ชาติที่แล้วเคยสัญญาว่าจะอยู่คู่กันตลอดไป ทำให้เกือบใหลตายไปกับความฝัน! ตั้งใจจะตัดกรรมแต่ก็ต้องพบเจอกับความสูญเสีย..

อังคารคลุมโปง RECAP

ชาติที่แล้วเคยสัญญาว่าจะอยู่คู่กันตลอดไป ทำให้เกือบใหลตายไปกับความฝัน! ตั้งใจจะตัดกรรมแต่ก็ต้องพบเจอกับความสูญเสีย..

10 ม.ค. 2024

        คำสัญญาของชาติที่แล้วตามมาส่งผลในชาตินี้! กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ชายชุดดำกับกรรมในอดีต’ จาก ‘คุณเป้’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 ธันวาคม 2566) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จะหลอนเหลือเชื่อแค่ไหน ตามไปอ่านกันเลย!  

        คุณเป้เล่าว่า ตัวคุณเป้นั้นเป็นคนที่ชอบพญานาค ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่ได้ชอบ แต่อยู่ดี ๆ ก็มีความรู้สึกชอบพญานาคสีดำ หลังจากนั้นก็ไปบูชาพญานาคสีดำมาไว้ที่บ้าน และชอบสวดมนต์เพื่อบูชาปู่พญานาค หลังจากนั้นตัวคุณเป้ก็ได้ฝันว่า ตัวเองไปยืนอยู่บนสะพานกลางน้ำ และมีเรือนักท่องเที่ยงล่องมา มีคนอยู่บนนั้นเยอะมาก แต่มีผู้ชายคนหนึ่ง ใส่ชุดสีดำ เดินขึ้นมาจากน้ำมาอุ้มคุณเป้ลงไปในน้ำ หลังจากที่ลงไปในน้ำแล้ว ตัวคุณเป้รู้สึกว่า ที่ ณ ตรงนั้น เป็นห้องเหมือนบ้านหลังหนึ่ง และผู้ชายคนนั้นก็พูดกับคุณเป้ว่า “เธอรู้ไหม ว่าเราตามหาเธอมานานแล้ว นานมาก ๆ” หลังจากนั้นคุณเป้ก็รู้สึกว่า ตัวเองหลับอยู่ และได้ยินเสียงที่ดังมากจากผู้ชายคนนั้นว่า “เมื่อไหร่พ่อเธอ ครอบครัวเธอจะไปสักที รำคาญจังเลย” ด้วยน้ำเสียงโมโห และไม่พอใจ เพราะว่าเขากำลังให้คุณเป้อยู่ ณ ตรงนั้น และเขายังเน้นอีกว่า “เธอรู้ไหม ว่าเราตามหาเธอมานานมาก กว่าจะเจอ” หลังจากนั้นคุณเป้ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา

        ด้วยความสงสัยในความฝันของตัวเอง คุณเป้จึงได้ไปหาพระอาจารย์ พระอาจารย์ก็บอกมาว่า “มึงสามารถใหลตายได้เลยนะ การฝันแบบนี้” นอกจากนี้คุณเป้ยังได้รับคำแนะนำจากเพื่อนมาว่า “เออ เนี่ยมีหมอดูไพ่พรหมญาณนะ น้องคนนี้แม่นมากเลย ลองไหม” คุณเป้จึงโทรไปหาน้องหมอดูคนนี้ ทันทีได้ได้คุยเขาก็พูดขึ้นมาว่า “พี่เป้คะ เคยฝันเห็นผู้ชายหรือเปล่า เคยฝันอะไรเกี่ยวกับน้ำไหม พี่เป้มีสัญญาอดีตชาตินะคะ แล้วพี่เป้มีเคยแพลนจะไปวัดที่ไหนหรือเปล่า” ทันทีที่ได้ยิน คำถามที่คุณเป้ตั้งใจคิดมาก็หายวับไปทั้งหมด คุณเป้ตอบกลับไปว่า “วัดอะ พี่เคยมีแพลนที่อยากจะไป แต่ว่าไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ไปหรือเปล่า” หมอดูก็ตอบกลับมาว่า “พี่เป้ต้องไปที่ที่มีพระประธานนะ ต้องไปตัดกรรม ต้องใช้ดอกบัว 5 ดอก” จากนั้นคุณเป้ก็เริ่มมีความคิดว่าอยากจะตัดกรรมแล้ว

        และในวันนั้น ก่อนที่จะไปตัดกรรม พระที่อยู่บนหิ้ง ก็ร่วงหล่นลงมาแตก คุณเป้ก็เริ่มสงสัยว่าเป็นเพราะเขาหรือเปล่า คุณเป้จึงโทรไปถามน้องหมอดูคนนั้นว่า “ทำไมมันถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น” น้องก็ตอบกลับมาว่า “พี่เป้ เขารู้แล้วนะ ว่าพี่เป้รู้ เขาจะแสดงตัวให้พี่เป้รู้แล้วนะ” หลังจากนั้น คืนนั้นคุณเป้ก็ฝันว่าเขามาบอกกับคุณเป้ว่า “เธอจะตัดกรรมกับเราจริง ๆ หรอ เราให้เธอได้ทุกอย่างนะ” แต่ในใจคุณเป้ก็คิดว่า เกิดชาติภพใหม่แล้ว หลังจากนั้นคุณเป้ก็ตัดสินใจเดินทางไปจังหวัดอ่างทองเพื่อจะไปวัด แต่ระหว่างที่นั่งรถไป คุณเป้ก็มีความรู้สึกว่า เศร้ามาก ๆ จนกระทั่งถึงวัด คุณไปได้พูดว่า “เราพาเธอมาส่งแล้วนะ” จากนั้นคุณเป้ก็ไปทำพิธีเพื่อที่จะตัดกรรม

        หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว ผ่านไปประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ คุณเป้ก็ได้ตั้งครรภ์แบบไม่รู้ตัว แต่ปกติแล้วคุณเป้ทานยาคุมมาตลอด และไปปรึกษาหมอ หมอก็ตอบกลับว่า “คุณไม่มีบุตรหรอก เพราะทานยาคุมมานานเกิน” นั่นก็ทำให้คุณเป้มั่นใจในระดับหนึ่ง ว่าตัวเองไม่สามารถมีบุตรได้ จนคุณเป้เกิดอาการเท้าบวม หลังจากนั้นคุณเป้ก็ไปหาหมอมาตลอดทั้งเดือน แต่คุณหมอหลายคนก็บอกว่าเป็นออฟฟิศซินโดรมบ้าง เป็นอย่างอื่นบ้าง จนกระทั่งสุดท้าย มีคุณหมอบอกว่า “คุณตั้งครรภ์นะ แล้วตั้งครรภ์ได้ 6 เดือนแล้ว” ตัวคุณเป้ก็ช็อกไป และก็คิดว่า เขากลัวเรารู้แล้วเอาออกหรือเปล่า หรือมันเป็นเพราะอะไร ทำไมไม่มีความรู้สึกว่าท้องเลย หลังจากนั้นคุณเป้ก็พยายามดูแลเด็กในครรภ์ตลอด แต่ในใจของคุณเป้เริ่มรู้สึกว่า ลูกต้องเป็นผู้ชายแน่เลย เป็นเขาคนนั้นหรือเปล่า

        หลังจากนั้นเมื่อครรภ์ครบ 7 เดือน คุณเป้ได้รู้สึกหน่วง ๆ ที่ท้อง จึงไม่สบายใจและรีบไปหาคุณหมอ และก็ได้ทราบว่า เด็กได้เสียไปแล้ว 3 วัน คุณเป้เสียใจมากจนแทบจะเสียสติ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องคลอดเด็กออกมา คุณหมอพูดกับคุณเป้ว่า “มดลูกล็อคนะคะคุณแม่ น้องไม่สามารถคลอดออกมาได้ ต้องรอสักพักให้มดลูกคลาย” คุณเป้ที่ได้ยินดังนั้นก็คิดว่า เขาเป็นห่วงเราหรือเปล่า เขาไม่ยอมไปจากเราหรือเปล่า คุณเป้ก็ได้พูดขึ้นมาว่า “โอเค ถ้าเป็นเธอจริง ๆ ที่มาเกิดกับเรา ถ้าเธอจะทำให้เรารู้ว่าการสูญเสียมันเป็นอย่างไร เรารู้แล้วนะ เราขอให้เธอไปอยู่ภพภูมิที่ดี เราได้รับรสชาติของความเจ็บปวดแล้ว ขอให้เธอไปอยู่ภพภูมิที่ดี เราจะตั้งใจทำบุญอุทิศให้เธอไปอยู่ภพภูมิที่ดี ชาตินี้เราคงหมดกรรมกันเท่านี้” ในตอนนั้นคุณเป้พูดออกมาด้วยเสียใจมาก ๆ หลังจากที่พูดจบ คุณเป้ได้ลองเบ่งคลอดอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าเด็กก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย และสิ่งที่ทำให้คุณเป้ช็อกก็คือ เด็กออกมาเป็นผู้ชาย! มันทำให้คุณเป้มั่นใจมาก ๆ ว่าเป็นเขาคนนั้น

        หลังจากความสูญเสียนี้คุณเป้ก็ได้นำร่างของลูกชายไปฝังไว้ที่วัดใกล้บ้าน และก็พยายามทำบุญทุกอย่างให้เขา และยังได้ไปที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี วัดนั้นมีพญานาคองค์สีดำอยู่ คุณเป้ได้เข้าไปไหว้องค์พญานาคที่อยู่ในถ้ำ และอยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงวี๊ดเข้ามาในหู และตามด้วยเสียงของผู้ชายขึ้นมาว่า “ทีนี้รับรู้รสชาติความเจ็บปวด การพลัดพรากหรือยัง” หลังจากนั้นคุณเป้ก็นั่งร้องไห้เหมือนคนเสียสติเพราะว่าการสูญเสียครั้งนี้ หลังจากนั้นก็มีฝนตกลงมา มันทำให้คุณเป้ได้พูดออกมาว่า “ตกทำไม ฝนบ้าลูกกูจะเน่า” หลังจากนั้นคุณเป้ก็คิดขึ้นมาได้ว่า เรามาถึงจุดนี้แล้วหรอ นั่นทำให้คุณเป้รีบไปที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งหลวงพี่ได้สอนมาว่า “โยมอย่าไปยึดติดนะ นี่มันคือร่าง คือสังขาร เขาละแล้ว” นั่นก็ทำให้คุณเป้ตั้งสติได้ แต่ก็ใช้เวลานานมาก

        หลังจากนั้นคุณเป้ก็ได้โทรถามน้องหมอดูว่า “น้องคะ พี่หมดกรรมหรือยัง” น้องก็ตอบกลับมาว่า “พี่เป้ พี่เป้จะหมดกรรมก็ต่อเมื่อได้ไปไหว้พญานาคครบทุกองค์” หลังจากนั้น อยู่ ๆ ก็มีลุงของคุณเป้ เขามาชวนไปไหว้พญานาคให้ครบทุกองค์ ด้วยความบังเอิญนี้คุณเป้ก็ได้คิดว่า มันคงจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทุกอย่างมันคงจะจบลงแล้ว ซึ่งมันก็จบลงแล้วจริง ๆ และกรรมครั้งนี้มันเกิดขึ้นจากเมื่อภพภูมิที่แล้วคุณเป้และผู้ชายคนนั้น เป็นพญานาค และได้เป็นสามีภรรยากัน สัญญากรรมกันไว้ว่า “เราจะไม่พลัดพรากจากกัน ไม่ว่าจะภพชาติไหนก็ตาม จอยู่เป็นคู่กันตลอดไป”

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณทันเดอร์ ‘เรือเที่ยวสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

08 มิ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณทันเดอร์ ‘เรือเที่ยวสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

‘คุณทันเดอร์’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนที่ตัวเองได้เจอเมื่อต้องเลิกงานดึก เป็นเหตุให้เขาได้เจอกับผีบนเรือ เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 มิถนายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เรือเที่ยวสุดท้าย’ ที่เชื่อว่าทำเอาหลายคนอาจจะไม่กล้านั่งเรืออีกเลย เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน คุณทันเดอร์ต้องทำงานกะดึก วันนั้นฝนตกหนักมากจนต้องรอฝนหยุดก่อนจะได้กลับบ้าน แต่พอนึกได้ว่าใกล้ถึงเวลาเรือเที่ยวสุดท้ายแล้ว จึงตัดสินใจรีบฝ่าฝนไปที่ท่าเรือ พอไปถึง เรือกำลังจะออกพอดี เขาจึงรีบกระโดดขึ้นเรือได้แบบทันเวลา บนเรือนั้นมีคนนั่งอยู่ไม่กี่คน คุณทันเดอร์เลือกไปนั่งแถวท้ายเรือ ใกล้ ๆ กับคุณป้าคนหนึ่ง ไม่นาน เรือก็แวะจอดที่ท่าเพื่อรับผู้โดยสารใหม่ เขาสังเกตเห็นว่ามีคนรออยู่ประมาณ 5 คน หนึ่งในนั้นเป็นนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง ยืนเท้าเปล่า ตัวเปียกฝน เธอดูไม่เหมือนคนทั่วไปตรงที่.. เธอไม่ขึ้นเรือ ที่แปลกกว่านั้นคือ เธอหันมามองคุณทันเดอร์ สายตาของเธอนิ่งและว่างเปล่าจนน่าขนลุก พอเรือเริ่มออกจากท่า เธอก็ยังมองมาเหมือนเดิม ก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลง คลานออกมาจากหลังคาท่าเรือจนถึงขอบบันได แล้วจู่ ๆ ก็ทิ้งตัวลงไปในน้ำ สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ทุกคนบริเวณนั้นกลับไม่มีใครแสดงท่าทีตกใจเลยแม้แต่น้อย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณทันเดอร์เริ่มมั่นใจว่าตัวเองเจอดีเข้าให้แล้ว จึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา ไม่นาน ฝนก็ตกหนักขึ้น เขาเริ่มได้ยินเสียง ‘จ๋อม...จ๋อม...’ จากข้างเรือ พอหันไปดู ก็เห็นมือซีดขาวโผล่ขึ้นมาจับกาบเรือ มือนั้นค่อย ๆ เลื่อนเข้ามาใกล้ เขาพยายามไม่สนใจ แต่แล้วน้ำก็สาดเข้าหน้า จึงหันไปมอง ก็เห็นผู้หญิงคนนั้นขึ้นมานั่งคุกเข่าอยู่บนกาบเรือ ก้มหน้ามองเขา มือของเธอเอื้อมมาจับแขน แล้วบีบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ เอื้อมมาจับแก้ม มือของเธอเย็นเฉียบเหมือนเนื้อแช่แข็ง ก่อนจะพูดว่า... “อยู่ตรงนี้” คุณทันเดอร์หลับตาภาวนาในใจว่าจะทำบุญให้เธอ พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็หายไปแล้ว หลังจากขึ้นจากเรือ คุณทันเดอร์ต้องต่อรถกลับ ขณะที่นั่งรถ ทุกครั้งที่รถขับข้ามสะพาน เขามักจะเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ริมสะพานเงียบ ๆ จ้องมองรถที่แล่นผ่านไป จนกระทั่งกลับไปทำงานและต้องใช้เรืออีกครั้ง เมื่อเรือใกล้จะถึงท่าเดิม เขาเห็นนักศึกษาคนเดิมยืนอยู่ที่เดิมในสภาพเปียกโชกเหมือนเดิม คราวนี้คนบนเรือลุกขึ้นมามุงดูอะไรบางอย่าง และได้ยินเสียงพูดว่า “จอดท่านี้ไม่ได้ ต้องไปจอดที่อื่น” ขณะที่เรือกำลังแล่นออกมาจากท่า เขาเห็นทีมกู้ภัยกำลังช่วยดึงร่างของหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นจากน้ำ เป็นร่างนักศึกษาผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาเห็นมาตลอด ขณะที่เรือแล่นออกไปไกล เขามองเห็น “เธอ” คนเดิม ยืนอยู่ริมฝั่ง มองดูร่างไร้วิญญาณของตัวเอง แล้วกระโดดลงน้ำอีกครั้ง... 2–3 วันต่อมา ได้ยินข่าวมาว่า นักศึกษาหญิงคนนั้นเสียชีวิตจากการทะเลาะกับแฟน ฝ่ายชายเผลอพลั้งมือทำให้เธอตาย แล้วนำศพไปโยนทิ้งคลอง เขาคิดว่าสิ่งที่เขาเจอคือวิญญาณของนักศึกษาผู้หญิงคนนั้นที่มาขอความช่วยเหลือ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ’ร้องขอชีวิต‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

22 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ’ร้องขอชีวิต‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

‘คุณใหม่ รอเรน’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ร้องขอชีวิต’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณใหม่เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้อง ‘เลิ่กลั่ก’ ดาว TikTok ที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็นคลิปของน้องมาไม่มากก็น้อย คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าน้องมีเอเนอร์จี้เหลือล้น ตลก และสนุก แต่เรื่องราวที่น้องเจอมานั้นแฝงไปด้วยความเจ็บปวด เป็นเรื่องราวในวัยเด็กที่โหดร้ายมากเสียจนแทบจะเป็นหนังฆาตกรรมได้ แต่เลิกลั่กก็สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ร่าเริงได้ขนาดนี้ คุณใหม่ถึงกับเอ่ยปากชมไม่หยุด เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พี่ชายของน้องเลิ่กลั่กเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขณะนั้น เลิ่กลั่กเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งคู่อาศัยอยู่กับครอบครัวที่ภาคใต้ ซึ่งจะเป็นครอบครัวที่เป็นหมอคุณไสย์ มนตร์ดำ มีอยู่วันหนึ่ง คุณไสย์บอกว่าให้ลงไปงมในบ่อที่เป็นบ่อน้ำเหมือนทะเลสาบ บอกว่าใต้น้ำนั้นมีไม้ตะเคียนใหญ่ 2 ต้น และสั่งให้พ่อเอาขึ้นมา เพื่อเอามาทำเป็นเสาบ้าน คุณพ่อจึงลองงมตามที่บอกและปรากฎว่าเจอจริง ๆ จากนั้นก็นำกลับมาไว้ที่บ้าน ซึ่งน้องเลิ่กลั่กก็จะตกใจทุกครั้งที่กลับบ้านแล้วเจอไม้ใหญ่ หลังจากนั้น ก็เริ่มมีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้น อันดับแรก วันแรกที่เอาไม้ตะเคียนมาพ่อก็หนีออกจากบ้าน แล้วไปนอนบนภูเขา ตอนเช้าค่อยกลับมาบ้าน รอบแรกไปแค่วันเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เริ่มเพิ่มเป็น 2 วัน บางทีเป็นอาทิตย์ ตอนที่ลงจากเขาก็ถามว่า “ไปไหนมา” พ่อก็บอก “ไปนอนบนภูเขา” ซึ่งมันแปลกมาก ทุกคนในบ้านก็งง และพ่อเริ่มมีอาการเปลี่ยนไป จู่ ๆ ก็หยิบปืนลูกซองขึ้นมาเล็งคนในบ้าน และพูดว่า “กูจะเอาชีวิตทุกคนในครอบครัว” ตอนนั้น เลิกลั่กพึ่งจะอายุ 12 ยังเด็กมาก ต้องไปหลบใต้ต้นพลูกับพี่ชายเพื่อหลบปืนจากพ่อ มีบางวัน พ่อก็ลุกขึ้นมาต่อยกระจกบ้านรอบบ้านจนแตก และมือก็เป็นแผลเลือดออกเต็มไปหมด หลังจากนั้นพ่อก็เอามือที่เต็มไปด้วยเลือดป้ายตามบ้านเต็มไปหมด ซึ่งทุกวันนี้รอยเลือดนั้นก็ยังอยู่ ในตอนกลางคืนที่น้องนอนก็มักจะได้ยินเสียงพ่อใช้เคียวกรีดยางขูดกับอะไรบางอย่างเหมือนในหนังฆาตกรรม เลิกลั่กจึงบอกกับแม่ว่าไม่ไหวแล้ว และในทุก ๆ วันแม่ก็ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปกรีดยาง ทุกครั้งที่ไปกรีดยางจะเห็นพ่อยืนอยู่ไกล ๆ เหมือนแอบส่องมาจากไกล ๆ แม่เดินไปทางไหนพ่อก็จะมองตาม พ่อเริ่มอาการหนักมาก จึงไปปรึกษาพระแถวบ้าน พระท่านบอกให้เอาต้นตะเคียนออกจากบ้านไป และนำมาไว้ที่วัดแล้วพรมน้ำมนต์ หลังจากทำตามที่พระบอก พ่อก็หายตัวไปเป็นระยะเวลา 10 ปี เลิกลั่กพึ่งจะมาได้ข่าวพ่อเมื่อ 2 ปีที่แล้วจากแม่ว่าเจอพ่อแล้ว แต่พ่อไม่มีสติแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ความเชื่อ ความศรัทธา ความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อสังคม และเหตุผลของ ‘โตโน่ ภาคิน’ ชายที่ขอไม่ยอมแพ้ให้กับกระแสดรามา

03 มี.ค. 2023

ความเชื่อ ความศรัทธา ความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อสังคม และเหตุผลของ ‘โตโน่ ภาคิน’ ชายที่ขอไม่ยอมแพ้ให้กับกระแสดรามา

ใน “รายการอังคารคลุมโปง X” ที่ผ่านมา (21 กุมภาพันธ์ 2566) “ดีเจแนน” และ “ดีเจเจ็ม” ได้พูดคุยถึงเรื่องราวลี้ลับและความเชื่อที่เกิดขึ้นกับ “โตโน่ ภาคิน” ชายผู้ตัดสินใจจะว่ายน้ำข้ามแม่น้ำโขง เพื่อรับบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลนครพนม (ฝั่งไทย) และ โรงพยาบาลแขวงคำม่วน (ฝั่งลาว) ในโครงการที่ชื่อว่า “One Man and The River” ซึ่งในตอนท้ายได้เงินบริจาคถล่มทลายไปกว่า 80 ล้านบาท โตโน่เล่าว่าเรื่องที่พบเจอนั้นไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเกี่ยวกับผีแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของความเชื่อ เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ใกล้จะถึงวันว่ายน้ำ ตอนนั้นยังซ้อมอยู่ที่กรุงเทพฯ โตโน่ได้ฝันเห็นคน 7 คน มี 2 คนเข้ามาคุยกับโตโน่ ใส่เสื้อสีแดงและสีขาว ส่วนอีก 5 คน ยืนอยู่เกาะกลางน้ำ มองไปแล้วสวยงามมาก ซึ่งโตโน่เองก็จำไม่ได้ว่าเรื่องที่คุยกับ 2 คนนั้นเป็นเรื่องอะไร คืนต่อมาก็ฝันเห็นพญานาคอยู่ใต้แม่น้ำโขง โตโน่คิดเพียงแค่ว่าอาจจะเพราะใกล้ถึงวันภารกิจแล้ว ใจเราอาจจะคิดถึง แล้วเก็บไปฝันก็เป็นได้ พอมาถึงจังหวัดนครพนม จากที่ก่อนหน้านี้เจอดรามาหนัก ๆ พอมาถึงโตโน่ก็รู้สึกได้ถึงความรักและกำลังใจจากทุกคนที่มาคอยเอาใจช่วยที่นี่ จากนั้นก็มีชาวบ้านจากจังหวัดน่าน ชื่อว่า “พี่กัน” เขาได้มอบเสื้อให้โตโน่ 2 ตัว ตัวแรกเป็นลายพญาศรีสัตตนาคราช ส่วนอีกตัวเป็นลายปู่ศรีสุนโธ ซึ่งคนที่เขียนลายนี้เป็นเพื่อนของ อ.ถวัลย์ ดัชนี เขาไม่ได้เขียนรูปมาหลาย 10 ปีแล้ว แต่อยู่ ๆ เขาก็อยากจะเขียนให้โตโน่ โตโน่ได้รับมาก็รู้สึกขอบคุณ และตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้ ที่จะต้องไปไหว้พระธาตุพนม ตนจะใส่เสื้อลายพญาศรีสัตตนาคราชไป ซึ่งไม่ได้บอกใคร เมื่อวันไหว้พระธาตุพนมมาถึง ก็มีพระอาจารย์มากมาย หนึ่งในนั้นมีพระอาจารย์ท่านนึง พาโตโน่ขึ้นไปไหว้พระธาตุพนม และพูดกับโตโน่ว่า “ดีใจด้วยนะ มาอยู่ มาประทับทั้งบ่าซ้ายบ่าขวาแล้วนะ” นั่นทำให้โตโน่รู้สึกใจชื้นมากยิ่งขึ้น พอออกมาจากพระธาตุพนม ยอดบริจาคจากเดิมอยู่ที่ 7 ล้าน ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 15 ล้านอย่างไม่น่าเชื่อ! พอคืนวันที่ 2 ทางทีมก็ได้ประชุมกัน พบว่าสภาพอากาศของวันว่ายจะมีพายุเข้า โตโน่ก็รู้สึกเป็นห่วงทั้งชาวบ้านที่มาคอยให้กำลังใจ ทั้งทีมงาน แพทย์ และพยาบาล โตโน่จึงนึกถึงฝัน ที่เคยฝันว่าเห็น 7 คน อาจจะสื่อถึงพญาศรีสัตตนาคราชที่ดูแลพระธาตุพนม เพราะมี 7 ตนเท่ากัน และคิดในใจว่า “พ่อเอ้ย ถ้าจริง อยากให้เป็นยังไงก็เป็นยังงั้นเลย ถ้าฝนตก ผมจะถือว่าพ่อไม่อยากให้ผมร้อน ผมจะลงไปว่าย ผมจะทำให้เขา จะได้กี่บาทผมไม่รู้” จากนั้นวันจริงก็มาถึง ในระหว่างที่ทำพิธีบวงสรวงก่อนว่าย ปรากฏว่าฝนไม่ตก กลายเป็นวันที่อากาศแจ่มใส โตโน่บอกว่าตนเองว่ายน้ำได้สบายมาก นอกจากนี้โตโน่ยังบอกอีกว่ามีความบังเอิญอีกหนึ่งอย่าง ในวันนั้นโตโน่ใส่พญาศรีสัตตนาคราช และบอกว่า “พระอาจารย์เทพนรินทร์ที่มาทำพิธีให้ ท่านมาจากอุดร / พระอาจารย์ที่ทัก ท่านอยู่นครพนม / ส่วนพี่กันที่เอาเสื้อมาให้ มาจากน่าน และทั้ง 3 คนไม่รู้จักกัน อยู่ ๆ พระอาจารย์เทพนรินทร์ถอดเหรียญปู่ศรีสุนโธให้ผม มันเลยตรงมาก ๆ กับที่พระอาจารย์ที่พระธาตุพนมบอกว่า มาทั้งซ้ายและขวานะ” นอกจากนี้โตโน่ยังเล่าเสริมอีกว่า โตโน่ไม่เคยมีความรู้เรื่องพญาศรีสัตตนาคราช หรือปู่ศรีสุนโธมาก่อนเลย ไม่เคยทราบที่มาที่ไป หรือประวัติเกี่ยวกับท่านเลย รู้แค่ว่าอยากจะช่วยสานสัมพันธ์ให้ไทย-ลาว ท่านผู้ว่าเองก็บอกว่าเราไม่มีสัมพันธ์กันมา 3 ปีแล้ว เพราะสถานการณ์โควิด ครั้งนี้จึงเป็นการช่วยเชื่อมสัมพันธ์ให้ไทยกับลาวอีกครั้ง ก่อนปิดท้ายว่า “ผมขอขอบคุณทุกคน ทั้งคนไทย คนลาว และทุกคนที่ช่วยกันทำให้วันนั้นมันเกิดขึ้น ผมไม่รู้จะตอบแทนทุกคนยังไง ทุกคืนที่ผมนอน (ตอนอยู่นครพนม) อยู่ ๆ ผมก็อยากฟังพระสวด ตื่นเช้ามาก็อยากจะรำ” คำตอบนั้นทำให้ทั้งสตูดิโอถึงกับอึ้ง โตโน่จึงเสริมว่า “ก่อนหน้านี้ที่ลานพญาศรีสัตตนาคราช ท่านผู้ว่าบอกว่าวันที่ 7 เดือน 7 พญาศรีสัตตนาคราชชอบคนรำ แต่ผมรำไม่เป็น ให้ผมช่วยอย่างอื่นเถอะ แล้วพอได้มาที่นครพนม 3 วันนั้น มันเหมือนกับเชื่อมอะไรบางอย่าง แล้วก็รู้สึกได้ยินเสียงพูดว่า รำให้พ่อดูหน่อย” โตโน่ยังเสริมอีกว่า ทุกเช้าจะตื่นมานั่งสมาธิ แล้วจะเปิดฟังพระสวดไปด้วย ปรากฏว่าอัลกอริทึมรันเพลย์ลิสต์เพลงพญาศรีสัตตนาคราช “ผมเลยรำ รำคนเดียวในห้อง แล้วผมก็รู้สึกในใจว่า ผมทำเต็มที่นะพ่อ เท่าที่ผมจะทำได้แล้ว ผมอยากให้คนไทยและคนลาวรักกัน ผมช่วยได้เท่านี้นะพ่อ ส่วนการว่ายน้ำพรุ่งนี้ มันจะเป็นยังไงก็ขอให้มันเป็นไปในแบบของมัน ยอดบริจาคผมไม่สนว่าจะได้เท่าไหร่ หรือมันจะเกิดอะไรขึ้นกับผม แล้วแต่จะเป็น..” หลังจากว่ายน้ำเสร็จ โตโน่กล่าวว่า “ผมไม่รู้จะขอบคุณทุกคนยังไง นั่นเป็นที่มา ที่ผมอยากบวชให้ เพราะพญาศรีสัตตนาคราชบวชไม่ได้ ผมอยากเป็นตัวแทน เพราะได้ยินว่าผู้เฒ่าผู้แก่บอกผมว่าผมเป็นลูก ด้วยความเชื่อของผม ในเมื่อตอนนี้ผมทำให้ได้ ผมบวชให้” โตโน่เสริมว่า โปรเจ็ค “One Man and The River” ตอนนี้ทางด้านฝั่งลาวอยู่ในขั้นตอนของการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต่างประเทศ เพราะบางอย่างไม่มีในบ้านเรา คาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ส่วนทางฝั่งไทยนั้น ตอนแรกโตโน่คิดว่าจะได้แค่เตียงเด็ก แต่พอยอดบริจาคพุ่งขนาดนี้ ทำให้ซื้อได้ทั้งศูนย์หัวใจและหลอดเลือด มอบให้กับจังหวัดนครพนม แต่ต้องใช้เวลาในการสร้าง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องอุปกรณ์ และในตอนท้ายดีเจเจ็มได้กล่าวชื่นชมความศรัทธา ความเชื่อ และความมุ่งมั่นของโตโน่(เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณขวัญ 'ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้' l อังคารคลุมโปง X ภณ - มุกดา [ 17 มี.ค.2569 ]

24 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณขวัญ 'ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้' l อังคารคลุมโปง X ภณ - มุกดา [ 17 มี.ค.2569 ]

ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้... คำอฐิษฐานจากผู้เป็นแม่ เมื่อความฝันแปลกประหลาดเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ กับการมองเห็นเงาดำเลือนลางที่ปรากฏตรงหน้า นำไปสู่ภาพในฝันอันสวยงาม ที่กลับกลายเป็นเส้นระหว่างความเป็น และความตาย!! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ภณ - มุกดา’ (17 มีนาคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้’ ‘คุณขวัญ’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อคุณขวัญฝันเห็นงูสองตัว พยายามที่จะเลื้อยเข้ามาในบ้านของเธอ ในฝันนั้นเธอพยายามที่จะเรียกให้พ่อของเธอ เข้ามาช่วย เมื่อพ่อของเธอได้วิ่งเข้ามาพร้อมกับทุบตีงูตัวหนึ่ง ส่วนงูอีกตัวหนึ่งได้เลื้อยเข้ามาในบ้านของเธอแบบไม่ทันตั้งตัว จากนั้นความฝันในครั้งนี้ก็ได้จบลง…หลังจากผ่านเรื่องราวความฝันมาได้เพียง 2 - 3 วัน คุณขวัญได้ตรวจพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ หลังจากนั้นตลอดระยะเวลาที่เธอตั้งครรภ์ คุณขวัญมักจะฝันเห็นงูตัวเดียวกันกับในฝันคราวก่อน ที่มันนั้นได้เลื้อยเข้ามาในบ้านของเธออยู่บ่อย ๆ งูตัวนั้นมีลักษณะสีดำ ลำตัวยาวเลื้อยอยู่ตามมุมต่าง ๆ ในบ้านของเธอ และได้เลื้อยเข้ามานอนขดอยู่ข้าง ๆ ท้องของเธออีกด้วย เมื่อคุณขวัญตั้งครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ และถึงช่วงเวลาที่เธอจะต้องเข้าไปตรวจร่างกายกับคุณหมอจู่ๆ มือ และเท้าของเธอก็เริ่มบวม จนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ รวมทั้งน้ำหนักเธอนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 10 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 วัน ซึ่งสาเหตุทางการแพทย์ คืออาการของครรภ์เป็นพิษทำให้ในวันนั้นคุณขวัญ จะต้องเข้าแอดมินฉุกเฉินในโรงพยาบาล ในคืนหนึ่งขณะที่ คุณขวัญนอนนับเวลาถอยหลังที่จะคลอดลูกของเธอในอีกไม่นาน ในตอนนั้นเธอได้มีอาการปวดหัว และเริ่มปวดหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคุณขวัญลืมตาตื่นขึ้นมา เธอก็ได้พบกับเงาขนาดใหญ่สีดำเลือนลาง ยืนอยู่ปลายเตียงของเธอ แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ และความห่วงลูกของเธอ คุณขวัญจึงไม่สนใจเงาดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ และรีบลุกออกจากเตียงไปเรียกหาพยาบาลให้เข้ามาช่วยเธอในตอนนั้น เมื่อคุณขวัญกลับเข้ามาในห้อง พร้อมกับพยาบาลผู้ช่วย เธอก็ยังคงมองเห็นเงาดำเลือนลางนั้นอยู่ในห้องของเธอ ขณะเดียวกันพยาบาลได้ฉีดยาให้กับตัวของคุณขวัญ ทันทีใดนั้นเธอก็มีอาการร้อนรุ่มอยู่ในตัว ก่อนที่ภาพทั้งหมดของเธอจะตัดหายไปเมื่อคุณขวัญรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าตัวของเธอเองนั้น กำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยสีสันสวยงาม ท้องฟ้าสีสดใสปุยเมฆล่องลอยไปมาบนท้องฟ้า สิ่งเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกเพลิดเพลินกับความสวยงามตรงหน้า แต่จู่ ๆ คุณขวัญได้ฉุดคิดขึ้นมาว่า…‘เรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เรากำลังจะคลอดลูก’ ทันทีที่สิ้นเสียงความคิดในใจคุณขวัญจึงได้พูดขึ้นมาว่า ‘ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตาย และทุกเงื่อนไขที่ท่านเสนอให้ในครั้งนี้’เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของตัวเธอเอง จู่ ๆ จากภาพสวนดอกไม้สวยงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเธอ ก็ได้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในโรงพยาบาล ในทันใดนั้น คุณขวัญก็อาเจียนออกมาหนักมาก แต่สุดท้าย เธอก็ได้คลอดลูกอย่างปลอดภัยในค่ำคืนนั้น เวลาผ่านไปได้ไม่นาน ในตอนที่คุณขวัญได้ออกจากโรงพยาบาล กลับมาพักอยู่ที่บ้านของตนเอง ขณะที่เธอกำลังนั่งเล่นอยู่บริเวณหน้าบ้านของเธอจู่ ๆ เธอก็มองเห็นเงาสีดำ ซึ่งเป็นเงาเดียวกับที่เธอเคยเห็นที่โรงพยาบาลยืนอยู่หน้าบ้านของเธอ แต่ในคราวนี้ เธอกลับเห็นมันชัดเจนมากยิ่งขึ้น เงานั้นมีรูปร่างใหญ่ สีดำสนิท และสวมใส่โจงกระเบนสีแดง ลักษณะคล้ายกับยมทูต คุณขวัญพยายามที่จะมองไปที่ใบหน้าของเงาดำ แต่ยิ่งพยายามมองเท่าไหร่ ก็มองไม่เห็นมันสักทีในตอนนั้น คุณขวัญได้รีบนำเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณพ่อ และสามีของเธอได้ทราบ พร้อมกับขอความช่วยเหลือให้พ่อของเธอช่วยจุดธูปเพื่อบอกกับเจ้าที่ในบ้านว่า ขออนุญาตให้เดินทางเข้าบ้านได้ ส่วนสามีของเธอก็ได้ขึ้นไปบนห้องพระไปบอกกล่าวสิ่งศักสิทธิ์ จู่ ๆ ไฟที่บ้านก็ได้ดับลงในทันที จากนั้นพ่อของคุณขวัญก็ปักธูปลงไปในกระถาง ไฟในบ้านของเธอก็ได้ติดขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะเดียวกันคุณขวัญก็ได้มีอาการหน้ามืด และได้ยินเสียงหัวเราะของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา และเงียบหายไป หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นอีกเลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-