ครูตรีเล่าเรื่อง ‘โทรศัพท์สาธารณะ’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

ครูตรีเล่าเรื่อง ‘โทรศัพท์สาธารณะ’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

27 พ.ค. 2024

        เรื่องนี้ ‘ครูตรีมีเรื่องเล่า’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษภาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ และ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘โทรศัพท์สาธารณะ’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

        เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ‘คุณชาติ’ ฝากครูตรีมาเล่า ตอนนั้นคุณชาติมีแฟนมีคนหนึ่งชื่อ ‘คุณมิว’ (นามสมมุติ) คบกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เรียนคณะเดียวกัน ตัวติดกันตลอด พอทั้งคู่เรียนจบก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ทั้งคู่ต้องห่างกัน ซึ่งคุณชาติกับคุณมิวต้องแยกกันอยู่ เพราะสถานที่ทำงานไม่สามารถทำให้อยู่ด้วยกันได้เหมือนตอนเรียนมหาลัย

        คุณชาติย้ายมาอยู่กับแม่ ซึ่งที่ทำงานของคุณชาติอยู่ห่างจากบ้านค่อนข้างไกล ส่วนคุณมิวนั้นมีที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน ดังนั้นเวลากลับบ้าน คุณมิวก็จะถึงบ้านก่อน แต่คุณชาติกว่าจะเดินทางมาถึงบ้านต้องใช้เวลา เฉลี่ยเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ด้วยความที่อยู่ไกลกัน แล้วสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือค่าบริการแพงมาก จะมีก็แต่โทรศัพท์บ้านอยู่เครื่องหนึ่ง ซึ่งบ้านของคุณชาติอยู่นอกเหนือพื้นที่ให้บริการโทรศัพท์บ้าน

        ด้วยความที่ทั้งคู่ทำงานไกลกัน คุณชาติจึงต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อจะได้ติดต่อกับคุณมิว คุณมิวจึงตั้งกฎเหล็กสำคัญไว้ใช้สำหรับทั้งคู่คือ ทุกครั้งที่กลับบ้านต้องโทรหากัน ทั้งคู่จะตกลงกันก่อนว่าจะคุยกัน 5 บาท หรือ 10 บาท (ในสมัยนั้น 1 บาท คุยได้ 3 นาที) หากคุยไม่ครบเวลาที่กำหนดกันไว้ คุณมิวก็จะงอนและทะเลาะกัน ดังนั้นถ้าตกลงกันแล้วต้องคุยให้ครบเวลาตามที่ตกลงกันไว้

        จากนั้นคุณชาติก็เล่าต่อว่า ปกติเวลาเลิกงานคุณชาติจะนั่งรถสาธารณะกลับบ้านทุกวัน ซึ่งลักษณะซอยบ้านนั้น ถ้าลงรถสาธารณะแล้ว กว่าจะเดินเข้าถึงตัวบ้าน จะมีระยะทางประมาณ 600 เมตร  และถ้าลงจากรถสาธารณะแล้วเดินเท้าเข้าไปในซอย ไม่นานจะเจอบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งแสงสว่างแหล่งแรกของซอยนี้ จากนั้นเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณถึงกลางซอย ก็จะพบเสาไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างเป็นไฟทาง ซึ่งไฟสมัยนั้นจะเป็นไฟสลัว และถัดจากเสาไฟฟ้าไปอีกประมาณ 15 ก้าว ก็จะเจอตู้โทรศัพท์สาธารณะตั้งอยู่หนึ่งตู้

        คุณชาติจะใช้โทรศัพท์สาธารณะตู้นี้มาโดยตลอด เมื่อไหร่ก็ตามที่กลับจากที่ทำงาน ก็จะนัดกับคุณมิวโทรคุยกัน เช่น วันนี้จะคุย 5 บาท ก็หยอดเหรียญ 5 บาท แล้วก็คุยกันไปเรื่อย ๆ พอคุยใกล้จะเสร็จเวลาตัวเลขก็ถอยหลัง 5 4 3 2 จนเหลือบาทสุดท้าย คุณชาติก็จะบอกกับแฟนที่อยู่ปลายสายว่า

        “เออเธอ มันจะหมดเงินแล้ว แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวเรากลับบ้านก่อน”

        จากนั้นคุณชาติก็วางโทรศัพท์แล้วก็เดินออกจากตู้ นี่คือสิ่งคุณชาติทำเป็นกิจวัตรประจำวัน

        มีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นคุณชาตินั่งรถสาธารณะมาลงที่ปากซอยบ้านเวลาประมาณ 2 ทุ่ม พอลงจากรถเสร็จ ก็เดินเข้าซอยบ้านไปเรื่อย ๆ ก็จะพบเสาไฟฟ้าต้นเดิม ทุกอย่างบริเวณนั้นเหมือนเดิมทุกอย่าง เดินจนมาถึงตู้โทรศัพท์สาธารณะตู้ประจำ แล้วก็เดินเข้าไปข้างในตู้ จากนั้น ก็หยอดเหรียญ 5 บาท เพราะวันนี้นัดกันว่าจะคุยกัน 5 บาท ระหว่างที่คุณชาติโทรอยู่ ตัวเลขเงินก็จะลดลง 5 4 3 2  พอเลข 2 ขึ้น คุณชาติก็มองออกไปข้างนอกตู้โทรศัพท์ กลับพบผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หลังเสาไฟฟ้าต้นนั้น แล้วเอียงคอชะโงกมองมาที่คุณชาติ!

        คุณชาติคิดว่าผู้ชายคนนั้นน่าจะมารอคุยโทรศัพท์ต่อเป็นแน่ แต่ผู้ชายคนนั้นเขามารยาทดีมาก ไม่มายืนกดดันคุณชาติที่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณะเลย แล้วตอนนี้เหลือเงินแค่ 2 บาท นั่นก็คือเหลือเวลาอีก 6 นาที ทั้งคู่ก็คุยกันจนหมดเวลา จากนั้นคุณชาติก็บอกกับแฟนว่า

        “เออเธอแค่นี้นะ เงินที่หยอดไปมันหมดแล้ว”

        คุณชาติก็วางสายโทรศัพท์แล้วเดินออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ซึ่งคุณชาติก็บอกว่า ตัวเขาก็หันกลับมามอง ผู้ชายคนนั้นก็ยังยืนอยู่เสาไฟฟ้าที่เดิมแล้วเอียงคอชะโงกหน้ามองคุณชาติเหมือนเดิม คุณชาติคิดว่าเขาคงรอให้เราไปก่อน แล้วเดี๋ยวเขาก็จะคงเดินมาเข้าไปใช้โทรศัพท์สาธารณะเอง ไม่น่าจะมีอะไรคุณชาติก็เดินกลับบ้านไป

        เช้าวันต่อมาคุณชาติก็ไปทำงานเหมือนเดิมตามปกติ แต่วันนี้มีการประชุมหลายอย่าง ที่บริษัทก็มีปัญหาด้วย จากเดิมที่เคยกลับบ้านเฉลี่ยเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ทำให้วันนี้นั่งรถสาธารณะมาลงที่ปากซอยบ้านถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ซึ่งดึกกว่าเดิม เมื่อนั่งรถสาธารณะมาลงหน้าปากซอยบ้าน ก็เดินผ่านบ้านหลังนั้นที่เป็นแหล่งแสงสว่างแสงแรก พอเดินไปเรื่อย ๆ ก็ผ่านเสาไฟฟ้าไปจนถึงตู้โทรศัพท์ แต่วันนี้เป็นวันที่คุณชาติ ตกลงกับแฟนไปเมื่อวานว่าวันนี้เราจะคุยกัน 10 บาท คือครึ่งชั่วโมง คุณชาติก็หยอดเงินไป 10 บาท จากนั้นก็เริ่มโทรคุยกับแฟน ซึ่งระหว่างที่คุยโทรศัพท์ ตาก็มองนั่นมองนี่ไปเรื่อย คุณชาติก็ไม่เจอใคร แต่สักพักหนึ่งขณะที่คุณชาติหันหลังให้กับตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วหันหน้าไปอีกทางหนึ่งเพื่อคุยกับแฟนเพลิน ๆ จนตัวเลขหน้าตู้โทรศัพท์มันก็ลดลงจนเหลือ 4 บาท คุณชาติก็หันกลับมา คุณชาติก็ได้พบกับผู้ชายคนเดิมยืนอยู่หลังเสาไฟฟ้าอีกแล้วในลักษณะชะโงกหน้ามองมาที่คุณชาติเหมือนเดิม แต่ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเร่งหรือเดินเข้ามาหาคุณชาติ

        ตอนนั้นอารมณ์ของคุณชาติไม่ได้คิดเรื่องกลัวผีหรืออะไรเลย คุณชาติกำลังคิดว่าผู้ชายคนนี้เป็นโจรหรือเปล่า หรือจะมาปล้นจี้มั้ย จากเดิมที่คุยกับแฟนสบาย ๆ ก็เริ่มเกิดความรู้สึกหวาดระแวง คุยโทรศัพท์ไปก็แอบเหลือบตามองไป ประมาณว่า ถ้ามองตรง ๆ เดี๋ยวเขาจะรู้ว่าเรารู้ตัวแล้ว ถ้าเกิดเขาทำอะไรตอนนี้คงจะหนีไม่ทันเพราะ ยังอยู่ในตู้โทรศัพท์แบบนี้

        คุณชาติก็แอบเหลือบตามองไป แกล้งหมุนตัวไป แต่ตั้งแต่ 4 บาท 3 บาท 2 บาท จนเหลือบาทสุดท้าย ผู้ชายคนนั้นก็ยืนอยู่ที่เดิมด้วยลักษณะท่าทางเดิม ไม่ขยับไปไหน คุณชาติเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มหลอน เพราะการที่มีคนหนึ่งแอบมองอยู่ด้วยลักษณะแบบนั้นมันน่ากลัว พอถึงบาทสุดท้ายคุณชาติบอกกับแฟนที่อยู่ปลายสายว่า

        “เธอแค่นี้ก่อนนะเราหมดเงินแล้ว”

        พอวางสายเสร็จคุณชาติก็รีบเดินออกไป ไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนนี้ออกมาจากเสาหรือยัง

        วันรุ่งขึ้นเป็นอีกวันที่คุณชาตินัดกับแฟนว่าจะคุยกัน 10 บาท และวันนี้เหมือนเดิมคืองานที่บริษัทมีปัญหาเคลียร์ไม่ลงตัว พอนั่งรถสาธารณะมาถึงหน้าปากซอยบ้านก็เป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม จากนั้นก็เดินเรื่อย ๆ ผ่านบ้านหลังนั้นเหมือนเดิม เดินมาจนถึงเสาไฟฟ้า คราวนี้เพื่อความชัวร์ คุณชาติกลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะมายืนรออีกหรือเปล่า เพราะว่าถ้าคิดในแง่ดีเขาอาจจะมายืนรอคิวต่อโทรศัพท์ ถ้าคิดให้แง่ร้ายอาจจะมารอดูท่าทีว่าจะมาปล้นเราหรือเปล่า คุณชาติจึงยืนรอตรงเสาไฟฟ้า ประมาณว่าถ้าเกิดผู้ชายคนนั้นจะเข้ามาร้าย อย่างน้อยจะได้ตะโกนดัง ๆ บ้านหลังแรกต้นซอยก็จะได้ยิน เพราะถ้าอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งอันตรายกว่ามาก คุณชาติยืนรอตรงนั้นเกือบประมาณ 5 นาทีก็ไม่เจอผู้ชายคนนั้น จึงคิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์แบบเมื่อวานเกิดขึ้นแล้ว

        หลังจากนั้นคุณชาติก็เข้าตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็หยอดเหรียญ ตัวเลขมันก็เริ่มถอยหลังจาก 10 ก็เป็น 9 เป็น 8 คุยไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นตาก็มองรอบๆ มองไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เจอใครที่เสาไฟฟ้านั้น คุณชาติก็เลยเกิดความสบายใจขึ้นเพราะไม่เจอผู้ชายคนนั้น และตอนนี้มั่นใจแล้วว่ามันเป็นแค่ความบังเอิญ คุณชาติก็คุยไปหัวเราะไป แต่มันจะมีจังหวะที่เขาหันไปอีกด้านหนึ่งแล้วหัวเราะ พอหันกลับมา ก็เจอผู้ชายคนนั้นยืนเอียงคอชะโงกมองอยู่หลังเสาไฟฟ้า ซึ่งมันเป็นช่วงจังหวะไม่กี่วินาที! ซึ่งไม่กี่วินาทีนั้นเขาจะวิ่งมาจากไหนเราต้องเห็น แต่อยู่ ๆ มายืนลักษณะเดิม  คุณชาติก็เริ่มมองตัวเลขในโทรศัพท์ เหลือ 4 บาท ตอนนั้นก็ต้องตัดสินใจว่าจะวางแล้วหนีหรือยังไงดี แต่ผู้ชายคนนั้นไม่มีท่าทีว่าจะขยับหรืออะไรเลย ระหว่างที่คุณชาติคิดอย่างหวาดระแวงแฟนก็พูดไปเรื่อย ๆ

        ดูเวลาในโทรศัพท์ตอนนั้นก็เหลือ 3 บาท ลดลงมาเหลือ 2 เท่ากับเหลือเวลาอีก 6 นาที ถ้าวางตอนนี้แล้วขอตัวจากแฟนเลยเพื่อความปลอดภัยของตัวเองมันก็ได้ แต่มีสิทธิ์ที่จะทะเลาะกับแฟนสูงมาก คุณชาติจึงคิดว่า ระหว่างที่ผู้ชายคนนั้นไม่มีท่าทีจะมาทำร้ายคุณชาติ และแฟนที่ถ้าคุณชาติวางสายตอนนี้อาจจะมีปัญหากัน คุณชาติก็เลยตัดสินใจได้ว่า คุยกับแฟนต่อ พอคุยจนเหลือบาทสุดท้าย คุณชาติก็บอกแฟนว่า

        “เธอเงินหมดแล้วแค่นี้นะ”

        คุณชาติก็รีบเดินออกมาจากตู้โทรศัพท์ พอจังหวะที่เดินออกมาก็ยังเห็นผู้ชายคนนั้นยืนเอียงคอชะโงกหน้าอยู่หลังเสาไฟฟ้า วันนี้คุณชาติโทรศัพท์คุยกับแฟนนานเกือบครึ่งชั่วโมง แล้วเขามายืนรอเป็น 10 นาทีเลย คุณชาติเริ่มรู้สึกระแวง เลยรีบเดินออกไป แต่ก็มีหันเหลือบตาไปมองทางขวาว่าผู้ชายคนนั้นวิ่งตามหรือเดินตามมามั้ย ปรากฎว่าผู้ชายคนนั้นไม่อยู่ที่เสาไฟฟ้าแล้ว คุณชาติก็พูดออกมาว่าเลย

        “เห้ย! แล้วหายไปไหน”

        ด้วยความระแวงจึงรีบเดินจ้ำออกจากตรงนั้น ปรากฎว่าได้ยินเสียงปิดประตูดัง ปั้งงงงง!!!! มาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะตู้นั้นที่คุณชาติพึ่งใช้บริการไปเมื่อกี้ พอคุณชาติได้ยินเสียงที่ดังมากจาตู้โทรศัพท์สาธารณะ ก็สะดุ้งแล้วหันกลับมามองที่ตู้โทรศัพท์อีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่เขาเห็นคือ ผู้ชายคนนั้นนอนอยู่ในตู้โทรศัพท์ ในลักษณะเหมือนกึ่งนั่งกึ่งนอน แล้วขาก็ยันไว้กับตู้โทรศัพท์ ส่วนคอเอียงไปด้านหนึ่งแล้วก็มีเลือดไหลออกมา มือก็ห้อยไปด้านข้าง ส่วนหูโทรศัพท์สาธารณะก็ห้อยมาด้านข้างเหมือนกัน คุณชาติเห็นแบบนั้นก็ร้องลั่นวิ่งกลับบ้าน แล้วก็รีบวิ่งมาบอกคุณแม่ว่า

        “ผมเจอผี ผมเจอผี!”

        แล้วก็เล่าทุกอย่าง แม่ก็บอกว่า

        “ใจเย็น ตาฟาดหรือเปล่า”

        คุณชาติก็ตอบกลับคุณแม่ว่า

        “ไม่ฟาดแม่ลักษณะแบบนี้เลย”

        แม่ก็บอก “เราก็อยู่มาตั้งนานแล้วไม่เคยเจอเลยนะ”

        สุดท้ายพอได้เห็นเหตุการณ์นั้นคุณชาติก็ไข้ขึ้นสูง วันรุ่งขึ้นคุณชาติไม่ได้ไปทำงาน ตอนเย็นแม่ก็เอาข้าวต้มมาให้ แม่ก็บอกว่ากับคุณชาติว่า

        “แม่รู้แล้วนะ แม่ไปเล่าให้ป้าข้างบ้านฟัง ว่าชาติอ่ะโดนผีหลอกมา”

        ป้าข้างบ้านก็บอกกับแม่คุณชาติว่า “อ้าวว…ไม่รู้เรื่องหรอ?”

        แม่ถามว่าเรื่องอะไร จากนั้นคุณป้าข้างบ้านก็เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นตรงกับที่คุณชาติกับแม่ไปต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์ ทั้งคู่จึงไม่รู้เหตุการณ์นี้

        เหตุการณ์นี้คือ มีผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็มีวัยรุ่นคนหนึ่งเปิดประตูเข้าไปแล้วเอามีดจี้เพื่อจะปล้นเอาเงิน ผู้ชายในตู้โทรศัพท์ก็ยื่นเอาเงินให้วัยรุ่นคนนั้นแต่โดยดีโดยที่ไม่มีการขัดขืน โจรวัยรุ่นคนนั้นรับเงินมาแล้วแล้วก็วิ่งหนี แต่อยู่ ๆ ผู้ชายคนนั้นไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมา เปิดประตูวิ่งไล่โจรเพื่อจะไปเอาเงินคืน พอวิ่งมาถึงเสาไฟฟ้าต้นนั้น และเกิดการต่อสู้กันขึ้นมา จนสุดท้ายโจรวัยรุ่นก็เอามีดมาปาดที่คอผู้ชายคนนั้น แล้วโจรก็วิ่งหนีหายไป ส่วนผู้ชายคนนั้นก็กระเสือกกระสนมาที่ตู้โทรศัพท์เพื่อจะโทรขอความช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน ผู้ชายคนนั้นเสียชีวิตคาตู้โทรศัพท์สาธารณะ โดยสภาพศพตรงกับสิ่งที่คุณชาติเห็นทุกอย่าง..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี 'ตามมาได้ยังไง' I อังคารคลุมโปง X อุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี [ 24 ธ.ค. 2567 ]

08 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี 'ตามมาได้ยังไง' I อังคารคลุมโปง X อุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี [ 24 ธ.ค. 2567 ]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 ธันวาคม 2567) ที่ผ่านมา ‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ ได้นำเรื่องขนลุก “ตามมาได้ยังไง” มาเล่าให้แฟนๆ รายการฟัง เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อชายคนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เมื่อกลับถึงบ้าน เขากลับพบหญิงสาวเสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยนั่งอยู่ในรถของเขา! ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร? และตามมาจากที่ไหน? มาฟังเรื่องนี้พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วจะรู้ว่า บางอย่างอาจจะตามมาในที่ที่เราไม่ทันตั้งตัว!! ‘คุณอุ๋มอิ๋ม’ เกริ่นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพี่ที่สนิทกันชื่อ ‘พี่ต้า’ เกิดขึ้นตอนที่พี่ต้ากำลังจะไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งวันที่พี่ต้าเดินทางไปนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ช้างป่าเข้ามาทำร้ายนักท่องเที่ยวจนเสียชีวิต คุณอุ๋มอิ๋มจึงได้ทักไปถามสถานการณ์ของพี่ต้า จากนั้นพี่ต้าก็ตอบกลับมาว่าทุกอย่างปกติดี เมื่อขึ้นไปถึงข้างบน พี่ต้าก็ได้ถามสถานการณ์คนที่อยู่ข้างบนว่าเป็นอย่างไรบ้าง และยังส่งรูปช้างมาให้คุณอุ๋มอิ๋มดู ในรูปนั้นช้างดูดุมาก พี่ต้าบอกว่าช้างน่าจะตกมัน โขลงจึงผลักออกมา แล้วช้างตัวนั้นก็ไม่รู้จะไปทางไหน จึงขึ้นมา ณ จุดที่ได้เจอนักท่องเที่ยว หลังจากนั้นก็เกิดเหตุสลดขึ้น แต่ในรูปที่คุณอุ๋มอิ๋มดูนั้น เห็นเป็นช้างที่มีออร่าสีดำอยู่รอบ ๆ ตัว คุณอุ๋มอิ๋มจึงบอกพี่ต้าว่าอย่าเข้าไปใกล้เด็ดขาด ซึ่งจุดที่พี่ต้าอยู่นั้น อยู่ใกล้กับเจ้าหน้าที่ เพราะว่าจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานอยู่ตลอด เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ปลอดภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่คอยกันไม่ให้ช้างเข้ามาใกล้นักท่องเที่ยว สถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปอย่างนั้น จนกระทั่งคืนแรกผ่านไป คืนที่สอง เจ้าหน้าที่ทำการปิดกั้นพื้นที่ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถไปเที่ยวที่อื่นได้ เพราะว่าช้างตัวนี้จะเดินในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเดิน คุณอุ๋มอิ๋มจึงบอกกับพี่ต้าว่า “มันยังไม่จบแค่นี้นะ หนูว่าเราอยู่กับที่ดีกว่า” นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้มีการประกาศว่า ห้ามนักท่องเที่ยวไปสถานที่ต่าง ๆ ให้รออยู่จุดที่เป็นลานกางเต็นท์เท่านั้น จุดที่เป็นจุดชมวิวทั้งหมดห้ามไป รอจนถึงวันรุ่งขึ้นแล้วค่อยลงพร้อมกันทั้งหมด หลังจากที่ลงมาข้างล่าง คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าทุกอย่างโอเคแล้ว แต่ไม่ใช่แบบนั้น.. เมื่อพี่ต้ากลับมาถึงบ้าน แฟนของพี่ต้าก็ได้ทักมาหาคุณอุ๋มอิ๋มว่า “เห้ย พี่อิ๋มช่วยดูในรถให้หน่อยสิ มีผู้หญิงคนหนึ่งตามมา” เนื่องจากแฟนของพี่ต้านั้นเป็นคนมีเซ้นส์ระดับหนึ่ง คุณอุ๋มอิ๋มจึงคิดในใจว่า ‘ใครจะตามมา ในเมื่อพี่เขาไม่ได้ไปอยู่ในจุดที่เป็นอันตรายเลย’ ซึ่งแฟนของพี่ต้าได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่าเห็น “เป็นผู้หญิง ผมสั้น ตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่ที่ด้านหน้าฝั่งซ้ายคนขับ หนูขึ้นรถมา เขาก็ไม่ยอมไปไหนเลย พี่อิ๋มทำไงดี” คุณอุ๋มอิ๋มจึงบอกวิธีเบื้องต้นไปก่อนว่า “เอางี้ จุดธูปก่อน เพราะว่าในรถก็มีอากง มีของทำไมถึงขึ้นมาได้ แล้วให้เอาธูปวนในรถ เพราะถ้ามีอะไรที่ไม่ดีก็ขอให้ออกไปให้หมด” หลังจากนั้นก็ห่างหายกันไป.. จนเมื่อไม่นานมานี้ คุณอุ๋มอิ๋มก็ได้เจอกับพี่ต้า พี่ต้าได้เดินมาทักและพูดว่า “น้องอิ๋ม ๆ ช่วยหน่อยดิยังไม่ไปเลย” คุณอุ๋มอิ๋มตกใจและตอบกับไปว่า “เห้ย ถ้าไม่ไปมันไม่น่าใช่วิญญาณเจ้าป่าเจ้าเขาหรือวิญญาณอะไรที่ตามมาแล้วนะพี่ มันเป็นเจ้ากรรมนายเวรพี่หรือเปล่า” ซึ่งคุณอุ๋มอิ๋มเองก็ไม่แน่ใจ วันนั้นเป็นวันถ่ายงาน หลังจากถ่ายงานเสร็จประมาณเที่ยงคืน พี่ต้าเข้ามาบอกให้คุณอุ๋มอิ๋มไปดูรถของตน รถเป็นสีน้ำเงินสี่ประตู ในจังหวะที่คุณอุ๋มอิ๋มเดินเข้าไป ตรงส่วนของคนขับคุณอุ๋มอิ๋มเห็นว่ามี ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเอามือพาดกันสองข้าง และวางอยู่หน้าพวงมาลัย แล้วก็หันมามองคุณอุ๋มอิ๋ม หลังจากเห็นอย่างนั้น คุณอุ๋มอิ๋มก็ได้เดินเข้ามาประชิดและเห็นว่า เสื้อผ้าของเขา มันขาดเป็นชิ้น ๆและพยายามถามเขาว่ามาได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีการตอบกลับและหน้าของหญิงสาวคนนั้นก็เริ่มเขียว เริ่มช้ำ คุณอุ๋มอิ๋มจึงถามต่อไปอีกว่า “บอกได้ไหม ถ้าบอกไม่ได้ส่งภาพมาให้พี่ก็ได้ เดี๋ยวพี่จะได้พาไปถูก จะได้รู้ว่ามาจากที่ไหน” ปรากฎว่าเขาให้คุณอุ๋มอิ๋มเห็นว่าเขาเป็นผู้ประสบภัยที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พี่ต้ากำลังนั่งสมาธิหรือแผ่ส่วนกุศล แล้วผู้หญิงคนนี้ไม่รู้จะไปที่ไหนจึงตามพี่ต้ามา หลังจากที่เขาขึ้นรถมา เขาก็มาเจออากง อากงก็บอกว่าเห็นตั้งแต่แรกแล้ว แต่คิดว่าเดี๋ยวก็คงไป เพราะว่าพี่ต้าทำบุญตลอดตั้งแต่กลับมา พี่ต้าใส่บาตรทุกวันและไปวัดตลอด ด้วยความที่พี่เขาไม่รู้ว่ามีวิญญาณตาม จึงไม่ได้บอกหลวงพ่อหรือใครที่วัดให้ส่งวิญญาณดวงนี้ให้ จึงทำให้วิญญาณดวงนี้ยังอยู่ที่รถ ในคืนนั้นที่คุณอุ๋มอิ๋มเจอ คุณอุ๋มอิ๋มจึงเชิญเขาออกและบอกว่า “หนูเดินไปทางนี้นะ แล้วหนูจะเจอโบสถ์ เดี๋ยวเราจะไปทำบุญให้ ก็ขอให้ไปอยู่คนละภพคนภูมิดีกว่า อย่าตามพี่เขาเลย เพราะว่าการตามนี้มันไม่ประโยชน์เลย ตอนนี้หนูลงมาได้แล้ว ดวงวิญญาณหนูไม่ได้ไปร่อนเร่อยู่ทางนั้นแล้ว ถือว่าวันนี้เราส่งกันแค่นี้นะ” สถานที่ถ่ายทำในวันนั้นอยู่ใกล้กับวัดพอดี แล้วหลังจากนั้นเขาก็หายไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ได้ยินเสียงอุบัติเหตุ ด้วยความอยากรู้ จึงเดินเข้าไปดู เห็นร่างหญิงสาวถูกรถชน สภาพตัวขาดออกเป็นสองท่อน! พอตกกลางคืน ท่อนล่างเดินตามเข้ามาในฝัน แม้จะวิ่งหนีด้วยความตกใจ สวดมนต์ด้วยความกลัวแต่ก็หนีไม่พ้น เพราะท่อนบนตามมาเกาะบนคอแบบไม่ทันตั้งตัว!

30 ส.ค. 2023

ได้ยินเสียงอุบัติเหตุ ด้วยความอยากรู้ จึงเดินเข้าไปดู เห็นร่างหญิงสาวถูกรถชน สภาพตัวขาดออกเป็นสองท่อน! พอตกกลางคืน ท่อนล่างเดินตามเข้ามาในฝัน แม้จะวิ่งหนีด้วยความตกใจ สวดมนต์ด้วยความกลัวแต่ก็หนีไม่พ้น เพราะท่อนบนตามมาเกาะบนคอแบบไม่ทันตั้งตัว!

เปิดสตูต้อนรับ ‘ต้า-สอง Paradox’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (22 สิงหาคม 2566) พร้อมเรื่องเล่าที่จะมาเปิดประสบการณ์เรื่องราวอุบัติเหตุที่ชวน ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ มาขนหัวลุกด้วยกันกับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘สาวครึ่งตัว’ เรื่องนี้มาจากประสบการณ์ตรงของ ‘คุณอ๊อฟ’ รูมเมทคุณต้า Paradox เหตุเกิดเมื่อคืนวันหนึ่ง มีเสียงดัง ตู้ม!! เกิดขึ้นบริเวณด้านข้างหอพัก คุณอ๊อฟได้ยินเสียงก็รีบลงมาดูด้วยความอยากรู้ ปรากฏว่าภาพที่เห็นคือ ผู้หญิงถูกรถชน และมีคนกำลังยืนมุงดูร่างที่มีสภาพตัวขาดออกเป็นสองท่อน! ส่วนรถที่ประสบอุบัติเหตุต้องหยุดทันที เพราะท่อนล่างของหญิงสาวติดอยู่ที่ด้านล่างของรถ ท่อนบนกระแทกทะลุกับกระจก มาตกอยู่ที่หน้าตักคนนั่งข้างคนขับ หลังจากเคลียร์อุบัติเหตุจบลง คุณอ๊อฟเดินกลับขึ้นห้องและเข้านอนตามปกติ ระหว่างนั้นเขาก็ฝันว่า ตัวเองกำลังเดินข้ามถนนเส้นที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ แล้วมีเสียงเท้าเหมือนคนกำลังเดินตามดังขึ้นเรื่อย ๆ สักพักเมื่อมองออกไปไกล ๆ ก็เห็นแสงไฟสลัวตามมุมเสาไฟ เมื่อเขาหันไปด้านหลัง ก็เห็นเป็นท่อนร่างของผู้หญิงที่เกิดอุบัติเหตุ เดินตามอยู่ไกล ๆ ทำให้เขาตกใจ! รีบข้ามถนนวิ่งกลับขึ้นห้องทันที แต่เสียงคนเดินตามก็ยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงรีบวิ่งหนีเข้าไปแล้วปิดประตูล็อคห้องทันที แต่เมื่อมองออกไปเขาก็ยังเห็นเป็นเงาคนยืนรออยู่ที่ขอบประตู ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอย่างไง จึงตัดสินใจสวนมนต์และกลั้นใจเปิดประตูดู เงามืดนั้นก็หายไป เขาคิดว่าทุกอย่างคงสงบลงแล้ว จึงเดินไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าตามเคล็ด แต่พอเงยหน้ามองที่กระจก สิ่งที่เขาเห็นปรากฏว่าเป็นท่อนบนของหญิงสาวผู้นั้นเกาะอยู่บนคอของเขา หลังจากนั้นก็สะดุ้งตื่นทันที! ที่จริงมีเคล็ดที่ผู้ใหญ่เคยพูดไว้ว่า ถ้าหากเราผ่านไปเจออุบัติเหตุ อย่าทัก เพราะว่าเขาอาจจะตามมาแบบไม่รู้ตัว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเป้ 'ความรักจากยาย(ทายาท)' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568]

03 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเป้ 'ความรักจากยาย(ทายาท)' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568]

‘คุณเป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ เล่าเรื่องสุดหลอนจากประสบการณ์ของ ‘คุณปอย’ ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านเช่ากับ ‘ยายแก้ว’ ผู้มีความลับสุดสยอง! เมื่อคุณปอยตัดสินใจย้ายมาเช่าบ้านหลังนี้ อะไรบางอย่างเริ่มไม่ปกติ จนถึงคืนหนึ่งที่เธอเห็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด! ยายแก้วจริง ๆ แล้วคือใคร? อย่าพลาดเรื่องราวสุดหลอนที่ทำให้คุณปอยถึงกับหนีออกจากบ้านหลังนี้! ฟังเรื่องนี้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อม ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ร่างที่นอนข้างคุณปอยคือใครกันแน่? บางที “ความจริง” อาจน่ากลัวกว่าที่คุณคิด! ‘คุณเป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณปอย’ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเคยเล่าให้คุณเป้ฟังถึงช่วงเวลาที่สอบชิงทุนและได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย ในอดีตการสอบชิงทุนครอบคลุมเพียงค่าเล่าเรียน แต่ไม่ได้รวมค่าที่พัก ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนนี้ ด้วยเหตุนี้ คุณปอยจึงต้องทำงานเกษตรในโรงเรียนเพื่อหารายได้มาเป็นค่าใช้จ่าย คุณปอยมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่รูปร่างหน้าตาดีซึ่งเคยอยู่หอพักด้วยกัน แต่เพื่อนคนนั้นมีแฟนและเริ่มออกไปเที่ยวกับแฟนบ่อย ๆ ทำให้ไม่ค่อยได้กลับห้อง คุณปอยจึงต้องอยู่หอพักคนเดียว โดยส่วนตัวแล้ว คุณปอยเป็นคนที่กลัวผีมาก จึงเริ่มรู้สึกไม่อยากอยู่ในห้องนี้แล้ว และอยากหาที่พักข้างนอกแทน แต่เนื่องจากคุณปอยมีเงินไม่พอ ทำให้ต้องหางานพิเศษทำเพิ่ม หลังจากทำงานพิเศษและเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งก็เพียงพอที่จะสามารถเช่าบ้านได้แล้ว เมื่อเริ่มหาบ้าน คุณปอยได้ไปเจอบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านทรงไทยเก่า ๆ ที่ไม่ได้หรูหราอะไร เมื่อได้ไปเจอและพูดคุยกับ ‘ยายแก้ว’ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านคนเดียว คุณปอยพูดสอบถามไปว่า “ยาย พอดีหนูจะมาสอบถามเรื่องค่าเช่าบ้าน” “อ้าวเหรอ หนูจะมาหาบ้านเหรอ มา ๆ คุยกับยายก่อน” ยายแก้วพูดตอบกลับ ยายแก้วเป็นหญิงชราที่มีอายุมาก แต่กลับไม่ได้ดูแก่เลย แม้จะมีเส้นผมหงอกแซมอยู่บ้าง ทว่าใบหน้ายังคงแลดูอ่อนเยาว์ ราวกับหญิงสาว หลังจากได้พูดคุยกัน คุณปอยรู้สึกถูกชะตากับยายแก้ว จึงตัดสินใจเช่าบ้านหลังนี้ อีกทั้งค่าเช่ายังถูกมาก ทำให้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจอยู่ ภายในบ้านมีสองห้อง ได้แก่ ห้องส่วนตัวของยายแก้ว และห้องโถงขนาดใหญ่ คุณปอยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อต้องอยู่ในห้องโถงนั้น เพราะภายในมีเสาตกน้ำมันตั้งอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงขออนุญาตย้ายไปนอนที่ห้องครัวแทน ภายในห้องครัวมีซี่ไม้ไผ่รวกกั้นเป็นแนวเป็นระเบียบ บางครั้งลมก็พัดผ่านเข้ามาให้ได้ยินเสียง ส่วนด้านหลังครัวมีบันไดลงไปยังห้องน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับวัด หลังจากที่คุณปอยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้สักพัก ในตอนที่คุณปอยกำลังซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารที่ตลาด ทว่ากลับสังเกตเห็นสายตาของผู้คนในตลาดที่มองมาอย่างแปลก ๆ ตอนนั้นคุณปอยไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเพียงแค่ว่าอาจเป็นเพราะตนเองเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ คนในละแวกนั้นจึงเกิดความสงสัย หลังจากซื้อของเสร็จ ก็กลับไปที่บ้านพักตามปกติ วันนั้นเป็นวันที่คุณปอยย้ายมาอยู่ครบหนึ่งเดือนพอดี คุณปอยก็ได้นำเงินค่าเช่าไปจ่ายกับยายแก้ว หลังจากที่ยายแก้วรับเงินก็นำเงินของคุณปอยไปซื้อกับข้าวกลับมา และพูดกับคุณปอยว่า “หนู หนูชอบบ้านหลังนี้ไหม ถ้าชอบยายยกให้เอาไหม หนูมาเป็นลูกยายไหม ยายมีสมบัติด้วยนะ แล้วก็ยายไม่มีลูกหลานที่ไหน ยายถูกชะตากับหนูมาก มาเป็นลูกยายนะ” ยายแก้วพูดออกไปแบบนั้น ทางคุณปอยไม่ได้รู้สึกดีใจแต่อย่างใด ตอบกลับไปแค่ว่า “ไม่ได้หรอกยาย ยายเก็บไว้เถอะ” หลังจากที่คุณปอยปฏิเสธยายแก้ว เวลาก็ผ่านไป วันหนึ่งเริ่มมีเพื่อน ๆ ที่มหาลัยทั้งชายและหญิง มาที่บ้านมาเพื่อทำรายงาน หลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว ยายแก้วเดินมาพร้อมพูดตำหนิคุณปอยว่า “ปอยเอ้ย ถ้าเป็นไปได้อย่าพาเพื่อนมาอีกนะ โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชาย แล้วว่ายังไงหล่ะเรื่องที่จะมาเป็นลูกยาย ยายยกบ้านให้เลย ยกสมบัติให้หมดเลย แต่ขออย่างเดียว อย่ามีแฟนนะ” ยายแก้วยังคงไม่ยอมลดความตั้งใจที่อยากให้คุณปอยมาเป็นลูกของตน คุณปอยรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของยายแก้ว แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไร หลังจากนั้น ยายแก้วเริ่มมาขอคุณปอยนอนด้วย คุณปอยก็ตอบรับ เนื่องจากตนเองเป็นคนที่กลัวผีมากอยู่แล้ว จึงรู้สึกสบายใจที่มียายแก้วมานอนเป็นเพื่อน จากนั้นยายแก้วก็มานอนด้วยบ่อยขึ้น ในทุกเช้า ยายแก้วจะเป็นคนทำอาหารให้ และไม่เคยเก็บค่าเช่าบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่ออยู่ไปนานวันเข้า คุณปอยเริ่มรู้สึกผูกพันกับบ้านหลังนี้ และค่อย ๆ ปรับตัวจนรู้สึกเหมือนเป็นบ้านของตนเอง จึงเริ่มช่วยดูแล ทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถูให้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณปอยตัดสินใจเข้าไปทำความสะอาดในห้องของยายแก้ว ภายในห้องมืดสนิทเพราะหน้าต่างถูกปิดไว้ทั้งหมด คุณปอยจึงเปิดหน้าต่างเหล่านั้น และเริ่มทำความสะอาดพื้นโดยนั่งคุกเข่าถูระหว่างที่กำลังถอยหลังไปข้างหลัง จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีมือมาจับที่ก้นของตนเอง คุณปอยสะดุ้งขึ้นมาทันทีแล้วหันไปมอง แต่กลับไม่เห็นใครอยู่เลย ในขณะนั้น หน้าต่างที่เปิดอยู่ก่อนหน้านี้ก็ปิดลงทันทีพร้อมเสียงดัง ปัง!! ปัง!! ปัง!! คุณปอยเริ่มรู้สึกกลัวมาก จึงรีบเข้าไปปิดหน้าต่างและล็อคมันไว้ ก่อนจะรีบออกมาข้างนอกทันที แล้วหลังจากนั้นคุณปอยก็ไม่กล้าเข้าไปที่ห้องยายแก้วอีกเลย คืนที่ทำให้คุณปอยตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่อยู่ในบ้านหลังนี้อีกต่อไปเกิดขึ้นในคืนหนึ่ง ตอนที่ยายแก้วและคุณปอยนอนด้วยกัน ระหว่างที่กำลังนอน คุณปอยเริ่มรู้สึกได้ถึงกลิ่นเหม็นที่ลอยมาในอากาศ กลิ่นนั้นไม่ได้เป็นกลิ่นเหม็นสาบทั่วไป แต่กลับเป็นกลิ่นเหม็นของอุจจาระ ในตอนแรก คุณปอยคิดว่ากลิ่นดังกล่าวอาจมาจากห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังของบ้าน และเป็นไปได้ว่าลมพัดพากลิ่นโชยเข้ามาในห้อง และจากที่คุณปอยนอนอยู่ ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงหมาหอนดังมาก หลังจากที่ลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่คุณปอยเห็นคือ ตรงส่วนของซี่ไม้ไผ่รวกที่กั้นเป็นแนว เขาเห็นแสงไฟสีเหลือง ๆ เขียว ๆ สว่างแบบวูบวาบ ๆ แถมยังมีเสียงดังพรึบ ๆ พรึบ ๆ ด้วยความสงสัย คุณปอยจึงค่อย ๆ ก้มลงไปมองผ่านช่องว่างระหว่างไม้ไผ่ที่กั้นอยู่ ทันทีที่สายตาสอดผ่านช่องนั้น สิ่งที่เห็นทำให้คุณปอยตกใจจนเผลอถอยหลังล้มลงไปกระแทกพื้น เพราะภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ ใบหน้าของยายแก้วที่มีเพียงศีรษะลอยอยู่! ขณะที่คุณปอยกำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าแล้วร่างที่นอนอยู่ข้างตนเองคือใคร? ด้วยความหวาดกลัว คุณปอยรีบหันไปมองที่ฟูกนอน แล้วสิ่งที่เห็นกลับทำให้ขนลุกไปทั้งตัวยายแก้วยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม แต่ศีรษะของเธอกลับหายไปแล้ว! เมื่อเห็นเช่นนั้น คุณปอยก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก ด้านนอกมีศีรษะของยายแก้วลอยอยู่ ส่วนร่างที่นอนอยู่ข้างในกลับไร้ศีรษะ หากจะวิ่งออกไป เวลานั้นก็ดึกมากแล้ว อีกทั้งข้างนอกก็เป็นวัด ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัดและมืดสนิท สุดท้าย คุณปอยตัดสินใจดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง พยายามข่มตาหลับ และนอนหันหลังให้ร่างไร้ศีรษะของยายแก้วด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อคุณปอยลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่ายายแก้วที่นอนอยู่เมื่อคืนได้หายไปแล้ว ด้วยความหวาดกลัว คุณปอยจึงพยายามเก็บเสื้อผ้าอย่างเงียบ ๆ และรอจังหวะที่ยายแก้วไม่อยู่บ้าน ก่อนจะรีบหนีออกมา หลังจากนั้น คุณปอยได้นำเรื่องที่พบเจอไปเล่าให้เพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัยฟัง เรื่องราวของคุณปอยถูกเล่าต่อกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงหูของเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ เมื่อได้ฟังเรื่องนี้ เพื่อนคนนั้นจึงแนะนำให้คุณปอยลองไปถามแม่ของตน เผื่อว่าเธออาจจะรู้อะไรเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นบ้าง หลังจากที่สอบถาม จนกระทั่งได้รู้ว่าความจริงแล้วว่า ยายแก้วคือกระสือ! อย่างไรก็ตาม ยายแก้วเป็นกระสือที่ไม่เคยหลอกหลอนหรือทำร้ายใคร ชาวบ้านต่างรู้เรื่องนี้กันดี ส่วนลูกหลานที่ยายแก้วเคยมีต่างก็ทิ้งหายกันไปหมด ยายแก้วจึงเฝ้าหาทายาทสืบทอดอยู่เสมอ และดูเหมือนว่าคุณปอยอาจเป็น “คนโชคดี” ที่ได้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นพอดี… เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด คุณปอยอดคิดไม่ได้ว่าหากตอนนั้นตนเองเกิดความโลภ อยากได้สมบัติของยายแก้ว และเลือกที่จะรับบ้านหลังนั้นไว้ บางที… ตอนนี้ตนอาจจะกลายเป็นกระสือไปแล้วก็ได้!!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ‘บ้านรีโนเวท’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 28 พ.ค. 2567]

01 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ‘บ้านรีโนเวท’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 28 พ.ค. 2567]

เรื่องนี้ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤษภาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ’ดีเจเคเบิ้ล’ เรื่องที่มีชื่อว่า ‘บ้านรีโนเวท’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! พี่แจ็คบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจาก ‘คุณบอย’ โดยต้องย้อนกลับไปในช่วงที่คุณบอยทำอาชีพฉีดปลวก ซึ่งตัวคุณบอยจะมีเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจต่าง ๆ เพื่อนของคุณบอยได้ไปรับงานจากคนที่รู้จัก ซึ่งคนนี้คือเพื่อนของเพื่อนคุณบอยและเป็นหลานเจ้าของบ้าน เขาอยากให้ไปจัดการปลวก หนู และแมลงต่าง ๆ แต่ก่อนที่จะไปทำ คุณบอยได้เข้าไปดูสถานที่จริงว่าบ้านเป็นอย่างไร ซึ่งคุณบอยบอกว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้าน 2 ชั้น ด้านล่างเป็นปูน ด้านบนเป็นไม้ บริเวณด้านล่างจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ด้านบนจะสำคัญกว่าเพราะเป็นไม้ จะต้องไล่ปลวกและฉีดปลวกก่อน ด้วยความที่ตัวคุณบอยเชี่ยวชาญทางด้านนี้อยู่แล้ว จึงรู้ว่าควรจะเริ่มทำอย่างไรก่อน บริเวณชั้น 2 จะมี 3 ห้องได้แก่ 2 ห้องนอน 1 ห้องโถง ก่อนที่คุณบอยจะเริ่มสำรวจ เจ้าของบ้านได้บอกให้เข้าไปดูห้องหนึ่ง เป็นห้องที่คิดว่าน่าจะเสียหายมากที่สุด คุณบอย เพื่อนคุณบอย และเจ้าของบ้านจึงขึ้นไปยังห้องนั้น คุณบอยบอกว่าแว๊บแรกที่เปิดประตูเข้าไปคือมีกลิ่นเหม็นเน่า เหมือนมีซากสัตว์ตายจำนวนมาก ตามสัญชาตญาณของคนทำงานแนวนี้สันนิษฐานว่าจะมีอยู่ 2 อย่างที่ตาย คือไม่หนูก็ตุ๊กแก จากนั้น คุณบอยก็ได้เดินไปสำรวจ ในระหว่างที่เดินสำรวจมุมต่าง ๆ คุณบอยก็ได้ไปเจอกับซากตุ๊กแกตายหลายจุด แต่มีอยู่หนึ่งตัวที่ดูแปลกไปคือมีแต่ตัวส่วนหัวหายไป ทำให้คุณบอยทราบว่าที่ห้องนี้เหม็นเพราะตุ๊กแกตาย คุณบอยจึงแจ้งกับเจ้าของบ้านว่าห้องนี้อาจจะต้องทำเยอะ ยังไม่รวมบนฝ้าที่ไม่รู้ว่าหนักขนาดไหน คุณบอยจึงจำเป็นที่จะต้องปีนขึ้นไปดู เมื่อคุณบอยเห็นก็ได้บอกว่า “หนักกว่าข้างล่างอีก” เพราะว่ามีซากตุ๊กแกนอนตายกลาดเกลื่อนเต็มไปหมด แต่คุณบอยก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติเพราะบ้านหลังนี้อยู่ในสวนจึงไม่แปลก แต่ที่ผิดปกติคือบนฝ้ามีรอยมือคนที่เหมือนเอาตัวลากไปกับฝ้า รอยเท้า รอยมือเต็มไปหมด ที่แปลกที่สุดคือตรงไหนที่มีคานติดกับฝ้าที่มีระยะห่างเพียงแค่นิดเดียว จะมีรอยมือที่เหมือนเอาตัวลากไปกับฝ้าสามารถผ่านช่องเล็ก ๆ นั้นไปได้ เมื่อคุณบอยลงมาด้านล่าง ได้บอกกับเจ้าของบ้านว่า “ด้านบนต้องทำความสะอาดเยอะนะ” เพราะกลิ่นเหม็นมาจากด้านบนเนื่องจากมีตุ๊กแกตายเยอะ หลังจากสำรวจห้องนี้เสร็จก็ไปสำรวจห้องอื่นต่อซึ่งเป็นห้องของน้าสาว ห้องนี้ก็เละไม่ต่างกัน มองไปทางไหนก็มีซากตุ๊กแกตาย เมื่อสำรวจเสร็จคุณบอยก็มาคุยกับเจ้าของบ้านว่า “ต้องทำเยอะนะ” เวลานั้นเป็นช่วงเที่ยงพอดี คุณบอยจึงลงมาพักทานข้าว ระหว่างที่กินข้าว ด้วยความที่คุณบอยเป็นคนที่ปีนขึ้นไปสำรวจบริเวณฝ้าและรู้สึกผิดปกติจึงคิดอยากถามกับเจ้าของบ้านว่าห้องนี้เกิดอะไรขึ้น เจ้าของบ้านจึงได้เล่าว่า อดีตของบ้านหลังนี้มีน้าสาวของเจ้าของบ้านอาศัยอยู่ ซึ่งห้องที่ไปดูมาเป็นห้องของน้าสาว น้าสาวเป็นคนหน้าตาดี สวย มีผู้ชายมาจีบเยอะ วัน ๆ ก็มักจะมีหนุ่ม ๆ ขี่รถมาจีบจนเป็นกิจวัตร แต่อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้หญิงขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดที่หน้าบ้านของน้าสาว ซึ่งบ้านหลังนี้ไม่มีรั้ว เมื่อจอดเสร็จผู้หญิงคนนี้ก็ได้หยิบห่อผ้าขาวที่พกมาปาเข้าไปในห้องของน้าสาว หลังจากนั้นก็ด่าน้าสาวพร้อมกับสาปแช่ง คนในบ้านและน้าสาวตกใจจึงพากันแห่ออกมาดู ภาพที่เห็นคือผู้หญิงคนนี้โกรธจัดยืนชี้หน้าด่าน้าสาว จนคนในบ้านต้องจับผู้หญิงคนนี้ออกไปและไล่น้าสาวกลับเข้าไปในห้อง ระหว่างที่กำลังจับผู้หญิงคนนี้ออกไปและน้าสาวกำลังกลับเข้าห้อง ขณะนั้นทุกคนได้ยินเสียงน้าสาวกรี๊ด ทุกคนจึงวิ่งกลับเข้าไปในห้อง ปรากฎว่าสิ่งที่เห็นคือน้าสาวนอนสลบอยู่ข้าง ๆ ห่อผ้า ซึ่งหลังจากที่ห่อผ้าถูกปาเข้ามาก็แตกกระจาย สิ่งที่ทุกคนเห็น คือ เป็นก้อนขาว ๆ ขุ่น ๆ มีเศษผม เศษเล็บ เต็มไปหมด เหมือนกับเป็นห่อผ้าที่ใช้ห่อกระดูกคนแล้วถูกเอามาโยนใส่เพื่อทำอะไรบางอย่าง ในช่วงชุลมุนนั้นเอง ญาติก็ช่วยกันเก็บห่อผ้าไปไว้สักที่ แล้วพาน้าสาวไปโรงพยาบาล เมื่อตรวจแล้วก็ไม่มีความผิดปกติ แต่หลังจากวันนั้น น้าสาวมักจะบ่นปวดหัว และทำตัวไม่ปกติ จากที่เป็นคนสวย เป็นมิตร กลับกลายเป็นเก็บตัวไม่ออกจากห้อง ไม่กินข้าว จนต้องนำข้าวเข้าไปในห้อง แม้จะพาไปหาหมอแต่ก็ได้ความเหมือนเดิมว่าน้าสาวไม่ได้เป็นอะไร แต่แล้ววันหนึ่งสิ่งที่ไม่ปกติก็เกิดขึ้น คนในบ้านกำลังจะเอาข้าวไปให้น้าสาว ปรากฏว่าเคาะประตูแล้วแต่ก็ไม่ยอมเปิด จึงเปิดเข้าไปดู ภาพที่เห็นคือน้าสาวนั่งอยู่ที่มุมห้องกำลังทำอะไรบางอย่าง พอเรียกน้าสาวที่ทำตัวยุกยิก น้าสาวที่กำลังทำอะไรอยู่นั้นก็หยุดทันทีแล้วหันมา สิ่งที่เห็นทำเอาคนในบ้านตกใจมาก คือ น้าสาวกำลังคาบหัวตุ๊กแกที่ถูกดึงออกมาจากตัวและเต็มไปด้วยเลือด ด้วยความที่ทุกคนในบ้านตกใจจึงรีบเข้าไปจับตัวน้าและเอาหัวตุ๊กแกออกแล้วนำส่งโรงพยาบาล โรงพยาบาลจึงแจ้งว่าอาการนี้น่าจะผิดปกติทางจิต มีใครในบ้านไปทำอะไรที่ส่งผลให้น้าสาวได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจรึป่าว ทางบ้านไม่รู้จะทำอย่างไร ไปหาพระก็แล้ว หมอดูก็แล้ว ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าอาการของน้าสาวคือ ‘โดนของ’ แต่ไม่รู้ว่าโดนอะไร แต่สิ่งที่หนักขึ้นกว่าเดิม คือทุกวันที่มีฝนตกน้าสาวจะกรีดร้องเสียงดัง โหวกเหวกโวยวายเหมือนคนเสียสติ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อนมาเยี่ยมบ้านหลังนี้ ประจวบเหมาะกับวันนั้นเป็นวันฝนตก ทุกคนในบ้านก็เฝ้าระวังว่าน้าสาวจะกรีดร้องหรือไม่ ปรากฏว่าเมื่อฝนตกน้าสาวกลับเงียบกริบ แต่ฝ้าเพดานข้างบนมีเสียง กุกกักไปมา คนในบ้านจึงคิดว่าเป็นหนู เลยพยายามไล่ดูและเอาไม้กระทุ้งเพดาน ระหว่างที่กำลังเอาไม้กระทุ้งนั้นก็มีฝ้าแผ่นหนึ่งหลุดลงมา แล้วทุกคนก็หันไปมอง สิ่งที่ทุกคนเห็นคือ น้าสาวห้อยหัวลงมาจากฝ้าปากคาบตุ๊กแกไปด้วย แล้วน้าสาวก็วิ่งกลับเข้าไปในเพดาน พอปีนเข้าไปดูปรากฎว่าฝ้าเพดานเต็มไปด้วยซากตุ๊กแกที่น้าสาวเหมือนไปจับแล้วกิน เหมือนกับคนโรคจิต คนในบ้านเลยจับน้าสาวลงมาสงบสติ ระหว่างที่ลงมาน้าสาววิ่งเข้าไปในอีกห้อง ทุกคนจึงรีบวิ่งตามไป พอไปถึงก็เห็นน้าสาวกำลังนั่งอยู่ที่ขอบหน้าต่าง นั่งหันหลังให้ออกไปด้านนอก หันหน้าเข้ามาในบ้านแล้วแกก็เคี้ยวตุ๊กแกไปด้วย คนในบ้านจึงจะรีบวิ่งไปจับ ปรากฏน้าสาวทิ้งตัวเองหงายลงไปจากชั้น 2 นอนแน่นิ่งอยู่ด้านล่าง ทุกคนจึงรีบพาไปโรงพยาบาล วันรุ่งขึ้นหมอแจ้งว่าน้าสาวเสียชีวิตแล้ว สาเหตุการตายไม่ได้มาจากการตกจากชั้น 2 แต่เสียชีวิตจากการที่เลือดเป็นพิษที่น่าจะมาจากสิ่งที่น้าสาวกินเข้าไป ก็คือตุ๊กแกจำนวนมากที่ทั้งดิบทั้งสกปรก หลังจากจัดการพิธีศพของน้าสาวเสร็จ คนในบ้านก็คิดกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้าสาว สิ่งที่แว๊บเข้ามาในหัวคนในบ้าน คือผู้หญิงที่เคยมาโยนห่อผ้าสีขาวใส่หิ้งของน้าสาว คนในบ้านเลยคุยกันว่าห่อผ้าที่ถูกเก็บไปอยู่ที่ไหน ซึ่งก็ไม่มีใครจำได้ว่าใครเก็บและห่อผ้าถูกเก็บไว้ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของบ้านต้องหาให้ได้คือผู้หญิงคนนี้เป็นใคร จึงเริ่มสืบจากการไปถามคนนั้น คนนี้ ว่ารู้จักผู้หญิงลักษณะแบบนี้ไหม แล้วก็ได้คำตอบจากป้าคนหนึ่งในหมู่บ้านว่ารู้จัก บ้านอยู่ไม่ไกลกันเอง ทำให้ฉุกคิดได้ว่าทำไมรู้สึกหน้าคุ้น ๆ เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นคนในหมู่บ้าน เจ้าของบ้านเลยไปที่บ้านของผู้หญิงคนนี้ เมื่อไปถึงคนข้างบ้านบอกว่าบ้านหลังนี้เคยมีสามีภรรยาอยู่ แต่เสียชีวิตหมดแล้ว เหมือนคู่นี้ทะเลาะกันแล้วผู้ชายหนี ผู้หญิงจึงผูกคอตาย จากนั้นก็มีการสืบเรื่องต่อไปอีก ได้ความว่า ผู้ชายบ้านนี้เจ้าชู้ จีบผู้หญิงไปเรื่อย แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ผู้ชายจะไปจีบบ่อยก็คือน้าสาว ผู้หญิงจึงจับได้ว่าสามีตัวเองมาบ้านน้าสาวบ่อย จึงทะเลาะกับผู้ชายทำให้ผู้ชายหนีออกจากบ้านไป ผู้หญิงคนนี้เสียใจมากเลยผูกคอตาย แต่ก่อนที่จะผูกคอตายผู้หญิงคนนี้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่บ้านของน้าสาวก่อนแล้วทำคุณไสยใส่น้าสาว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-