เรื่องเล่าจากพี่ตั้ม ‘นางพยาบาล’ | อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [ 22 ก.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากพี่ตั้ม ‘นางพยาบาล’ | อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [ 22 ก.ค.2568 ]

03 ส.ค. 2025

            เรื่องเล่าสุดหลอนจาก ‘คุณตั้ม The Shock’ กับเรื่องราวที่เริ่มต้นจากอาการตาอักเสบ แต่กลับได้พบพยาบาลสาวลึกลับที่ไม่มีใครเคยเห็นเธอ เรื่องราวจะหลอนและน่าขนลุกขนาดไหน สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (22 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘นางพยาบาล’ ที่จะทำให้ทุกคนขนหัวลุกซู่อย่างแน่นอน!

            คุณตั้มได้เล่าว่า ตนเองมีอาการตาอักเสบ จึงได้เริ่มเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หลังการวินิจฉัย คุณตั้มต้องหยอดตาทุกครึ่งชั่วโมง และได้เข้าไปนอนพักรักษาในห้องนอนรวมที่มีทั้งหมด 5 เตียง มีพยาบาลคอยดูแล 2 คน

            ในวันแรกที่คุณตั้มได้เข้าไปพักในห้องรวมนี้ ก็สังเกตได้ว่ามีเหรียญซื้อที่วางเรียงเป็นรถฟวางไว้ที่เตียงของตนเพียงเตียงเดียว จนถึงขั้นอุทานเสียงดังออกไปว่า

            “อื้อหือออออ”

            แต่ก็คิดในใจว่า ‘อย่างน้อยก็ไม่เป็นไรวะ’

            คุณตั้มเข้ารับการรักษาต่อเนื่องผ่านไปสามวัน ระหว่างนั้นก็จะมีพยาบาลเข้ามาสลับเปลี่ยนกันดูแลผู้ป่วย โดยในช่วงกลางวัน จะเป็น ‘พยาบาล A’ หน้าตาสะสวย เสียงก้องกังวาน ส่วนช่วงกลางคืน เป็น ‘พยาบาล B’ ผู้หญิงตัวเล็กและเสียงนุ่มนวลกว่า ซึ่งทุกครั้งพยาบาล B ก็มักจะมาที่ปลายเตียงคุณตั้ม แล้วคอยดูแลเป็นต้นว่า ‘ได้เวลาหยอดตาแล้วนะคะ’ หรือ ‘ทานยาได้แล้วค่ะ’

            ทุกครั้งที่พยาบาล B บอกว่าถึงเวลาหยอดตา คุณตั้มก็จะขยับไปที่กล้างเตียง เพื่อให้พยาบาล B เข้ามาหยอดตาได้สะดวก จากนั้นพยาบาล B ผู้นี้ ก็จะเดินมาอยู่ข้างเตียงและก้มหน้ามาหยอดตาให้เสมอ ทว่าช่วงที่เธอหยอดตาให้นั้น ก็มักจะมีคำพูดที่เป็นติดตัวเป็นคาแรคเตอร์ชัดเจนว่า

            “คนไข้หลับตานะคะ ลืมตา มองขึ้นข้างบน หลับตา มองลงล่าง หลับตา เดี๋ยวพยาบาลจะเช็ดตาให้”

            เธอมักจะพูดประโยคเหล่านี้ซ้ำจนจำได้ด้วยน้ำเสียงแบบนุ่มนวล เนิบนาบ เอื่อยเฉื่อย เป็นเอกลักษณ์ จนทำให้คุณตั้มได้แต่สงสัยในใจว่า ‘พยาบาลเขาพูดกันแบบนี้จริง ๆ หรอ’

            นอกจากนี้ น้ำเสียงของพยาบาล B ยังทำให้รู้สึกว่าเธอน่ารักขึ้นมาก หากใครได้เป็นแฟนกับเธอคงโชคดี เพราะทุกการกระทำที่เธอทำนั้น สื่อได้ว่าเธอตั้งใจดูแล อบอุ่น และใส่ใจมาก

            กระทั่งเข้าวันที่ 4-5 ในช่วงนี้ คุณตั้มมีการปรับยา เปลี่ยนจากหยอดทุกครึ่งชั่วโมงเป็นทุกหนึ่งชั่วโมง และจะปรับเป็นทุก 2 ชั่วโมง นั่นทำให้คุณตั้มเริ่มสงสัยว่าพยาบาล B เธอหายไปที่ไหน จึงตัดสินใจถามพยาบาล A ว่า

            “เอ่อ คุณพยาบาลครับ ปกติรอบดึกจะมีน้องพยาบาลที่เขามักจะพูดแบบนิ่ม ๆ น่ารัก ๆ อะไรประมาณนี้ มีไหมครับ”

            พยาบาล A ตอบกลับพลางยิ้มให้กับคุณตั้มว่า “ไม่มีนะคะคนไข้”

            คุณตั้มคิดว่าพยาบาลคงอำ จึงไม่ได้ถามซักไซ้ต่อ และรอไปจนถึงรอบค่ำ จากนั้น ‘พยาบาล C’ พยาบาลกะกลางคืนอีกคนก็เข้ามาหยอดตาให้คุณตั้ม คุณตั้มจึงถามเธอว่า

            “รอบดึกเนี่ยครับ 2-3 วันแรกผมเจอเธอ เธอยังมาทำงานอยู่ไหม ผมอยากเห็นเธอ”

            พยาบาล C ก็ตอบกลับมาเช่นเดียวกันว่า “ไม่มีนะคะคนไข้”

            นั่นยิ่งทำให้คุณตั้มได้แต่สงสัย แต่ก็ทำได้เพียงตอบในใจว่าไม่เป็นไร

            หลังจากผ่านวันนั้นมา คุณตั้มก็ไม่ได้เจอกับพยาบาล B อีกเลย กระทั่งครบ 2 อาทิตย์ก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล เขาจำได้ว่าจะมีน้องพยาบาลคนหนึ่งชื่อ ‘อาร์ตี้’ ที่มักจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับการฉีดยา เพราะคุณตั้มตรวจเจอเบาหวานด้วย จึงมีพยาบาลอาร์ตี้คอยมาให้คำแนะนำเรื่องของเบาหวานอยู่เสมอ ทั้งคู่จึงเริ่มสนิทกัน หลังจากพยาบาลอาร์ตี้ให้คำแนะนำเสร็จ จึงได้ถามไปว่า

            “อาร์ตี้ พี่ถามหน่อยสิ มีพยาบาลอยู่นี่จริงไหม”

            พยาบาลอาร์ตี้จึงได้ตอบกลับมาว่า “เดี๋ยวหนูเช็คให้ ยังไงโทรคุยกันละกัน”

            เวลาผ่านไปได้ไม่นาน ในช่วงกลางวันนั้น คุณตั้มนอนอยู่ที่ชั้นล่างในบ้าน ซึ่งเป็นชั้นที่ติดกับหลังบ้านและมีหน้าต่างที่สามารถมองเห็นแสงจากหลังบ้านที่ส่องผ่านเข้ามาได้ คุณตั้มนอนหงายและห่มผ้าอยู่ โดยที่ไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังตกอยู่ในภวังค์หรืออยู่ในฝัน แต่ทว่าเขากลับได้กลิ่นคล้ายกับน้ำหอมที่เหมือนกับกลิ่นฟีโรโมนหรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของผู้หญิง เป็นกลิ่นที่คุณตั้มรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเคยได้กลิ่นจากที่ไหนมาสักที่ แต่เขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรจึงหลับตานอนต่อ

            ทว่าหลังจากที่ตื่นนอน เรื่องนี้ตัวคุณตั้มเองก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าอยู่ในฝันหรือว่าตื่นอยู่ เพราะสิ่งที่เห็นข้างเตียงคือเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาวเรียบร้อย ใส่ชุดกระโปรงสีขาวคล้ายกับชุดพยาบาลยืนอยู่ข้าง ๆ และค่อย ๆ เขยิบเข้ามาหาตัวคุณตั้ม โดยที่เธอใช้ยกเข่าขึ้นมานั่งที่เตียง จนทำให้คุณตั้มตกใจ แต่เมื่อพอตื่นและมองออกไปกลับไม่มีใคร จากที่นอนหงายอยู่ เขาจึงเริ่มกังวลและกลัว จึงได้เปลี่ยนไปนอนตะแคงแล้วห่มผ้าแทน

            ต่อมา มีอีกครั้งที่คุณตั้มลืมตาขึ้นมาและเจอกับผู้หญิงคนเดิมที่มาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมฟีโรโมนมายืนอยู่ข้างเตียง ตอนนั้นเหมือนเธอพยายามค่อย ๆ ขยับเข้ามาและโน้มหน้าเข้ามาหาตัวคุณตั้ม พร้อมกับพูดมาว่า

            “จำเราได้ไหม”

            สิ้นประโยคนั้น คุณตั้มก็ตกใจกลัว จึงได้ร้องออกมาว่า

            “อะไรอะ อะไร”

            พร้อมกับยังคงเห็นว่าเป็นผู้หญิงที่ยืนอยู่ จากนั้นก็รีบเปลี่ยนมานอนหงายแล้วนำผ้าห่มมาคลุมโปงทันที ในใจพลางคิดไปว่า ‘เอายังไงดีวะ นี่กูตื่นหรือหลับอยู่’ แต่เขายังจำได้ว่าหากอยู่ในฝันมันจะไม่มีกลิ่น

            ขณะที่กำลังนอนคลุมโปงอยู่นั้น ก็รู้สึกว่าตนกำลังนอนทับเข็มขัดหรืออะไรบางอย่างอยู่ เหมือนมีหนามแหลมมาจิ้มเอว จากนั้นก็ถูกกระชากออกจากขอบเตียง ทำให้จากที่นอนหงายอยู่ก็เปลี่ยนเป็นหันตัวไปอีกข้างแทน

            ในตอนนั้น คุณตั้มก็ได้รู้ว่าตัวเองตื่นแล้ว เพราะมีเหงื่อไหลออกมา จากนั้นความรู้สึกเจ็บที่เอวก็เริ่มหายไป ไม่นาน คุณตั้มก็จึงตัดสินใจเอาหน้าตนเองแนบไปกับเตียง ตรงจุดที่รู้สึกว่าพยาบาล B เอาเข่าขึ้นมา ปรากฎว่ามีกลิ่นน้ำหอมฟีโรโมนที่เคยรู้สึกตอนแรกจริง ๆ

            ในตอนนั้น ห้องของคุณตั้มไม่มีใครอยู่เลย คุณตั้มจึงลุกขึ้น เพราะตั้งใจว่าจะไม่นอนต่อแล้ว จากนั้นก็เดินไปเอาพระจากห้องข้าง ๆ มากองรวมกันเต็มไปหมด

            กระทั่งถึงรุ่งเช้า คุณตั้มก็โทรหาพยาบาลอาร์ตี้ว่า “เฮ้ย อาร์ตี้ ซีเรียส พี่ถามว่ะ เช็คหรือยังพยาบาลอะ ที่เขาจะชอบพูดเสียงนุ่ม ๆ”

            อาร์ตี้จึงตอบกลับมาว่า “พี่ตั้ม ไม่มี จะมีสลับอยู่แค่สองคนคือเวรเช้ากับดึกแค่นั้น”

            นั่นยิ่งทำให้คุณตั้มได้แต่สงสัยในใจว่า ‘พยาบาลที่มาช่วยดูแลในช่วงนั้น คือใครกันแน่’

            นับจากคืนนั้น คุณตั้มก็ไม่เคยเจอพยาบาล B อีกเลย รวมถึงกลิ่นน้ำหอมผสมฟีโรโมนนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี 'มันใกล้เข้ามาเเล้ว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

01 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี 'มันใกล้เข้ามาเเล้ว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

เมื่อสิ่งที่คืบคลานเข้ามาคือสิ่งที่มองไม่เห็น มันเป็นเสียงเหยียบหญ้าดัง สวบ สวบ สวบ แต่กลับไม่พบใคร จนต้องปั่นจักรยานหนีสุดชีวิต! แต่ใครจะคิดว่าเสียงนั้น ดันตามมาหลอกหลอนถึงในฝันเกือบทั้งอาทิตย์! เรื่องราวสุดหลอนในวัยเด็กจะจบลงอย่างไร? ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มันใกล้เข้ามาแล้ว’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(25 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีีเจเจ็ม’ ที่จะเป็นเพื่อนหลอนไปกับคุณ!! ‘คุณเป็ดน้อย’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเป็ดน้อยเอง เกิดขึ้นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534 สมัยก่อนคุณเป็ดน้อยชอบปั่นจักรยานไปเล่นบ้านคนนั้นคนนี้ ซึ่งในวันนั้นคุณเป็ดน้อยได้ปั่นจักรยานไปงานวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง พอถึงช่วงเย็นคุณเป็ดน้อยและเพื่อน ๆ ก็นัดกันเพื่อจะมารวมตัวที่บ้านคุณเป็ดน้อย ที่อยู่ซอยที่ 3 ถัดมาจากนั้นหนึ่งซอย จะเป็นซอยที่มียาวที่สุดในหมู่บ้าน ตรงกลางซอยจะมีสะพานข้ามคลองเล็ก ๆ เมื่อนัดแนะกันเสร็จ เด็ก ๆ ก็ปั่นจักรยานออกมา แต่เพื่อนคนอื่นปั่นกันเร็วมาก ยกเว้นคุณเป็ดน้อยที่ปั่นช้า พอไปถึงกลางซอยทางขึ้นสะพาน คุณเป็ดน้อยเริ่มรู้สึกเหนื่อยจึงหยุดพักที่กลางสะพาน ซึ่งทั้งสองข้างของคลองจะเป็นตลิ่ง พอมองไปก็จะเห็นเป็นต้นไม้เรียงรายไม่มีบ้านคน และในตอนที่นั่งพักอยู่นั้น คุณเป็ดน้อยก็ได้ยินเสียง สวบ สวบ สวบ เหมือนเสียงคนเดินผ่านกอหญ้ามาจากตลิ่งริมคลอง ด้วยความปากไว จึงพูดไปว่า “ใครหน่ะ” แต่ก็ไม่เห็นใคร และยังได้ยินเสียงเดินอยู่ แล้วเสียงนั้นก็เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ คุณเป็ดน้อยก็ยังคงถามว่าใคร จนกระทั่งคุณเป็ดน้อยเริ่มคิดว่า เสียงที่ดังอยู่คงไม่มีใครหรอกแต่กอหญ้ายวบเหมือนเป็นรอยเท้า และรอยที่กอหญ้ายวบก็มาทางคุณเป็ดน้อยเรื่อย ๆ โดยที่คุณเป็ดน้อยไม่เห็นอะไรเลย ตอนนั้นความคิดในหัวของคุณเป็ดน้อยคิดว่า ‘หญ้ามันยวบได้ยังไง มันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมมันถึงมาทางเรา’ จนกระทั่งหญ้ายวบมาถึงส่วนปูนที่เป็นสะพาน และเสียงก็เงียบไป คุณเป็ดน้อยจึงได้สติจากเสียงที่เพื่อนตะโกน แล้วรีบปั่นจักรยานต่อ คุณเป็ดน้อยปั่นแบบไม่คิดชีวิตจนล้มได้แผล เมื่อถึงบ้านจึงเข้าไปทำแผลเป็นอันดับแรก ในคืนนั้น คุณเป็ดน้อยก็ฝันว่า ตัวเองมายืนอยู่หน้าบ้าน แล้วมองไปที่สะพาน แล้วก็ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อสีขาว กางเกงสแลค ค่อย ๆ เดินมาจากสะพาน จนผ่านบ้านหลังแรก คุณเป็ดน้อยก็สะดุ้งตื่น และวันต่อมาคุณเป็ดน้อยได้ฝันแบบเดิม แต่ผู้ชายคนนั้นก็เดินผ่านมาเรื่อย ๆ จนผ่านบ้านหลังที่สอง คุณเป็ดน้อยสะดุ้งตื่นเช่นเดิม โดยที่คุณเป็ดน้อยก็ฝันแบบนี้ทุก ๆ คืน เป็นเวลาเกือบอาทิตย์ จนเริ่มเห็นผู้ชายคนนั้นชัดเจนขึ้น ผู้ชายคนนั้นใส่เสื้อเซิ้ตสีขาวตรงกลางเสื้อมีสีน้ำตาล และก็ไม่ได้ยินเสียงผู้ชายคนนั้นพูด เพราะมองยังเห็นไม่ชัดพอ มีอยู่คืนหนึ่งที่คุณเป็ดน้อยฝันว่าอยู่ในบ้าน ประตูหน้าบ้านเปิดอยู่ และผู้ชายที่เห็นในฝันก็ยืนอยู่หน้าบ้าน ผู้ชายคนนั้นมีแผลขนาดใหญ่อยู่ที่คอ และตรงที่คุณเป็ดน้อยเห็นเป็นสีน้ำตาลคือรอยคราบเลือด ผู้ชายคนนั้นยื่นมือมาและโวยโวยว่าอะไรบางอย่าง ซึ่งได้ยินเสียงไม่ชัด ในตอนที่คุณเป็ดน้อยกำลังตกใจอยู่ ก็ได้มีคนมาจับไหล่จากด้านหลัง และคนที่ยื่นมือมาจับนั้นก็เป็นคุณอาของคุณเป็ดน้อย และคุณอาก็พูดว่า “มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง” พอคุณเป็ดน้อยรู้สึกตัว ก็ไม่เห็นอะไรแล้ว ประตูบ้านก็ปิดสนิท และคุณอายังบอกต่อว่า ทุกคืนคุณเป็ดน้อย มักจะละเมอเดินออกมายืนหน้าบ้าน จนทุกคืนคนในบ้านต้องออกมาอุ้มคุณเป็ดน้อยกลับไปนอนที่เตียงตามเดิม ซึ่งตัวคุณเป็ดน้อยเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นได้อย่างไร คุณเป็ดน้อยจึงพยายามเล่าเรื่องที่ฝันให้คุณอาฟัง แต่คุณอาก็บอกว่า “โอ๊ย เด็กฝัน ไร้สาระ” จากนั้นก็พาคุณเป็ดน้อยกลับไปนอน คืนต่อมาคุณเป็นน้อยก็เห็นผู้ชายที่อยู่ในฝัน มายืนอยู่ตรงหน้าต่างปลายเตียง ในฝันผู้ชายคนนั้นก็ได้ยื่นมือมาจับขาคุณเป็ดน้อย แล้วดึงลงมาจากเตียง จนหล่นลงมาที่พื้น คุณเป็ดน้อยก็ร้องไห้โวยวาย จนปัสสาวะราดอยู่ตรงนั้น ในที่สุดคุณเป็ดน้อยก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาที่ปลายเตียง เพราะเสียงของคนในบ้านที่วิ่งมาในห้อง ทุกคนจึงเริ่มเชื่อในสิ่งที่คุณเป็ดน้อยเล่าเกี่ยวกับความฝัน จึงพาไปทำพิธีที่วัด และหลังจากนั้นคุณเป็ดน้อยก็ไม่เคยเห็นผู้ชายคนนั้นอีกเลย คุณเป็ดน้อยยังบอกต่ออีกว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เป็นคนกลัวผีจนขึ้นสมองไปเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'ครูเอก' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

14 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'ครูเอก' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

‘ขวัญ น้ำมันพราย’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูเอก’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟังมาจาก ‘พี่เอก’ ซึ่งเรื่องนี้ย้อนกลับไปประมาณ 20 - 30 ปีก่อน เป็นช่วงที่พี่เอกกำลังบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในภาคเหนือ พี่เอกนั้นจะมีรถส่วนตัวคันเก่า จึงใช้รถคันนั้นขับไปรายงานตัวที่โรงเรียน โดยเดินทางออกจากจังหวัดกาญจนบุรี สมัยนั้นยังไม่มี GPS จึงเกิดการหลง ทำให้เสียเวลาพอสมควร พี่เอกถามคนข้างทางไปเรื่อย แต่ละคนต่างบอกไม่เหมือนกันสักคน ทำให้ถึงโรงเรียนประมาณ 6 โมงเย็น เมื่อขับไปถึง ลักษณะประตูโรงเรียนจะเป็นประตูเลื่อนบานเดียว พี่เอกก็สงสัยว่าทำไมโรงเรียนถึงเงียบผิดปกติ จึงไปยืนดูหน้าประตู และเห็นว่าประตูสามารถเลื่อนได้ พี่เอกจึงเลื่อนประตูแล้วขับรถเข้าไป เมื่อขับเข้าไป ก็เห็นสนามบอลอยู่ตรงกลางของโรงเรียน พี่เอกขับเข้าไปอยู่ฝั่งซ้ายของสนามบอล และหลังสนามฟุตบอลจะมีอาคารไม้สูงสองชั้น มีบันไดอยู่ 3 ขั้นเพื่อขึ้นชั้น 1 และมีทางเข้าออกซ้ายขวา ซึ่งพี่เอกไปจอดอยู่ฝั่งซ้ายของสนามบอลที่มีโรงอาหารเก่า ๆ อยู่ด้านข้าง เมื่อจอดรถเสร็จ พี่เอกก็รู้สึกสงสัย เพราะปกติแล้วโรงเรียนประถมควรจะคึกครื้นกว่านี้ แต่โรงเรียนนี้กลับเงียบผิดปกติ พี่เอกมองหาคนเพื่อสอบถาม แต่มองไปมองมาก็เห็นอาคารเล็ก ๆ เหมือนบ้านชั้นเดียวที่อยู่ข้างตึกเรียน จู่ ๆ บ้านหลังนั้นก็เปิดประตูมา แล้วก็มีคนเดินอกมาจากบ้านหลังนั้นพร้อมลากของออกมาหน้าบ้าน พี่เอกจึงเดินผ่านตึกเรียนไปที่บ้านหลังนั้น ก็เห็นว่าเป็นคุณลุงใส่เสื้อเก่า ๆ พี่เอกจึงตะโกนเรียกคุณลุง คุณลุงหยุดการกระทำแล้วหันมามองพี่เอก แล้วถามว่า “คุณเป็นใคร” พี่เอกจึงตอบว่า “ผมเป็นครูใหม่ที่จะมารายงานตัวครับ” คุณลุงถามว่า “ทำไมมาเวลานี้ ผอ.ก็รอจนกลับไปแล้ว” พี่เอกรีบอธิบายว่าตนหลงทาง คุณลุงจึงให้กุญแจบ้านพักครูที่อยู่บริเวณหลังที่พี่เอกจอดรถ และให้ไปห้องที่ไม่ได้ล็อกกุญแจ เมื่อพี่เอกไปถึง ก็เห็นว่าทั้ง 2 ห้องดันล็อคกุญแจอยู่ พี่เอกจึงลองไขดูถึงได้รู้ว่าเป็นห้องไหน จากนั้นก็เอาของเข้าไปเก็บ เมื่อเก็บของเสร็จ พี่เอกก็คิดจะขับรถเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อหาของกิน ในตอนที่ออกจากห้องก็ยังเห็นคุณลุงขนของอยู่ พี่เอกจึงทักทายทำความรู้จักกับคุณลุง ได้ความมาว่าคุณลุงชื่อ ‘สังเวียน’ และคุณลุงยังบอกให้พี่เอกรีบไปรีบกลับอย่ากลับดึกมาก หลังจากทักทายกันเสร็จ พี่เอกก็ขอตัวออกไปหาอะไรกินในหมู่บ้านตามแผน คนในละแวกนั้นไม่เคยเห็นหน้าจึงถามว่าเป็นใคร พี่เอกก็บอกว่าเป็นครูคนใหม่ของโรงเรียน เมื่อกลับไปถึงโรงเรียนพี่เอกก็แปลกใจว่า ‘ทำไมไม่มีไฟสักดวง’ แต่ก็กลับไปที่ห้องพักแล้วกินข้าวที่ซื้อมา จากนั้นก็อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวนอน แต่พี่เอกรู้สึกไม่คุ้นที่จึงออกมาเดินเล่น ในขณะที่เดินเล่นก็มีเสียง โครม! ดังมาจากอีกฝั่งของสนามบอล ก็คือหน้าห้องของลุงสังเวียน และก็เห็นว่าลุงสังเวียนเปิดประตูออกมาพร้อมถือไม้กวาดกับถังใส่ของ เมื่อเห็นว่าลุงสังเวียนไม่ได้เป็นอะไร พี่เอกก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ และมองไปที่อาคารไม้พร้อมกับชื่นชมตัวอาคารเพราะมันสวยดี แต่เมื่อแหงนมองไปชั้น 2 ก็แปลกใจกับสิ่งที่เห็น เพราะเห็นนักเรียนยืนเอามือท้าวขอบระเบียงอยู่บนระเบียง พี่เอกจึงตะโกนถามว่าเป็นใคร เด็กคนนั้นหันมามองพี่เอกแล้วยิ้มให้แต่ก็ไม่พูดอะไรแล้วก็วิ่งหายไปในความมืด พี่เอกจึงกลับไปที่ห้องพักเพื่อเอาไฟฉายแล้ววิ่งตามไป แต่จังหวะที่กำลังขึ้นไปไฟฉายดันดับ สักพักได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ พี่เอกก็หันไปดูพร้อมหันไปฉายไปและไปฉายก็ติดพอดี เห็นหัวเด็กอยู่ตรงพื้นบันไดชั้น 2 ลักษณะเหมือนนอนละเอาหัวโผล่มา แล้วเด็กคนนั้นก็ลุกแล้วก็วิ่งย้อนไปอีกฝั่งนึง! พี่เอกก็วิ่งตามไปแต่ก็หาไม่เจอ จนไปถึงห้องสุดท้ายก็เปิดประตูเข้าไปก็ไม่มีอะไร ในระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเท้าพี่เอกจึงหันกลับไปดูแต่ก็ไม่มีอะไร พี่เอกเริ่มกลัวแล้วก็ตัดสินใจกลับห้อง แต่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลัง พี่เอกเลยหันไปดู สิ่งที่เห็นคือเด็กวิ่งเข้ามาใส่ พี่เอกตกในจนเสียหลัก พอตั้งหลักได้เด็กคนนั้นกลับไปยืนอยู่กลางอาคาร พี่เอกจึงถามว่าเป็นใคร เด็กคนนั้นก็หายเข้าไปในห้องเรียน พี่เอกก็ตามเด็กไปอีก พี่เอกเปิดประตูเข้าไปเห็นเด็กอยู่ตรงหน้าต่าง พี่เอกก็เรียกให้เด็กคนนั้นมาคุย แต่สิ่งที่เห็นคือเด็กกระโดดลงหน้าต่างไป! พี่เอกรีบวิ่งไปดูแต่ก็ว่างเปล่า จากนั้นก็รู้ตัวแล้วว่าตนโดนผีหลอกจึงตัดสินใจวิ่งลงบันไดจะกลับห้อง ก็ได้ยินเสียง โครม! อีกครั้ง ดังมาจากบ้านลุงสังเวียน แล้วก็เห็นประตูบ้านของลุงสังเวียนเปิด จากนั้นพี่เอกก็เห็นว่ามีมือและหน้าเด็กโผล่ออกมา ซึ่งก็คือเด็กคนนั้นแล้วชี้เข้าไปในบ้าน พี่เอกจึงเดินไปหา แต่ก็รู้สึกเหมือนมีคนเดินบนอาคารเมื่อหันไปก็ไม่มีใคร พอถึงหน้าบ้านลุงสังเวียน พอเข้าไปบรรยากาศในบ้านมีของวางเต็มไปหมด และมีห้องที่ปิดประตูอยู่ พี่เอกจึงตะโกนถามว่า “ลุงอยู่ไหม เป็นอะไรรึเปล่า” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ พี่เอกจึงเดินไปที่ห้องนั้น และเปิดประตูเข้าไปจนเตะเข้ากับขวดเหล้าขาวเต็มไปหมด พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลุงสังเวียนแขวนคอตายลิ้นจุกปาก พอตั้งสติได้ก็วิ่งออกจากห้องลุงสังเวียน แล้วก็เอากุญแจรถที่ห้อง เมื่อจะขึ้นรถ จู่ ๆ ก็มีรถหลายคันขับเข้ามา แล้วถามพี่เอกว่าเป็นใคร ตนก็รีบอธิบายว่าเป็นครูคนใหม่ของโรงเรียนนี้ ซึ่งคนที่ถามคือครูเวรที่ไปตามตำรวจมา แล้วตำรวจก็พาเดินไปหน้าห้องลุงสังเวียน เพื่อชันสูตร แต่พี่เอกก็ต้องขนลุกเมื่อมองไปที่รูปภาพข้างเตียงของลุงสังเวียนเป็นเด็กคนนั้นที่มีคำว่าชาตะมรณะ ที่ตายยังไม่ถึง 1 อาทิตย์! และได้ความจากครูเวรว่าลุงสังเวียนเป็นปู่ของเด็กคนนี้ เด็กคนนี้พ่อแม่ทิ้ง ลุงสังเวียนจึงเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ ซึ่งสาเหตุการตายของเด็กคนนี้คือเล่นกับเพื่อนแล้วผลัดตกหน้าต่างไปแปลงผักที่มีไม้ไผ่เสียบอยู่ ซึ่งเด็กคนนี้ตกลงไปแล้วคอเสียบไม่ไผ่ตายคาที่ และวันนี้ครูเวรก็สงสัยว่าทำไมไม่เห็นลุงสังเวียน ก็ได้พบว่าลุงสังเวียนฆ่าตัวตาย เมื่อครูเอกได้รู้เรื่องราวก็เลือกที่จะไปเช่าบ้านอยู่นอกโรงเรียนแทน..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

08 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ตอนนั้นเริ่มเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ต้องทำโอทีเพื่อทำยอด ช่วงดึกทำงานอยู่ในคลังสินค้าเพียงคนเดียว ระหว่างที่จัดสินค้าเตรียมส่งให้ลูกค้า สายตาเห็นคนเดินผ่านบริเวณกล่องพัสดุ เมื่อเดินไปดูไม่เจอใคร แต่ได้เห็นกล่องพัสดุชิ้นหนึ่งที่สั่น! และมาพร้อมเสียงปริศนาบอกว่า ‘พี่ชายปล่อยผมออกไปที’ เช้าต่อมาต้องนำของชิ้นนี้ไปส่งให้รู้ค้า จึงได้รู้ว่าสิ่งนี้คือ ‘น้ำมันพราย’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost (28 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พนักงานส่งของ’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ถูกเล่าโดย ‘คุณบอย’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ของพนักงานส่งของคนหนึ่ง ที่ได้เล่าให้คุณบอยฟังไว้ว่า ช่วงที่ผมได้มาเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ก็ต้องขยันหน่อย ทำ OT มาก ๆ เพื่อที่หัวหน้าจะได้เห็นยอด และให้ผมผ่านโปรไว ๆ มีอยู่คืนหนึ่งผมทำงานจนดึกอยู่ในคลังสินค้า กว่าจะทำงานเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพี่ ๆ พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ผมก็จัดสินค้าขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของผมปกติเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ออกไปส่งตั้งแต่เช้า แต่ระหว่างนั้นมีกองสินค้าอยู่กองนึงอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยมีไฟหางตาผมสังเกตเห็นใครสักคนกำลังเดินอยู่ในคลังสินค้า ผมแอบเอะใจนิด ๆ เพราะที่นี่มีผมอยู่แค่คนเดียวใครจะมาเดินในคลังเวลานี้ เลยตัดสินใจเดินไป แต่เมื่อไปถึงก็ไม่เจอใคร เจอแต่กล่องสินค้าชิ้นเล็กกล่องหนึ่งซึ่งมันขยับ และสั่นเองได้ผมกลัวว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ด้านในหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น มันอาจจะขาดอากาศหายใจได้ ผมจึงเอื้อมมือหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ และมืดผมเอากล่องพัสดุชิ้นนั้นขึ้นมาแนบหูเพื่อฟังเสียงมัน และเสียงที่ออกมาจากกล่องใบนั้นคือเสียงพูดของใครคนหนึ่งที่พูดว่า...“พี่ชาย ปล่อยผมออกไปที” ด้วยความตกใจ ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาจากกล่องแบบนั้น ผมโยนทิ้ง และรีบวิ่งออกมาจากคลังสินค้า ไปที่รถเพื่อหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เช้าวันต่อมาผมก็ขับรถไล่ส่งสินค้าตามบ้านปกติ แต่ส่งจนมืดค่ำก็ยังไม่หมดเหลือประมาณ 10 กล่องสุดท้าย ผมจึงคิดว่าจะเก็บไว้ไปนำส่งต่อวันพรุ่งนี้ เมื่อผมกลับมาถึงที่พักผมก็จอดรถไว้ และเดินขึ้นห้องไปซึ่งห้องผมอยู่ชั้น 2 ที่สามารถมองลงมาเห็นรถมอมอเตอร์ไซค์ตัวเองจากหลังห้องได้พอดี ผมถึงห้องผมก็ตรงไปอาบน้ำ พออาบเสร็จก็จะเอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ระเบียง ผมเผอิญสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถตอนแรกผมคิดว่า เป็นใครพยายามจะขโมยอะไรในรถหรือเปล่า? เลยรีบวิ่งไปดู แต่ปรากฏว่า ผู้ชายคนนั้นก็หายไป สินค้าก็ไม่ได้หายไปไหน ผมเลยออกไปส่งสินค้าปกติ จนกระทั่งส่งสินค้าให้ลูกค้าครบทุกชิ้น จึงเช็คดูความเรียบร้อยอีกที แต่พอเช็คดูดันเหลือพัสดุปริศนากล่องหนึ่ง ที่เกินมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เช็คดูแล้ว ที่อยู่ของลูกค้าก็ไม่ได้ไกล ผมเลยไปส่งให้จนครบ เมื่อไปถึงบ้านก็เจอกับผู้รับ แต่เขาดูตกใจแล้วพูดว่า “เห้ย ส่งมาด้วยหรอ ไม่คิดว่าจะส่งมานะเนี้ย” ด้วยความสงสัยเลยถามลูกค้าว่า “พี่สั่งอะไรมาหรอครับ” พี่เขาก็ไม่ตอบแต่ยิ้มกลับ แล้วแกะพัสดุตรงนั้นต่อหน้า สินค้าด้านในเป็นขวดแก้วเล็ก ๆ ข้างในมีน้ำข้น ๆ มีด้ายแดง และสายสิญพันรอบขวด แล้วลูกค้าก็พูดว่า “น้ำมันพราย” ผมก็ตกใจว่า ลูกค้าสั่งน้ำมันพรายเนี้ยนะ และหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งกับลูกค้าคนนั้น และก็ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า แต่ที่แปลกคือ ปกติน้ำมันพรายเขาทำมาจากผู้หญิงไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมีวิญญาณผู้ชายมาวนเวียนได้…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

นอนไม่หลับเพราะกลิ่นเหม็นเน่า ตามหาต้นเหตุจนเจอถุงกระดาษปริศนา พอเช็คกล้องวงจรปิดก็พบว่าเป็น ‘ของ’ ที่ลูกค้าลืมไว้ ข้างในมีหม้อดินเผา ตุ๊กตาชายหญิง พร้อมคาถาให้สวด! ซ้ำยังมีเสียงแว่วเข้ามาในหูอีกด้วยว่า “ลองเปิดดูสิ”

15 พ.ค. 2023

นอนไม่หลับเพราะกลิ่นเหม็นเน่า ตามหาต้นเหตุจนเจอถุงกระดาษปริศนา พอเช็คกล้องวงจรปิดก็พบว่าเป็น ‘ของ’ ที่ลูกค้าลืมไว้ ข้างในมีหม้อดินเผา ตุ๊กตาชายหญิง พร้อมคาถาให้สวด! ซ้ำยังมีเสียงแว่วเข้ามาในหูอีกด้วยว่า “ลองเปิดดูสิ”

เรื่องหลอนชวนหมาหอนในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (2 พฤษภาคม 2566) มีชื่อเรื่องว่า ‘ลูกค้าคนสุดท้าย’ จาก ‘คุณตาล’ เจ้าของร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งย่านรัชดา เรื่องจะหลอนแค่ไหนนั้น.. ไปติดตามอ่านกันเลย! คุณตาลเกริ่นเรื่องว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านของเธอเอง ในช่วงดึกคืนหนึ่ง จวนเวลาใกล้ปิดร้านประมาณ 3 – 4 ทุ่ม มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านเพื่อขอให้ทำสีผมให้ แต่คุณตาลก็ปฏิเสธเพราะถึงเวลาที่จะต้องปิดร้านแล้ว “ทำสีผมใช้เวลานานมาก ไว้โอกาสหน้าได้มั้ยคะ? ขอสระผม ม้วนผมให้ก่อนได้มั้ยคะ?” ลูกค้าไม่ติดอะไร และนั่งรอคิวเพราะยังมีคิวก่อนหน้าที่ยังค้างอยู่ กระทั่งถึงคิวของเธอมาถึง เมื่อลูกค้าผู้หญิงคนนั้นทำผมเสร็จสรรพก็ออกจากร้านไป ในเวลา 5 ทุ่มกว่า คุณตาลจึงปิดร้าน เวลาล่วงมาจนถึงเที่ยงคืน หลังจากที่คุณตาลทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็รู้สึกแปลก ๆ เริ่มจากได้ยินเสียงคนเดินขึ้นบนบ้าน แต่ก็คิดว่าคงเป็นเสียงจากตึกข้าง ๆ ไม่ได้คิดอะไรต่อ จึงเตรียมตัวจะนอนหลับ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู เป็นเสียงที่เคาะหนึ่งครั้งแล้วก็ทิ้งระยะห่างไปสักพัก แล้วก็เคาะขึ้นอีก แม้จะแปลกใจและรู้สึกสงสัย แต่คุณตาลก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู เมื่อเปิดประตู คุณตาลก็รู้สึกถึงความเย็นบางอย่างแทรกเข้ามาที่แขน แต่เมื่อเปิดไปไม่เจอใคร จึงตัดสินใจกลับไปนอนต่อ ผ่านไปสักพักก็ได้กลิ่นเหม็นขึ้นมา คุณตาลเล่าเสริมว่า “เหม็นเหมือนกลิ่นหมาเน่า” และพยายามหาต้นตอกลิ่นนั้นด้วยการดมกลิ่นตัวเอง เมื่อคิดว่ากลิ่นตัวไม่ใช่ต้นเหตุ จึงสลัดความคิดออกจากหัว แล้วพยายามนอนต่ออีกรอบ สักพักก็รู้สึกได้ว่ามีคนกำลังเดินอยู่รอบเตียง แล้วกลิ่นก็ตามไปรอบเตียงด้วย! คุณตาลทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นไปเปิดบานเกล็ดแอร์ เพื่อเช็คว่ากลิ่นมาจากแอร์หรือไม่ แต่ก็ยังไม่ใช่ คุณตาลรู้สึกว่ากลิ่นเหม็นเน่านั้น ลอยมาจากข้างหลัง..! คุณตาลหันหลังกลับไปดู ก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ จึงตัดสินใจเดินลงมาข้างล่าง ระหว่างที่เดินนั้นก็ยังรู้สึกเหมือนมีคนเดินตามอยู่เรื่อย ๆ ด้วยความที่ดึกมากและไม่มีใครอยู่ ชั้นล่างตรงนี้จึงเงียบสงัด คุณตาลเปิดตู้เย็นเพื่อที่จะหยิบน้ำ แล้วก็มีเสียงผู้หญิงแว่วน่าขนลุกดังขึ้นมาว่า “หิวน้ำ” คุณตาลคิดว่าคงฟุ้งซ่านไปเอง จึงหยิบน้ำมาดื่ม แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างผลักขวดน้ำ แม้จะตงิดใจแต่คุณตาลก็พยายามไม่คิดอะไร จากนั้นก็เดินตามหากลิ่นเหม็นเน่าต่อ กระทั่งพบถุงกระดาษใบหนึ่งวางไว้ที่ซอกโซฟา คุณตาลคิดว่าคงเป็นของที่ลูกค้าหรือคนที่เข้ามาที่ร้านลืมไว้ จึงโทรหาพี่ที่รู้จักคนนึง แล้วก็ได้ยินเสียงปริศนาพูดขึ้นมาว่า “มึงอยากจะคุยกับกูหรอ?” คุณตาลใจดีสู้เสือไม่ตอบกลับอะไร และสงสัยว่าข้างในถุงกระดาษใบนั้นคืออะไร เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นรูปผู้หญิงนั่งชันเข่าวางไว้ในขันสีเงิน และมีเลือดเก่า ๆ อยู่ในนั้น! เมื่อรู้สึกว่านอนไม่ได้แล้ว และคิดว่ากับตัวเองในใจว่า “เอาละ กูโดนละ” จึงพูดออกมาว่า “ชั้นจะเอายังไงกับแกดี?” เมื่อสังเกตดูอีกครั้งก็เห็นว่ามีอีกถุง จึงเปิดดูและพบว่ามีหม้อดินที่มียันต์เขียนไว้ ลักษณะเหมือนทำเพื่อคนที่รัก! สักพักก็มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้นว่า “ลองเปิดดูสิ” แต่คุณตาลก็ไม่กล้าเปิดหม้อ และยังเห็นอีกด้วยว่าข้างในถุงมีหุ่นผู้หญิงกับผู้ชาย พร้อมคาถา และเขียนไว้ว่าถ้าสวดคาถานี้จะได้เป็นเจ้าของสิ่งนี้โดยสมบูรณ์ คุณตาลคิดว่าข้างในหม้อคงจะเป็นศพเด็ก เพราะมีใบกระดาษเขียนกำกับ มีเลขวันชาตะ วันมรณะให้ชัดเจน คุณตาลตัดสินใจหาลูกค้าที่ลืมสิ่งนี้ไว้จากกล้องวงจรปิด นั่นยิ่งสร้างความหลอนให้เสียวสันหลังเข้าไปใหญ่ เพราะคุณตาลก็จะเห็นตัวเองในภาพจากกล้อง ที่ขนหัวลุกไปยิ่งกว่าคือคุณตาลเห็นเป็นเงามืดนั่งอยู่ข้าง ๆ ชะโงกหัวดูโทรศัพท์พร้อมกับคุณตาล! คุณตาลบอกว่า ตอนนั้นตนรู้สึกตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าหันไปมอง และยังได้ยินเสียงหายใจครืดคราดอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย! แม้ว่าจะลองปิด-เปิดกล้องดูแล้ว แต่ก็ยังเห็นเงานั้นอยู่เหมือนเดิม คุณตาลใจดีสู้เสืออีกครั้ง และพูดขึ้นมาว่า “แกอยู่ในบ้านเราไม่ได้นะ ไปตามคนของแกมา” แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล ตอนนี้คุณตาลรู้แล้วว่าเจ้าของถุงกระดาษนี้คือลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งคุณตาลไม่มีเบอร์ติดต่อเลย คุณตาลตัดปัญหาด้วยการเอาถุงมาครอบต้นเหตุกลิ่นเหม็นนั้นก่อน แต่แล้วก็พบว่ามันไม่ได้เหม็นจากในถุง.. แต่มันเหม็นมาจากเงาข้าง ๆ ที่เดินตามอยู่! กระทั่งตีสาม คุณตาลที่เหนื่อยมากก็หลับไป จนหกโมงเช้าเสียงโทรศัพท์โชว์เบอร์แปลกโทรเข้ามา ปลายสายพูดขึ้นมาว่า “พี่คะ หนูลืมของไว้อ่ะค่ะ” คุณตาลดีใจมาก จึงบอกว่าจะให้ไรเดอร์ไปส่งของให้และขอที่อยู่ แต่ปลายสายกลับปฏิเสธบอกว่าไม่สะดวกที่จะรับ ขอฝากไว้ที่คุณตาลก่อน แต่คุณตาลก็ไม่ยอม เมื่อตกลงกันไม่ได้ จู่ ๆ ปลายสายก็วางสายไป คุณตาลโทรจี้ไปหลายรอบ พอสายนั้นรับก็พูดว่า “หนูให้มาส่งก็ได้ค่ะ ส่งมาตามที่อยู่นี้นะคะ” คุณตาลเรียกไรเดอร์และจัดแจงให้ไปส่งของตามที่อยู่นั้น แล้วเสียงปริศนาก็ดังเข้ามาในหูอีกครั้งว่า “อืม กูไปแล้วนะ” แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะอยากจะนำของออกไปให้พ้นความรับผิดชอบตัวเองมากที่สุด เมื่อไรเดอร์มาถึง ก็ถามคุณตาลว่าของที่จะให้ไปส่งเป็นอะไร เป็นอาหารหรือเป็นของที่แตกง่ายหรือเปล่า คุณตาลตอบไปว่า “ไม่ใช่อาหารค่ะ พี่ว่าน้องอย่าเปิดเลยนะ” แต่ไรเดอร์ก็เปิด แล้วกลิ่นเหม็นก็ตีเข้าหน้าอย่างจัง แล้วเขาก็เอามือล้วงลงไปหยิบหุ่นผู้หญิงผู้ชายนั้นขึ้นมา ทำให้มือเปื้อน เขาจึงใช้ผ้าเช็ดรถมาเช็ดมือ จากนั้นก็ขับรถออกไปส่งของ เมื่อไรเดอร์ไปถึง เขาก็โทรกลับมาหาคุณตาลด้วยน้ำเสียงโมโหว่า “พี่ครับ นี่มันที่คนอยู่จริง ๆ หรอครับ ผมไม่เห็นอะไรเลยเนี่ย พี่ให้ผมมาต้นไม้อะไรเนี่ย ผมเห็นแต่ศาลใหญ่ ๆ ตรงเนี้ย!” คุณตาลจึงให้ไรเดอร์โทรไปหาลูกค้าเจ้าของถุงนี้ แต่ไรเดอร์ก็บอกว่า “ผมโทรไป 8-9 สายแล้วครับ เขาไม่รับเลย หลอกผมป้ะพี่” คุณตาลก็ช่วยโทรด้วย แต่ก็ยังไม่มีวี่แววรับสาย ผ่านไปสักพัก เจ้าของถุงก็รับสายไรเดอร์แล้วบอกว่า “หนูอยู่ตรงร้านคาราโอเกะXXXค่ะ” เมื่อส่งของเสร็จเรียบร้อย ไรเดอร์ก็บอกว่าเหมือนกลิ่นเหม็นมันติดมือ พอกลับไปที่บ้านก็ทะเลาะกับภรรยา ไรเดอร์โทรมาด่าคุณตาล 3 วันได้ เขายังบอกอีกว่า “พี่ เวลาผมไปไหนอ่ะ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างซ้อนรถผมอยู่อ่ะ” และยังบอกว่า “เขามาชวนไปอยู่ด้วยทุกวันเลย ผมไปหาหลวงพ่อมา เอาน้ำมนต์ล้างมือ เอามาอาบน้ำ ก็ยังเหม็นอยู่เลยพี่ แล้วผมได้กลิ่นคนเดียวด้วยนะ พี่ให้ผมไปส่งอะไรกันแน่” คุณตาลจึงไปหาข้อมูลมา สรุปว่าสิ่งนั้นคือ ‘เป๋อ’ หลังจากนั้นไรเดอร์ก็เงียบหายไปประมาณ 8-9 วัน คุณตาลคิดว่าคงไม่เจออะไรแล้ว แต่ก็มาทราบทีหลังว่าไรเดอร์คนนั้นเกิดอุบัติเหตุ! (ทราบเพราะไรเดอร์โทรมา) แล้วหลวงพ่อก็แนะนำให้ไรเดอร์ไปบวช 7 วัน ขณะที่บวชอยู่ก็ยังเห็นสิ่งนั้นอยู่เรื่อย ๆ เช่นที่ปลายเตียงบ้าง ฝันถึงบ้าง จนครบ 7 วันแล้ว แต่ไรเดอร์ก็ยังไม่กล้าสึก วันเวลาผ่านไปอีกสักพัก เวลาเที่ยงคืนกว่า ลูกค้าคนนั้นก็มาที่ร้านอีกครั้งพร้อมกับของบางอย่างในมือ คุณตาลจึงรีบบอกลูกค้าไปว่า “ร้านปิดแล้วค่ะ” แต่ลูกค้าก็คะยั้นคะยอขอให้ทำผมให้ แต่คุณตาลก็ปฏิเสธด้วยความสุภาพแต่ก็เสียมารยาทเพราะเธอปิดประตูร้านลงต่อหน้าลูกค้าไปเลย คุณตาลบอกว่าหลังจากนี้ คงจะหลอนกับลูกค้าที่ถือถุงกระดาษไปอีกนาน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-