เรื่องเล่าจากส้ม มัลนิการ์ ‘ฉี่ทับที่ผี’ l อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ [ 12 ส.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากส้ม มัลนิการ์ ‘ฉี่ทับที่ผี’ l อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ [ 12 ส.ค.2568 ]

20 ส.ค. 2025

       เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘ส้ม มัลนิการ์’ ที่มาเล่าเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ไปตกปลาบนเขา แล้วปัสสาวะโดยที่ไม่ขอเจ้าที่เจ้าทางจนมีอันเป็นไป! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 สิงหาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ฉี่ทับที่ผี’

       เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณฟ้า’ (นามสมมติ) เธอเพิ่งสูญเสียสามีไป จึงติดต่อให้รายการช่วยเหลือ โดยสามีของเธอชื่อว่า ‘คุณเอก’ (นามสมมติ) วันหนึ่งคุณเอกได้ขึ้นไปตกปลาที่บึงร้างบนเขา แล้วเกิดปวดปัสสาวะ จึงไปปัสสาวะที่โขดหินริมน้ำก้อนหนึ่ง ซึ่งฟ้าเองก็ตกใจและเตือนสามีให้ไหว้เจ้าที่ก่อน เอกได้ยินก็ยกมือไหว้ส่ง ๆ เพราะส่วนตัวเอกไม่ได้เชื่อเรื่องนี้

       หลังจากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน เอกก็มีอาการป่วยและตรวจพบว่าเป็นโรคลูคีเมีย ซึ่งทั้งตระกูลไม่เคยมีใครเป็น ดังนั้นไม่ใช่กรรมพันธุ์แต่อย่างใด จากนั้นก็เข้ารับการรักษาตามอาการ ส่วนทางด้านฟ้าก็ฝันว่ามีวิญญาณผีผู้หญิงตัวเปียกน้ำใส่ชุดขาวมาบอกให้นำกระทงเซ่นไหว้ขึ้นไปไหว้ เขาไม่ได้มาขอร้องแต่เป็นการมาสั่งว่าต้องขึ้นไปไหว้ ฟ้ารู้สึกกลัวจึงไปบอกเอก แต่กลับได้คำตอบว่า “ไร้สาระ” ขณะนั้นเอง ครอบครัวของเอกก็มาได้ยิน ด้วยความเป็นพ่อเป็นแม่หากมีวิธีใดที่ทำให้ลูกดีขึ้นก็จะทำ ในที่สุดวันนั้นก็พากันขึ้นไปบนเขา พ่อกับแม่ได้นำกระทงไปวางไว้บริเวณหนึ่งใกล้ ๆ กับจุดที่เอกปัสสาวะ หลังจากกลับมาในระยะเวลาไม่ถึงเดือน โรคลูคีเมียของเอกก็หายเป็นปลิดทิ้ง ทุกคนสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะหายขาด

       ทุกคนต่างก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติจนกระทั่งผ่านไปประมาณ 3 เดือน เอกกลับมามีอาการอีกครั้ง และครั้งนี้อาการหนักกว่าเดิม นอกจากนี้ฟ้าก็ฝันเห็นวิญญาณผีผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง เขามาบอกว่าให้ขึ้นไปไหว้อีกครั้ง แต่คราวนี้เอกไม่เชื่อและเลือกที่จะไม่กลับไปไหว้เพราะรู้สึกว่าตัวเองถูกใช้เป็นข้อต่อรอง เขารู้ตัวว่าอาการป่วยครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องวิทยาศาสตร์แน่ ๆ หลังจากนั้นไม่นาน เอกก็เสียชีวิตลงด้วยการกระอักเลือด เลือดออกทางรูทวาร ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการทรุดหรือผิดปกติ แต่เรื่องราวยังไม่จบ เพราะวิญญาณผีผู้หญิงตนนี้ก็มาเข้าฝันฟ้าอีกครั้งแล้วบอกว่า ‘จะเอาไปอยู่ด้วยอีกคน’ ด้วยความกลัวจึงติดต่อคุณส้มให้ไปช่วยสื่อสารให้ เมื่อคุณส้มไปถึงพื้นที่ก็เจอกับดวงวิญญาณดวงนี้ ในคืนนั้นคุณส้มและทีมงานลงพื้นที่ถึง 3 โลเคชัน

โลเคชันที่ 1 บ้านของฟ้า

       คุณส้มได้ทำการสื่อสารและสืบเรื่องราวประวัติทุกอย่างเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ แต่สุดท้ายข้อมูลก็ไม่เกี่ยวกับเอกเลย มีเพียงวิญญาณหญิงชุดขาวที่พยายามจะสื่อสารอยู่ตลอดเวลา จึงตัดสินใจเปลี่ยนโลเคชัน

โลเคชันที่ 2 บ้านของเอก

       คุณส้มได้สื่อสารและพยายามพูดคุยกับพ่อแม่ แต่พวกท่านยังคงมีอาการเสียใจจากการสูญเสียลูก พูดรู้เรื่องแต่ช้า ส่วนดวงวิญญาณของเอกก็สัมผัสได้ว่าไม่ได้อยู่บริเวณในบ้าน แต่จะอยู่หน้าบ้านในสภาพนั่งยองและมีวิญญาณหญิงชุดขาวจิกหัวอยู่ เหมือนเป็นทาส เหตุการณ์นี้ทำให้ฉุดคิดได้ว่ามันแปลกและต้องมีอะไรบนเขาแน่ ๆ จึงเปลี่ยนโลเคชันอีกครั้ง

สุดท้าย โลเคชันที่ 3 เขาบริเวณที่ตกปลา

       การไปสถานที่นี้มีพ่อแม่ของเอกขับรถขึ้นไปด้วยตัวเอง เมื่อไปถึงก็จะพบกับโขดหิน 2 ก้อน บนโขดหินฝั่งซ้ายมีวิญญาณผู้ชายนั่งชันขาข้างขวา หันหน้ามามองทีมงานด้วยสายตาเหม่อลอย เมื่อพูดลักษณะออกมา ฟ้าและครอบครัวก็ค่อนข้างมั่นใจว่านั่นคือ ‘วิญญาณของเอก’ แน่นอน เมื่อนำรูปมาเทียบก็ยืนยันได้ว่าคนเดียวกัน ซึ่งที่สำคัญหินก้อนนั้นคือบริเวณที่เอกได้ไปปัสสาวะไว้นั่นเอง คืนนั้นท่ามกลางความมืดแต่ภาพข้างหน้ายังชัดเจนเหมือนมีแสงไฟสาดส่องไป จนทำให้คุณส้มต้องกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจ คุณพ่อคุณแม่เมื่อทราบว่าลูกยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ แถมโดนกดกักขังไว้ให้เป็นเบี้ยล่างและบริวารอีก จึงร้องไห้สะอื้นออกมา

       การช่วยเหลือในครั้งนี้ลำพังแค่คุณส้มคงไม่สามารถช่วยได้ จึงมีคุณโอมาช่วยเพิ่ม จากนั้นก็เริ่มทำพิธีทางเต๋า เพื่อเชิญดวงวิญญาณกลับบ้าน โดยการสร้างม่านกำบังไม่ให้วิญญาณผู้หญิงติดตามมา ขณะที่กำลังทำพิธีกรรมก็มีอภินิหารเกิดลำแสงส่องสว่างขึ้นมาบนน้ำคล้ายเงาจันทร์แม้คืนนั้นจะไม่มีพระจันทร็ตาม ทุกคนเห็นจึงเริ่มถอยห่างพร้อมจุดธูปคนละดอกให้พ่อแม่เรียกชื่อลูกและเดินกลับไปที่รถ ห้ามหันมามองเด็ดขาด

       ตลอดการเดินแม่เรียกลูกตลอดทาง “ไปอยู่กับแม่นะ”, “กลับมาหาแม่นะลูก” พร้อมเสียงสะอื้นจนจะขาดใจ กว่าวิญญาณของเอกจะหลุดพ้นมาได้ก็โดนวิญญาณหญิงชุดขาวฉุดรั้งไว้ เกิดการต่อสู้กับวิชาของคุณโอพอสมควร เมื่อดวงวิญญาณออกมาได้ บรรยากาศตรงนั้นกลับเกิดฝนปรอย ๆ เหมือนน้ำมนต์ พร้อมกับดวงจันทร์ที่ออกจากเงาเมฆพอดี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าดวงวิญญาณได้ออกมาแล้ว เอกนั่งบนหลังคารถกระบะลงมาจากเขาพร้อมกับทุกคน

       เมื่อมาถึงบ้าน รถยังไม่ทันจอดสนิท สุนัขตัวโปรดที่ดุจนต้องล่ามโซ่ไว้กลับทำเสียงอ้อนด้วยความคิดถึง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สุนัขตัวนี้เป็นทุกครั้งเมื่อเห็นเอกกลับบ้าน ทำให้มั่นใจว่าวิญญาณของเอกกลับถึงบ้านแล้วจริง ๆ

       เมื่อเข้าไปในบ้าน คุณโอได้ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณให้สถิตไว้ในรูปและทำตามพิธีกรรมต่อไป ในขณะที่วิญญาณของเอกออกมาได้แล้ว แต่วิญญาณหญิงชุดขาวก็ยังคงอยู่ที่เดิม คุณส้มจึงสัมผัสได้ถึงความอาฆาตแค้นของเขาเพราะรู้สึกเหมือนเขาพยายามที่จะจัดการเรา เช่น เข้าฝัน หรือทำให้กลัวจนหลอน ดวงวิญญาณดวงนี้คือคนงานที่ถูกฆาตกรรมแล้วโดนผลักตกลงไปในน้ำ ทำให้จิตสุดท้ายก่อนตายมีแรงอาฆาตสูงจึงคิดจะเอาชีวิตคนไปอยู่ด้วยตลอด

       สุดท้ายคุณส้มทำการสวดมนต์ แผ่เมตตา บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกวันเพื่อบรรเทาความรุนแรง เมื่อไหร่ที่ไปทริปทำบุญก็กรวดน้ำให้ตลอด..

เขียน: กัญญาพร จันทร์ลอย

เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติ

ภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก 'แจ็ค The Ghost Radio' 'ผีผ่าห่ม' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 22 ต.ค. 2567]

08 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก 'แจ็ค The Ghost Radio' 'ผีผ่าห่ม' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 22 ต.ค. 2567]

ขนหัวลุกไปกับ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio‘ ที่ได้นำเรื่อง ‘ผีผ้าห่ม’ มาเล่าในรายการอังคารคลุมโปง X (22 ตุลาคม 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องสุดหลอนในห้องนอน จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! พี่แจ็คได้เล่าว่าเป็นเรื่องราวของ ‘คุณบี’ แฟนคลับรายการ The Ghost Radio เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อยังเป็นวัยรุ่น ซึ่งในขณะนั้นเองคุณบีก็มีรุ่นพี่ที่รู้จักแต่งงานที่จังหวัดเชียงรายและก็ได้เชิญชวนรุ่นน้องทุกคนไปร่วมงานแต่ง ซึ่งเพื่อนทุกคนก็วางแพลนเรื่องการเดินทางกัน ยกเว้นคุณบีที่ไม่สามารถแจ้งได้ว่าจะไปวันไหน อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ในช่วงเรียนหนัก จนคุณบีได้ตัดสินใจที่จะไปซึ่งเป็นวันก่อนวันแต่ง 1 วัน ตนไม่รู้ว่าจะเดินทางไปที่นั่นได้อย่างไร เนื่องจากเพื่อนต่างก็เดินทางกันไปก่อนแล้ว และรถโดยสารวันนั้นก็เต็ม คุณบีจึงคิดย้อนกลับไปใช้วิธีการในอดีตที่ตนเคยทำนั่นก็คือการโบกรถ จากนั้นก็ได้ทำการยืนโบกอยู่นานแต่ก็ไม่มีรถคันไหนจอด แต่สักพักหนึ่งก็มีรถกระบะขนตู้ไม้จอดแล้วก็ให้คุณบีติดท้ายกระบะไปด้วย โดยปกติแล้วคุณบีจะเป็นคนที่ห้อยพระ แต่ในขณะนั้นตนไม่ได้ห้อยจึงรู้สึกไม่สบายใจ มีสิ่งหนึ่งที่ตนทำแล้วจะช่วยทำให้รู้สึกอุ่นใจได้นั้นก็คือการไหว้ ไหว้ทุกอย่างที่ตนเห็นเพราะตนคิดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่นั่งรถไปเรื่อย ๆ ก็มีจุด ๆ หนึ่งรถติดแถวยาวมาก คนขันรถจึงเดินลงมาบอกคุณบีว่า “โอ้ น่าจะอีกนานข้างหน้าเนี่ย มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างหน้า” แล้วจู่ ๆ ตนก็ได้ยกมื้อไหว้ คนขับรถเห็นแบบนั้นก็เกิดความสงสัยแล้วถามว่า คนขับรถ : ไหว้อะไรเนี่ย? คุณบี : ผมไม่ได้ไหว้อะไรครับ ผมแค่ขอพรให้คนที่เกิดอุบัติเหตุปลอดภัย ไม่เป็นอะไรมาก คนขับรถ : เป็นคนชอบไหว้ใช่มั้ย พี่ขับรถมามองกระจกหลังนั่งไหว้มาตลอดทางเลย คนในรถอีกคนหนึ่ง : ใช่ การไปไหว้อย่างงี้ บางที่มันไปไหว้ในสิ่งที่มันไม่ควรที่จะไปไหว้นะ ไหว้ไปไหว้มา ระวังจะไปเปิดเซ้นท์ตัวเองทำให้มองเห็นผีได้นะ เมื่อขับมาถึงจุดที่เกิดอุบัติเหตุ ก็ได้เห็นว่ามีผู้เสียชีวิตถูกคลุมผ้าอยู่ 2 ศพ คุณบีจึงได้ยกมือไหว้ขอให้ดวงวิญญาณไปสู่สุขคติ แล้วก็เดินทางกันต่อจนถึงแยกที่จะเข้าไปจังหวัดเชียงราย คุณบีก็ต้องลงจากรถเนื่องจากรถคันนี้ไม่ได้จะไปทางเดียวกันกับตน ทำให้ต้องโบกรถอีกคันเพื่อที่จะเข้าไปในตัวเมือง โบกอยู่สักพักหนึ่งก็มีรถเก๋งคนหนึ่งจอดรับ และก็ให้คุณบีติดรถไปด้วยเพราะไปที่เดียวกัน ระหว่างที่เดินทางอยู่นั้นเมื่อคุณบีเจออะไรก็จะไหว้อยู่เหมือนเดิม จนคนขับรถพูดว่า “น้องเป็นคนมือไม้อ่อนนะ ชอบไหว้” ต่อมาก็เดินทางจนมาถึงตัวเมือง ด้วยความที่คนขับรถเห็นคุณบีเป็นนักศึกษาจึงได้ให้เงิน 200 บาท ติดตัวเอาไว้ คุณบีขอบคุณและลงจากรถ แล้วก็ให้รุ่นน้องมารับตนไปที่งานแต่งงาน คุณบีไปถึงเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งทันงานเริ่มพอดี คุณบีและเพื่อน ๆ ก็ได้มีการกินเลี้ยง พูดคุย สังสรรคกันจนกระทั่งเป็นเวลาเที่ยงคืน ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน รุ่นพี่ที่เป็นเจ้าภาพก็ได้เดินมาถามคุณบีว่า “จะนอนที่ไหน มีบ้านฝั่งตรงข้ามกับบ้านญาติให้นอนนะ” ซึ่งในรั้วบริเวณบ้านจะมีบ้านอยู่ 2 หลัง บ้านหลังแรกเป็นบ้านยกสูง ในตอนที่คุณบีได้เดินเข้าไปนั้นตนรู้สึกเหนื่อยจากการนั่งรถมานาน จึงตัดสินใจไม่พักบ้านหลังนี้ แล้วเดินไปที่บ้านอีกหลัง จากนั้นก็ค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไป เข้าในได้พบกับคนจำนวนมากที่มานอนระเกะระกะเต็มไปหมด ตนจึงค่อย ๆ เข้าไปแล้วเดินข้ามคนที่กำลังนอนอยู่ เพื่อพยายามหาที่นอน บ้านหลังนั้นแทบจะไม่มีที่ที่สามารถแทรกนอนได้เลย พอเดินไปสุดบ้านก็เจอห้องน้ำ จึงได้ทำการล้างหน้าล้างตาและคิดว่าจะเดินกลับไปดูที่บ้านยกสูงอีกครั้ง ในขณะที่คุณบีกำลังจะเดินออกจากบ้านหลังนี้ ก็สังเกตเห็นห้องทางด้านซ้ายมือเปิดประตูไว้อยู่ จึงตัดสินใจลองเดินเข้าไปดู ก็พบกับห้องนอน ที่มีเตียง มีผ้าห่ม มีทุกสิ่งทุกอย่างแต่ไม่มีคนนอน ด้วยความที่คุณบีเพลียมาก จึงได้ทำการนอนทันทีโดยไม่ได้มีการอาบน้ำก่อน ระหว่างที่นอนอยู่นั้น ก็ฝันเห็นภาพห้องนอนห้องหนึ่ง มีผู้หญิงเดินไปที่มุมห้องใกล้ ๆ กับประตู แล้วทำท่าทีเหมือนกำลังทะเลาะด่ากับใครบางคน ตนได้ยินผู้หญิงคนนั้นพูดประมาณว่า “กูไม่ได้ทำ มึงมาใส่ร้ายกูทำไม มึงชอบมาใส่ร้ายกู” ในฝันนั้น คุณบีได้ลุกขึ้นแล้วพยายามเดินไปหาผู้หญิงคนนั้นแล้วถามว่า “พี่ พี่เป็นไรอะ มีอะไรให้ช่วยมั้ย?” แต่จู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็หันหน้ามา! โดยหันมาแต่หัว แต่ตัวไม่ได้ขยับ! แล้วตะโกนใส่คุณบีว่า “มึงก็อีกคน! ออกไปจากห้องกู!” คุณบีสะดุ้งตื่นทันที แต่ก็ยังนอนอยู่แค่ไม่ได้ลืมตา สักพักหนึ่งตนก็รู้สึกหนาวที่ข้างซ้ายของตัว จึงเอามือคลำไป จนได้รู้ว่าผ้าห่มไปอยู่ฝั่งทางขวา จึงดึงผ้าห่มมาห่มแล้วก็นอนหลับ หลับได้ไม่นาน ก็รู้สึกหนาวฝั่งขวา ในตอนนั้นตนคิดว่าถูกเพื่อนแกล้งเพราะเห็นว่าผ้าห่มเทไปทางซ้าย ในขณะที่กำลังดึงผ้าห่ม ตนก็คิดว่าไม่น่าจะใช่เพื่อนแกล้ง เพราะเตียงนอนชิดกับผนัง ถ้าเพื่อนแกล้งจริง ๆ ก็ต้องปีนข้ามตัวคุณบีแล้วเตียงต้องยุบ คุณบีจึงดึงผ้าห่มมาคลุมโปงทันที สักพักหนึ่งผ้าห่มก็ค่อย ๆ ดึงลงไปทางขาพร้อมกับเสียงพูดว่า “มึงออกไปจากห้องกู มึงออกไปจากห้องกู” คุณบีพยายามดึงผ้าห่มสู้แต่ก็สู้ไม่ไหว แล้วผ้าห่มก็ถูกกระชาก! คุณบีตกใจตะโกนลั่นห้อง แล้วรีบเก็บของออกจากห้องทันที! ตนคิดว่าคงจะมีใครข้างนอกได้ยินแล้วมาช่วย แต่กลับกลายเป็นว่าคุณบีถึงกับช็อก เพราะว่าข้างนอกนั้นไม่มีใครนอนอยู่เลยซักคน! คุณบีวิ่งออกมานั่งตรงกองไฟ ในตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตี 4 ต่อมาก็มีเพื่อนเดินมาถามว่า “เป็นอะไร?” คุณบีตอบไม่ได้เพราะกำลังตกใจกับสิ่งที่ตัวเองเจอ จนเวลาผ่านไปคุณบีก็ได้สติ เจ้าสาวได้เดินมาหาคุณบีแล้วถามว่า “เป็นไง เมื่อคืนนอนสบายมั้ย? เมื่อคืนนอนไหน” คุณบียังคงช็อกกับเรื่องเมื่อคืนทำให้ตอบไม่รู้เรื่อง เจ้าสาวจึงได้ถามต่อว่า “เป็นอะไร ไปเจออะไรมาในบ้านหลังนี้?” ตนจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เจ้าสาวฟัง เมื่อเจ้าสาวทราบเช่นนั้นจึงเรียกเพื่อนทุกคนมาแล้วถามว่าเมื่อคืนไปนอนที่ไหน เพื่อนก็ตอบกลับมาว่า “ไปนอนชั้นบน บ้านยกสูง เพราะหลังบ้านหลังนั้นเขาจะให้คนที่มากินทีหลังนอน คนที่เลิกก่อนขึ้นไปนอนบ้านยกสูง” สุดท้ายแล้วเจ้าสาวก็เล่าให้คุณบีฟังว่า “บ้านหลังนี้ มันเป็นบ้านของพี่คนหนึ่งอยู่กับแม่ ซึ่งเป็นแม่ผัวลูกสะใภ้ โดยที่พี่ผู้หญิงคนนี้ชอบโดนแม่มองผิด ๆ มาโดยตลอดว่าชอบไปไหนมาไหนกับผู้ชาย เขาไปกับผู้ชายจริง เขาเป็นเพื่อนและเขาไม่ได้ชอบผู้หญิง เขาเป็น LGBTQ พูดกับใครก็ไม่มีใครเชื่อเรื่อง เรื่องนี้เก็บไว้ในใจพี่ผู้หญิงมาตลอด มีวันหนึ่งก็ออกไปกับเพื่อนผู้ชายคนนี้ แล้วก็เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ คอหักตายทั้งคู่ แล้วพี่คนนี้เป็นคนหวงของหวงบ้านมากและเป็นคนที่รักความสะอาดมาก”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา

21 มี.ค. 2023

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา คืนหนึ่ง.. ต้องไปส่งเอกสารด่วน ขากลับขับผ่านโค้งหักศอก ตรงนั้นมีศาลตั้งอยู่ด้วย! พยายามมองแค่ทางตรงแล้ว แต่หางตาดันสะดุด ทำให้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น! สติหลุด ทั้งกรี๊ด ทั้งร้องไห้ ขับต่อแทบไม่ไหวจนต้องจอดพัก แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก่อให้เกิดคลื่นน้ำขนาดยักษ์ที่เรารู้จักและหวาดกลัวอย่าง ‘สึนามิ’ พัดถล่มเข้าชายฝั่งหลายจังหวัดทางภาคใต้ในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทั้งโลกไม่อาจลืมเลือน หนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์เต็ม ๆ คือ จ.พังงา และยังเป็นจุดหมายปลายทางของ ‘คุณแนน’ สายจากทางบ้านที่พบเจอกับประสบการณ์หลอนทันทีที่ได้มาถึง ทำเอา ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ถึงกับอ้าปากค้างในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (14 มีนาคม 2566) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ย้ายไปพังงา’ คุณแนนเล่าว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์เมื่อ 13 ปีก่อน ตอนนั้นคุณแนนได้บรรจุเป็นราชการครั้งแรก ได้ทำงานอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดพังงา แต่เดิมนั้นคุณแนนอาศัยอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงใช้เวลาเดินทางไปที่พังงานานหลายชั่วโมง ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน รวมทั้งบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยทะเลที่สวยงาม และความเหน็ดเหนื่อยจากเดินทางไกล ทำให้คุณแนนไม่ได้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง และผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยทันทีที่เดินทางไปถึงบ้านพักข้าราชการ.. ทันทีที่หลับ คุณแนนก็ฝันว่าตัวเองนั้นนั่งอยู่ที่ท้ายกระบะ สักพักก็มีคนโยนศพขึ้นมาบนรถ! โยนมาจนเต็มหลังกระบะและเบียดพื้นที่ของคุณแนน ตอนนั้นคุณแนนรู้ตัวแล้วว่ากำลังฝันอยู่ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ จากนั้นก็พยายามพูดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียง “อึกอัก อึกอัก” ไม่เป็นภาษา จนพี่ที่อยู่บ้านพักเดียวกันตื่นขึ้นมาเขย่าตัวคุณแนนและตะโกนเรียกเสียงดังจนคุณแนนตื่นขึ้นมาจากภวังค์นั้น และบอกว่า “เห้ยพี่ หนูฝันร้าย” เมื่อชาวบ้านทราบข่าวก็ถามขึ้นมาว่า “พอลงเกาะมาเนี่ย ได้ไหว้ ได้ขอเจ้าที่เจ้าทางบ้างหรือเปล่า” คุณแนนก็ตอบไปว่า “ไม่ได้ขอเลยค่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้นก็พาคุณแนนไปที่หน้าหาดเพื่อทำพิธีไหว้เจ้าที่เจ้าทาง จะได้ทำงานและอยู่อาศัยที่นี่ได้อย่างราบรื่น คุณแนนเล่าเสริมอีกว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์สึนามิถล่ม จำนวนประชากรที่เกานี้มีประมาณ 500 - 600 คน จนปีที่คุณแนนบรรจุเข้าไปทำงาน เหลือประชากรเพียง 200 กว่าคนเท่านั้น นอกจากจะไปไหว้ที่หน้าหาดแล้ว ชาวบ้านยังพาคุณแนนไปไหว้ที่ศาลพ่อตาหินกอง ลักษณะคือเป็นศาลที่ตั้งอยู่บนหิน ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ไม่โดนสึนามิแม้จะตั้งอยู่หน้าหาดก็ตาม หลังจากนั้นคุณแนนก็ไม่เจออะไรพิศวงจนกระทั่ง.. เวลาผ่านไปสักพัก ในคืนที่คุณแนนต้องนอนคนเดียว เพราะเพื่อนร่วมงานหลายคนส่วนใหญ่เป็นคนใต้ที่มาจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครศรีธรรมราชบ้าง สุราษฎร์ธานีบ้าง พัทลุงบ้าง เขาก็จะกลับบ้านในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณแนนเล่าว่าทุกครั้งที่ต้องนอนคนเดียว จะรู้สึกเหมือนว่าถูกผีอำ แล้วก็จะเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่ที่ปลายเท้า บางครั้งก็เป็นเด็ก บางครั้งก็เป็นผู้ชายแก่ หรือคนท้องบ้าง เรียกได้ว่ามาทุกรูปแบบ ทุกครั้งที่เจอคุณแนนก็จะสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ตลอด บางคนก็ไปง่าย แต่กับบางคนก็ต้องใช้เวลาสวดนาน คุณเล่าเสริมอีกว่าเขาจะมาปรากฏโดยที่ไม่ได้พูดหรือสื่อสารอะไร เหมือนมายืนมองเราเฉย ๆ แต่ก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่หลอนขนลุกจนคุณแนนจำได้ถึงทุกวันนี้.. คุณแนนเล่าให้ฟังว่าอำเภอที่อาศัยอยู่นั้นค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมือง ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมง แถมที่นี่ยังมีฝนตกแทบจะตลอดเวลา วันนั้นต้องไปส่งเอกสารด่วนในตัวเมือง คุณแนนจึงรีบออกเดินทางเพราะรู้ดีว่าเส้นทางขากลับที่จะต้องผ่านหากว่ายิ่งมืดก็ยิ่งอันตราย เส้นทางที่ว่าจะมีลักษณะเป็นทางโค้งหักศอกหากหลุดโค้งก็เท่ากับตกเหว นอกจากนั้นยังมีศาลตั้งอยู่ด้วย ทุกครั้งที่ผ่านคุณแนนก็จะรู้สึกอึดอัดใจทุกครั้ง แต่ด้วยงานที่ยังค้างคาและกว่าจะสะสางเสร็จ เวลากลับก็ล่วงเลยมาถึงหนึ่งทุ่ม คุณแนนตั้งใจว่าจะไม่วอกแวกและจะตั้งสติในการขับรถเพียงอย่างเดียว พี่ที่นั่งมาด้วยก็รู้ดีว่าคุณแนนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง เขาก็พยายามหาเรื่องอื่นคุยกับคุณแนน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเครียด พอใกล้จะถึงทางโค้ง พี่เขาก็จับขาคุณแนน แล้วก็บอกว่า “พี่อยู่นี่นะ ไม่ต้องกลัว เราอยู่ด้วยกัน” คุณแนนก็พยายามมองแค่ทางตรง แต่ก็ต้องเสียสมาธิเพราะมีอะไรบางอย่างดึงความสนใจอยู่ที่หางตา! คุณแนนเผลอหันไปมองเข้าเต็ม ๆ ภาพที่เห็นคือศพหน้าเละที่ถูกผ้าห่อเต็มไปด้วยเลือดสีแดงยืนอยู่ตรงศาล! คุณแนนเห็นแบบนั้นก็ร้องกรี๊ดออกมาทันที สติแทบไม่อยู่กับตัว! พี่ที่นั่งมาด้วยก็พยายามช่วยตั้งสติ เพราะกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ คุณแนนพอเริ่มได้สติก็พยายามขับรถให้ผ่านตรงนั้นไปแม้จะยังร้องไห้และช็อคกับสิ่งที่เห็น เมื่อขับผ่านจุดนั้นก็จอดรถและรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด เมื่อทุกอย่างเริ่มโอเคขึ้น ก็ขับรถกลับที่พักอย่างปลอดภัย ปัจจุบันนี้คุณแนนได้ย้ายกลับมาทำงานที่จังหวัดสุพรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้คิดร้ายอะไร ขอแค่ถ้าอยากได้อะไรก็ให้มาบอกดี ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ ‘ทวงสัญญา’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 28 พ.ค. 2567]

03 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ ‘ทวงสัญญา’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 28 พ.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ’คุณคิงส์’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอน มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤษภาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘ทวงสัญญา’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณคิงส์เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเองตอน 10 ขวบ (เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว) ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่ค่อยมีที่เล่นอะไรมากมาย นอกจากไปโรงเรียนหรือไปวัด และไฮไลท์สำคัญคือการไปเล่นน้ำคลอง ซึ่งคุณคิงส์มีเพื่อนรักที่สนิทกัน ชื่อ ‘นพ’ (นามสมมติ) ที่มักจะเล่นด้วยกัน ไปโรงเรียนด้วยกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันหยุดไม่ได้ไปโรงเรียน ทั้งสองคนจึงชวนกันไปเล่นน้ำคลองตามประสาเด็กบ้านนอก ตอนแรกก็เล่นกันที่น้ำตื้น สักพักก็เริ่มไปที่ลึกเรื่อย ๆ ในขณะที่แหวกว่ายเล่นน้ำกันสนุกสนาน คุณคิงส์ได้ยินเสียงเพื่อนตะโกนเรียกให้ช่วย ซึ่งตอนแรกก็เข้าใจว่าเพื่อนแกล้งให้เข้าไปใกล้ ๆ เพราะคุณนพก็ว่ายน้ำเป็น คุณคิงส์จึงตอบกลับไปว่า “ก็ว่ายขึ้นฝั่งสิ” แต่คุณนพก็ตอบกลับว่า “ไม่ได้ เป็นตะคริว” เมื่อเห็นท่าไม่ดี คุณคิงส์คิดว่าน่าจะจริง ก็เลยว่ายเข้าไปหา พอเข้าไปถึงใกล้ ๆ ด้วยความที่คุณนพยังเด็กก็ตกใจ กระโดดกอดคอแล้วก็กดคุณคิงส์เหมือนพยายามจะขึ้นมายืนบนบ่า เพื่อให้ตัวเองพ้นน้ำตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด พอคุณคิงส์โดนกดก็จะจมด้วยเลยสลัดเพื่อนออก แล้วรีบว่ายน้ำขึ้นฝั่ง พอไปถึงฝั่งก็มองหาไม้เพื่อมาช่วย แต่ว่าหันมาอีกที เพื่อนก็หายไปแล้ว คุณคิงส์ตะโกนเรียกหาก็ไม่มีสัญญาณตอบ พอหาไม่เจอ จึงตะโกนขอความช่วยเหลือ คนแถวนั้นที่ทำไร่ทำนาอยู่วิ่งรีบมาช่วยกัน พอมาถึงก็ช่วยกันงมคุณนพที่จมน้ำขึ้นมาแล้วรีบปฐมพยาบาล แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล คุณนพเสียชีวิต หลังจากที่ผ่านงานศพของคุณนพไป พ่อและแม่ของคุณคิงส์ก็สั่งห้ามไม่ให้ไปเล่นน้ำคลองอีกโดยเด็ดขาด เวลาผ่านไปหลายเดือน คุณคิงส์ได้ฝันว่าตนเองยืนอยู่ริมคลอง เห็นคุณนพ นั่งกอดเข่าหนาวสั่นอยู่ เขาก็หันมามองหน้า แล้วถามว่า “ทำไมถึงทิ้งกูไป ทำไมถึงทิ้งกูไป” และขณะที่กำลังจะตอบไป คุณคิงส์ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะแม่มาปลุก แม่บอกว่า “ทำไมไม่ล้างเท้าก่อนเข้านอน ดูสิคราบดินคราบโคลนเปื้อนพื้นหมดแล้ว” คุณคิงส์มองไปก็เห็นเป็นรอยเปื้อนตั้งแต่บันไดขึ้นมาถึงบริเวณที่นอน แล้วพอมองเท้าตนเองปรากฎว่าเท้าก็ไม่ได้เปื้อนโคลน ตอนนั้นก็ไม่ได้บอกอะไรแม่ เพราะดูแล้วคงจะอารมณ์ไม่ดีแล้ว จึงตอบกลับไปแค่ “ครับ ๆ” แล้วรีบหาผ้ามาเช็ด และคุณคิงส์ก็ฝันแบบนี้อีกหลาย ๆ ครั้ง ฝันซ้ำ ๆ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ขณะที่คุณคิงส์นอนเคลิ้มกำลังจะหลับ ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ หู ตอนแรกนั้นนอนหงายอยู่ จึงพลิกตัวมาทางด้ายซ้ายมือ ปรากฎว่า เจอคุณนพ นอนอยู่ข้าง ๆ นอนตัวซีด เปียก มีโคลนติดตามตัวกำลังสะอื้นปากขมุบขมิบ และน้ำตาไหล จ้องมองมาที่คุณคิงส์! ตอนนั้นด้วยความที่เป็นแค่เด็ก 10 ขวบ ก็กลัวมากจนขยันตัวไม่ได้ เหมือนโดนสะกดให้ต้องจ้องมองเขา คุณคิงส์คิดว่าไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองตั้งใจฟังดูว่าจะว่ายังไง ก็พูดในใจว่า “พูดมาว่าต้องการอะไร ยังไง” แล้วก็ได้ยินเสียงเข้ามาในหูว่า “เอาของที่จะให้ มาให้กูด้วย” จากนั้น คุณนพก็ลุกไปเปิดมุ้งแล้วเดินไปทางหน้าต่างเพราะห้องที่อยู่ชั้น 2 แล้วก็กระโดดลงไป! ขณะนั้นคุณคิงส์ได้สติ ขยับตัวได้ จึงตะโกนไปว่า “นพ อย่าเพิ่งไป!” พ่อแม่ได้ยินจึงรีบวิ่งขึ้นมาแล้วถามว่า “เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” คุณคิงส์จึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง พ่อกับแม่จึงไปเปิดไฟ ปรากฎว่าไม่มีร่องรอยอะไรเลย ไม่มีโคลน หรือเปียกน้ำเลย แม่จึงบอกว่า “ท่าจะไม่ดีแล้ว สงสัยเด็กจะคิดถึงกัน” เพราะมีความเชื่อว่า คนเราหรือเด็ก ๆที่ผูกพันธ์กัน จะมีจิตที่ผูกหากันได้ แม่จึงรีบไปหุงข้าวแล้วบอกคุณคิงส์ว่า “ต้องมาใส่บาตรพร้อมกับแม่” แล้วพ่อก็ถามว่า “ที่นพบอกให้เอาของไปให้ เราไปสัญญาอะไรไว้” คุณคิงส์นั่งนึกจนนึกออก แล้วเล่าให้พ่อฟังว่า “ก่อนที่เราจะลงไปเล่นน้ำในคลองกัน ผมกับนพนั่งขุดดินเหนียวมาปั้นเล่นกัน นพปั้นไม่เป็น ปั้นได้แต่ลูกกระสุนกลม ๆ เหมือนลูกแก้ว ส่วนผมปั้นเป็นรูปสัตว์ได้หลายชนิด นพเลยขอว่า อยากได้อะ ปั้นรูปช้างให้หน่อยได้มั้ย คิงส์เลยบอกว่า ได้สิ แต่ขอไปล้างมือล้างตัวก่อนนะ เดี๋ยวมาปั้นให้” จากนั้น เด็กทั้งสองก็ชวนกันไปที่คลอง หลังจากล้างมือเสร็จ ด้วยความที่น้ำน่าเล่น จึงชวนกันเล่นน้ำ และก็เกิดเหตุการณ์จมน้ำขึ้น พ่อก็บอกว่า “สงสัยคงต้องทำตามคำสัญญาแล้วแหล่ะลูก นพน่าจะมาทวง” แล้วพ่อก็พาไปขุดดินเหนียวมาปั้นเป็นช้างตามสัญญา พอเสร็จแล้วก็พาซ้อนจักรยานไปบริเวณริมคลองที่นพจมน้ำ แล้วก็พาจุดธูปบอกว่า “นพ คิงส์ทำตามสัญญาแล้วนะลูก ปั้นช้างมาให้แล้ว” หลังจากนั้นมาก็ไม่ฝันถึงคุณนพอีกเลย แต่พอถึงวันครบรอบที่เขาเสีย คุณคิงส์ก็จะมาปั้นช้างดินเหนียวไปวางให้ทุก ๆ ปี.. จนกระทั่งเรียนจบมัธยม ไม่ได้เรียนต่อแถวบ้าน เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพ แล้วทำงานต่อ จึงไม่มีเวลาว่าง ไม่ได้ไปปั้นช้างดินเหนียวให้ คุณนพก็มาเข้าฝันแล้วบอกว่า “ยังไม่ได้เอาช้างมาให้นะ” เขายังมาในสภาพเป็นเด็กเหมือนวันที่จมน้ำ หลังจากนั้นคุณคิงส์มีโอกาสกลับไปบ้าน จึงซื้อช้างปั้นเซรามิกคู่หนึ่ง ไปวางไว้ให้ที่เจดีย์ที่บรรจุอัฐิเขา แล้วบอกว่า “นพ ต่อไปนี้ไม่ว่างปั้นช้างไปไว้ให้ตรงคลองแล้วนะ แต่เราเอาช้างปั้นอย่างดีมาไว้ให้ตรงเจดีย์นี้แทนก็แล้วกัน ต่อจากนี้ไปนี้ก็ให้ช้างคู่นี้เป็นตัวแทนช้างที่ปั้นไปให้ทุกปี จนกว่ามันจะแตกสลาย แล้วเราจะหามาให้ใหม่” หลังจากนั้นก็ไปทำบุญ ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนบุญกุศลให้เขา พอตกกลางคืนก็ฝันว่า ตัวเองไปนั่งเล่นอยู่ที่ริมคลองที่เขาจมน้ำ แล้วเขาก็วิ่งมากอดแล้วพูดว่า “ขอบใจมากนะที่ปั้นช้างมาให้ตามสัญญา ต่อไปนี้ไม่ต้องปั้นมาให้แล้วนะ ช้างที่เอามาให้ใหม่แข็งแรงมากเลย” แล้วเขาก็หัวเราะ และในความฝัน เขาก็ยังเป็นเด็ก เสื้อผ้าหน้าผมก็ยังคงเหมือนเดิม ในขณะที่คุณคิงส์โตเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็บอกว่า “ต่อไปนี้ไม่ต้องกังวลกับคำสัญญานะ เพราะเรามาทำตามสัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอให้นพไปสู่ภพภูมิที่ดี” หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ไม่เจอเขาอีกเลย อาจะเป็นเพราะว่าเขาไปสู่ดินแดนที่เขาหมดห่วงไปแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

สาวไปทำงานในจังหวัดติดริมแม่น้ำโขง จองที่พักไว้ทั้งหมด 4 คืน ช็อค! เพราะมีทั้งเสียงโทรศัพท์ดังเอง ไฟฟ้าขัดข้อง เสียงปริศนาดังอยู่เรื่อย ๆ จนแทบไม่ได้นอน

24 พ.ย. 2023

สาวไปทำงานในจังหวัดติดริมแม่น้ำโขง จองที่พักไว้ทั้งหมด 4 คืน ช็อค! เพราะมีทั้งเสียงโทรศัพท์ดังเอง ไฟฟ้าขัดข้อง เสียงปริศนาดังอยู่เรื่อย ๆ จนแทบไม่ได้นอน

ติดตามความราวสยองจากเรื่อง ‘ตามมาจากเสียงเรียก’ โดย ‘คุณดี้’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการอังคารคลุมโปง X (21 พฤจิกายน 2566) จะหลอนชวนสยองขนาดไหน.. ปิดไฟแล้วอ่านไปพร้อมกันได้เลย! เรื่องราวแปลก ๆ นี้เกิดขึ้นเมื่อคุณดี้ได้ไปปฏิบัติภารกิจในจังหวัดหนึ่ง อยู่ติดกับริมแม่น้ำโขงเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณดี้จองที่พักไว้ทั้งหมด 4 คืน แต่ในวันที่จะเดินทางปรากฏว่าเที่ยวบินดีเลย์จึงไปถึงที่พักช้ากว่ากำหนด เมื่อคุณดี้เดินทางมาถึงที่พัก ตอนนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปกว่า 3 ทุ่มแล้ว ด้วยอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทาง จึงรีบเดินเข้าไปรับคีย์การ์ดจากพนักงานต้อนรับ จากนั้นพนักงานก็แจ้งว่าได้พักห้องที่ชั้น 3 ห้อง 310 คุณดี้รู้สึกเหนื่อยมาก จึงรีบเก็บสัมภาระและเข้านอนทันที โดยเลือกที่จะเปิดไฟตรงระเบียงไว้เพื่อไม่ให้ห้องมืดจนเกินไป ระหว่างที่นอนหลับอยู่ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ เพราะได้ยินเสียงโทรศัพท์ของโรงแรมที่ดังขึ้นแบบผิดปกติ พร้อมกับมีเสียงดังว่า “310” อยู่หลาย ๆ ครั้ง คุณดี้ตัดสินใจลุกขึ้นแล้วยกหูโทรศัพท์ทิ้งไว้แล้วก็กลับมานอนที่เตียง! คุณดี้คิดว่าตัวเองอาจจะฝันหรือละเมอไปเอง แต่ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นมันเหมือนจริงมาก คุณดี้รู้สึกกลัวมาก จึงยื่นมือไปเปิดไฟและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เมื่อมองดูที่จอเพื่อดูเวลา ปรากฏว่าตอนนั้นเป็นเวลาตี 1 กว่า ๆ ตอนนั้นคุณดี้รู้สึกกลัวมาก จึงหาอะไรดูไปเรื่อย ๆ เพื่อฆ่าเวลา จนกระทั่งตี 3 กว่า ๆ ก็รู้สึกง่วงนอน จังหวะที่กำลังจะนอนก็ได้รู้สึกว่าใครบางคุณกำลังหายใจรดต้นคออยู่! ด้วยความกลัว คุณดี้จึงพูดในใจถึงเจ้าที่เจ้าทางว่า “มาดีนะ แค่มาทำงาน ไม่ได้มีเจตนามาร้าย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปทำบุญถวายสังฆทานให้” จากนั้นก็หลับไป พอรุ่งขึ้นก็ได้แจ้งพนักงานว่าโทรศัพท์ที่ห้องมีปัญหาพร้อมกับให้ช่างก็ขึ้นมาดู ปรากฏว่าโทรศัพท์ก็ปกติดีไม่ได้มีปัญหาอะไร ในคืนที่สอง คุณดี้ได้ถอดสายโทรศัพท์ออกพร้อมกับเปิดไฟทุกดวง และตัดสินใจสวดมนต์ก่อนนอน รวมถึงก่อนเข้านอนก็ได้วางเหรียญไว้บนหัวเตียงเพื่อซื้อที่ตามความเชื่อสมัยโบราณเพื่อความสบายใจ ในระหว่างที่กำลังจะนอน คุณดี้รู้สึกว่าไฟที่เปิดไว้มันสว่างเกินไป จึงตัดสินใจว่าจะปิดไฟทั้งหมด เหลือไว้แค่โคมไฟบริเวณหัวเตียง จังหวะที่กำลังจะนอนก็ได้ยินเสียงกดสวิตช์ไฟดังขึ้น แล้วไฟก็เปิดขึ้นมาเอง! ความกลัวเกิดขึ้นอีกครั้ง คุณดี้พูดในใจว่า “อย่ามาแกล้งได้มั๊ย ทำบุญให้แล้ว ขอนอนได้มั๊ย” แล้วคืนที่สองก็ผ่านไป.. คืนที่สามคุณดี้ก็เข้านอนตามปกติ แต่พอรุ่งขึ้นคุณดี้ตื่นขึ้นมา พร้อมกับกำลังจะหยิบสายชาร์จเพื่อชาร์จโทรศัพท์ แต่เหตุไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ในระหว่างที่กำลังเสียบสายชาร์จไปที่ปลั๊กไฟนั้น ก็เกิดไฟฟ้าลัดวงจร! จึงรีบไปแจ้งพนักงานขอเปลี่ยนห้อง ตอนแรกทางที่พักแจ้งว่าไม่สามารถเปลี่ยนได้ แต่ไม่นานก็โทรกลับมาว่าจะเปลี่ยนห้องให้กับคุณดี้ โดยย้ายจากห้องเดิมขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเป็นห้อง 412 หลังจากแม่บ้านขนย้ายสัมภาระข้องคุณดี้มายังห้องใหม่เรียบร้อยแล้ว พอคุณดี้กลับมาถึงห้องก็ตกใจมาก เพราะสิ่งที่เห็นคือเหรียญที่เคยวางไว้ที่หัวเตียงก็ถูกย้ายมาที่ห้องใหม่ด้วย! ด้วยความกลัวจึงให้แม่บ้านนำออกไปไว้ที่ห้องเดิม จากนั้นคุณดี้ก็เข้าห้องนอนตามปกติ วันรุ่งขึ้น ในระหว่างที่คุณดี้กำลังทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ปรากฏว่าไฟหน้าห้องน้ำก็กระพริบขึ้นมาหลายครั้ง คุณดี้ตัดสินใจออกจากห้องน้ำมาปิดไฟ และเก็บกระเป๋าเพื่อ Check out ออกจากโรงแรม ในระหว่างที่เธอเก็บสัมภาระนั้น ก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊ก ๆ อยู่หน้าห้อง ในใจตอนนั้นคิดว่าเป็นแม่บ้าน จึงรีบไปเปิดแล้วจะแจ้งว่าไฟมีปัญหา ปรากฏว่าพอเปิดประตูห้องออกไป กลับไม่มีใครอยู่ที่หน้าห้องเลย! จากนั้นเธอก็รีบออกมาเพื่อ Check out แล้วก็ออกจากที่พักทันที ในระหว่างทางที่กำลังจะกลับ ปรากฏว่ารถตู้ที่นั่งมาเกิดเสียกลางทาง โชคดีที่ไม่ได้ห่างจากปั๊มน้ำมันมาก จึงตัดสินใจมารอที่ร้านกาแฟ และไม่ลืมที่จะถ่ายป้ายทะเบียนรถตู้ไว้เพื่อเขียนรายงานในการมาปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ หลักจากที่รอประมาณเกือบชั่วโมง รถก็ซ่อมเสร็จ คุณดี้ถามคนขับรถว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้ปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับระบบไฟภายในตัวรถ คุณดี้คิดในใจว่าทำไมตนเจอแต่เรื่องแปลก ๆ ตลอด 4 วัน แต่แล้วก็นั่งรถมาที่สนามบินปกติ ในระหว่างที่อยู่บนเคื่องบิน ก็ได้เปิดดูคลังรูปภาพไปเรื่อย ๆ จนถึงรูปป้ายทะเบียนรถที่ถ่ายไว้ ถึงกับต้องขนลุก! เพราะภาพที่เธอเห็นนั้นคือรถเสียบริเวณร้านขายโกศใส่กระดูก เธอจึงนึกไปถึงเช้าของวันแรกที่มาว่า ในวันนั้นเธอมีเวลาว่าง 1 วัน จึงตัดสินใจออกสำรวจพื้นที่รอบ ๆ ในระหว่างทาง คุณดี้เดินมาได้ประมาณกิโลกว่า ๆ ก็รู้สึกร้อน มองไปเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นวัด จึงได้ข้ามไปฝั่งนั้นเพราะจะได้อาศัยเงาของต้นไม้เดินไป แต่พอข้ามมาแล้วปรากฏว่าเห็นโกศใส่กระดูกเยอะมาก คิดในใจตอนนั้นว่าถ้าเป็นตอนกลางคืนจะไม่เดินบริเวณนี้เด็ดขาด ระหว่างที่เดินอยู่ จู่ ๆ ก็มีรถของคุณลุงขับผ่านมา คุณดี้ตัดสินใจโบกรถแล้วเรียกคุณลุงว่า “ขอไปด้วยคนค่ะ” นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้น นั่นทำให้คุณดี้ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่า อาจเป็นเพราะเธอโบกรถแล้วพูดว่า ‘ขอไปด้วยคน’ หรือเปล่า ทำให้ต้องเจอเหตุการณ์แปลก ๆ ติดต่อกัน 4 วันเช่นนั้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-