เรื่องเล่าจากเจน The Ghost 'จุดจบบนเส้นขนาน' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost 'จุดจบบนเส้นขนาน' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

04 ต.ค. 2025

            นี่คือเรื่องหลอนจาก ‘เจ๊นก’ เจ้าของอู่รถที่กำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ วันหนึ่งเธอขึ้นดอยเพื่อนำสิ่งของไปช่วยเหลือชาวบ้าน จนได้พบกับยายแก่คนหนึ่ง ยายคนนี้ทราบว่าเธอท้อง จึงเอ่ยขอลูกกับเธอ เธอตอบตกลงโดยไม่ได้คิดอะไร หลังจากมอบการช่วยเหลือเสร็จ ก็ต้องไปทำภารกิจกู้ซากรถที่เกิดอุบัติเหตุตกเขา ซึ่งในซากรถคันนั้นยังมีร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่!

            เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost’ (23 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘จุดจบบนเส้นขนาน’

            เรื่องราวนี้เดิมทีถูกเล่าโดย ‘ป้าแมว’ ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อ พ.ศ. 2534-2535 เจ้าของอู่ ‘เฮียฟุ่ย’ และภรรยา ‘เจ๊นก’ ธุรกิจของทั้งสองคนมีทั้งการนำเข้าชิ้นส่วนรถจากต่างประเทศ การจดทะเบียนเสียภาษีและบริการรถลากสำหรับอุบัติเหตุหรือการเสียหายของรถ ในส่วนของการนำเข้าชิ้นส่วนรถมาประกอบก็จะมีการทดสอบสมรรถภาพเครื่องยนต์อย่างการ ขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือเข้าป่า

            ในเช้าวันธรรมดา การทำงานยังคงดำเนินอย่างปกติ การตรวจสอบสมรรถภาพรถในวันนั้นได้มีการขนขบวนไปกัน 4-5 คัน และทุกครั้งในการเดินทาง เฮียฟุ่ยและเจ๊นกก็จะแวะเวียนนำของไปบริจาคช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่บนป่าบนดอยอยู่เสมอ

            เมื่อถึงหมู่บ้าน ทั้งสองก็ได้ถามไถ่ถึงความต้องการในการช่วยเหลือของคนในชุมชน พอธุระเสร็จไปได้ด้วยดีจึงมีการจัดงานเลี้ยงขอบคุณ เฮียฟุ่ยและเจ๊นกมีลูกชายร่วมกัน 1 คน และตัวของเจ๊นกในตอนนั้นก็ตั้งครรภ์ได้อ่อน ๆ แต่ก็ไม่ได้นำเรื่องนี้ไปบอกใคร ในระหว่างงานเลี้ยงขอบคุณก็มีเสียงเพลงบรรเลงคลอ เจ๊นกก็ได้พบกับคุณยายคนหนึ่งที่เป็นคนพื้นเมืองหรือที่เรียกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ วินาทีนั้นที่ยายเดินเข้ามาแตะท้องของเจ๊นกและยิ้มเผยซี่ฟันสีดำขลับพร้อมเอ่ยกับเจ๊นกว่า

            “ปี้! ถ้าปี้มีลูกสาว เฮาขอได้บ่ ?”

            “ได้สิ” เจ๊นกตอบกลับหญิงแก่โดยไม่ได้คิดอะไร

            ครั้นพอคุณยายจะเดินผ่านไปก็ได้หันกลับมาเอ่ยถามย้ำคำตอบนั้นอีกครั้ง “เฮาขอแล้วเน้อ”

            จนเมื่อได้ข้อมูลเกี่ยวกับหญิงมีอายุคนนั้นก็ได้รู้ว่า เดิมทีคุณยายเป็นหมอยา ซึ่งในความเป็นหมอยานั้นก็จะสามารถเป็นได้ทั้งสายขาวและสายดำ นั่นคือการช่วยเหลือผู้คนแต่ก็ทำคุณไสยใส่ผู้คนได้เช่นกัน แต่ตัวคุณยายได้ละเลิกการทำทั้งสองสิ่งนั้นไปแล้ว และกลับมาเลี้ยงหลานชายที่ผูกไว้ด้วยผ้าขาวม้าอยู่บนหลังเสมอ

            เจ๊นกเห็นแบบนั้นจึงเอ่ยถามยายไปว่า “อยากได้หลานสาวเหรอ ?” และก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “อยากได้..”

            หลังจากนั้นทุกคนก็ต้องขับรถลงดอยแต่ในขณะที่กำลังจะเคลื่อนตัว เจ๊นกก็ได้ไปพบกับหัวหน้าหมู่บ้าน เขาได้บอกว่าเส้นทางที่ขึ้นมาอาจจะธรรมดาไปสำหรับการทดสอบรถ จึงได้เสนอเส้นทางใหม่ซึ่งเป็นระยะทางที่สั้นกว่าแต่มีความโหดกว่าเป็นเท่าตัว

            เมื่อมองเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการทดสอบรถ จึงตัดสินใจขับไปตามเส้นทางนี้ ในระหว่างที่ขบวนรถเคลื่อนตัวเรียงกันไป เฮียฟุ่ยก็ได้สังเกตเห็นรถคันหนึ่งในแถวเกิดการไถลและพุ่งตกจากดอย สร้างความตกใจให้ผู้ร่วมเดินทางทุกคน แต่ถึงอย่างไรในความโชคร้ายก็ยังหลงเหลือความโชคดี เมื่อจุดเกิดเหตุตรงนั้นเป็นดอยที่ยังมีชั้นหินกั้นลงไปอีกขั้น ทำให้รถคันดังกล่าวไม่พลัดตกลงไปและตัวคนขับก็ปีนกลับขึ้นมาได้

            หลังจากนั้นเฮียฟุ่ยและเพื่อน ๆ ก็ช่วยกันยกรถคันนั้นขึ้นมาแต่กลับกลายเป็นว่าพยายามออกแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้อยู่ดี จนสุดท้ายเฮียฟุ่ยก็ตั้งใจอธิษฐานจิตไปยังรถคันนั้น เพื่อที่จะสื่อสารออกไปว่าตนนั้นไม่ได้จะทำอะไรไม่ดี แค่จะนำซากรถกลับไปเก็บไว้ให้เท่านั้นเอง ท้ายที่สุดคำร้องขอดังกล่าวก็เป็นผล เฮียฟุ่ยดึงรถขึ้นมาได้และหันกลับไปถามกับคนขับว่ามันเกิดอะไรขึ้น

            ทางด้านของคนขับได้ให้คำตอบกลับมาว่า เขาเห็นเด็กผู้ชายใส่ชุดชาติพันธุ์เดินอยู่ริมทาง แต่เมื่อหันหน้ากลับมาก็พบว่านัยน์ตาและหน้าอกของเด็กคนนั้นมีลูกธนูปักอยู่! ความหลอนได้ช่วงชิงลมหายใจของเขาไป จนกระทั่งเด็กหนุ่มพุ่งตัวเข้ามาที่รถอย่างรวดเร็วทำให้เขาต้องหักพวกมาลัยหลบและพลัดตกลงเขาไปในที่สุด

            หลังจากเหตุการณ์อลหม่านได้ผ่านพ้นไป ก็มีสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์เฮียฟุ่ย ปลายสายได้แจ้งกับเฮียฟุ่ยว่า มีรถเกิดอุบัติเหตุจึงต้องการให้มาลากรถไป คนขับรถคันนั้นเป็นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ขับรถชนแต่ไม่มีคู่กรณี เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หญิงสาวเจ้าของรถ เสียชีวิตทันที

            แม้จะกังวลว่าเวลาอาจจะล่วงเลยไปจนถึงดึกดื่น แต่ทั้งสองก็ตัดสินใจขับรถออกไปทำงานนี้ให้เสร็จ ในระหว่างที่รถยังคงสัญจรอยู่ เจ๊นกสังเกตเห็นได้ว่าสามีของตนเกิดอาการตาแข็งในขณะที่ขับรถอยู่ หนำซ้ำยังขับไปในทางที่ไม่ควรจะไป จนสุดท้ายจึงได้รู้ว่ามันเป็นเส้นทางที่พาทั้งคู่ไปยังจุดเกิดเหตุ ตำแหน่งที่หญิงสาวคนนั้นเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต

            ด้วยความตื่นตระหนก เจ๊นกก็ได้ถามสามีซ้ำ ๆ ว่าทำไมถึงขับมาตรงนี้ ด้านเฮียฟุ่ยเมื่อได้สติก็ได้เอ่ยถามกลับไปเช่นเดียวกันว่าตนนั้นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ความสับสนมึนงงทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจขับรถออกมาจากจุดนั้นแล้วไปที่สถานีตำรวจ

            หลังจากสอบถามเรื่องราว ตำรวจที่ดูแลคดีนี้ก็ได้อธิบายเพิ่มว่า ในกรณีนี้คล้ายกับว่าเจ้าของรถขับรถอยู่แล้วดันไปไถลชนเข้ากับข้างทาง ลักษณะของน้องผู้หญิงคนนั้นที่ถึงแม้ว่าจะเสียชีวิตไปแล้วแต่สองมือยังคงกำพวงมาลัยแน่น ลำคอหักงอพาดไปกับประตู หากสังเกตดูข้างรถยังมีคราบเลือดไหลมาเป็นทาง แม้จะหวาดกลัวแต่ทั้งสองคนก็ช่วยกันยกซากรถกลับไปที่อู่

            เรื่องราวระทึกขวัญที่ได้รับฟังมาทำให้การเดินทางบนท้องถนนครั้งนี้ไม่ง่ายอีกต่อไป เมื่อเฮียฟุ่ยได้ขับรถวนกลับไปที่จุดเกิดเหตุเหมือนเดิมราวกับว่าสติของตนได้หายไปแล้ว เจ๊นกในตอนนั้นกลั้นใจเหลือบไปมองกระจกหลังก็พบเข้ากับซากรถที่ภายในห้องโดยสารนั้นมีผู้หญิงพยายามตะเกียกตะกายออกมาจากรถทางช่องหน้าต่าง จนในที่สุดตัวของผู้หญิงคนนั้นก็ไถลออกมาและยืนอยู่บนรถลากไม่ยอมขยับไปไหน

            เจ๊นกเห็นดังนั้นก็อธิษฐานจิตไปว่า เธอไม่ได้จะทำอะไรกับรถแค่จะเอาไปซ่อมแซมให้ เพราะฉะนั้นขอให้เธอเดินทางกลับบ้านได้โดยดี ปรากฏว่าหญิงสาวคนนั้นก็หายไป

            แต่ดวงชะตาชีวิตก็โดนเล่นตลกใส่ เมื่อเฮียฟุ่ยได้รับสายว่ามีความจำเป็นที่จะต้องไปทำงานที่เชียงราย ทำให้เจ๊นกต้องอยู่กับอาม่าและลูกชายด้วยกันสามคนในคืนนั้น

            ในช่วงเวลาประมาณตี 1 อยู่ ๆ ลูกชายก็เกิดอาการป่วย ทำให้เจ๊นกต้องเดินไปเอายาที่สำนักงานซึ่งในทางที่เดินไปนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอกับซากรถของผู้หญิงคนเดิม แต่ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรถที่เพิ่งโดนยกเข้ามาใหม่ ภายในตัวรถมีรอยกระสุนและคราบเลือดที่เบาะคนขับแต่ตามข้อมูลคือรถคนนี้เกิดอุบัติเหตุรถชนจนเสียชีวิต ทำให้รู้ว่าเจ้าของรถคนแรกถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นก็นำรถมาปรับปรุงและนำไปขายจนเกิดเป็นอุบัติเหตุรถชนในครั้งที่สอง

            เจ๊นกในวินาทีรับรู้ได้ทันทีว่าภายในอู่รถของตนเองไม่ได้มีเพียงดวงวิญญาณแค่ดวงเดียวแต่ยังมีถึง 3 ดวงวิญญาณ!

            แม้จะหวาดกลัวแต่เจ๊นกก็กลั้นใจวิ่งไปที่สำนักงาน หยิบยาที่ต้องการแล้วตั้งใจจะหันหลังกลับแต่ในจังหวะนั้นเองก็ได้ยินเสียงเหล็กลั่น เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับผู้หญิงคนเดิมเดินวนรถตัวเองอยู่ ในใจได้แต่หวังให้มีใครสักคนเข้ามาช่วยตัวเองจากสถานการณ์ตรงหน้าแล้วมันก็เป็นผล!

            สัมผัสจากแขนเรียกสติเจ๊นกกลับมา เมื่อลืมตาขึ้นมองก็พบกับอาม่ายืนอยู่และพูดกับเจ๊นกว่า

            “นังหนู! ไปเลยนะ เดี๋ยวตรงนี้ยายจัดการเอง”

            ได้ยินเช่นนั้นเจ๊นกก็เลยรีบวิ่งกลับมาที่บ้านแต่พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า อาม่าและลูกชายกำลังนอนอยู่!

            ครั้นพอลองทบทวนเรื่องราวทั้งหมด ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าอาม่าไม่เคยเรียกเจ๊นกว่า ‘นังหนู’ และไม่เคยแทนตัวเองว่า ‘ยาย’

            เช้าวันถัดมา เจ๊นกตัดสินใจไปทำบุญให้กับเจ้าที่ เพราะลักษณะการใช้คำพูดดูเป็นคนไทย หลังจากทำบุญเสร็จ เจ๊นกก็สั่งรื้อรถคันของน้องผู้หญิงคนนั้น จนไปเจอเข้ากับต่างหูเพชรคู่หนึ่งหล่นอยู่ เจ๊นกโทรเรียกญาติของผู้เสียชีวิตมารับไป คุณแม่ของผู้หญิงคนนั้นก็ได้บอกว่าลูกสาวเขาขอให้ซื้อต่างหูคู่นี้ให้เพราะตั้งใจจะใส่ไปหาคุณพ่อคุณแม่หลังถ่ายรูปรับปริญญา แต่สุดท้ายแล้วดันไปไม่ถึง..

            หลังจากนั้นมาเจ๊นกก็ได้คลอดลูกสาว เวลาผ่านไปแรมปีลูกสาวก็ได้ไปทำงานเป็นครูอาสาบนดอยและได้ไปพบรักกับหนุ่มบนนั้นและได้ตัดสินใจแต่งงานกัน

            ตัวของลูกสาวเดิมทีชื่นชอบในการดูหนังจีนและตั้งใจจะตั้งชื่อลูกว่า ‘นกกระเรียน’ ซึ่งเป็นกระบวนท่าหมัดมวยที่ตนเองชื่อชอบ แต่เจ๊นกลับมองว่าชื่อนี้ไม่ค่อยเพราะ จึงตั้งชื่อที่คล้ายคลึงกันว่า ‘คาเรน’ และด้วยความบังเอิญความหมายนั้นก็ไปพ้องกับคำในภาษาอังกฤษที่เอาไว้ใช้เรียกกลุ่มคนชาติพันธุ์ ซึ่งก็คือ ‘ชาวกระเหรี่ยง’ ที่เจ๊นกได้เคยเข้าไปช่วยเหลือ และเด็กผู้ชายที่ได้กลายมาเป็นเจ้าบ่าวของลูกสาวก็คือหลานชายของคุณยายที่ได้เจอในครานั้น พลันเสียงที่เคยได้ยินผุดขึ้นมาอีกครั้ง “เฮาขอเน้อ” คำขอที่ในตอนนี้เธอได้เข้าใจความหมายของมันแล้ว

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

หนุ่มวิศวกรจบใหม่ไฟแรงอยากทำงานต่อในยามวิกาล โชคร้ายดันเจอผีสาวหลอกจนต้องวิ่งขอความช่วยเหลือจากพี่รปภ. พอจะออกจากตึกดันเห็นว่ามีมือปริศนากำลังบีบคอพี่รปภ.คนนั้นอยู่! สุดท้ายได้รู้ความจริงถึงกับช็อกเพราะหลอนสองเด้ง!

29 ก.ย. 2023

หนุ่มวิศวกรจบใหม่ไฟแรงอยากทำงานต่อในยามวิกาล โชคร้ายดันเจอผีสาวหลอกจนต้องวิ่งขอความช่วยเหลือจากพี่รปภ. พอจะออกจากตึกดันเห็นว่ามีมือปริศนากำลังบีบคอพี่รปภ.คนนั้นอยู่! สุดท้ายได้รู้ความจริงถึงกับช็อกเพราะหลอนสองเด้ง!

มาลุ้นความระทึกจนขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จากเรื่อง ‘คนขยัน ชั้นสาม’ โดย 'อ๊อฟ คนเห็นผี' ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 กันยายน 2566) จะลุ้นระทึกแค่ไหน ปิดไฟแล้วแท็กเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย! คุณอ๊อฟเรื่องนี้เป็นเรื่องของเพื่อน ใช้นามสมมุติว่า ‘คุณกร’ ย้อนไปในสมัยที่คุณกรเรียนจบวิศวกรใหม่ ๆ ก็ได้บรรจุตำแหน่งวิศวกรในสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง ด้วยตำแหน่งงานและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบก็มักจะมีงานเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ ในช่วงเริ่มงานแรก ๆ คุณกรก็กลับบ้านหลังเวลาเลิกงานตามปกติ พอนานเข้างานที่ทำก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นานวันเข้า คุณกรเกิดความสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงได้กลับตรงเวลางานกันได้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องปกติของพนักงานที่นี่ อยู่มาวันนึงคุณกรรู้สึกว่าอยากเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ เลยบอกคนอื่น ๆ ว่า “พวกพี่กลับกันไปก่อนเลย เดี๋ยวผมกลับทีหลัง” หลังจากคุณกรพูดจบประโยค ทุกคนหันมามองหน้ากันด้วยอาการตกใจ จากนั้นก็หันมามองที่คุณกรพร้อมถามว่า “แน่นะ” แล้วพูดต่อว่า “ถ้ามึงตัดสินใจอย่างงั้น ก็เคารพการตัดสินใจมึงนะ” จากนั้นคนอื่นก็เก็บของกลับบ้านตามปกติ ในขณะที่คุณกรซ่อมบำรุงงานอยู่นั้น ก็รู้สึกมีอาการเมื่อยล้าจากการใช้สายตาอย่างหนักจึงตัดสินใจงีบหลับไปสักพัก ในขณะที่เขาหลับอยู่ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าอยู่ก็มีใครบางคนมาเขย่าเก้าอี้จนทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมา คุณกรคิดเพียงว่าคงมีคนปลุกให้ตื่นหรือมาแกล้งเพียงเท่านั้น หลังจากที่เขาตื่น ก็เดินไปห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว พอมาถึงห้องน้ำปรากฏว่าห้องน้ำชายถูกล็อกด้วยกุญแจอยู่ จึงตัดสินใจมาเข้าฝั่งห้องน้ำหญิงแทน หลังจากคุณกรทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย พอจะออกจากห้องน้ำปรากฏว่าประตูห้องน้ำเกิดมีปัญหาจนทำให้คุณกรต้องติดอยู่ในห้องน้ำสักพัก ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นเงาของผู้หญิงเดินเข้ามา จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเธอ “ช่วยด้วยครับ ๆ พอดีประตูมันเปิดไม่ออก กลอนมันน่าจะล็อกจากข้างนอก” สักพักก็มีเสียงประตูดังปั้ง! พร้อมกับประตูที่กำลังค่อย ๆ เปิดออก คุณกรเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังเดินเข้าห้องน้ำไป ด้วยความรู้สึกที่เขินอายที่ตนมาเข้าห้องน้ำหญิง จึงอยากอธิบายและขอบคุณเธอที่ช่วยเอาไว้ ในขณะกำลังล้างมืออยู่และรอเธอออกมาจากห้องน้ำ คุณกรรู้สึกว่าเป็นเวลาที่นานมาก จึงเคาะประตูถาม “ขอโทษนะครับ ๆ เป็นอะไรรึเปล่าครับ” แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากเธอเลย จู่ ๆ ประตูก็เริ่มแง้มออกอย่างช้า ๆ และผู้หญิงคนนั้นก็เดินออกมาตามปกติ แต่ในขณะที่เธอกำลังล้างมืออยู่นั้น คุณกรก็รู้สึกแปลก ๆ และขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูก คุณกรสังเกตเห็นคนที่ยืนล้างมือข้าง ๆ นั้นไม่มีเงาในกระจก! และยังหันมาแสยะยิ้มให้อย่างสยดสยอง! คุณกรเห็นดังนั้นก็เกิดอาการสติหลุด และวิ่งออกจากห้องน้ำทันที! คุณกรวิ่งหนีออกมาและบังเอิญวิ่งมาชนกับพี่รปภ. คนหนึ่งชื่อว่า ‘พี่ต้น’ และเล่าเรื่องราวที่ตนเจอมาให้พี่ต้นฟัง แต่พี่ต้นกลับบอกมาว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องทำงานเวลากลางคืนแค่นั้นเอง คุณกรจึงขอร้องพี่ต้นให้อยู่เป็นเพื่อนและพาไปเก็บของที่ห้องทำงานก่อนจะขอลงจากตึกไปพร้อมกัน ตัวอาคารที่คุณกรทำงานอยู่นั้นไม่มีลิฟต์ คุณกรจึงจำเป็นที่จะต้องเดินลงบันได ในระหว่างทางที่จะลงจากตึก คุณกรก็ยังคงเกิดอาการผวาอยู่ตลอด และเกาะติดพี่ต้นไปด้วยความกลัว เพื่อความปลอดภัยของทั้งคู่ พี่ต้นจึงบอกกับคุณกรว่า “คุณครับ ถ้าเกาะกันไปแบบนี้ และมืดด้วยเนี่ย ตกบันไดคอหักตายแน่เลย ค่อย ๆ เดินกันดีกว่า” จากนั้นพี่ต้นก็ให้คุณกรเดินนำไปก่อน ส่วนพี่ต้นจะฉายไฟฉายนำทางให้ จนทั้งคู่เดินมาถึงบันไดชั้นสุดท้าย คุณกรก็สังเกตเห็นแสงไฟหยุดชะงักไปจึงหันกลับไปมอง ก็พบว่าพี่ต้นยืนแช่อยู่กับที่และมีมือสีขาวปริศนาโผล่ออกมาลักษณะคล้ายว่ากำลังบีบคอของพี่ต้นอยู่! คุณกรเห็นแบบนั้นแล้วยิ่งทำให้ผวาตกใจจนสติหลุดและวิ่งหนีไปทันที คุณกรมีอาการหวาดผวาจนต้องลางานถึง 3 วัน หลังจากกลับมาทำงานปกติก็รู้สึกอยากขอบคุณพี่ต้นและขอโทษที่วันนั้นวิ่งหนีไปก่อนในเหตุการณ์คืนนั้น คุณกรได้ซื้อกาแฟกับขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้พี่ต้นที่ป้อมยาม แต่ปรากฏว่าที่ป้อมยามไม่ใช่พี่ต้น จึงถามคนที่อยู่ที่ป้อมยามว่า “ผมมาหาพี่รปภ.ต้นครับ พี่เขาเป็นยังไงบ้างครับ” ยามที่อยู่ตรงนั้นก็สงสัยจึงถามกลับไปว่า “ต้นไหน?….ต้นนี้รึเปล่า” พร้อมกับหยิบสมุดรายชื่อรวมของยามขึ้นมา “ใช่ครับ พี่คนนี้แหละ เขาเข้ากะวันนี้รึเปล่า?” คุณกรตอบทันทีหลังเห็นรูปบนสมุดเล่มนั้น แต่พี่ยามกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป พร้อมตอบกลับคุณกรทันทีว่า “ยามต้นตายไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว” คุณกรถึงกับช็อกและถามถึงเหตุการณ์ต่อ ยามก็เล่าให้ฟังว่า “ในขณะที่พี่ต้นทำงานปกติ ก็ไล่ปิดไฟนามโถงทางเดินมาเรื่อย ๆ ด้วยความมืดจนทำให้เขาไม่ทันสังเกตเห็นบันได จนทำให้เขาพลัดตกบันไดลงมาคอหักตายคาที่” หลังจากที่คุณกรได้รู้ความจริงทุกอย่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คุณกรไม่กล้าที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ในยามวิกาลคนเดียวอีกเลย และหลังจากทุกคนในบริษัทได้ทราบเรื่องที่คุณกรประสบพบเจอในคืนนั้นต่างก็ลือกันสนั่นหูว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตเกิดอะไรขึ้นบ้าง เรื่องของเรื่องก็คือหญิงสาวในห้องน้ำที่คุณกรเจอนั้นเสียชีวิตจากอาการป่วยกำเริบในขณะที่เธอเข้าห้องน้ำอยู่ แต่กลับไม่มีใครทราบว่าเธอหายไปไหน จนกระทั่งเธอเสียชีวิตไปในที่สุด ส่วนสาเหตุที่ทุกคนไม่เล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นให้คุณกรฟัง ก็เพราะว่ากลัวคุณกรจะไม่กล้าทำงาน และไม่อยากขัดความตั้งใจของเขา ที่อยากจะนั่งทำงานต่อในยามวิกาลเท่านั้นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

หญิง รฐา เล่าเรื่อง ‘เจ้าของโรงเรียนเก่า’ l อังคารคลุมโปง X หญิง รฐา - ก๊ก ปริญญา [ุ6 พ.ค.2568]

17 พ.ค. 2025

หญิง รฐา เล่าเรื่อง ‘เจ้าของโรงเรียนเก่า’ l อังคารคลุมโปง X หญิง รฐา - ก๊ก ปริญญา [ุ6 พ.ค.2568]

เมื่อ ‘หญิง รฐา’ ได้ไปถ่ายทำภาพยนตร์ชวนหลอนขนหัวลุกเรื่อง ‘The Tutor พี่วรรณมาสอน’ ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในระหว่างถ่ายทำนั้น ทุกคนในกองมีอาการแปลก ๆ แต่ไม่ยอมพูดอะไร หลังจากนั้น หญิง รฐา ก็รู้สึกขนหัวลุกได้ด้วยตัวเอง! เกิดอะไรขึ้นระหว่างการถ่ายทำ? และทุกคนในกองพบเจอกับอะไรกันแน่? หาคำตอบไปพร้อมกันกับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เจ้าของโรงเรียนเก่า’ ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 พฤษภาคม 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ หลังจากอ่านจบแล้ว อาจทำให้คุณ คิดถึงโรงเรียนเก่าของตนเองก็เป็นได้.. หญิง รฐา ได้เล่าว่า ระหว่างที่กำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ‘The Tutor พี่วรรณมาสอน’ มีอยู่วันหนึ่งต้องไปถ่ายในตึกโรงเรียน ซึ่งซีนที่ต้องเข้าฉากในวันนั้นตนจะต้องแต่งเอฟเฟ็กต์ผีด้วย ตารางการถ่ายทำแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงเช้าจะถ่ายซีนของคุณครูที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนช่วงบ่ายจะถ่ายซีนที่เป็นผี ซึ่งทำให้มีเวลาให้แต่งหน้าหลายชั่วโมง แต่ระหว่างนั้นจู่ ๆ ทุกคนก็แปลกไป มีพิรุธ เหมือนมีอะไรปิดบังอยู่ จนผู้ช่วยของหญิง รฐา ต้องลุกขึ้นเดินไปถาม แต่ก็ไม่มีใครเล่าอะไรให้ฟัง เพราะคุณหญิง รฐายังต้องรับบทผีอยู่กลัวว่าจะหลุดและกลัว จากนั้นการถ่ายทำก็ดำเนินไปตลอดทั้งวัน จนมาถึงซีนสุดท้าย ได้เปลี่ยนไปถ่ายที่ห้องปิดตายด้านหน้าของโรงเรียน ซึ่งห้องมีลักษณะเป็นโถงยาว เสมือนห้องผู้อำนวยการ ทางเข้าห้องนั้นเป็นพื้นต่างระดับ ต้องก้าวขาสูงในการเข้าไป ถือว่าเป็นอะไรที่แปลกมากอย่างหนึ่ง การถ่ายทำในห้องนั้นเกิดเรื่องราวแปลก ๆ มากมาย เช่น กล้องถ่ายไม่ติด แต่หญิง รฐา พยายามมองในมุมวิทยาศาสตร์ เมื่อถึงคิวสุดท้ายเวลาประมาณเที่ยงคืน หญิง รฐา ได้สังเกตเห็นว่าพื้นที่ตรงกลางห้องนั้นถูกจัดเซ็ทให้ดูสวยแปลกตา ทั้งที่วันนี้ทั้งวันไม่มีใครใช้พื้นที่ตรงนั้นในการถ่ายทำเลย เธอจึงคิดว่าคงเป็นของสถานที่จริงทั้งหมด และนับเป็นเรื่องแปลกเรื่องที่ 2 ของวันนั้น หลังจากนั้น เธอได้ย้ายไปถ่ายห้องตรงข้าม เป็นซีนที่คุณหญิง รฐา ต้องยืนคนเดียว 'พี่อ๊อด' (ผู้กำกับ) จึงพูดว่า “หญิงยืนตรงนี้คนเดียวนะ แต่เดี๋ยวพี่จะให้น้องผู้หญิงอีก 2 คนมาคุกเข่าตรงนี้ ” หลังจากพูดจบ หญิง รฐา ก็คิดว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อเริ่มถ่ายทำเทคแรก หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเหมือนคนใส่ชุดไทยโจงกระเบนสีน้ำเงิน ตอนนั้นเธอรู้สึกแปลกใจ แต่ยังไม่ได้รู้สึกอะไรมาก จนกระทั่งผู้กำกับสั่งคัต เธอจึงหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันไปสู้กับสิ่งที่เห็น พอหันหน้าไปก็พบว่าเงาที่หางตาเห็นนั้นเป็นเพียงกรอบรูปเท่านั้น ในใจตอนนั้น คิดว่าคงเป็นรูปของเสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า ‘แล้วทำไมถึงมาวางในห้องที่มันรกร้างแบบนี้?’ แต่แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ และจดจ่ออยู่กับการถ่ายทำต่อไป ซีนถัดมาเป็นซีนอารมณ์ที่อเล็กซ์ (อเล็กซานดร้า อริดา มาเต้) ต้องแสดงอาการกลัวต่อหน้ากล้อง โดยมีหญิง รฐา ยืนอยู่ข้างหลัง ในเทคแรกกล้องปรับโฟกัสไม่ทันจึงพลาดไป รวมแล้วถ่ายทั้งหมด 4-5 เทค ก็พบว่ามีเทคหนึ่งที่กล้องไม่โฟกัสใครเลย ซึ่งตามหลักการแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ หญิง รฐา ยังคงคิดในมุมวิทยาศาสตร์อยู่เพราะวันนั้นเธอใส่คอนแทคเลนส์ผี ดวงตาอาจจะแห้งและพร่ามัวได้ เมื่อเวลาผ่านไป เธอได้เห็นเป็นเงาผู้ชาย สีดำ สูงใหญ่ อยู่ข้างหลังคุณอเล็กซ์ ซึ่งก็คือข้างหน้าของเธอนั่นเอง ทันใดนั้นเธอจึงระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 8 ทิศ และพูดว่า “หญิงมาเป็นนักแสดง มาด้วยจิตที่ดี อยากมาเล่นบทให้คนเข้าใจว่าการเป็นครูเป็นอาชีพที่ดี มีความคาดหวัง มีความกดดัน หญิงมาดี เดี๋ยวจะกลับแล้ว ถ้าทำอะไรผิดพลาด ถ้ามีอะไรไม่ดี ขอโทษ ขอให้มันผ่านไปได้ด้วยดีเพราะจะเสร็จแล้ว จะไม่รบกวนแล้ว” หลังจากนั้นการถ่ายทำก็ลื่นไหลไปจนจบ ผู้กำกับให้ผ่าน หญิง รฐา ไม่พูดคุยกับใคร และกลับบ้านคนเดียว พร้อมทั้งพูดคำแก้เคล็ดว่า “หญิงกลับมาคนเดียวนะ มีแค่คนรถกับหญิงนะ” เช้าวันถัดมา หญิง รฐา ได้โทรสอบถามผู้ช่วยว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น ผู้ช่วยบอกว่า “ทุกคนเจอกันหมด เจอตรงจุดที่พี่หญิงยืนเลย” ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับคนในรูปด้วย เมื่อ หญิง รฐา หาคำตอบว่าบุคคลในภาพคือใคร ก็มีข้อมูลว่าเหมือนจะเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนนั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณแอน 'มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ' l อังคารคลุมโปง X The Rube [ 27 พ.ค.2568 ]

31 พ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณแอน 'มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ' l อังคารคลุมโปง X The Rube [ 27 พ.ค.2568 ]

คือเรื่องราวสุดสะเทือนใจ ที่วิญญาณเพื่อนสนิท ตามหลอกหลอนจนต้องหนีไปบวช! ‘คุณแอน’ ได้เล่าเรื่องของ ‘พี่บอล’ ที่ฝันเหมือนเป็นลางร้าย สู่การเสียชีวิตของเพื่อนสนิทจากการอุบัติเหตุ เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไรอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 พฤษภาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ’ คุณแอนได้เล่าว่าในตอนนั้นพี่บอลอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ พี่บอลมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ ‘พี่ต้า’ ที่มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แต่ช่วงเช้ามืดวันหนึ่ง พี่บอลฝันว่าคุณตามาเข้าฝัน ในฝันคุณตาค่อนข้างดุ ทำให้พี่บอลไม่สบายใจ จึงตัดสินใจโทรหาคุณแม่ พร้อมเล่าเรื่องความฝันให้ฟัง คุณแม่บอกว่า “แม่ก็ฝันไม่ค่อยดีเหมือนกัน” และบอกให้พี่บอลระวังเรื่องการขับรถและดื่มของมึนเมา พอมาถึงช่วงกลางคืนในวันนั้น พี่ต้าโทรมาบอกว่าอกหักและชวนพี่บอลไปดื่มเป็นเพื่อน พี่บอลปฏิเสธไป แต่พี่ต้าก็เซ้าซี้ให้พี่บอลไปพร้อมทำเสียงเศร้า ๆ ด้วยความเห็นใจ พี่บอลจึงตอบตกลง แต่ให้พี่ต้าเป็นคนมารับแทน เพราะพี่บอลไม่อยากขับรถ เมื่อดื่มเสร็จ พี่ต้าก็เป็นคนขับรถมาส่งพี่บอล ระหว่างทางก่อนถึงห้องพี่บอล พี่ต้าเริ่มร้องไห้ระบายเรื่องที่ตัวเองอกหัก พร้อมกับพร่ำบอกว่า “มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ” พอสิ้นสุดคำนั้น อยู่ ๆ ก็มีรถสิบล้อสาดไฟเข้ามาแล้วชนกับรถของพี่ต้า ทำให้ทั้งคู่ล้มลงข้างทาง พี่บอลกระดูกนิ้วก้อยเท้าหัก หัวแตก และมีแผลถลอกตามร่างกาย เมื่อได้สติก็พยายามหาพี่ต้าแล้วพบว่า เพื่อนกำลังนอนอยู่ข้างป่าจึงพยายามเรียกให้ตื่น ในตอนนั้นร่างกายพี่ต้าไม่ตอบสนองแล้ว พี่บอลกลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไป จึงช้อนคอพี่ต้ามาวางไว้ที่ตักตัวเอง แต่ระหว่างนั้นหัวพี่ต้าก็ร่วงลงจากแขนพี่บอล ลักษณะกำลังจะขาดออกจากคอ ด้วยความตกใจจนเสียสติ พี่บอลจึงขึ้นไปปีนเสาไฟฟ้าแล้วตะโกนเสียงดังเรียกให้คนมาช่วย ในระหว่างนั้นก็มีพลเมืองดีแจ้งตำรวจ สักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาถึงบริเวณสถานที่เกิดเหตุ สาเหตุการเสียชีวิตคือร่างพี่ต้าได้กระเด็นออกไปอย่างแรงทำให้คอไปเกี่ยวกับลวดหนามจนคอขาด แต่ตอนเกิดเหตุนั้นพี่บอลกลับไม่เห็นลวดหนามอยู่เลย หลังจากวันนั้น ญาติของพี่ต้าก็ได้ทำพิธีตามความเชื่อทางศาสนาพร้อมตั้งศพไว้ 3 คืนก่อนจะเผา ใน 2 คืนแรกพี่บอลไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากตัวเองก็ยังบาดเจ็บอยู่พอสมควร จนเข้าคืนที่ 3 เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ระหว่างที่พี่บอลกำลังนอนอยู่ในห้องก็มีคนมาเคาะประตู เมื่อมองไปใต้ช่องประตูก็เห็นเท้าคน จึงคิดว่าเป็นแฟนที่มาเยี่ยม พอเปิดประตูออกไปก็ไม่เจอใคร สักพักก็เริ่มได้กลิ่นธูป นั่นทำให้พี่บอลคิดว่าวิญญาณพี่ต้าน่าจะมาหา จึงพูดออกไปว่า “กูเจ็บเหมือนกันเลยไม่ได้ไปฟังสวด แต่พรุ่งนี้กูจะไปส่งมึงนะ” หลังจากนั้นกลิ่นธูปก็หายไป พี่บอลได้กินยาแล้วนอนหลับไป ระหว่างหลับก็ฝัน ในความฝันเห็นพี่ต้าหัวห้อยแล้ววิ่งตามพี่บอลพร้อมบอกให้ไปอยู่ด้วย “มึงไปอยู่กับกูนะ มึงอย่าทิ้งกูเหมือนมันนะ” พูดอย่างนั้นซ้ำ ๆ จนมีคนเปิดประตูเข้ามา เป็นแฟนพี่บอลเองที่มาเยี่ยม เมื่อเล่าเรื่องที่ฝันให้แฟนฟัง ระหว่างที่เล่าก็ได้กลิ่นธูปตลอด แต่แฟนพี่บอลกลับไม่ได้กลิ่น จึงตะโกนบอกวิญญาณเพื่อนตัวเองว่า “กูจะไปส่งมึง แต่กูไม่ไปกับมึงนะ” ในวันเผา พี่บอลก็ได้ไปส่งพี่ต้า แต่ทุกคืนก็ยังฝันถึงพี่ต้าเหมือนเดิมซ้ำ ๆ ด้วยความกลัวว่าพี่ต้าจะมาเอาชีวิตไปจริง ๆ จึงตัดสินใจไปบวชให้พี่ต้า พอบวชได้ประมาณ 7 วัน ในวันสุดท้ายก็ฝันว่าพี่ต้ามาลา แล้วหลังจากนั้นพี่บอลก็ไม่ฝันถึงพี่ต้าอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’คืนสยองวันรับน้อง‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

13 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’คืนสยองวันรับน้อง‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณนนท์ อินทนนท์‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (9 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’คืนสยองวันรับน้อง‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณนนท์เล่าว่า ตนเป็นรุ่นพี่ที่ไปดูรุ่นน้องในค่ายรับน้อง 3 วัน 2 คืน จึงจองรีสอร์ทกับเพื่อน ซึ่งเป็นรีสอร์ทกลางนา ในห้องน้ำมีต้นไม้ใหญ่อยู่กลางห้อง ส่วนห้องนอนรวมกันประมาณ 7 คน เเละสุนัขของเพื่อนอีก 1 ตัว หลังจากเหนื่อยจากการรับน้องจึงแยกย้ายกันไปอาบน้ำเเล้วมาเข้านอน คืนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งตื่นมาเวลาประมาณตี 2 เเล้วก็สังเกตเห็นใครบางคนกำลังแสดงอะไรบางอย่างอยู่ในห้อง แล้วสุนัขก็เห่าเเล้วมองไปทางเดียวกันกับที่เพื่อน จนคุณนนท์ตื่นเเล้วมองไปที่สุนัข เเต่ก็ไม่เห็นอะไร เพื่อนถามคุณนนท์ว่า “มึง มึงไม่เห็นหรอ เขารำใหญ่เลย” ตนจึงตอบไปว่า “ใครรำ ใครจะรำตอนนี้ บ้าปะเนี่ย” เพื่อนจึงบอกให้คุณนนท์ตั้งสติ เเล้วคุณนนท์ก็เห็นเป็นร่างหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่วางทีวี หัวของร่างนั้นติดอยู่ตรงพัดลมที่กำลังส่าย คุณนนท์เเละเพื่อนรู้สึกช็อคจึงสวดมนต์กับเพื่อน สักพักร่างนั้นก็หายไป..! วันต่อมา คุณนนท์ได้คุยกับเพื่อนว่าอยากให้ย้ายออกจากรีสอร์ท เเล้วจากนั้นตนก็เล่าเรื่องที่เจอเมื่อคืนให้เพื่อนฟัง เมื่อเล่าเสร็จก็มีเพื่อนคนหนึ่งพูดท้าทายว่า “จะรำได้ขนาดไหน เดี๋ยวมารอดูสิว่าการรำกับการนอนของกูอันไหนจะพังกว่ากัน” เเต่คุณนนท์รู้สึกไม่สบายใจจึงบอกให้เพื่อนขอโทษขอขมากับคำพูดที่ได้พูดลบหลู่ไป คืนนั้นเวลาตี 3 ขณะที่ทุกคนนอนอยู่ ก็มีกลิ่นน้ำอบลอยเข้ามาในห้อง ทำให้ทุกคนในห้องตื่น สักพักทุกคนก็ได้ยินเสียงดนตรีขึ้น ทุกคนจึงหลับตากอดกัน เเล้วก็มีลมแรงมาก ๆ พัดเข้ามาในห้อง! คุณนนท์รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ดี จึงทำสัญญาณบอกเพื่อนว่า ออกไปเถอะ เเล้วก็รีบเก็บของไปนอนที่อื่น วันต่อมา คุณนนท์ได้ไปพูดคุยกับเจ้าของรีสอร์ทว่า “หนูนอนไม่ได้เลย” เขาก็ตอบกลับว่า “ห้องนั้นเคยมีเด็กที่เป็นนางรำมานอน เเล้วเหมือนโรคประจำตัวเขากำเริบ เเล้วก็ชัก” คุณนนท์จึงคิดว่าสิ่งที่ตนเเละเพื่อน ๆ เจอนั้น คงเป็นวิญญาณของเด็กที่เป็นนางรำนั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-