะพี่” จากนั้นก็รีบอาบน้ำแต่งตัว แล้วออกไปเปิดประตูแง้ม ๆ แต่เสียงมันเงียบจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้! คุณส้มมั่นใจมาก ว่ามีคนมาเคาะประตูห้องจริง ๆ จึงตัดสินใจเปิดประตูออกไปดู เท่านั้นแหละ ขนลุกเลย! ข้างนอกไม่มีคนอยู่ ไม่มีแม้กระทั่งรอยเท้า ส่วนพี่ผู้ชายที่อยู่ห้องข้าง ๆ ก็ยังไม่กลับ ในใจก็คิดว่าถ้าเป็นเจ้าที่ คุณส้มจึงก็ขอโทษ ขอขมา ขอให้อยู่ปลอดภัย เดี๋ยวจะเอาพวงมาลัยไปไหว้จากนั้นคุณส้มก็กลับเข้ามาดูทีวี สักพักก็ได้ยินเสียงรถ เสียงเดินมาไขกุญแจของพี่ข้างห้อง คุณส้มก็คิดว่าเสียงเมื่อสักครู่ไม่ใช่พี่ข้างห้องแน่ๆ คงไม่มีอะไรจึงไปนอน นอนไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะผนังไม้บริเวณหัวเตียง เคาะจนคุณส้มตื่น ในใจคิดว่าคงเป็นเสียงกิ่งไม้มาโดนกับผนัง จึงนอนต่อ สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะ “ตึง!” ที่ชัดและดังมาก ๆ ทำให้สะดุ้งตื่น คราวนี้คุณส้มคิดว่าไม่ใช่เสียงกิ่งไม้แล้วแน่ๆ แล้วเสียงเคาะก็ดังขึ้นอีก เป็นเสียงเคาะที่ไล่จากซ้ายไปขวา ขึ้นบนลงล่าง สลับกันทั่วห้อง ด้วยความที่คุณส้มง่วงมากจึงตะโกนกลับไป “หยุด! จะนอน!” แล้วเสียงนั้นก็หยุด เงียบไปสักพักก็กลับมาเคาะอีก เป็นเสียงเคาะเหมือนวิ่งอยู่รอบ ๆ ตัว คุณส้มคิดว่าโดนคนแกล้งแน่ ๆ เลยเปิดประตูออกไปแต่กลับไม่มีอะไรเลย!พอกลับเข้ามาคุณส้มก็รวบรวมสมาธิ พยายามที่สื่อสารบอกเขาว่าเรามาดีนะ แต่เสียงเคาะก็ไม่หยุดแต่ถี่น้อยลง คุณส้มจึงใช้เซนส์ดู ก็เห็นว่าเขาเป็นผู้ชาย ผิวซีด เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์ไม่ก็รถยนต์ที่โรงพยาบาลใกล้ที่พัก พอถามเขาว่าต้องการอะไร เขาก็ไม่ตอบแต่กลับก่อกวนและทำให้รู้ ว่าเขาอยากมาอยู่ที่นี่กับเรา แต่ไม่ได้มาอยู่แบบดี เขาทำให้กลัว หลอน ระแวงเสียงต่าง ๆ คุณส้มบอกว่าจะทำบุญแผ่ส่วนบุญไปให้ เขาก็ไม่เอา จึงสื่อสารกับเจ้าที่ว่า “เจ้าที่คะ กั้นรอบรั้วทีค่ะ หนูจะเล่นเขา” สักพักนึงในเซนส์ของคุณส้ม รอบรั้วก็มีแสงสว่างขึ้น! ผู้ชายคนนี้เหมือนพยายามจะเดินออกแต่ก็ออกไม่ได้ คุณส้มเลยขู่เขาว่า “ถ้ายังเป็นแบบนี้ ต่อไปจะแช่ง ติดต่อให้ยมทูต ยมบาลมาเก็บแล้วนะ” จากนั้นก็เริ่มสวดคาถาสายร้อน เพื่อที่จะให้เขาตอบว่าเขาต้องการอะไร และให้เขารู้ว่าอยู่ตรงนี้ไม่ได้ แต่ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง จนสุดท้ายเจ้าที่ช่วย เขาก็ขอร้องที่จะออกไปเองแล้วไม่กลับมาที่นี่อีก คุณส้มจึงพูดกลับไปว่า “ถ้ากลับมาก่อกวนอีกเมื่อไหร่ โดนนะ!” พูดคุยกันจบคุณส้มจึงไปนอนต่อเช้าวันถัดมา พี่เจ้าของที่พักก็มารอตั้งแต่เช้าเพื่อถามเพียงแค่ประโยคเดียวว่า “ส้ม เมื่อคืนนอนได้ไหม?” คุณส้มจึงตอบกลับไปว่า “พี่รู้อะไรบอกมาเดี๋ยวนี้ ทำไมถามแบบนี้” พี่เขาก็จับแขนแล้วพูดว่า “ฟังพี่นะ ห้องเนี้ย ไม่เคยมีใครอยู่ได้เลย เห็นส้มสามารถสื่อสารกับวิญญาณได้เลยไม่ได้บอก แล้วเขาว่ายังไงบ้าง” คุณส้มก็บอกพี่เขาไปว่าคุยอะไรกับวิญญาณ และต้องทำอะไรบ้างให้พี่เจ้าของบ้านพักฟัง หลังจากนั้นไม่นานคุณส้มก็ต้องย้ายสาขาที่ทำงานมาในตัวเมืองจึงย้ายออกมาจากที่บ้านพักนั้น…คุณส้มบอกว่า ไม่รู้ว่าที่วิญญาณเขาทำแบบนั้นเขาต้องการอะไร แต่เขาพูดกับคุณส้มว่า “วันนึง จะต้องขอบคุณเขา” แล้วคุณส้มก็เพิ่งมานึกออกตอนเห็นว่ารายการอังคารคลุมโปงใช้เรื่องนี้เพื่อโปรโมทในรายการ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-