พี่แจ็คเจอหลอนระหว่างไปปฏิบัติธรรม ต้องนอนข้างล่างห้องเก็บกุมารทอง ตกดึกได้ยินเสียงเคาะดังลั่นห้องจนนอนแทบไม่ได้!

อังคารคลุมโปง RECAP

พี่แจ็คเจอหลอนระหว่างไปปฏิบัติธรรม ต้องนอนข้างล่างห้องเก็บกุมารทอง ตกดึกได้ยินเสียงเคาะดังลั่นห้องจนนอนแทบไม่ได้!

03 มี.ค. 2024

          จากคนที่รับฟังเรื่องหลอนอย่าง ‘พี่เเจ็ค The Ghost Radio’ ต้องมาเจอกับตัวเอง เมื่อไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่ง โดยมีรุ่นพี่ไปเป็นเพื่อน แต่แล้วก็เจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด พี่แจ็คบอกถึงจะไม่เจอตัวเป็น ๆ แต่คิดว่าใช่แน่นอน! เรื่องนี้ ‘พี่เเจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘คืนปฏิบัติธรรม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

          โดยพี่แจ็คเล่าว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พี่แจ็คได้ไปปฏิบัติธรรมถือศีล 8 ที่วัดพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งไปอยู่กับหลวงปู่ที่ท่านเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส พี่แจ็คอาศัยอยู่ที่กุฏิของท่านและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

          การปฏิบัติธรรมในครั้งนี้วางแผนไปทั้งหมด 3 วัน กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่การเปิดประตูวิหารแต่เช้า นั่งสมาธิ สวดมนต์ ไหว้พระตามปกติ สองวันแรกทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ แต่วันที่ 3 วันสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมนั้น หลวงปู่มีกิจนิมนต์จะต้องเดินทางไปที่พัทยา ซึ่งมีลูกศิษย์ 2 คนไปด้วย จึงเหลือเพียงเณรหนึ่งรูปอยู่กับพี่แจ็ค หลวงปู่บอกว่า “ถือว่าเป็นบ้านของตัวเองนะ อยู่เลย อยู่สบายไม่มีอะไรหรอก”

          พี่แจ็คเล่าให้ฟังว่า กุฏิของหลวงปู่เป็นกุฏิ 2 ชั้น สิ่งที่พี่แจ็คเข้าไปแล้วตกใจที่สุดคือบริเวณชั้นบน มีพระพุทธรูป รูปปั้น หัวเศียรต่าง ๆ แต่จะมีมุมหนึ่งที่เป็นกุมารทอง พี่แจ็คนั่งนับมีถึง 51 ตน ก่อนหน้าที่พี่แจ็คไปนั้นมีอยู่ประมาณร้อยตนได้ แต่แล้วก็มีคนมาขอไป กุมารทองเหล่านี้ หลวงปู่หรือพระที่วัดไม่ได้เลี้ยง แต่คนที่เลี้ยงนั้นเลี้ยงไม่ไหว จึงนำมาปล่อยไว้ให้หลวงปู่ หลวงปู่ก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเป็นพระปฏิเสธไม่ได้ จึงนำมาเก็บไว้ตรงนั้น และมีคนมากราบไหว้ขอพร ก่อนจะมาปฏิบัติธรรมมีคนบอกพี่แจ็คไว้ว่า “พี่แจ็คน้องซนนะ เขาจะชอบเล่น แต่เขาชอบกินขนม มีอะไรก็ซื้อขนมไปให้เขา หรือพี่แจ็คอยากมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเองก็บอกน้องเขา” พี่แจ็คจึงคุยกับกุมารทองว่า “ไม่ได้อยากมี พี่เป็นนักฟังที่ดี ไม่ต้องมาหาพี่นะ พี่มาปฏิบัติธรรม พี่กลัว ถ้ามาเดี๋ยวพี่ตกใจ เอาเป็นว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่า”

           หลังจากนั้นเช้าวันที่ 3 หลวงปู่ก็ไปกิจนิมนต์ตามแผนที่วางไว้ ส่วนพี่แจ็คก็ไปสวดมนต์ปกติจนถึงตอนกลางคืน เณรนอนอยู่ชั้นบน ซึ่งชั้นบนจะมี 2 ห้อง เป็นห้องข้างในที่เก็บกุมารทอง เก็บของต่าง ๆ ที่เป็นห้องศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ และมีกระชานอยู่ข้างนอก เณรก็จะนอนกระชานข้างนอกแล้วจะปิดประตูล็อคข้างใน ส่วนพี่แจ็คจะนอนกับ ‘พี่เด่น’ ที่ไปเป็นเพื่อน ซึ่งทั้งคู่นอนอยู่ชั้นล่าง และห้องที่นอนนั้นอยู่ใต้กุมารทองพอดี

ปกติแล้วห้องที่นอนนั้นจะไม่ปิดไฟ เพราะพี่แจ็ครู้สึกไม่ไหวเนื่องจากห้องมืดมากจำต้องเปิดไฟนอน คืนสุดท้ายพี่แจ็คสวดมนต์เสร็จแล้วเตรียมตัวจะนอน พี่เด่นที่ยืนอยู่หน้าห้องก็พูดขึ้นมาว่า “อ้าว วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ใครมีอะไรอยากมาบอกพี่แจ็ค มาเลยนะ” พี่แจ็คบอกว่า “เฮ้ยพี่เด่น อย่าพูดย่างงั้น ไม่เอาดิ!” จากนั้นพี่เด่นก็หัวเราะ พี่แจ็คจึงสวดมนต์เพราะที่พี่เด่นพูดทำให้รู้สึกไม่ดี จากนั้นทั้งคู่ก็นอนหลับไป ปรากฏว่าพี่แจ็คสะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงเสียงพี่เด่นพูดว่า “หึ หึ” พอหันไปมองพี่เด่นก็เอาผ้าห่มคลุม และเหมือนขยับตัวไม่ได้ พี่แจ็คก็รู้ทันทีเลยว่าไม่ พี่เด่นโดนพี่อำ เมื่อพี่แจ็คหันไปมองเสร็จก็หันกลับเอาผ้าคลุมนอนต่อ พี่แจ็คก็ไม่คิดจะปลุกพี่เด่นเพราะคิดว่าสมควรโดน

         ผ่านไปสักพัก พี่แจ็คก็ได้ยินเสียงพี่เด่นเป็นเหมือนเดิมจึงหันไปดูอีกครั้ง ตอนนั้นพี่แจ็คเกิดอาการหนังตากระตุกจึงหันกลับมานอน เวลาผ่านไปเหมือนพี่เด่นดิ้นหลุดออกมาได้ก็ลุกขึ้นมานั่งตาแดงก่ำ และถามว่า “พี่แจ็ค เมื่อกี้ผมเรียกพี่ป่ะ?” พี่แจ็คตอบว่า “ใช่” พี่เด่นถามต่อว่า แล้วทำไมพี่ไม่ปลุกผม?” พี่แจ็คก็บอกกลับไปว่า ไม่ปลุก พี่สมควรโดน ผมรู้ว่าพี่โดนผีอำ อันนี้พี่อะสมควรโดนเพราะพี่พูดไปเรื่อย” จากนั้นพี่เด่นจึงนั่งสวดมนต์อยู่ครึ่งชั่วโมง พี่แจ็คก็หลับและคิดว่าดีแล้วเขาจะได้สงบ

เวลาก็ผ่านไปสักพัก พี่แจ็คก็สะดุ้งตื่นและหันไปมองหน้าพี่เด่น ทั้งคู่มองตากันเพราะมีเสียงมาจากเพดาน เป็นเสียงเคาะดังสนั่นทั่วทุกมุมห้อง ระหว่างที่มองตากันอยู่ พี่แจ็คก็มองด้วยสายตาดุเหมือนส่งสัญญาณให้พี่เด่นว่าห้ามทัก พี่แจ็คพยายามหันหน้าไปอีกฝั่งแล้วนอนฟัง เสียงเคาะก็ดังอยู่เรื่อย ๆ พี่แจ็คมั่นใจว่าเณรไม่ได้แกล้ง เพราะเณรรูปนี้ที่อยู่ด้วยกันมา 3 วัน เป็นเณรที่เรียบร้อยและสำรวมมาก พี่แจ็คนอนฟังจนเสียงเคาะเบาลง พี่แจ็คก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงหันไปหาพี่เด่น แล้วก็เอาผ้าคลุม พี่แจ็คจึงหลับไปทั้งแบบนั้น

          ตื่นเช้ามา พี่แจ็คก็เจอเณรเป็นคนแรก จึงถามเณรว่า “เณร เมื่อคืนเณรได้ยินเสียงเคาะไหมครับ?” เณรตอบกลับมาว่า “เณรไม่ได้ยินครับ เณรหลับ” เพราะตอนกลางวันเณรไปเรียนที่วิทยาลัยสงฆ์ พี่แจ็คก็บอกว่า “ผมได้ยินเสียงเคาะทั้งคืนเลย” เณรตอบว่า “อ๋อ เขาคงจะมาลาโยมพี่แหละ เพราะเห็นโยมพี่มา 3 วันแล้ว” และนี่เป็นสิ่งที่พี่แจ็คเจอ ถึงจะไม่เห็นเป็นตัวเป็นตนแต่จากที่ได้ยินเสียงเคาะก็ชัดเชนแล้วว่าใช่…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

08 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ตอนนั้นเริ่มเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ต้องทำโอทีเพื่อทำยอด ช่วงดึกทำงานอยู่ในคลังสินค้าเพียงคนเดียว ระหว่างที่จัดสินค้าเตรียมส่งให้ลูกค้า สายตาเห็นคนเดินผ่านบริเวณกล่องพัสดุ เมื่อเดินไปดูไม่เจอใคร แต่ได้เห็นกล่องพัสดุชิ้นหนึ่งที่สั่น! และมาพร้อมเสียงปริศนาบอกว่า ‘พี่ชายปล่อยผมออกไปที’ เช้าต่อมาต้องนำของชิ้นนี้ไปส่งให้รู้ค้า จึงได้รู้ว่าสิ่งนี้คือ ‘น้ำมันพราย’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost (28 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พนักงานส่งของ’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ถูกเล่าโดย ‘คุณบอย’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ของพนักงานส่งของคนหนึ่ง ที่ได้เล่าให้คุณบอยฟังไว้ว่า ช่วงที่ผมได้มาเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ก็ต้องขยันหน่อย ทำ OT มาก ๆ เพื่อที่หัวหน้าจะได้เห็นยอด และให้ผมผ่านโปรไว ๆ มีอยู่คืนหนึ่งผมทำงานจนดึกอยู่ในคลังสินค้า กว่าจะทำงานเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพี่ ๆ พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ผมก็จัดสินค้าขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของผมปกติเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ออกไปส่งตั้งแต่เช้า แต่ระหว่างนั้นมีกองสินค้าอยู่กองนึงอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยมีไฟหางตาผมสังเกตเห็นใครสักคนกำลังเดินอยู่ในคลังสินค้า ผมแอบเอะใจนิด ๆ เพราะที่นี่มีผมอยู่แค่คนเดียวใครจะมาเดินในคลังเวลานี้ เลยตัดสินใจเดินไป แต่เมื่อไปถึงก็ไม่เจอใคร เจอแต่กล่องสินค้าชิ้นเล็กกล่องหนึ่งซึ่งมันขยับ และสั่นเองได้ผมกลัวว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ด้านในหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น มันอาจจะขาดอากาศหายใจได้ ผมจึงเอื้อมมือหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ และมืดผมเอากล่องพัสดุชิ้นนั้นขึ้นมาแนบหูเพื่อฟังเสียงมัน และเสียงที่ออกมาจากกล่องใบนั้นคือเสียงพูดของใครคนหนึ่งที่พูดว่า...“พี่ชาย ปล่อยผมออกไปที” ด้วยความตกใจ ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาจากกล่องแบบนั้น ผมโยนทิ้ง และรีบวิ่งออกมาจากคลังสินค้า ไปที่รถเพื่อหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เช้าวันต่อมาผมก็ขับรถไล่ส่งสินค้าตามบ้านปกติ แต่ส่งจนมืดค่ำก็ยังไม่หมดเหลือประมาณ 10 กล่องสุดท้าย ผมจึงคิดว่าจะเก็บไว้ไปนำส่งต่อวันพรุ่งนี้ เมื่อผมกลับมาถึงที่พักผมก็จอดรถไว้ และเดินขึ้นห้องไปซึ่งห้องผมอยู่ชั้น 2 ที่สามารถมองลงมาเห็นรถมอมอเตอร์ไซค์ตัวเองจากหลังห้องได้พอดี ผมถึงห้องผมก็ตรงไปอาบน้ำ พออาบเสร็จก็จะเอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ระเบียง ผมเผอิญสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถตอนแรกผมคิดว่า เป็นใครพยายามจะขโมยอะไรในรถหรือเปล่า? เลยรีบวิ่งไปดู แต่ปรากฏว่า ผู้ชายคนนั้นก็หายไป สินค้าก็ไม่ได้หายไปไหน ผมเลยออกไปส่งสินค้าปกติ จนกระทั่งส่งสินค้าให้ลูกค้าครบทุกชิ้น จึงเช็คดูความเรียบร้อยอีกที แต่พอเช็คดูดันเหลือพัสดุปริศนากล่องหนึ่ง ที่เกินมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เช็คดูแล้ว ที่อยู่ของลูกค้าก็ไม่ได้ไกล ผมเลยไปส่งให้จนครบ เมื่อไปถึงบ้านก็เจอกับผู้รับ แต่เขาดูตกใจแล้วพูดว่า “เห้ย ส่งมาด้วยหรอ ไม่คิดว่าจะส่งมานะเนี้ย” ด้วยความสงสัยเลยถามลูกค้าว่า “พี่สั่งอะไรมาหรอครับ” พี่เขาก็ไม่ตอบแต่ยิ้มกลับ แล้วแกะพัสดุตรงนั้นต่อหน้า สินค้าด้านในเป็นขวดแก้วเล็ก ๆ ข้างในมีน้ำข้น ๆ มีด้ายแดง และสายสิญพันรอบขวด แล้วลูกค้าก็พูดว่า “น้ำมันพราย” ผมก็ตกใจว่า ลูกค้าสั่งน้ำมันพรายเนี้ยนะ และหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งกับลูกค้าคนนั้น และก็ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า แต่ที่แปลกคือ ปกติน้ำมันพรายเขาทำมาจากผู้หญิงไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมีวิญญาณผู้ชายมาวนเวียนได้…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

13 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณขวัญ น้ำมันพราย‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กันยายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’กูยังไม่ตาย‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ปุ๊ก’ ที่เป็นเพื่อนของตนในสมัยเรียน ปวช. ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมา 20 ปีแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปี 40 ก่อน หลังจากเรียน ปวช.จบที่ระยอง ปุ๊กก็ได้ย้ายไปอยู่อีกจังหวัด ได้ไปเจอเพื่อนใหม่และได้เช่าหอพักอยู่ด้วยกัน ซึ่งหอพักนี้คือหอพักของเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่ชื่อ ‘ตั๋ม’ เเละยังเป็นที่รวมพลของกลุ่ม หอพักในสมัยนั้นมีโทรศัพท์กลางที่ตั้งอยู่หน้าหอพัก เมื่อมีปัญหาอะไรก็โทรหา รปภ. ได้ วันนั้นเป็นวันที่จะเริ่มเรียนซัมเมอร์ ในกลุ่มมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ‘เล็ก’ ซึ่งเป็นคนที่สวยมาก แต่น่าสงสารเพราะว่าพ่อแม่เสียไปแล้ว ทุกวันนี้เล็กจึงอยู่กับยายเเล้วก็หลานที่บ้านหลังหนึ่ง เล็กมักจะพยายามชวนเพื่อนในกลุ่มว่า “ว่าง ๆ ไปเที่ยวบ้านชั้นสิ” เพื่อน ๆ ทราบเช่นนั้นก็รวมตัวกันไป ปรากฏว่าบ้านของเล็กนั้นอยู่อีกอำเภอซึ่งไกลมาก เมื่อถึงบ้านของเล็ก ปุ๊กก็ได้บอกกับคุณขวัญว่า “ไม่อยากนอนค้างที่บ้านหลังนี้เลย บ้านหลังนี้น่ากลัวมาก“ ซึ่งลักษณะของบ้านจะเป็นไม้ยก 2 ชั้น ตั้งอยู่กลางสวนมะพร้าว มืดทะมึน ห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านเเละบ้านหลังนี้คุณตาของเล็กเพิ่งจะเสียชีวิตไป ในตอนแรกปุ๊กคิดว่าบ้านหลังนี้อยู่กัน 3 คน เเต่ปรากฎว่ามีเเฟนของเล็กอยู่ด้วยอีกคน ในคืนวันนั้นปุ๊กเเละกลุ่มเพื่อนได้นอนเปิดประตูอยู่บนชั้น 2 แต่แล้วก็มีเสียง ปึก ปึก ปึกก! เหมือนเป็นเสียงคนเดินขึ้นบันได ในระหว่างที่มีเสียงนั้น ทุกคนก็จ้องไปประตูเพื่อดูว่าเป็นใครที่เดินขึ้นมา แต่เมื่อสุดขั้นบันได เสียงนั้นก็เงียบหายไป… ไม่มีใครเดินออกมา! ทุกคนได้เเต่สงสัยว่าเป็นใครเเต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นในตอนเช้าก็แยกย้ายกลับบ้าน ผ่านไปเมื่อปุ๊กเรียนซัมเมอร์จบ วันสุดท้ายของการเรียนวันนั้นก็ได้กลับบ้านที่ระยอง ในขณะที่เดินทางกลับก็มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนขึ้นมา ซึ่งคนที่ส่งมาก็คือตั๋มเเละได้บอกว่า “เล็กตายเเล้ว” ปุ๊กก็ตกใจเเละไม่เชื่อในสิ่งที่ตั๋มบอก เพราะก่อนที่ปุ๊กจะขึ้นรถกลับบ้านนั้นทั้งคู่ยังกล่าวลากันอยู่เลยเเละเล็กยังได้บอกปุ๊กอีกว่าจะไปทำบุญกับครอบครัว ปุ๊กติดต่อเล็กไม่ได้จึงรอเวลาให้เล็กกลับไปที่หอ ในระหว่างที่รอ ปุ๊กก็ได้ทำธุระของตัวเองไปจนลืมเวลา เวลาล่วงเลยมาจนถึง 3 ทุ่ม พอปุ๊กนึกขึ้นได้จึงโทรไปหา รปภ.ที่หอว่า ปุ๊ก : ไปตามเพื่อนให้หน่อย ตามตั๋มให้หน่อย หนูอยากรู้เรื่องเพื่อนหนู เพื่อนหนูตาย รปภ. : ไม่ตามให้หรอก ดึกแล้ว ไม่ใช่พ่อแม่ ถ้าเกิดเป็นธุระด่วนก็ตาม เมื่อปุ๊กทราบเช่นนั้นก็ได้โทรหาเพื่อนที่อยู่อีกหลังหนึ่ง เพื่อนในกลุ่มก็สงสัยเเละบอกว่า “เล็กตายจริงหรอวะ?” ปุ๊กก็ตอบกลับว่า “จริง ก็มันบอกว่าไอเล็กตาย” ในขณะที่คุยกันก็มีเพื่อนบอกว่า “ปุ๊ก มึงมีเบอร์โทรศัพท์บ้านไอเล็กไม่ใช่หรอ มึงไม่โทรไปล่ะ” ปุ๊กจึงวางสายจากเพื่อนเเล้วโทรไปที่บ้านของเล็ก สายแรกที่โทรไปไม่มีใครรับ จึงโทรไปอีกครั้งปรากฏว่ามีคนรับสาย ซึ่งคนที่รับสายนั้นเป็นหลานของปุ๊ก “ฮัลโหล น้าปุ๊กหรอ” ปุ๊ก : เป็นไงบ้าง น้าเล็กอยู่ป่าว หลาน : น้าเล็กหรอ เดี๋ยวนะ อ๋อนั่นไง น้าเล็กเดินลงมาพอดี ปุ๊ก : เอ้า น้าเล็กเดินลงมาแล้วหรอ ขอน้าคุยกับน้าเล็กหน่อย เล็ก : เออ ปุ๊กเป็นไง (เเล้วก็มีไอหลังพูดจบ) ปุ๊ก : เป็นไรอ่ะ ทำไมไออย่างงี้ เล็ก : เออ กูเจ็บคอนิดหน่อย ว่าไง ปุ๊ก : มึง ไอตั๋มมันเพจมาบอกกูว่ามึงตายอะ เล็ก : มึงจะบ้าหรอ กูยังไม่ตาย ระหว่างนั้นก็มีเสียงคุณยายของเล็กแทรกขึ้นมาว่า คุณยายเล็ก : ไม่ต้องออกไปเเล้วนะ ไม่ต้องชวนไปเที่ยวไหนเเล้วนะ เมื่อปุ๊กได้ยินเสียงเล็กเช่นนั้นก็โล่งใจว่าเล็กยังไม่ตาย แล้วก็วางสายไป.. วันต่อมา มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนซึ่งเป็นของเพื่อนอีกคนที่ส่งมาหาปุ๊ก ส่งมาบอกว่า “ไอปุ๊ก เล็กตายแล้ว” ปุ๊กไม่เชื่อเพราะเพิ่งคุยกับเล็กเมื่อคืน จึงโทรกลับไปหาเพื่อนคนนั้นเเล้วบอกว่า “เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูไปบ้านมัน” ในวันถัดมา ปุ๊กร้อนใจจึงรีบไปบ้านของเล็กที่ชลบุรี ซึ่งไปกับเพื่อนคนที่ส่งเพจเจอร์มาหา ระหว่างทางที่ไปก็ไม่มีคนเเต่เมื่อใกล้จะถึงบ้านของเล็กก็เริ่มมีคนเยอะขึ้น เมื่อปุ๊กเเละเพื่อนมาถึงบ้านของเล็ก สิ่งที่เห็นคือโลงศพตั้งอยู่ 3 โลงในบ้าน! ซึ่งมีโลงของคุณยาย หลานเเละเล็ก ตั้งเรียงกันอยู่ ซึ่งสาเหตุการตายคือโดนรถพ่วงกลับรถกระทันเเล้วชน คอหักตายคาที่!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ 'ผีนักวิ่ง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 17 ธ.ค. 2567 ]

28 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ 'ผีนักวิ่ง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 17 ธ.ค. 2567 ]

‘คุณหนองน้ำ’ สายจากทางบ้านได้นำเรื่อง ‘ผีนักวิ่ง’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 ธันวาคม 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ จะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! ‘คุณหนองน้ำ’ เกริ่นก่อนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของรุ่นพี่ที่รู้จักกันชื่อ ‘พี่กอล์ฟ’ เป็นชายหนุ่มวัยกลางคน ที่อยู่ในแวดวงไตรกีฬา วิ่ง ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำ ซึ่งเรื่องที่พี่กอล์ฟได้นำมาเล่าให้คุณหนองน้ำฟัง เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2020 ตอนนั้นพี่กอล์ฟได้มีโอกาสไปวิ่งเทรล ที่จังหวัดเชียงใหม่ การวิ่งเทรล คือ การวิ่งในรูปแบบของการผจญภัยตามบริเวณหรือพื้นที่ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่า ภูเขา เป็นเส้นทางที่ขรุขระ เนิน ดิน หิน ทราย และที่แน่นอนก็คือ เส้นทางวิ่งจะมีความแตกต่างจากการวิ่งแบบปกติในเมืองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งพี่กอล์ฟวิ่งเทรลในระยะทาง 93 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ไกลมาก และจะเริ่มออกตัวในช่วงเวลากลางคืน โดยนักวิ่งส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์คู่ใจเวลาวิ่งในป่าคือ Headlamp (ไฟฉายคาดศีรษะ) และสิ่งนี้นั่นเองที่ทำให้พี่กอล์ฟไปเจอกับบางสิ่งบางอย่างในป่านั้น.. หลังจากที่ปล่อยตัวตอนกลางคืน ขณะที่พี่กอล์ฟวิ่งไปได้ระยะประมาณ 50 กิโลเมตร ระหว่างทางมีฝนตกลงมาอยู่ตลอด ทำให้การวิ่งเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะว่าเส้นทางที่มันลื่นบวกกับตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนอีกด้วย จึงทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นนั้นแคบลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเวลานักวิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ นักวิ่งแต่ละคนจะค่อย ๆ ห่างกันไป จนเริ่มไม่เห็นไฟจาก Headlamp ของคนอื่นแล้ว เมื่อระยะทางเริ่มไกลขึ้น พี่กอล์ฟรู้สึกว่าไฟบนหัวของตัวเองเริ่มติด ๆ ดับ ๆ จากนั้นพี่กอล์ฟรู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างลอยอยู่ทางซ้ายมือ ในตอนแรกพี่กอล์ฟคิดว่าตัวเองตาฝาด สุดท้ายก็ตัดสินใจหันไปดู สิ่งที่เห็นคือ ‘คุณยาย ผมประบ่า เสื้อผ้ามอมแมม’ มาตะคอกใส่พี่กอล์ฟว่า “มึงออกไป!!” หลังจากเจอสิ่งที่เกิดขึ้น พี่กอล์ฟตกใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจออะไรแบบนี้ เพราะว่าตัวพี่กอล์ฟเป็นคนที่ลงสมัครงานวิ่งเยอะมาก แต่ก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย เรียกได้ว่าไม่เคยเจอผีมาก่อนในชีวิต หลังจากที่คุณยายพูดเสร็จ แค่แว๊บตาเดียวคุณยายคนนี้ก็หายไป แต่ด้วยความตกใจจึงทำให้ขาที่วิ่งอยู่ตอนนั้น วิ่งเร็วขึ้นไปอีก และคิดในใจว่าต้องวิ่งไปหานักวิ่งกลุ่มอื่น ๆ หลังจากที่เจอนักวิ่งกลุ่มอื่นแล้ว เพราะความตกใจที่ยังคงมีอยู่ ทำให้ความเร็วในการวิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนวิ่งหลุดนักวิ่งกลุ่มนั้นออกมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง เพราะคิดเพียงแค่ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ออกไปจากตรงนี้ให้ได้ สักพักหนึ่ง พี่กอล์ฟได้เหลือบไปเห็นศาลระหว่างทาง เป็นศาลไม้เก่า ๆ ที่ดูขลังมาก หลังจากที่เห็นศาลนั้น พี่กอล์ฟก็ได้ยินเสียงลอยตามลมมาอีกครั้ง เป็นเสียงในระยะที่ใกล้มาก มาจากทางด้านซ้ายมือ พูดว่า “ทำไมมึงยังไม่ไป!!” แต่รอบนี้พี่กอล์ฟมองไม่เห็นตัวคุณยายแล้ว ในขณะนั้นพี่กอล์ฟรู้สึกว่า ‘วิ่งต่อได้ แต่ใจกับความคิดตอนนั้นคือเหม่อไม่รู้ตัวแล้วว่าวิ่งไปทางไหน’ สติอย่างเดียวของพี่กอล์ฟคือพยายามตามหาริบบิ้นที่ผูกไว้ตามต้นไม้ ที่ผูกไว้เพื่อบอกว่าจุดในไหนที่เป็นจุดพักต่อไป และสุดท้ายจากระยะทาง 93 กิโลเมตร พี่กอล์ฟวิ่งไปได้เพียง 63 กิโลเมตรเท่านั้น เพราะพี่กอล์ฟตัดสินใจขอ DNF (Did not finish) หรือก็คือเมื่อลงแข่งขันแล้วแต่วิ่งไม่จบ เช่น เหนื่อยไม่วิ่งต่อแล้วหรือหลงทางจนไม่สามารถไปถึงเส้นชัยได้ เพราะคิดว่าถ้าวิ่งต่อไปอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ จึงตัดสินใจขอ DNF เมื่อกลับลงมาแล้ว อีกวันหนึ่งหลังจากที่พูดคุยกับนักวิ่งท่านอื่น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีใครเห็นศาลนั้นเลย..เหตุการณ์ที่ 2 เป็นเรื่องของคุณหนองน้ำเอง เป็นตอนที่คุณหนองน้ำปั่นจักรยานอยู่ ณ ที่หนึ่งในช่วงวันปีใหม่ ซึ่งแถวนั้นแทบไม่มีคนเลย ในขณะที่คุณหนองน้ำกำลังปั่นจักรยานผ่านจุดแลนด์มาร์คศาลจุดหนึ่ง จู่ ๆ คุณหนองน้ำก็ได้ยินเสียงผู้หญิงจากทางด้านขวาพูดว่า “จ๊ะเอ๋” ในใจตอนนั้นคิดว่าเป็นพี่ที่รู้จักกัน มาปั่นอยู่ข้าง ๆ แต่พอหันไปดูกับไม่เห็นใครอยู่เลย..เหตุการณ์ที่ 3 อีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นพี่ที่รู้จักกัน พี่คนนั้นได้วิ่งผ่านวัด และได้เจอกับแม่ชีคนหนึ่งยืนอยู่หน้าวัด ยิ้มให้ และพูดว่า “เข้ามาทานข้าวต้มก่อนไหม เข้ามากินข้าวก่อนไหมหนู”แต่พี่คนนั้นตอบกลับไปว่า “อ๋อไม่ค่ะ ไม่เป็นไร” เพราะตอนนั้นพี่เขากำลังวิ่งอยู่ หลังจากวิ่งเสร็จกลับมาที่งาน ก็มีการคุยกันกับนักวิ่งคนอื่น ๆ ในเรื่องต่าง ๆ จนมาถึงเรื่องของพี่คนนี้เล่าว่า ‘เมื่อเช้าวิ่งผ่านวัด ๆ หนึ่งแล้วเจอแม่ชีมาเรียก ให้ไปกินข้าวที่วัด’ คนในพื้นที่จึงถามขึ้นมาว่า “วัดไหนนะคะ” หลังจากที่บอกชื่อวัดไป คนในพื้นที่คนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “วัดนี้เป็นวัดร้างนะ แต่ในอดีตเคยมีแม่ชีอยู่ที่นี่จริง ๆ แต่หลังจากที่แม่ชีคนนี้เสีย วัดนี้ก็ไม่ได้มีใครเข้ามาบูรณะต่อ”เหตุการณ์ที่ 4 เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องของพี่อีกท่านหนึ่ง ในขณะที่พี่คนนี้วิ่งงานเทรลอยู่ ระหว่างวิ่งนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นว่ามีคนวิ่งนำหน้า พี่คนนี้จึงวิ่งตามไปเพราะคิดว่าตัวเองวิ่งหลุดกลุ่ม ปรากฏว่าที่วิ่งไปไม่มีใครอยู่เลย จนเจ้าหน้าที่มาตามกลับ และบอกว่า “ตรงนี้มันไม่ใช่เส้นทางที่ให้นักวิ่งผ่านนะ มันผิดเส้นทาง”เหตุการณ์ที่ 5 เป็นเรื่องของแฟนคุณหนองน้ำ แฟนคุณหนองน้ำได้ไปซ้อมวิ่งในช่วงเช้า สถานที่ใกล้กรุงเทพฯ หลังจากที่วิ่งขึ้นเขาลูกหนึ่งไป ซึ่งเป็นปกติที่เวลาขึ้นเขานักวิ่งจะใส่ Headlamp แต่แสงไฟดันไปส่องเห็น ‘คนที่นอนอยู่บนถนน เป็นผู้ชายหัวโล้น นอนในลักษณะเอาหัวพาดไปที่ถนน นอนหันหลัง’ แฟนคุณหนองน้ำคิดว่าจะไม่ข้ามคน ๆ นี้จึงวิ่งเบี่ยงตัวออกไป ในขณะที่กำลังจะวิ่งผ่าน เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวผู้ชายที่นอนอยู่ก็หายไป หลังจากนั้นแฟนคุณหนองน้ำจึงไปทำบุญที่วัด ซึ่งวัดนี้เป็นเหมือนจุดรวมของปรักหักพังจากการบูชาและศาลที่ไม่ได้บูชาแล้ว แฟนคุณหนองน้ำก็ได้มีโอกาสคุยกับเจ้าอาวาสของวัดนี้ และได้เล่าสิ่งที่ตัวเองเจอในตอนเช้า เจ้าอาวาสก็ได้ตอบกลับมาว่า “เป็นธรรมดาแหละโยม เพราะตรงนี้เป็นจุดที่หลายคนเอาโกศมาทิ้ง แต่ไม่ได้ทำพิธี เลยอาจจะทำให้เจอได้บ้าง” จึงทำให้หลาย ๆ คนที่ใช้เส้นทางเจอกับผู้ชายคนนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก บอย ธิติพร 'บ้านท่าน้ำนนท์' I อังคารคลุมโปง X บอย ธิติพร [ 27 ส.ค. 2567]

04 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก บอย ธิติพร 'บ้านท่าน้ำนนท์' I อังคารคลุมโปง X บอย ธิติพร [ 27 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณบอย ธิติพร‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’บ้านท่าน้ำนนท์‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณบอยเล่าว่า ตนได้ไปซื้อบ้านโบราณ เนื่องจากอยากจะสร้างบ้านอยู่กับครอบครัว ไม่ได้ตั้งใจอยากจะทำเป็นร้านอาหารแต่อย่างใด จึงไปบอกกับย่าว่าถ้าหากแถวนี้มีใครขายที่ติดน้ำ ให้บอกตนด้วย ตนจะได้ซื้อไว้ หลังจากนั้น คุณบอยแวะเวียนไปดูบ้านหลายหลัง แต่ก็ยังไม่ได้ตกลงซื้อเสียที จนอยู่มาวันหนึ่ง ย่าก็บอกว่า“ พรุ่งนี้จะมีคนขายบ้าน มาดูหน่อยสิ” ตนก็ถามคุณย่าว่า “บ้านหลังนี้คือบ้านหลังไหน?” ย่าก็บอกว่า “ตรงนี้ไงที่เราไปเล่นตอนเด็ก ๆ” แต่คุณบอยนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก จนกระทั่งคุณย่าพาตนกับน้องชายไปดูก็ต้องตกใจเพราะบ้านเก่ามาก สภาพคือบ้านร้าง ไม่มีคนอยู่ คุณย่าจึงเล่าให้ฟังว่า “บ้านหลังนี้เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องเรา เป็นบ้านที่ดองกับครอบครัวเรา เเต่เขาเสียชีวิตที่บ้านหลังนี้” ในขณะที่กำลังเดินเข้าไปดูบ้านก็เห็นตะขาบตัวเท่าไม้บรรทัดเลื้อยผ่านหน้าตน น้องชายพูดออกมาว่า “เฮ้ยย เก่าขนาดนี้ ยังจะซื้ออีกหรอ” เเต่คุณบอยรู้สึกว่าบ้านหลังนี้สวย มันมีค่ามาก เเต่ตนก็เกิดความลังเลขึ้นว่าจะซื้อดีหรือไม่ เพราะบ้านมันเก่า ตนจึงไปยืนอยู่ตรงกลางระหว่างบ้าน 2 หลังเเละมีต้นไทรย้อยลงมา เเล้วพนมมือพูดเสียงดังออกมาว่า ”เจ้าที่เจ้าทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บ้านหลังนี้ ลูกมาซื้อเพื่อจะมาสร้างครอบครัวอยู่ที่นี่ ถ้าเมตตาลูก ถ้าอยู่เเล้วทำมาค้าขึ้น ถ้าต้อนรับลูกเเละครอบครัว ขอให้แสดงสัญญาณมาหน่อยว่าต้อนรับเรา“ เมื่อคุณบอยพูดจบก็ลมแรงพัดเข้ามา ทั้ง ๆ บริเวณนั้นมันไม่ควรจะมีลม คุณบอยจึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังนั้น หลังจากที่คุณบอยซื้อเสร็จ ก็เตรียมย้ายเข้ามา แต่เจ้าของบ้านก็บอกว่า “น้องบอยไม่ต้องรอกุญเเจจากพี่นะ งัดเข้าไปเลย” คุณบอยจึงงัดเข้าไป แต่ก็เจอสิ่งที่ตนคิดไม่ถึง เเต่ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ต่อมาก็ได้เรียกช่างและสถาปนิกมาเพื่อจะรีโนเวทบ้านใหม่ ในคืนวันนั้นคุณบอยได้ตื่นมาเข้าห้องน้ำเวลาประมาณตี 1-2 ที่บ้านของตัวเองอีกหลัง ตนยืนยันว่าไม่ได้ละเมอ มีสติมาก ในขณะที่กำลังจะนอนก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูดว่า “อย่ารื้ออ~ อย่ารื้ออ~” คุณบอยจึงได้ยกมือไหว้เเละพูดว่า “พรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะคะ ง่วง” ในตอนเช้าคุณบอยก็รีบขับรถไปหาย่าเเล้วเล่าเหตุการณ์ที่ตนเจอเมื่อคืน เเล้วคุณย่าก็ตอบกลับว่า “คงเป็นเเม่ตะเคียนของบ้านนั้นแหละ” คุณบอยตกใจเเละตอบกลับคุณย่าไปว่า “ทำไมไม่เล่าให้ฟังเลยล่ะ“ คุณย่าตอบกลับว่า ”ถ้าชั้นเล่า กลัวแกไม่ซื้อ“ นอกจากนี้เ ยังทราบจากคุณย่าอีกว่าบ้านหลังนี้ประกาศขายมา 10 ปีแล้ว แต่ไม่มีใครซื้อ เเล้วคุณย่าก็ได้พาคุณบอยขึ้นไปชั้น 2 เเล้วจุดธูปไหว้ นั่นทำให้คุณบอยทราบว่ามีเสาตะเคียนอยู่ในบ้าน จึงไหว้และอธิษฐานว่า ”เเม่ตะเคียนคะ ถ้าไม่ให้หนูรื้อบ้านหลังนี้ เเล้วจะเก็บไว้ไปทำอะไร“ ในคืนนั้น คุณบอยฝันเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยเดินไปเดินมาในบ้านเเละบ้านสวยมาก มีคนเสิร์ฟอาหาร มีโต๊ะวางเรียงที่ริมน้ำ เมื่อตื่นมาก็รีบบอกกับครอบครัวว่าให้เปิดร้านอาหาร คุณบอยจึงต้องหาช่างมาทำแต่ติดต่อช่างก็ไม่มีใครรับทำ จนมาถึงคนที่ 9 เขาก็ทำให้ได้ และต้องรอประมาณ 9-10 เดือน เพราะเขาติดทำบ้านอยู่ เเต่เขามีเพื่อนที่เป็นช่างอีกคนก็ จึงให้เขาติดต่อคุณบอยกลับไป ผ่านไปประมาณเกือบชั่วโมงก็มีการติดต่อมา บอกว่าเป็นเพื่อนของช่างคนนั้น เขาอยากจะไปดูบ้านก่อนว่าอยากจะให้ทำอะไรบ้าง คุณบอยก็ได้นัดกับช่างให้มาดูบ้านเวลา 4 โมงเย็น เมื่อช่างมาถึงบ้านก็พูดกับคุณบอยว่า “โห พี่ให้ผมไปทำเเล้วผมจะทำยังไง พี่หาช่างอื่นเหอะเพราะว่ามันยาก บ้านพี่ดีหมดเลย” คุณบอยก็ตอบกลับว่า “คุณบอกว่ามันยาก มันสวย เเล้วคุณจะไม่ช่วยผมทำหรอ” ช่างก็ตอบกลับว่า “ผมก็อยากทำพี่ แต่ผมมีงานสร้างเเละรับเขาไว้ ว่างอีกทีกลางปีเลย” คุณบอยขอร้องให้ช่างช่วย เเต่ช่างก็บอกกลับมาว่าจะถามเพื่อนอีกคนให้ วันต่อมาเวลา 8 โมงเช้า ช่างคนเมื่อวานที่มาดูบ้านโทรกลับมาเเล้วบอกว่าจะรับทำบ้านคุณบอย ตนจึงตอบกลับว่า ”ไหนบอกติดงาน แล้วทำไมมาทำล่ะ?“ ช่างก็ตอบกลับว่า ”ก็เมื่อคืนอ่ะ มีผู้หญิงใส่ชุดไทยสีทอง มาอยู่ที่ปลายเท้าเเล้วบอกว่าให้ช่วยมาทำบ้านให้ชั้นหน่อย“ หลังจากนั้นก็เจรจาราคากันจนเสร็จแล้วช่างก็เริ่มทำงาน.. อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่คุณบอยกำลังเข้าห้องน้ำ ก็มีเสียงดัง “โอ้วว! เอ๊อออ!” มาจากบ้าน ตนก็ตกใจเพราะกลัวว่าจะมีอุบัติเหตุหรือเกิดอะไรขึ้นกับช่าง จึงรีบออกมาเเล้วถามว่า “เกิดไรขึ้น ใครเป็นไร” ช่างก็ตอบกลับมาว่า “พี่ ผมถูกหวย!“ เเละได้เล่าว่า ”ผมกับแฟนนอนพักกลางวันอยู่บน ผมฝันเห็นบนเพดานบ้านพี่เป็นเลข 307“ แต่บ้านหลังนี้มันเลข 370 ในระหว่างที่คุณบอยกับช่างกำลังคุยกันอยู่ก็มีคนโทรหาเเล้วพูดว่า ”เฮ้ยย มึงก็ได้หลายหมื่นนะ มึงถูกเหมือนกัน” คุณบอยก็ตอบกลับไปว่า “จะถูกได้ไง เลขบ้านกู 370” เเล้วเขาก็ตอบกลับว่า “เปล่า มึงพิมพ์ไลน์ให้กูอะ 307” ตั้งเเต่อยู่บ้านนี้มาก็มีเรื่องที่คุณบอยนึกไม่ถึงเยอะ อย่างเช่น ในขณะที่เสิร์ฟอาหารลูกค้า ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมีทรงคล้ายกับแม่หมอ เขามากับสามีเเล้วถามตนว่า “คุณบอยคะ ข้างบนเขามีปาร์ตี้ชุดไทยกันหรอคะ” ตนก็บอก “ไม่นะคะ ไม่มีอะไร” เขาก็บอกว่า “เดี๋ยวพี่ลงมานะ คุณบอยยืนรอตรงนี้” จากนั้นเขาก็หายไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง สามีเขาก็บอกคุณบอยว่า “พี่บอยไปทำอะไรก็ไปเถอะ ภรรยาผมเสร็จเเล้วเดี๋ยวผมเรียก” สักพักหนึ่งเขาก็เดินลงมา เเล้วบอกว่า “พี่ไปคุยกับผู้หญิงชุดไทย เขาขอบคุณบอยมากเลยนะที่ไม่รื้อบ้านเขา จากนี้ไปจะให้โชคคุณบอย“ เมื่อคุณบอยได้ทราบเช่นนั้นก็ตกใจว่าเขารู้เรื่องรื้อบ้านได้อย่างไร เพราะไม่เคยคุยกับเขาเเละไม่ได้ออกสื่อ เเต่ตนก็ไม่เชื่อเเละไม่ได้คิดอะไรมาก ต่อมาก็มีรายการของ “อาจารย์พรหมญาณ” เข้ามาติดต่อถ่ายทำรายการที่บ้านของคุณบอย นัดเจอกันเวลาบ่ายโมงที่บ้าน สักพักหนึ่งอาจารย์ก็เดินเข้ามาเเตะไหล่ ตนจึงตกใจเเละถามกลับไปว่า “อาจารย์มาบ้านบอยถูกได้ยังไง อาจารย์รู้ได้ไงว่าบ้านบอยอยู่นี่” ปกติแล้ว หากมาที่บ้านหลังนี้ ต้องจอดรถอีกที่หนึ่งเเล้วเดินเข้าซอยมาถึงจะเจอบ้าน อาจารย์ก็ตอบกลับมาว่า “ผมจะไม่รู้ได้ยังไง ผมขับรถเข้ามาในซอยบ้านคุณเเสงสีทองพุ่งถึงฟ้าเลย” จากนั้นก็เริ่มถ่ายรายการ อาจารย์ก็ได้บอกกับคุณบอยอีกว่า “เลขที่เดิมของบ้านหลังนี้คือ 103 บ้านหลังนี้ญาติพี่น้องตีกันมีราหู มีสิ่งลี้ลับเเละบ้านหลังนี้มีคาถาบังบดที่อยู่กับ 103 เเล้วเทศบาลนนทบุรีรื้อระบบออกเลขบ้านให้เลขบ้านใหม่ เลยทำให้คาถาบังบดหายไปหมด ตอนนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขายืนรอบเรา เขาโอบรับคุณบอยมากเลยนะ“ เเล้วก็ไปนั่งคุยกันต่อชั้น 2 ก็ถามว่า “คุณบอย หลังตู้ตรงนั้น มันมีอะไรอยู่หรอครับ” คุณบอยจึงตอบว่า “มันเป็นกองขยะ ยังรื้อไม่หมดเลย เพราะบ้านมันร้างมาอยู่หลายปี” อาจารย์บอกว่า “ผมขอไปรื้อได้มั้ย” แล้วอาจารย์ก็เดินไปหยิบกระดาษเป็นตาราง 9 ช่อง เเล้วพูดว่า “นี่คือดวงบ้านหลังนี้ ที่ผูกเอาไว้ ให้บูชาเเละเก็บเอาไว้” หลังจากนั้น คุณบอยก็ได้เอาใส่กรอบไม้ เเล้วเอาไปติดที่เสาหลักของบ้าน ครั้งแรกตอกตะปูเเล้วตอกไม่เข้า จึงยกมือไหว้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าขอติดตรงนี้ พอตอกอีกครั้งรอบนี้ตอกเข้า อาจารย์ก็บอกอีกว่า “บ้านหลังนี้ทุกเสาเป็นไม้มะเคียนทั้งหมด เเละลงอาคมหมดทุกเสา คนที่อยู่ข้างบนไม่ได้มีเเค่เเม่ตะเคียนเงินตะเคียนทอง มีพ่อแก่แม่แก่ มีเจ้าที่เจ้าทาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์เต็มไปหมดในบ้านหลังนี้” ต่อมา เวลาลูกค้ามาทานอาหารก็เจออยู่เรื่อย ๆ มีอยู่วันหนึ่งลูกค้าผู้ชายบอกกับคุณบอยว่า “เมื่อกี้ผมขึ้นไปห้องข้างบน เจ้าของห้องเขาบอกว่าเบื่อเพลงลูกกรุงละ ช่วยเปลี่ยนเป็นเพลงไทยเดิมให้หน่อย” ที่ร้านจึงต้องสร้างห้องแม่ตะเคียน ซึ่งห้องนั้นเวลาลูกค้ามาก็จะขอไปไหว้ ในช่วงเปิดร้านใหม่ ๆ ได้มี “ครูอ้อย ฐิตินาถ” กับ “พี่กาละแมร์” ได้มาทานข้าวที่ร้านเเล้วพูดในสิ่งที่ทำให้คุณบอยขนลุกว่า “น้องบอยครูเชื่อในเรื่องของเจ้ากรรมนายเวร บ้านหลังนี้เขาเลือกคุณบอยนะ เเละครูเชื่อว่าคุณบอยเคยเป็นอะไรในรั้วในวังถึงจะต้องได้มาอยู่บ้านหลังนี้” ตนก็ได้เเต่ตอบกลับไปว่า “ครับ เจ้าของบ้านท่านแรกเป็นข้าราชบริพารในรัชกาลที่ 6 ในขณะเดียวกันต้นตระกูลฝั่งคุณย่าพี่บอยเป็นเเม่ครัวในวัง ร.6” นอกจากนี้ ยังมีแม่หมอคนหนึ่งเดินมาหาบอกคุณบอยว่า “คุณบอยคะ รู้ไหมว่าซุ้มประตูนี้มันมีมนต์แคล้วคลาด ใครโดนของให้เดินเข้าเดินออกมันจะเเคล้วคลาด” มีอยู่วันหนึ่งก็ได้ลูกค้าเข้ามาจองโต๊ะที่ร้านประมาณ 10 คน ลูกค้าได้ชวนหมอดูมาดูดวงโดยใช้ห้องประชุมของร้านคุณบอย ซึ่งข้างบนเป็นห้องเเม่ตะเคียน เวลาล่วงเลยจนดึก ก็ยังดูดวงไม่เสร็จ จึงตั้งใจจะไปดูต่อที่โรงเเรมเพราะหมอดูเกรงใจคุณบอย แต่ก็ได้พูดว่า “ยังกลับไม่ได้ ต้องดูให้คุณบอยก่อน” คุณบอยก็รู้สึกงง เพราะไม่เคยรู้จักกันเเล้วก็ไม่ได้เป็นลูกค้าที่ให้ดูดวงด้วย หมอดูคนนั้นได้พูดกับตนว่า “พอดีคนข้างบนเขาฝากมาสื่อสารกับคุณบอยว่า แม่ตะเคียนขอบคุณคุณบอยนะที่ถวายข้าว ถวายน้ำให้ทุกวัน จนเขามีญาณเยอะ รอบ ๆ บ้านสัมภเวสีเยอะมาก โดยเฉพาะคนที่ตกน้ำตายหรือวิญญาณเร่ร่อนริมน้ำ ทุกวันพระเป็นไปได้มั้ยให้คุณบอยถวายข้าวให้เขากินด้วย ถ้าทำคุณบอยจะเจริญรุ่งเรือง และข้าง ๆ ริมน้ำของร้านมีต้นมะเดื่อชุมพรกับต้นก้านเหลืองอยู่ 2 ที่นั้นน่ะ มีนางฟ้าอยู่ด้วยนะ คุณบอยอย่าลืมไปถวายอาหารเขาบ้างนะ ทุกวันนี้เขาดูเเลริมน้ำทั้งหมดไม่ให้ใครมาวุ่นวาย“ เเละได้บอกอีกว่า ”ช่วงนี้คุณบอยดูไม่ปกติ ดูกังวล ดูชีวิตมีปัญหา ให้พี่บอยไปหาเเม่ตะเคียนข้างบน นั่งสมาธิเเละสื่อสารกับเเม่ตะเคียนว่าอยากให้ช่วยอะไร เขาอยากช่วยเเต่ไม่รู้ว่าคุณบอยต้องการอะไร” เมื่อคุณบอยทราบเช่นนั้นก็ตกใจว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนถวายเเม่ตะเคียนทุกวันเเละทราบได้อย่างไรว่าชีวิตมีปัญหา เพราะตนเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งมันเป็นเรื่องส่วนตัวเเละเราก็ไม่ได้รู้จักกัน เเละได้บอกอีกว่า “ตอนนี้เรื่องร้านไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเเม่จะเรียกคนให้ ขอให้บอยรักษาตัวเองเเล้วทำให้ทุกอย่างกลับมา เพราะเเม่เป็นห่วง…”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-