เรื่องเล่าจากคุณหงส์หยก 'บ้านเช่า 1500' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณหงส์หยก 'บ้านเช่า 1500' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

18 ม.ค. 2025

       ‘คุณหงส์หยก’ สายจากทางบ้าน ได้มาเปิดประสบการณ์ขนลุกกับเรื่อง ‘บ้านเช่า 1,500’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 มกราคม 2568) ซึ่งเป็นบ้านเช่าหลังเก่าที่เต็มไปด้วยโกศกระดูก เจ้าของบ้านชวนขนลุก และหญิงชราปริศนา แต่ความจริงหลังย้ายออกกลับน่าตกใจยิ่งกว่า! จะหลอนขนาดไหน? มาฟังเรื่องจริงสุดสะพรึงนี้พร้อมกับ 3 ดีเจตัวท็อป ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ แล้วคุณจะได้รู้ว่า…บ้านราคาถูก อาจมีบางอย่างที่ต้องแลกมากกว่าค่าเช่า!

        ‘บ้านเช่า1,500’ เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของ ‘คุณหงส์หยก’ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 13 ปีก่อน ตอนนั้นครอบครัวของเขายังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง คุณแม่จึงต้องหาบ้านเช่าและย้ายบ้านบ่อยครั้ง โดยคุณแม่นั้นทำงานค้าขายและเข้าโรงงานเป็นกะ ทำให้คุณหงส์หยกต้องอยู่บ้านคนเดียวตั้งแต่ยังเด็ก

       ในตอนนั้น ได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แต่ต้องย้ายออกเพราะลูกชายของเจ้าของบ้านจะกลับมาอยู่ คุณแม่จึงตระเวนหาบ้านใหม่ จนเจอบ้านเช่าสองชั้นในระแวกใกล้เคียง ตัวบ้านชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ เมื่อได้ย้ายเข้าไป คุณหงส์หยกรู้สึกชอบบ้านหลังนี้มากเพราะไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง และบ้านก็ยังหลังใหญ่มี 2 ชั้น บริเวณรอบบ้านเต็มไปด้วยทุ่งนา แต่ค่าเช่าบ้านเพียง 1,500 บาท คุณหงส์หยกจึงตื่นเต้น นอกจกานี้ บนชั้น 2 ของบ้านจะมีโกศใส่กระดูกอยู่ประมาณ 4-5 อัน พร้อมกับรูปถ่ายญาติผู้เสียชีวิตของเจ้าของบ้าน ส่วนเจ้าของบ้านนั้น เป็นคุณลุงคนหนึ่ง ทำงานเป็นมัคนายกในวัดที่อยู่ใกล้บ้าน คุณลุงจึมักจะมีนิสัยชอบพูดคนเดียว

       พออยู่ไปได้สักพัก บรรยากาศในบ้านก็เริ่มเปลี่ยน จากที่เคยรู้สึกชอบ กลับกลายเป็นไม่น่าอยู่ คนในบ้านเริ่มทะเลาะกันบ่อย คุณหงส์หยกรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านมันร้อนและทำให้ไม่อยากกลับบ้าน พอตกกลางคืน ก็มักจะได้ยินเสียงกระดานลั่น หลังจากนั้นพักใหญ่ ก็มีเรื่องให้ต้องย้ายออก เพราะว่าคุณลุงเจ้าของบ้านแอบมาดูคุณหงส์หยกตอนอาบน้ำ นี่ถือเป็นเหตุผลหลักที่คุณแม่ตัดสินใจพาย้ายออก

       ก่อนย้ายออกประมาณ 1-2 สัปดาห์ คุณหงส์หยกทานข้าวอยู่กับแม่ ก็เห็นคุณยายคนหนึ่งมายืนโบกมือเรียกอยู่หลังบ้าน ลักษณะของคุณยายคือ มีผมบ๊อบ ใส่เสื้อลูกไม้สีเหลืองอ่อนและผ้าถุงสีน้ำตาลแบบคนสมัยก่อน ร่างของคุณยายดูเลือนรางเหมือนไม่ใช่คน คุณหงส์หยกจึงถามแม่ว่าใครมายืนเรียก แต่แม่ไม่ได้พูดอะไร ทั้งคู่จึงไม่ได้สนใจและกินข้าวต่อ

       หลังจากย้ายออกไปแล้ว ก็ได้กลับไปอยู่ในระแวกเก่าก่อนที่จะย้ายมา คุณหงส์หยกได้ไปสระผมที่ร้านเสริมสวยของ ‘ป้าพิกุล’ คุณป้าถามว่าหายไปไหนมาเพราะไม่เห็นหน้านาน คุณหงส์หยกก็อธิบายว่าตนนั้นย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังใหญ่แถววัดที่เจ้าของบ้านเป็นมัคนายก คุณป้าได้ยินก็อุทานว่า “อ้าว! ไม่รู้เหรอ บ้านหลังนั้นเคยมีกำนันโดนยิงตายอยู่หลังบ้าน”

       คุณหงส์หยกตกใจมาก จึงบอกป้าไปว่า

       “หนูไม่รู้เลย แต่หนูเจอเขามาเรียกอยู่หลังบ้านจริงๆ”

       ป้าพิกุลยังบอกอีกว่า “แกเจอดีแล้วล่ะ เขาโดนยิงตายตรงนั้น เพราะเรื่องขาดผลประโยชน์อะไรบางอย่าง”

       คุณหงส์หยกคิดว่าคุณแม่น่าจะรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ไม่บอกเพราะเกรงว่าคุณหงส์หยกจะกลัว  หลังจากนั้น คุณหงส์หยกถึงกับพูดอะไรไม่ออก และเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็ขนลุกทุกที…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ไปทักคนอื่นเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ช่วยเขาจนเสร็จสรรพ แต่เจ้ากรรมนายเวรเขาไม่พอใจ จะมาเอาเป็นตัวตายตัวแทน!

12 ก.ค. 2023

ไปทักคนอื่นเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ช่วยเขาจนเสร็จสรรพ แต่เจ้ากรรมนายเวรเขาไม่พอใจ จะมาเอาเป็นตัวตายตัวแทน!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ในครั้งนี้ (27 มิถุนายน 2566) ต้อนรับแขกรับเชิญอย่าง ‘คุณสายฝน พรหมญาณ’ หมอดูชื่อดังที่มาเล่าประสบการณ์หลอนที่เจอมากับตัวให้ทั้ง ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจม’ ฟัง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเข้าไปยุ่งในเรื่องที่ไม่ควรเข้าไปยุ่ง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น แท็กเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย! เมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ขณะนั้นคุณฝนกำลังไฟแรงเดินหน้าปฏิบัติธรรม ด้วยความที่ร้อนวิชาจึงเข้าไปทักผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อคุณฝนสามารถตอบชื่อแฟนของผู้ชายคนนี้ รวมถึงสีที่แฟนของเขาชอบ ไปจนถึงได้เล่าเหตุการณ์ที่เขาเกือบโดนรถชนได้อย่างถูกต้อง ผู้ชายคนนี้ถึงกับต้องผละตัวออกมาจากงานที่เขากำลังทำแล้วมานั่งฟังที่คุณฝนพูด คุณฝนเห็นภาพว่าผู้ชายคนนี้ได้เสียขาไป จึงเตือนผู้ชายคนนั้นว่า ให้ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาให้ดี และยังบอกอีกว่า เขาเคยสัญญาว่าจะไปบวชตอนรอดจากเหตุการณ์รถชนครั้งนั้น แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ไปบวช เขาจึงตอบกลับมาว่า จะไปบวชภายในเดือนนี้ คุณฝนจึงกำชับว่าให้รีบบวชโดยเร็วที่สุด หาไม่แล้วเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้โดนรถชนครั้งนั้น อาจจะตามมาเอาชีวิตไปก็ได้ ผู้ชายคนนี้ขอบคุณคุณฝนเป็นอย่างมากที่ช่วยแนะนำวิธีการแก้เคราะห์ให้เสร็จสรรพโดยไม่ได้เก็บค่าครูแม้แต่บาทเดียว ในตอนนั้นเอง.. คุณฝนไม่รู้เลยว่าเธอได้ทำอะไรลงไป! เมื่อคุณฝนกลับมาถึงที่บ้าน ก็เริ่มเกิดอาการร้อนรุ่มที่ตัว เริ่มอ่อนเพลียและหนักที่หัวจนอยากเข้านอน พอตื่นมาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้ ทั้งร่างกายรู้สึกแสบร้อนทรมานไปหมด คุณฝนรู้สึกเหมือนหัวถูกกดเอาไว้แล้วมีใครบางคนทุบมาที่หัวตลอดเวลา! คุณฝนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อาการคุณฝนตอนนั้นเหมือนกับคนที่กำลังจะเป็นไข้ แต่ก็ยังไม่ได้ถึงขั้นเชื่อมโยงสิ่งนี้กับเหตุการณ์ที่ได้ไปช่วยผู้ชายคนนั้น และแล้วในความฝันกลางดึก คุณฝนก็พบกับร่างของชายคนหนึ่งมายืนอยู่ใกล้ ๆ ที่ผิวของร่างชายคนนี้ไหม้เกรียมแถมมีไฟฟอนสีแดงแตกออกมา คุณฝนมองเห็นร่างนี้ได้แบบพร่ามัวและเลือนลาง แต่ก็ยังสามารถได้ยินสิ่งที่เขาพูดออกมา สิ่งนั้นเองที่เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการดูดวงของคุณฝนตลอดไป “มึงอ่ะ อยากยุ่งเรื่องของกูมากใช่ไหม มึงตายแทนมันไปเลยนะ!” แม้จะตื่นอยู่แต่คุณฝนกลับไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้เลย ที่ดวงตาก็เริ่มมีน้ำไหลออกมา คุณฝนนอนปวดหัวแสบร้อน ขณะที่คนในบ้านคอยเช็ดตัวให้ คุณฝนไม่สามารถอธิบายออกมาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันเหมือนกับว่ามีคำพูดนั้นกระแทกเข้าหาตลอดเวลา ตอนนี้คุณฝนรู้สึกเหมือนถูกดึงถูกทึ้งไม่หยุดหย่อน สุดท้ายแฟนและแม่แฟนต้องพาไปส่งที่โรงพยาบาล เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลสารพัดวิธีแล้ว หมอเจ้าของไข้ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าคุณฝนเป็นอะไรกันแน่ สุดท้ายหมอจึงลงความเห็นว่าอาจจะต้องเจาะไขสันหลังมาตรวจดูและผ่าเปิดกะโหลกไปเลย เพราะมีข้อสันนิษฐานว่าอาจมีความผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับน้ำในสมอง เมื่อคุณฝนซึ่งตอนนั้นไม่สามารถขยับร่างกายได้ยินเข้า จึงอธิษฐานให้บุญกุศลที่เคยทำไว้และการไปฏิบัติธรรมตลอดมาช่วยให้รอด คุณฝนบอกกับเสียงที่เข้ามาว่านับจากนี้ทุกเดือนจะไปปฏิบัติธรรมและไม่ทักใครหรือเข้าไปช่วยใครอีกเลย หากเขามิได้มีเจตนาจะร้องขอตั้งแต่แรก คุณฝนสะอื้นให้กับตัวเองแล้วรำพันว่าตนไม่ควรไปอวดอุตริไปทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมนี้แต่แรกเพราะมันเป็นเรื่องระหว่างเจ้ากรรมนายเวร เสียงนั้นก็ตอบกลับว่าคุณฝนไม่มีทางรอดไปได้ เพราะคุณฝนได้เข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ตนไม่ควรเข้าไปยุ่ง ขณะที่ได้ยินแพทย์เจ้าของไข้ถามแฟนว่าให้เจาะไขสันหลังเลยไหม ผ่าตัดเลยไหม เพราะต้องรีบทำอะไรสักอย่างแล้ว คุณฝนพยายามส่ายหัวให้คนเห็นเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องการ คุณฝนผู้ซึ่งเป็นคนที่นับถือ “พระแม่” เป็นอย่างยิ่ง จึงบอกกับพระแม่ว่าตนขออุทิศชีวิตตัวเองให้กับการทำดี แล้วสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีกเลย.. เช้าวันต่อมา หมอคนที่จะผ่าตัดให้ก็มีเคสพิเศษเข้ามากะทันหัน จึงต้องให้หมอคนใหม่มาดูแลแทน แล้วคำวินิจฉัยก็เปลี่ยนไป หมอคนใหม่บอกว่าคุณฝนไม่ได้เป็นอะไรสามารถกลับบ้านได้ทันที สาเหตุที่ไม่สามารถขยับตัวได้คงเป็นเพราะไมเกรนทำพิษ ซึ่งอาจเกิดความเครียดตอนทำงาน สุดท้ายอาการต่าง ๆ ที่เหลือก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นระยะ หลังจากนั้น คุณฝนก็ไปปฏิบัติธรรมทุกเดือนตามสัญญา คุณฝนเรียนรู้ว่าบางครั้งแม้เราจะมีดวงตาเห็นนิมิตอะไรบางอย่างในตัวคนคนหนึ่ง แต่เราก็ไม่มีสิทธิไปบอกเขาอยู่ดี เพราะผลที่ตามมามันอาจรุนแรงก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราไม่มีครู..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้อม พุธพาหลอน ‘ชุดเช่า’ l อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน [ 30 ก.ย.2568 ]

12 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากต้อม พุธพาหลอน ‘ชุดเช่า’ l อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน [ 30 ก.ย.2568 ]

ชุดเช่าที่อาจมาพร้อมกับเจ้าของเก่า.. ใครที่ได้ใส่นำไปใส่ อาจจะต้องเจอดี หรือนำพาไปพบกับความหลอน เหมือนกับ ‘คุณต้อม พุธพาหลอน’ ที่ได้ไปเช่าชุดที่ร้านใหญ่ใจกลางเมือง แต่บังเอิญไปเจอกับชุดเดรสชุดสุดท้าย ที่เห็นแวบแรกก็ถูกตาต้องใจ จึงนำกลับมา แต่ชุดที่นำกลับมาด้วยนั้นจะนำพาอะไรกลับมา? หาคำตอบไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ 'ดีเจมดดำ' ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x ต้อม พุธพาหลอน’ (30 กันยายน 2568) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ชุดเช่า’ เหตุการณ์ย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี ทุกปีบริษัทจะมีงานเลี้ยงประจำปี ภายในงานจะมีการจัดงานแสดงต่าง ๆ มากมาย เป็นช่วงที่สาขาย่อยต่าง ๆ ของบริษัทจะมารวมตัวกัน ต้อมได้รับหน้าที่ในการหาชุดและทำฉากการแสดง แต่ด้วยความกระชั้นชิด มีเวลาจำกัด และต้องติดต่อร้านเช่า กระทั่งไปเจอร้านใหญ่ในเมือง ต้อมเดินทางไปที่ร้านพร้อมหัวหน้าที่ทำงาน 2 คน และน้องผู้ชาย 1 คนชื่อว่า ‘น้องแก้ว’ ซึ่งเป็นคนตลก ไม่ประสีประสา เมื่อมาถึงร้านเช่า ตอนนั้นเป็นเวลา 2 ทุ่ม บรรยากาศรอบข้างมืดอึมครึม ภายนอกเป็นตึกพาณิชย์ 3 ชั้น ดูทรุดโทรม แสงไฟหน้าตึกมืดสลัว ติด ๆ ดับ ๆ ทุกคนเดินเข้าไปในร้านก็ปะทะเข้ากับกลิ่นอับเหม็นอับ พร้อมกองผ้าที่กองไว้ระเกะระกะ เหมือนกองมาเป็น 10 ปี ทุกคนแบ่งหน้าที่กันหาชุดสำหรับโชว์ เว้นแต่แก้วที่หายตัวไป เวลาผ่านไปชุดที่หาไปหามาที่ถูกใจ มีอยู่ประมาณ 5 ชุด แต่นักแสดงมี 6 คน จึงตัดสินใจนำชุดไปให้เจ้าของร้านดู แต่เจ้าของร้านกลับแสดงสีหน้าตกใจ และแจ้งไปว่า “พี่ เปลี่ยนชุดมั้ยคะ” หัวหน้าอยากได้ชุดนี้มาก แต่ก็ยังหาชุดไปเรื่อย ๆ แต่ทันใดนั้นแก้วก็วิ่งลงมาเสียงดัง ตึ้ง ๆๆๆ พร้อมถือชุดหนึ่งมาให้ดู ปรากฏว่าชุดที่แก้วถือมาเป็นชุดแบบเดียวกันกับแบบที่หัวหน้าต้องการ ย้อนเหตุการณ์กลับมาในตอนที่แก้วหายไป แก้วเล่าว่า เขาขึ้นไปบนชั้น 3 บรรยากาศบริเวณรอบ ๆ เงียบสงัด วังเวง เขาก็รื้อหาชุดไปตามประสา ขณะเดียวกันก็มองลงไปชั้นล่าง พบเหมือนขาของใครบางคน ลักษณะ ซีด ขาว เหมือนขาของผู้หญิง แก้วนึกในใจว่าเป็นพนักงานในร้าน จึงเดินไปดู ปรากฏว่าที่ตรงนั้นไม่มีใครนั่งหรือยืนอยู่เลย พบแต่ชุดเต้นที่วางไว้ แก้วคิดในใจว่าสวยดี จึงหยิบลงมา เมื่อได้ชุดที่ถูกใจและเวลากระชั้นชิดจึงไม่ได้คิดอะไรมาก ทุกคนจึงตัดสินใจนำชุดที่เลือกไว้กลับไป เช้าวัดถัดมา ก็นำชุดทั้งหมดที่เช่ามาแจกให้กับพนักงานเพื่อไปดูแลต่อกันเอง แต่ชุดสุดท้ายที่แก้วได้หยิบมา พนักงานที่ได้รับไปมีชื่อว่า ‘น้องเฟย์’ ก่อนที่จะรับชุดไปเฟย์ได้ตรวจสอบมองไปที่ชุด แล้วพบรอยขาดที่บริเวณหลังชุด แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เช้าตรู่ช่วงเวลาตี 5 ของวันเดินทาง เฟย์ได้เล่าว่า ฝันถึงเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่าง เสมือนกับตัวเองอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มองไปเห็นเงาสลัว ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กำลังเต้นอยู่กลางฟลอร์ เป็นฝันที่ทำให้เฟย์หลับไม่ลง เมื่อเดินทางมาถึง ณ ที่จัดงาน ที่นี่เป็นทะเลแห่งหนึ่ง ในช่วงเวลา 4 ทุ่ม ทุกต่างสนุกสนานไปกับงาน ถึงคิวของกลุ่มเฟย์ที่ต้องขึ้นไปแสดงโชว์ หลังจากแสดงไปได้ชั่วขณะ ปรากฏว่าเฟย์ได้ร้องกรี๊ดขึ้นมา แล้วล้มลงกลางเวที ทุกคนคิดไปทางเดียวกันว่าเธอเมา จนกระทั่งเฟย์ฟื้นขึ้นมา เธอเล่าว่าตนเองไม่ได้เมา แต่กลับมีความรู้สึกเจ็บบริเวณที่เสื้อขาด เหมือนมีดแทงเข้ามา จนเธอสะดุ้งแล้วกรี๊ดสลบไปทันที วันถัดมา เป็นวันเดินทางกลับ หลังจากกลับมาทุกคนก็มีอาการท้องเสียด้วยอาหารที่กิน ทำให้มีหลายคนลางาน รวมถึงเฟย์ เธอลางานไป 2 วัน ย้อนกลับไปในวันที่เดินทางกลับ เมื่อเฟย์ถึงห้องก็เป็นเวลา 4 - 5 ทุ่มแล้ว บรรยากาศภายในห้องก็เริ่มมืด มีเพียงแสงไฟมืดสลัว เธอเปิดไฟไว้เฉพาะบริเวณหัวเตียง จากนั้นก็ถอดชุดแขวนไว้หน้าตู้เสื้อผ้า เฟย์มีอาการสลึมสลือ แต่พอหันมองไปที่ชุด อยู่ ๆ ชุดก็แกว่งไปแกว่งมา ทั้ง ๆ ที่ในห้องไม่มีลม ภายในความมืด เฟย์สังเกตเห็นเหมือนมีมือขาวซีดค่อย ๆ ผุดออกมาจากแขนเสื้อทีละนิด ไล่จากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวา จนไปถึงขาค่อย ๆ ออกยื่นมาทีละนิด สุดท้ายเหมือนลักษณะเป็นศรีษะค่อย ๆ ผุดออกมาเรื่อย ๆ ทีละนิด เห็นเป็นใบหน้าขาวซีด เฟย์ฉุกคิดได้ว่า ใบหน้าของผู้หญิงคนนี้คล้ายใบหน้าของผู้หญิงในฝันที่เธอได้ฝันถึง เฟย์จึงตกใจรีบวิ่งไปเปิดไฟทันที ภายในห้องสว่างขึ้น และสิ่งที่เฟย์เห็นก่อนหน้า กลับหายไปในพริบตา เธอคิดไปต่าง ๆ นานาจนนอนไม่หลับทั้งคืน เช้าวัดถัดมา เป็นเช้าวันหยุด แต่เฟย์ไม่สนใจ รีบนำชุดที่เกิดเรื่องไปทิ้งไว้ที่บริษัท เธอไม่อยากเก็บเอาไว้กับตนเองแล้ว เพราะตั้งแต่ที่ได้ชุดนี้มา เธอรู้สึกบรรยากาศภายในห้องมันดูอึมครึมเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างอยู่กับเธอ หลังจากวันนั้น ทุกคนก็ได้นำชุดมาคืน ต้อมทำการรวบรวมชุดทั้งหมดไปคืนให้ร้านเช่า ในวั้นนั้นทางร้านได้สอบถามเราว่า “น้องเอาชุดไป เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” ต้อมได้แต่นึกว่ากับตัวเองไม่ได้รับรู้สึกถึงอะไร จึงตอบกลับไป “ไม่มีครับ” เจ้าของร้านยิ้มตอบ พร้อมพูดว่า “มันเกินเวลามานะ แต่พี่ไม่เอาค่าปรับ” หลังจากวันนั้น เวลาผ่านไป เฟย์ได้รู้สึกดีขึ้น จึงได้นำเรื่องราวมาถ่ายทอดให้ต้อมได้ฟัง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

ไปดูหนังรอบดึก นับคนดูได้ 5 คน แต่พอดูไปเรื่อย ๆ โผล่มาเพิ่มอีก 1 ! ระหว่างนั่งดู ก็มีคนหันหน้ามาจ้องด้วยตาแดงก่ำ! หลังจากหนังจบก็ออกมารอข้างนอก แต่คนก็ออกมาแค่ 5 คน ไปถามแม่บ้าน แม่บ้านก็บอกปัดแล้วเดินหนี! พอรู้ความจริงเท่านั้นแหล่ะ

28 ก.ค. 2023

ไปดูหนังรอบดึก นับคนดูได้ 5 คน แต่พอดูไปเรื่อย ๆ โผล่มาเพิ่มอีก 1 ! ระหว่างนั่งดู ก็มีคนหันหน้ามาจ้องด้วยตาแดงก่ำ! หลังจากหนังจบก็ออกมารอข้างนอก แต่คนก็ออกมาแค่ 5 คน ไปถามแม่บ้าน แม่บ้านก็บอกปัดแล้วเดินหนี! พอรู้ความจริงเท่านั้นแหล่ะ

สายที่โทรเข้ามาในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (25 กรกฎาคม 2566) ได้เล่าเรื่องหลอนที่เคยเจอกับตัว ระหว่างที่กำลังชมภาพยนตร์รอบดึก ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกเกรียวกราวไปตาม ๆ กัน เรื่องนี้มีชื่อว่า ‘โรงหมายเลข 6’ ใครที่มีแพลนจะไปดูหนังรอบดึก นับจำนวนคนให้ดี ๆ นะ! เรื่องหลอนนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณชิ’ ที่ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคในโรงภาพยนตร์มาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งก็เข้าทำงานเป็นกะ ทั้งกลางวันและกลางคืนหมุนเวียนสลับกันไป คุณชิเองเป็นคนที่ชื่นชอบการดูหนังรอบ Midnight อยู่แล้ว เมื่อถึงวันที่ต้องเข้ากะดึก จึงไปเช็คก่อนว่ามีลูกค้าเข้าไปใช้บริการในโรงหนังรอบนั้นกี่คน ปรากฏว่ามีลูกค้าเพียง 5 คนเท่านั้น เมื่อถึงเวลา คุณชิก็เดินเข้าไปดูหนังในโรงหมายเลข 6 พร้อมกับลูกค้าทั้ง 5 คนนั้น.. โรงหมายเลข 6 นี้เป็นโรงที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แถวที่คุณชิเข้าไปนั่ง คือแถว AA (ด้านบนสุด) ทำให้สามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งโรง คุณชิจึงคอยสอดส่องว่าลูกค้าเข้ามาครบหรือยัง เพราะที่นั่งที่คุณชินั่ง อาจจะไปตรงกับลูกค้าก็เป็นได้ เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาครบ คุณชิก็สบายใจเพราะไม่ได้นั่งทับที่ใคร จากนั้นหนังก็เริ่มฉายไปตามปกติ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง คุณชิก็กวาดสายตาไปมองบรรดาลูกค้าอีกครั้ง แต่เมื่อลองนับจำนวนดูกลับพบว่ามีทั้งหมด 6 คน! คุณชิรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะตัวเองนั่งอยู่ในจุดที่มองเห็นการเคลื่อนไหวของทุกอย่างในโรงได้ ไม่ยักกะเห็นคนเดินเข้ามาเพิ่มเลยแม้แต่คนเดียว คุณชิคิดว่าอาจจะเบลอนับพลาดไป จึงนับใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังเป็น 6 คนอยู่ดี ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจมาก คุณชิจึงไม่คิดอะไรต่อ แล้วกลับไปสนใจหนังที่กำลังฉายอยู่เช่นเดิม เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง คุณชิก็เห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง หันหน้ามองซ้ายขวาไปรอบ ๆ โรงโดยที่ตัวไม่ได้หันตามไปด้วย จากนั้นก็หันกลับไปดูหนังตามปกติ พอมีจังหวะที่หนังตบมุกตลก ผู้ชายคนนั้นก็หัวเราะ “หึ ๆ” เสียงต่ำในลำคอ ทั้ง ๆ ที่คนในโรงต่างเงียบกัน คุณชิคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้หัวเราะแปลก ๆ สักพัก ผู้ชายคนนั้นก็หันคอกลับมามองที่คุณชิ! แล้วก็จ้องหน้าคุณชิอยู่อย่างนั้นประมาณ 10 วินาทีได้ จากนั้นก็หันกลับไปช้า ๆ ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที ก็หันกลับมามองที่คุณชิอีกรอบ! แต่รอบนี้ตาของผู้ชายคนนั้นกลายเป็นสีแดงไปแล้ว! คุณชิตกใจและสงสัยว่าเขาจะมองหน้าตัวเองไปทำไม ในตอนนั้นคุณชิยังคงคิดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นเพียงลูกค้าคนหนึ่งเท่านั้น ส่วนดวงตาที่เป็นสีแดง อาจเป็นเพราะแสงจากการฉายหนังก็เป็นได้ หลังจากนั้น ผู้ชายคนนั้นก็หันกลับไปเหมือนเดิม กระทั่งหนังฉายจบ คุณชิก็รีบเดินออกไปรอหน้าโรงหนัง เพื่อที่จะดูว่าผู้ชายคนนั้นเดินออกมาหรือไม่ แต่กลายเป็นว่ามีคนเดินออกไปแค่ 5 คนเท่านั้น! เมื่อเห็นว่ามีลูกค้าเดินออกมาแค่ 5 คน คุณชิจึงคิดว่าผู้ชายคนนั้นอาจจะเดินออกประตูอื่น เพราะในช่วงนั้นจะมีป้าแม่บ้านมาทำความสะอาด เขาอาจจะออกประตูนั้นเพื่อไปเข้าห้องน้ำ คุณชิจึงเดินไปหาป้าแม่บ้าน A แต่เมื่อถามว่ามีลูกค้าเดินสวนออกมาทางนี้หรือไม่ ป้า A ก็ตอบกว่า “ไม่มีนะ” คุณชิเริ่มคิดในใจว่าผู้ชายคนนั้นอาจจะไม่ใช่คน แต่ก็ยังไม่ได้บอกป้าเอว่าตนเจออะไรมา จากนั้นคุณชิก็กลับไปทำงานตามปกติ ผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ คุณชิยังคงไปทำงานตามปกติ ก็ได้ยินพี่ ๆ ในออฟฟิศคุยกันว่า “เมื่อคืนนี้ ลูกค้าเจอผี” คุณชิหูผึ่งทันที จึงขอให้พี่ในออฟฟิศเล่าเรื่องให้ฟัง เขาก็เล่าว่า “เมื่อคืน ก่อนที่ลูกค้าผู้ชาย A จะเข้าห้องน้ำ ก็เห็นว่ามีลูกค้าผู้ชาย B ยืนส่องกระจกอยู่ แต่ไม่เชิงว่าส่องกระจก เพราะเขายืนตรง ๆ แต่ลูกค้า A ก็ไม่คิดอะไร เดินเข้าไปยืนทำธุระส่วนตัวตรงโถ ซึ่งเป็นมุมที่ต้องยืนหันหลังให้ลูกค้า B เมื่อทำธุระเสร็จเรียบร้อยไม่ถึงหนึ่งนาที หันกลับมาก็ไม่มีใครยืนส่องกระจกอยู่แล้ว! แถมประตูก็ไม่ได้เปิดอยู่ด้วย ทุกอย่างในห้องน้ำดูเงียบสงัด ลูกค้า A จึงไปบอกกับป้าแม่บ้าน C และเล่าว่าเขาเจอผีบ่อยมากเลยเวลามาดูหนังที่นี่ แต่ป้าแม่บ้านก็ทำได้แค่ตอบรับแล้วก็เดินจากไป” หลังจากทราบคร่าว ๆ แล้ว คุณชิจึงไปหาป้าแม่บ้าน C เพื่อถามเรื่องราวต่อ แต่ป้าก็ปฏิเสธบอกเพียงว่า “ป้าไม่รู้หรอก ไม่รู้ ๆ เราทำงานที่นี่ เรารู้อยู่แล้ว ป้าไม่อยากพูด” พูดจบก็รีบเดินจากไป แต่อาการลุกลี้ลุกลนของป้า ทำให้คุณชิยืนงง แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ เมื่อป้าไม่บอก ก็ไม่ต้องรู้ก็ได้ คุณชิคิดแบบนั้นแล้วก็กลับไปทำงานต่อ เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ ถึงวันที่คุณชิต้องเข้างานกะดึกอีกครั้ง วันนั้นมีหนังเรื่องใหม่ที่คุณชิอยากดูอยู่พอดี จึงเข้าอีหรอบเดิม แต่ครั้งนี้คุณชิเข้าไปเช็คทั้งหน้าแอปฯ หน้าเคาน์เตอร์ ว่ามีลูกค้ากี่คน แล้วก็จะเข้าโรงหนังช้ากว่าปกติเพื่อให้ลูกค้าเข้าโรงให้หมดก่อน แต่เมื่อเช็คแล้ว ในรอบนั้นไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเลย ตามปกติแล้วรอบนี้ก็จะงดฉาย แต่คุณชิขอให้เพื่อนร่วมงานฉายหนังตามปกติ จากนั้นคุณชิก็เดินเข้าไปดูหนังคนเดียว เวลาผ่านไปประมาณ 40 นาที ก็สังเกตเห็นว่ามีคนมานั่งอยู่แถว F ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้! (ห่างจากแถว AA ประมาณ 5-6 แถว) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นั่งเดิมที่คุณชิเจอเมื่อคราวก่อนด้วย คุณชิเกิดคำถามในหัวมากมายว่าเขาคนนั้นเข้ามาในโรงหนังได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่รอบนี้มันไม่ควรจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการด้วยซ้ำ เวลาผ่านไปประมาณ 20 นาที เขาก็หันกลับมามองที่คุณชิด้วยตาแดงก่ำคู่นั้น! สักพักเขาก็อ้าปาก แล้วเลือดก็ไหลออกมา! คุณชิตกใจด้วยความกลัวก็รีบวิ่งออกจากโรงหนังทันที คุณชินั่งอยู่หน้าโรงหนังนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงได้ จากนั้นก็ทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปในโรงหนังอีกครั้ง แต่ก็พบว่ามันไม่มีใครอยู่ในโรงหนังนั้นเลยสักคน! คุณชิในตอนนั้นเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่น่ามีใครมาแกล้งอะไรแบบนี้ และนั่นคงจะเป็นผีแน่ ๆ จากนั้นก็เดินไปหาน้องที่ทำงานเกี่ยวกับตั๋วแถวนั้น คุณชิเล่าเรื่องที่เจอให้น้องฟัง และยังเล่าให้เพื่อนร่วมงานหลาย ๆ คนฟัง แต่ทุกคนก็มักจะบอกว่าคุณชิตาฝาดไปเองมากกว่า และทุกคนก็ยืนยันว่าที่นี่ไม่มีผี คุณชิก็พยายามไม่คิดอะไร แล้วกลับไปทำงานตามปกติ คุณชิเล่าว่าในห้องที่ฉายหนัง จะมีหน้าต่าง 3 บาน ตรงกลางเป็นช่องสำหรับฉายโปรเจคเตอร์ ซึ่งเป็นหน้าต่างที่สามารถเปิดปิดได้ เป็นช่องขนาดเล็กที่เอาไว้ชะโงกดูความเรียบร้อยภายในโรงหนัง คืนหนึ่ง หลังจากที่หนังรอบสุดท้ายฉายจบแล้ว คุณชิก็จะมีหน้าที่เดินปิดไฟ ปิดแอร์ ปิดเสียง และระบบต่าง ๆ และจะต้องเปิดหน้าต่างเหล่านั้น เพื่อให้อากาศถ่ายเท และไม่เกิดความชื้นในห้องฉายหนัง ขณะที่เปิดหน้าต่าง คุณชิก็ต้องชะโงกหัวออกไปเพื่อเช็คความเรียบร้อยในโรงหนัง คุณชิต้องก้มหน้าเพื่อเอาหัวสอดเข้าไปในช่องนั้น แล้วพอเงยหน้าขึ้นมา ก็ประจันหน้าเข้ากับผู้ชายที่ตาแดงก่ำหน้าโชกไปด้วยเลือดอย่างสยดสยอง! คุณชิตกใจรีบเอาตัวถอยหลังจนชนกำแพง และบอกว่า “อย่า อย่าพี่! ผมยังไม่ได้ทำอะไรให้เลยนะ!” จากนั้นพี่ที่เป็นเจ้าหน้าที่โปรเจคเตอร์ก็วิ่งเข้ามาดูด้วยความตกใจ คุณชิก็เล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง แต่พี่เขาก็บอกว่าคงไม่มีอะไร จากนั้นก็เช็คในโรงอีกรอบ และก็บอกว่า “ไม่มีใครเลยนะ ตั้งสติแล้วมาดูดี ๆ” แต่คุณชิก็ยืนกรานว่าเขาเห็นจริง ๆ จากนั้นก็ชะโงกหัวไปดูอีกครั้ง ปรากฏว่ามันก็ไม่มีใครจริง ๆ หลังจากนั้นก็รีบปิดระบบทุกอย่างแล้วกลับบ้านทันที คุณชิเล่าว่าภาพนั้นมันยังติดตาอยู่เลย เพราะเป็นการประจันหน้าในระยะห่างกันแค่ 20 เซนติเมตร และหน้าต่างตรงนั้นอยู่ในจุดที่สูงจากพื้นเมตรกว่าได้ ไม่น่ามีใครยื่นหน้าเข้ามาหาแบบนั้นได้เลย คุณชิยังบอกอีกว่าเขาเองก็ห้อยพระ แต่ก็ไม่ช่วยอะไรมาก หลังจากนั้นก็ต้องมาทำงานกะดึกปกติ ในจังหวะที่ต้องเปิดหน้าต่างแล้วชะโงกหน้านั้น ก็เห็นว่าเขานั่งอยู่ที่เดิมในโรงหนัง แล้วเขาก็ลุกขึ้นมากำลังจะเดินออก ก็มีใครไม่รู้วิ่งเข้ามา เอามีดมาจ้วงแทงเขาหลายรอบ เขาสำลักเลือดแล้วก็กระอักเลือดออกมา จากนั้นก็ล้มลงนอนตรงนั้น ส่วนคนที่แทงก็วิ่งหนีหายไปเลย! คุณชิตกใจรีบตะโกนเสียงดังและวอร์วิทยุว่ามีคนแทงกันในโรงให้ทุกคนเข้ามาช่วยกัน เมื่อทุกคนเข้ามา ในโรงกลับว่างเปล่า! ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย คุณชินั่งหน้าซีดตัวสั่น ไม่คุยกับใครเลย เมื่อสงบสติได้แล้ว พี่ในออฟฟิศก็เล่าว่า “มีคนเคยแทงกันตายจริง แต่ว่ามันผ่านมานานมากแล้ว” จากนั้นก็แนะนำให้คุณชิไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณนั้น และก็ให้คุณชิหยุดทำงานไปสักพัก หลังจากเจอเหตุการณ์นั้นคุณชิก็จับไข้หัวโกร๋น และไปทำบุญให้ แต่นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้วิญญาณนั้นหายไป คุณชิยังคงเห็นเขานั่งอยู่ที่นั่งเดิม เพียงแต่ไม่ได้ทำให้กลัวเหมือนที่เคยเจอ ล่าสุด คุณชิเข้าไปดูหนังรอบดึกอีกครั้ง แต่ด้วยความล้าจากการทำงาน จึงเผลอหลับ แต่ก็มีคนมาสะกิด คุณชิก็สะดุ้งตื่น แล้วก็เห็นว่าหน้าเขาก้มลงมามองที่คุณชิอยู่! คุณชิก็รีบบอกไปว่าจะทำบุญไปให้ พอลืมตามาอีกที เขาก็หายไปแล้ว! ปัจจุบันนี้คุณชิยังทำงานอยู่ที่เดิม เพราะงานก็ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ และเล่าเพิ่มเติมว่าถ้าไปที่โรงนั้น แล้วสังเกตก็จะเห็นว่ามีศาลตั้งอยู่หลังม่าน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เจอหลอน! เลี้ยงโต๊ะจีนผีที่สุสานใหญ่อยู่ดีๆ เครื่องเซ็นเซอร์ผีดังรัวๆ เลยเดินไปพูดว่า “สวัสดีครับ เป็นไงบ้าง อยากได้อะไรก็บอก”

22 ธ.ค. 2023

เจอหลอน! เลี้ยงโต๊ะจีนผีที่สุสานใหญ่อยู่ดีๆ เครื่องเซ็นเซอร์ผีดังรัวๆ เลยเดินไปพูดว่า “สวัสดีครับ เป็นไงบ้าง อยากได้อะไรก็บอก”

เมื่อต้องไปเลี้ยงโต๊ะจีนผีที่สุสานใหญ่ซึ่งเป็นธรรมเนียมประจำปีของ The Shock งานนี้จะเจออะไรหลอน ๆ บ้าง รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 ธ.ค 2566) วันนี้จะพาทุกคนหลอนไปกับ ‘ตั้น The Shock’ และ ดีเจทั้งสองท่าน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวของคุณตั้นที่ได้พบเจอกับบางสิ่งบางอย่าง จะเป็นอย่างไรไปอ่านกันเลยยย เรื่องนี้ ‘คุณตั้น’ ได้เริ่มเล่าว่า ทางทีมงาน The Shock ได้เดินทางไปเลี้ยงโต๊ะจีนผี ซึ่งเป็นธรรมเนียมประจำปีของ The Shock ซึ่งปีนี้จะไปจัดกันที่สุสานจังหวัดราชบุรี เวลางานจะเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเย็น จนถึง 3 ทุ่ม โดยปีนี้ ‘พี่ป๋อง The Shock’ นำทัพไปจัดโต๊ะหมู่ขึ้นที่สุสานใหญ่ มีอาหารบางส่วนและวงปี่พาทย์ เอาไปตั้งไว้ที่เก็บศพไร้ญาติ ตัวคุณตั้นตามไปทีหลัง ไปถึงประมาณ 2 ทุ่ม เป็นเวลาใกล้จบงาน ช่วงที่วงปี่พาทย์เล่นให้ผีฟัง ซึ่งตรงนั้นจะมีซองเก็บศพประมาณ 300 – 400 ซอง คุณตั้นก็เดินไปยืนตรงหน้าวงปี่พาทย์และซองเก็บศพ ซึ่งปกติธรรมเนียมของ The Shock ที่ทำกันมาเป็น 10 ปี คือ เวลาที่เลี้ยงผี ก็จะมีการนำใบตองมาวางและเอาแป้งมาโรยไว้ เพื่อเป็นการเก็บรอยเท้าว่าเขามาหรือเปล่า ซึ่งก็มีรอยเท้ามาจริง ๆ ในระหว่างที่ทุกคนยืนดูกันอยู่ ก็มีเสียงเครื่องเซ็นเซอร์ดังขึ้น “ตื้อดึง ตื้อดึง ตื้อดึง” ดังอยู่อย่างนี้โดยไม่มีเหตุผลอยู่ตัวเดียว ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นจึงเริ่มฮือฮาว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในระหว่างนั้น ด้วยความห่ามของคุณตั้น คุณตั้นได้เดินผ่านซองเก็บศพไป และในขณะที่เดินก็ได้พูดว่า “สวัสดีครับ อยากได้อะไรมาบอกเนาะ อยากได้อะไรก็มาเข้าฝัน แล้วก็มาพูดกับเราแล้วกัน” เมื่อคุณตั้นเดินไปถึง เครื่องจับเซ็นเซอร์ก็เงียบเสียงลง คุณตั้นก็พูดไปว่า “สวัสดีครับ เป็นไงบ้าง อยากได้อะไรก็บอก” แต่ถามด้วยความไม่ลบหลู่ ไม่ได้ท้าทาย แต่ระหว่างที่คุณตั้นเดินย้อนกลับมา ก็มองกวาดสายตาไปเรื่อย ๆ ก็ได้ไปสะดุดสายตาอยู่ที่ผู้ชายคนหนึ่ง เป็นร่างสีขาวในความมืด เขาเดินและหายไป คุณตั้นที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่คิดว่า ‘ตรงนั้นมีอะไร มีทีมงานเอาเครื่องเซ่นไปไว้หรือเปล่า’ เพราะตอนนี้งานก็ใกล้จะเลิกแล้ว คุณตั้นจึงเดินกลับมา คนอื่น ๆ รีบมาถามถามคุณตั้นว่า “มึงไม่กลัวหรอ” แต่คุณตั้นก็ไม่ได้คุยอะไร แต่พูดไปประโยคหนึ่ง คือ “ตรงนั้นมีอะไร เราจะได้ไปช่วยเก็บ” ทุกคนก็หันมาถามคุณตั้นว่า “พี่เห็นหรอ” คุณตั้นก็หันไปบอกว่า “ก็เห็นสิ ตรงนั้นน่ะ มีคนยืนอยู่” แล้วก็มีคนตอบกลับมาว่า “ไม่มีพี่ ไม่มีอะไรด้วย ตรงนั้นคือ เชิงตะกอนเผาศพของมูลนิธิ” คุณตั้นก็รู้ได้เลยว่า นั่นคือผี หลังจากที่ฟังจบ คุณตั้นก็เงียบไป ทุกคนก็กรูกันเข้ามาถามคุณตั้นว่า “พี่เห็นหรอ” หลังจากนั้นก็จะมีเหล่าคนที่มีเซ้นส์มาบอกว่า “เนี่ย ตรงนี้มี ตรงนี้น่ากลัวมาก รู้สึกว่ามี” คุณตั้นก็ได้การันตีว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นคือผีจริง ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-