เรื่องเล่าจากพี่เนตร ‘ห่าก้อม’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากพี่เนตร ‘ห่าก้อม’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

24 ก.ย. 2025

         ‘คุณเนตร คืนปล่อยผี’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณต้นอ้อ’ เธอเป็นพนักงานบนรถทัวร์ คืนหนึ่ง เธอได้กับพบผู้โดยสารที่แต่งกายมิดชิด ใส่ฮู้ด ใส่แมส และใส่แว่นดำทั้งที่เป็นเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังมีอาการไอเสียงดังตลอดทางอีกด้วย!

         ผู้โดยสารปริศนาคนนี้เธอป่วยเป็นอะไรกันแน่?

         เหตุใดต้องใส่แว่นตาดำทั้งที่เป็นเวลากลางคืน?

         หาคำตอบไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x เนตร คืนปล่อยผี’ (16 กันยายน 2568) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ห่าก้อม’

         เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับ ‘คุณต้นอ้อ’ ขณะที่ยังเป็นพนักงานบริการบนทัวร์ ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน เธอทำงานอยู่บนรถทัวร์ VIP มีคนขับคู่ใจชื่อว่า ‘พี่ประทีป’ อายุราว 50 ปี เป็นคนที่ขับรถใจเย็นและใจดีมาก

         ในคืนนั้นเอง รถทัวร์ต้องออกเดินทางเวลา 4 ทุ่ม และจะถึงปลายทางในเช้าวันถัดไป ต้นอ้อทำงานปกติโดยเริ่มจากเช็คชื่อผู้โดยสาร ขณะนั้นเหลือเวลาเพียง 5 นาทีที่รถจะต้องออกเดินทางแล้ว แต่ก็พบว่าขาดผู้โดยสารไปหนึ่งคน ไม่นานกี่อึดใจ ผู้โดยสารคนสุดท้ายก็ขึ้นรถได้ทันเวลา ผู้โดยสารคนนี้เป็นผู้หญิงแต่งตัวมิดชิด ใส่เสื้อฮู้ด ใส่แมส และยังมีแว่นดำ เธอเดินไปนั่งเบาะเดี่ยวท้ายรถ จากนั้น รถทัวร์ก็ออกเดินทาง..

         ผ่านไปได้ไม่นาน ต้นอ้อก็เริ่มสังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นมีอาการไอ จนกระทั่งเสียงไอของเธอดังขึ้นเรื่อย ๆ ต้นอ้อรู้สึกเป็นห่วง จึงเดินเข้าไปถามว่า

         “คุณพี่คะ รับยาไหม มียาอมนะคะ”

         เธอหันมามองต้นอ้อครู่หนึ่งแล้วหันกลับไปส่ายหัว การกระทำแปลก ๆ นี้ ทำให้เบาะที่นั่งใกล้ ๆ ขยับตัวถอยห่าง

         เดินทางไปได้ 1 ชั่วโมง ใกล้จะถึงจุดแวะพักแล้ว ผู้หญิงคนนั้นยิ่งไอหนักกว่าเดิม รอบข้างเริ่มสงสัยและเกร็งว่าเธออาจจะป่วยหนัก ต้นอ้อที่เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็นำถุงพลาสติกไปให้ ผู้หญิงคนนั้นคว้าถุงพลาสติกไปอย่างรวดเร็ว ต้นอ้อถามอีกครั้งว่า

         “ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ช่วยไหมคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”

         ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับ กระทั่งรถทัวร์เดินทางมาถึงจุดพักรถ ผู้โดยสารหลายคนลงจากรถไปทานอาหาร เว้นเพียงแต่ผู้หญิงแมสดำคนนั้น ต้นอ้อจึงปรึกษากับพี่ประทีปว่า

         “พี่ตอนนี้มีน้องคนหนึ่ง ไม่สบายหนักเลย เราจะเอายังไงดี”

         พี่ประทีปจึงไปปรึกษานายท่า นายท่าให้คำปรึกษาว่า “ต้นอ้อ ขึ้นไปเรียกเขาซิ ถ้ายังไงมาบอกพี่”

         ต้นอ้อเดินขึ้นไปบนรถได้ไม่ทันไร ก็รีบวิ่งลงมา พร้อมกับพูดว่า “พี่หนูกลัว!! หนูไม่ขึ้นไปแล้วพี่!”

         ต้นอ้อเล่าว่าขณะที่กำลังขึ้นรถเพื่อบอกให้ผู้หญิงคนนั้นลงไปทานอาหารข้างล่าง ก็เห็นว่าเธอกำลังถอดแว่น แต่ดวงตากลับเป็นสีขาวขุ่น ไม่มีตาดำ! และหันมาพูดกับต้นอ้อด้วยน้ำเสียงดุดันว่า

         “กูไม่กิน!”

         น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นดูแก่เกินอายุ เพราะต้นอ้อคิดว่าเธอน่าจะอายุราว 35 ปีเท่านั้น หลังจากที่วิ่งลงมา คู่สามีภรรยาที่นั่งข้างผู้หญิงคนนั้นก็เดินมาแล้วเอ่ยถามว่า

         “พี่มีอะไรกันบนรถหรือเปล่า แต่หนูรู้นะว่ามี” พร้อมพูดต่อว่า

         “พี่รู้ไหม พี่หญิงคนนั้นที่มา พอเขาถอดแมส ถอดแว่นออก เขาแลบลิ้นออกมาพี่! แล้วลิ้นเขายาวออกมาเลย ตวัดไป ตวัดมา สักพักเขาหันหน้ามาหาหนู หนูใส่หูฟังตกใจมากเลยหันไปกอดแฟน”

         ระหว่างที่กำลังคุยกับคู่สามีภรรยาอยู่นั้น ผู้หญิงคนนั้นก็หันมามอง แต่ใบหน้าต่างจากที่คู่สามีภรรยาเห็นก่อนหน้านี้มาก ทั้งคู่จึงบอกกับต้นอ้อว่า

         “หนูไม่ไปแล้วนะพี่ หนูกลัว จะให้หนูกลับตอนไหนก็ได้พี่”

         ไม่นานก็มีเสียงผีเท้าหนักเดินมา ตึบ! ตึบ! ตึบ! ตึบ! แล้วหยุดตรงบันได ร่างนั้นคือหญิงหลังค่อมที่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับแลบลิ้น จากนั้นก็วิ่งกระโจนหายไปบริเวณป่าหลังรถทันที! ทุกคนช็อคกับเหตการณ์ที่เกิดขึ้น พี่ประทีปจึงบอกว่า

         “ต้นอ้อ เธอใช่ไหมที่เป็นคนไปเก็บกวาดที่นั่งตรงนั้น สิ่งที่เอ็งไปเก็บมามันอยู่ไหน”

         เนื่องจากต้นอ้อเป็นพนักงานบนรถทัวร์ เธอจึงมีหน้าที่คอยดูแลและทำความสะอาดรถด้วย ต้นอ้อดูสิ่งที่ตนเก็บมา ปรากฏว่ามันเป็นลักษณะเลือดที่มีสีดำสนิท พี่ประทีปจึงรีบบอกว่า

          “มึงได้ไปจับหรือเปล่า ไม่ดีแล้ว เดี๋ยวออกรถไป เอ็งไปกับพี่เลยนะ แล้วขอลงก่อนเลย เดี๋ยวให้คนขับคนที่สองมาขับต่อ”

         ต้นอ้อเริ่มใจไม่ดี แต่พี่ประทีปก็ได้บอกเป็นระยะว่า “ถ้าน้ำลายเหนียวให้กินน้ำเข้าไปเยอะ ๆ”

         ต้นอ้อตอบกลับว่า “ไม่เห็นจะเหนียวเลย”

         ผ่านไปไม่นาน เธอรู้สึกน้ำลายเริ่มเหนียว จมูกเริ่มมีกลิ่นเหม็น ทั้งที่คนอื่นรู้สึกปกติ และยังมีอาการมองไม่เห็น ตาพร่ามัว เมื่อรถทัวร์เดินทางมีถึงจุดพักรถที่ 2 พี่ประทีปก็ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังบ้านพักหลังหนึ่ง มีชื่อว่า ‘บ้านอาจารย์ยูน’ เป็นบ้านที่พี่ประทีปเป็นลูกศิษย์ เมื่อไปถึงอาจารย์ก็เอ่ยขึ้นมาทันทีว่า

         “นี่มันผีอีจำเนียน”

         ผีจำเนียนคือผีที่เคยเป็นคู่อริกับอาจารย์ยูน ท่านเคยไปล่าแต่ไม่สำเร็จ รอบนี้ท่านจึงได้ทำพิธี โดยให้ต้นอ้อไปอยู่ในโอ่งพร้อมปิดฝาเขียนยันต์ เริ่มทำพิธีล้าง แต่ผ่านไปไม่ถึง 15 นาที บริเวณรอบก็มีเสียงร้อง คล้ายเสียงชะนี อาจารย์รับรู้ได้ว่ามันมาแล้ว และยังอธิบายเพิ่มอีกว่า

         “คนที่มีอาการแบบนี้กำลังจะเปลี่ยนร่าง กำลังจะต้องหาร่างใหม่”

         แต่ด้วยความที่ต้นอ้อเธอเป็นคนดี คอยทำบุญอยู่ตลอด ทำให้หลุดจากตรงนี้ได้ จากที่ต้นอ้อไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับมาก่อน ก็เชื่อหมดใจเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัว และเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่ ‘คุณต้นอ้อ’ ได้ไปพบตอนไปทำงานบริการบนรถทัวร์..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนัท ‘โรงพยาบาลหลอน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

10 ส.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณนัท ‘โรงพยาบาลหลอน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

‘คุณนัท กู้ภัย’ ได้มาเล่าประสบการณ์สุดสยองที่พบเจอกับตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในคืนนั้นเขาได้พักรักษาอาการป่วย แต่กลับได้ยินเสียงหลอนหูที่จะจำไปตลอดชีวิต รวมถึงเงาดำทมิฬแต่ดวงตากลับสีขาวโพลนอยู่เต็มทางเดิน! เรื่องราวจะจบลงอย่างไร สามารถติดตามไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x’ (5 สิงหาคม 2568) คุณคงจินตนาการไม่ออกแน่ว่า หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จะเอาตัวรอดอย่างไร! คุณนัทได้เล่าว่า เหตุการณ์นี้ย้อนเวลาไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเหลือตำรวจ เมื่อตื่นขึ้นมาหลังจากหมดสติไป ก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว จากนั้นก็มีพยาบาลเข้ามาตรวจสุขภาพ วัดความดัน และเธอก็ออกไป กระทั่งประมาณสี่ทุ่ม พยาบาลก็เข้ามาเช็คน้ำเกลือ และตรวจดูว่าแผลเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นก็ออกไปอีก เวลาผ่านเลยไปจนตีสาม คุณนัทรู้สึกได้ว่าบรรยากาศในห้องอึมครึมกว่าปกติ และอบอ้าวขึ้นจนรู้สึกได้อย่างชัดเจน ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกำลังเดินเข้ามาที่ห้อง เสียงนั้นไม่ได้ดังเหมือนคนที่เดินปกติ แต่ราวกับว่ากำลังลากขามา.. เสียงลากขาดัง ‘ครืดดด ครืดดด’ สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของคุณนัท หยุดไปไม่ได้นาน เสียง ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ ก็ดังขึ้น! ขณะนั้นสภาพร่างกายของคุณนัทยังไม่เต็มร้อย มีอาการอ่อนเพลียและลืมตาได้ไม่เต็มที่ แต่สิ่งที่คุณนัทเห็นคือวิญญาณพยาบาลหญิงที่ไม่มีหัว เธอกำลังเข็นรถอุปกรณ์เข้ามาหา เข็นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดที่ข้างเตียงของเขา! เธอทำทุกอย่างเหมือนที่พยาบาลคนอื่นทำ แต่คุณนัทก็แน่ใจแล้วว่า พยาบาลหญิงคนนี้คงไม่ใช่คนเขาจึงเลือกเบือนหน้าหนีไปทางซ้าย แล้วเขาก็พบว่าศีรษะของเธอได้วางอยู่ที่ข้าง ๆ เตียง! คุณนัทตกใจมากรีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และเธอก็เอื้อมมือเข้ามาจับพร้อมกับพูดว่า “คนไข้จะทำอะไร ยังไม่หายดีเลยนะ” แต่คุณนัทก็ไม่รอช้าที่จะกระชากสายน้ำเกลือ แล้วรีบวิ่งออกไปทันที! แต่หลังจากที่วิ่งออกไปก็พบว่าไฟทางเดินทั้งชั้นนั้นมืดสนิท ไม่มีแสงสว่างใด ๆ เขาตัดสินใจวิ่งไปตามทางเดินด้วยความกลัว แต่เมื่อวิ่งไปสักพัก ก็เจอกับที่นั่งต่าง ๆ ที่มีไว้ให้ผู้ป่วยนั่ง คุณนัทได้สะดุดกับอะไรบางอย่างเป็นร่างสีดำ ซึ่งก็คือวิญญาณที่อยู่ตรงเก้าอี้ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่าหากตรงนั้นมีเก้าอี้ 50 ตัว ก็คงเต็มทั้ง 50 ที่นั่ง นั่งเป็นร่างสีดำทมิฬเต็มทางเดิน! และเหมือนวิญญาณจะรู้ว่าคุณนัทมองเห็น วิญญาณจึงหันมามองด้วยนัยน์ตาสีขาว ไม่มีลูกตาสีดำ หลังจากนั้นภาพของคุณนัทได้ตัดไป พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็ได้รู้ว่าทั้งหมดมันคือความฝัน แต่เป็นความฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน เขาตื่นมาด้วยหวั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นอีก จึงแหงนหน้ามองนาฬิกา อีกแค่ห้านาทีก็จะถึงเวลาตีสามเหมือนกับในความฝันที่ได้ฝันไปก่อนหน้านี้ กระทั่งเวลา 02.59 น. เสียงฝีเท้าสุดสยองนั้นก็ดังขึ้นเหมือนกับในฝัน! เสียงนั้นเดินลากเท้าช้า ๆ มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพัก จากนั้นก็มีเสียงเคาะ ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ และเมื่อประตูเปิดออกมา วิญญาณผีพยาบาลหัวขาดก็เข็นรถอุปกรณ์ที่มีหัวอยู่บนนั้นมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง! คุณนัทรีบกระชากสายน้ำเกลือออก เธอคว้ามือเขาเอาไว้และพูดว่า “คนไข้จะทำอะไร ยังไม่หายดีเลยนะ” แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ แล้วรีบกระชากตัวออกเพื่อวิ่งหนีทันที! ทางเดินยังคงมืดสนิท แต่เมื่อวิ่งออกมาแล้วก็ไม่สามารถตัดสินใจย้อนกลับได้ คุณนัทเห็นว่าที่แผนกต้อนรับมีวิญญาณพยาบาลยืนอยู่เต็มทางเดิน ทั้งหมดตัวสีดำสนิทแต่มีดวงตาขาวโพลน วิญญาณคงสัมผัสได้ถึงคุณนัทจึงหันมามองพร้อมกัน รอบนี้คุณนัทรู้ตัวว่านี่คือความจริง! เขามีทางเลือกแค่สองทางให้กับตนเอง หนึ่งคือลงบันได สองคือลงลิฟต์ นาทีที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ประตูลิฟต์ก็เปิดส่งเสียงดังขึ้นมา ‘ติ๊ง’ นั่นทำให้คุณนัทตัดสินใจไดว่าจะไปทางบันได เพราะในลิฟต์อัดแน่นไปด้วยผีพยาบาลและคนไข้ คุณนัทรีบวิ่งลงจากบันไดชั้นสี่มาที่ชั้นสาม ทั้งชั้นก็ยังคงปิดไฟมืดสนิท ผ่านจากชั้นสามกำลังจะถึงชั้นสอง ฝีเท้าก็ต้องหยุดชะงักลง เพราะตรงบันไดมีวิญญาณพยาบาล เธอกำลังประคองคนไข้ คุณนัทเลือกที่จะไม่สนใจและวิ่งฝ่าร่างเหล่านั้นไป แม้ในใจจะกลัวมากก็ตาม เมื่อถึงชั้นสอง ไฟที่ชั้นสองสว่างทั้งชั้น มีผู้คนเดินไปเดินมาเต็มไปหมด รวมถึงเจ้าหน้าที่ คุณนัทรู้ว่านี่เป็นคนแน่ ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเห็นว่าคุณนัทลงมาจากบันได ก็ตะโกนขึ้นมาว่า “คนไข้ ขึ้นไปได้ยังไง!” คุณนัทจึงตอบว่า “ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ พอฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่ชั้นสี่แล้ว” พยาบาลจึงบอกว่า “เป็นไปไม่ได้นะคะ ไม่เชื่อคนไข้ก็ลองมองป้ายตรงบันไดดู ชั้นสามและชั้นสี่ ไม่เปิดให้บริการนะคะ” คุณนัททำอะไรไม่ถูกได้แต่สอบถามว่า “มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงขึ้นไปนอนที่ชั้นสี่ได้” และก็ได้ทราบคำตอบว่า ตนไม่ใช่คนแรกที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนที่โดนไม่ต่างกัน ต่างกันตรงที่เป็นชั้นสามเท่านั้นเอง และเนื่องจากโรงพยาบาลแห่งนี้เตรียมที่จะย้าย ชั้นสามและชั้นสี่ จึงขนอุปกรณ์และบุคลากรออกไปหมด สุดท้ายคุณนัทก็ไม่ได้พักรักษาตัวที่นี่ต่อ แต่ก็ยังคงได้ยินเรื่องเล่าที่ไม่ต่างจากสิ่งที่เขาเจอเรื่อย ๆ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แม้แต่ตัวคุณนัทเอง..เขียน: อภิธิดา ดุรงค์พันธุ์เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

วัยรุ่นม.3 รวมตัวกันไปเที่ยวทะเล ได้ที่พักทาวน์เฮ้าส์ติดกันสองหลัง เจอเหตุการณ์แปลก ๆ ชวนเสียว ทั้งเสียงกรี๊ด เสียงเดิน จนผวานอนไม่ได้!

08 ธ.ค. 2023

วัยรุ่นม.3 รวมตัวกันไปเที่ยวทะเล ได้ที่พักทาวน์เฮ้าส์ติดกันสองหลัง เจอเหตุการณ์แปลก ๆ ชวนเสียว ทั้งเสียงกรี๊ด เสียงเดิน จนผวานอนไม่ได้!

ไปเที่ยวประจำปีกับเพื่อน ๆ ตามปกติ แต่กลับเจอดีจากสถานที่ที่ไปพัก เรื่องนี้ ‘พี่แจ๊ค’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 ธันวาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ม.3 เทอม1’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! พี่แจ็ค The Ghost Radio บอกว่า ‘คุณเอิร์ท’ นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง โดยต้องเล่าย้อนกลับไปสมัย Hi5 คุณเอิร์ทกับกลุ่มเพื่อนมักจะมีการนัดไปเที่ยวประจำปี กลุ่มนี้สนิทกันมาตั้งแต่ ม.1 เทอมหนึ่ง จนขึ้น ม.2 เทอมหนึ่ง ก็มีการรวมตัวนัดคุย และเก็บเงินรายอาทิตย์ไว้ไปเที่ยวกัน เมื่อเก็บเงินครบจึงไปเที่ยวทะเลด้วยกัน พอมารอบนี้ ม.2 เทอมสอง ก็ไปเที่ยวกันอีก แต่รอบนี้ไปเที่ยวป่าเที่ยวเขา พอขึ้น ม.3 เทอมหนึ่ง ทุกคนก็รวมตัวกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไปเที่ยวทะเล เพราะว่าอยากกลับไปที่พักเดิมที่เคยไปในรอบแรก จึงรวมตัวกันได้ 14 คน เหมารถตู้กันไป และสมัยนั้นยังต้องโทรไปจองโรงแรม เพราะยังไม่แอปพลิเคชันอำนวยความสะดวกสบาย เมื่อไปถึงที่พักในจังหวัดเพชรบุรี ปรากฎว่าเข้าพักไม่ได้ เพราะแขกที่พักก่อนหน้านั้นขออยู่ต่ออีกหนึ่งคืน คุณเอิร์ทกับเพื่อนก็รู้สึกเคว้งจึงไปนั่งปรึกษากันอยู่ริมทะเล งานนี้นอกจากจะมีวัยรุ่น 14 คนแล้ว ยังมีคุณ ‘แม่ของคุณเอิร์ท’ ไปด้วย ระหว่างที่นั่งปรึกษากันอยู่นั้น ก็มีวินมอเตอไซค์ขับผ่านมา แล้วถามว่า “นั่งทำอะไรกัน ได้ที่พักกันหรือยังหนุ่ม ๆ ?” เด็ก ๆ จึงบอกไปว่าต้องการที่พัก และโจทย์คือต้องอยู่ด้วยกันทั้ง 14 คน ทางวินมอเตอไซค์จึงขับรถนำรถตู้พาไปดูโรงแรม พอไปถึงที่แรกเป็นบ้านสองหลังติดกัน นอนได้ 14 คน แต่ไม่มีแอร์จึงขอผ่านไปก่อน อีกที่ เป็นบ้านสองหลังเหมือนกันแต่ไม่ตอบโจทย์ เพราะมีหลังอื่นขั้นตรงกลาง กระทั่งมาที่สุดท้าย เป็นบ้านสองหลังติดกัน มีแอร์ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นทาวน์เฮ้าส์สองหลัง สองชั้น รวมสองหลังมีประมาณ 4 ห้องนอน รวมห้องโถงอีก ทุกคนโอเค ทางคุณแม่ของคุณเอิร์ทจึงไปติดต่อกับเจ้าของที่พักให้ บ้านทั้งสองหลังจะแบ่งเป็นสายเล่นเกมอยู่หลังที่หนึ่ง ส่วนหลังที่สองมีแม่ของคุณเอิร์ทอยู่ด้วย แล้วก็มีคุณเอิร์ท รวมถึงเพื่อน ๆ อีกประมาณนึง ระหว่างที่ขนของเข้าบ้านหลังแรกอยู่ คุณเอิร์ทก็หันมามองบ้านหลังที่สอง เห็นเพื่อนคนหนึ่งกำลังไขประตูแต่ไขไม่ออก คุณเอิร์ทจึงไปช่วยเพื่อน และนำกุญแจไปไขแทน สรุปก็คือไขไม่ออกจริง ๆ เหมือนติดอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน คุณเอิร์ททั้งทุบกลอน ทั้งไข ทั้งเขย่าประตู ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นอารมณ์ร้อนเลยพูดกับประตูไปว่า “ถ้ามึงไม่เปิด ถ้าเปิดไม่ออก กูจะพังแล้วนะ” สิ้นเสียงคุณเอิร์ท ก็มีเสียงลูกบิดกลอนประตูดังก๊อก! แล้วประตูก็เปิดดังเอี๊ยดดดด! ณ ตอนนั้นคุณเอิร์ทกับเพื่อนยืนมองหน้ากัน แต่ก็คิดว่ามันคงเป็นจังหวะที่ทุบแล้วมันหลุดมาพอดี ในระหว่างที่ขนของเข้าบ้านหลังแรกคุณเอิร์ทรู้สึกว่าร้อน แต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติเพราะยังไม่ได้เปิดแอร์ แต่พอเป็นบ้านหลังที่สอง เขากลับรู้สึกเย็นเหมือนเปิดแอร์ทิ้งไว้ ขออธิบายภายในบ้านเพิ่มเติมว่า จากประตูที่คุณเอิร์ทยืนอยู่ มองไปข้างหลังจะเป็นเหมือนกับประตูที่ออกไปข้างนอก เป็นลานซักล้างและข้างประตูมีบานเกร็ด คุณเอิร์ทบอกว่าจังหวะที่ประตูเปิดเข้าไป คุณเอิร์ทมองไปที่บานเกร็ดเห็นเป็นเหมือนผ้าขาว ๆ พลิ้ว ๆ เหมือนคนตากผ้าไว้ จึงคิดว่าแขกคนเก่าอาจจะลืม คุณเอิร์ทจึงเดินไปเปิดประตูหลังบ้าน พอเปิดประตูเสร็จ สิ่งที่คุณเอิร์ทเห็นเป็นผ้าสีขาวกลับไม่มี! คุณเอิร์ทคิดว่าตัวเองตาฝาด จึงยืนนิ่ง ๆ อยู่สักพักนึง แล้วก็สะดุ้งเพราะเพื่อนทั้งหมดวิ่งกรูขึ้นไปข้างบนเสียงดังเฮฮาโวกเวกโวยวาย ความสนุกของเพื่อน ๆ ก็แผ่กลบบรรยากาศอันน่าสยองนี้ไป.. นอกจากบ้านที่คุณเอิร์ทมาพักแล้ว ฝั่งตรงข้ามก็มีอีกหลัง ซึ่งเป็นของพี่ ๆ น้อง ๆ ชาว LGBTQ พอพวกเขาเห็นกลุ่มคุณเอิร์ธที่เป็นวัยรุ่น จึงแซวข้ามไปข้ามมา สนุกสนานกันไป มีบางเวลาที่บ้านหลังแรกเล่นเกมกันไม่ออกไปไหน ส่วนหลังที่สอง คุณเอิร์ทกับกลุ่มเพื่อนก็ไปเล่นน้ำ ในระหว่างทางเดินไปเล่นน้ำ จะมีเพื่อนคนหนึ่งของคุณเอิร์ทค่อนข้างหน้าตาดี จึงโดนพี่ ๆ ชาว LGBTQ แซวว่ามีแฟนหรือยังตามประสาทั่วไป ในจังหวะที่คุณเอิร์ทกับเพื่อนเล่นน้ำนั้น ตัดภาพมาที่บ้านหลังแรก มีเพื่อนของคุณเอิร์ทคนหนึ่งนอนอยู่ข้างบน ขณะที่คนอื่นกำลังเล่นเกมกันอยู่ เพื่อนที่นอนอยู่ก็ฝันเห็นเป็นผู้หญิงใส่ชุดเดรสสีขาว ถักผมเปียคาดหน้าผาก มายืนมองเพื่อนคนนี้อยู่ที่ปลายเตียง แล้วเขาก็สะดุ้งตื่น จากนั้นก็นำเรื่องนี้มาเล่าให้กับเพื่อน ๆ ที่เล่นเกมอยู่ฟัง เพื่อน ๆ ก็บอกว่าสงสัยเห็นสาวที่ร้านสะดวกซื้อแล้วคิดมาก แล้วเรื่องนี้ก็ผ่านไป ตัดภาพที่ฝั่งของคุณเอิร์ท หลังจากเล่นน้ำกันเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘คุณปาร์ค’ ก็เดินไปบ้านหลังที่สอง ซึ่งบ้านหลังนี้ก็มีเพื่อนบางส่วน และมีคุณแม่ของคุณเอิร์ทอยู่ คุณปาร์คไปเคาะประตูบ้านเพื่อที่จะอาบน้ำ ปรากฏว่ายืนเคาะอยู่ครึ่งชั่วโมง ก็ไม่มีใครมาเปิด จนกระทั่งเพื่อนออกมาเปิดประตู เพื่อนก็งงว่า “ทำไมไม่เคาะประตูทำไมถึงไม่เรียก มายืนค้างหน้าประตูทำไม” คุณปาร์คจึงตอบไปว่า “เรียกตั้งนานแล้ว ทั้งเคาะ ทั้งตะโกนเรียก แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน” จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำตามปกติ ขณะที่คุณปาร์คกำลังอาบน้ำ เขาสังเกตเห็นว่าตรงท่อระบายน้ำมีเส้นผมของผู้หญิง เขาคิดว่ามันเป็นของแขกคนก่อน พออาบน้ำเสร็จก็มานอนที่เตียง แล้วก็เคลิ้มหลับ คุณปาร์คก็ฝันเห็นผู้หญิงผมยาวใส่ชุดเดรสสีขาว ทรงผมถักเปียคาดหน้าผาก ยืนอยู่ที่ปลายเตียง แล้วค่อย ๆ เดินมาหาคุณปาร์ค ค่อย ๆ คุกเข่าคลานขึ้นมาบนเตียง แล้วก็เอามือมาจับที่แขนของคุณปาร์ค แต่ว่าจังหวะที่มือจับ คุณปาร์คสะดุ้งตื่น เพราะเพื่อนมาสะกิดพอดี คุณปาร์คไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ได้แต่เก็บไว้ในใจ ตัดภาพมาที่ข้างล่าง ขณะนี้เป็นเวลาช่วงเย็น ตัวคุณแม่นั่งอยู่ข้างล่าง ส่วนคุณเอิร์ทไปปั่นจักรยานกับเพื่อน คุณแม่จึงโทรสั่งอาหารที่ดีลไว้กับที่พักให้มาส่ง เมื่ออาหารมาส่ง คุณแม่ก็บอกว่าเข้ามาได้เลย แต่คนส่งอาหารก็ยืนอ้ำอึ้งอยู่หน้าประตูไม่ยอมเข้ามา จนกระทั่งคุณแม่ต้องให้เพื่อนคนนึงเดินเอาเงินไปให้และไปเอาอาหารเข้ามา หลังจากนั้นแต่ละบ้านก็แยกกันกินข้าว พอกินข้าวเสร็จ กลุ่มเพื่อน ๆ ก็ขึ้นไปข้างบน มีเพื่อนคนหนึ่งจะหาครีมทาตัว ก็ช่วยกันหาครีม ปรากฏว่าหลอดครีมทาตัวที่เขาวางไว้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งมันไปอยู่ใต้เตียง ก็คิดว่าใครมาแกล้ง หรือผีหลอก จากนั้นก็เล่นปิดไฟหลอกผีกันไปมา โครมครามกันอยู่ข้างบน คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างล่างก็ได้ยินเสียงเด็ก ๆ พอเด็ก ๆ เล่นกันเสร็จก็ลงมานั่งดูทีวีกันข้างล่าง ปรากฏว่าตอนที่เด็ก ๆ ทั้งหมดลงมา คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างล่างก็ได้ยินเสียงบนห้องเป็นเสียงกรี๊ด! เสียงปิดประตูปั๊งงงงง! เสียงเดิน เสียงย่ำเท้า คุณแม่จึงถามเด็ก ๆ ว่า “ได้ยินมั้ย?” เด็ก ๆ ตอบว่า “ไม่ได้ยิน” ต้องบอกก่อนว่าคุณแม่ของคุณเอิร์ทเป็นคนมีจิตสัมผัส คุณแม่จึงบอกว่า “มาลองจับตัวแม่” พอทุกคนจับตัวแม่เสร็จปุ๊ป พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ได้ยิน” ตอนแรกเป็นเสียงเหมือนอยู่ไกล ๆ แต่พอไปๆ มา ๆ ก็แน่ใจว่าเสียงอยู่ชั้นสองของบ้าน พอเป็นเสียงกรี๊ด ก็กรี๊ดดังมาก ทุกคนจึงมานั่งกระจุกตัวอยู่กับคุณแม่ จังหวะนั้นคุณเอิร์ทก็เปิดประตูเข้ามาบ้านพอดี พอเห็นเพื่อนตัวเองนั่งเกาะแม่อยู่ คุณแม่ก็บอกว่าให้เงียบ ๆ แล้วถามว่า “เอิร์ทได้ยินมั้ย?” ด้วยความที่คุณเอิร์ทก็มีจิตสัมผัสเหมือนกัน จึงตอบว่า “ได้ยินเป็นเสียงผู้หญิง แต่ตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงมาจากทีวี” พอหันไปมองที่ทีวีแต่ทีวีก็ปิดอยู่ คุณเอิร์ทจึงตั้งใจฟัง ปรากฏว่าได้ยินเป็นเสียงกรี๊ดข้างบน จากนั้นก็ปิดประตูแล้วก็วิ่ง คุณแม่จึงหันขึ้นไปข้างบนแล้วบอกว่า “ถ้ามึงไม่หยุด กูจะแช่ง” พอพูดจบ ก็ได้ยินเสียงปิดประตูปั๊งงง! แล้วก็เสียงกรี๊ด แล้วก็เสียงวิ่งดัง ๆ ตอนนั้นทุกคนกลัวมาก คุณแม่จึงบอกว่า “ให้ไปตามเพื่อนหลังแรกมาช่วยขนของที่นี่ แล้วเราไปอยู่หลังแรกกันก่อน” แต่ก็ไม่มีใครกล้าไป คุณเอิร์ทกับคุณปาร์คจึงอาสา พอเปิดประตูออกมาจากบ้านก็เดินผ่านหน้าบ้านชาว LGBTQ ซึ่งตอนนั้นพวกเขากำลังล้างรถกันอยู่ จึงแซวว่า “แหมม..มีแฟนแล้วก็ไม่บอก พาแฟนมาด้วยสวยเชียวนะ” ทั้งคู่ก็ตกใจเพราะไม่ได้มีผู้หญิงคนไหนมาด้วย จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปบ้านหลังแรก บ้านหลังแรกที่นั่งเล่นเกมกันอยู่ก็ตกใจ จึงแซวว่า “โดนผีหลอกมาเหรอ” แล้วก็ขำกัน ส่วนตัวของคุณปาร์คก็วิ่งขึ้นไปนอนคลุมโปงอยู่ข้างบน คุณเอิร์ทจึงตอบเพื่อนไปว่า “ใช่ กูโดนผีหลอก” แล้วก็เล่ารายละเอียดให้เพื่อนฟัง พร้อมบอกให้เพื่อน ๆ ไปช่วยกันเก็บของที่บ้านหลังที่สอง เมื่อไปถึงบ้านหลังที่สอง ก็รีบเก็บของจากข้างล่างขึ้นไปเก็บข้างบน ซึ่งข้างบนจะมีอยู่สองห้อง ห้องซ้ายกับห้องขวา ห้องหนึ่งเปิดประตูเก็บของเรียบร้อย ในตอนนั้นคุณเอิร์ทยืนอยู่ระหว่างทางห้องหนึ่งกับห้องสอง เขาก็ถามเพื่อนว่า “ของเก็บหมดยัง” เพื่อน ๆ จึงตอบไปว่า “เก็บหมดแล้วมั้ง” คุณเอิร์ทจึงหันไปมองห้องสอง แล้วพูดว่า “แล้วห้องนี้เก็บหรือยัง” พอพูดจบ ประตูก็ปิดเข้าหาหน้าดังปั๊งง! ใส่หน้าคุณเอิร์ท ทันใดนั้น ทุกคนที่อยู่บนนั้นก็รีบวิ่งลงมาข้างล่าง วิ่งไปขึ้นรถตู้ แต่คุณแม่ไม่อยู่ ทุกคนจึงรอคุณแม่มา เพราะคุณแม่ไปถามเจ้าของบ้านเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น พอคุณแม่กลับมา ก็ขึ้นรถตู้เรียบร้อย รถก็ขับออกมา ทางด้านบ้านฝั่ง LGBTQ ก็ยังคงแซวอยู่ว่า “กลับแล้วหรอ” แต่ในระหว่างที่รถออกมา คุณเอิร์ทมองไปที่พี่ ๆ กลุ่มนั้น ก็เห็นว่าเขามองรถและมองบ้านสลับกันไปมา แล้ววิ่งหนีเข้าไปในบ้านตัวเอง เหมือนมองประมาณว่า ‘มึงลืมใครไว้ที่บ้านหลังนี้หรือเปล่า’ พอรถตู้ออกมาได้สักพัก ภายในรถก็นั่งคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น คุณแม่บอกว่า “เจ้าของบ้านแทนที่จะตอบ กลับไม่ตอบแล้วทำท่าอึกอัก แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวจะลดราคาให้” จนกระทั่งคุณแม่พูดถึงความผิดปกติของบ้าน คือบ้านสองหลังเหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นตรงบันได บันไดบ้านหลังแรกเป็นบันไดไม้เวลาเดินขึ้นลงจะเห็นเท้าปกติ แต่บ้านหลังที่สองมีปูนถูกก่อขึ้นมาปิดใต้บันไดเอาไว้ จึงถามว่า “ตรงใต้บันไดมีอะไรหรือเปล่า เพราะมันไม่หมือนหลังหนึ่ง” ปรากฏว่าเจ้าของบ้านเล่าว่า “สมัยก่อน มีผู้หญิงผู้ชายเคยมาเช่าอยู่ แต่ทะเลาะกันยังไงก็ไม่รู้ผู้ชายลงมือฆ่าผู้หญิง เอาศพไปไว้ใต้บันได พยายามให้แม่บ้านมาทำความสะอาดแล้ว แต่มันทำความสะอาดไม่ได้ คราบเลือดคราบน้ำหนองมันไม่หาย จึงโบกปูนขึ้นมาปิดเพื่อที่จะไม่ให้มีใครเห็น ก็คิดว่ามันคงจะไม่มีอะไร” หลังจากนั้นระหว่างที่รถแวะจอดกินข้าว เพื่อนของคุณเอิร์ทได้นำไปเล่าให้กับป้า ๆ ที่ทำอาหารฟัง ป้าจึงบอกว่า “ยังไปพักกันอยู่อีกเหรอ ที่นี่ไม่มีใครไปพักนานแล้วนะ” หลังจากนั้นก็ได้แวะวัด ปรากฏว่ามีพระทักว่า “โยมไปเจออะไรกันมา หนักนะเนี่ย” พระท่านก็พรมน้ำมนต์ให้ คุณเอิร์ทจึงติดใจมาตลอดว่าทำไม่ถึงถูกพระทักแบบนี้ และไม่รู้จะทำอย่างไรดี ตอนนั้นมีคนรู้จักแนะนำให้ไปหาคนทรง คนทรงบอกว่า “เหมือนกับคนนี้ดวงซวยที่ไปเจอไปเห็นอะไร” เขาบอกว่ามีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ชื่อ ‘คุณเย็น’ ตอนที่จะเข้าไปเก็บของจากบ้านที่สองไปบ้านแรก คุณเย็นเปิดประตูเข้าไปแล้วยืนนิ่ง ๆ น้ำตาไหลร้องไห้ คุณเย็นบอกว่าพอเปิดประตูเข้าไป มองผ่านประตูข้างหลังที่มันทะลุไปพื้นที่ซักล้าง ก็เห็นเป็นผู้หญิงคนนั้น ยืนมองเขาผ่านหน้าช่องบานเกร็ด เขาบอกสิ่งที่เขาจำได้ว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่มาเข้าฝัน ซึ่งไม่รู้ว่ามายืนตรงนี้ได้ยังไง เขาก็จึงยืนช็อคอยู่แบบนั้น คนทรงบอกว่า “ที่ไปเจอมาแบบนี้เพราะว่าจิตเราเปิด พอจิตเราเปิดเราจะมองเห็นอะไรอย่างอื่นด้วย” เพื่อนจึงตอบว่า “ใช่” เพราะหลังจากกลับจากไปเที่ยววันนั้น เขาฝันทุกวัน เห็นเป็นผู้ชายจะมาเอาชีวิต ซึ่งผู้ชายคนนี้เป็นใครก็ไม่รู้ พอมาคุยกับคนที่เป็นคนทรงจึงได้รู้ว่าคนนี้คือ เจ้ากรรมนายเวรที่จะมาเอาชีวิตหลังจากที่จิตเปิด สิ่งเดียวที่ทำได้คือไปบวช เพื่อนคนนี้จึงไปบวชเณร หลังจากที่บวชเสร็จก็ใช้ชีวิตตามปกติ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงที่เจอที่ที่พักนั้นยังอยู่หรือเปล่า..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ห้องรวมความหลอน!! เรื่องราวของคนไข้ห้องรวม ที่ห้ามเรียกพยาบาลกลางดึก เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินมาจะเป็นคนหรือผี!!

26 ม.ค. 2024

ห้องรวมความหลอน!! เรื่องราวของคนไข้ห้องรวม ที่ห้ามเรียกพยาบาลกลางดึก เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินมาจะเป็นคนหรือผี!!

ต้องแอดมิทนอนห้องรวมที่โรงพยาบาล แต่บรรยากาศของคนไข้ที่นี่แปลกชอบกล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับ ‘คุณไก่’ โดย ‘ครูตรี’ ได้นำเรื่องนี้มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย คุณไก่เล่าว่า ย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คุณไก่ไม่สบาย อาหารเป็นพิษ มีอาการอาเจียน ท้องเสีย มีไข้สูง แฟนคุณไก่จึงตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านหมอสั่งให้คุณไก่แอดมิทเพราะมีไข้ขึ้นสูง คุณไก่จึงขอห้องพิเศษเพื่อที่จะให้แฟนอยู่ด้วยได้ แต่ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าห้องพิเศษเต็มหมดทุกห้อง เหลือแค่ห้องรวมที่มีเตียงว่าอยู่เพียงแค่ 2 เตียง คุณไก่จึงตัดสินใจพักอยู่ที่ห้องรวม บุรุษพยาบาลเข็นรถที่คุณไก่นั่ง เข้าไปยังห้องพักรวม คุณไก่บอกว่า “ตอนไปถึงหนูแทบอยากจะกลับ ต่อให้ต้องคลานกลับก็อยากกลับ” ด้วยความที่เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ แสงไฟก็ไม่ได้มากมายนัก ภายในห้องพักรวม จะมีทั้งหมด 8 เตียง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 4 เตียง และกั้นระหว่างเตียงด้วยผ้าม่าน จากที่คุณไก่สังเกตุ มีเตียงว่างอยู่ 2 เตียง คือเตียงที่ 2 จากฝั่งขวา และเตียงในสุดฝั่งซ้าย คุณไก่ได้ไปนอนที่เตียงฝั่งขวา หลังจากคุณไก่ได้เตียงนอน แฟนของคุณไก่ก็บอกว่า “เฝ้าไม่ได้นะ เพราะมันเป็นห้องรวม และที่สำคัญตอนนี้มันดึกแล้ว เราต้องกลับแล้ว” หลังจากแฟนคุณไก่กลับไป คุณไก่ก็นอนเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็มีพยาบาลเดินเข้ามาเช็คคนไข้แต่ละเตียงจนเสร็จแล้วก็เดินออกไป คุณไก่ก็นอนเล่นต่อจนได้ยินเสียงเตียงข้าง ๆ ไอหนักมาก คุณไก่จึงลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า “ขอโทษนะคะ ให้หนูเรียกพยาบาลให้ไหม” หลังจากพูดจบ เสียงไอขอเตียงฝั่งขวาก็ค่อย ๆ เบาลงเหลือเพียงเสียงไอในลำคอ คุณไก่ก็เอนตัวลงนอนต่อ แต่ด้วยอาการอาหารเป็นพิษกำเริบ จึงทำให้ปวดหนักต้องไปห้องน้ำและต้องเข็นน้ำเกลือไปด้วย ทำให้ไปห้องน้ำไม่ทัน คุณไก่ก็ใช้เวลาพอสมควรในการจัดการความเรียบร้อยของตัวเองจนเสร็จจึงกลับมาที่เตียง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเตียงสุดท้ายที่ว่างอยู่มีผ้าม่านปิดแสดงว่ามีคนมาอยู่แล้ว หลังจากคุณไก่มาถึงเตียงก็นอนเช่นโทรศัพท์จนเผลอหลับไป มาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงไอจากเตียงเดิมข้าง ๆคุณไก่จึงลุกขึ้นเปิดผ้าม่านเตรียมจะเรียกพยาบาล แต่สายตาไปเห็นคุณยายนั่งอยู่บนเตียง นั่งจ้องเตียงข้างคุณไก่ หันมาหาคุณไก่แล้วบอกว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” คุณไก่สังเกตุเห็นว่ามีการเลื่อนผ้าม่านออก คุณยายคนนั้นก็บอกอีกเหมือนเดิมว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” คุณไก่จึงปิดผ้าม่านของเตียงตัวเองและนอนลง สักพักหนึ่งมีเสียงเคาะผ้าม่านจากทางฝั่งซ้ายและมีมือเลื่อนผ้าม่านออก เจอคุณป้าคนหนึ่งบอกว่า “หนู นอนไปเหอะ อย่าอะไรเลย พักผ่อน ๆ เดี๋ยวก็เช้าแล้ว” คุณไก่ตัดสินใจนอน เอาผ้ามาคลุมและหลับไป มารู้ตัวอีกทีนึงคือแฟนมาปลุก ระหว่างที่คุณไก่เล่าเรื่องทุกอย่างให้แฟนฟัง คุณหมอก็เดินมาตรวจคนไข้แต่ละเตียง จนมาถึงเตียงคุณไก่ คุณหมอบอกว่า “หลังจากให้น้ำเกลือไปคืนนึงแล้ว อาการดีขึ้น วันนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว” คุณไก่จึงรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แฟนก็เก็บของที่เตียงให้ หลังจากกลับมาจากห้องน้ำ เห็นคุณหมอกำลังตรวจคนไข้เตียงข้าง ๆ ก็เบาใจว่าเป็นคนที่อยู่เตียงนั้นไม่ใช่ผี ก่อนกลับ คุณไก่ก็หันไปเห็นคุณยายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและเดินไปไหว้ เพื่อที่เวลาหันกลับมาจะได้เห็นคนไข้เตียงข้าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นการเนียนแอบดู คุณไก่ก็เดินไปลาคุณยายและหันหลังกลับมา เห็นคุณตาที่มีอายุมากนอนอยู่เตียงข้าง ๆ (เตียงที่ต้องการจะแอบเนียนดู) ก็เดินมาหาแฟนกำลังจะกลับ ก็เห็นคุณป้าเตียงข้าง ๆ ที่เตือนเมื่อคืนนี้ แล้วจึงเดินไปบอกว่า ”สวัสดีค่ะคุณป้า หนูกลับแล้วนะคะ“ ป้าก็บอกว่า “ก็บอกแล้วนอนไปเดี๋ยว เช้าแล้วก็ได้กลับ” คุณไก่ก็เกิดคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมถึงย้ำให้นอน คุณไก่เลยถามป้าไปว่า “ป้า หนูถามหน่อยสิ ทำไมถึงเชียร์ให้หนูนอนจังเลยอะ มีอะไรหรอป้า ป้าบอกหนูหน่อยสิ” คุณไก่ตื้อจนป้ายอมบอก ป้าเล่าให้ฟังว่า “ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ และมีพยาบาลคนหนึ่ง ที่ต้องมาเข้ากระดึก กำลังจะมาที่โรงพยาบาล แต่โดนรถเบียด จนมอเตอร์ไซค์ล้มแล้วหน้าฝั่งซ้ายไถลไปกับพื้น แต่ปรากฏว่า มีหลาย ๆ คน เห็นพยาบาลคนนี้ มาเดินตรวจคนไข้ตามปกติทั้งที่หน้ายังเละ โดยเฉพาะก่อนที่จะปิดห้องจะมีพยาบาลเดินเข้ามาเช็ด บางวันก็ไม่ใช่พยาบาลจริง แต่เป็นพยาบาลคนที่หน้าเละเดินเข้ามาตรวจห้อง คนที่รู้เรื่องราวนี้ก็จะปิดผ้าม่านตรงปลายเท้าตลอด” ครูตรียังเล่าเสริมอีกว่า “เคยมีคนไข้เรียกพยาบาลเพราะหายใจไม่ออกและนอนรอพยาบาลเดินมา ปรากฏว่าเป็นพยาบาลที่หน้าฝั่งซ้ายเละเดินมา บ้างคนก็เจอเข็นรถอยู่ในโรงพยาบาล” นั่นหมายความว่าคนไข้ทั้งหมดในห้องเตียงรวมที่คุณไก่เจอนั้น เป็นคนไข้ปกติ แต่พยาบาลที่เดินเข้ามา อาจจะเป็นพยาบาลที่เป็นคนจริง ๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นผีก็ได้ เพราะในคืนนั้น หลังจากที่คุณไก่ได้ยินเสียงไอ ก็อาสาเรียกพยาบาลให้ แต่คุณยายกลับบอกว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” ก็เพราะกลัวว่าอาจจะเป็นวิญญาณของพยาบาลหน้าเละที่เสียชีวิตไปแล้วมาเดินตรวจอาการก็เป็นได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ทำยังไงดีเมื่อปลาไม่ติดเบ็ด ตัดสินใจค่อย ๆ เดินหา จนไปเจอกับดักของใครไม่รู้มีปลาติดอยู่ จึงขอแบ่งมากินสักหน่อย มารู้ทีหลังว่า..?!

27 ต.ค. 2023

ทำยังไงดีเมื่อปลาไม่ติดเบ็ด ตัดสินใจค่อย ๆ เดินหา จนไปเจอกับดักของใครไม่รู้มีปลาติดอยู่ จึงขอแบ่งมากินสักหน่อย มารู้ทีหลังว่า..?!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 ตุลาคม 2566) ต้อนรับฮาโลวีนที่กำลังจะถึงกับเรื่องชวนขนหัวลุกจากสาย ‘คุณแฟร้งค์’ ที่ทำเอา ‘ดีเจเจ็ม’ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ต้องอึ้ง! กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ยายคง’ ถ้าพร้อมแล้วก็ปิดไฟแล้วอ่านไปพร้อมกันเลย! เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนกลับไปประมาณ 5 ปีที่แล้ว ความหลอนได้เกิดขึ้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยคุณแฟร้งค์เป็นคนชื่นชอบการตกปลาและได้ทำการวางแผนนัดกับเพื่อนว่าจะไปตกปลาด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ผลัดเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อย ๆ แต่มีอยู่ที่หนึ่ง ที่คนมักจะเล่าต่อกันมาว่าเป็นห้วยตกปลาที่เหี้ยนที่สุด และคุณแฟร้งค์ก็ดันนัดกับเพื่อนว่าจะไปตกปลาที่ห้วยแถวนั้นด้วยกัน เวลาประมาณสองทุ่มของคืนที่นัดกันไว้ คุณแฟร้งค์กับเพื่อนกำลังเตรียมอุปกรณ์ไปตกปลาและได้เดินทางไปถึงที่หมายประมาณสามทุ่ม ทุกคนเริ่มเขวี้ยงเบ็ดตกปลาทิ้งไว้จนถึงสี่ทุ่ม แต่ดูแล้วก็ยังไม่มีท่าทีที่จะมีปลาสักตัวมาติดเบ็ด เพื่อนคุณแฟร้งค์จึงเปิดไฟฉาย เดินส่องตามทางข้าง ๆ ห้วยนั้น เมื่อเดินไปเรื่อย ๆก็ได้ไปเจอกับที่ดักปลา มีปลาติดอยู่ประมาณ 2-3 ตัว เพื่อนคุณแฟร้งค์จึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูและยกขึ้นมา ก็เห็นว่ามีปลาติดอยู่ คุณแฟร้งค์รีบพูดห้าม “เห้ย!! นั้นมันของเค้านะ เอาไปไม่ได้นะ” แต่เพื่อนคุณแฟร้งกลับไม่ได้มีท่าทางกลัว และตอบกลับมาเพียงว่า “ไม่เป็นอะไรหรอกน่า แค่ตัวสองตัวเองเอาไปเผากินกัน” จากนั้นเพื่อนของคุณแฟร้งค์ก็เอาปลามาเผานั่งกินกันตามประสาวัยรุ่น ในระหว่างที่นั่งกินด้วยกันเพื่อนของคุณแฟร้งค์อีกคนก็ลืมเตรียมน้ำมาด้วย ทำให้สถานการณ์ตอนนั้นเริ่มไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกคนตัดสินใจนั่งกินกันต่อค่อยไปหาน้ำทีหลัง ไม่นาน จู่ ๆ ก็มีคุณยายคนหนึ่งเดินตรงออกมาจากในป่า และเดินไปยกกับดักปลาพร้อมกับบ่นพึมพำว่าทำไมปลาไม่ติดเลย หรือว่าปลาหายไปไหน คุณแฟร้งค์จึงตะโกนพูดคุยกับคุณยายว่า “ยายได้ไปแล้ว” แต่ในความจริงแล้ว ปลาที่หายไปคือปลาที่พวกเขากำลังเผานั่งกินกันอยู่ คุณยายส่ายหัวส่งท่าทางกลับมาว่ายังไม่ได้ คุณแฟร้งค์ถามคุณยายอีกว่า “ยาย บ้านยายอยู่ไหน” คุณยายก็ชี้นิ้วไปทางหลังป่า โดยไม่พูดไม่จาอะไร คุณแฟร้งค์จึงเอ่ยปากขอน้ำดื่มจากคุณยาย และถามซ้ำไปว่า “บ้านยายอยู่ไกลไหม ผมลืมเอาน้ำมา ขอน้ำดื่มจากยายหน่อยได้ไหม” คุณยายจึงตอบกลับมาว่า “ได้ เอ็งเดินตามทางไปนะ เดี๋ยวยายเดินตามไป เอ็งเดินตามทางไปเลยมันจะมาทางไปบ้านยายอยู่” คุณแฟร้งค์และเพื่อนก็ไม่รอช้า เดินตามหลังคุณยายเข้าไปในป่า ส่วนเพื่อนอีกคนที่มาด้วยกันนั่งรออยู่ที่ห้วยตกปลา คุณแฟร้งค์และเพื่อนเดินเข้าไปตามทางสักพักก็ได้เห็นปลายทางเป็นบ้านไม้ หลังคาแฝก มีใต้ถุนต่ำ สามารถเหยียบจากพื้นขึ้นบ้านได้เลย และมีโอ่งตั้งอยู่ จากนั้นบริเวณรอบเป็นป่าทั้งหมด คุณแฟร้งค์และเพื่อนก็ไม่ได้คิดอะไร มองหาขวดน้ำเพื่อจะกรอกน้ำในโอ่งไปให้เพื่อนที่นั่งรออยู่ เมื่อคุณแฟร้งค์กรอกน้ำใส่ขวดจนเต็ม จึงตะโกนขอบคุณยายแล้วหันหลังจะเดินกลับไปยังห้วยตกปลา จังหวะที่กำลังจะเดินออกก็ได้ยินเสียงครก เหมือนยายกำลังตำหมากหรือตำอะไรสักอย่าง จากนั้นสายตาคุณแฟร้งค์ก็มองไปยังประตูบ้านของยาย เห็นว่าประตูบานนั้นค่อย ๆ เปิดออกเองและมีเสียงดังขึ้น ‘แกร๊กกกกก’ แล้วยายก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับค่อย ๆ ยิ้มเห็นฟันดำมาทางคุณแฟร้งค์และเพื่อนอย่างช้า ๆ จังหวะนั้นยายก็หักคอตัวเอง! ต่อหน้าต่อตาคุณแฟร้งค์และเพื่อน จากนั้นก็ก้มเก็บหัวขึ้นมายิ้มให้อีกครั้ง ในตอนนั้นทั้งคู่สติแตก พร้อมกับตะโกนว่า “ผีหลอก ผีหลอก!!!” แล้วก็รีบวิ่งหนีทะลุป่าออกไป เมื่อวิ่งไปถึงยังห้วยตกปลา ปรากฏว่าเพื่อนที่นั่งรออยู่ก็หายไป คุณแฟร้งค์และเพื่อนไม่สามารถติดต่อได้ พยายามโทรหาแต่ก็ไม่รับสาย ระหว่างนั้นทั้งคู่ก็รีบเก็บของและระแวงอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าคุณยายจะตามมา จู่ ๆ เพื่อนที่หายไปก็โทรกลับมา คุณแฟร้งค์ได้ถามหาว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน พร้อมกับเล่าว่าทั้งคู่โดนผีหลอกมา เพื่อนที่หายไปรีบตอบกลับมาว่าโดนผีหลอกเหมือนกัน! ตอนนี้อยู่ที่บ้านใครก็ไม่รู้วิ่งหนีมาด้วยความตกใจกลัว ตัวคุณแฟร้งค์เองก็ไม่รู้จะต้องทำยังไงต่อ ทำได้เพียงรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด และรีบตามไปหาเพื่อน เมื่อตามไปเจอเพื่อนคุณแฟร้งค์รีบเล่าทันทีว่าตนไปเจอดีอะไรมา จากนั้นเพื่อนที่หายตัวไปก็รีบเล่าให้ฟังว่า จังหวะที่คุณแฟร้งค์และเพื่อนเดินตามเข้าไปในป่า จู่ ๆ ยายก็หันแค่คอมาแล้วส่งยิ้มมาให้ จังหวะนั้นตกใจกลัวและทำอะไรไม่ถูกจึงรีบวิ่งหนีออกไปก่อนโดยไม่ได้ตะโกนบอกคุณแฟร้งค์และเพื่อนก่อน คุณแฟร้งค์จึงตัดสินใจถามคุณลุงเจ้าของบ้านที่เพื่อนวิ่งหนีมาหลบ คุณลุงเล่าว่ายายที่ทั้งสามคนเจอชื่อว่า ‘ยายดง’ แกชอบมาดักปลาอยู่ตรงริมห้วยนี้ แล้ววันดีคืนดีแกก็มาดักปลาตามปกติ จู่ ๆ ก็เกิดฝนฟ้าตกลมแรงจนพัดต้นไม้หักมาทับคอยายแกตายบริเวณตรงนั้น และคาดว่าปลาที่ทั้งสามคนนำมาเผากินกัน น่าจะเป็นปลาที่ยายแกดักไว้ก่อนตาย คุณลุงก็พาเดินย้อนกลับไปดูว่ายังมีรอยคราบเลือดติดอยู่เลย เพราะเหตุเพิ่งเกิดได้เพียง 7 วันเท่านั้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-