เรื่องเล่าจากคุณออโต้ เดอะโกส ‘แอปหาคู่’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [29 เม.ย 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ เดอะโกส ‘แอปหาคู่’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [29 เม.ย 2568]

04 พ.ค. 2025

        ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (29 เมษายน 2568) มีเรื่องราวสุดหลอนจาก ‘คุณออโต้’ เมื่อน้องชายของคุณออโต้ได้มีการเล่นเเอปหาคู่จนได้ไปเจอกับเรื่องราวหลอนเเละน่ากลัวที่ทำให้จำไม่เคยลืม หลอนไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วคุณจะรู้ว่าบางครั้งคนที่เราคุยในเเอปนั้นอาจจะไม่ใช่คนเป็นก็ได้..

        ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 7 ปีที่เเล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของน้องชายของคุณออโต้ ที่ชื่อว่า ‘ออฟ’ในช่วงนั้น คุณออฟได้มีการทำงานเป็นหัวหน้าของบริษัทโทรศัพท์เเห่งหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งก็ได้มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นในบริษัท มีการกินเลี้ยงกันตั้งเเต่เวลา 4 โมงเย็น ถึง 4 ทุ่ม โดยตัวคุณออฟต้องออกจากงานเลี้ยงมาก่อนเนื่องด้วยมีธุระในตอนเช้าของอีกวัน โดยระยะทางที่คุณออฟต้องขับรถกลับนั้นประมาณ 130 กิโลเมตร ทุุกอย่างก็ดูเหมือนจะปกติ เเต่พอถึงประมาณครึ่งทาง ด้วยความล้าจากการทำงาน ทำให้คุณออฟตัดสินใจเเวะพักที่ปั๊มน้้ำมันเเห่งหนึ่ง

        ในตอนนั้นเอง เเอปหาคู่ที่คุณออฟเล่นก็ได้มีการเเจ้งเตือนดังขึ้นทำให้คุณออฟได้เข้าไปดูในเเอปนั้น เเละพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาโปรไฟล์ทุกอย่างตรงกับสเปคของคุณออฟเป็นอย่างมาก คุณออฟจึงตัดสินใจที่คุยกับผู้หญิงคนนั้นตามประสาหนุ่มโสด จากในตอนเเรกที่คุณออฟอยู่ในอาการง่วง ก็ตื่นในทันทีเมื่อได้คุยกับผู้หญิงคนนั้น เเต่ในขณะที่คุย คุณออฟก็ได้เอ๊ะใจกับประโยคหนึ่งที่ผู้หญิงคนนั้นได้พิมพ์มา เธอพิมพ์มาว่า

        “พี่เนี่ยชอบทำบุญเนอะ พี่คงจะมีบุญเยอะ”

        ซึ่งถือเป็นประโยคสนทนาที่ค่อนข้างเเปลกกับคนที่พึ่งจะคุยกัน เเต่ในตอนนั้นคุณออฟคิดเเค่ว่าผู้หญิงคนนั้นคงจะสังเกตุจากโปรไฟล์คุณออฟ หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ได้ถามกับคุณออฟอีกรอบว่า

        “พี่จะไปไหนต่อหรอ”

        คุณออฟจึงตอบไปว่า “กำลังจะกลับบ้าน”

        ทางผู้หญิงถามอีกครั้งว่า “พี่ไม่อยากเจอหน้าหนูหรอ”

        ซึ่งในมุมนี้สามารถมองในเเง่ร้ายได้ว่า ถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นนกต่อเพื่อจะล่อให้คุณออฟไปหาที่่หอพัก อาจจะมีการชิงทรัพย์หรือเกิดเหตุร้ายขึ้นได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณออฟก็เริ่มใจอ่อนเพราะผู้หญิงคนนี้ตื้อหลายรอบ คุณออฟจึงได้ทำการบอกลูกพี่ลูกน้องก่อนว่าจะไปรับผู้หญิงคนนี้ไปเที่ยวด้วย เเละในช่วงนั้นตรงกับเทศกาลปีใหม่พอดี ทั้งคู่จึงตกลงกันว่าจะไปเที่ยวที่ผับเเห่งหนึ่ง จากนั้นคุณออฟก็บอกผู้หญิงคนนั้น เเละทำการขับรถไปรับตามโลเคชั่น

        ระหว่างที่ขับไป สองข้างทางก็มีเเต่ป่า ต้นไม้ เเต่พอใกล้จะถึงจุดหมายทางด้านหน้ากลับมีหอพักเรียงรายอยู่มากมาย พอจอดรถเข้าที่เรียบร้อย คุณออฟก็ถ่ายรูปเเละส่งไปให้น้องชายอีกคน เผื่อจะมีเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถมาช่วยได้ทัน ในระหว่างที่คุณออฟกำลังส่งข้อความ ก็ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเคาะที่กระจกรถฝั่งทางด้านคนขับ ในตอนนั้นคุณออฟก็ได้เห็นตัวจริงของผู้หญิงคนนั้นว่าสวยกว่าในรูปอีก ทุกความกังวลได้หายไปในทันที นอกจากนี้ เมื่อสังเกตรอบข้างก็พบว่ามีรถยนต์ และรถมอเตอร์ไซต์จอดอยู่ คงไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น

        คุณออฟได้พูดบอกกับผู้หญิงคนนั้นให้ขึ้นรถเพราะตนจะพาไปทานข้าว ผู้หญิงก็ได้ตอบว่า “พี่รอเเปปนึงได้ไหม หนูขอทำงานก่อนต้องส่งพรุ่งนี้เช้า พี่เข้ามานั่งที่ห้องก่อน”

        ได้ยินดังนั้น คุณออฟก็ตัดสินใจที่จะตามผู้หญิงคนนั้นไป ในจังหวะที่ผู้หญิงคนนั้นเปิดประตูห้อง คุณออฟก็ได้กลิ่นเหม็นอับชื้นลอยออกมาจากภายในห้อง เเต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พอเข้าไปด้านในของห้อง อีกหนึ่งเรื่องที่เเปลกประหลาดคือ ผู้หญิงคนนั้นปิดไฟมืดทั้งห้อง เเต่เปิดเพียงเเค่โคมไฟอันเดียวที่โต๊ะทำงาน

        คุณออฟนั่งรอผู้หญิงคนนั้นทำงาน เเต่ด้วยความเหนื่อยล้าจากเรื่องงาน ทำให้คุณออฟเผลอหลับไป ในช่วงจังหวะที่หลับไป คุณออฟได้ฝันเห็นคนมากมายยืนล้อมตัวคุณออฟไว้ภายในห้องนั้น ทั้งคนเเก่ เด็ก วัยรุ่น ยืนล้อมเเละพูดว่า “เฮ้ย ไอนี้มันบุญเยอะ ขอบุญจากมันหน่อยดิ”

        ฝันนั้นทำให้คุณออฟสะดุ้งตื่นขึ้นมา เเละมองรอบ ๆ ห้อง คุณออฟก็เห็นว่าทุกอย่างยังปกติดี ห้องยังเหมือนเดิม ผู้หญิงคนนั้นก็ยังทำงานอยู่เหมือนเดิม คุณออฟจึงได้นอนพักอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะรอให้ผู้หญิงคนนั้นทำงานเสร็จ เเต่สักพัก คุณออฟก็ได้ยินเสียงของน้องผู้หญิงคนนั้น ทำเสียงประมาณว่า ‘โจ๊ะ โจ้ จิง โจ๊ะ’ ด้วยความสงสัย คุณออฟเงยหน้าเพื่อที่จะมองดูจึงได้เห็นว่า ผู้หญิงคนนั้นกำลังทำท่ารำอยู่ พอทำเสร็จก็ได้จดอะไรบางอย่างลงไปในสมุดที่โต๊ะนั้น ตอนเเรกคุณออฟคิดว่าผู้หญิงคนนี้คงเรียนด้านนาฎศิลป์หรืออะไรบางอย่าง เเต่หลังจากที่ผู้หญิงคนนี้รำเสร็จ ผู้หญิงคนนั้นได้หันหน้ามาเเละยิ้มถามกับคุณออฟว่า “พี่ หนูรำสวยรึป่าว?” คุณออฟก็ได้พูดชมเเละเผลอหลับไปอีกครั้ง 

        เวลาผ่านไปไม่รู้นานเท่าไหร่ ผู้หญิงคนนี้ได้เข้ามาสะกิดคุณออฟ เเละพูดบอกว่า “ไปพี่ เสร็จเเล้ว ตอนนี้ทุกเวลาเราสองคนต้องไปเเล้ว” เเต่ตอนนั้นก็เป็นเวลาประมาณ ตี 1 เกือบจะ ตี 2 เเล้ว คุณออฟจึงได้บอกไปว่าตนไม่ไหวเเล้ว เพราะเหนื่อยและเพลีย จึงได้ขอนอนค้างที่นี่ เเล้วในตอนเช้าค่อยไปหาอะไรกินด้วยกัน ผู้หญิงคนนั้นก็ทำหน้าไม่พอใจเเละเดินหายเข้าไปในความมืด

        จนกระทั่งเวลาประมาณ 6 โมงเช้า คุณออฟตื่นขึ้นอีกครั้งเพราะมีมดเเละเเมลงมากัดคุณออฟ ในตอนที่ลืมตาขึ้น เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้คุณออฟถึงกับต้องตกใจ เพราะตอนที่ตื่นขึ้น คุณออฟไม่ได้อยู่ในหอพัก เเต่กลับนอนอยู่ในตึกร้างที่ยังสร้างไม่เสร็จ ตอนเเรกคุณออฟคิดว่าตนโดนปล้น เเต่พอสำรวจตัวเอง ทุกอย่างก็ยังอยู่ครบ พอมองไปทางที่รถของคุณออฟที่จอดอยู่ คุณออฟก็ถึงกับต้องตกใจอีกครั้ง เพราะว่ารถของคุณออฟจอดอยู่บริเวณดงหญ้าที่สูงมาก เเละไม่ได้มีอาคารหรือหอพักอยู่บริเวณรอบ ๆ เลย พอสำรวจไปเรื่อย คุณออฟจึงได้เห็นว่าในตรงนั้นมีที่เก็บกระดูกของคนตายอยู่ เเละพอมองไปอีกจึงได้รู้ว่าตนอยู่ใกล้กับวัดร้าง เป็นวัดที่เหมือนขาดการดูเเลมานานมาก ๆ คุณออฟจึงรีบทำการขับรถออกมาจากบริเวณตรงนั้น เเละพักตั้งสติที่ร้านขายของชำไม่ใกล้ไม่ไกลก่อน

        หลังจากจอดพักไม่นาน ก็ได้มีเเม่ค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาถามกับตัวคุณออฟว่า

        “ไอหนุ่ม มาจากไหนเนี่ย”

        อาจจะเพราะคุณออฟยังใส่ชุดทำงานอยู่จึงโดนถามเเบบนั้น เมื่อตั้งสติได้คุณออฟก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ตนเจอให้กับเเม่ค้าฟัง เเต่เเม่ค้าคนนี้กลับพูดว่า “เจออีกเเล้วหรอเนี่ย”

        จากนั้น เเม่ค้าก็ได้เล่าให้ฟังถึงประวัติของพื้นที่ตรงนี้ว่า สมัยก่อนพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นสถานปฎิบัติธรรม คอยช่วยรักษาคนที่เป็นโรคเอดส์ เเต่เพราะขาดการดูเเลซ่อมเเซมจึงถูกปล่อยให้รกร้าง พอได้ยินเเบบนั้นคุณออฟก็เช็คโทรศัพท์ของตัวเอง เเละได้พบข้อความของน้องชายเกือบ 100 กว่าข้อความ คุณออฟได้โทรกลับไป น้องชายของคุณออฟได้พูดขึ้นว่า “พี่ เมื่อคืนพี่ไปไหนมา เเล้วส่งรูปบ้าอะไรมาให้ผมเนี่ย”

        คุณออฟตอบไปด้วยความมึนงงว่า “ก็รูปหอพักที่พี่ไปไง”

        พอดูรูปภาพนั้นอีกที คุณออฟได้เห็นว่ารูปที่ตนส่งไปคือ รูปป่าเเละรูปที่เก็บกระดูกของคนตาย ในตอนนั้นคุณออฟจึงได้ทำการขับรถไปที่หอพักของน้องชาย เพื่อที่จะกลับมาดูสถานที่นี้อีกครั้งด้วยกัน เเละได้พบว่า สถานที่ที่คุณออฟมาในเมื่อคืนก็คือวัดที่ถูกทิ้งร้างไปเเล้ว

        หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น คุณออโต้ก็ได้ถามกับคุณออฟว่า “เเล้วทำไมเขาถึงบอกว่า มึงมีบุญเยอะวะ” คุณออฟจึงได้เล่าว่า “อีก 2 เดือนในตอนนั้น กำลังจะบวช อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้น อยากจะได้ส่วนบุญของก็เป็นไปได้..”

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

16 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

‘คุณแนน’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พร้อมทั้งคุณแม่และพี่สาว มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 มิถุนายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย ! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณแนน’ (นามสมมติ) โดยคุณแนนเริ่มเล่าว่า ย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนที่คุณแนนมีอายุ 7-8 ขวบ คุณแม่ของคุณแนนมักจะไปทำพิธีแก้กรรมเสมอ จนคุณแนนโตขึ้น จึงได้ทราบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ตอนอายุ 36-37 ปี ซึ่งถือว่าอายุมาก โดยก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์คุณแนน คุณแม่ได้เสียทารกในครรภ์ไปถึง 2 คน ในปัจจุบันคุณแนนมีอายุ 31 ปี เมื่อปีที่แล้ว คุณแม่ได้ไปร่วมงานตั้งศาล ก็มีคนเดินเข้ามาทักคุณแม่ว่า “เคยทำแท้งมาเหรอ ?” คุณแม่จึงตอบว่า “ไม่ได้ทำ เคยหลุดไป ส่วนอีกคนหมอให้เอาออก” เขาจึงบอกกับคุณแม่ว่า “ก็ยังอยู่นะ ยังเห็นอยู่เลยเนี่ย แล้วที่ลูกสองคนมีชีวิตแบบนี้ เพราะว่ามันจากผลกรรม” โดยชีวิตของคุณแนน ก็คล้ายกับที่เขาเตือน เพราะคุณแนนกับพี่สาวเคยผิดหวังเรื่องความรักคล้ายกัน ทำอะไรก็ไม่เจริญ เหมือนชีวิตจะดีแต่ก็ดีไม่สุด มีงานทำแต่ไม่มีเก็บ อาจจะเกิดจากกรรมที่คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจทำในอดีต แต่อีกใจของคุณแนนก็คิดว่า ‘ไม่เชื่อหรอก เกี่ยวอะไรกัน เพราะเราก็ใช้ชีวิตของเรา ทำไมถึงต้องมีผลกรรมตามมา มีผลกับชีวิตของเรา’ เมื่อถึงบ้าน หลังจากที่คุณแนนนอน คุณแนนก็ฝันถึงคุณพ่อที่เสียไปเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งปกติแล้ว คุณแนนจะเป็นคนที่หลับสนิทไม่ค่อยฝัน แต่คืนนี้ดันฝันว่า คุณแนนนั่งอยู่ข้างคุณพ่อในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วก็มีเสียงพูดอยู่ตลอดว่า ก็ที่ลูกแกสองคนเป็นแบบนี้ เพราะนี่ไง ! ก่อนที่คุณพ่อจะแบมือ เห็นเป็นก้อนเด็กสองคนนอนกอดกันอยู่ ซึ่งเมื่อคุณแนนลองมองตามเสียงพูดไป ก็เห็นเป็นร่างลักษณะอาจารย์ที่ทักคุณแม่ เมื่อคุณแนนนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พี่สาวฟัง พี่สาวจึงบอกว่า “เขาอาจจะเตือน เพื่อที่จะให้เราไปทำพิธีกรรมกับเขา” พี่สาวของคุณแนนเป็นหมอดู และมีอาจารย์ที่นับถืออยู่ จึงนำเรื่องทั้งหมดนี้ไปปรึกษากับท่าน อาจารย์จึงบอกว่า “มันอาจจะถึงเวลาที่คุณแม่ต้องขอโทษจากใจจริง เริ่มจากการจุดธูปกำใหญ่ โดยที่ไม่ต้องนับ และไปกล่าวกลางแจ้ง พูดขอโทษจากเรื่องราวทั้งหมดด้วยใจจริง” ซึ่งเมื่อนำคำแนะนำของอาจารย์ไปบอกกับคุณแม่ คุณแม่ก็ปฏิเสธที่จะทำตาม เพราะคุณแม่เชื่อว่า ตัวของคุณแม่ได้ทำพิธีแก้กรรมไปหมดแล้ว หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์ ซึ่งเดือนก่อนคุณแม่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ตอนอายุ 68 ปี ทำให้ในเดือนนี้สุขภาพของคุณแม่ไม่ค่อยแข็งแรง ระหว่างที่คุณแม่กำลังจ่ายตลาด คุณแม่ก็หกล้ม ทำให้เข่าทั้ง 2 ข้างเกิดแผลฟกช้ำ และในระยะเวลาใกล้กัน พี่สาวของคุณแนนก็ขาพลิก พร้อมทั้งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เอ็นข้อเท้าต้องฉีก ส่วนคุณแนนเองก็ขาถลอกจากการที่พื้นเกิดผุพัง หลังจากนั้นเครื่องทำกาแฟที่เป็นร้านธุรกิจส่วนตัวของคุณแนน ก็พังทุกตัว ทำให้ขาดรายได้แทบทุกทาง คุณแนนจึงตัดสินใจคุยกับคุณแม่ว่า “การที่เราไปจุดธูปบอกกล่าว มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเราทำเพื่อความสบายใจกันดีไหม ?” คุณแม่ก็ตกลง หลังจากนั้นเราก็ทำพิธีตามคำแนะนำ เมื่อจุดธูปกำใหญ่ ปรากฏว่า ธูปทุกดอกในมือก็ติดไฟลุกโชน จนพี่สาวของคุณแนนต้องรีบดับเพราะกลัวที่จะโดนว่า แต่เมื่อคุณแม่มาจับธูปไฟก็ดับลงทันที จนทั้งคู่ต่างตกใจ จากนั้นคุณแม่ก็เดินไปกลางแจ้ง และกล่าวว่า “แม่ขออโหสิกรรมในทุกสิ่งที่คุณแม่ทำลงไป เพราะคุณแม่ไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นคุณแม่ก็อยากที่จะมีลูก แต่มันก็หลุด ส่วนอีกคนคุณหมอก็ไม่ให้เก็บไว้” ซึ่งคุณแนนรับหน้าที่เป็นคนถ่ายภาพบรรยากาศ จู่ ๆ ก็เกิดอาการจุกอกจนอยากที่จะร้องไห้ออกมา ตอนแรกคุณแนนเข้าใจว่าที่เป็นแบบนี้เพราะตัวเองเป็นคน sensitive สักพักไม่นานก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ใช่แล้ว จึงเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน หลังจากที่แม่ปักธูปลงบนกระถาง คุณแนนก็อยากที่จะร้องไห้มาก ๆ จึงพยายามที่จะตั้งสติ และกำพระที่คอให้แน่นขึ้น พี่สาวก็เริ่มเห็นถึงความผิดปกติของคุณแนนจึงเข้ามาถามว่า “เป็นอะไร ?” คุณแนนจึงตอบว่า “หนูไม่รู้อะ แต่หนูอยากที่จะร้องไห้มาก ๆ” พี่สาวจึงเดินไปบอกกับคุณแม่ว่า “น้องน่าจะสื่อได้แล้ว” แล้วพี่สาวก็เดินกลับมาบอกกับคุณแนนว่า “อยากร้อง ร้องเลย” หลังจากนั้น คุณแนนก็ร้องไห้แทบขาดใจ ซึ่งคุณแนนก็รู้สึกว่ามันเป็นโทนเสียงที่คล้ายกับเด็กเล็ก และเป็นโทนเสียงที่คุณแนนไม่เคยร้องมาก่อน รวมถึงความรู้สึกเสียใจที่เอ่อล้นมากมายขนาดนี้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณแม่เดินออกมาจากบ้าน พี่สาวจึงถามคุณแนนว่า “อยากกอดคุณแม่ไหม ?” คุณแนนได้แต่พยักหน้า และกอดคุณแม่ในความรู้สึกที่ว่า “คิดถึงและโหยหาคุณแม่มาก คิดถึงเหลือเกิน เราได้กอดและเจอคุณแม่สักที” เกิดเป็นคำถามในใจคุณแนนว่า เราเจอคุณแม่ทุกวัน ทำไมถึงคิดถึงขนาดนี้ ? คุณแนนจึงเข้าใจแล้วว่า “น่าจะเป็นพี่ที่มาหาจริง ๆ” คุณแม่กอดกับคุณแนนอยู่อย่างนั้น และพูดว่า “ให้แม่กับน้องรวยนะลูก แม่ขอโทษ” แล้วคุณแนนก็พูดในใจว่า “เกิดเป็นคนมันเหนื่อยนะ และต่อจากนี้ก็ให้พวกแนนดูแลแม่เองนะ” ซึ่งตอนนั้น คุณแนนก็นั่งร้องไห้ เกือบ 40 นาที และพูดว่า “เข้าใจทุกอย่างแล้ว ถอยออกเถอะนะ เดี๋ยวทำบุญให้” หลังจากจบเหตุการณ์ในวันนั้น คุณแนนก็ได้นำรูปที่ถ่ายเอาไว้ออกมาดู แล้วพบว่า ควันของธูปที่จุด คล้ายกับลักษณะใบหน้าของเด็กตัวอ่อนที่อยู่ในท้อง ทำให้คุณแนนกลัวและฝังใจกับเรื่องราวนี้มาก ก่อนที่จะตั้งข้อสงสัยว่า “แล้วทำไมคุณแนนถึงสัมผัสได้มากที่สุดในบ้าน ?” ก่อนที่จะพบความจริงว่า แท้จริงแล้ว พี่สาวของคุณแนนเป็นลูกสาวคนโตที่คลอดออกมาคนแรก ซึ่งสองคนที่เสียไปคือท้องที่ 2 และ 3 ของคุณแม่ โดยคุณแนนเป็นลูกคนสุดท้ายคนที่ 4 ซึ่งเมื่อทบทวนเหตุการณ์ทุกอย่างอีกครั้ง ตอนที่คุณแนนยังเด็กมักจะโดนทักว่า “มีบุญมากนะที่ได้เกิดมา” อาจารย์ที่แนะนำก็บอกว่า “คุณแนนน่าจะแย่งเขามาเกิด อาจจะเป็นเวรกรรม หรือเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน” หลังจากนั้นจากพิธี คุณแม่ของคุณแนนก็ได้ทางรักษา จนสามารถหายจากโรคร้ายได้ ซึ่งคุณแนนก็มักที่จะสวดมนต์ และระลึกถึงพี่อยู่เสมอ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เปิดร้านทำผมใกล้สถานศึกษาจนได้รู้จักกับน้องคนหนึ่ง ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดี ๆ ให้กัน คืนหนึ่งรุ่นน้องมานอนพักที่ร้าน จากนั้นก็ฝันว่าน้องคนนั้นตาย! พอตื่นมาก็เห็นข่าวว่าน้องโดนยิงตาย แต่ไม่เชื่อ จึงขึ้นไปเช็คที่ห้องนอน ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย!

14 ก.ย. 2023

เปิดร้านทำผมใกล้สถานศึกษาจนได้รู้จักกับน้องคนหนึ่ง ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดี ๆ ให้กัน คืนหนึ่งรุ่นน้องมานอนพักที่ร้าน จากนั้นก็ฝันว่าน้องคนนั้นตาย! พอตื่นมาก็เห็นข่าวว่าน้องโดนยิงตาย แต่ไม่เชื่อ จึงขึ้นไปเช็คที่ห้องนอน ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย!

เมื่อความรักเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา แต่กลับถูกความตายมาพลัดพราก ทำให้ความสัมพันธ์ยังคลุมเครือไม่ได้ไปต่อ เรื่องราวความรักสีดำครั้งนี้จะเป็นยังไง รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 กันยายน 2566) ขอต้อนรับ ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ พบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ที่จะมาร่วมปิดไฟ แล้วเปิดประสบการณ์ความรักสุดหลอนกันในค่ำคืนนี้! ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน เรื่องราวเกิดขึ้นกับ LGBTQ ท่านหนึ่ง ชื่อว่า ‘พี่แอน’ อดีตเคยเป็นลูกจ้างร้านเสริมสวยร้านหนึ่ง สะสมประสบการณ์เก็บเงินจนเติบโตกลายเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยแถวมหาวิทยาลัยย่านรังสิต หลังจากเปิดมาได้ปีกว่าก็มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก พี่แอนจึงตัดสินใจจ้างลูกน้องให้มาช่วยงานที่ร้าน ตัวพี่แอนเองมักจะสนิทสนมกับนักศึกษาหลายคน แต่มีนักศึกษาผู้ชายคนหนึ่ง มักจะมากับกลุ่มเพื่อนบ่อย ๆ แต่ตัวน้องผู้ชายไม่เคยตัดผมที่ร้านเลย และด้วยความหน้าตาดี เรียบร้อย พี่แอนก็เกิดความรู้สึกดี มีใจให้กับนักศึกษาหนุ่มคนนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองเริ่มรู้จักกันมากขึ้นเรื่อย ๆ น้องคนนี้มีชื่อว่า ‘นัท’ เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หางานพิเศษทำเพื่อส่งตัวเองเรียน พี่แอนเองก็ไม่กล้าบอกคนอื่นว่ามีตนเองมีใจให้กับนัท เพราะกลัวนัทจะอาย พี่แอนจึงทำได้เพียงบอกให้นัทมาตัดผมฟรีที่ร้าน แต่ห้ามบอกใครว่าได้ตัดผมฟรี นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสเจอกันอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่งนัทมานั่งในร้านทำผมด้วยหน้าตาที่เศร้าหมอง พี่แอนจึงเดินเข้าไปถามว่า “นัทเป็นอะไร?ปกติจะร่าเริงกว่านี้” นัทเล่าเรื่องราวให้ฟังถึงปัญหาที่ตนกำลังพบเจอ ทั้งหางานพิเศษไม่ได้ ไม่มีเงิน แต่ที่ตัดสินใจเล่าให้ฟัง ไม่ได้ต้องการให้พี่แอนมาช่วย เพราะอยากจะหาเงินให้ได้ด้วยตัวเอง เหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าความจริงแล้ว ทั้งนัทและพี่แอนก็ต่างมีความรู้สึกดี ๆให้กัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้สานความสัมพันธ์เกินกว่าพี่น้อง อยู่มาวันหนึ่งขณะที่พี่แอนกำลังดึงบานประตูเหล็กลงมาเพื่อปิดร้าน ระหว่างนั้นสายตาก็มองออกไปข้างนอก เห็นโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับหน้าร้าน มีคนนั่งอยู่ พี่แอนก้มลงไปมองด้วยความสงสัย ทำให้เห็นว่าคนที่นั่งอยู่คือนัท จึงตะโกนออกไปว่า “นัท นัททำอะไรลูก” นัทหันหน้ามามองที่พี่แอนแล้วตอบกลับว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” พี่แอนจึงตัดสินใจพานัทเข้ามานั่งในร้านเพื่อที่จะพูดคุย และยังหายามาให้ พี่แอนบอกกับนัทด้วยความห่วงใยว่า “นัท ถ้าไม่ไหว ไม่ต้องคิดอะไรมาก นอนที่นี่ก็ได้นะ ไม่ต้องกลัว พี่ไม่ทำอะไรหรอก” นัทก็นั่งซึมน้ำตาไหล พูดซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ว่า “พี่แอน ผมปวดหัว ผมไม่ไหวแล้วพี่ ปวดหัวมากเลยพี่แอน” สักพักพี่แอนตัดสินใจอีกครั้งที่จะจับมือนัทขึ้นไปบนห้อง แล้วบอกว่า “นอนที่นี่แหละ ไม่ต้องกลัว พี่ไม่บอกใครว่านัทอยู่ที่นี่” ข้างบนห้องจะมีทีวีตั้งอยู่ปลายเตียง มีที่นอนประมาณ 5-6 ฟุตตั้งอยู่ นัทนอนลงบนที่นอนด้วยท่าตะแคงและหันหน้าไปทางกำแพง ส่วนพี่แอนเข้าไปอาบน้ำ เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นนัทกำลังนอนอยู่จึงเรียก “นัท นัท นัท นัทโอเคนะ” แต่ก็เงียบไม่มีเสียงตอบกลับ พี่แอนคิดในใจว่าสงสัยนัทจะหลับไปแล้ว พี่แอนจึงล้มตัวนอนลงข้าง ๆ โดยเว้นระยะไว้ให้ห่างจากนัท เพราะกลัวนัทตื่นมาจะตกใจ สถานการณ์ในตอนนั้นก็ต่างคนต่างนอน แต่แล้วจู่ ๆ พี่แอนก็ลืมตาขึ้นมา หันไปเห็นประตูฝั่งระเบียงเปิดอยู่ และเห็นเป็นคนกำลังยืนที่ระเบียง พอสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ก็พยายามมองว่าคนนั้นเป็นใคร แล้วตัดสินใจหันไปมองข้าง ๆ ที่นัทกำลังนอนอยู่ แต่สิ่งที่เห็นคือ นัทหายไป! พี่แอนเบนสายตากลับไปมองที่ระเบียงอีกครั้ง แต่คนที่ยืนอยู่คือนัท! พี่แอนรีบลุกขึ้นไปที่ระเบียงพร้อมกับส่งเสียง “นัท ไปทำอะไรตรงนั้นลูก” นัทก็หันหน้ามาตอบว่า “พี่แอนผมไม่ไหวแล้ว ผมปวดหัว” จากนั้นค่อย ๆ ปีนระเบียง และนั่งลงที่ขอบปูนเพื่อให้ขาห้อยไปด้านล่าง ด้วยความตกใจพี่แอนก็พูดขึ้นว่า “อย่า อย่า อย่า ลงมาเดี๋ยวตก!” นัทหันมาพูดซ้ำอีกว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” จังหวะที่พี่แอนกำลังจะเอื้อมมือจับไหล่ สิ่งที่เห็นคือหน้าอีกข้างของนัทเลือดไหลออกมาเต็มไปหมด แล้วนัทก็พูดขึ้นอีกว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” จากนั้นก็ทิ้งตัวลงไปด้านล่างทันที! ด้วยความตกใจ พี่แอนก็ส่งเสียงกรี๊ดดังลั่น “นัท!!!” และสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นว่าตัวเองนอนอยู่กับที่ แล้วหันไปมองที่นัทอีกครั้งก็ตกใจขึ้นอีก เพราะนัทนอนตะแคงจ้องตาโตมาที่พี่แอน แล้วพูดขึ้นว่า “พี่แอน ผมรักพี่นะ” พี่แอนตกใจส่งเสียงออกมา “เห้ยย!!” แล้วสะดุ้งตื่นอีกครั้ง กลายเป็นความฝันซ้ำสองรอบ! ลืมตามาอีกทีหันไปมองที่นัท ยังคงนอนนิ่ง ตะแคงไปทางกำแพงท่าเดิม แต่ตัวนัทเต็มไปด้วยเหงื่อ หัวเปียกเต็มไปหมด พี่แอนเองไม่กล้าจับนัท กลัวจะทำให้นัทตกใจตื่น จึงต่างคนต่างนอนไปแบบเดิม รุ่งเช้าพี่แอนลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเตรียมลงไปเปิดร้าน สายตาก็หันไปมองที่นัทอีกครั้ง นัทก็ยังคงนอนอยู่ท่าเดิม พี่แอนคิดว่าจะลงไปใส่บาตรพระ แล้วเปิดร้านตามปกติ และปล่อยให้นัทได้นอนพักไปก่อน ขณะที่กำลังใส่บาตรหน้าร้านตัวเอง หลวงพ่อกำลังจะเดินบิณฑบาตต่อ แต่ก็หยุดชะงักแล้วมองขึ้นไปด้านบนชั้นสอง พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “โยม ยังไงก็อย่าลืมหมั่นทำบุญให้เค้าบ่อย ๆนะ” พี่แอนก็สงสัยแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ จากนั้นก็เปิดร้านทำความสะอาดกับน้องพนักงานที่ช่วยกันตามปกติ และเปิดทีวีขึ้น จังหวะนั้นก็มีเสียงอ่านข่าวดังขึ้น “ย่านรังสิต เกิดเหตุนักศึกษายิงกันเสียชีวิต จับคนร้ายได้แล้วแต่ดันยิงผิดคน” น้องพนักงานก็บ่นขึ้นว่า “ดูในข่าวดิพี่แอน ทำไมเดี๋ยวนี้คนมันใจร้ายเนอะ ฆ่ากันตายง่ายจังเลย เห้ย! พี่แอน ทำไมรถในข่าวมันเหมือนรถพี่นัทจัง” พี่แอนตอบกลับด้วยความไม่สนใจ “จะบ้าหรอไม่ใช่หรอก” จากนั้นก็ทำความสะอาดร้านต่อ จนกระทั่งมีโทรศัพท์โทรเข้ามาเป็นสายของลูกค้าโทรเข้ามาเพื่อที่จะจองคิวทำผม ไม่นานลูกค้าคนนั้นก็เข้ามาที่ร้าน และบังเอิญว่าเขาเป็นเพื่อนของนัท แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “พี่แอนรู้ข่าวยัง นัทถูกยิงตาย” พี่แอนตกใจแต่ก็ไม่เชื่อแล้วพูดว่า “ถูกยิงยังไง จะบ้าหรอ ไม่จริงไม่เชื่อหรอก อย่ามาเล่น ไม่เอา!” เพื่อนของนัทยังคงยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง จนพี่แอนเกิดความโมโห เพราะรู้ว่านัทนอนอยู่ด้านบน พี่แอนพูดขึ้นมาอีกว่า “คือแบบนี้ ที่ไม่เชื่อเพราะนัทมันนอนอยู่ข้างบน ไม่กล้าตั้งแต่แรก บอกเพราะกลัวจะหาว่าอย่างนู้นอย่างนี้กัน เมื่อคืนมันไม่สบาย ก็เลยมาหา” เพื่อนก็ยังยืนยันอีกว่า “พี่แอน ไม่จริงหรอกนัทมันตายแล้วพี่” พี่แอนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจพาทุกคนไปพิสูจน์ความจริง “ถ้านัทไม่อยู่เดี๋ยวให้คนละ 500 เลย แต่ถ้ามันนอนอยู่จ่ายมาด้วยคนละ 500 ด้วย” ทั้งสามคนพากันขึ้นไปดูที่ชั้นสอง แง้มประตูให้เปิดออกช้า ๆ ด้วยความมืดพี่แอนก็มองเห็นว่านัทลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง “นั่นไง เห็นไหมมันนั่งอยู่ในห้อง” พอเปิดประตูจนสุดปรากฏว่า ไม่มีใครอยู่ในห้องเลย มีเพียงความเงียบเท่านั้น พี่แอนเริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ยังไม่เชื่อ “ต้องมีดิ เมื่อกี้ยังเห็นนัทมันนั่งอยู่เลย เมื่อคืนก็อยู่ด้วยกัน” ด้วยความที่ใจไม่ดีแล้ว ลูกค้าหลายคนก็พูดถึงเรื่องนัทกันอย่างต่อเนื่อง พี่แอนจึงรีบปิดร้าน เพื่อจะเดินทางไปดูศพที่ถูกยิง แล้วสุดท้ายภาพที่เห็นก็คือศพนัทจริง ๆ เมื่อรู้ความจริงทำให้พี่แอนหดหู่ใจคอไม่ดี จึงตัดสินใจปิดร้าน 3 วัน เพื่อกลับต่างจังหวัด จากนั้นก็กลับมาเปิดร้านอีกครั้ง เมื่อกลับมาถึงร้านลูกน้องก็รีบเดินเข้ามาบอกกับพี่แอนว่า “พี่แอน มีคนเขาพูดกันว่า เห็นนัทมาที่หน้าร้านพี่แอนทุกคืนเลย” แต่พี่แอนเองก็ไม่เชื่อ จนอยู่มาวันหนึ่ง พี่แอนกำลังกำลังดึงบานประตูเหล็กลงมาล็อคเพื่อปิดร้านตามปกติ แต่จังหวะที่กำลังจะหันหลังกลับ ก็มีเสียงเคาะประตูเหล็กดังขึ้น ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง! “พี่แอน พี่แอน นัทเอง!” ตัวพี่แอนก็ลืมว่านัทตายแล้ว จึงตอบกลับแบบไม่ทันคิด “อ้าว! นัทเข้ามาก่อน เดี๋ยวพี่เปิดประตูให้” เมื่อกำลังเอื้อมมือไปเปิดกุญแจ ก็นึกขึ้นได้ว่านัทตายแล้ว ด้วยความสงสัยก็ส่งเสียงออกไปอีกครั้งว่า “นัทแน่นะ” แม้ในใจยังคิดสับสนกับตัวเองว่าใครมาแกล้ง หรือว่าเป็นนัทจริง ๆ คิดในใจวนไปวนมา จนมีเสียงดังขึ้น “ไม่มีใครแกล้งหรอก ผมมาลาพี่นะ” ด้วยความสงสารนัท พี่แอนรวบรวมความกล้าตัดสินใจ ไขกุญแจแล้วเปิดประตูบานเหล็กขึ้น สิ่งที่เห็นคือ ความว่างเปล่า มีแต่เสียงหมาหอนค่อย ๆ ดังขึ้นเท่านั้น หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นพี่แอนก้ไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงนัทอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเต้ย ผีเหรียญ 'คนขวัญเเหลว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

02 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเต้ย ผีเหรียญ 'คนขวัญเเหลว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

จะเป็นอย่างไร ถ้านาน ๆ ทีจะได้กลับบ้านเกิด แต่ดันได้เจอกับ “คนที่ไม่อยู่แล้ว” แบบไม่รู้ตัว!? เรื่องนี้ ‘คุณเต้ย ผีเหรียญ‘ ได้นำมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 กุมภาพันธ์ 2568) เมื่อเล่าจบทั้ง ’ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพีคสุด! ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันเลย! ‘คุณเต้ย ผีเหรียญ’ เล่าว่าเจ้าของเรื่องคือ ‘คุณเม่น’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในปี 2567 เมื่อ คุณเม่น เดินทางกลับมายังบ้านเกิด หลังจากทำงานขุดเจาะน้ำมันในต่างประเทศเป็นเวลานาน การเดินทางกลับล่าช้าไปมาก เนื่องจากสถานการณ์โควิดในช่วงก่อนหน้านั้น เมื่อกลับถึงบ้านในจังหวัดทางภาคเหนือ ทางบ้านของคุณเม่นได้จัด ‘พิธีฮ้องขวัญ’ หรือ ‘สู่ขวัญ’ ตามประเพณีท้องถิ่น โดยหมอทำขวัญทางภาคเหนือจะเรียกกันว่า ‘หมอมด’ (หมอมด หรือหมอทำขวัญ หรือหมอพื้นบ้าน ที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ เช่น พิธีสู่ขวัญ (ฮ้องขวัญ) เพื่อเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับร่างกาย หรือทำพิธีปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากตัวคน) โดยเขาได้เตือนคุณเม่นว่า ให้ระวังตัวเพราะว่าตอนนั้นอายุของคุณเม่นอยู่ในช่วงเบญเพสพอดี อีกทั้งยังกล่าวว่าคุณเม่นเป็น คนขวัญแหลว หรือ ขวัญอ่อน อาจถูกสิ่งไม่ดีรังควานได้ หลังจากทำพิธีผ่านไป 1 วัน คุณเม่นออกเดินทางไปเยี่ยมญาติ พร้อมนำของฝากไปมอบให้แต่ละบ้าน จนกระทั่งไปถึงบ้านหลังสุดท้าย ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ‘พี่ตาล’ พี่ชายที่เคยสนิทกันมากในวัยเด็ก แต่ด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่ในครอบครัว ทำให้พวกเขาไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายปี ด้วยความคิดถึง เม่นจึงตัดสินใจไปหาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เนื่องจากขาดการติดต่อไปเป็นเวลานาน เลยทำให้ไม่มีช่องทางการติดต่อ เมื่อไปถึงหน้าบ้านพี่ตาล เวลาราว 6 โมงเย็น บริเวณรอบบ้านเปลี่ยนแปลงไปมาก จากพื้นที่ว่างเปล่ากลายเป็นบ้านเรียงราย และประตูหน้าบ้านของพี่ตาลถูกคล้องโซ่ปิดไว้ คุณเม่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจกลับ ทันใดนั้น เสียงเรียกดังขึ้นจากในบ้าน “ใครมา?” เสียงนั้นเป็นของ ‘ยายไทย’ ยายของพี่ตาล คุณเม่นจึงตอบกลับไปว่าเขามาหาพี่ตาล ยายไทยกล่าวว่า “ตาลยังไม่กลับบ้าน” ก่อนจะชวนคุณเม่นเข้าไปนั่งรอในบ้าน ทั้งสองพูดคุยกันเกือบสิบนาที แต่พี่ตาลก็ยังไม่กลับมา เวลานั้น ฟ้าเริ่มมืด คุณเม่นจึงขอตัวกลับก่อน ขณะที่กำลังเดินออกไป เสียงตะโกนโวยวายก็ดังขึ้นจากข้างบ้าน “ใครน่ะ!? เข้ามาทำอะไรบ้านคนอื่น!?” คุณเม่นหันไปตามเสียง ก็พบ อาม่าท่านหนึ่ง เดินถือไม้เท้า ขากะเผลกแล้วพูดว่า “บ้านนี้มีแต่อาตาลคนเดียว! ซี้ซั้ว! ขโมย! ขโมยขึ้นบ้าน!” คุณเม่นพยายามอธิบาย แต่ดูเหมือนอาม่าจะไม่ฟัง กลับตะโกนโวยวายเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ เวลานั้นฟ้ามืดสนิทแล้ว คุณเม่นกลัวว่าชาวบ้านจะเข้าใจผิด จึงรีบวิ่งออกจากบ้านไปขึ้นรถแล้วขับกลับบ้านทันที เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณเม่นพบว่าพ่อและแม่แต่งกายด้วยชุดดำ กำลังจะออกไปงานศพที่หมู่บ้านข้าง ๆ เขาจึงยังไม่ได้เล่าเรื่องที่เพิ่งพบเจอ จนกระทั่งสามทุ่มกว่า พ่อแม่กลับมาถึงบ้าน คุณเม่นจึงตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ทันทีที่พูดจบ แม่ของคุณเม่นกลับมีสีหน้าตกใจ ก่อนจะเอ่ยว่า “ยายไทยเสียไปนานแล้วนะ…” คำพูดนั้นทำให้คุณเม่นขนลุกไปทั้งตัว “เป็นไปไม่ได้… ผมเพิ่งคุยกับท่านมา!” พ่อของคุณเม่นได้เดินเข้ามาสมทบ และยืนยันว่าจริง “ยายไทยเสียไปตั้งแต่ช่วงโควิด ตอนที่ลูกยังอยู่ต่างประเทศ” แม้จะมีการส่งข่าวไป แต่ด้วยความวุ่นวายในช่วงนั้น ทำให้เขาอาจลืมไปแล้ว เขาพยายามคิดทบทวนถึงสิ่งที่ได้ยิน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน ตกลงแล้ว…เขาเจอผีจริง ๆ ใช่ไหม? เมื่อพ่อแม่ยืนยันเรื่องการเสียชีวิตของยายไทย รวมถึงสิ่งที่เขาได้พบเจอ มันทำให้เม่นแน่ใจว่านี่คือ ครั้งแรกที่เขาเผชิญหน้ากับวิญญาณแบบเต็ม ๆ โดยไม่รู้ตัว พ่อแม่พยายามปลอบใจ บอกว่า “ท่านคงคิดถึง เพราะเลี้ยงลูกมาตั้งแต่เด็ก” พร้อมกำชับให้คุณเม่นไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ยายไทย เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเม่นไปทำบุญตามที่พ่อแม่แนะนำ และความหวาดกลัวก็เริ่มผ่อนคลายลง กลายเป็นเพียงความคิดถึง ตกเย็น พ่อแม่ชวนเม่นไปงานศพของเพื่อนบ้านเก่าสมัยเด็ก ๆ เม่นรับปากและเดินทางไปด้วยกัน เมื่อไปถึงศาลา เขากำลังจะเดินไปไหว้ศพ แต่แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เข่าทรุดลงแทบจะล้มทั้งยืน ในกรอบรูปของผู้เสียชีวิต คือใบหน้าของอาม่าที่ไล่เขาเมื่อวาน! เม่นพยายามตั้งสติ ก่อนจะสอบถามข้อมูลจากลูกหลานของอาม่าและได้ทราบว่า อาม่าเพิ่งเสียจากอาการหัวใจวายเมื่อสองวันก่อน ที่สำคัญ ลูกหลานยังบอกว่า “อาม่าขาไม่ค่อยดี เวลาจะเดินไปไหนต้องใช้ไม้เท้าพยุง” ทุกอย่างตรงกับสิ่งที่เขาเห็นไม่มีผิด… เท่ากับว่าเย็นวันนั้น คุณเม่นได้คุยกับวิญญาณถึง 2 ดวงในวันเดียวกันโดยที่ไม่รู้ตัวว่านั่นไม่ใช่คน ซึ่งเขาก็คิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะเขาขวัญแหลวแบบที่หมอมดบอก จนทำให้เขาสื่อสารกับดวงวิญญาณได้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณรัก ‘เรื่องเล่าบนเถียงนา’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 30 มิ.ย.2569 ]

04 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณรัก ‘เรื่องเล่าบนเถียงนา’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 30 มิ.ย.2569 ]

ใครจะไปคิดว่าการแวะทักทายคนรู้จักหน้าหมู่บ้าน จะกลายเป็นเรื่องราวสุดสยองที่ไม่มีใครคาดคิด! เมื่อเขาได้ฟังเรื่องเล่าเฉียดตายจาก ‘ผีแม่ม่าย’ จนจบ แต่พอเขาเดินกลับบ้านก็ได้รู้ความจริงว่าคนที่พึ่งแวะคุยมาตายไปหลายปีแล้ว แล้วคนที่เล่าเรื่องให้เขาฟังเมื่อกี้คือใครกันแน่ ?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 30 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรื่องเล่าบนเถียงนา’ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘คุณม้ง’ เดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลังจากที่ไม่ได้กลับบ้านมาหลายปี ทันทีที่รถบขส. ถึงที่หมาย ระหว่างทางที่กำลังเดินเข้าหมู่บ้าน คุณม้งก็บังเอิญเจอกับ ‘พี่ตั้ม’ คนรู้จักในหมู่บ้านกำลังนั่งเล่นอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านพอดี ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนาน คุณม้งเลยแวะเข้าไปทักทาย “พี่ตั้ม สบายดีมั้ยพี่?” พี่ตั้มก็ตอบกลับมาตามปกติ ถามไถ่กลับมาว่ากลับมาเยี่ยมบ้านหรอ ก่อนที่จะชวนคุณม้งนั่งคุยด้วยกัน แล้วพี่ตั้มก็เปิดบทสนทนาขึ้นมาว่า“จำโต้งได้มั้ย? พี่มีเรื่องของโต้งมาเล่าให้ฟัง”พี่ตั้มเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ตัวแกเองพึ่งกลับมาจากต่างประเทศ พ่อแม่ก็ใช้ให้เขาไปนอนเฝ้านาข้าวตรงเถียงนา เพราะกลัวว่าจะมีคนมาขโมยข้าว คืนนั้นพี่ตั้มเลยได้เจอกับ ‘โต้ง’ ที่มาเฝ้านาเหมือนกัน คุยไปคุยมาจนได้รู้ว่าตอนนี้โต้งเองก็มีแฟนแล้ว แถมแฟนยังหน้าตาดีมาก เป็นชาวบ้านแถวนี้แต่ไม่รู้ว่ามาจากหมู่บ้านไหน หลังจากนั้นแฟนของโต้งก็พาเพื่อนผู้หญิงหน้าตาดีอีกหลายคนมานอนเล่นที่เถียงนาด้วยกัน และด้วยความที่ตั้มยังโสดอยู่ เลยแกล้งถามไปว่าเพื่อนของแฟนมีใครยังโสดบ้างมั้ย ซึ่งได้คำตอบกลับมาว่ายังโสดอยู่ทุกคน ตั้มเลยขอจีบในทันที คืนแรกทั้งกลุ่มก็นั่งคุยกันไปเพลิน ๆ จนตั้มเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอตื่นเช้ามาสาว ๆ ทั้งหมดก็หายไปหมดแล้ว ตั้มจึงคิดว่าพวกเธอทั้งหมดคงกลับเข้าบ้านกันไปตอนเช้าแล้ว พอเข้าคืนที่สอง เหล่าสาว ๆ ก็กลับมาหาที่เถียงนาอีกครั้ง แต่คราวนี้ตั้มก็เอะใจว่าเมื่อคืนตัวเองหลับไปตั้งแต่ตอนไหน คืนนี้เลยตั้งใจจะอยู่คุยกับสาว ๆ ยันเช้าไปเลย แต่คุยไปคุยมาก็เผลอหลับไปอีกจนได้ เช้าวันต่อมา ตั้มตื่นขึ้นมาแล้วหันไปเห็นโต้งนอนนิ่งสนิทอยู่บนเถียงนา ปลุก และเขย่าเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น จนตั้มเริ่มใจคอไม่ดีเลยรีบวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อตามหาคนมาช่วยดู แต่คำตอบที่ได้รับจากชาวบ้านทำเอาตั้มกลับช็อกกว่าเดิม ชาวบ้านบอกว่าโต้งตายไปหลายวันแล้วนะ !”ซึ่งตั้มก็เถียงว่าจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเขาพึ่งนั่งคุยกับโต้งมาสองคืนเต็ม ๆ ชาวบ้านเลยอธิบายให้ฟังว่าโต้งพึ่งเสียชีวิตจากอาการ ‘ไหลตาย’ และเหล่าผู้หญิงที่ตั้มเห็นก็ไม่ใช่คน แต่เป็น ‘ผีแม่ม่าย’ ที่มาเอาชีวิตผู้ชายในหมู่บ้านไปหลายคนแล้ว ช่วงที่ผ่านมาในหมู่บ้านเจอดีกันหมด ตกกลางคืนไม่มีใครกล้าออกไปนอนที่เถียงนาเลย ผู้ชายทุกคนต้องเอาปลัดขิกมาแขวนไว้หน้าบ้าน และต้องแต่งหน้าทาปากให้เหมือนผู้หญิงเพื่อหลอกผีแม่ม่าย เพราะตกดึกจะมีเสียงผู้หญิงมาตะโกนเรียกหน้าบ้าน ถ้าใครเผลอขานรับ คืนนั้นจะหลับ และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย แต่ความซวยของโต้งคือ โต้งไม่ได้อยู่บ้านจึงไม่รู้เรื่องที่ชาวบ้านเตือนกัน พอตกดึกแล้วออกไปนอนที่เถียงนาจึงโดนเรียก และตามพวกผีแม่ม่ายไป ส่วนตั้มก็รอดมาได้หวุดหวิดเพราะคืนนั้นพวกสาว ๆ ก็ชวนตั้มกลับบ้านไปด้วยกันแล้วแต่ตั้มปฏิเสธไป ไม่อย่างนั้นสภาพก็คงไม่ต่างกับโต้ง หลังจากพี่ตั้มเล่าเรื่องสุดหลอนจบ คุณม้งก็เตรียมตัวจะเดินเข้าบ้าน เลยชวนพี่ตั้มให้เดินเข้าไปด้วยกัน แต่พี่ตั้มก็ปฏิเสธพร้อมบอกว่า “ไม่เป็นไร เอ็งไปเถอะ แต่ฝากความคิดถึงให้พ่อแม่เอ็งด้วยนะ” คุณม้งก็งงว่าอยู่หมู่บ้านเดียวกันแท้ ๆ จะฝากความคิดถึงไปทำไม ทำไมไม่เข้าไปทักทายเอง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากจึงเดินกลับเข้าบ้านเพียงคนเดียว พอถึงบ้านแม่คุณม้งก็ทักว่าทำไมมาถึงบ้านช้า ทั้ง ๆ ที่รถบขส. มาถึงตั้งนานแล้ว คุณม้งเลยเล่าให้ฟังว่า “พอดีแวะนั่งคุยกับพี่ตั้ม ลูกของยายข้างบ้านอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านนี่เอง” แต่พอแม่ฟังจบก็พูดว่า“เอ็งจะบ้าหรอ ไอ้ตั้มมันตายไปหลายปีแล้ว !” ซึ่งความจริงก็คือ ตั้มไปทำงานที่ต่างประเทศ และได้เสียชีวิตลงด้วยอาการ ‘ไหลตาย’ ที่ต่างประเทศ และเพราะเสียชีวิตนอกเมืองไทย ทำให้ศพของตั้มยังไม่ได้ถูกส่งกลับมาที่ไทย เรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นคุณม้งโดนตั้มที่เป็นผี มาเล่าเรื่องผีโต้งให้ฟัง หลอกซ้อนหลอก แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ คุณม้งเจอตั้ม และนั่งคุยกันตอนกลางวันได้ปกติเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-