เรื่องเล่าจากคุณเอฟ ‘หุ่นลอยได้’ I อังคารคลุมโปง X เอฟ พงศ์พิทักษ์ [ 14 พ.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเอฟ ‘หุ่นลอยได้’ I อังคารคลุมโปง X เอฟ พงศ์พิทักษ์ [ 14 พ.ค. 2567]

19 พ.ค. 2024

       เรื่องราวนี้ ‘คุณเอฟ พงศ์พิทักษ์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 พฤษภาคม 2567) ขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หุ่นลอยได้’ จะหลอนแค่ไหนนั้น ไปอ่านกัน! 

       คุณเอฟเล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดช่วงปิดเทอมหน้าร้อน คุณเอฟนัดกับเพื่อนไปเที่ยวที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพประมาณ 2-3 วัน ซึ่งเพื่อนของคุณเอฟก็บอกว่าสามารถมาได้ แต่ก็ได้ขอให้คุณเอฟช่วยงานที่มหาวิทยาลัยด้วย คุณเอฟจึงตอบตกลงไป

       เรื่องนี้จะมีสถานที่สำคัญอยู่ 2 แห่ง คือ ‘ตึกที่เกิดเหตุ’ และ ‘ตึกที่คุณเอฟจะไปช่วยงาน’ คุณเอฟได้อธิบายเพิ่มว่าทั้ง 2 ตึกนี้อยู่ตรงข้ามกันขั้นกลางด้วยถนนสี่แยก โดยตึกที่เกิดเหตุจะมีหุ่นลองเสื้อผ้าจำนวนมากและศิลปะทำมือเก่า ๆ ส่วนตึกที่คุณเอฟไปช่วยงานเป็นตึกที่ด้านล่างจะเป็นลานกว้าง และมีโต๊ะสำหรับนักศึกษา 

       เมื่อคุณเอฟไปถึงที่มหาวิทยาลัย เพื่อนคุณเอฟได้สอบถามว่า “มีใครขับมอเตอร์ไซค์เป็นบ้าง”

       คุณเอฟจึงตอบกลับไปว่า “ผมขับเป็น”

       เพื่อนคุณเอฟจึงวานให้คุณเอฟเอากระติกน้ำไปให้กับกลุ่มเชียร์หลีดเดอร์ทุก ๆ 2 ทุ่มและไปนำกระติกกลับในช่วงเที่ยงคืน - ตี1 เพราะในช่วงนั้นมหาลัยของเพื่อนคุณเอฟจะมีการซ้อมเชียร์หลีดเดอร์เพื่อแข่งงานกีฬาของมหาวิทยาลัย 

       ในวันแรก คุณเอฟได้นำกระติกน้ำไปให้กลุ่มเชียร์หลีดเดอร์ตามที่ตกลงกับเพื่อนไว้ เมื่อถึง ก็ได้บอกกับกลุ่มเชียร์หลีดเดอร์ว่า

       “เดี๋ยวช่วงเที่ยงคืน – ตี1 จะมาเอากระติกคืนนะ”

       หลังจากนั้นคุณเอฟก็ขับรถไปที่ร้านเกมและนั่งเล่นเกมตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เมื่อถึงเวลาคุณเอฟก็ขับรถไปเอากระติกคืน คุณเอฟเล่าว่าบริเวณสี่แยกจะมีช่องถนนที่ทำให้เห็นบริเวณหลังตึกของตึกเกิดเหตุ ซึ่งในบริเวณนั้นจะมีนักศึกษากำลังทำอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการขึ้นแสตนด์ของงานแข่งกีฬา เช่น อุปกรณ์เชียร์ เมื่อเก็บกระติกเสร็จคุณเอฟก็กลับห้องตามปกติ

       ในวันที่สอง คุณเอฟก็นำกระติกไปให้ตามปกติ วันนี้คุณเอฟสังเกตว่าจำนวนนักศึกษานั้นมากกว่าปกติถึงเท่าตัว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร เพราะคิดว่าน่าจะใกล้วันงานแล้วนักศึกษาจึงรีบมาช่วยกันทำ หลังจากนั้นคุณเอฟก็ขับรถกลับไปนั่งเล่นเกมเหมือนเดิม 

       ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้น ในตอนที่คุณเอฟกำลังจะไปนำกระติกคืน เมื่อถึงก็คุยกับเพื่อนเชียร์หลีดเดอร์ตามปกติ หลังจากนั้นในตอนที่กำลังกลับ คุณเอฟจะต้องกลับรถไปทางฝั่งตึกที่เกิดเหตุเนื่องจากเป็นทางเข้าทางเดียว ในขณะที่คุณเอฟกำลังกลับรถก็มีสายโทรศัพท์โทรเข้ามา คุณเอฟจึงขับรถชิดขวาซึ่งอยู่บริเวณตึกที่เกิดเหตุ และบอกกับเพื่อนที่ซ้อนท้ายว่าขอคุยโทรศัพท์ก่อน ซึ่งในตอนที่คุณเอฟกำลังคุยโทรศัพท์ก็โดนเพื่อนที่ซ้อนท้ายสะกิดเหมือนกับส่งสัญญาณว่าให้ไปได้แล้ว หลังจากที่คุณเอฟวางสายก็ได้ถามเพื่อนว่า

       “มีอะไรหรือเปล่า”

       แต่เพื่อนก็ตอบแค่ว่า “ไป ไปก่อน ไปเดี๋ยวนี้”

       เมื่อคุณเอฟขับถึงประตูทางเข้า คุณเอฟก็จอดแล้วถามเพื่อนว่า

       “เป็นอะไร ทำไมถึงมาสะกิดเร่งให้ไป”

       เพื่อนคุณเอฟจึงบอกว่าตัวเขาไม่รู้ว่าตัวเขาตาฝาด หรือมองพลาดไป เพราะในตอนที่คุณเอฟจอดรถคุยโทรศัพท์ เพื่อนของคุณเอฟก็เห็นกลุ่มนึกศึกษาบริเวณตึกเกิดเหตุกำลังขนของกันตามปกติ แต่คนสุดท้ายของแถวที่กำลังแบกไม้อยู่นั้น ดันมีแค่หัวของหุ่นลองเสื้อผ้าสีชมพูอมม่วงที่ลอยตามหลังไป ซึ่งเพื่อนของคุณเอฟก็ตกใจจนกระอักกระอ่วน คุณเอฟรู้สึกว่าอยากให้เพื่อนสบายใจจึงขับรถกลับไปดูบริเวณที่เพื่อนของคุณเอฟเห็น

       เมื่อคุณเอฟเลี้ยวไปจอดที่บริเวณนั้น สิ่งที่คุณเอฟเห็นคือซากหุ่นจำนวนมากที่กองอยู่ แต่มีหุ่นอยู่ตัวหนึ่งที่ลำตัวยืนอยู่ แต่หัวของหุ่นวางอยู่ที่พื้นซึ่งสีของหุ่นตัวนี้คือสีชมพูอมม่วง ในขณะที่หุ่นที่เหลือนั้นเป็นสีขาวครีมทั้งหมดเลย!

       คุณเอฟอยากรู้จึงถามเพื่อนที่เรียนที่นี่ว่ามีประวัติอะไรหรือไม่ เพื่อนคุณเอฟได้บอกว่า

       “โดนรับน้องซะแล้ว เพราะจริง ๆ สถานที่นี้เคยเป็นป่าช้าเก่าที่เคยมีสงครามมาก่อนและมีคนเคยเจอเยอะมาก ส่วนใหญ่ที่เจอคือจะเป็นหัวของหุ่นลอย และตัวหุ่นจะเปลี่ยนท่าทางยืนเอง หรือไม่ก็เจ้าที่ใส่ชุดไทยเดินผ่านไปผ่านมา”

       หลังจากเหตุการณ์นี้ คุณเอฟก็ไม่ขอวนรถกลับไปดูอีก คุณเอฟกล่าวว่าถ้ากลางวันไปถ่ายรูป Portrait ก็ดูอาร์ตและเท่ดี แต่ถ้ากลางคืนคงไม่กล้าไปอีกเพราะหลอนมาก

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ 'ผีนักวิ่ง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 17 ธ.ค. 2567 ]

28 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ 'ผีนักวิ่ง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 17 ธ.ค. 2567 ]

‘คุณหนองน้ำ’ สายจากทางบ้านได้นำเรื่อง ‘ผีนักวิ่ง’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 ธันวาคม 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ จะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! ‘คุณหนองน้ำ’ เกริ่นก่อนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของรุ่นพี่ที่รู้จักกันชื่อ ‘พี่กอล์ฟ’ เป็นชายหนุ่มวัยกลางคน ที่อยู่ในแวดวงไตรกีฬา วิ่ง ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำ ซึ่งเรื่องที่พี่กอล์ฟได้นำมาเล่าให้คุณหนองน้ำฟัง เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2020 ตอนนั้นพี่กอล์ฟได้มีโอกาสไปวิ่งเทรล ที่จังหวัดเชียงใหม่ การวิ่งเทรล คือ การวิ่งในรูปแบบของการผจญภัยตามบริเวณหรือพื้นที่ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่า ภูเขา เป็นเส้นทางที่ขรุขระ เนิน ดิน หิน ทราย และที่แน่นอนก็คือ เส้นทางวิ่งจะมีความแตกต่างจากการวิ่งแบบปกติในเมืองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งพี่กอล์ฟวิ่งเทรลในระยะทาง 93 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ไกลมาก และจะเริ่มออกตัวในช่วงเวลากลางคืน โดยนักวิ่งส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์คู่ใจเวลาวิ่งในป่าคือ Headlamp (ไฟฉายคาดศีรษะ) และสิ่งนี้นั่นเองที่ทำให้พี่กอล์ฟไปเจอกับบางสิ่งบางอย่างในป่านั้น.. หลังจากที่ปล่อยตัวตอนกลางคืน ขณะที่พี่กอล์ฟวิ่งไปได้ระยะประมาณ 50 กิโลเมตร ระหว่างทางมีฝนตกลงมาอยู่ตลอด ทำให้การวิ่งเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะว่าเส้นทางที่มันลื่นบวกกับตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนอีกด้วย จึงทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นนั้นแคบลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเวลานักวิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ นักวิ่งแต่ละคนจะค่อย ๆ ห่างกันไป จนเริ่มไม่เห็นไฟจาก Headlamp ของคนอื่นแล้ว เมื่อระยะทางเริ่มไกลขึ้น พี่กอล์ฟรู้สึกว่าไฟบนหัวของตัวเองเริ่มติด ๆ ดับ ๆ จากนั้นพี่กอล์ฟรู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างลอยอยู่ทางซ้ายมือ ในตอนแรกพี่กอล์ฟคิดว่าตัวเองตาฝาด สุดท้ายก็ตัดสินใจหันไปดู สิ่งที่เห็นคือ ‘คุณยาย ผมประบ่า เสื้อผ้ามอมแมม’ มาตะคอกใส่พี่กอล์ฟว่า “มึงออกไป!!” หลังจากเจอสิ่งที่เกิดขึ้น พี่กอล์ฟตกใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจออะไรแบบนี้ เพราะว่าตัวพี่กอล์ฟเป็นคนที่ลงสมัครงานวิ่งเยอะมาก แต่ก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย เรียกได้ว่าไม่เคยเจอผีมาก่อนในชีวิต หลังจากที่คุณยายพูดเสร็จ แค่แว๊บตาเดียวคุณยายคนนี้ก็หายไป แต่ด้วยความตกใจจึงทำให้ขาที่วิ่งอยู่ตอนนั้น วิ่งเร็วขึ้นไปอีก และคิดในใจว่าต้องวิ่งไปหานักวิ่งกลุ่มอื่น ๆ หลังจากที่เจอนักวิ่งกลุ่มอื่นแล้ว เพราะความตกใจที่ยังคงมีอยู่ ทำให้ความเร็วในการวิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนวิ่งหลุดนักวิ่งกลุ่มนั้นออกมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง เพราะคิดเพียงแค่ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ออกไปจากตรงนี้ให้ได้ สักพักหนึ่ง พี่กอล์ฟได้เหลือบไปเห็นศาลระหว่างทาง เป็นศาลไม้เก่า ๆ ที่ดูขลังมาก หลังจากที่เห็นศาลนั้น พี่กอล์ฟก็ได้ยินเสียงลอยตามลมมาอีกครั้ง เป็นเสียงในระยะที่ใกล้มาก มาจากทางด้านซ้ายมือ พูดว่า “ทำไมมึงยังไม่ไป!!” แต่รอบนี้พี่กอล์ฟมองไม่เห็นตัวคุณยายแล้ว ในขณะนั้นพี่กอล์ฟรู้สึกว่า ‘วิ่งต่อได้ แต่ใจกับความคิดตอนนั้นคือเหม่อไม่รู้ตัวแล้วว่าวิ่งไปทางไหน’ สติอย่างเดียวของพี่กอล์ฟคือพยายามตามหาริบบิ้นที่ผูกไว้ตามต้นไม้ ที่ผูกไว้เพื่อบอกว่าจุดในไหนที่เป็นจุดพักต่อไป และสุดท้ายจากระยะทาง 93 กิโลเมตร พี่กอล์ฟวิ่งไปได้เพียง 63 กิโลเมตรเท่านั้น เพราะพี่กอล์ฟตัดสินใจขอ DNF (Did not finish) หรือก็คือเมื่อลงแข่งขันแล้วแต่วิ่งไม่จบ เช่น เหนื่อยไม่วิ่งต่อแล้วหรือหลงทางจนไม่สามารถไปถึงเส้นชัยได้ เพราะคิดว่าถ้าวิ่งต่อไปอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ จึงตัดสินใจขอ DNF เมื่อกลับลงมาแล้ว อีกวันหนึ่งหลังจากที่พูดคุยกับนักวิ่งท่านอื่น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีใครเห็นศาลนั้นเลย..เหตุการณ์ที่ 2 เป็นเรื่องของคุณหนองน้ำเอง เป็นตอนที่คุณหนองน้ำปั่นจักรยานอยู่ ณ ที่หนึ่งในช่วงวันปีใหม่ ซึ่งแถวนั้นแทบไม่มีคนเลย ในขณะที่คุณหนองน้ำกำลังปั่นจักรยานผ่านจุดแลนด์มาร์คศาลจุดหนึ่ง จู่ ๆ คุณหนองน้ำก็ได้ยินเสียงผู้หญิงจากทางด้านขวาพูดว่า “จ๊ะเอ๋” ในใจตอนนั้นคิดว่าเป็นพี่ที่รู้จักกัน มาปั่นอยู่ข้าง ๆ แต่พอหันไปดูกับไม่เห็นใครอยู่เลย..เหตุการณ์ที่ 3 อีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นพี่ที่รู้จักกัน พี่คนนั้นได้วิ่งผ่านวัด และได้เจอกับแม่ชีคนหนึ่งยืนอยู่หน้าวัด ยิ้มให้ และพูดว่า “เข้ามาทานข้าวต้มก่อนไหม เข้ามากินข้าวก่อนไหมหนู”แต่พี่คนนั้นตอบกลับไปว่า “อ๋อไม่ค่ะ ไม่เป็นไร” เพราะตอนนั้นพี่เขากำลังวิ่งอยู่ หลังจากวิ่งเสร็จกลับมาที่งาน ก็มีการคุยกันกับนักวิ่งคนอื่น ๆ ในเรื่องต่าง ๆ จนมาถึงเรื่องของพี่คนนี้เล่าว่า ‘เมื่อเช้าวิ่งผ่านวัด ๆ หนึ่งแล้วเจอแม่ชีมาเรียก ให้ไปกินข้าวที่วัด’ คนในพื้นที่จึงถามขึ้นมาว่า “วัดไหนนะคะ” หลังจากที่บอกชื่อวัดไป คนในพื้นที่คนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “วัดนี้เป็นวัดร้างนะ แต่ในอดีตเคยมีแม่ชีอยู่ที่นี่จริง ๆ แต่หลังจากที่แม่ชีคนนี้เสีย วัดนี้ก็ไม่ได้มีใครเข้ามาบูรณะต่อ”เหตุการณ์ที่ 4 เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องของพี่อีกท่านหนึ่ง ในขณะที่พี่คนนี้วิ่งงานเทรลอยู่ ระหว่างวิ่งนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นว่ามีคนวิ่งนำหน้า พี่คนนี้จึงวิ่งตามไปเพราะคิดว่าตัวเองวิ่งหลุดกลุ่ม ปรากฏว่าที่วิ่งไปไม่มีใครอยู่เลย จนเจ้าหน้าที่มาตามกลับ และบอกว่า “ตรงนี้มันไม่ใช่เส้นทางที่ให้นักวิ่งผ่านนะ มันผิดเส้นทาง”เหตุการณ์ที่ 5 เป็นเรื่องของแฟนคุณหนองน้ำ แฟนคุณหนองน้ำได้ไปซ้อมวิ่งในช่วงเช้า สถานที่ใกล้กรุงเทพฯ หลังจากที่วิ่งขึ้นเขาลูกหนึ่งไป ซึ่งเป็นปกติที่เวลาขึ้นเขานักวิ่งจะใส่ Headlamp แต่แสงไฟดันไปส่องเห็น ‘คนที่นอนอยู่บนถนน เป็นผู้ชายหัวโล้น นอนในลักษณะเอาหัวพาดไปที่ถนน นอนหันหลัง’ แฟนคุณหนองน้ำคิดว่าจะไม่ข้ามคน ๆ นี้จึงวิ่งเบี่ยงตัวออกไป ในขณะที่กำลังจะวิ่งผ่าน เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวผู้ชายที่นอนอยู่ก็หายไป หลังจากนั้นแฟนคุณหนองน้ำจึงไปทำบุญที่วัด ซึ่งวัดนี้เป็นเหมือนจุดรวมของปรักหักพังจากการบูชาและศาลที่ไม่ได้บูชาแล้ว แฟนคุณหนองน้ำก็ได้มีโอกาสคุยกับเจ้าอาวาสของวัดนี้ และได้เล่าสิ่งที่ตัวเองเจอในตอนเช้า เจ้าอาวาสก็ได้ตอบกลับมาว่า “เป็นธรรมดาแหละโยม เพราะตรงนี้เป็นจุดที่หลายคนเอาโกศมาทิ้ง แต่ไม่ได้ทำพิธี เลยอาจจะทำให้เจอได้บ้าง” จึงทำให้หลาย ๆ คนที่ใช้เส้นทางเจอกับผู้ชายคนนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณอ๊อฟจัง 'เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

11 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณอ๊อฟจัง 'เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

ความหลอนที่ชวนให้คิดถึง... ‘คุณอ๊อฟจัง’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเองที่บังเอิญพลั้งปากพูดแช่งเพื่อนสนิทจนคิดว่าอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนคนนั้นเสียชีวิต! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost’ (23 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง’ เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงที่ ‘คุณอ๊อฟจัง’ ยังเป็นเด็ก อ๊อฟจังเล่าว่า ในวัยนั้นเพื่อนที่หลากหลายทางเพศยังมีไม่เยอะ เพราะเป็นช่วงที่สังคมยังไม่เปิดกว้างและ LGBTQ+ ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ตัวอ๊อฟจังเป็นเด็กกำพร้า นับถือศาสนาคริสต์และอาศัยอยู่ในโบสถ์ เพราะพ่อแม่เสียไปตั้งแต่เด็กจึงทำให้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของบาทหลวง ในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ อ๊อฟจังก็มักจะไปนั่งเล่นที่คอนโดของ ‘เดียร์’ ที่เป็นเพื่อนสนิท ตัวของเดียร์มีอาชีพทำงานกลางคืนอยู่ที่พัทยา เวลาเลิกงานกลับมาเดียร์ก็จะชวนเพื่อน ๆ มาสังสรรค์ที่ห้อง นิสัยส่วนตัวของเดียร์จะชอบแต่งตัวด้วยชุดไทยให้อ๊อฟจังและพาไปออกงานต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าอ๊อฟจังนั้นแต่งตัวไม่ค่อยเป็น อยู่มาวันหนึ่ง เดียร์ได้เอ่ยปากชวนอ๊อฟจังให้ไปทำงานที่พัทยาด้วยกัน แต่ในวันนั้นตัวอ๊อฟจังต้องเรียนอยู่ในโบสถ์ทำให้ไม่สามารถไปได้ จึงได้ตอบกลับไปว่า “แกไปเถอะ” “แกไปดี ๆ ระวังจะติดโรคกลับมา” อ๊อฟจังพูดต่อด้วยสำเนียงเย้าหยอก คำพูดที่ไม่ทันคิดของเขาทำให้สีหน้าของเดียร์เปลี่ยนไป สายตาเศร้าที่ส่งมาพร้อมกับความน้อยเนื้อต่ำใจที่เพื่อนสนิทเอ่ยปากบอกเช่นนั้นแทนที่จะอวยพรดี ๆ เห็นอย่างนั้นอ๊อฟจังจึงเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น จนเมื่อเวลาผ่านไป เดียร์ที่ไปทำงานที่พัทยา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา อ๊อฟจังเกิดความรู้สึกคิดถึงเพื่อนสนิทจึงนัดรวมตัวเพื่อนเพื่อไปเซอไพร์สเดียร์ที่พัทยา แต่มีคนหนึ่งที่ไม่สะดวกไปทำให้ทริปนั้นจำเป็นต้องยกเลิก และในคืนลอยกระทงคืนนั้น เมื่อทริปถูกยกเลิก อ๊อฟจังและเพื่อน ๆ จึงกลับมาดื่มสังสรรค์ที่ห้องเพื่อนแทน สังสรรค์กันได้ประมาณหนึ่ง อ๊อฟจังก็พล็อยหลับไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทันใดทั้นนั้นก้ได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นข้างหู “ตื่น ๆ ไปลอยกระทงกัน ๆ” น้ำเสียงคุ้นหูที่ได้ยินแค่เพียงครั้งเดียวก็จำได้ขึ้นใจ เสียงของเพื่อนเดียร์! อ๊อฟจังสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็ถามเพื่อนออกไปว่า “เห้ย! ใครมาปลุก กำลังจะหลับอยู่แล้ว” คำถามของอ๊อฟจังสร้างความงงงวยให้กับพื่อนที่นั่งอยู่ตรงนั้นและก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “ไม่ได้ปลุก กูก็นั่งกินเบียร์อยู่ มึงหูฝาดแล้วกินเหล้าเยอะไงเลยพาหูหลอน” จบประโยคของเพื่อน อ๊อฟจังก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกสติกลับมา แต่ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมานั้นกลับทำให้สติของเขาแตกกระแจกอีกครั้ง เมื่อภาพที่เห็นตรงหน้าคือเพื่อนเดียร์ที่กำลังยืนยิ้มให้อยู่ตรงประตู! ความตกใจกลัวทำให้เขารีบขยี้ตา และพอลืมตาขึ้นมามองใหม่อีกครั้งก็พบว่าเดียร์ได้หายไปแล้ว.. สุดท้ายอ๊อฟจังก็รีบวิ่งออกมา จนเพื่อนในห้องต่างมองด้วยความสงสัย อ๊อฟจังได้แค่ตอบปัดไปเพื่อให้ไม่ผิดสังเกต หลังจากนั้นก็นั่งดื่มกับเพื่อนต่อสักพักจนมีอาการมึนเมาหนักกว่าเดิมทำให้ไม่สามารถที่จะออกไปลอยกระทงได้ กลุ่มเพื่อนต่างล้มตัวลงนอนกัน แต่ด้วยความกลัว อ๊อฟจังอาศัยจังหวะเข้าไปนอนแทรกเพื่อนตรงกลางเตียงและตั้งใจนอนให้รีบผ่านคืนนี้ไป วันถัดมา จู่ ๆ อ๊อฟจังก็อยากไปหาเดียร์ที่คอนโด ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไป เมื่อไปถึงชั้นคอนโดของเดียร์ที่โดยปกติจะมีเสียงโวกเหวกโวยวายของคนอยู่อาศัยตลอดเวลา แต่ในวันนั้นกลับเงียบสงบ พอเดินไปถึงหน้าห้องของเดียร์ก็มีความรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันเงียบและวังเวง ภายในใจก็เกิดอาการกลัวและไม่กล้าที่จะเคาะประตูจึงตัดสินใจเดินกลับ คิดเพียงแค่ว่าตนคงคิดมากไปเอง ในขณะที่กำลังเดินกลับลงมา ก็ได้บังเอิญเจอกับเจ้าของคอนโด “อ้าวหนู มาหาใคร?” เจ้าของตึกเอ่ยถาม “มาหาเดียร์ค่ะ” อ๊อฟจังตอบกลับไปด้วยความสงสัยเพราะตนเองแวะเวียนมาที่คอนโดเดียร์บ่อยครั้ง ทำไมเจ้าของตึกถึงจำไม่ได้แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดกลับมาก็ทำให้ความสงสัยทั้งหมดหายไปและแทนที่ด้วยความหลอน! “เดียร์มันไม่อยู่ที่นี่แล้ว มันติดโรคกลับมาเสียชีวิตที่ห้อง” สิ้นเสียงดังกล่าว ขนหัวของเขาก็ลุกขึ้นพร้อมกันพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นภายในใจว่า แล้วสิ่งที่เราเจอเมื่อคืนคืออะไร? สอบถามกันไปก็ได้รู้ว่าตัวของเดียร์ได้เสียชีวิตไปหลายเดือนแล้ว วินาทีนั้นอ๊อฟจังทำได้เพียงแค่กลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมาและกลับมาร้องไห้ที่ห้องของตัวเอง ความเศร้าเกาะกินหัวใจ เขาได้แต่พูดกับตัวเองว่า “ทำไมถึงไปไม่บอกกันเลย” ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นมาท่ามกลางเสียงสะอื้น “ไม่ต้องห่วง เดียร์สบายดี” ได้ยินแบบนั้น ความกลัวและความโศกเศร้าก็ถาโถมเข้ามาทันที อ๊อฟจังพยายามเรียกสติตัวเองกลับมาและคิดว่าคงหูฝาดไปเองเช้าวันรุ่งขึ้น อ๊อฟจังตัดสินใจชวนเพื่อนไปทำบุญให้กับเดียร์และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ในขณะที่กรวดน้ำ อ๊อฟจังก็ได้แต่พร่ำคิดและโทษตัวเองว่าเป็นเพราะคำพูดของเขาที่พลาดพลั้งไปหรือไม่ที่ทำให้เดียร์ต้องจากไป ทันใดนั้นก็มีคนแปลกหน้าเดินมาบอกกับเขาว่า “ไม่เกี่ยวกับแก เราไปทำงานของเราเอง” แม้จะสับสนมึนงงกับการปรากฎตัวของคนแปลกหน้า แต่เมื่อจบประโยค น้ำตาที่เคยอดกลั้นก็ไหลพรั่งพรูออกมาทันที จนกระทั่งในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เพื่อนสนิทก็ไม่เคยคิดที่จะถือโทษหรือโกรธกัน หากได้ย้อนเวลากลับไปนอกเหนือจากแก้ไขในสิ่งที่ได้พลั้งพลาดพูดออกไปก็คงมีอีกสิ่งที่อยากจะบอกคือ ขอโทษ คิดถึงแกนะ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

สามเหตุการณ์หลอนจากพี่ปิ๊ด Bodyslam

11 มี.ค. 2024

สามเหตุการณ์หลอนจากพี่ปิ๊ด Bodyslam

เรื่องนี้ ‘พี่ปิ๊ด Bodyslam’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านหลังเก่าที่คุณปิ๊ดมักจะเจอเหตุการณ์หลอนที่ทำเอาทีมงานไม่กล้ามาบ้าน! เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลยเหตุการณ์ที่หนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นที่บ้านหลังเก่าของพี่ปิ๊ด วันหนึ่งพี่ปิ๊ดไปดื่มสังสรรค์จนเมา แต่วันรุ่งขึ้นมีงานที่จะต้องเดินทางด้วยเครื่องบินทำให้ต้องตื่นเช้า พี่ปิ๊ดกลัวว่าตนจะตื่นไม่ทัน จึงโทรไปหาผู้จัดการส่วนตัวให้มาปลุกที่บ้าน ระหว่างที่พี่ปิ๊ดนอนหลับอยู่ในห้องน้ำ จนใกล้เวลาที่จะต้องตื่นมาเตรียมตัว ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเสียงดัง พี่ปิ๊ดคิดว่าน่าจะเป็นเสียงเคาะของผู้จัดการ จึงเดินไปเปิดประตู ปรากฏว่าไม่เจอผู้จัดการ ข้างนอกว่างเปล่าไม่มีใคร พี่ปิ๊ดจึงโทรศัพท์ไปหาผู้จัดการถามว่า “อยู่ที่ไหน?” ผู้จัดการกลับตอบว่า “ยังไม่ได้ออกจากบ้าน” พี่ปิ๊ดคิดว่าอาจจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านที่มาช่วยไม่ให้ตกเครื่องบิน และนี่คือเหตุการณ์แรกที่พี่ปิ๊ดเจอในบ้านเหตุการณ์ที่สอง ขณะที่พี่ปิ๊ดกำลังนอนอยู่บนเตียงในตอนเช้า ซึ่งจะปิดผ้าม่านให้ห้องมืดสนิด เมื่อนอนหลับไปสักพักก็ได้ยินเสียงสะบัดผ้าม่านแรง ๆ ไปมา พี่ปิ๊ดจึงลืมตาขึ้นมา มองเห็นเป็นผู้ชายยืนอยู่ที่ปลายเท้า และผู้ชายคนนั้นก็กำลังจ้องหน้าพี่ปิ๊ดอยู่พร้อมกับใช้มือสะบัดม่านแรง ๆ พี่ปิ๊กนิ่งไปสักพักและคิดว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของตนเอง น่าจะพูดคุยกันรู้เรื่อง พี่ปิ๊ดตัดสินใจพูดกับผู้ชายคนนั้นว่า “ขอเถอะ จะนอน” ปรากฏว่าได้ผล ผู้ชายคนนั้นหยุดสะบัดผ้าม่านแล้วก็เดินหายไปอีกทาง!เหตุการณ์ที่สาม พี่ปิ๊ดกับภรรยามีแพลนไปเที่ยวทะเล ตนจึงพูดลอย ๆ ขึ้นมาว่า “ถ้าหวยงวดหน้าออกเลขที่บ้าน เดี๋ยวจะซื้ออาหารทะเลมาไหว้” พอถึงวันที่หวยออกก็ไม่ถูก พี่ปิ๊ดกับภรรยาก็ไปเที่ยวทะเลตามแพลนที่วางไว้ ขากลับก็ซื้ออาหารทะเลมาด้วย แต่ไม่ได้ตั้งใจซื้อมาไหว้เพราะไม่ถูกหวย พอถึงบ้านก็นั่งกินอาหารทะเลกับภรรยา และในขณะที่กำลังจะตักอาหารเข้าปาก ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนเอาเหรียญเคาะตู้ปลาถี่ ๆ ต่อกันยาว พี่ปิ๊ดเล่าว่าขณะที่กำลังตักอาหารเข้าปาก ตัวเองกับภรรยาตัวค้างนิ่งทั้งคู่เพราะลึก ๆ ในใจรู้อยู่แล้วว่าตัวเองเคยพูดอะไรไว้ พี่ปิ๊ดจึงตัดสินใจแบ่งอาหารทะเลบางส่วน จุดธูป แล้วไปวางไว้ เสียงเคาะตู้ปลาก็เงียบลงแล้วสถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ พี่ปิ๊ดได้นำเรื่องราวที่เจอไปเล่าให้ทีมงานฟัง ทำให้ทีมงานกลัว ไม่มีใครกล้าไปบ้านพี่ปิ๊ด ถึงจะไม่กล้าอย่างไรทีมงานก็ยังต้องมารับพี่ปิ๊ดที่บ้าน พร้อมกับต้องช่วยขนของอุปกรณ์ต่าง ๆ และต้องยืนรอพี่ปิ๊ดล็อกประตูบ้าน แต่วันหนึ่ง อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงปิดประตูเสียงดังมากมาจากข้างบนบ้าน พี่ปิ๊ดก็ได้ยินเสียงจึงหันหลังเพื่อจะดูว่าทีมงานได้ยินเหมือนกันหรือไม่ ปรากฏว่าทีมงานทุกคนวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง! ปัจจุบันนี้ พี่ปิ๊ดขายบ้านหลังนี้ไปแล้ว ก่อนหน้าที่จะขายบ้านได้ นายหน้าคนแรกทำอย่างไรก็ขายบ้านไม่ได้ จนกระทั่งเปลี่ยนนายหน้าคนใหม่ พี่ปิ๊ดจึงให้นายหน้าคนใหม่ไหว้พระที่บ้าน หลังจากนั้นผ่านมาไม่กี่วันก็ขายบ้านได้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปนอนที่โฮมสเตย์ต่างจังหวัด ป้าเจ้าของที่พักกำชับว่ากลางดึกห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!

07 ส.ค. 2023

ไปนอนที่โฮมสเตย์ต่างจังหวัด ป้าเจ้าของที่พักกำชับว่ากลางดึกห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 กรกฎาคม 2566) ที่ผ่านมาอยู่กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เช่นเคย และเป็นอีกครั้งที่ ‘คุณแจ็ค The Ghost Radio’ มาเป็นแขกรับเชิญเสริมอรรถรสให้รายการนี้เฮี้ยนกว่าเดิม! เรื่องราวครั้งนี้เป็นเรื่องของผีเด็กในโฮมเสตย์ แต่ก่อนจะไปอ่าน ขอเตือนไว้ก่อนว่า ถ้าได้ยินเสียงใครเคาะผนังตอนกลางคืนก็อย่าทักเชียว! เจ้าของเรื่องนี้คือ ‘คุณบอล’ ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คุณบอลเป็นบัณฑิตป้ายแดงจากคณะสายการท่องเที่ยว เขาได้มีโอกาสไปฝึกงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง มีหน้าที่คอยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้ลูกค้า อยู่มาวันหนึ่ง ทางบริษัทมีโปรเจ็คให้พนักงานไปหาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ แล้วนำมาเสนอให้ เจ้านายดู ปรากฎว่าทางบริษัทถูกใจไอเดียของคุณบอล สุดท้ายคุณบอลจึงได้รับโจทย์งานให้ไปตามหาแหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือที่น้อยคนจะรู้จักตามแนวทางที่คุณบอลเสนอ ภายในระยะเวลา 7 วัน งานในครั้งนี้คุณบอลได้ทั้งค่ารถ ค่าน้ำมันไม่อั้น แถมเงินใช้สอย 3 หมื่นบาท ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอที่เด็กจบใหม่ไฟแรงไม่มีทางจะปฏิเสธแน่นอน หลังจากตกปากรับคำแล้ว ก็ชวนเพื่อนที่คณะติดสอยห้อยตามไปด้วย เวลาผ่านไป 5 วัน ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ตอนนั้นคุณบอลนึกถึงจังหวัดน่านขึ้นมา ในอดีตจังหวัดนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก การเดินทางก็ค่อนข้างลำบาก คนส่วนใหญ่จึงมองที่นี่เป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น แต่คุณบอลเห็นว่าน่านเป็นจังหวัดที่น่าไปสำรวจทีเดียว เพราะเต็มไปด้วยแหล่งธรรมชาติสวยงามมากมาย คุณบอลและเพื่อนจึงตัดสินใจเดินทางไปที่จังหวัดน่านกันเป็นแห่งสุดท้าย ตลอดทริปนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน คุณบอลและเพื่อนก็เลือกไปพักที่โฮมสเตย์เพื่อประหยัดเงิน โฮมสเตย์สมัยนั้นเป็นบ้านพักของชาวบ้านที่จัดสรรพื้นที่บางส่วนให้คนนอกเข้าพัก บางแห่งก็อาจจะไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้ เมื่อคุณบอลและเพื่อนมาถึงที่จังหวัดน่าน ก็ติดต่อไปที่ป้าคนหนึ่งชื่อ ‘ป้าพิณ’ เพื่อขอพักหนึ่งคืน กระทั่งถึงตอนเช้าของวันสุดท้าย (วันที่ 7) ในระหว่างที่คุณบอลกับเพื่อนของเขารับประทานอาหารเช้ากันอยู่ ป้าพิณไม่สามารถให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่ต่ออีกหนึ่งวันได้เพราะตนมีธุระ จึงพาไปที่บ้านของ ‘ป้าแก้ว’ ที่เป็นโฮมสเตย์เหมือนกันแทน ดังนั้นเมื่อตกดึกคืนที่ 7 คุณบอลและเพื่อน ก็ย้ายไปที่บ้านป้าแก้ว บ้านของป้าแก้วนี้มีลักษณะเหมือนกับบ้านปกติทั่วไป นอกจากนี้ป้าแก้วยังได้ทำอาหารต้อนรับเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่กำลังกินข้าวอยู่ คุณบอลก็ถามป้าแก้วว่าอาศัยอยู่กับใคร ป้าแก้วก็ตอบว่าอยู่กับลูก 2 คน แต่คุณบอลก็ไม่เห็นวี่แววของเด็กคนไหนอยู่แถวนั้นเลย หลังจากรับประทานอาหารมื้อค่ำเสร็จ ป้าแก้วก็บอกว่าจะเตรียมอาหารมื้อดึกเอาไว้ให้ แล้วจะเอาเข้าไปวางไว้ในห้อง ตอนกลางคืนไม่ต้องออกมา หากปวดเบาก็มีกระโถนเตรียมไว้ให้เช่นกัน คุณบอลคิดว่าป้าแก้วอาจจะไม่สะดวกใจที่จะให้คนแปลกหน้ามาเพ่นพ่านไปมาในบ้านตัวเองตอนดึก จึงไม่ได้คิดอะไรมาก ห้องนอนที่ได้นั้น มีลักษณะเป็นไม้ทั้งหลัง ตอนนั้นคุณบอลและเพื่อนกำลังทำงานก่อนเข้านอน ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเคาะผนังไม้มาจากห้องอีกฟาก ปัง ปัง ปัง ! คุณบอลคิดว่าคงจะเป็นลูกของป้าแก้ว เสียงนี้ดังตลอดเวลาจนทนไม่ไหว จึงเดินไปดู แต่พอเปิดห้องออกไป ป้าแก้วก็ปรากฏตนขึ้นยืนขวางทางพวกเขาและบอกว่า “จะไปไหน ออกมาทำไม บอกว่ากลางคืนอย่าออกไง!” เจ้าของบ้านที่ใจดีอ่อนโยนในเย็นวันนั้นกลับกลายร่างเป็นคนดุน่ากลัวในยามค่ำคืน ทำเอาคนทั้งสองไม่กล้าบอกถึงเหตุผลที่แท้จริงของการพยายามออกจากห้องทีเดียว เพื่อนคุณบอลได้แต่ทำเออออห่อหมกแกล้งบอกปวดหนักต้องการเข้าห้องน้ำแล้วให้คุณป้าพาไป และเมื่อกลับมาถึงที่ห้อง ป้าแก้วก็กำชับอย่างหนักแน่นอีกครั้งว่า ห้ามออกจากห้องในยามวิกาลเด็ดขาด แต่เมื่อผ่านไปได้สักพัก ก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก คราวนี้มาพร้อมเสียงของเด็ก ปัง ปัง ปัง! “มีใครอยู่ไหม!” และยังมีเสียงของป้าแก้วดังขึ้นมาว่า “ทำเสียงดังทำไม เคาะทำไม กวนพี่เขา พี่เขาทำงานอยู่” แม้เสียงจะฟังแล้วจับใจความไม่ค่อยได้ แต่ก็พอจะรู้ได้ว่าคงจะเป็นเสียงผู้ใหญ่กับเด็กคุยกัน หลังจากที่ทำงานไปได้สักพัก สองหนุ่มเกิดสมาธิหลุดจากการทำงานอีกรอบเพราะเสียงเคาะผนัง คราวนี้คุณบอลลองเอาหูไปทาบกับผนังดู แต่เสียงก็หยุดไปก่อน แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงของเด็กขี้เล่นกระซิบผ่านผนังว่า “ได้ยินหรอ อยากรู้หรอ มาเล่นกันไหม!” คุณบอลตกใจมากกับเสียงที่ได้ยิน เพื่อนคุณบอลพยายามปลอบไม่ให้คิดอะไรมาก เพราะเข้าใจว่าเด็กคงจะขี้เล่นแบบนี้ คุณบอลพยายามนั่งทำงานต่อ แต่หลังจากผ่านไปได้อีกสักพักหนึ่ง เสียงเคาะก็มาอีก ครั้งนี้ไม่ได้มาที่จุดเดิมแต่กระจัดกระจายไปทั่วผนัง! หลายชั่วโมงผ่านไป คุณบอลก็ยังได้ยินเสียงเคาะผนัง ซึ่งมันดังมาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกตอนตีหนึ่งจนกระทั่งตอนนี้ตีสามแล้ว และเมื่อเห็นว่ามีรูที่ผนัง คุณบอลกับเพื่อนก็ลองส่องเข้าไปดูยังห้องอีกฟากหนึ่งของผนังดู ห้องที่เห็นค่อนข้างมืด มีแสงริบหรี่จากตะเกียงหรือไม่ก็เทียนไขพอให้ห้องสว่างวูบวาบอยู่บ้าง เมื่อภาพเริ่มชัดเจนขึ้น ก็เห็นเป็นเตียงและเด็กคนหนึ่งนอนอยู่ เด็กคนนี้หันหน้าเข้ากำแพงอีกฝั่งหันหลังให้คุณบอล เขามีหัวที่ค่อนข้างผิดรูปใหญ่โตกว่าปกติมาก ทันใดนั้นเด็กคนนั้นก็ยืนขึ้น แล้วเอาหัวโยกไปมาที่ผนังคล้ายเหมือนจะเล็งเป้า แล้วก็กระแทกหัวไปที่ผนังอย่างจังพร้อมส่งเสียง ปัง ปัง ปัง! พร้อมกับพูดว่า “อยู่ตรงนี้รึเปล่า!” จากนั้นก็เปลี่ยนตำแหน่งผนังซ้ายทีขวาที เมื่อผ่านไปได้สักระยะ เด็กคนนี้ก็กลับมานั่งที่เตียงอีกครั้งและนับ 1...2...3... เขาคลานอย่างเร็วมาส่องที่รูตรงผนัง ตาต่อตากับคุณบอล แล้วพูดว่า “อยู่นี่เอง! อยู่นี่ใช่ไหม!” คุณบอลและเพื่อนผงะออกมาจากผนัง ทั้งสองขวัญหนีดีฝ่อรีบคว้ามือถือตรงดิ่งไปที่ประตูห้องนอน เปิดออกมา แล้วก็เจอกับป้าแก้วยืนรอพวกเขาอยู่ด้านนอกเช่นเคย พร้อมกับพูดว่า “ออกมาทำไม ไม่ต้องออกมา กลับเข้าไปนอน!” เรียกว่าหนีผีปะป้าแก้วจริง ๆ คุณบอลและเพื่อนไม่รู้จะกลัวอะไรก่อนดี ระหว่างผีหรือว่าเสียงตวาดของป้าแก้ว คุณบอลและเพื่อนหมดหนทาง จะให้ออกไปตอนมืดแบบนี้ก็ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ สุดท้ายจึงจำใจอยู่ต่อในโฮมสเตย์แห่งนี้จนถึงเช้า ฟังเสียง ปัง ปัง ปัง! ของผี มีเพียงผนังไม้เท่านั้นมีกั้นพวกเขาเอาไว้ให้ปลอดภัย คุณบอลและเพื่อนจำไม่ได้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน แต่พอรู้ตัวอีกทีก็ 6 โมงเช้าแล้ว และมีคนมาเคาะที่ประตู ซึ่งก็คือป้าพิณที่มาชวนไปกินข้าว ชายทั้งสองรีบเก็บของแทบไม่ทัน แล้วเดินตามป้าพิณไปขึ้นรถ ระหว่างทางเดินนี้ก็ไม่มีวี่แววของป้าแก้วเลยสักนิด ทั้งคู่เล่าเรื่องประสบการณ์ชวนผวาเมื่อคืนให้ป้าพิณฟัง หลังจากเล่าเสร็จ ป้าพิณก็กล่าวขอโทษ และบอกว่าไม่รู้ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้ แต่เคยได้ยินมาว่า สมัยก่อนป้าแก้วมีลูกอยู่จริง เด็กคนนี้ค่อนข้างซุกซน ชอบไปเล่นในป่าในสวนอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่ง ลูกของป้าแก้วเข้าไปเล่นในสวนแล้วก็หายตัวไป ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย หลายวันผ่านไปป้าแก้วเริ่มใจสลาย แต่แล้ววันดีคืนดีลูกชายก็กลับมา ป้าแก้วเข้าไปกอดลูกด้วยความดีใจถามว่าเขาไปอยู่ไหนมา เด็กคนนี้ก็ได้แต่ตอบว่าไปอยู่กับ “ลุง” มา ส่วนเรื่องอาหารการกิน “ลุง” ก็เป็นคนจัดเตรียมให้ ป้าแก้วไม่ได้คิดอะไรมากเพราะดีใจที่ลูกกลับมา หลังจากเรียกชาวบ้านมารับขวัญเด็กคนนี้แล้ว เขาก็กลับมาอยู่ที่บ้านป้าแก้วตามเดิม แต่เรื่องที่แปลกก็คือ หลังจากกลับมาลูกชายของป้าแก้วก็เอาแต่พูดถึงเรื่อง “ลุง” ขอร้องให้ป้าแก้วพาไปหา “ลุง” อยู่ตลอดเวลา เมื่อป้าแก้วถามว่าลุงคนนี้คือใคร ลูกก็ไม่ตอบ นานวันไป เด็กคนนี้ก็เริ่มอาละวาดเพราะแม่ไม่พาไปหาลุงเสียที สุดท้ายป้าแก้วไม่สามารถต้านทานความต้องการของลูกได้ ต้องยอมพาลูกไปหา “ลุง” ป้าแก้วไปตามทางที่ลูกเป็นคนนำเข้าไปในป่า จนมาหยุดอยู่ตรงศาลพระภูมิไม้เก่า ๆ พอถึงตรงนั้นแล้วลูกของป้าแก้วก็เดินตรงไปที่เครื่องเซ่น แล้วหยิบมากิน! ลูกของป้าแก้วพูดว่า “เนี่ยไง บ้านลุง!” ป้าแก้วรีบห้ามลูก แล้วพากลับบ้านทันที เมื่อมาถึงบ้านก็อาละวาดพยายามจะกลับไปหา “ลุง” อีกให้ได้ ตอนนั้นป้าแก้วก็ต้องออกไปเก็บเห็ดทำสวน จะเอาลูกไปด้วยตลอดเวลาก็ไม่ได้ จึงตัดสินใจขังลูกไว้ในห้องตอนตัวเองไม่อยู่บ้าน วันหนึ่งเมื่อกลับมาจากการทำงาน บ้านก็ดูเงียบผิดสังเกต เมื่อไปดูที่ห้องก็พบลูกนอนตายอยู่! มีลักษณะเหมือนว่าพยายามจะเอามือข่วนไปที่กำแพง และยังมีเลือดอาบเต็มหัว เหมือนเอาหัวโขกไปที่กำแพงอยู่หลายรอบ เสียงที่คุณบอลและเพื่อนได้ยิน คงจะเป็นจิตสุดท้ายของเด็กคนนี้ที่เอาหัวโขกกำแพง เพื่อที่จะพยายามพาตัวเองออกจากห้องนี้ไปให้ได้นั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-