เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'ครูเอก' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'ครูเอก' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

14 ก.ย. 2024

    ‘ขวัญ น้ำมันพราย’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูเอก’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

    คุณขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟังมาจาก ‘พี่เอก’ ซึ่งเรื่องนี้ย้อนกลับไปประมาณ 20 - 30 ปีก่อน เป็นช่วงที่พี่เอกกำลังบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในภาคเหนือ พี่เอกนั้นจะมีรถส่วนตัวคันเก่า จึงใช้รถคันนั้นขับไปรายงานตัวที่โรงเรียน โดยเดินทางออกจากจังหวัดกาญจนบุรี สมัยนั้นยังไม่มี GPS จึงเกิดการหลง ทำให้เสียเวลาพอสมควร พี่เอกถามคนข้างทางไปเรื่อย แต่ละคนต่างบอกไม่เหมือนกันสักคน ทำให้ถึงโรงเรียนประมาณ 6 โมงเย็น

    เมื่อขับไปถึง ลักษณะประตูโรงเรียนจะเป็นประตูเลื่อนบานเดียว พี่เอกก็สงสัยว่าทำไมโรงเรียนถึงเงียบผิดปกติ จึงไปยืนดูหน้าประตู และเห็นว่าประตูสามารถเลื่อนได้ พี่เอกจึงเลื่อนประตูแล้วขับรถเข้าไป เมื่อขับเข้าไป ก็เห็นสนามบอลอยู่ตรงกลางของโรงเรียน พี่เอกขับเข้าไปอยู่ฝั่งซ้ายของสนามบอล และหลังสนามฟุตบอลจะมีอาคารไม้สูงสองชั้น มีบันไดอยู่ 3 ขั้นเพื่อขึ้นชั้น 1 และมีทางเข้าออกซ้ายขวา ซึ่งพี่เอกไปจอดอยู่ฝั่งซ้ายของสนามบอลที่มีโรงอาหารเก่า ๆ อยู่ด้านข้าง

    เมื่อจอดรถเสร็จ พี่เอกก็รู้สึกสงสัย เพราะปกติแล้วโรงเรียนประถมควรจะคึกครื้นกว่านี้ แต่โรงเรียนนี้กลับเงียบผิดปกติ พี่เอกมองหาคนเพื่อสอบถาม แต่มองไปมองมาก็เห็นอาคารเล็ก ๆ เหมือนบ้านชั้นเดียวที่อยู่ข้างตึกเรียน จู่ ๆ บ้านหลังนั้นก็เปิดประตูมา แล้วก็มีคนเดินอกมาจากบ้านหลังนั้นพร้อมลากของออกมาหน้าบ้าน พี่เอกจึงเดินผ่านตึกเรียนไปที่บ้านหลังนั้น ก็เห็นว่าเป็นคุณลุงใส่เสื้อเก่า ๆ พี่เอกจึงตะโกนเรียกคุณลุง คุณลุงหยุดการกระทำแล้วหันมามองพี่เอก แล้วถามว่า

    “คุณเป็นใคร”

    พี่เอกจึงตอบว่า “ผมเป็นครูใหม่ที่จะมารายงานตัวครับ”

    คุณลุงถามว่า “ทำไมมาเวลานี้ ผอ.ก็รอจนกลับไปแล้ว”

    พี่เอกรีบอธิบายว่าตนหลงทาง คุณลุงจึงให้กุญแจบ้านพักครูที่อยู่บริเวณหลังที่พี่เอกจอดรถ และให้ไปห้องที่ไม่ได้ล็อกกุญแจ

    เมื่อพี่เอกไปถึง ก็เห็นว่าทั้ง 2 ห้องดันล็อคกุญแจอยู่ พี่เอกจึงลองไขดูถึงได้รู้ว่าเป็นห้องไหน จากนั้นก็เอาของเข้าไปเก็บ เมื่อเก็บของเสร็จ พี่เอกก็คิดจะขับรถเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อหาของกิน ในตอนที่ออกจากห้องก็ยังเห็นคุณลุงขนของอยู่ พี่เอกจึงทักทายทำความรู้จักกับคุณลุง ได้ความมาว่าคุณลุงชื่อ ‘สังเวียน’ และคุณลุงยังบอกให้พี่เอกรีบไปรีบกลับอย่ากลับดึกมาก

    หลังจากทักทายกันเสร็จ พี่เอกก็ขอตัวออกไปหาอะไรกินในหมู่บ้านตามแผน คนในละแวกนั้นไม่เคยเห็นหน้าจึงถามว่าเป็นใคร พี่เอกก็บอกว่าเป็นครูคนใหม่ของโรงเรียน เมื่อกลับไปถึงโรงเรียนพี่เอกก็แปลกใจว่า ‘ทำไมไม่มีไฟสักดวง’ แต่ก็กลับไปที่ห้องพักแล้วกินข้าวที่ซื้อมา จากนั้นก็อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวนอน แต่พี่เอกรู้สึกไม่คุ้นที่จึงออกมาเดินเล่น

    ในขณะที่เดินเล่นก็มีเสียง โครม! ดังมาจากอีกฝั่งของสนามบอล ก็คือหน้าห้องของลุงสังเวียน และก็เห็นว่าลุงสังเวียนเปิดประตูออกมาพร้อมถือไม้กวาดกับถังใส่ของ เมื่อเห็นว่าลุงสังเวียนไม่ได้เป็นอะไร พี่เอกก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ และมองไปที่อาคารไม้พร้อมกับชื่นชมตัวอาคารเพราะมันสวยดี แต่เมื่อแหงนมองไปชั้น 2 ก็แปลกใจกับสิ่งที่เห็น เพราะเห็นนักเรียนยืนเอามือท้าวขอบระเบียงอยู่บนระเบียง  พี่เอกจึงตะโกนถามว่าเป็นใคร เด็กคนนั้นหันมามองพี่เอกแล้วยิ้มให้แต่ก็ไม่พูดอะไรแล้วก็วิ่งหายไปในความมืด พี่เอกจึงกลับไปที่ห้องพักเพื่อเอาไฟฉายแล้ววิ่งตามไป แต่จังหวะที่กำลังขึ้นไปไฟฉายดันดับ สักพักได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ พี่เอกก็หันไปดูพร้อมหันไปฉายไปและไปฉายก็ติดพอดี เห็นหัวเด็กอยู่ตรงพื้นบันไดชั้น 2 ลักษณะเหมือนนอนละเอาหัวโผล่มา แล้วเด็กคนนั้นก็ลุกแล้วก็วิ่งย้อนไปอีกฝั่งนึง! พี่เอกก็วิ่งตามไปแต่ก็หาไม่เจอ จนไปถึงห้องสุดท้ายก็เปิดประตูเข้าไปก็ไม่มีอะไร

    ในระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเท้าพี่เอกจึงหันกลับไปดูแต่ก็ไม่มีอะไร พี่เอกเริ่มกลัวแล้วก็ตัดสินใจกลับห้อง แต่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลัง พี่เอกเลยหันไปดู สิ่งที่เห็นคือเด็กวิ่งเข้ามาใส่ พี่เอกตกในจนเสียหลัก พอตั้งหลักได้เด็กคนนั้นกลับไปยืนอยู่กลางอาคาร พี่เอกจึงถามว่าเป็นใคร เด็กคนนั้นก็หายเข้าไปในห้องเรียน พี่เอกก็ตามเด็กไปอีก พี่เอกเปิดประตูเข้าไปเห็นเด็กอยู่ตรงหน้าต่าง พี่เอกก็เรียกให้เด็กคนนั้นมาคุย แต่สิ่งที่เห็นคือเด็กกระโดดลงหน้าต่างไป!

    พี่เอกรีบวิ่งไปดูแต่ก็ว่างเปล่า จากนั้นก็รู้ตัวแล้วว่าตนโดนผีหลอกจึงตัดสินใจวิ่งลงบันไดจะกลับห้อง ก็ได้ยินเสียง โครม! อีกครั้ง ดังมาจากบ้านลุงสังเวียน แล้วก็เห็นประตูบ้านของลุงสังเวียนเปิด จากนั้นพี่เอกก็เห็นว่ามีมือและหน้าเด็กโผล่ออกมา ซึ่งก็คือเด็กคนนั้นแล้วชี้เข้าไปในบ้าน พี่เอกจึงเดินไปหา แต่ก็รู้สึกเหมือนมีคนเดินบนอาคารเมื่อหันไปก็ไม่มีใคร

    พอถึงหน้าบ้านลุงสังเวียน พอเข้าไปบรรยากาศในบ้านมีของวางเต็มไปหมด และมีห้องที่ปิดประตูอยู่ พี่เอกจึงตะโกนถามว่า

    “ลุงอยู่ไหม เป็นอะไรรึเปล่า”

    แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ พี่เอกจึงเดินไปที่ห้องนั้น และเปิดประตูเข้าไปจนเตะเข้ากับขวดเหล้าขาวเต็มไปหมด พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลุงสังเวียนแขวนคอตายลิ้นจุกปาก พอตั้งสติได้ก็วิ่งออกจากห้องลุงสังเวียน แล้วก็เอากุญแจรถที่ห้อง เมื่อจะขึ้นรถ จู่ ๆ ก็มีรถหลายคันขับเข้ามา แล้วถามพี่เอกว่าเป็นใคร ตนก็รีบอธิบายว่าเป็นครูคนใหม่ของโรงเรียนนี้ ซึ่งคนที่ถามคือครูเวรที่ไปตามตำรวจมา แล้วตำรวจก็พาเดินไปหน้าห้องลุงสังเวียน เพื่อชันสูตร แต่พี่เอกก็ต้องขนลุกเมื่อมองไปที่รูปภาพข้างเตียงของลุงสังเวียนเป็นเด็กคนนั้นที่มีคำว่าชาตะมรณะ ที่ตายยังไม่ถึง 1 อาทิตย์! และได้ความจากครูเวรว่าลุงสังเวียนเป็นปู่ของเด็กคนนี้ เด็กคนนี้พ่อแม่ทิ้ง ลุงสังเวียนจึงเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ ซึ่งสาเหตุการตายของเด็กคนนี้คือเล่นกับเพื่อนแล้วผลัดตกหน้าต่างไปแปลงผักที่มีไม้ไผ่เสียบอยู่ ซึ่งเด็กคนนี้ตกลงไปแล้วคอเสียบไม่ไผ่ตายคาที่ และวันนี้ครูเวรก็สงสัยว่าทำไมไม่เห็นลุงสังเวียน ก็ได้พบว่าลุงสังเวียนฆ่าตัวตาย เมื่อครูเอกได้รู้เรื่องราวก็เลือกที่จะไปเช่าบ้านอยู่นอกโรงเรียนแทน..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากขวัญ น้ำมันพราย ‘เดี๋ยวพี่…ช่วย’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

18 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากขวัญ น้ำมันพราย ‘เดี๋ยวพี่…ช่วย’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

เมื่อความหวังดี…นำพาความหลอน จนทำให้ทริปท่องเที่ยวที่ใฝ่ฝันดันไปไม่ถึง ‘คุณขวัญ น้ำมันพราย’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณเชษฐ์’ ชายหนุ่มที่บังเอิญไปเจอกับอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางและได้หยิบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือจนทำให้เกิดเหตุการณ์ขนหัวลุกตามมา! ไม่ใช่เขย่าขวัญเพียงแค่หนึ่ง หรือสองเหตุการณ์ แต่มีถึงสามเหตุการณ์! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย’ (9 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เดี๋ยวพี่…ช่วย’ ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ‘เชษฐ์’ ซึ่งเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยว จึงได้นัดรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ เพื่อที่จะออกเดินทางไปเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่ปรากฎว่าในคืนนั้นเอง ตัวเชษฐ์เกิดติดงานทำให้เลิกดึก จึงได้บอกให้เพื่อน ๆ นั้นเดินทางกันไปก่อนแล้วตนจึงค่อยตามไปทีหลัง ประมาณสามทุ่มกว่า เชษฐ์ก็เริ่มออกเดินทางคนเดียว ซึ่งปลายทางคือจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ผ่านไปสักพักเชษฐ์เริ่มเบื่อการจราจรที่ติดขัด จึงตัดสินใจเปิด GPS เพื่อหาเส้นทางลัด ขับตามทางมาได้สักระยะหนึ่ง รู้ตัวอีกทีเชษฐ์ก็สังเกตุเห็นได้ว่าสองข้างที่ตนเองอยู่นั้นไร้แสงสว่าง ถนนดูเปลี่ยวและมืด จู่ ๆ ก็เริ่มรู้สึกแปลกใจเพราะในระหว่างทางไม่มีรถขับผ่านแม้แต่คันเดียวทั้งที่เป็นช่วงเทศกาล แม้จะไม่ทราบเวลาที่แน่ชัดแต่เขาก็รับรู้ได้ว่าตนนั้นใช้เวลาอยู่บนถนนเส้นนี้มานานหลายชั่วโมง หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก เชษฐ์ก็เงยหน้าขึ้นพบกับแสงไฟที่สาดมาจากข้างหลัง เขาเหลือบมองกระจกหลังเห็นไฟกลม ๆ หนึ่งดวงค่อย ๆ เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้นและแซงรถของเขาไป สิ่งที่เชษฐ์เห็นคือเด็กวัยรุ่นอายุราว 20 ปลาย ๆ ขับรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นอยู่ เห็นอย่างนั้นจึงเริ่มรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเพราะอย่างน้อยก็มียังเพื่อนร่วมถนนและคิดว่าแถวนี้คงมีหมู่บ้าน เมื่อขับไปได้เรื่อย ๆ แสงไฟจากมอเตอร์ไซค์ก็เริ่มไกลขึ้นจนเห็นเป็นก้อนไฟท้ายรถสีแดง ผ่านไปไม่นานก็มีไฟสาดมาจากข้างหลังอีกครั้ง แสงไฟจากรถคันนั้นก็ค่อย ๆ ขับแซงรถของเชษฐ์ไป เผยให้เห็นเป็นรถ 6 ล้อที่ขับผ่านไปอย่างรวดเร็วจนฝุ่นตลบทั่วคันรถ สักพักเชษฐ์ก็เห็นไฟทั้งสามดวงของ 6 ล้อและมอเตอร์ไซค์คันก่อนหน้านี้ขยับส่ายไปมาและจู่ ๆ ไฟดวงของรถมอเตอร์ไซค์ก็ดับไป เขานึกคิดในใจว่า ‘หรือคงเลี้ยวเข้าบ้านไปแล้ว’ ทันใดนั้นเองภาพตรงหน้าก็ทำเอาเชษฐ์ถึงกลับเหยียบเบรกไว้ไม่ทัน! เมื่อมอเตอร์ไซค์คันนั้นเกิดคว่ำอยู่กลางถนน จนไม่สามารถขับต่อไปได้ เชษฐ์จึงลงไปดูแต่กลับไม่พบคนขับ เขาเดินวนไปวนมาจนได้ยินเสียงร้อง “โอ๊ยยยย” ดังออกมาจากทุ่งนาข้างทาง จึงรีบลงไปดูและถามไถ่อาการ “น้องเป็นอะไรมากมั้ย” เชษฐ์ถาม “พี่ มันชนผม ไอรถคันนั้นมันชนผม” เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ที่คว่ำตอบกลับด้วยความเจ็บปวด “เออ ๆ แล้วเป็นไงบ้าง” “ไม่เป็นไรพี่” เชษฐ์เช็คร่างกายของเจ้าของรถก็พบว่าไม่มีสิ่งใดแตกหักแต่เนื้อตัวก็ยังมีรอยแผลถลอกปอกเปิก เห็นเช่นนั้นเชษฐ์จึงตัดสินใจกระทำบางสิ่งบางอย่าง “เอางี้ เดี๋ยวพี่ช่วย ขึ้นมา!” เชษฐ์อาสาช่วยขับตามรถ 6 ล้อคันนั้นไปเพื่อจะให้เด็กหนุ่มเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เมื่อขับมาเรื่อย ๆ ก็เห็นไฟท้ายของรถ 6 ล้อคันนั้น “นั่นไงพี่ พี่เร่งเลย ๆ ๆ” เด็กหนุ่มผู้บาดเจ็บเอ่ยปากเร่งเร้า เชษฐ์ขับตามไป แต่ถึงจะเร่งความเร็วเท่าไหร่ก็ไม่ทัน จนไฟท้ายของรถ 6 ล้อค่อย ๆ หายไป เมื่อขับไปสักพักก็พบเป็นทางสามแพร่ง เชษฐ์กับเด็กหนุ่มข้างกายจึงตัดสินใจเสี่ยงดวงเลี้ยวไปทางซ้าย เขาเหยียบเร่งขับไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เห็นไฟท้ายรถ 6 ล้อปรากฎอยู่ข้างหน้า นาทีนั้นเชษฐ์เหยียบคันเร่งจนรถเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้นและใกล้ขึ้น “พี่! จอด ๆ พี่ขับรถชนคนอะ!” และแม้ว่าจะพยายามตบไฟใส่หรือบีบแตรไป สุดท้ายก็ไม่ได้ยินอะไรตอบกลับมา เชษฐ์จึงตัดสินใจขับรถแซงและปาดไปจอดทางด้านหน้า แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองสิ่งที่เห็นกลับทำให้เขาช็อคและขนหัวลุกไปชั่วขณะ! เพราะเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขากลับมีแต่ความว่างเปล่าและเมื่อหันกลับไปทางเบาะข้างหลังก็พบว่าเด็กหนุ่มที่นั่งมาด้วยกันนั้นก็หายไปด้วย! นาทีนั้นความกลัวก็เริ่มเกาะกินข้างในหัวใจ เขาได้แต่นึกคิดว่า ‘สิ่งที่เจอเมื่อกี้มันคืออะไร’ เชษฐ์จึงตัดสินใจกลับรถเพื่อจะเดินทางออกจากตรงนั้น แต่เหยียบคันเร่งจนสุดแค่ไหนก็ไม่เจอกับถนนใหญ่เสียที และปรากฎว่าในระหว่างทางนั้นมีรถขับสวนมา หัวใจของเขาแทบหลุดออกมาอีกครั้งเมื่อรถคันนั้นคือ 6 ล้อที่เขาเพิ่งขับไล่ตามไป! และเมื่อตัวรถขับผ่านไปเขาก็พบกับเด็กหนุ่มคนเดิมเกาะท้ายรถคันนั้นและกำลังโบกมือให้เขาอยู่! ไม่รอช้าเท้าของเขาเหยียบคันเร่งเพื่อที่จะออกจากถนนแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ยิ่งขับไปเท่าไหร่ก็เหมือนทางจะยิ่งไกลออกไป จนเมื่อขับมาได้ประมาณ 30 นาทีก็เห็นแสงสว่างดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งอยู่ห่างออกไปไกล ๆ เมื่อขับเข้าไปใกล้ก็เห็นเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง เขาได้เจอกับคุณลุงแก่ท่านหนึ่ง วินาทีนั้นใจเขาก็เริ่มชื้นขึ้น และค่อย ๆ ขับแซงไปหยุดจอดตรงหน้ารถมอเตอร์ไซค์คันนั้น จนได้รับเสียงด่าทอกลับมา “มึงขับรถอะไรของมึงเนี่ย ชนคนตายจะว่ายังไง!” ลุงแก่ตะโกนเสียงแข็ง “ผมขอโทษครับ ๆ ๆ คุณลุงพอจะรู้ทางไปถนนใหญ่ไหม?” เชษฐ์ได้แต่ถามไปทั้งน้ำเสียงที่สั่นเครือเพราะความกลัว “ดูมือลุงนะ เอ็งตรงไปนะ พอเจอแยกแล้วก็เลี้ยวขวา” หลังลุงแก่พูดจบ สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้สติของเขายิ่งกระเจิดกระเจิง เมื่อมือของคุณลุงที่กำลังบอกทางนั้นกลับยาวจนไปสุดเส้นทาง นั่นทำให้เขารู้แล้วว่าคุณลุงคนนี้ก็ไม่ใช่คน! เชษฐ์ทำได้เพียงตอบกลับไปว่า “ครับ” แล้วรีบวิ่งขึ้นรถเพื่อขับออกไปตามเส้นทางที่คุณลุงบอกมาโชคดีที่เมื่อขับออกมาได้ไม่นานเชษฐ์ก็พบกับถนนใหญ่ นั่นทำให้เขารู้สึกเสมือนยกภูเขาออกจากอก เมื่อรวบรวมสติได้ก็แวะเข้าไปพักที่ปั๊มข้างทาง แต่ในระหว่างนั้นผู้คนที่ผ่านไปผ่านมากลับมองมาที่เชษฐ์อยู่ตลอด คนแล้วคนเล่าจนกระทั่งมีครอบครัวหนึ่งได้เดินเข้ามาทักว่า “คุณเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมตัวสั่น ๆ” “ไม่เป็นไรครับ ผมขับรถมาไกลเลยเหนื่อยนิดหน่อย” “ทำแผลก่อนไหม? น้องชายที่นั่งข้าง ๆ แผลเต็มเลย” สิ้นเสียงนั้น เชษฐ์ก็รู้ได้ทันทีว่าตนนั้น โดนอีกแล้ว จึงตัดสินใจเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ และคิดในใจว่าควรทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ “ลงไปเถอะ ไม่ต้องไปกับผมหรอก” พูดจบเชษฐ์ก็ขับรถออกจากปั๊มทันทีและตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปที่ป้อมตำรวจ เมื่อถามไถ่กันได้สักพักเชษฐ์ก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เจอมาให้ตำรวจฟัง ทางด้านตำรวจหลายสิบนายเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของเชษฐ์กลับมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเป็นเพียงแค่การมองหน้าของเขานิ่ง ๆ และแนะนำให้เชษฐ์เข้าไปพักผ่อนข้างในที่พักหลังป้อม หลังจากที่เข้าไปจัดการธุระตามคำแนะนำของตำรวจเรียบร้อยแล้ว เชษฐ์ก็เดินมาที่รถของตนเพื่อสูบบุหรี่แต่ทันทีที่จุดไฟบนบุหรี่ แสงไฟจากก้นบุหรี่ก็วาบขึ้นมาและนั่นทำให้เข้าเกิดอาการประหลาดใจเพราะเมื่อหันไปมองทางด้านขวาก็ดันพบเข้ากับซากของรถ 6 ล้อคันนั้น! หนำซ้ำเมื่อลองสังเกตุดูดี ๆ ก็พบกับซากรถมอเตอร์ไซค์ของเด็กผู้ชายคนนั้นที่ชนอยู่ตรงท้ายรถอีก และนั่นทำให้เขาล้มแทบทั้งยืน! ความตกใจกลัวนำพาตัวเขาถอยหลังหนีจนไปชนกับนายตำรวจท่านหนึ่ง นายตำรวจจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณเชษฐ์ฟังและได้ความว่ารถ 6 ล้อคันนั้นได้เฉี่ยวชนมอเตอร์ไซค์และขับหลบหนีไป แต่ด้วยความรู้สึกกลัวต่อความผิด สุดท้ายก็ประสบอุบัติเหตุรถหลุดโค้งถนนไปชนเข้ากับต้นไม้ เสียชีวิตทั้งคู่ เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว เชษฐ์ก็ตัดสินใจทิ้งทริปเที่ยวในฝันกับเพื่อน ๆ และเดินทางกลับทันที และกลับกลายเป็นว่าความหวังดีที่เขาตั้งใจจะเข้าไปช่วยเหลือนั้นได้พาเขาเข้าไปยังวังวนความหลอนซ้ำซ้อนที่ตัวเขาเองก็แทบจะออกมาไม่ได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ ‘เรื่องเล่าคนกองถ่าย’ l อังคารคลุมโปง X ออมนาเบลล์ [ 20 พ.ค.2568 ]

29 พ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ ‘เรื่องเล่าคนกองถ่าย’ l อังคารคลุมโปง X ออมนาเบลล์ [ 20 พ.ค.2568 ]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 พฤษภาคม 2568) ที่ผ่านมา มีเรื่องราวสุดแปลกในกองถ่ายจาก ‘คุณหนองน้ำ’ เมื่อกองถ่ายมีแต่อุปสรรค คนในกองถ่ายแปลกไปเหมือนมีอะไรสิงร่างแล้วไม่เป็นตัวเอง! เรื่องนี้ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกไปทั้งตัว! คุณหนองน้ำมีเรื่องมาเล่า 2 เรื่อง ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวในกองถ่าย เรื่องแรกเป็นเรื่องราวที่เธอได้ฟังมาจาก ‘อาฉี เสียงหล่อ’ หรือ ‘สมพงษ์ บุญกุ้ม’ ศิลปินตลกผู้ล่วงลับ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าที่นำมาเล่าเพราะเธอต้องการระลึกถึงอาฉี โดยเรื่องแรกเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำละครดังแห่งยุค 2000 อย่าง ‘อังกอร์’ เป็นละครที่ประสบความเร็จและเป็นที่จดจำเป็นอย่างมาก อาฉีเคยเล่าไว้ว่า อังกอร์จะถ่ายทำที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก โลเคชั่นส่วนใหญ่จะเป็นป่า วันหนึ่ง มีคิวถ่ายเป็นฉากที่ต้องบุกป่า เผากระท่อม ซึ่งจะต้องใช้สตั๊นท์แมนเป็นจำนวนมาก บริเวณกองถ่ายจะมีเต็นท์เพื่อรองรับนักแสดงและสตั๊นท์แมนทุกคน ขณะที่อาฉีนอนเล่นโทรศัพท์อยู่นั้น ก็รู้สึกเหมือนมีคนเดินเข้ามาในเต็นท์ เมื่อหันไปดูก็เห็นเป็นสตั๊นท์แมนที่เคยเข้าฉากด้วยกัน อาฉีจึงกล่าวทักทายตามปกติ แต่วันนี้สตั๊นท์แมนคนนั้นกลับมาแปลก เขาไม่พูดอะไร ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วจะเป็นคนพูดเก่ง คุยเก่ง อาฉีก็ถามว่า “กินอะไรมาหรือยัง” จากนั้น เขาก็มานั่งข้าง ๆ แล้วตอบแค่ว่า “ผมไม่หิวพี่” เมื่อได้ยินคำตอบอาฉีก็ไม่ได้คิดอะไร จากนั้นก็เดินออกไปเอากาแฟนอกเต็นท์ แต่ไปเจอกับคนในกองที่พูดกันว่ามีอุบัติเหตุรถชนเกิดขึ้นและมีสตั๊นท์แมนเสียชีวิต ซึ่งก็คือสตั๊นท์แมนคนที่พึ่งเจอกันเมื่อกี้! อาฉีได้ยินก็รีบบอกไปว่า “เห้ย ! จะเป็นไปได้ยังไง เพราะเค้ายังอยู่ในเต็นท์อยู่เลย เมื่อกี้เพิ่งเจอกัน” คนในกองโต้กลับว่า “จริง ๆ พี่ เขาเสียชีวิต มีเจ้าหน้าที่โทรมา” อาฉียังไม่เชื่อ และบอกไปว่า “เห้ย! จริง ๆ เมื่อกี้เขานอนอยู่ข้างหลัง อยู่เตียงข้าง ๆ กันเลย” เมื่อเข้าไปดูในเต็นท์ ก็ไม่เจอใคร คิดว่านี่คงเป็นจิตสุดท้ายในการทำงานของเขา.. เรื่องที่สองเป็นเรื่องที่คุณหนองน้ำเจอกับตัวเอง วันนั้นเธอไปออกกองถ่ายโฆษณาที่สระบุรี โลเคชั่นเป็นเขาหัวโล้นลูกหนึ่ง วันนั้นเธอไปถึงโลเคชั่นตั้งแต่เช้า แต่ฝนตกตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถถ่ายทำได้ จนเวลาล่วงเลยไปถึงบ่าย 2 ทุกคนเริ่มกระวนกระวายเพราะกลัวว่าจะไม่ทันเวลาถ่าย และคิวนี้จะถ่ายได้ถึงแค่ 6 โมงเย็นเท่านั้น จากนั้น การถ่ายทำก็สะดุดตลอดเวลา จนพี่ผู้ช่วยผู้กำกับเดินมาถามว่า “หนองน้ำ เธอไหว้หรือยัง” คุณหนองน้ำก็บอกไปว่า “ไหว้แล้วพี่” จากนั้นผู้ช่วยผู้กำกับก็สั่งให้ไปเอาเหล้ากับบุหรี่มาจัดเป็นเซ็ท และต้องตามหาคนที่เกิดวันศุกร์เพื่อมาไหว้ เมื่อไหว้เสร็จ เพียงพริบตา บริเวณเวิ้งเขาที่ถ่ายทำ ฝนก็หยุดตก ทุกคนต่างสับสนและมึนงงกับเหตุการณ์นี้ แต่เรื่องแปลกต่อไปคือ ขวดเหล้าที่ไหว้นั้นลดเหลือครึ่งขวดอย่างไม่น่าเชื่อภายในเวลาไม่นาน! คุณหนองน้ำแกล้งถามว่า “เห้ย ! ใครกินเหล้าเนี่ย ธูปยังไม่หมดเลย” คนในกองก็ตอบกลับว่า “ใครจะไปกล้ากินล่ะ ธูปยังไม่หมด” ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนก็รีบแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ระหว่างการถ่ายทำยังคงมีเรื่องราวสุดแปลกเกิดขึ้นในกองเรื่อย ๆ ระหว่างถ่ายทำอยู่นั้น ‘คุณแอม’ (Producer) ก็ออกไปจากกองถ่ายแล้วเดินเข้าไปทางมุมป่า ผู้กำกับจึงสั่งให้เธอวิ่งตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ เพราะกลัวว่าเขาจะเครียดเรื่องกองถ่าย ปรากฏว่าพอตามไปจนทัน ก็รีบวิ่งไปจับแขนไว้ จากนั้นก็ถามว่า “จะไปไหน” แอมหยุดเดินแต่ไม่หันหน้ากลับมา แถมยังทำปากมุบมิบเหมือนคนแก่เคี้ยวหมาก แอมยังเดินช้า ๆ อย่างไม่หยุด พอถามอีกครั้งว่า “พี่แอมจะไปไหน” คราวนี้ แอมหันมาแต่ไม่พูดอะไร พร้อมสายตาที่เหม่อลอย คุณหนองน้ำเริ่มรู้สึกแล้วว่านี่ไม่ใช่พี่เรา ไม่ใช่คนที่เรารู้จัก แต่ก็จับมือแอมให้กลับเข้ามายังที่ปลอดภัย ในระหว่างที่เดินกลับมา แอมก็ได้ไปนั่งที่จุดวางของเซ่นไหว้ พร้อมกระดกขวดเหล้าและจุดบุหรี่สูบ คุณหนองน้ำยังคงคิดในแง่ดี มีการแซวว่า “เปรี้ยวปากหรอกินเหล้าในเวลางาน” แต่ลึก ๆ ก็รู้ว่ามีอะไรบางอย่างแน่ สักพัก แอมก็ยืนขึ้น ทำท่าเหมือนจะตั้งวงรำ คุณหนองน้ำเริ่มขนลุกแต่ก็กดแขนแอมไว้และบอกว่า “อย่านะ อย่าทำ เราไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้าทำแบบนี้เดี๋ยวคนในกองจะกลัว” ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้น คุณหนองน้ำจึงต่อธูปและเติมเหล้าอย่างต่อเนื่อง จาก 1 ขวดกลายเป็น 4 ขวด สักพักแอมก็เริ่มนิ่ง คุณหนองน้ำจึงกลับมาหน้าเซ็ต เมื่อมาถึงหน้าเซ็ต ปรากฏว่าเกิดเรื่องแปลกเกิดขึ้นกับผู้ช่วยผู้กำกับอย่าง ‘พี่โจ้’ (นามสมมติ) เพราะอยู่ ๆ เขาก็ทำท่ายกแข้งยกขาเหมือนจ๊ะทิงจา แต่คิดว่าคงวิ่งไปวิ่งมาเพราะเครียดกับการถ่ายทำ สักพักเขาก็หัวเราะขึ้นมา เมื่อคุณหนองน้ำเดินไปหาเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น พี่โจ้พูดกลับมาว่า “เราขอน้ำแดงหน่อยสิ” ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม คุณหนองน้ำจึงบอกให้ป้าสวัสดิการไปเอาให้ เมื่อได้น้ำแดง พี่โจ้ก็กินจนปากแดง ลิ้นแดง กินจน น้ำแดงหมดกองถ่ายก็ยังไม่พอ แถมยังสั่งให้ป้าออกไปซื้อใหม่ แต่ได้กลับมาอีกยี่ห้อหนึ่ง พี่โจ้เห็นแบบนั้นก็ตาแข็งและบอกว่า “ทำไมไม่ซื้อแฟนต้า!” ถึงแม้ทุกอย่างจะผิดปกติ พี่โจ้ก็ยังรันกองตามคิวของลูกค้าได้ตามปกติ ขณะที่เรื่องราวในกองกำลังวุ่น คุณหนองน้ำลืมต่อธูปและบุหรี่ ทำให้ฝนเริ่มลงเม็ด พี่โจ้หันมามองตาแข็ง แล้วพูดว่า “ทำไมไม่ต่อธูป!” คุณหนองน้ำกล่าวขอโทษและรีบวิ่งไปไหว้ต่อธูป แต่ลำพังเธอไหว้เอง ฝนก็ยังไม่หยุด พอเป็นโจ้มาไหว้ ฝนกลับหยุดตกทันที ส่วนทางพี่แอมนั้น ก็มีพฤติกรรมและลักษณะท่าทางเหมือนคนแก่ คุณหนองน้ำเข้าไปหาและบอกว่า “เราขอนะ อย่าทำแบบนี้ เดี๋ยวคนจะกลัว” จากนั้น แอมก็หลับตา ไม่นานคุณหนองน้ำก็สัมผัสได้ถึงพี่แอมคนเดิม เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง แอมก็บอกว่ารับรู้ว่าเดินไปที่ป่า แต่ไม่รับรู้พฤติกรรมอื่น ๆ ของตัวเองเลย พอถึงเวลาเลิกกอง พี่โจ้ก็กลับมาเป็นปกติ คุณหนองน้ำจึงเดินถามว่าเกิดอะไรขึ้น พี่โจ้จึงเล่าว่าเขาเป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านหนึ่งฝั่งทางภาคอีสาน มีการเลี้ยงกุมารเป็นร่างแฝงไว้ คาถาที่ใช้สวดก็ได้มาจากอาจารย์ของเขาเอง กุมารคงมาสิงแค่ช่วงที่ทำพิธีเท่านั้น หลังจากทีมงานเก็บของทุกอย่างเสร็จสิ้น ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ทุกคนรีบเดินทางกลับกรุงเทพ ระหว่างทางมีการพูดคุยกันถึงโลเคชั่นในครั้งนี้ ทางทีมก็บอกว่า โลเคชั่นนี้เป็นบ้านคนและบ้านนี้จะมีศาลไม้ซึ่งเป็นการไหว้ผีของบ้านอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครบอกคุณหนองน้ำก่อนถ่ายทำ จึงไม่ได้ไหว้ผีในวันนั้นด้วย คงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดเรื่องราวแปลก ๆ ในกองถ่ายนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

09 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

วันหนึ่งคนเฝ้าสวนออกไปจับกบ ดันไปเจอซากกบที่เหลือแต่ตัวเพราะหัว และขาถูกกัดไป!เลยเก็บตัวกบไปกะจะเอาไปทำเหยื่อ ระหว่างทางจะกลับไม่รู้มีอะไรดลใจให้ส่องไฟกบไปบนต้นยาง ก็เห็นเป็นเงาแปลกๆวิ่งตามไฟที่ส่อง กลับเจอคนแก่หลังค่อมไม่ใส่เสื้อผ้า ก้มทำอะไรสักอย่าง พอสาดไฟไปอีกครั้งก็เจอควันลอยมาเป็นหน้าคนแก่ แล้วพูดว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ตกดึกกลับบ้านมาได้ยินเสียงเท้าเดินรอบเถียงนาพร้อมกับเสียงโหยหวน ไม่จบแค่นั้น เด็กในหมู่บ้านเกิดอุบัติเหตุ น้องก็เล่าว่าขับรถผ่านสวนยางหันไปเห็นคนไม่ใส่เสื้อวิ่งตามรถจนแหกโค้ง!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน‘อังคารคลุมโปง Xครูตรีมีเรื่องเล่า[4ส.ค. 2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘สวนยางหน้าฝน’ ‘คุณเปา’ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวสุดหลอนที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของตนเองในจังหวัดกาฬิสินธุ์โดยครอบครัวของคุณเปา ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีสวนยางที่คุณพ่อได้ปลูกเอาไว้ราว ๆ 20 กว่าไร่ ซึ่งโดยปกติในช่วงหน้าฝนนั้นจะไม่สามารถกรีดยาง หรือทำการเกษตรอื่นๆ ได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยเพราะภายในสวนยางจะมีขี้ยาง หรือก้อนยางที่เมื่อโดนน้ำกรดจะส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงจนไม่สามารถเอาเข้ามาในหมู่บ้านได้บริเวณบ้านจึงมีเถียงนาที่เป็นพื้นที่ไว้สำหรับคนเฝ้าสวนยางแห่งนี้ในช่วงเวลานั้นพ่อ และแม่ของคุณเปา ต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัดเป็นเวลาลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ จึงทำให้ต้องจ้างวานคนเฝ้าสวนมาดูแลสวนยางในระหว่างที่ตนเองไม่อยู่เลยได้เจอกับ‘พี่บี’ชายหนุ่มในครอบครัวชาวลาวที่กำลังตกงานอยู่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก็ขึ้นในช่วงหน้าฝน ซึ่งโดยปกติของคนภาคอีสาน เมื่อเข้าสู่หน้าฝนชาวบ้านหลายคนก็จะออกมาจับกบ จับอึ่งนำไปทำอาหารกินกันอยู่มาวันหนึ่ง ในวันฝนตกพี่บีที่กำลังเตรียมตัวออกไปจับกบบนหัวของเขาสวมไฟส่องกบ และขาทั้งสองสวมรองเท้าบูธทันใดนั้นเองในตอนที่เขากำลังจะก้าวขาลงไปที่เถียงนา เขากลับมองเห็นดวงไฟสีส้มนวลอยู่ห่างออกไปจากเถียงหน้าประมาณหลายกิโล ภายในใจเขาคิดว่าคงเป็นชาวบ้านที่กำลังออกมาจับกบเหมือนกันกับเขา จึงไม่ได้เอะใจอะไรระหว่างทางเขาก็ค่อย ๆ เดินลงไปเรื่อย ๆเพราะบริเวณไร่นาที่จะมีกบนั้นจะต้องเดินลัดผ่านสวนยางไปในตอนก่อนที่เขาจะเดินลงไปในเถียงนาเป็นปกติที่จะเขาได้ยินเสียงกบ เสียงอึ่งส่งเสียงร้องดังไปทั่วผืนนาแต่เมื่อเขาลงไปถึงข้างล่าง บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเขาเองเขาเดินไปตามทางคันนาเรื่อย ๆ ก็ไม่เจออะไรแต่แล้วที่สิ่งปรากฏตรงหน้ากลับทำให้เขาประหลาดใจ เมื่อเขาเจอซากกบ!ที่ส่วนหัว และแขนขาของมันถูกกัดกินไปเหลือไว้เพียงลำตัวเขาคิดว่าคงเป็นพวกแมวหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘อีเห็น’ที่มากัดไปและเพราะตรงส่วนลำตัวของกบที่ยังสดอยู่ เห็นแบบนั้นพี่บีเลยตัดสินใจเก็บซากกบนั้นกลับไปเผื่อว่าจะเอาไปทำเป็นเหยื่อปลาหลังจากเดินไปได้สักพัก จนแล้วจนเล่าเขาก็ไม่เจออะไรจึงถอดใจและเตรียมตัวกลับบ้าน ในตอนที่พี่บีกำลังจะเดินกลับ แทนที่จะใช้ไฟบนหัวส่องนำทาง กลับมีอะไรดลใจให้เขาเลือกที่จะส่องไฟขึ้นไปบนสวนยางและในจังหวะที่เขามองขึ้นไปนั้น เขาก็เห็นเงาอะไรบางอย่างกำลังวิ่งตามแสงไฟเขาอยู่ และเมื่อเขาขึ้นไปบนสวนยาง ด้วยเวลาการเดินข้างนานเลยทำให้ไฟบนหัวของเขาติด ๆ ดับ ๆเขาจึงพยายามเคาะจนเมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้งในจังหวะที่เขาหันไปส่องไฟที่สวนยางเขากลับเห็นภาพของชายแก่ หลังค่อมคนหนึ่งที่เนื้อตัวไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียวกำลังก้มทำอะไรสักอย่างอยู่กลางสวนและด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงตัดสินใจสาดไฟส่องไปตรงนั้นอีกครั้งหนึ่งเขาเห็นแสงไฟสีส้มนวลเหมือนกับตอนแรกที่เขาเจอไฟมันลอยมาตกแถวใกล้กับเถียงนา และค่อย ๆ จางไป ทันใดนั้นไฟบนหัวของเขาที่กำลังติด ๆ ดับ ๆเมื่อถึงจังหวะที่ไฟบนหัวเปิดขึ้น ภาพตรงหน้าเกือบทำเขาแทบล้มทั้งยืน!เมื่อสิ่งที่เขาเห็น คือใบหน้าของคนแก่ที่ลอยมาเป็นกลุ่มควันและยังพูดกับเขาอีกว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ใบหน้านั้นพูดกับเขาความกลัวเข้าครอบงำจนทำให้เขาร้องไห้ และปัสสาวะราดออกมาในทันที จนแฟนของพี่บีได้ยินจึงเข้าไปเรียกสติแล้วพากลับมาที่บ้าน หลังจากได้สติเขาก็เล่าเรื่องราวที่ไปเจอเจอมาให้แฟนสาวฟัง แฟนก็บอกว่า‘ไม่มีอะไรหรอก อยู่มาตั้งหลายเดือนไม่เคยมีอะไรแบบนี้เลย’ ถึงอย่างนั้นแฟนสาวของเขาก็พยายามบอกให้เขาไม่ต้องคิดมาก และข่มตาลงนอน แต่ในช่วงที่แฟนของเขาหลับไปแล้วเขากลับได้ยินเสียงคนเดินลากเท้าอยู่รอบ ๆ เถียงนาตลอดเวลา และทำเสียงโหยหวนคล้ายเสียงแมวตอนติดสัดพอเช้าวันถัดมา เขาก็มาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟัง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งที่เขาเจอมาจะเป็นเรื่องจริง แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านประสบอุบัติเหตุอยู่ข้าง ๆ สวนยางแถวบ้านคุณเปา น้องเล่าว่าในจังหวะที่ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านสวนยางไฟรถก็ส่องไปเห็นร่างของคนที่ไม่ใส่เสื้อผ้าวิ่งตามรถของน้องไม่ว่าน้องจะขับหนีไปเร็วแค่ไหนก็ยังวิ่งตามทำให้น้องกลัวจนหันมามองอีกทีถนนก็เป็นทางโค้งแล้ว ทำให้เลยโค้งไปจนมีคนหนึ่งที่ตอนนี้ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่ และจนท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าสิ่งที่ได้เจอคืออะไรกันแน่.. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก POPPY C. ‘คืนหลอนใน LA’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

09 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก POPPY C. ‘คืนหลอนใน LA’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ’คุณป๊อปปี้’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘คืนหลอน LA’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! โดยคุณป๊อปปี้เล่าว่า วันนั้นตนมีไฟล์ทบินไป LA ประมาณ 14 ชั่วโมง ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก พอถึงโรงแรมใน LA เป็นโรงแรมที่ไปพักประจำ เปิดประตูห้องเข้าไป ทางขวามือเป็นห้องน้ำ พื้นพรม ไม่เก่า ไม่ใหม่ ตกแต่งเป็นไม้ มี 2 เตียง ด้วยความเชื่อของแอร์โฮสเตส ไม่ปล่อยให้มีที่นอนอื่น หรือไม่ปล่อยให้มีเตียงว่าง จึงเอากระเป๋าเดินทาง กระเป๋าอื่น ๆ และเสื้อผ้า วางกางออกทับอีกเตียง แล้วก็เลือกนอนเตียงที่ติดกับหน้าต่าง เวลานั้นดึกแล้ว ทุกอย่างในห้องเป็นปกติดีทุกอย่าง ผ้าม่านไม่ไหวติง หลังจากคุณป๊อปปี้อาบน้ำเสร็จก็ใส่ชุดนอน แล้วนอนเล่นโทรศัพท์ หันไปมองนาฬิกาบอกเวลาประมาณตี 3 แล้ว แต่อยู่ดี ๆ เตียงก็สั่น “กึ้ก กึ้ก กึ้ก กึ้ก” สิ่งที่คิดคือ ตนต้องเตรียมอพยพหรือเปล่า เกิดแผ่นดินไหวหรือไม่ พอมองซ้ายมองขวา ก็เห็นว่าโคมไฟปลายเตียงที่อยู่บนโต๊ะไม้ยังเปิดอยู่ สักพักเตียงก็สั่นอีกรอบ ในใจคุณป๊อปปี้ก็คิดว่า ‘ถ้าแผ่นดินไหวจนเตียงสั่นขนาดนี้ อย่างน้อยโคมไฟต้องหล่น ผ้าม่านต้องสั่น แต่ทุกอย่างมันกลับนิ่ง..’ คุณป๊อปปี้เริ่มคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ปกติแล้ว จึงพยายามลุกขึ้น แต่ก็ลุกไม่ได้ รู้สึกเหมือนโดนล็อคที่ไหล่ ทำอะไรไม่ได้ จากนั้นจึงกรี๊ดออกมา ยังโชคดีที่ถือโทรศัพท์อยู่ คุณป๊อปปี้จึงโทรหาคุณแม่ ในเวลานั้นประเทศไทยน่าจะเวลาประมาณบ่ายโมง พอคุณแม่กดรับก็พูดว่า ”แม่ สวดมนต์“ แล้วคุณแม่ก็สวดมนต์ทุกบท ส่วนคุณป้อปปี้ก็เปิดลำโพงให้เขาได้ยิน แล้วก็พูดว่า ”เรามาอยู่ที่นี่แค่คืนเดียว อย่ามาทำอะไรเรา“ แล้วก็ค้างอยู่แบบนี้ ในระหว่างที่สวดมนต์นั้น คุณป๊อปปี้รู้สึกเหมือนมีแรงต้าน ให้ลองนึกถึงเวลานั่งอยู่บนเครื่องบินแล้วมีเด็กถีบที่นั่งของเรา เราจะรู้สึกได้ถึงแรงถีบซ้าย ขวา แต่ตอนนี้คุณป๊อปปี้กำลังนอนอยู่ แล้วเขาก็ถีบมาจากใต้เตียง ถีบหลายต่อหลายครั้ง คุณป๊อปปี้คิดว่าใต้เตียงต้องมีอะไรอย่างแน่นอน แต่ก็ยังขยับตัวไม่ได้ ส่วนคุณแม่ก็ยังคงสวดตั้งแต่ตอนนั้น จนถึง 7 โมงเช้า พอถึงเวลา 7 โมงเช้า คุณป๊อปปี้รู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มคลาย จึงพิมพ์ไปหาพี่ลูกเรือคนไทยว่า ”ช่วยหน่อย หนูขยับตัวไม่ อกกจากห้องไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง“ โชคดีที่พี่คนนั้นไม่กลัว คุณป๊อปปี้จึงบอกไปอีกว่า ”เจ้มาถึงให้เคาะประตูยาว ๆ เลยนะ ให้รู้ว่ามีคนมา” คุณป๊อปปี้จินตนาการว่า ใต้เตียงต้องมีบางสิ่งบางอย่าง เพราะมีคนถีบ ก็ไม่กล้าเอาเท้าลง จากนั้นก็กระโดดข้ามเตียงไปเปิดประตู พี่ลูกเรือก็เอาพระเข้ามาให้แล้วบอกว่า ”ไหน ใคร อยู่ไหน“ จากนั้นก็เปิดม่านให้แสงสว่างเข้าห้อง คุณป๊อปปี้รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังมึนและผะอืดผะอม เพราะเครียดรวมทั้งยังไม่ได้นอน คุณป๊อปปี้คิดว่าจะไปนอนห้องพี่ลูกเรือคนนี้ แต่พี่เขากำลังจะไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ส่วนตนนั้นไม่กล้านอนคนเดียว เพราะไม่รู้ว่าเขาจะตามไปอีกห้องหรือไม่ คุณป๊อปปี้จึงตัดสินใจไปเดินเล่นรอพี่ จนกระทั่งถึงเวลา 11 โมง คุณป๊อปปี้อาบน้ำแต่งตัวอยู่ที่ห้องพี่ แล้วกลับมาเก็บของที่ห้อง ซึ่งจะมีนาฬิกาดิจิทัลวางไว้ตรงหัวเตียง จังหวะที่เปิดประตูเข้าไป อยู่ดี ๆ มีเสียงออกมาจากลำโพงของนาฬิกา เป็นเสียงผู้ชาย ฟังไม่ออก เพราะไม่ใช่ภาษอังกฤษ หรือภาษาอารบิก และเสียงก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นคุณป๊อปปี้โมโหมาก จึงบอกไปว่า “จะเอายังไง” เพราะตนไม่ได้นอน แล้วก็ยืนเปลี่ยนเสื้อผ้าตรงประตู จากนั้นก็เอาของออกมา แล้วไม่กลับเข้าไปในห้องอีกเลย จนกลับมาได้คุยกับคุณแม่ คุณแม่บอกว่า “ระหว่างที่แม่สวดมนต์ แม่ได้ยินเสียงผู้ชาย ไม่รู้ว่าเสียงทีวี หรืออะไร แต่ก็ไม่กล้าถาม” คุณป๊อปปี้ถามกลับว่า “เป็นเสียงผู้ชายใช่มั้ย เสียงพูดใช่มั้ย” แม่บอก “ใช่” คุณป๊อปปี้จึงคิดว่าน่าจะเป็นเหมือนเป็นการบอกว่าเขายังอยู่ คุณป๊อปปี้ก็ทำได้แค่กลับมาไทยทำบุญให้เขา แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาคือใครหรือต้องการอะไร..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-