เรื่องเล่าจากต้อม พุธพาหลอน ’ฝังจนตาย‘ l อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน [ 30 ก.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากต้อม พุธพาหลอน ’ฝังจนตาย‘ l อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน [ 30 ก.ย.2568 ]

13 ต.ค. 2025

                เมื่อนักศึกษาแพทย์ต้องศึกษาร่างของอาจารย์ใหญ่ ซึ่งปกติแล้วอวัยวะภายในของร่างอาจารย์ใหญ่ก็ไม่ควรจะมีสิ่งแปลกปลอมปะปน แต่กลับมีเข็มหมุดปักอยู่ภายในร่างนับสิบเข็ม เมื่อผ่าออกมาก็พบเข้ากับสัตว์เลื้อยคลานทั้งเป็นและตายหลากชนิด!

                นี่คือเรื่องสุดหลอนที่ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณต้อม พุธพาหลอน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ฝังจนตาย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน’ (30 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’

                เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ‘คุณอิง’ นักศึกษาแพทย์สาวหน้าตาน่ารักที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง งานอดิเรกของอิงคือการแต่งตัวคอสเพลย์ไปตามงานต่าง ๆ โดยเธอได้เล่าว่า ช่วงนั้นเธอกำลังศึกษาอยู่ในปีท้าย ๆ ของมหาวิทยาลัย กำหนดการของนักศึกษาช่วงปีปลายจะต้องเรียนเกี่ยวกับร่างของ ‘อาจารย์ใหญ่’ มีการผ่าตัดและเรียนรู้เรื่องเส้นเลือดและอวัยวะภายในต่าง ๆ ในร่างการของคนเรา

                ด้วยสภาพของศพที่จำเป็นต้องแช่อยู่ในฟอร์มาลีน ทำให้ภายในห้องตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นของฟอร์มาลีน แม้จะพยายามใช้ยาดมหรือยาหม่องมาช่วยบรรเทากลิ่นให้จางลงแต่ก็ไม่เป็นผล รุ่นพี่จึงให้คำแนะนำว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองเกิดการชินให้ได้มากที่สุดเพราะทุกคนต้องเรียนอยู่กับอาจารย์ใหญ่เป็นเวลาเกือบปี

                การเรียนของอิงจะมีการแบ่งกันเป็นกลุ่ม กลุ่มของอิงมีสมาชิกอยู่ประมาณ 3-4 คน ลักษณะของอาจารย์ใหญ่จะมีผ้าสีขาวคลุมแบ่งเป็นช่อง เอาไว้เพื่อให้ดูเฉพาะอวัยวะส่วนที่ต้องศึกษา ส่วนหน้าตาของศพไม่ได้มีการห้ามไว้จึงสามารถเปิดเผยให้นักศึกษาดูได้หากต้องการศึกษาเพิ่ม แต่ตัวของอิงนั้นด้วยความหวาดกลัวจึงไม่ได้อยากเห็นสักเท่าไหร่

                ในช่วงแรก อาจารย์จะสอนเรื่องของเส้นเลือดภายในร่างกาย ระหว่างที่กลุ่มของอิงกำลังศึกษาดูเส้นเลือดตามร่างกาย เดิมทีอวัยวะบางส่วนในร่างกายหากมีการผ่าไปศึกษาแล้วจะต้องนำออกเพื่อรอการไปทำบุญร่วมกับร่างนั้น

                ร่างกายของอาจารย์ใหญ่สัมผัสผิวหนังจะแห้งกร้านคล้ายคลึงกับที่เห็นในภาพยนตร์ นักศึกษายังคงผ่าดูเส้นเลือดภายในไปเรื่อย ๆ ในระหว่างที่อาจารย์สอนอยู่ อิงก็ได้พบเข็มหมุดอยู่ภายในเส้นเลือดของร่างตรงใบหน้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ควรมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอยู่ในนั้นได้ สิ่งนี้สร้างความสงสัยให้กับอิงเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากมีการนำร่างเข้าไปแช่ในฟอร์มาลีนแล้วนั่นแปลว่าจะต้องมีการตรวจสอบสภาพร่างกายของศพมาแล้วว่าไม่มีอะไรแปลกปลอมอยู่ภายในเรือนร่าง

                 และเมื่อตรวจไปได้สักพักก็พบว่าเข็มที่อยู่ภายในร่างไม่ได้มีเพียงแค่ 1-2 เล่ม แต่กลับมีอยู่ภายในนั้นมากกว่า 10 เล่ม! เห็นอย่างนั้นอิงจึงเรียกอาจารย์มาดู ตัวอาจารย์เองพอเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยเข็มหมุดสีหน้าก็เปลี่ยนไป อาการตกตะลึงหน้าเหวอนั้นทำเอาทุกคนต่างสับสนกับสิ่งตรงหน้า แต่ด้วยความมึนงงและความไม่สมเหตุสมผลของการมีเข็มหมุดอยู่ภายในร่างกายจึงทำให้อาจารย์คิดว่าคงเป็นฝีมือกลั่นแกล้งของนักศึกษาที่อาจเล่นพิเรนทร์นำเข็มมาใส่ในร่างของอาจารย์ใหญ่ จึงได้เอ่ยตักเตือนกลุ่มของอิงไป ทางฝั่งอิงนั้นก็ได้ปฏิเสธไปว่ากลุ่มของเธอไม่ได้เป็นคนทำ

                หลังจบการเรียนการสอนก็ทำการนำผ้าไปปิดแผลตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย และในจังหวะที่มีเพียงเสียงก้าวเดินของกลุ่มนักศึกษาที่กำลังออกจากห้อง ก็มีเสียงร้องของตุ๊กแกดังออกมาท่ามกลางความเงียบสงัด ทำให้ทุกฝีเท้าของอิงและเพื่อน ๆ หยุดชะงักและเกิดความสงสัยว่าเพราะอะไรถึงมีเสียงร้องของสัตว์เลื้อยคลานชนิดนั้นดังออกมาจากห้องเรียน

                ชั่วโมงเรียนถัดมา ในคราวนี้จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับปอดและกระเพาะของมนุษย์ ซึ่งในระหว่างที่อิงกำลังกรีดใบมีดตรวจสอบร่างกายของร่างชายคนหนึ่งอยู่นั้น จู่ ๆ อวัยวะที่ควรจะแน่นิ่งกลับมีการกระตุกและสั่นไหวราวกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่! และในจังหวะที่จะต้องตรวจสอบตรงส่วนของกระเพาะอาหาร ตัวของอิงที่กำลังดูในส่วนของหน้าท้องก็สังเกตเห็นความปิดปกติของกระเพาะอาหารที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ทั้ง ๆ ที่เมื่อมีการแช่ฟอร์มาลีนอวัยวะต่าง ๆ ก็ควรที่จะต้องหดตัวลง นอกจากว่าภายในเรือนร่างนั้นจะมีบางสิ่งบางอย่างกักเก็บเอาไว้

                 ระหว่างที่ตรวจสอบ ทันทีที่ใบมีดกรีดฝังลงไปในกระเพาะของร่างเปลือยเปล่าตรงหน้าก็รับรู้ได้ถึงการขยับของอวัยวะภายใน อิงตัดสินใจผ่าลงไปจนสุด และพบกับคำตอบของการเคลื่อนไหวในร่างกายนั้นที่ทำเอาเธอถึงกับช็อค! เพราะภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของอิงนั้นคือซากของตุ๊กแกที่อยู่ภายในกระเพาะของร่างอาจารย์ใหญ่! ซากของสัตว์เลื้อยคลานที่มีทั้งเป็นและตาย บางตัวสภาพเน่าเปื่อยและอีกประมาณ 4-5 ตัวที่กำลังมุดอยู่ภายในอวัยวะนั้น

                พอแผลถูกผ่าเปิด ตุ๊กแกตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ก็รีบออกมาจากรอยแผลและวิ่งผ่านไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องของนักศึกษาที่หวาดกลัวอยู่ในห้อง และพอตรวจสอบลึกลงไปในร่างกายก็พบว่าไม่ได้มีเพียงแค่ตุ๊กแก แต่ยังมีตะขาบ หนอนและสัตว์อีกมากมายที่ต่างหลบอยู่ข้างในกระเพาะของเรือนร่างนั้นอีกด้วย

                ความหวาดกลัวและตื่นตระหนกทำให้มือของอิงเลื่อนไปโดนผ้าที่ปกคลุมร่างของอาจารย์ใหญ่ไว้ เผยเห็นใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่ง ทั้งที่ในความเป็นจริงหน้าตาของศพควรจะแน่นิ่งไม่มีความรู้สึกอะไร แต่สีหน้าของชายหนุ่มคนนั้นมันแสดงออกว่ากำลังเจ็บปวดและทรมานอยู่ราวกับว่าเขานั้นยังมีชีวิตอยู่!

                เหตุการณ์ชุลมุนนั้นทำให้คาบเรียนต้องหยุดลง หลังจากผ่านมาได้ไม่นาน ตัวของอิงก็ได้มาทราบเรื่องราวจากเพื่อน ๆ ที่เล่ากันมาปากต่อปากว่า โดยปกติแล้ว อาจารย์ผู้สอนจะต้องไปนำพระไปทำพิธีถอนของให้ผู้ชายคนนี้ที่ตายไปแล้ว เพราะมีความเชื่อที่ว่าของขลังต่าง ๆ ต่อให้ร่างกายจะตายไปแล้วแต่ของเหล่านั้นก็ยังคงทำงานอยู่และกัดกินผู้ชายคนนั้นไปตลอด และเมื่ออิงกลับมาเรียนวิชาเดิมก็ได้พบว่าร่างของอาจารย์ใหญ่นั้นก็ได้แทนที่เป็นร่างอื่นไปแล้ว..  

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เพื่อนรัก…ผู้ทำเสน่ห์ใส่สามีตัวเอง | อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [ 15 ก.ค.2568 ]

26 ก.ค. 2025

เพื่อนรัก…ผู้ทำเสน่ห์ใส่สามีตัวเอง | อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [ 15 ก.ค.2568 ]

เรื่องเล่าสุดหลอนจาก ‘คุณมิ้น แม่แฟน’ ที่มาเล่าเรื่องจากสองเพื่อนสนิทที่รักผู้ชายคนเดียวกัน แต่แล้วเพื่อนอีกคนได้หลีกทาง ยอมให้เพื่อนอีกคนได้มีความสุขกับผู้ชายคนนั้น จนกระทั่งผู้ชายคนนั้นป่วยเป็นอัมพฤกษ์! เรื่องราวของสองเพื่อนสนิทจะเป็นอย่างไร? อะไรที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์? และความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจะเป็นอย่างไร? ติดตามบทสรุปของเรื่อง ‘เพื่อนรัก...ผู้ทำเสน่ห์ใส่สามีตัวเอง’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (15 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเชาเชา’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ แล้วคุณอาจะพบว่า การทำเสน่ห์ไม่ได้มีแต่เรื่องดีเสมอไป! ‘คุณมิ้น’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟนคลับที่ชื่อว่า ‘พี่ฟ้า’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนสนิทที่ชื่อ ‘คุณจอย’ ซึ่งทั้งคุณฟ้าและคุณจอยเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียน เมื่อเรียนจบก็มาทำงานที่เดียวกัน แต่คนละแผนก มีหัวหน้าคนเดียวกันชื่อ ‘พี่ทอม’ เป็นหัวหน้าที่ทั้งหนุ่มและหน้าตาดี ขณะเดียวกัน ทั้งคุณฟ้าและคุณจอยก็ยังโสด คนในองค์กรต่างรู้กันมาว่าพี่ทอมน่าจะเคยแต่งงานแล้ว แต่ได้หย่าร้างกันไป สถานะตอนนี้จึงโสด นั่นทำให้สองเพื่อนสนิทอย่างจอยและฟ้าต่างชื่นชอบ ฟ้านั้นรู้สึกว่าพี่ทอมชอบตน แต่ด้วยความรักเพื่อน จึงถอยออกมาและเปิดทางให้จอยแทน ส่วนทางด้านจอยก็พยายามทำทุกอย่างให้ได้เลื่อนตำแหน่งเพื่อที่จะได้เข้าใกล้พี่ทอมมากขึ้น โดยจอยได้พูดกับฟ้าอยู่เสมอว่า “ถ้าครั้งหนึ่งในชีวิตจะแต่งงาน หรือจะมีแฟน ก็ต้องเป็นพี่ทอม” ท้ายที่สุด จอยก็ทำสำเร็จและได้คบกับพี่ทอม จนหลายคนในออฟฟิศต่างฮือฮาและชื่นชมว่าเป็นคู่ที่เหมาะสม ชีวิตดูดี ลงตัวไปเสียหมด เวลาผ่านไปจนคบกันได้ 2 ปี พี่ทอมก็ขอจอยแต่งงาน ฟ้าและจอยยังคงเป็นเพื่อนสนิทกันเหมือนเดิม ส่วนทางฟ้าเองก็มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนเริ่มอยากมีบ้าน และเห็นว่าพี่ทอมกับจอยซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นบ้านมือสองแบบรีโนเวท ทางฟ้าเองก็มองว่าบ้านสวยดี จึงตัดสินใจไปซื้อบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน อยู่ห่างกันประมาณ 2 หลัง ฟ้าบอกว่าสาเหตุที่ตัดสินใจแบบนี้ก็เพราะมองว่า ถ้าวันหนึ่งไม่ได้มีครอบครัวหรือไม่ได้มีลูกก็จะอยู่กับเพื่อน ทางด้านพี่ทอมเองก็ดีกับฟ้าด้วย ถือว่าเป็นแฟนเพื่อนที่ดี เวลาผ่านไปทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ เข้าปีที่ 3 หลังแต่งงาน เกิดเหตุไม่คาดฝัน พี่ทอมเส้นเลือดในสมองแตก กลายเป็นอัมพฤกษ์ถึงขั้นพูดไม่ได้ ทำให้ชีวิตจอยเปลี่ยน ซึ่งในช่วงแรกจอยยังคงทำงานอยู่ จึงใช้วิธีให้ญาติมาช่วยดูแลแทน พี่ทอมเองที่เป็นหัวหน้าในบริษัท ก็ได้รับเงินมาก้อนหนึ่งให้ออกมารักษาตัว และต้องออกจากงานเพราะไม่สามารถทำงานได้ ทางด้านฟ้าเองก็อาสาเข้าไปช่วยดูแล สถานการณ์ยังคงย่ำแย่ จอยที่ทั้งทำงานและดูแลพี่ทอมไปด้วยไม่ไหว จึงคิดจะลาออก ฟ้าก็คอยปลอบใจเพื่อน และแนะนำให้ออกมาทำอาชีพอื่นแทน อย่างการขายของออนไลน์ หากถ้ามีอะไรขาดเหลือ ฟ้าจะช่วย เพราะฟ้าไม่ได้มีภาระอะไรมากมาย อีกทั้งอาการพี่ทอมก็ไม่สู้ดี เวลาผ่านไป อาการพี่ทอมทรุดหนักมากขึ้น ต้องรับยาที่โรงพยาบาลถี่ขึ้น แต่การรับยานี้พี่ทอมไม่จำเป็นต้องไป ให้ญาติไปรับแทนได้ กระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง จอยต้องออกไปรับยาที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตี 5 เพื่อต่อคิว จะกลับมาก็เป็นเวลาเที่ยง จึงขอให้ฟ้ามาช่วยเฝ้าพี่ทอมแทน ฟ้าที่ไม่ติดอะไรและพร้อมช่วยเพื่อนเสมอก็ตอบตกลง จอยจึงลิสต์สิ่งที่ต้องทำไว้ให้ เมื่อวันนั้นมาถึง ฟ้าก็ไปที่บ้าน ไขกุญแจเข้าไปตามที่จอยบอก เมื่อเดินเข้าไปชั้นหนึ่ง ก็จะพบพี่ทอมนอนอยู่กลางบ้าน ปลายเท้ามีทีวี ลักษณะเป็นห้องนั่งเล่น ในตอนนั้นพี่ทอมยังไม่ตื่น ฟ้าจึงเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานฟ้าก็เริ่มหิว จึงคิดว่าจะเดินออกไปตลาดที่หน้าหมู่บ้าน แต่ทว่าการเดินไป-กลับต้องใช้เวลามาก ทำให้กังวลกลัวว่าพี่ทอมตื่นมาจะไม่เจอใคร จึงเปลี่ยนใจเดินไปที่ครัวเพื่อดูว่าพอจะมีอะไรกินได้บ้าง โชคดีที่ยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหลืออยู่บ้าง ฟ้าจึงจัดแจงต้มบะหมี่ หลังจากต้มเสร็จก็เดินออกมากินตรงโซฟาที่ห้องนั่งเล่น เพื่อที่จะนั่งเฝ้าพี่ทอม ขณะที่กำลังถือชามบะหมี่ออกมา ช่วงฟ้าเริ่มสว่าง เวลา 7 โมงเช้าแล้ว แต่ฟ้ากลับเห็นผู้หญิงคนหนึ่งคล้ายเงาดำยืนอยู่ข้างหัวเตียงพี่ทอม ทว่าเงานั้นไม่ได้มองมาที่ฟ้า กลับมองไปที่พี่ทอม ในใจฟ้ารู้แล้วว่าตอนนั้นเจอเข้ากับอะไร แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงออกไป ทำได้เพียงมองค้างไว้ทั้งอย่างนั้น พลางคิดในใจว่า ‘อย่าหลอกฉันนะ’ ขณะนั้นเอง ราวกับเงาดำสัมผัสได้ถึงเสียงใจฟ้า เพราะเงาดำได้หันมามองที่ฟ้า ฟ้ารีบหลับตาเพราะไม่อยากเห็น ทั้งยังพูดพึมพำไปด้วยว่า “อย่าหลอกฉันนะ” ฟ้าคิดว่าในใจว่านี่อาจเป็นเจ้าที่หรือผีบ้านผีเรือน ขณะที่หลับตาอยู่นั้น ชามบะหมี่ก็หลุดจากมือ และมวลรู้สึกที่ถูกกดดันก็ค่อย ๆ จางหายไป จากนั้นฟ้าก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เงาดำนั้นหายไปแล้ว กลายเป็นพี่ทอมที่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงชามบะหมี่ตกพื้นเสียงดัง พี่ทอมทำหน้าเหมือนอยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฟ้าจึงตอบไปว่า “ไม่มีอะไรพี่ น้ำร้อนมันลวกมือ” แล้วฟ้าก็เริ่มจัดการเก็บเศษชามและบะหมี่ที่หกเกลื่อนกลาดให้เรียบร้อย หลังจากเจอเรื่องที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ ฟ้าก็เปิดไฟให้ทั่วบ้าน และโทรศัพท์หาแม่ของตน เพื่อเล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง เมื่อฟังจบ แม่ฟ้าก็ได้ตอบกลับมาว่า “เป็นเจ้าที่ เจ้าทาง ผีบ้าน ผีเรือน หรือเปล่า แต่แบบนี้ไม่ดีนะ ถ้าเกิดมีคนป่วยอยู่ในบ้านแล้วเห็นวิญญาณแบบนี้ มันยิ่งเป็นพลังลบ ยิ่งทำให้คนป่วยอาการไม่ดี ให้จอยมันทำบุญบ้านบ้างสิ” ฟ้าจึงคิดว่าก็ดีเหมือนกัน และคิดว่าจะชวนจอยทำบุญบ้าน แต่ไม่คิดจะเล่าเรื่องที่ตนเจอให้จอยฟัง เพราะกลัวเพื่อนจะกลัวไปด้วย หลังจากนั้นช่วงประมาณเที่ยงกว่า จอยได้กลับมาถึงบ้าน ฟ้าจึงได้เอ่ยชวนก่อนว่า “จอย พวกเราไม่ได้ทำบุญบ้านกันมานานแล้วเนอะ พี่ทอมเขาก็ป่วยคงไปวัดไปวาไม่ได้ เราทำบุญบ้านกันดีไหม มันจะได้มีสิ่งดี ๆ เข้ามา เขาจะได้ฟังพระสวดบ้าง เสริมสิริมงคลกันนิดนึง” ทว่าจอยกลับตอบฟ้าไปว่า “ไม่ทำอะ” ตอนนั้นใจฟ้าเองเพียงคิดว่าเพื่อนอาจจะติดขัดเรื่องเงิน เพราะเพื่อนก็ไม่ได้ทำงาน เงินที่ใช้รักษาพี่ทอมเป็นเงินก้อนที่ใช้แล้วก็หมดไป อาจจะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ฟ้าจึงได้เสนอไปว่า “เอ้ย เดี๋ยวจะออกให้ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินนะ” ทว่าจอยดันโกรธขึ้นมา และหันกลับไปพูดใส่ฟ้าว่า “มึงไม่ต้องมายุ่งกับเรื่องครอบครัวกูได้ปะ” สิ้นประโยคนี้ ทำให้ฟ้าปรี๊ดขึ้นมาทันที เพราะตั้งแต่คบกันมาไม่เคยมาพูดต่อว่าอะไรกันแบบนี้ และได้พูดกลับไปว่า “อ้าว อะไรอะ แค่ชวนทำบุญบ้าน ทำไมต้องพูดจาแบบนี้ใส่” จอยก็ตอบกลับมาอีกว่า “ก็ไม่ทำอะ พูดไปแล้วไงว่าไม่ทำ จะเซ้าซี้ทำไม” ฟ้าที่โกรธเต็มที่จึงพูดว่า “เอาตรง ๆ นะ กูอะ เห็นผียืนอยู่ข้างผัวมึงก็เลยชวนทำบุญ” ฟ้าก็ได้เล่าถึงลักษณะของผีที่เห็นว่าเป็นอย่างไรให้จอยฟัง พอพูดเสร็จจอยก็นิ่ง และหันไปมองที่พี่ทอมที่มองทั้งคู่ทะเลาะกันมาตลอด ฟ้าจึงพูดต่อว่า “กูเป็นห่วง แต่ก็ไม่อยากพูด กลัวมึงกลัว ทำไมต้องมาว่ากันขนาดนี้ด้วย” สิ้นเสียงของฟ้า จอยก็ดึงมือฟ้าขึ้นไปที่ชั้น 2 และจอยก็เริ่มร้องไห้ ฟ้าตกใจจึงถามกลับไปว่าเป็นอะไร จอยจึงเริ่มเปิดปากเล่าว่า.. “มึงจำได้ไหม ตอนที่กูชอบพี่ทอมมาก ๆ กูทักหาไลน์หาเขาอยู่ตลอด แต่พี่ทอมไม่ได้สนใจเลย คุยด้วยน้อยมาก และรักษาระยะห่างทุกอย่าง กูเลยไปปรึกษาหมอคนหนึ่งที่เจอในออนไลน์ เกี่ยวกับเรื่องของการทำเสน่ห์ กูถามหมอแล้วนะว่าถ้าทำแล้วจะมีผลกับพี่ทอมมั้ย เขาบอกกูว่าไม่มี เป็นแค่การทำเสน่ห์ให้เขารู้สึกเมตตา มหานิยมเรา เดี๋ยวพอเขารักเขาชอบแล้วก็เลิกทำได้” ฟ้าฟังเพื่อนสนิทอย่างตั้งใจ และจอยได้เล่าต่อว่า จอยได้ตัดสินใจทำเสน่ห์ใส่พี่ทอม ตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำไปจนถึงได้พี่ทอมเป็นแฟน จากนั้นจึงค่อยเลิก แต่พอได้เป็นแฟนกันแล้ว จอยก็อยากแต่งงานกับคนนี้ จึงไม่ได้เลิกทำเสน่ห์ และตั้งเป้าใหม่ว่า จะทำไปจนกว่าจะแต่งงานแล้วค่อยเลิกทำ สุดท้ายก็ได้แต่งงานกัน และจอยก็เลิกทำเสน่ห์ตามสัญญา ทว่าหลังจากที่เลิกทำเสน่ห์ไปได้ไม่กี่เดือน คุณทอมก็ได้เส้นเลือดในสมองแตก ทำให้จอยได้กลับไปปรึกษากับหมอคนนี้อีกครั้งว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับที่เลิกทำเสน่ห์หรือไม่ หมอตอบว่า “เกี่ยว” จอยสับสนและถามต่อไปว่า “อ้าว ไหนตอนนั้นบอกว่าทำแล้วไม่มีผล” แต่หมอก็ตอบกลับมาอีกว่า “ตอนนั้นที่ตกลงกันไว้คือแค่ให้ชอบไม่ใช่หรอ อันนี้คือคุณเลยมาเอง บางอย่างหรือวิญญาณที่มันอยู่ในของ ถ้าวันนึงเราไม่เลี้ยงเขาแล้ว เขาก็จะต้องหากินของเขาเอง ซึ่งสิ่งที่เขาจะกินอันดับแรกคือเป้าหมายที่เคยมีคนสั่งให้เขาทำ และนั่นคือตัวของทอม” พอฟ้าได้ฟังมาถึงจุดนี้ ก็รู้สึกว่าเพื่อนอาจจะพลาดพลั้งไป จึงให้โอกาสเพื่อนและบอกกับจอยไปว่า “ไม่เป็นไรดิ งั้นเดี๋ยวเราไปลองไหม ไปหาคนที่เขาเก่ง ๆ มาปลดปล่อยวิญญาณนี้ไป มันน่าจะทำได้ดิ” จอยให้เหตุผลกลับมาว่า “ไม่ได้มึง เพราะหมอคนที่เขาทำให้เขาบอกว่า ถ้ากูแก้เมื่อไหร่ของจะเข้าตัวกู” ฟ้ารีบบอกเพื่อนไปว่า “แล้วยังไงอะ ถ้าเข้าตัวมึง มึงก็แก้อีกทีไง” แต่จอยก็บอกด้วยเสียงเหนื่อยใจว่า “มึง ถ้าพี่ทอมหายมา เขาก็ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ อาจจะเดินหรือทำงานเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว” คำพูดที่จอยพูดกับฟ้า ทำให้ฟ้ารู้สึกว่าจอยเห็นแก่ชีวิตตัวเองอย่างเดียว ตนนั้นรับไม่ได้ จึงทำได้แค่บอกไปว่า “โอเค” จากนั้นฟ้าก็เดินออกมาจากบ้านนั้นทันที แต่ในระหว่างที่เดินออกไป ฟ้าก็ได้เดินผ่านพี่ทอม และรู้สึกสงสารพี่ทอมจับใจ เพราะครั้งหนึ่ง ฟ้าก็เคยชอบผู้ชายคนนี้เหมือนกัน ขณะที่ฟ้าเดินออกจากบ้าน ก็ยังคงได้ยินเสียงเรียกจากเพื่อนสนิทดังมาจากข้างหลัง แต่ฟ้าก็เลือกที่จะไม่สนใจ เวลาผ่านไป จอยก็พยายามส่งข้อความมาหา เล่าว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ต้องทำ ฟ้าทำได้เพียงแค่อ่าน แต่ไม่ตอบอะไรกลับไป ไม่นาน ฟ้าก็เลี่ยงที่จะเจอจอย โดยการลาออกจากที่ทำงาน แม้กระทั่งขับรถผ่านบ้านก็ไม่หันไปมอง ไม่นาน ฟ้าก็ทราบข่าวว่าพี่ทอมเสียชีวิตแล้ว และก็เห็นว่าที่หน้าบ้านของจอยมีประกาศขาย แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าชีวิตหลังจากนี้ของจอยจะเป็นอย่างไร แต่ตัวของฟ้าเองก็ได้มาเสียเพื่อนเพราะเรื่องนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากมอสหลง 'อาถรรพ์เชิงตะกอน' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

13 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากมอสหลง 'อาถรรพ์เชิงตะกอน' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

ไปถ่ายทำหนังที่เชิงตะกอน ขากลับดันไปพูดว่า “กลับบ้านกันทุกคน” พอขับออกมาก็รู้สึกรถหนืด ๆ บรรยากาศอึดอัด ทั้งที่ในรถมีกันอยู่แค่ 2 คน จนหางตาหันไปเห็นว่ามีคนแก่นั่งอัดกันอยู่เต็มหลังรถ! ไม่แค่นั้นพี่นักแสดงสมทบเล่าว่า หลังถ่ายเสร็จฝันว่า ฟันหลุด 3 วันติด จนต้องให้สัปเหร่อมาช่วย เพราะขึ้นชื่อว่าพื้นเชิงตะกอนที่ไปถ่ายทำนั้นของแรงมาก หลังจบการถ่ายทำ ขณะที่กำลังแยกย้ายกลับบ้านดันพลั้งปากพูดเชิญชวนให้ทุกคนขึ้นรถ แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีสิ่งที่ไม่ใช่คน ติดกลับมาด้วย... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘อาถรรพ์เชิงตะกอน’ เรื่องราวสุดหลอนในกองถ่ายที่ “มอสหลง” ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของ “ต้องเต” รุ่นพี่นักแสดงคนหนึ่งที่เล่นหนังด้วยกัน จุดถ่ายทำของหนังคือ ‘เชิงตะกอน’ ที่ได้มีการใช้งานจริง ๆ มาก่อน พอการถ่ายทำได้สิ้นสุดลงทั้งทีมงาน และนักแสดงหลาย ๆ ท่านก็ได้มาเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกองถ่ายให้เขาฟัง และหนึ่งในนั้นคือต้องเต ต้องเตเล่าว่า ในช่วงเวลาประมาณตี 2-3 หลังถ่ายทำเสร็จ ต้องเตก็ได้ขอตัวกลับบ้านก่อน ตัวเขาต้องเดินทางกลับบ้านกับคนขับรถ 2 คน แต่ด้วยความที่ไม่ได้คิดอะไร เขาจึงเผลอพูดออกมากลางกองถ่ายว่า“ขึ้นรถกันทุกคน กลับบ้านกัน”ประโยคต้องห้ามที่ใครหลาย ๆ คนรู้กันดีว่าไม่ควรเอ่ยออกมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและหลังจากนั้นเขาก็ขับรถออกไป ระหว่างทางที่เขาอยู่บนรถนั้น ต้องเตรู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในรถมันหนักอึ้ง และอึดอัดทั้ง ๆ ที่ในรถมีกันแค่ 2 คน จนทำให้เขาคิดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล และก็เป็นไปตามคาดเมื่อหางตาของเขาดันไปเห็นเข้ากับกระจกรถ ภาพสะท้อนตรงหน้าทำเอาเขาถึงกับขนหัวลุกเมื่อสิ่งที่เขาเห็นคือ มีคนแก่นั่งอยู่เต็มหลังรถของเขา! ต้องเตเลยบอกกับคนขับว่า“พี่พาผมกลับไปที่จุดถ่ายทำหน่อย”เมื่อถึงเชิงตะกอน จุดที่เขาได้ถ่ายทำหนังกันไป ต้องเตจึงเปิดประตูรถและพูดว่า“ใครที่ไม่ใช่ผม ต้องเต และคนขับรถ ไม่อนุญาตให้ขึ้นรถกลับบ้านไปกับพวกเรา ลงไปให้หมด”สิ้นเสียงเอ่ยบอกให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญลงจากรถของเขา ต้องเตก็ปิดประตู และเดินทางขับออกไปจากบริเวณนั้นทันทีหลังจากนั้นบรรยากาศภายในรถก็กลับมาเป็นปกติและไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย... มอสหลงได้เล่าเพิ่มเติมว่า สถานที่ถ่ายทำเป็นตำแหน่งที่ชาวบ้านขนานนามว่าน่ากลัวที่สุดนั่นคือหอผี และเมรุซึ่งเป็นเค้าโครงความเชื่อที่มีอยู่จริงของคนในพื้นที่ และในภายหลังพอมีความเจริญเข้ามากลายเป็นว่ามีการตัดถนนผ่านหน้าเมรุไปเพื่อการสัญจร ทางทีมงานจึงได้เชิญสัปเหร่อมาไหว้ขอขมาก่อนถ่ายทำเพราะขึ้นชื่อว่าพื้นที่ตรงนั้นที่เรายืนทับอยู่เป็นจุดที่ใช้ฝังศพ และมีของแรงมาก ห้ามทำอะไรไม่ดีเด็ดขาด เพราะเรียกได้ว่าเป็นเขต “ธงแดง” แต่เรื่องราวหลอน ๆ ในกองก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อมีนักแสดงสมทบคนหนึ่งกำลังถ่ายทำอยู่ แต่จิตสำนึกของเขาก็จะคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ตรงเมรุข้างหน้าจะมีสิ่งลี้ลับ หรือวิญญาณตนไหนแอบมองเขาอยู่จริงรึเปล่า เสียงภายในหัวก็เริ่มตั้งคำถามอย่างห้ามไม่อยู่ “ถ้ามีจริงก็คงเห็นไปแล้วแหละ” แต่พอตั้งสติได้ก็จะลบความสงสัยนั้นออกจากหัวทันที เมื่อถ่ายทำจบนักแสดงสมทบคนนั้นก็ขอตัวกลับ ซึ่งพื้นที่เชิงตะกอนตรงนั้นมีความเชื่อที่ถือกันมากเพราะเป็นเขตป่าช้าที่เขาฝังศพกันตามพื้นดิน เวลาถ่ายทำก็จะมีเหตุทำให้ตรงลงไปคลุกคลีจนบางครั้งเศษฝุ่นเศษดินจะติดเสื้อผ้ากลับมา จึงมีการพรมน้ำมนต์ให้ก่อนกลับทุกรอบ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำ พอกลับบ้านไป กลายเป็นว่าคืนนั้นเขาก็ฝันว่า ฟันของเขาหลุด! และความฝันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่เขาดันฝันถึงมันติดกัน 3 วัน และความรุนแรงก็ทวีมากขึ้นกว่าเดิม จากฟันที่หลุดไม่กี่ซี่ในครั้งแรกกลายเป็นหลุดออกมาทั้งปาก ในขณะเดียวกันก็โดนคนวิ่งไล่ตามจะแตะตัวในฝันอยู่ตลอด เขาเลยต้องไปหาผู้นำจิตวิญญาณที่คนทั้งอำเภอเคารพนับถือให้มาช่วยปัดเป่า โดยการผูกแขน และสาดน้ำมนต์ให้ เลยทำให้เขากลับบ้านมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'ปริศนาเส้นทางเดินป่าไมล์ 58' l อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost [ 26 ส.ค.2568 ]

13 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'ปริศนาเส้นทางเดินป่าไมล์ 58' l อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost [ 26 ส.ค.2568 ]

นี่คือเรื่องราวปริศนาของนักเดินเทรล เมื่อเขาได้เข้าไปเดินป่าในเส้นทางเดินเท้าที่ยาวที่สุดในโลก แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็ไม่พบความเคลื่อนไหวของเขาอีกเลย เจ้าหน้าที่อุทยานได้ปูพรมค้นหา แต่กลับพบเพียงเต็นท์และข้าวของเครื่องใช้ในสภาพปกติ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือแม่กระทั่งรอยเท้าของสิ่งใด เขาหายตัวไปได้อย่างไร? มีเบาแสอะไรที่จะช่วยตามหาตัวชายผู้นี้ และ ‘อะไร’ ทำให้เขาหายไป.. หาคำตอบได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 สิงหาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ปริศนาเส้นทางเดินป่าไมล์ 58’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ ‘เดวิด บาโร’ เขาเป็นนักเดินเทรล ชอบเดินป่า ตั้งแคมป์คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 เขาตัดสินใจที่จะไปเดินในเส้นทาง Appalachian Trail ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเท้าที่ยาวที่สุดในโลก คืนก่อนที่จะเดินทาง เขาได้มีการโพสต์ผ่านโซเชียลไว้ว่า “คืนนี้ตั้งใจจะไปตั้งแคมป์ใกล้ไมล์ 58 ก่อนถึงวันพรุ่งนี้ถ้ามีสัญญาณจะไลฟ์ให้ดู” แต่หลังจากโพสต์นี้ก็ไม่มีโพสต์อื่นอัปเดตอีกเลย หลังจากเขาหายตัวไปสักพัก ทางบ้านก็เริ่มเป็นกังวลและเป็นห่วง จึงทำการประสานงานกับ NPS (National Park Service) หรือ หน่วยงานอุทยานแห่งชาติ ให้ส่งกำลังคนเข้าตามหา วันถัดไปในเวลาเช้าตรู่ หน่วยพิทักษ์พันธุ์ป่าได้ออกสำรวจเส้นทางบริเวณไมล์ 58 เพื่อตามหาพิกัดที่เดวิดได้ไปตั้งแคมป์ ผ่านไป 3-4 ชั่วโมงก็พบกับแคมป์ของเขา แต่สิ่งที่แปลกคือสภาพของแคมป์ยังสมบูรณ์ เต็นท์ถูกกางไว้อย่างดี เสื้อผ้าพับเรียบร้อยราวกับไม่เคยมีใครหยิบมาใช้งาน อาหารไฟเบอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะยังไม่มีการถูกเปิดออก รวมถึงวิทยุสื่อสารของเขามีการกดค้างเหมือนต้องการส่งสัญญาณสื่อสารกับใครบางคน เมื่อเจ้าหน้าที่เดินสำรวจรอบเต็นท์ก็ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติ จึงทำการนำวิทยุสื่อสารของเขาไปย้อนฟังว่าเหตุการณ์ก่อนที่จะหายตัวไป เขาได้ติดต่อหรือสื่อสารกับใครบ้าง แต่ก็พบกับความแปลกอีกครั้งนั่นก็คือเสียงในวิทยุสื่อสารเป็นเสียงฝนตกกระหน่ำซ่าสลับกับเสียงหอบหายใจ เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานว่าเป็นเสียงของเดวิดที่กำลังกลัวบางอย่างอยู่ ต่อมา มีเจ้าหน้าที่พบสมุดจดบันทึกของเขาอยู่ในกระเป๋าด้านข้างเต็นท์จึงหยิบขึ้นมาอ่าน แล้วพบว่าสมุดบันทึกนี้มีทั้งหมด 4 หน้า หน้าที่ 1 คือ รายละเอียดเส้นทางที่จะเดินทางต่อหลังจากตั้งแคมป์ตรงนี้ หน้าที่ 2 คือ รายการอาหารที่จะต้องจัดสรรให้เพียงพอกับการเดินป่าครั้งนี้ แต่สิ่งที่แปลกและแตกต่างออกไปคือหน้าที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนที่เขาจะหายตัวไป หน้าที่ 3 ย่อหน้าแรก เขียนไว้ว่า “คืนนี้ฝนตกหนักมาก รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเดินรอบเต็นท์ แต่จากประสบการณ์ที่เดินเทรลมาเยอะ สามารถบอกได้ว่านี่ไม่ใช่เสียงของกวาง ไม่ใช่หมาและไม่ใช่สัตว์ป่า แต่เป็นเสียงเหมือนคนเดินลากขาอยู่รอบเต็นท์” ย่อหน้าที่สอง เขียนไว้ว่า “ผมไม่เปิดไฟ เพราะผมไม่อยากให้มันรู้ว่าผมอยู่ในนี้” ส่วนหน้าที่ 4 เป็นหน้าที่ตกใจที่สุด ซึ่งถูกบันทึกไว้ว่า “มันปลอมเสียงฝนได้” เขาเขียนประโยคนี้ซ้ำถึง 7 ครั้ง ราวกับกำลังหวาดกลัว จริง ๆ แล้วแม้ในวิทยุสื่อสารจะมีเสียงฝนตกหนัก แต่ตั้งแต่วันที่เขาหายตัวไปจนถึงวันที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ไม่มีรายงานว่าบริเวณนั้นมีฝนตกแต่อย่างใด อากาศปลอดโปร่ง ใบไม้แห้ง พื้นดินไม่เปียกชุ่ม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังคนเพื่อค้นหาเพิ่มอีก 35 คนไปตามแนวพื้นที่ ใช้ทั้งสุนัขดมกลิ่น โดรน และอุปกรณ์จับความร้อน แต่ก็ไม่พบตัวเดวิด ทั้งนี้ บริเวณโดยรอบก็ไม่มีรอยเท้าที่แสดงให้เห็นถึงการวิ่งหลบหนี การที่เดวิดหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ ทำให้การตามหาตัวยากขึ้นไปอีก นอกจากนี้พื้นที่ตรงนั้นยังเป็นพื้นที่เงียบสงัด ถึงขั้นที่ว่าเหยียบอะไรก็มีเสียงดังขึ้นจนได้ยินไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ปูพรมค้นหาผ่านไปอีก 1 วัน ก็พบกับกล้องโกโปรที่ถูกใบไม้ทับเอาไว้และฝังอยู่ใต้ต้นไม้อีกที ซึ่งห่างออกไปจากพื้นที่ตั้งแคมป์ประมาณ 300 เมตร เนื้อหาภายในกล้องมีคลิปความยาว 2.48 นาที เมื่อเปิดดูก็ได้ยินเสียงฝนซ่าดังวนลูปไป เจ้าหน้าที่ได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เสียงฟัง ก็ได้รู้ว่ามีความผิดปกติเหมือนมีคนจงใจส่งสัญญาณอะไรบางอย่างเพื่อหลอกและก่อกวนให้คุณเดวิดนั้นสับสน เสียงซ่าดังยาวนานถึง 2 นาทีแล้วหยุด หลังจากนั้นเป็นเสียงซู่ซ่าที่ฟังไม่ออก หากต้องการถอดความต้องใช้วิธีสโคปเส้นความคมชัดของเสียงเพื่อให้ออกมาเป็นรูปประโยค จึงจะจับใจความได้ และประโยคนั้นก็คือคำว่า.. “เราเห็นนายแล้ว นายคิดว่าจะมุดในถุงนอนได้ตลอดหรอ” หลังจากนั้นคลิปก็ตัดและเสียงก็หายไป เจ้าหน้าที่กระจายตัวค้นหานับเดือนก็หาไม่เจอ จึงประกาศเป็นบุคคลหายสาปสูญเพราะไม่เจอเบาะแสอะไรที่จะตามต่อได้ เรื่องราวผ่านไปเป็นเวลา 3 ปี มีนักเดินป่า 2 คนพบกระดูกมนุษย์ส่วนท่อนแขนในเส้นทางไมล์ 58 จึงนำลงมาให้เจ้าหน้าที่ได้พิสูจน์ DNA เพื่อระบุตัวตน เมื่อทำการตรวจสอบก็พบว่าตรงกับ DNA ของเดวิด แต่เมื่อตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนดูแล้วกลับพบว่า กระดูกชิ้นนี้ไม่เหมือนกระดูกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 3 ปี เนื่องจากไม่มีร่องรอยการย่อยสลายตามธรรมชาติ ไม่มีตะไคร่และหินปูน แต่เหมือนกระดูกชิ้นใหม่ที่ถูกนำมาวางไว้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ และมีการค้นพบกระดูกเพียงแค่ชิ้นส่วนแขนเท่านั้น จึงไม่สามารถระบุว่าเป็นผู้เสียชีวิตได้ ทำให้ปัจจุบันเดวิดยังคงเป็นผู้สูญหายต่อไป นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสันนิษฐานเพิ่มเติมว่าจากหลักฐานคลิปเสียงและสมุดโน้ตของเขานั้น เป็นไปได้ว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น สัตว์นักล่าที่พยายามเลียนแบบปล่อยเสียงคลื่นความถี่เพื่อให้เหยื่อสับสนและหลอกล่อเหยื่อ แต่จนถึงตอนนี้ คดีนี้ก็ยังคงเป็นคดีที่ยังปิดไม่ได้ต่อไป..เขียน: กัญญาพร จันทร์ลอยเรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

ซินแสเอ็กซ์เล่าเรื่อง 'เดือนต้องห้าม' I อังคารคลุมโปง X โนอาร์ ล่าท้าผี [ 17 ก.ย. 2567]

21 ก.ย. 2024

ซินแสเอ็กซ์เล่าเรื่อง 'เดือนต้องห้าม' I อังคารคลุมโปง X โนอาร์ ล่าท้าผี [ 17 ก.ย. 2567]

‘ซินแสเอ็กซ์’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เดือนต้องห้าม’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! ซินแสเอ็กซ์เล่าว่า ได้มีข้อความส่งมาหาซินแสเอ็กซ์เพื่อมาขอคำปรึกษาการเข้าบ้านใหม่ โดยเจ้าของบ้านที่ต้องการปรึกษาก็ได้เล่าว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีการย้ายเข้าบ้านใหม่ และได้มีการเชิญคนมาตั้งศาลตี่จู้เอี๊ยะให้ในวันนั้นเพื่อความเป็นสิริมงคล พอตั้งเสร็จเจ้าของบ้านก็รู้สึกตงิดใจขึ้นมาว่าฤกษ์ตรงนี้ไม่ได้ จึงต้องโทรมาหาซินแสเอ็กซ์ เพราะหลังจากเจ้าของบ้านตั้งศาลนี้ก็รู้สึกว่ามีสิ่งแปลก ๆ ในบ้านเยอะมาก ในคืนนั้น ขณะที่เจ้าของบ้านทำงานอยู่หน้าห้องนอน ส่วนในห้องมีภรรยาและลูกเล็กนอนอยู่ ก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันที่ชั้นล่าง เจ้าของบ้านจึงตั้งใจจะลงไปดู ขณะที่จะก้าวลงไปถึงห้องนั่งเล่น เสียงนั้นก็หายไป เจ้าของบ้านจึงคิดว่าเป็นเสียงจากข้างนอกจึงเดินกลับขึ้นห้องไป แต่ในระหว่างที่เดินกลับขึ้นไปก็ได้ยินเสียงอีก เจ้าของบ้านก็เดินกลับลงไปดูอีก หันซ้ายหันขวาแต่ก็ไม่มีใคร จึงเดินไปที่ตี่จู้เอี๊ยะแล้วจุดธูปพร้อมบอกกล่าวว่า ‘ขอให้อยู่บ้านนี้แล้วเฮง’ จากนั้นก็เดินกลับขึ้นชั้นบน ในขณะที่เดินกลับขึ้นไปนั้น เจ้าของบ้านก็ได้ยินเสียงโทรทัศน์เปิด เมื่อชะโงกหน้าไปดูก็เห็นว่าโทรทัศน์ดับไปต่อหน้าต่อตา! เจ้าของบ้านตกใจและรีบขึ้นไปเพื่อเข้าห้องนอน และกลั้นใจนอนหลับไป.. เมื่อเจ้าของบ้านหลับไปก็ได้ฝันเห็นผู้ชายตัวดำ ๆ คล้ายเงาอยู่ปลายเตียง พร้อมพูดว่า “ไอที่จุดธูปไหว้ไปเมื่อกี้เนี่ย มึงจุดธูปไหว้กูนะ มึงอยากให้กูอยู่ด้วยหรอ” เจ้าของบ้านสะดุ้งตื่นและคิดว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อหยิบโทรศัพท์มาดูเวลาก็พบว่าเป็นเวลาตี 3 ยังไม่เช้า จึงพยายามข่มตานอนอีกรอบ แต่ก็ดันฝันอีกรอบ โดยฝันว่าตนนั้นกำลังนั่งในห้องรับแขก แต่ด้านนอกห้องรับแขกเห็นเป็นคนแก่ 2 คนหน้าตาใจดี แต่ดูกังวล เมื่อตนและคนแก่หันมาสบตากัน คนแก่ก็กวักมือเรียก ตนจึงเปิดประตูออกไปแล้วถามว่า “มาหาใครครับ มีอะไรครับ?” คนแก่ 2 คนจึงบอกว่า “มาหาลื้อนั่นแหละ” และยังบอกอีกว่า “ลื้อลองมองหันกลับเข้าไปในบ้านลื้อสิ ผีเต็มบ้านเลยนะ” เมื่อเจ้าของบ้านหันไปก็เห็นเป็นคนแต่งตัวมอมแมมอยู่ในบ้านเต็มไปหมด! เจ้าของบ้านกำลังจะหันกลับไปถาม แต่ทั้ง 2 ก็หายไปแล้ว เจ้าของบ้านสะดุ้งตื่นขึ้นมาแต่ก็ยังไม่เช้า และไม่อยากฝันอีกจึงเลือกที่จะไม่นอนต่อ แล้วไปนั่งในห้องน้ำเพราะกลัวภรรยากับลูกตื่น คิดว่าตอนเช้าจะพาภรรยาไปทำบุญ พอเริ่มเช้า ภรรยาตื่นและเปิดประตูออกมาก็ถามเจ้าของบ้านว่า “ไปทำบุญกันไหม?” ทั้งครอบครัวจึงออกไปทำบุญ ในระหว่างที่ขับรถไปนั้น เจ้าของบ้านอัดอั้นตันใจมาก เพราะอยากที่จะเล่าเรื่องราวให้กับภรรยาฟัง จึงตัดสินใจจะเล่า แต่เมื่อเกริ่นไปแค่คำว่า “เมื่อคืน..” ภรรยาก็บอกให้หยุดและบอกว่าขอเล่าก่อน โดยภรรยาได้เล่าว่าเมื่อคืนได้ฝันเห็นผู้ชายตัวดำ ๆ มีเงาอยู่ปลายเท้าพูดว่า “ผัวมึงไหว้กูอยู่นะ กูจะมาอยู่กับมึง” พอเจ้าของบ้านฟังจบก็เล่าเรื่องราวฝั่งตัวเองให้ฟัง ทั้ง 2 คนคิดว่าท่าทางเริ่มไม่ดีแล้ว จึงรีบไปวัด และเอาลูกไปฝากไว้กับพ่อแม่ก่อน เมื่อไปถึงที่วัดก็เล่าเรื่องราวให้พระฟัง พระท่านก็เสกน้ำมนต์และให้เครื่องรางของขลังมาเพื่อจะเอากลับไปไว้ที่บ้าน หลังจากได้ของจากพระ สามีภรรยาก็กลับไปที่บ้านและใช้ชีวิตตามปกติแต่ก็รู้สึกไม่สบายใจ ตัวสามีก็ไปนั่งทำงานอยู่ที่เดิม ภรรยาก็อยู่ในห้องนอน และจู่ ๆ ไฟก็ดับทั้งบ้าน ซึ่งมันเป็นไปได้ยากเพราะบ้านพึ่งทำใหม่และดับอยู่บ้านเดียว ทันใดนั้น สามีก็ได้ยินเสียงภรรยาร้องออกมาจากห้องนอน! สามีจึงรีบวิ่งเข้าไปที่ห้องนอน พอเปิดเข้าไปก็ได้รู้ว่าเสียงภรรยาออกมาจากห้องน้ำ สามีพยายามบิดลูกบิดเพื่อเปิดประตูแต่บิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ออก ตัวภรรยาเองก็บอกว่าไม่สามารถเปิดจากข้างในได้เหมือนกัน! สามีจึงรีบวิ่งไปเอาค้อนที่ชั้นล่าง และในระหว่างที่ขึ้นไปหาภรรยา สามีรู้สึกเหมือนมีคนมาขัดขาจึงล้มลงไปจนฟันหน้าหักเลือดท่วมปาก แต่ด้วยความที่เป็นห่วงภรรยาจึงรีบวิ่งขึ้นไป ในตอนที่กำลังจะเอาค้อนทุบประตูภรรยาดันเปิดประตูออกมาได้ปกติ เมื่อทั้งคู่เจอหน้ากันก็รีบเอากุญแจรถขับออกไปทันที และไปตั้งสติที่บ้านแม่ สามีถามภรรยาว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวภรรยาจึงเล่าให้ฟังว่าในตอนที่เจ้าของบ้านนั่งทำงานอยู่ ภรรยาได้เข้าไปอาบน้ำ โดยลักษณะห้องน้ำจะมีกระจกกั้นระหว่างโซนเปียกกับโซนแห้ง ภรรยารู้สึกว่าหางตาเห็นเหมือนมีคนเอาหน้ามาอังตรงกระจก เห็นแบบนั้นก็รู้สึกตกใจจึงตั้งใจจะหันไปมอง แต่ในขณะที่หันไปมอง ไฟดันดับและภรรยาเห็นร่างคนตัวดำ ๆ ยืนอยู่ในห้องน้ำกับภรรยา! ภรรยาตกใจร้องกรี๊ดเสียงดัง หลังจากนั้นก็เล่าแม่ฟังอีกรอบ แม่บอกว่าคนส่วนใหญ่มักจะไม่ตั้งศาลกันในเดือนเจ็ดของจีน ซึ่งก็คือเดือนสิงหาคม ทางเจ้าของบ้านจึงโทรมาหาทางซินแสเอ็กซ์เพื่อขอคำปรึกษา และซินแสเอ็กซ์ก็ได้ให้คำปรึกษาไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-