เรื่องเล่าจากพี่ตั้ม ‘นางพยาบาล’ | อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [ 22 ก.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากพี่ตั้ม ‘นางพยาบาล’ | อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [ 22 ก.ค.2568 ]

03 ส.ค. 2025

            เรื่องเล่าสุดหลอนจาก ‘คุณตั้ม The Shock’ กับเรื่องราวที่เริ่มต้นจากอาการตาอักเสบ แต่กลับได้พบพยาบาลสาวลึกลับที่ไม่มีใครเคยเห็นเธอ เรื่องราวจะหลอนและน่าขนลุกขนาดไหน สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (22 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘นางพยาบาล’ ที่จะทำให้ทุกคนขนหัวลุกซู่อย่างแน่นอน!

            คุณตั้มได้เล่าว่า ตนเองมีอาการตาอักเสบ จึงได้เริ่มเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หลังการวินิจฉัย คุณตั้มต้องหยอดตาทุกครึ่งชั่วโมง และได้เข้าไปนอนพักรักษาในห้องนอนรวมที่มีทั้งหมด 5 เตียง มีพยาบาลคอยดูแล 2 คน

            ในวันแรกที่คุณตั้มได้เข้าไปพักในห้องรวมนี้ ก็สังเกตได้ว่ามีเหรียญซื้อที่วางเรียงเป็นรถฟวางไว้ที่เตียงของตนเพียงเตียงเดียว จนถึงขั้นอุทานเสียงดังออกไปว่า

            “อื้อหือออออ”

            แต่ก็คิดในใจว่า ‘อย่างน้อยก็ไม่เป็นไรวะ’

            คุณตั้มเข้ารับการรักษาต่อเนื่องผ่านไปสามวัน ระหว่างนั้นก็จะมีพยาบาลเข้ามาสลับเปลี่ยนกันดูแลผู้ป่วย โดยในช่วงกลางวัน จะเป็น ‘พยาบาล A’ หน้าตาสะสวย เสียงก้องกังวาน ส่วนช่วงกลางคืน เป็น ‘พยาบาล B’ ผู้หญิงตัวเล็กและเสียงนุ่มนวลกว่า ซึ่งทุกครั้งพยาบาล B ก็มักจะมาที่ปลายเตียงคุณตั้ม แล้วคอยดูแลเป็นต้นว่า ‘ได้เวลาหยอดตาแล้วนะคะ’ หรือ ‘ทานยาได้แล้วค่ะ’

            ทุกครั้งที่พยาบาล B บอกว่าถึงเวลาหยอดตา คุณตั้มก็จะขยับไปที่กล้างเตียง เพื่อให้พยาบาล B เข้ามาหยอดตาได้สะดวก จากนั้นพยาบาล B ผู้นี้ ก็จะเดินมาอยู่ข้างเตียงและก้มหน้ามาหยอดตาให้เสมอ ทว่าช่วงที่เธอหยอดตาให้นั้น ก็มักจะมีคำพูดที่เป็นติดตัวเป็นคาแรคเตอร์ชัดเจนว่า

            “คนไข้หลับตานะคะ ลืมตา มองขึ้นข้างบน หลับตา มองลงล่าง หลับตา เดี๋ยวพยาบาลจะเช็ดตาให้”

            เธอมักจะพูดประโยคเหล่านี้ซ้ำจนจำได้ด้วยน้ำเสียงแบบนุ่มนวล เนิบนาบ เอื่อยเฉื่อย เป็นเอกลักษณ์ จนทำให้คุณตั้มได้แต่สงสัยในใจว่า ‘พยาบาลเขาพูดกันแบบนี้จริง ๆ หรอ’

            นอกจากนี้ น้ำเสียงของพยาบาล B ยังทำให้รู้สึกว่าเธอน่ารักขึ้นมาก หากใครได้เป็นแฟนกับเธอคงโชคดี เพราะทุกการกระทำที่เธอทำนั้น สื่อได้ว่าเธอตั้งใจดูแล อบอุ่น และใส่ใจมาก

            กระทั่งเข้าวันที่ 4-5 ในช่วงนี้ คุณตั้มมีการปรับยา เปลี่ยนจากหยอดทุกครึ่งชั่วโมงเป็นทุกหนึ่งชั่วโมง และจะปรับเป็นทุก 2 ชั่วโมง นั่นทำให้คุณตั้มเริ่มสงสัยว่าพยาบาล B เธอหายไปที่ไหน จึงตัดสินใจถามพยาบาล A ว่า

            “เอ่อ คุณพยาบาลครับ ปกติรอบดึกจะมีน้องพยาบาลที่เขามักจะพูดแบบนิ่ม ๆ น่ารัก ๆ อะไรประมาณนี้ มีไหมครับ”

            พยาบาล A ตอบกลับพลางยิ้มให้กับคุณตั้มว่า “ไม่มีนะคะคนไข้”

            คุณตั้มคิดว่าพยาบาลคงอำ จึงไม่ได้ถามซักไซ้ต่อ และรอไปจนถึงรอบค่ำ จากนั้น ‘พยาบาล C’ พยาบาลกะกลางคืนอีกคนก็เข้ามาหยอดตาให้คุณตั้ม คุณตั้มจึงถามเธอว่า

            “รอบดึกเนี่ยครับ 2-3 วันแรกผมเจอเธอ เธอยังมาทำงานอยู่ไหม ผมอยากเห็นเธอ”

            พยาบาล C ก็ตอบกลับมาเช่นเดียวกันว่า “ไม่มีนะคะคนไข้”

            นั่นยิ่งทำให้คุณตั้มได้แต่สงสัย แต่ก็ทำได้เพียงตอบในใจว่าไม่เป็นไร

            หลังจากผ่านวันนั้นมา คุณตั้มก็ไม่ได้เจอกับพยาบาล B อีกเลย กระทั่งครบ 2 อาทิตย์ก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล เขาจำได้ว่าจะมีน้องพยาบาลคนหนึ่งชื่อ ‘อาร์ตี้’ ที่มักจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับการฉีดยา เพราะคุณตั้มตรวจเจอเบาหวานด้วย จึงมีพยาบาลอาร์ตี้คอยมาให้คำแนะนำเรื่องของเบาหวานอยู่เสมอ ทั้งคู่จึงเริ่มสนิทกัน หลังจากพยาบาลอาร์ตี้ให้คำแนะนำเสร็จ จึงได้ถามไปว่า

            “อาร์ตี้ พี่ถามหน่อยสิ มีพยาบาลอยู่นี่จริงไหม”

            พยาบาลอาร์ตี้จึงได้ตอบกลับมาว่า “เดี๋ยวหนูเช็คให้ ยังไงโทรคุยกันละกัน”

            เวลาผ่านไปได้ไม่นาน ในช่วงกลางวันนั้น คุณตั้มนอนอยู่ที่ชั้นล่างในบ้าน ซึ่งเป็นชั้นที่ติดกับหลังบ้านและมีหน้าต่างที่สามารถมองเห็นแสงจากหลังบ้านที่ส่องผ่านเข้ามาได้ คุณตั้มนอนหงายและห่มผ้าอยู่ โดยที่ไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังตกอยู่ในภวังค์หรืออยู่ในฝัน แต่ทว่าเขากลับได้กลิ่นคล้ายกับน้ำหอมที่เหมือนกับกลิ่นฟีโรโมนหรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของผู้หญิง เป็นกลิ่นที่คุณตั้มรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเคยได้กลิ่นจากที่ไหนมาสักที่ แต่เขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรจึงหลับตานอนต่อ

            ทว่าหลังจากที่ตื่นนอน เรื่องนี้ตัวคุณตั้มเองก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าอยู่ในฝันหรือว่าตื่นอยู่ เพราะสิ่งที่เห็นข้างเตียงคือเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาวเรียบร้อย ใส่ชุดกระโปรงสีขาวคล้ายกับชุดพยาบาลยืนอยู่ข้าง ๆ และค่อย ๆ เขยิบเข้ามาหาตัวคุณตั้ม โดยที่เธอใช้ยกเข่าขึ้นมานั่งที่เตียง จนทำให้คุณตั้มตกใจ แต่เมื่อพอตื่นและมองออกไปกลับไม่มีใคร จากที่นอนหงายอยู่ เขาจึงเริ่มกังวลและกลัว จึงได้เปลี่ยนไปนอนตะแคงแล้วห่มผ้าแทน

            ต่อมา มีอีกครั้งที่คุณตั้มลืมตาขึ้นมาและเจอกับผู้หญิงคนเดิมที่มาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมฟีโรโมนมายืนอยู่ข้างเตียง ตอนนั้นเหมือนเธอพยายามค่อย ๆ ขยับเข้ามาและโน้มหน้าเข้ามาหาตัวคุณตั้ม พร้อมกับพูดมาว่า

            “จำเราได้ไหม”

            สิ้นประโยคนั้น คุณตั้มก็ตกใจกลัว จึงได้ร้องออกมาว่า

            “อะไรอะ อะไร”

            พร้อมกับยังคงเห็นว่าเป็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ จากนั้นก็รีบเปลี่ยนมานอนหงายแล้วนำผ้าห่มมาคลุมโปงทันที ในใจพลางคิดไปว่า ‘เอายังไงดีวะ นี่กูตื่นหรือหลับอยู่’ แต่เขายังจำได้ว่าหากอยู่ในฝันมันจะไม่มีกลิ่น

            ขณะที่กำลังนอนคลุมโปงอยู่นั้น ก็รู้สึกว่าตนกำลังนอนทับเข็มขัดหรืออะไรบางอย่างอยู่ เหมือนมีหนามแหลมมาจิ้มเอว จากนั้นก็ถูกกระชากออกจากขอบเตียง ทำให้จากที่นอนหงายอยู่ก็เปลี่ยนเป็นหันตัวไปอีกข้างแทน

            ในตอนนั้น คุณตั้มก็ได้รู้ว่าตัวเองตื่นแล้ว เพราะมีเหงื่อไหลออกมา จากนั้นความรู้สึกเจ็บที่เอวก็เริ่มหายไป ไม่นาน คุณตั้มก็จึงตัดสินใจเอาหน้าตนเองแนบไปกับเตียง ตรงจุดที่รู้สึกว่าพยาบาล B เอาเข่าขึ้นมา ปรากฎว่ามีกลิ่นน้ำหอมฟีโรโมนที่เคยรู้สึกตอนแรกจริง ๆ

            ในตอนนั้น ห้องของคุณตั้มไม่มีใครอยู่เลย คุณตั้มจึงลุกขึ้น เพราะตั้งใจว่าจะไม่นอนต่อแล้ว จากนั้นก็เดินไปเอาพระจากห้องข้าง ๆ มากองรวมกันเต็มไปหมด

            กระทั่งถึงรุ่งเช้า คุณตั้มก็โทรหาพยาบาลอาร์ตี้ว่า “เฮ้ย อาร์ตี้ ซีเรียส พี่ถามว่ะ เช็คหรือยังพยาบาลอะ ที่เขาจะชอบพูดเสียงนุ่ม ๆ”

            อาร์ตี้จึงตอบกลับมาว่า “พี่ตั้ม ไม่มี จะมีสลับอยู่แค่สองคนคือเวรเช้ากับดึกแค่นั้น”

            นั่นยิ่งทำให้คุณตั้มได้แต่สงสัยในใจว่า ‘พยาบาลที่มาช่วยดูแลในช่วงนั้น คือใครกันแน่’

            นับจากคืนนั้น คุณตั้มก็ไม่เคยเจอพยาบาล B อีกเลย รวมถึงกลิ่นน้ำหอมผสมฟีโรโมนนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณสายฝน ‘เพื่อนบ้านที่ระทึก’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

17 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณสายฝน ‘เพื่อนบ้านที่ระทึก’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

‘คุณฝน’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ชวนขนลุกหลังย้ายไปเช่าบ้านหลังใหม่ ที่หมู่บ้านแห่งนั้นเธอได้พบกับร้านทำผมคู่ใจ มีอยู่คืนหนึ่ง เธอนัดหมายกับเจ้าของร้าน แต่เช้าวันถัดมาเจ้าของร้านไม่มาตามนัด และถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิตมาประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีบุคคคลปริศนาทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ มายืนที่หน้าบ้านของตนเองอีกด้วย สรุปแล้วในคืนนั้น เธอนัดหมายกับใครกันแน่? บุคคลปริศนาที่มายืนหน้าบ้านคือใคร? หาคำตอบได้ใน ‘อังคารคลุงโปง x’ (9 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนบ้านที่ระลึก’ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 ขณะนั้นเกิดเหตุอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้ ‘คุณฝน’ ต้องรีบหาบ้านเช่าแบบกะทันหัน อยู่มาวันหนึ่ง ‘คุณบี’ ซึ่งเป็นเพื่อน เธอต้องการปล่อยเช่าจึงได้เสนอให้เช่าในราคาเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ของตัวบ้าน คุณฝนที่กำลังหาบ้านเช่าอยู่จึงตอบตกลงทันที หลังจากย้ายเข้าไปอยู่ได้ 5-6 เดือน ฝนมีร้านทำผมเจ้าประจำที่ชื่อว่า ‘ป้าศรี’ เป็นร้านเสริมสวยในหมู่บ้าน วันหนึ่งเธอตั้งใจไปสระผมที่ร้านป้าศรี แต่ร้านปิด กระทั่งผ่านไป 2-3 วัน ร้านก็ยังไม่เปิด จนมาวันหนึ่งเธอขับรถเข้ามาบังเอิญเห็นป้าศรีนั่งอยู่หน้าบ้าน จึงเปิดกระจกแล้วเอ่ยทักทาย “อ้าว!? ป้าศรีกลับมาแล้วหรอคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาทำผมนะป้า ว่าจะซอยหน่อย” ป้าศรีตอบว่า “หนูจะย้อมผมด้วยเลยไหม ย้อมด้วยเลยสิ” ฝนจึงตอบตกลงทันที พอรุ่งเช้าเธอก็ขับรถออกมา แต่กลับเห็นตำรวจและเพื่อนบ้านมุงอยู่เต็มหน้าบ้านป้าศรี ต่อมาก็เห็นกู้ภัยยกศพออกมา เธอจึงหันไปถามเพื่อนบ้านแถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเธอก็ได้คำตอบในแบบที่ไม่คาดคิดมาก่อน เพื่อนบ้านบอกว่า “ยายศรีแกตายแล้ว น่าจะล้มแล้วหัวฟาดพื้น ตำรวจสันนิษฐานว่าแกตายมา 2 อาทิตย์แล้ว” ฝนรู้สึกแปลกใจ และคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืนว่า ‘แล้วคนที่คุยด้วยคือใคร’ นอกจากนี้ในกลุ่มหมู่บ้านก็มีการคุยกันว่ามีหลายคนได้คุยกับป้าศรีเมื่อไม่กี่วันก่อน บางคนเห็นป้าศรีนั่งอยู่ก็มานั่งคุยด้วย เรื่องราวผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ วันหนึ่งขณะที่น้องชายของฝนนั่งอยู่ไม้หินที่หน้าบ้าน ก็พูดขึ้นมาว่า “พี่! ไม่รู้ใครมายืนอยู่หน้าบ้าน พี่ลองไปดูสิ” เมื่อฝนมองตามที่น้องชายบอกก็เห็นเป็นผู้ชายยืนอยู่ เขาเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมของบี ฝนพยายามคุยกับเขาแต่เขาทำเพียงแค่ยืนหน้านิ่ง และไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ไม่นานเขาก็เดินหายไป หลังจากนั้นทางบ้านที่ต่างจังหวัดก็แจ้งข่าวร้ายว่าคุณตาเสีย ทำให้คนที่บ้านต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด ฝนจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว วันหนึ่งหลังจากที่เลิกงาน เธอจะออกไปซื้ออาหาร ระหว่างทางเธอไปเจอกับผู้ชายที่นั่งคอตกอยู่หน้าบ้าน พอแสงของรถสาดเข้าไปใกล้ ๆ ทำให้รู้ว่าเป็น ‘โอ๋’ นั่งอยู่หน้าบ้าน เธอได้แต่มองแล้วก็ขับรถผ่านไป ขณะขับรถกลับเธอเห็นมีคนยืนอยู่หน้าบ้านตนเอง คนนั้นคือโอ๋นั่นเอง “โอ๋ มีอะไรหรือเปล่า?” ฝนถาม โอ๋ตอบกลับด้วยใบหน้านิ่ง ๆ ว่า “เรามาหาบี” ฝนคิดในใจว่าโอ๋น่าจะรู้ว่าบีไม่อยู่และปล่อยบ้านให้เธอเช่าไปแล้ว จึงถามกลับไปว่า “โทรหาบีสิ บีไม่ได้อยู่ที่นี่ เรามาเช่าบ้านหลังนี้ไง” โอ๋ได้ตอบกลับว่า “โทรตามบีให้หน่อยได้ไหม” ฝนได้แต่นึกในใจอีกครั้งว่า ‘คนเป็นเพื่อนกันน่าจะมีเบอร์ติดต่อกัน ทำไมถึงไม่โทรหาเอง’ แต่เธอก็ตบปากรับคำกับโอ๋ และแล้ววันนั้นเธอก็ไม่คิดถึงเรื่องนี้และไม่ได้โทรไปหาบี วันถัดมาช่วงกลางคืน ฝนก็เห็นว่ามีผู้ชายมายืนหน้าบ้านเธอเหมือนเดิม และก็นั่นก็คือโอ๋ ฝนจึงนึกเรื่องที่โอ๋ให้ติดต่อบี เธอเอ่ยถามโอ๋ว่า “มีอะไรโอ๋?” และก็ได้คำตอบเดิมว่าให้ฝนช่วยติดต่อบีให้ ฝนก็รับปากเหมือนเดิมและโอ๋ก็ได้หันหลังกลับไป แต่ขณะที่เขาได้หันหลังไปกลับพบว่า ตัวหันตามไปปกติ.. แต่คอกลับไม่หันตามไป! ฝนเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งเข้าบ้านทันที เธอพยายามรวบรวมสติทั้งหมดโทรหาบีทั้งคืนแต่บีก็ไม่ได้รับสาย เช้าวันต่อมา บีได้โทรกลับมา ฝนจึงรีบบอกบีว่าคนชื่อโอ๋มาถามหาและให้ติดต่อโอ๋กลับไป เวลาผ่านไปจนถึงช่วงหนึ่งทุ่ม บีติดต่อกลับมาอีกครั้งด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า “ฝน.. มึงรู้ได้ไงว่าโอ๋มันตายแล้ว” ย้อนเหตุการณ์กลับมาตอนช่วงเย็น หลังจากที่บีเคลียร์งานเสร็จ เธอได้ติดต่อหาโอ๋แต่ก็ไม่มีคนรับสาย บีจึงตัดสินใจขับรถไปที่บ้านโอ๋ พอมาถึงก็พบว่าประตูรั้วเปิดได้แต่ด้านในบ้านล็อกไว้ จึงตะโกนเรียกโอ๋ แต่ก็ไม่มีใครเปิดประตูออกมา เธอจึงเดินไปรอบ ๆ บ้าน และพบว่ามีหน้าต่างเปิดแง้มไว้หนึ่งบาน บีเอาหน้ายื่นเข้าไปในช่องหน้าต่างและพบว่า มีศพผู้ชายผูกคอนั่งด้วยท่ายอง ลักษณะคอเปื่อยจนเหมือนจะหลุดออกมา บีเรียกรถกู้ภัยและได้งัดบ้านเข้าไป และภาพที่เห็นก็เป็นโอ๋นั่งผูกคอเสียชีวิตอยู่บนเหล็กดัดในลักษณะท่านั่ง เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าศพน่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว และเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเรื่องราวที่ ‘คุณฝน’ ได้ไปพบตอนย้ายไปเช่าบ้านของเพื่อน..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า 'ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

19 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า 'ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

เขาว่ากันว่า... อย่าดูถูกเซนส์ของผู้หญิง เพราะถ้าเธอเริ่มตั้งคำถามเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าเธอรู้ความจริงไปแล้วครึ่งหนึ่ง และความลับของผู้ชายเจ้าชู้ อาจซ่อนไม่ได้อีกต่อไป ถ้าความอดทนของ ‘ผู้หญิงที่ยอมทุกอย่าง’ ถูกเปลี่ยนเป็นความแค้นฝังลึกผ่านไสยศาสตร์ที่ดำมืด… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า (3 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ’ เรื่องราวนี้ ‘ครูตรี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณเต้’ ซึ่งเขาได้เล่าว่า ผมมีแฟนสาว ชื่อว่า ‘เมย์’ เธอเป็นคนขี้หึงมาก ทุกวันเธอจะต้องมีเรื่องหึงหวงมาทะเลาะ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็ก หรือใหญ่อย่างเช่น... เรื่องที่ผมขอเธอไปกินข้าวข้างนอก เมย์ก็ถามว่า “ไปกับใคร กี่คน” ผมตอบว่า “ไปกับเพื่อน 5 คน ผู้ชายทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรน่าห่วง” เมย์จึงพูดอีกว่า “แล้วรู้ได้ไงว่าผู้ชายพวกนั้นจะไม่คิดอะไร” แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ คิดว่าแฟนแค่พูดเล่นขำ ๆ แต่นาน ๆ เข้า ก็เข้าใจแล้วว่าทุกอย่างที่เธอพูดนั้น เธอคิดจริง หึงจริง ๆ เราทะเลาะกันเพราะเรื่องหึงหวงบ่อย ๆ จนถึงขั้นที่ต่อให้ปรับความเข้าใจกันแค่ไหน ก็ไม่สำเร็จ แต่ก็ตกลงกันว่าต่อให้ทะเลาะกันขนาดไหนเราก็จะเคลียร์กันให้จบ จะไม่เลิกกันวันหนึ่งหลังจากที่ผมเพิ่งกลับจากทำงาน ก็พบกับเมย์ที่นั่งรออยู่ ดูจากสีหน้าก็รู้ได้เลยว่า กำลังมีเรื่องที่ไม่พอใจ แต่ผมเลือกที่จะไปอาบน้ำ ให้ตัวเองผ่อนคลายก่อน ค่อยกลับมาคุยกัน เมื่อเริ่มบทสนทนา เมย์ถามว่า “ไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า?” ผมก็ตอบกลับว่า “ไม่” เมย์จึงถามต่อว่า “ได้ไปกดไลค์ให้ผู้หญิงคนไหนมั้ย?” ผมจึงตอบว่า “ไม่รู้ บางรูปเห็นผ่าน ๆ ก็กดบ้าง แต่ไม่ได้คิดอะไรเลย” เมย์ถามต่อว่า “แล้วคนนี้ใคร ทำไมถึงกดไลค์ให้เขา” ผมยังตอบว่า “ไม่รู้ ไม่ได้เป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ เราก็กดให้ตั้งหลายคน ไม่ใช่คนเดียวสักหน่อย”จากนั้นเมย์ก็เริ่มโชว์หลักฐานจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผมได้กดไลค์ให้ผู้หญิงคนเดิมคนนี้ในทุกช่องทาง แต่ผมก็ยังปฏิเสธ อย่างไรก็ตามเมย์ปักใจเชื่อแล้วว่าระหว่างผม และผู้หญิงในรูปต้องมีอะไรแน่ ๆ และความจริงแล้ว ผู้หญิงคนนั้นคือชู้ของผมจริงอย่างที่เธอสงสัย เธอชื่อว่า ‘ฝน’ ถึงแม้ผมจะพยายามปกปิดแล้ว แต่เมย์ก็ยังจับพิรุธได้ หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็ยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น จึงตัดสินใจห่างกันบ้าง ผมเองก็รู้สึกเบื่อกับการทะเลาะ จึงไปอยู่กับฝน ที่ห้องของเธอเป็นส่วนใหญ่ ฝนเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ น่ารัก ชอบเอาอกเอาใจ ไม่เคยเรียกร้องอะไร และยอมทุกอย่าง แม้จะรู้ว่าผมเอง มีเมย์อยู่แล้ว ที่เธอยอมทนอยู่อย่างนี้เป็นเพราะผมได้ให้สัญญาว่า ‘ทะเลาะกับเมย์บ่อยมาก ไม่นานก็จะเลิกกัน ขอให้ฝนรอหน่อยได้มั้ย’ ฝนจึงรอวันนั้น ผมอยู่กับฝนที่ห้องปกติ เราทั้งคู่ไปอาบน้ำด้วยกัน หลังจากนั้นฝนก็หยิบแป้งมาเล่น โรยใส่ตัว ใส่หัวผมจนขาวโพลนไปหมด เราเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่เคยได้รับตอนอยู่กับเมย์ จู่ ๆ มีเสียงเคาะประตู ‘ปั๊ง ๆ’ ผมจึงเดินไปเปิด และคนที่ปรากฎหลังประตูนั้น คือเมย์ เมย์รู้มาสักพักแล้วว่าผู้หญิงคนนี้คือหญิงชู้ วันนี้จึงตัดสินใจจะมาเจอ พอเธอเข้ามาก็เกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง และเราก็เลิกกัน จากนั้นเธอก็เดินออกไป แต่ผมก็ไม่ได้ตามไป ผมยังคงอยู่กับฝน ผมรู้สึกสบายใจที่เราเลิกกัน แต่ในใจแล้วผมรู้ดีว่า ผมรักเมย์ ไม่ได้รักฝน และมีแผนว่า หากทุกอย่างดีขึ้นแล้ว จะกลับไปง้อเมย์ แต่เวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับตัวเอง ตั้งแต่เลิกกัน ผมฝันร้ายทุกคืน นอนไม่ค่อยพอ น้ำหนักก็ลดลงไปเยอะ จนผอมซูบจนคนรอบข้างทักว่าโดนของ หรือเปล่า? ผมจึงเริ่มคิดว่า ถ้าผมโดนของจริง ๆ คนเดียวที่จะทำได้ คือเมย์ เพราะก่อนที่จะเลิกกัน เมย์เคยพูดว่า “ในเมื่อถ้ามึงกับกูอยู่ด้วยกันไม่ได้ งั้นก็ต้องตายกันไปข้าง”วันหนึ่ง ผมได้ไปทานอาหารในห้างแห่งหนึ่ง และเจอกับเพื่อนผู้หญิงที่สนิท ชื่อว่า ‘นิว’ เมื่อเธอเจอกับผม เธอก็ทักด้วยความตกใจที่เห็นผมในสภาพที่แย่กว่าเมื่อก่อนมาก ผมจึงเล่าเรื่องราวให้เธอฟัง และบอกเธอว่า ผมสงสัยว่าผมกำลังโดนของ นิวจึงตอบว่า “มึงเชื่อเรื่องเซนส์ของผู้หญิงมั้ย ถ้ามันจะมีใครทำ ไม่น่าใช่เมย์ แต่น่าจะเป็นฝน” ผมได้ยินอย่างนั้นก็ไม่เชื่อ จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อฝนดีกับผมทุกอย่าง นิวจึงถามต่อว่า “แล้วหลังจากเลิกกับเมย์ มึงได้เจอฝนมั้ย” ผมตอบไปว่า ไม่ เพราะหลังเหตุการณ์นั้น ต่างคนต่างขอเวลาส่วนตัว จึงไม่ได้เจอ... นิวรู้อย่างนั้นจึงบอกว่าสัปดาห์หน้า จะพาผมไปเจอกับคนคนหนึ่ง เป็นลุงของเธอชื่อ ‘ลุงแสง’ ซึ่งเป็นเซียนพระ ที่ศึกษาธรรมะ หลังจากที่เขาได้เจอกับผมก็บอกว่า ผมอาจจะโดนนะ แต่ช่วยเล่าเรื่องราวให้ฟังหน่อยได้มั้ย ผมก็เล่าเรื่องราวของเมย์ไป ตั้งแต่เจอกัน คบกันอย่างไร และทุกอย่างเกี่ยวกับเมย์ เพราะผมยังคิดว่าคนที่ทำคือเมย์ แต่เมื่อเล่าถึงฝน ลุงแสงก็ถามถึงเหตุการณ์วันที่เลิกกัน เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็เล่าไปตามความเป็นจริงว่า เราอยู่ด้วยกันไปอาบน้ำ และเล่นแป้งกันก่อนที่เมย์จะมาเคาะประตูห้อง ลุงแสงจึงสันนิษฐานว่า ฝนคือคนทำ โดยใช้เถ้ากระดูกคนตาย และช่วงเวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ เถ้ากระดูกอาจจะในแป้งที่เธอใช้โรยใส่หัวผมในวันนั้น และลุงแสงยังถามผมอีกว่า หลังจากวันนั้น เริ่มฝันร้ายแปลก ๆ ใช่มั้ย ผมตอบว่าใช่ ลุงแสงพูดอีกว่าของพวกนี้เมื่อโรยลงหัวแล้ว มันจะเข้าไปโดยตรง เอาออกไม่ได้ ทางเดียวที่จะผ่อนหนักเป็นเบาได้คือ..."โกนหัว แล้วบวช" คุณเต้ ไม่อยากจะเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยอมทำตามคำแนะนำของลุงแสง เผื่อทุกอย่างจะดีขึ้น ระหว่างที่บวชก็ได้มีเวลาทบทวนกับตัวเองมากขึ้น และสำนึกการกระทำที่ผิดพลาดของตัวเองทุกอย่าง อยากขออโหสิกรรมกับทั้งเมย์ และฝน เมื่อสึกออกมา คุณเต้ มีโอกาสได้เจอเมย์ เมย์ให้อภัย แต่บอกกับคุณเต้ว่า จะไม่ขอกลับไปคบด้วยอีก ส่วนฝน คุณเต้ยังหาเธอไม่เจอ ฝนลาออกจากที่ทำงาน และไม่ได้พักอาศัยที่ห้องเดิมแล้ว แต่เรื่องกลับพลิก เพราะคุณเต้ ยอมเล่าเพิ่มเติมในส่วนที่ตั้งใจปิดบังไว้อีกว่า “จริง ๆ แล้วผมเจ้าชู้มาโดยตลอด จึงทำให้เมย์กลายเป็นคนขี้หึง ขี้ระแวงแบบนี้ ผมได้ให้สัญญาไว้ว่า ถ้าเธอจับได้อีกผมจะยอมเลิกกับเธอจริง ๆ” และย้อนกลับไป ในวันที่ยังคบกับเมย์ คุณเต้ และเธอทะเลาะกันผ่านโทรศัพท์ และเคยพูดว่า “กับฝนแค่หลอกมาเฉย ๆ เดี๋ยวก็เลิกกันแล้ว ไม่ได้รักฝนเลย” แต่เมื่อฝนแอบได้ยิน ก็คิดได้ว่า การที่เธอยอมเป็นเบี้ยล่างตลอดมา รอคุณเต้มาตลอดนั้น ไม่มีค่าเลย เต้ไม่ได้รักเธอ ต่อให้เขาเลิกกับคุณเมย์จริง ๆ ก็คงไม่มาอยู่กับเธอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอโกรธแค้น และตัดสินใจทำแบบนี้ เพื่อให้คุณเต้ได้เลิกกับแฟน และขอให้ชีวิตของคุณเต้ไม่ต้องสมหวังในความรักอีกเลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

06 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

“มึงคอยดูนะ บ้านมึงจะฉิบหาย” ไม่มีใครคิดว่าคำพูดของแม่ชีจะกลายเป็นจริง เพราะหลังจากวันนั้น บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยสงบอีกเลย ขณะที่แม่ชีคนนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร[21 ก.ค. 2569]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเชาเชา’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เหตุเกิดจากบายศรี’ คุณตุ๊กติ๊กได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกของลูกดวงรายหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากการที่เจ้าตัวเข้ามาปรึกษา และเล่าให้เธอฟังว่า “บ้านพี่เนี่ยโดนทำของ” ลูกดวงเล่าว่า ลูกสาวของตนเริ่มมีอาการผิดปกติอย่างน่าวิตก บางวันนอนหลับแล้วปลุกไม่ตื่น แต่เมื่อสามารถลืมตาขึ้นมาได้ ดวงตากลับปรากฏเพียงตาขาว ไม่มีตาดำให้เห็น จนสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก คุณตุ๊กติ๊กจึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากคุณแม่ของเด็ก ซึ่งเป็นลูกดวงของเธอ คุณแม่จึงเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข โดยคุณตาเป็นหมอดูที่มีวิชาในระดับหนึ่ง คอยช่วยเหลือผู้คนทั้งการดูดวง และรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยสมุนไพรกระทั่งวันหนึ่ง คุณตามีความตั้งใจจะนำพระพุทธรูปปางนาคปรกเพื่อนำมาประดิษฐานไว้ภายในบ้าน ในวันนั้นคุณตาเพียงพูดว่าอยากซื้อดอกบัวมาใช้ในพิธี แต่จู่ ๆ ก็มีแม่ชีคนหนึ่งเดินเข้ามาทักว่า“เห้ย เนี่ยถ้าทำแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องใช้บายศรี”พร้อมบอกว่าใช้ดอกบัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จากนั้นแม่ชีจึงพูดต่อว่า“ฉันทำบายศรีเป็น จ้างฉันสิ”แต่คุณตาปฏิเสธด้วยการตอบกลับว่า“ไม่เอา อยากได้ง่าย ๆ”ทันใดนั้น สีหน้าของแม่ชีก็เปลี่ยนไป ราวกับโกรธแค้นอย่างรุนแรง ก่อนจะด่าทอคุณตาอย่างหนัก และทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ไม่มีใครคาดคิดว่า “มึงคอยดูนะ บ้านมึงอ่ะจะฉิบหาย” แม้คุณตาจะไม่ได้เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ และปล่อยผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวไป แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครพบแม่ชีคนดังกล่าวอีกเลย หลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน คุณตาก็เริ่มมีอาการป่วยเรื้อรัง สุขภาพทรุดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ลูกสาวของคุณตา ซึ่งเป็นผู้ที่มองเห็นดวงวิญญาณมาตั้งแต่เด็ก กลับเล่าว่าเธอเห็นดวงวิญญาณมาขี่คอ คุณตาอยู่ทุกวันไม่นานหลังจากนั้น อาการของคุณตาก็ทรุดหนัก ก่อนจะเสียชีวิตในที่สุดแต่เรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากคุณตาจากไป ลูกสาวที่เคยเห็นวิญญาณขี่คอคุณตา กลับเริ่มมีอาการป่วยตามมา และมีอาการประหลาดเหมือนที่คุณตุ๊กติ๊กเล่าไว้ในข้างต้น ทั้งการนอนหลับปลุกไม่ตื่น ลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเพียงตาขาว ไม่มีตาดำ บางครั้งมีอาการเหม่อลอย และไม่รับรู้สิ่งรอบตัว คุณแม่พยายามช่วยลูกทุกวิถีทาง แม้กระทั่งนำน้ำมนต์มาหยอดปาก แต่เด็กกลับเม้มปากแน่น ไม่ยอมรับน้ำมนต์ ทั้งที่ยังไม่ยอมลืมตาตื่น และทุกครั้งที่พยายามเช็ดตัว ลูกจะดิ้นรนขัดขืน แต่ยังคงไม่รู้สึกตัว อาการเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน จนคุณแม่ตัดสินใจมาขอคำปรึกษาจากคุณตุ๊กติ๊กหลังจากพูดคุย และดูดวงร่วมกันอยู่ระยะหนึ่ง คุณตุ๊กติ๊กจึงบอกกับคุณแม่ว่าจากที่เธอเห็นผ่านไพ่ดูดวง แม่ชีคนดังกล่าวไม่ได้ทำของใส่เพียงคนในครอบครัว แต่ทำของใส่ทั้งที่ดิน และตัวบ้านจนทำให้บ้านหลังนี้กลายเป็นสถานที่ที่อยู่ได้ยาก ด้วยความที่ทั้งสองอยู่กันคนละจังหวัด โดยคุณแม่อาศัยอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ส่วนคุณตุ๊กติ๊กอยู่จังหวัดนนทบุรี เธอจึงส่งสิ่งของสำหรับใช้ประกอบพิธีไปให้ ได้แก่ ทรายเสกของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ น้ำมนต์ และชายผ้าเหลืองของพระอาจารย์หนู เพื่อให้นำไปผูกแขนลูกสาว นอกจากนี้ คุณตุ๊กติ๊กยังแนะนำให้นำน้ำมนต์ไปแบ่งใส่ในขวดน้ำทุกขวดภายในบ้าน พร้อมอธิบายว่า “ยังไงคนเราก็ต้องกินน้ำ” เพื่อให้เด็กได้รับน้ำมนต์โดยไม่รู้ตัว ส่วนทรายเสก เธอให้คุณแม่นำไปประกอบพิธีร่วมกับเกลือสมุทร และเครื่องประกอบพิธีอื่น ๆ ตามที่แนะนำ โดยให้ทำพิธีในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และไม่เกินเวลา 11.00 น. เมื่อเสร็จพิธีแล้วให้นำทรายเสกไปโปรยรอบบ้าน พร้อมกล่าวถ้อยคำตามที่เธอสอน โดยให้เอ่ยแต่คำอันเป็นมงคล และกล่าวว่า ขอให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายถูกขจัดปัดเป่าออกไปจากบ้านหลังนี้ คุณแม่ทำทุกขั้นตอนตามคำแนะนำอย่างครบถ้วนเวลาผ่านไปราว 2 สัปดาห์ คุณแม่ได้ส่งข้อความกลับมาหาคุณตุ๊กติ๊ก พร้อมแจ้งข่าวกลับมาว่า ลูกสาวที่เคยป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการตาขาว เหม่อลอย รวมถึงอาการชักดิ้น และเกร็งหายไปอย่างกับปาฏิหาริย์ จนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น ความรู้สึกอึดอัดภายในบ้านที่เคยมีมาตลอดก็หายไป บรรยากาศภายในบ้านกลับรู้สึกโปร่ง เบาสบาย และเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลัง คุณตุ๊กติ๊กได้พูดคุยกับคุณแม่เพิ่มเติม จึงทราบว่า ลูกสาวเป็นเด็กที่เคยสวดมนต์และปฏิบัติธรรมเป็นประจำ แต่ในช่วงที่เริ่มมีอาการผิดปกติ เพราะห่างจากการสวดมนต์และการปฏิบัติธรรมไปเป็นเวลานาน คุณตุ๊กติ๊กจึงบอกกับ คุณแม่อย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวลูกสาวมีลักษณะคล้ายกับเธอแทบทุกอย่าง และเชื่อว่าเด็กคนนี้มีเส้นทางบางอย่างที่ต้องเลือกเดินด้วยตัวเองเธอจึงฝากคำแนะนำกับคุณแม่ว่า หน้าที่สำคัญที่สุดคือคอยประคับประคองลูกให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ดี อย่าให้ห่างจากการสวดมนต์ การปฏิบัติธรรม และการสร้างบุญ เพราะหากเริ่มห่างจากสิ่งเหล่านี้ อาจส่งผลไม่ดีในอนาคต อีกทั้งยังเตือนว่า ด้วยความที่ลูกยังอยู่ในวัยเด็ก อารมณ์มักจะมาก่อนเหตุผล จึงควรฝึกควบคุมอารมณ์ให้มากขึ้น หลังจากนั้นมา เหตุการณ์ประหลาดทั้งหมดก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย คุณแม่ยืนยันกับคุณตุ๊กติ๊กว่า จนถึงปัจจุบันลูกสาวกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่มีเรื่องน่ากลัวใด ๆ เกิดขึ้นภายในบ้านอีก อย่างไรก็ตาม คุณแม่ยังเชื่อว่าต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากคำสาปแช่งของแม่ชีในวันนั้น เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ครอบครัวก็ต้องเผชิญแต่เรื่องร้ายมาโดยตลอด เธอจึงพยายามออกตามหาแม่ชีรูปนั้นเพื่อสอบถามความจริง แต่ไม่ว่าจะพยายามค้นหามากเพียงใด ก็ไม่พบร่องรอยของแม่ชีคนดังกล่าวอีกเลย ราวกับว่าเธอได้หายไปจากชีวิตของทุกคนอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวชวนขนลุกที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเต๋อ ฉันทวิชช์ 'มือบอน' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

14 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเต๋อ ฉันทวิชช์ 'มือบอน' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เต๋อ ฉันทวิชช์’ นำเรื่อง ‘มือบอน’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโจเซฟ’ ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เต๋อ ฉันทวิชช์’ ได้เล่าว่า ตนนั้นมีโอกาสไปที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ ไปกับน้องที่คอยดูแลที่ชื่อ ‘แนน’ ได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่พักจะเป็นห้อง 2 ห้อง บรรยากาศภายในโรงแรมรู้สึกได้ถึงความหลอน ความวังเวง จากการตกแต่งที่ทำให้รู้สึกว่าต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน เมื่อเข้าห้องพักไป ก็จะเป็นห้องพักแบบ Connecting Room คุณเต๋อได้ไปนั่งเล่นอยู่ในห้องของคุณแนน จนถึงดึก แล้วคุณแนนก็ได้บอกกับคุณเต๋อว่า “จะมีเพื่อนมาหา เดี๋ยวแนนจะออกไปหาเพื่อนหน่อย” จากนั้นคุณแนนก็ออกไปหาเพื่อนตามที่บอกไว้ ส่วนคุณเต๋อนั้นกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง หลังจากกลับมาที่ห้องได้สักพักใหญ่ ตอนนั้นก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว คุณเต๋อได้ยินเสียงว่าเหมือนกับว่าคุณแนนจะกลับมาถึงห้อง คุณเต๋อเป็นคนที่ชอบแกล้งคนและคุณแนนเป็นคนที่กลัวผีมาก คุณเต๋อจึงคิดแผนการแกล้งคุณแนน โดยที่คุณเต๋อจะแอบซ่อนตัวอยู่ตรงประตูเพื่อที่จะรอให้คุณแนนเดินผ่านแล้วตกใจ คุณเต๋อนั่งตรงบริเวณประตู รอให้คุณแนนเปิดประตูเข้าห้องมา ผ่านไป 10 นาที คุณเต๋อเอะใจขึ้นมาว่า ‘ทำไมแนนไม่เดินผ่านมาสักที’ คุณเต๋อจึงค่อย ๆ ชะเง้อหน้าออกไปดู ปรากฏว่าประตูทุกอย่างปิดหมด! ไม่มีคนอยู่ในห้อง! ยังไม่มีใครกลับมาที่ห้อง! แต่เสียงก่อนหน้านี้ที่ได้ยินก็มั่นใจชัดเจน มีคนเปิดประตูเข้าห้องมาอย่างแน่นอน คิดในใจว่าสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดี จึงถอยกลับเข้าห้องตัวเองและปิดประตูที่เชื่อมต่อระหว่างห้อง แล้วพยายามข่มตานอนหลับไป เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเต๋อตั้งใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้คุณแนนฟัง จึงเปิดประตูเชื่อมข้ามไปที่ห้องของคุณแนน ทั้งสองคุยกันจนเข้าประเด็น ขณะนั้นก็กำลังจะเปิดโทรทัศน์ในห้องของคุณแนนเพื่อดู แต่ก็สังเกตเห็นใบกระดาษที่บอกช่องของโทรทัศน์ คุณเต๋อเห็นเหมือนมีคนเอาปากกามาขีดเขียนเต็มกระดาษทั้งแผน จนกระดาษบางจุดขาด คล้าย ๆ คนโมโหมาขีดเขียนเพื่อระบายอารมณ์ ซึ่งคุณเต๋อจำได้ว่าเมื่อคืนยังไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้น ทำให้คุณเต๋อรู้สึกว่าโดนหลอกแล้วแน่นอน จนถึงทุกวันนี้ คุณเต๋อก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอในตอนนั้นคืออะไร แต่รู้ว่า เขามือบอน!!!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-