เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’งานลิเกในคืนนั้น‘ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 30 ก.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’งานลิเกในคืนนั้น‘ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 30 ก.ค. 2567]

07 ส.ค. 2024

      ตั้งแต่เด็กจนโตได้ยินมาตลอดว่าเจออะไรห้ามทักมั่วซั่วถ้าไม่อยากเจอผี แล้วเคยสงสัยไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ทำตาม หรือเราทักโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องราวนี้มีชื่อว่า ‘งานลิเกในคืนนั้น’ จาก ’พี่แจ็ค The Ghost’ ได้นำมาเล่าให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟัง ในรายการ อังคารคลุมโปง X’ (30 กรกฎาคม 2567) ถ้าอยากรู้ว่าจะเจออะไร ตามไปอ่านกันเลย!

      ย้อนกลับไปช่วงประมาณปี 2554 ตอนนั้นคุณนิว (เจ้าของเรื่อง) ยังเรียนอยู่ ซึ่งครอบครัวของคุณนิวเป็นครอบครัวลิเก มีพระเอก นางเอก เป็นหัวหน้าอยู่ในคณะ ซึ่งวันนั้นหลังจากเลิกเรียน คุณนิวก็มุ่งไปโรงลิเก เพราะต้องไปเล่นที่จ.ลพบุรี ซึ่งใช้เวลาเดินทางพอสมควร จากช่วงเย็น ๆ กว่าจะไปถึงก็เกือบ 2 ทุ่ม โดยมีพี่สาวเป็นคนขับ แม่นั่งข้างคนขับ ส่วนคุณนิวนั่งดูวิวนอกหน้าต่าง

      ระหว่างเดินทางคุณนิวก็นั่งมองอะไรไปเรื่อย เห็นอะไรก็ทักตามประสาวัยรุ่น พอไปเจอสี่แยกหนึ่งซึ่งรถจอดรอไฟแดง คุณนิวเห็นผู้หญิงแต่งชุดนักศึกษายืนตรงสี่แยก ด้วยความที่เห็นสาวเขาก็พูดขึ้นมาว่า

      “ที่วัดนี้คืนนี้มีเล่นลิเก ตามมาดูซิ”

      พี่สาวหันมามองแล้วถามว่า “พูดอะไร”

      แต่คุณนิวมักจะโดนดุบ่อย ๆ ว่าอย่าทักอะไรไปเรื่อย คิดว่าเดี๋ยวโดนบ่นอีก จึงพูดไปว่า

      ”ไม่มีอะไร ซ้อมบทเล่นลิเกคืนนี้อยู่“

      ไม่นานก็มาถึงโรงลิเก ทุกคนเข้าไปแต่งหน้าที่หลังเวที โดยที่จะมีพ่อแก่อยู่หลังฉาก หันหน้ามาทางด้านหลังเวที แล้วเหล่าบรรดาลิเกที่แต่งหน้าก็จะหันหน้าไปทางพ่อแก่ ตอนที่คุณนิวแต่งหน้าก็มีกระจกบานใหญ่ ทำให้เมื่อมองด้านหลังจะเห็นแม่ยืนคุยเรื่อยเปื่อยกับพระเอกลิเก แต่หางตาดันเป็นนักศึกษาผู้หญิงเดินผ่านหลังโรงลิเกไป พอหันไปมองอีกรอบแต่ก็ไม่เห็น เห็นแค่เเม่กับพระเอกลิเกที่ยืนคุยกันอยู่ จากนั้นก็ได้เวลาออกไปเล่นลิเก ทุกคนก็ออกไปเล่นลิเกปกติ

      ในคืนนั้นคุณนิวต้องออกไปแสดงทั้งหมด 4 ซีน ซีนแรกก็รำออกไปปกติ แล้วก็มองไปที่คนดูด้านหน้าเวที พอมองเลยไปก็จะเป็นซุ้มประตูวัด แล้วคุณนิวก็เห็นผู้หญิงชุดนักศึกษาอยู่ตรงนั้น ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่า ‘มาได้ไงวะ’ เพราะจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ แต่คิดว่าน่าจะใช่ แล้วก็แสดงไปจนกระทั่งจบซีนที่ 1 หลังจากนั้นซีนที่ 2-3 ที่คุณนิวออกไปแสดงก็เล่นตามปกติ จนมาถึงซีนที่ 4

      ซีนที่ 4 คุณนิวต้องแสดงเป็นโจร เป็นซีนที่จะจับนางเอกไปเป็นภรรยา แล้วนางเอกต้องตบหน้า พอจังหวะนั้นคุณนิวต้องร้อง แต่ปรากฎว่าเขาไม่ร้อง เขาค้าง เพราะผู้หญิงชุดนักศึกษาที่ยืนหน้าซุ้มประตู เขาไปยืนอยู่บนกำแพงวัด! คุณนิวก็ค้าง แล้วก็ช็อตไปเลย นางเอกลิเกจึงเอาไมค์ออกแล้วถามว่า

      ”นิวเป็นอะไร ทำไมไม่โฟกัสเล่นลิเก“

      คุณนิวใช้เวลาในการตั้งสติ แต่ก็ยังเห็นผู้หญิงคนนี้ยืนอยู่บนกำแพงวัดแล้วยิ้ม คุณนิวพยายามเล่นลิเกต่อจนเสร็จ พอกลับเข้ามาหลังเวที ตอนนั้นคุณนิวรู้สึกแปลก ๆ และนึกถึงคำพูดที่ตนพูดบนรถ คำนั้นอาจทำให้ผู้หญิงคนนี้ตามมาก็เป็นได้

      ในระหว่างนั่งพักอยู่ข้างหลังโรงลิเก ซึ่งตอนนั้นซีนของคุณนิวหมดแล้ว เหลือเวลาอีก 30 นาทีก่อนที่การแสดงจะจบลงแล้วทุกคนต้องออกมาเรียงแถวกันลาผู้ชม คุณนิวก็เกิดอาการปวดท้อง จึงถามหัวหน้าว่าจะไปเข้าห้องน้ำจะกลับมาทันก่อนจบการแสดงหรือไม่ หัวหน้าก็ดูเวลาแล้วบอกว่าทัน คุณนิวจึงถอดชุดลิเกแล้วเดินไปห้องน้ำ

      จากโรงลิเกไปห้องน้ำนั้นทางเปลี่ยวและมืดมาก ตอนที่เดินไปก็จะมีไฟสลัวเป็นระยะ คุณนิวจึงร้องเพลงลูกทุ่งขึ้นมา ร้องมาได้แค่ 1 ท่อน หลังจากจบท่อนนี้ก็ได้ยินเสียงเดิน เสียงร้องไห้ สะอึกสะอื้นของผู้หญิงดังมาจากทางที่มาจากโรงลิกเก คุณนิวจึงหยุดแล้วฟังเสียง แล้วก็เห็นผู้หญิงชุดนักศึกษาร้องไห้ ด้วยความที่คุณนิวเป็นคนที่ทักอะไรไปเรื่อยจึงพูดขึ้นมาว่า

      ”เธอเป็นอะไรไหม ร้องไห้กลางค่ำกลางคืนแบบนี้เป็นอะไรไหม“

      ผู้หญิงคนนี้ก็เดินไปแล้วก็ร้องไห้ คุณนิวก็พยายามเดินตามไปถามว่า

      ”เป็นอะไรไหม”

      ระหว่างที่เดินตามผู้หญิงคนนี้ก็ถามไปเดินไปด้วย แล้วก็หันมองไปทางโรงลิเกเพราะกลัวว่าตนจะกลับไปไม่ทัน จนคุณนิวก็พูดว่า

      “ตกลงคุณเป็นอะไรไหมเนี่ย”

      ผู้หญิงคนนั้นก็หยุด คุณนิวหันไปมองทางโรงลิเก มองดูระยะทางเพราะมันก็คงใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินไปถึง พอคุณนิวหันกลับมา ผู้หญิงคนนั้นก็หันมาก็ทำให้คุณนิวช็อคจนถึงทุกวันนี้!

      ผู้หญิงคนนั้นหันมาหน้าไม่ใช่หน้าคน แต่หน้าตาเละ ถ้าถามว่าเละแบบไหน ให้นึกถึงลูกแตงโมที่โดนรถทับแล้วเละ จังหวะนั้นคุณนิวตกใจรีบวิ่งแบบไม่คิดชีวิตกลับมาที่โรงลิเกทันที

      พอมาถึงโรงลิเก พี่พระเอกและพี่นางเอกก็ถามว่า “เป็นอะไร”

      ตัวคุณนิวก็ไม่กล้าพูดเพราะไม่รู้ว่าไปเจออะไรมา ไม่รู้ว่าผีหลอกหรืออะไร รู้แค่ว่าสิ่งที่เขาเจอเมื่อครู่มันทำให้เขามาอยู่ตรงนี้ เขาจึงนั่งพัก ตั้งสติ

      พอขึ้นลาโรงลิเก ก็ไปเล่าให้กับหัวหน้าฟังว่าเจอแบบนี้ หัวหน้าก็บอกว่า

      “ก็ว่าแล้วทำไมแปลก ๆ เห็นตั้งแต่ตอนแต่งหน้า เห็นร้องไห้อยู่หลังโรงลิเกตั้งแต่เย็นแล้ว ก็นึกว่าเป็นแฟนคลับนิว เห็นจ้องแต่นิว“

      คุณนิวก็ไปเล่าต่อให้คุณแม่ ให้กับผู้ใหญ่ฟัง และก็เดินเข้าไปหาเณรที่มาดูลิเกเพื่อสอบถามว่า

      ”ที่วัดยังมีพระองค์ไหนที่ยังไม่นอนไหม อยากให้พรมน้ำมนต์ให้หน่อย“

      เณรตอบตกลง แต่ระหว่างที่คุยกัน ก็มีหลวงตาเดินเข้ามาพูดว่า

      “เจอหรอ เจอผู้หญิงนักศึกษาใช่ไหม”

      คุณนิวถามต่อว่า “หลวงตารู้ได้ยังไง”

      หลวงตาบอกว่า “ผู้หญิงที่รถทับตายตรงสี่แยกใช่ไหมหล่ะ”

      คุณนิวจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้หลวงตาฟัง หลวงตาก็พาไปกุฏิเพื่อพรมน้ำมนต์ให้แล้วพูดว่า

      “เป็นไงหล่ะ ชอบไปทัก ไปชวนอะไรเขามั่วซั่ว เห็นอะไรก็พิจารณาให้ดีก่อนว่าใช่หรือเปล่า เบื่อกับการเรียกแฟนคลับมาดูลิเกแล้วหรือไง ถึงไปเรียกผีมา“

      สรุปคือตรงสี่แยกนั้นมีนักศึกษาโดนรถสิบล้อทับที่หัวเสียชีวิตเมื่อ 4 วันก่อนศพเพิ่งเผาไปก่อนวันที่คุณนิวมาเล่นลิเก

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'ทฤษฎีเจอผี' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

10 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'ทฤษฎีเจอผี' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 มกราคม 2568) พบกับ ‘คุณแรก’ สายแรกของปี ที่นำเรื่องสุดระทึกอย่าง ‘ทฤษฎีเจอผี’ เรื่องราวหลอนปนความสนุกที่เล่าต่อกันในมหาวิทยาลัย เรื่องนี้จะทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกขนาดไหน ไปอ่านกันเลย! ‘ทฤษฎีเจอผี’ เป็นเรื่องราวที่ ‘คุณแรก’ ได้ฟังมาจากน้องฝึกงาน เป็นเรื่องเล่าของเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยซึ่งรุ่นพี่ก็ได้เล่าให้ฟังมาอีกที เรื่องนี้เริ่มต้นที่กลุ่มนักศึกษาในคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักศึกษาคนหนึ่งชื่อ ‘เจอร์รี่’ (นามสมมุติ) เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของเขาเป็นทหารเก่าไปต่อสู้ที่เวียดนามและมีประสบการณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ จึงมักจะนำมาเล่าให้เจอร์รี่ฟังตั้งแต่เด็กทำให้เจอร์รี่สนใจในเรื่องนี้มาตลอด ซ้ำยังชอบเก็บเรื่องราวเกี่ยวกับผีมาจดในสมุดบันทึกของตัวเอง เมื่อเจอร์รี่เข้ามาเรียนในคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ เขาก็ได้พบกับเพื่อนสนิทสองคนที่สนใจเรื่องผีเหมือนกัน ทั้งสามมักจะสงสัยว่าตึกของคณะมีผีหรือไม่ เพราะตึกนั้นค่อนข้างเก่า อีกทั้งรุ่นพี่ก็มักจะเล่าเรื่องผีให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ เจอร์รี่ยังได้สนิทกับ ‘ลุงสม’ (นามสมมุติ) ภารโรงของตึก เจอร์รี่ที่อยากรู้เรื่องผีจึงถามลุงสมว่า เจอร์รี่ : ตึกของเรามีผีไหม? ลุงสม : ทำไมเด็กฝรั่งอย่างแกถึได้สนใจเรื่องผี? เจอร์รี่ : ผมอยากเห็นผีจริง ๆ ลุงสม : ถ้าลุงทำให้เห็นผีได้ แกจะเชื่อไหม ? เจอร์รี่รู้สึกขำเพราะไม่เชื่อที่ลุงพูด แต่ก็รู้สึกสนใจ จากนั้นลุงสมก็พูดต่อขึ้นมาว่า ลุงสม : เมื่อก่อนลุงเป็นหมอผี ถ้าแกอยากเห็นจริง ๆ ไปซื้อกาแฟร้อนมา เดี๋ยวลุงจะทำให้เห็น เจอร์รี่ไม่รอช้า รีบไปซื้อกาแฟตามลุงบอกมาให้ทันที เมื่อลุงได้ของที่ต้องการ ลุงก็นำผงบางอย่างที่อยู่ในกระปุกเล็ก ๆ เหยาะลงไปในกาแฟ และบอกให้เจอร์รี่ดื่ม เจอร์รี่ได้แต่สงสัยว่าผงนั้นคืออะไร แต่ก็กินเข้าไปด้วยความอยากรู้ หลังจากนั้นเจอร์รี่ได้ถามว่า “แล้วยังไงต่อล่ะลุง” ลุงบอกว่า “เดี๋ยวลุงเอาหมวกกันน็อคมาให้” และเตือนว่า “ถ้าเห็นอะไรแล้วก็บอกลุง..” หลังจากดื่มกาแฟแก้วนั้น เจอร์รี่ก็ไปทำกิจกรรมตามปกติจนเสร็จ เขาเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์เพื่อไปเอาหมวกกันน็อคที่เก็บไว้ใต้เบาะ พอไขกุญแจเปิดเบาะขึ้นมา เจอร์รี่ก็ต้องช็อคกับภาพที่เห็น เพราะหมวกกันน็อคมีศีรษะคนอยู่ในนั้น! เจอร์รี่ตกใจแล้วอุทานว่า “ว้าว โคตรเท่!” และเรียกเพื่อนมาดู แต่เพื่อนกลับบอกว่าไม่เห็นอะไรเลย.. วันรุ่งขึ้น เจอร์รี่ไปเล่าทุกอย่างให้ลุงสมฟัง ลุงสมจึงอธิบายว่า ผงที่ใส่ลงไปในกาแฟคือ ‘ผงเถ้ากระดูกผี’ ซึ่งจะช่วยเปิดประสาทให้เจอร์รี่สามารถมองเห็นผีได้ ส่วนหมวกกันน็อคคือหมวกที่ลุงสมสะสมมา เป็นของที่ได้มาจากอุบัติเหตุของคนที่เสียชีวิต เจอร์รี่รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเขาชอบเรื่องผี ลุงสมจึงชักชวนเขาไปบ้านของตน เจอร์รี่จึงชวนเพื่อนไปด้วยกัน เมื่อไปถึงบ้านลุง เจอร์รี่ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น เพราะมีของบูชาจำนวนมาก และสิ่งที่สะดุดตาคือ ‘หม้อดิน’ เจอร์รี่จึงถามลุงว่า “มันคืออะไรครับ?” ลุงตอบว่า “ลุงเลี้ยงผีไว้ตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ ในหม้อใบนี้คือผีตายโหงทั้งนั้น” และยังเล่าอีกว่าเมื่อก่อนตนนั้นรับจ้างทำไสยศาสตร์ แต่หลังจากเป็นนักการภารโรงก็ไม่ค่อยได้ทำแล้ว จะทำก็ต่อเมื่อมีคนมาจ้าง เมื่อได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งของที่อยู่ในบ้านของลุง เจอร์รี่และเพื่อนก็เชื่อสนิทใจ ว่าลุงนั้นเป็นหมอผีจริง ๆ ไม่นานหลังจากนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ได้ให้นักศึกษาจัดกิจกรรมภายในคณะ เจอร์รี่จึงคิดจะทำบ้านผีสิง เจอร์รี่ได้ว่าจ้างลุงสม 6,000 บาท เพื่อทำให้คนที่เข้ามาได้เห็นผีจริง ๆ ลุงสมตอบรับและบอกให้เจอร์รี่ไปต้มน้ำหวานไว้ข้างหน้าทางเข้าเพื่อจะใส่ผงที่เสกลงไป และเตรียมน้ำมนต์ที่ทางออก เพื่อให้ทุกอย่างจบลงที่ห้องนี้ นอกจากนี้ลุงสมได้กำชับและเตือนไว้ว่า ห้ามเปิดหม้อดินเพราะถ้าเปิดจะทำให้ผีหลุดออกมา แล้วลุงก็เขียนอักระไว้ตามประตู-หน้าต่างเพื่อกันวิญญาณออกจากห้องนี้ เมื่อกิจกรรมเริ่มขึ้น กลุ่มแรกที่เข้าไปเป็นรุ่นพี่ เจอร์รี่ได้ให้พวกเขากินน้ำหวานที่ทางเข้า พร้อมบอกว่า “พี่ค่อย ๆ เดินไปนะ พอถึงตรงออกให้เคาะประตูทางออก แล้วจะเปิดประตูให้” หลังจากที่พวกรุ่นพี่เข้าไป เจอร์รี่ได้สับสวิตช์ไฟเพื่อสร้างบรรยากาศให้น่ากลัวขึ้น สักพัก เสียงวี๊ดว้ายก็ดังออกมาจากห้อง พร้อมกับเสียงตะโกนว่า “ผีหลอก! ผีหลอก!” สาเหตุเกิดจากการที่เจอร์รี่แหกกฎไปเปิดหม้อที่ลุงห้ามไว้ เพราะอยากให้น่ากลัวขึ้นอีกและอยากให้บ้านผีสิงที่เขาสร้างเป็นที่จดจำว่าโหดที่สุด ในขณะนั้น รุ่นพี่ก็ยังคงกรี๊ดกร๊าดโวยวาย เคาะประตูทั้งทางเข้าและทางออก แต่เจอร์รี่ก็ยังไม่ยอมเปิด จนกระทั่งมีรุ่นพี่คนหนึ่งกลัวมาก ถึงขั้นกระโดดถีบหน้าต่างจนพังและปีนออกจากห้องที่อยู่ชั้นสองลงมาข้างล่าง ส่วนรุ่นพี่คนอื่นก็พากันเคาะประตูเสียงดังมากจนเจอร์รี่ต้องยอมเปิด พอเปิดออกมา พวกเขาก็วิ่งกรูกันออกมาจนทำให้น้ำมนต์ที่ตั้งไว้หกจนหมด! ทำให้ไม่มีใครได้กินน้ำมนต์ หลังจากนั้นนักศึกษาในคณะก็เห็นผีกันเกือบทั้งตึก เพราะผีหลุดออกจากห้อง! เมื่อรู้ว่ามีเหตุการณ์ผีหลุดเกิดขึ้น กลุ่มเจอร์รี่และเพื่อนที่ทำบ้านผีสิงก็เงียบกริบ เพราะรู้ว่าพวกตนเป็นต้นเหตุ พวกเขาไม่ยอมบอกใคร แต่แอบไปบอกลุงสมว่า “เดี๋ยวผมมาจ้างเพิ่มนะ ลุงช่วยเก็บผีไปให้หน่อย ตอนนี้มันเฮี้ยนมาก” ลุงสมตอบรับว่า “ได้ เดี๋ยวลุงจัดการเอง” เช้าวันรุ่งขึ้น ลุงสมมาทำงานตามปกติและรอที่จะทำตามที่รับจ้างมาในคืนนี้ ระหว่างนั้น เขายืนตัดต้นไม้อยู่หน้าตึก แต่แล้วก็มีรถเก๋งคันหนึ่งขับผ่านหน้าตึกอย่างช้า ๆ แต่เมื่อใกล้ถึงก็เหยียบคันเร่งจนชนลุงสมกระเด็น ส่งผลให้ลุงสมเสียชีวิตคาที่! ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันล็อคตัวคนขับ ปรากฏว่าเป็นนักศึกษาผู้หญิง เมื่อตำรวจมาสอบปากคำ ก็พบว่า นักศึกษาผู้หญิงคนนี้แค้นที่แฟนของเธอเคยจ้างลุงสมให้ทำคุณไสยให้สาวอื่นมาหลง จนสุดท้าย แฟนก็นอกใจ นักศึกษาหญิงคนนี้จึงตั้งใจมาทำร้ายลุงสมให้เจ็บตัว แต่ไม่คิดว่าลุงสมจะเสียชีวิต สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีใครมาเก็บผี และกลุ่มนักศึกษาที่กินน้ำผสมเถ้ากระดูกก็เห็นผีหลอกจนอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ตึกก็เฮี้ยนขึ้นมาก นิมนต์พระมาทำพิธีแต่ก็ยังอยู่ไม่ได้ ส่วนเจอร์รี่ต้องดรอปเรียนไปบวชเพราะทนเห็นผีไม่ไหว เรื่องนี้ทำเอาดีเจทั้งสองคนขนลุกไปตามกัน ถือว่าเป็นการเปิดประเดิมเรื่องแรกของปีในอังคารคลุมโปงที่ดีทีเดียว!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ย้ายมาหอใหม่ ไม่เสียค่าห้อง จ่ายค่ามัดจำก็อยู่ได้เลย แต่ต้องแลกกับการถูกผีหลอก! อยู่ได้ 3 คืน จึงย้ายออก แถมเงินมัดจำก็ขอคืนไม่ได้ เล่าเรื่องผีให้เจ้าของหอทราบ ก็ตอบมาเพียง “ครับ” มารู้ทีหลังว่าหอนี้เคยมีคนตาย! แต่เจ้าของหอปิดข่าวไว้!

23 พ.ค. 2023

ย้ายมาหอใหม่ ไม่เสียค่าห้อง จ่ายค่ามัดจำก็อยู่ได้เลย แต่ต้องแลกกับการถูกผีหลอก! อยู่ได้ 3 คืน จึงย้ายออก แถมเงินมัดจำก็ขอคืนไม่ได้ เล่าเรื่องผีให้เจ้าของหอทราบ ก็ตอบมาเพียง “ครับ” มารู้ทีหลังว่าหอนี้เคยมีคนตาย! แต่เจ้าของหอปิดข่าวไว้!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (16 พฤษภาคม 2566) มีเรื่องเล่าเรื่องหลอนของ ‘คุณหยิว’ ที่โทรเข้ามาพูดคุยกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังว่าสัมผัสได้ถึงวิญญาณที่สิงอยู่ในห้องที่พึ่งย้ายเข้ามา โดยมีเรื่องราวดังนี้ คุณหยิวเล่าว่าเมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้ว ตนเองได้หาหอพักใหม่ และได้ไปเจอกับหอที่ว่านี้ ซึ่งค่อนข้างใกล้ที่ทำงานและสงบสวยงาม แม่บ้านก็พูดจาไพเราะ ถูกใจคุณหยิวมาก ๆ นอกจากนี้ แม่บ้านยังบอกอีกว่าไม่ต้องเสียค่าห้อง เสียแค่ค่ามัดจำล่วงหน้า 5000 บาทก็พอ คุณหยิวก็คิดในใจว่าทำไมดีจัง ไม่เคยเจอแบบนี้เลย จึงตัดสินใจเช่าห้องที่นั่นเลย ห้องคุณหยิวอยู่ที่ชั้น 4 โดยฝั่งที่คุณหยิวอยู่ มีผู้เช่าอาศัยเพียงสองห้องเท่านั้น ส่วนฝั่งตรงข้ามนั้นเต็มทุกห้อง คุณหยิวไม่ได้เอะใจอะไร ในคืนแรกช่วงประมาณ 3 ทุ่ม ขณะที่คุณหยิวกำลังเก็บข้าวของในห้องอยู่นั้น จู่ ๆ ไฟก็ดับลง ด้วยความตกใจจึงรีบโทรหาแม่บ้านทันที แม่บ้านก็พูดประมาณว่า “ไม่เป็นไรนะ เนี่ยมันดับทั้งซอยเลย เดี๋ยวสวดมนต์ไหว้พระแล้วเข้านอนได้เลย” คุณหยิวเองก็เอะใจว่าทำไมเขาพูดแบบนี้ แต่ก็ทำตามจนคืนแรกผ่านพ้นไป.. ต่อมาคืนที่สอง เวลาประมาณเที่ยงคืน คุณหยิวเริ่มง่วง ๆ เพลีย ๆ กำลังจะผล็อยหลับไป แต่ก็รู้สึกได้ทันทีว่าเหมือนมีคนเข้ามากอดจากด้านหลัง! รูปร่างลักษณะเหมือนผู้ชาย ตัดผมเกรียน อายุประมาณ 30 นิด ๆ คุณหยิวสะบัดตัวออกทันที คุณหยิวเล่าว่าเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์เป็นเหมือนฝันซ้อนฝัน และกำลังโดนผีอำอยู่ เพราะเห็นเป็นผู้ชายคนเดิมนั่งหันหลังทับผ้าห่มอยู่ทางด้านขวาของเตียง คุณหยิวพยายามดึงผ้าห่มคืน และเมื่อดึงหลุด คุณหยิวตั้งใจว่าเดี๋ยวจะเดินไปเปิดไฟเพราะคิดในใจว่าอยากตื่นแล้ว ขณะที่กำลังลุกไป ได้สังเกตเห็นว่าขอบเตียงตรงใกล้กับประตูมีผ้าห่มผืนที่พึ่งดึงไปกำลังคลุมอะไรบางอย่างที่รูปร่างเหมือนคนไว้อยู่! คุณหยิวกล้า ๆ กลัว ๆ จึงก้าวขาแบบไม่ให้เหยียบโดนสิ่งนั้น แล้วเดินไปเปิดสวิตช์ไฟซึ่งพอเปิดสวิตช์ คุณหยิวก็เห็นว่า “อ้าวมันไม่มีไฟนี่ แสดงว่าเรายังไม่ได้ตื่นจริง ๆ เลย” คุณหยิวจึงรีบสวดมนต์และนึกถึงพ่อกับแม่ทันที แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้น จากนั้นก็รีบลุกไปเปิดไฟทุกดวง ขณะที่กำลังจะลุกเดินไปเปิดไฟทางห้องน้ำ ก็ต้องเดินผ่านหัวมุมเตียงที่เคยเห็นผู้ชายคนนั้นนั่งทับผ้าห่มอยู่ คุณหยิวถึงกับมีอาการขนลุกตั้งแต่เท้ายันหัว จึงกลับมานอนที่เตียง ซึ่งปกติแล้วคุณหยิวจะวิดีโอคอลกับแฟนคาสายทิ้งไว้ตลอด แต่เหมือนกับที่ผ่านมาสายมันจะตัดไปเอง ในคืนนี้ก็เช่นกัน แฟนคุณหยิวจึงโทรกลับมาอีกครั้ง คุณหยิวก็เล่าทุกอย่างให้ฟังและได้ขอให้แฟนคาสายทิ้งไว้จนกว่าตนเองจะหลับไปก่อน ผ่านไปจนมาถึงคืนที่สาม คุณหยิวก็ได้วิดีโอคอลกับแฟนเหมือนเดิม เมื่อใกล้จะนอนจึงได้บอกแฟนไปว่า “เดี๋ยวจะเข้านอนแล้วและรอดูก่อนว่าคืนนี้จะเป็นยังไง ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ก็คงจะต้องได้ย้ายออก” พอกำลังจะเคลิ้มหลับก็รู้สึกได้ว่า “มันกำลังมาอีกแล้ว” จึงตัดสินใจว่า “งั้นฉันจะไม่นอน” ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาตีสองเกือบตีสาม คุณหลิวจึงไปเปิดไฟทุกดวงในห้อง เมื่อเดินผ่านตรงหัวมุมขอบเตียงตรงนั้นก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความที่คุณหยิวอยากรู้ว่ามันจะสุดที่ตรงไหน เลยตัดสินใจยืนอยู่ตรงนั้นมันซะเลย ทำให้ขนที่ลุกอยู่แล้วลุกหนักกว่าเดิม คุณหยิวจึงคิดในใจว่าตรงนี้น่าจะมีวิญญาณอยู่แน่ ๆ เช้าวันถัดมา คุณหยิวตัดสินใจไปแจ้งย้ายออกทันที ทำให้ป้าแม่บ้านที่เคยพูดคุยอย่างไพเราะมาตลอดก็มองคุณหยิวด้วยท่าทางที่ไม่พอใจประมาณว่าทำไมเธอถึงออก และพูดจาไม่ดีใส่ คุณหยิวจึงถามป้าแม่บ้านไปว่า “ในห้องนี้มีวิญญาณไหมคะ?” ป้าคนนั้นตอบกลับมาว่า “เค้าไม่ได้ตามเธอมาหรอ” เหมือนกับจะโทษว่าคุณหยิวเป็นคนนำผีเข้ามา คุณหยิวก็ตอบไปว่า “ไม่มีนะคะ เพราะว่าหอเดิมที่เพิ่งย้ายออกมาก็ไม่มีอะไร” ป้าแม่บ้านจึงได้ให้จ่ายค่าน้ำค่าไฟก่อนที่จะย้ายออก แล้วคุณหยิวก็ได้พูดต่อว่า “เงิน 5000 ที่จ่ายไปขอคืนสัก 1000 ได้ไหมคะ?” แต่ป้าแม่บ้านก็ไม่ยอมคืน จึงได้นำเรื่องทั้งหมดนี้ไปแจ้งกับเจ้าของหอ และแจ้งว่ามันมีวิญญาณในห้องนี้ ให้ไปทำบุญให้เขาด้วย แต่แทนที่เจ้าของหอจะโวยวายหรือพยามปฏิเสธ เขากลับพูดมาเพียงว่า “ครับ”แถมไม่ยอมคืนเงินค่ามัดจำมาสักบาทเดียว ทำให้คุณหยิวเสียดายเงินมาก ๆ 5000 แลกกับ 4 วัน 3 คืนที่โดนผีหลอก ต่อมาในวันนั้นเอง คุณหยิวก็ได้กลับไปที่หอเดิม ทำให้เจ้าของหอเดิมสงสัยว่าทำไมถึงกลับมา เนื่องจากทั้งสองหอนี้อยู่ไม่ไกลกันมาก และที่ย้ายออกเพราะหอเดิมนี้มีห้องที่ทำเสียงดังประจำ คุณหยิวได้ตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าของหอเดิมฟัง เจ้าของหอเดิมจึงบอกว่า “จริง ๆ แล้ว เมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อน ที่หอใหม่ของคุณหยิวนี้มีคนตาย แต่เจ้าของหอปิดข่าวไว้เพราะบริเวณนั้นเป็นเขตชุมชน และไม่ได้ทำบุญอะไรเลยหลังจากเกิดเหตุ” เรื่องนี้รู้จากแม่บ้านของหอใหม่คนก่อนที่มาเล่าให้กับเจ้าของหอเดิมฟัง คุณหยิวได้รู้ดังนั้นจึงคิดว่า ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าของหอใหม่จะตอบมาแค่คำว่า “ครับ” แค่นั้น เพราะรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วนี่เอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'หอในมหาวิทยาลัยย่านรังสิต' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

09 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'หอในมหาวิทยาลัยย่านรังสิต' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 กุมภาพันธ์ 2568) ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ ได้นำเรื่องราวหลอน ‘หอในมหาวิทยาลัยย่านรังสิต’ ที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ลี้ลับ จนทำให้ต้องย้ายออก! เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นอย่างไร? มาฟังไปพร้อมกันกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วคุณจะรู้ว่า บางครั้งความหลอนอาจหลบอยู่ในที่ที่เราไม่เคยคิด! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 13 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องเล่าจากเพื่อนของคุณฟิลม์ ซึ่งในขณะนั้นเพื่อนของคุณฟิลม์อาศัยอยู่ที่หอในของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิตพร้อมกับรูมเมทของเขา ตอนแรกทุกอย่างดูปกติ ไม่มีสิ่งใดผิดแปลก จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน ทั้งสองเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในห้อง.. สิ่งแรกที่พวกเขาสังเกตคือ มีลมพัดในห้อง แต่หน้าต่างและประตูถูกปิดอยู่ และไม่ได้เปิดพัดลมหรือแอร์ จากนั้นไม่นาน พวกเขาเริ่มได้ยิน เสียงแปลกประหลาด บ้างก็เป็นเสียงเคาะโต๊ะหนังสือที่ปลายเตียง บ้างก็เป็นเสียงเก้าอี้โยกคล้ายมีใครบางคนนั่งอยู่ เมื่อเวลาผ่านไป ความผิดปกติเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น อาหารในห้องหายไป อย่างไร้สาเหตุ ทั้งที่ในห้องไม่มีหนูหรือแมลงสาบแต่อย่างใด ด้วยความสงสัย เพื่อนของคุณฟิลม์จึงลองนำคุกกี้ไปวางไว้ที่มุมห้อง ปรากฏว่าคุกกี้ที่วางไว้กลับแตกออกเอง และบางส่วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเพื่อนอีกคนมาค้างที่ห้องด้วย และเพื่อนคนนั้นเป็นคนที่มีเซนส์สัมผัสถึงสิ่งลี้ลับได้ ก่อนจะเข้าห้อง เพื่อนคนนั้นทักว่า “ห้องนี้เจ้าที่แรงนะ” จนกระทั่งรุ่งเช้า เพื่อนคนนั้นเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนเขาเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือปลายเตียง ทว่ามีเพียงเขาที่มองเห็น ขณะที่เพื่อนของคุณฟิลม์กลับไม่เห็นอะไรเลย หลังจากนั้น เหตุการณ์แปลก ๆ เริ่มเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งหนึ่ง ขณะที่เพื่อนของคุณฟิลม์กำลังรีดผ้า เขารู้สึกได้ถึง ลมหายใจมาเป่าที่ข้างหู ราวกับมีใครบางคนอยู่ใกล้ ๆ นั่นทำให้เขารู้สึกหวาดระแวง จิตใจเริ่มไม่อยู่กับตัว จนนอนไม่หลับ ท้ายที่สุด เพื่อนของคุณฟิลม์จึงตัดสินใจโทรปรึกษาที่บ้าน และย้ายออกไปอยู่หอนอก แม้ในตอนแรกจะเลือกหอในเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เขาไม่สามารถทนอยู่ที่นี่ได้อีก ในช่วงเวลากลางวัน ขณะที่กำลังเก็บของอยู่นั้น เสียงหัวเราะของชายปริศนาก็ดังขึ้น! ด้วยความตกใจ เขาจึงรีบสวดมนต์ แต่สิ่งที่เขาได้ยินคือเสียงที่ตอบกลับมาว่า “กูเป็นอิสลาม กูไม่กลัว!!” แต่เสียงไม่หยุดเพียงแค่นั้น แต่กลับหัวเราะดังลั่นทั่วห้อง ราวกับพอใจที่ได้เห็นเขาหวาดกลัว เพื่อนของคุณฟิลม์จึงพยายามรีบออกจากห้องและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาย่างก้าวเข้าไปในห้องนี้.. หลังจากนั้น ด้วยความสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาตัดสินใจสืบประวัติของหอพักแห่งนี้ จนกระทั่งพบว่า ผังของหอพักถูกสร้างขึ้นเป็นรูปยันต์ และที่น่าสะพรึงไปกว่านั้นคือ หอที่เขาอยู่เคยถูกใช้เป็นสถานที่เก็บศพในช่วงที่เกิดสึนามิ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

25 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

เมื่อรับคุณยายคนหนึ่งขึ้นรถมาด้วยในเส้นทางที่มืดเปลี่ยว กลับพบกับความน่ากลัวตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้คุยกัน “เห็นยายด้วยหรอ” เสียงพูดจากยายแก่ข้างถนน ที่ยังคงติดอยู่ในใจกับการหายตัวไปในศาลาร้าง แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในรถ กลับกลายเป็นคำตอบของความน่ากลัวที่พบได้เจอ… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี’ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ยายข้างถนน’ เรื่องราวนี้ ‘คุณกิ๊บ น้ำมันผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณศักดิ์’ ซึ่งตัวของพี่ศักดิ์เอง เขาเป็นคนขับรถส่งผักจากจังหวัดหนึ่ง ไปสู่จังหวัดหนึ่งซึ่งมีระยะทางไกลร่วม 300 กิโลเมตร พี่ศักดิ์จึงชักชวนแฟนของเขาให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ในครั้งนี้ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ทั้งสองได้หยุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อรับประทานข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งพี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งรับประทานข้าวกัน จู่ ๆ ก็มีหญิงชราคนหนึ่ง เดินมาหาพี่ศักดิ์ และแฟนหญิงชราคนนั้นเดินมาด้วยท่าทางหลังค่อม มือที่เหี่ยวย่นได้ถือตุ๊กตา และพวงมาลัยเก่า ๆ จำนวนหนึ่ง พร้อมกับยื่นมาให้เขาทั้งสอง และพูดว่า “ช่วยยายซื้อหน่อย” ด้วยความสงสาร แฟนของพี่ศักดิ์จึงมอบเงินไปให้หญิงชราคนนั้น จำนวน 200 บาท แลกกับตุ๊กตาเก่า มีลักษณะแขนขายาวตัวหนึ่ง หลังจากนั้นทั้งสองได้ออกเดินทางต่อ เมื่อขับขี่รถไปเรื่อย ๆ จากถนนใหญ่มีไฟรายล้อมรอบก็ค่อย ๆ กลายเป็นถนนคับแคบ ไฟก็ค่อย ๆ มืดลงไปจนถึงถนนเลนส์เดียวที่เต็มไปด้วยป่าทั้งสองข้างทาง และไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนนั้นแฟนของพี่ศักดิ์ได้พักงีบหลับ ส่วนตัวของพี่ศักดิ์เองก็ขับรถต่อไป จนไปเจอกับคุณยายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าริมทางถนนเพียงลำพัง…ด้วยความที่พี่ศักดิ์ มีความเชื่อกับตัวเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะไม่จอดรถในที่เปลี่ยวแบบนี้เด็ดขาด เมื่อขับผ่านไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็เห็นยายคนนั้นอีกครั้ง และคิดกับตัวเองว่า “คนแก่ที่ไหนจะมาเดินข้างถนนในตอนนี้” ด้วยความกลัว พี่ศักดิ์ จึงรีบขับรถให้ผ่านยายไปให้เร็วที่สุด แต่กลับต้องจอดกะทันหัน เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกให้หยุดจากแฟน… แฟนของพี่ศักดิ์ยืนยันที่จะรับยายขึ้นรถ เพื่อที่จะไปส่งคุณยายที่บ้าน พี่ศักดิ์ก็ได้เตือนว่ามันดูผิดปกติ แต่แฟนของพี่เขาก็คงยังยืนยันว่าจะรับยายกลับไปด้วยให้ได้ ขณะที่แฟนของพี่ศักดิ์กำลังจะหันไปเปิดประตูรถเพื่อที่จะลงไปหายายจู่ ๆ หน้าของยายก็มาจ่ออยู่ที่กระจกข้างรถแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาตกใจแฟนของพี่ศักดิ์ลดกระจกลง และถามยายว่า “ยายมาจากไหน ทำไมมาเดินที่มืด ๆ แบบนี้”ยายแสยะยิ้มออกมา ทำให้เห็นว่าปากของยายนั้นไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลยสักซี่ก่อนยายจะถามกลับมาว่า “เห็นยายด้วยหรอ” แฟนของพี่ศักดิ์ก็ยังคงไม่คิดอะไร และชวนยายขึ้นรถมาพร้อมกัน เมื่อออกเดินทางต่ออีกครั้งพี่ศักดิ์ ได้แต่คิดกับตัวเองอยู่ในใจว่า สิ่งที่เห็นก่อนหน้านั้นคืออะไรกันแน่ จังหวะนั้นยายที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ได้ชะโงกหน้ามามองพี่ศักดิ์ พร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องสงสัยหรอก” ขณะที่ขับรถไประหว่างทางมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ จนทำให้พี่ศักดิ์ขับรถชนโดยที่ไม่ทันได้เบรคเมื่อพี่ศักดิ์ และแฟนของเขาลงไปดูหมาตัวนั้น กลับเห็นภาพสยองเมื่อพบว่า หัวของหมาตัวนั้น มันได้ขาดหายไป หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนคุณยายได้ลงมาจากรถ และก้มลงไปดึงหัวของหมาออกมาจากข้างหน้ารถ แล้วโยนมันทิ้งไปพรอมกับพูดว่า “ไปเถอะมันถึงเวลาตายของมันแล้ว”เมื่อทุกคนกลับขึ้นรถพี่ศักดิ์ ได้แต่ขับรถต่อไปด้วยความเกร็ง และเกรงกลัวยายคนนั้นเมื่อถึงทางโค้งบ้านของยาย ก็พบว่าที่ตรงนั้นมันเป็นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านของคนอยู่เลยสักหลังมีเพียงแต่ศาลารอรถที่เก่าผุพัง แต่ยายก็ยังคงยืนยันว่าบ้านของแกนั้นอยู่ตรงนี้ เมื่อยายลงจากรถไปก็ได้หันหลัง และเดินเข้าไปในศาลาเก่าหลังนั้น จู่ ๆ ยายก็ได้หายวับไปกับตา ทำให้ทั้งสองคนตกใจกับภาพตรงหน้า และรีบขับรถหนีออกไปจากที่ตรงนั้นในทันที หลังจากนั้น พี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ตนเองได้แวะไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อก็ได้ทักว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในรถ เมื่อเปิดรถเข้าไปดูหลวงพ่อได้หยิบตุ๊กตาที่ซื้อมาจากหญิงชราริมทาง และนำมีดมากรีดมันจนได้พบว่า “มีกระดูกนิ้วมือของมนุษย์อยู่ในตุ๊กตาตัวนั้นเต็มไปหมด จึงเป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนได้พบเจอกับสัมเวสี นั่นก็คือ ยายข้างถนน” พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาจึงขับรถไปที่ถนนเส้นเดิมเพื่อตามหาหญิงชราที่ขายตุ๊กตาให้ เมื่อเจอหญิงชราคนนั้น แฟนของพี่ศักดิ์ก็ได้เข้าไปถาม “ยายเอาอะไรมาขายให้หนู” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงหญิงชราคนนั้นยังวิ่งหนีไปในทันที ทำให้ทั้งสองวิ่งตามไปจนไปเจอหญิชราคนนั้นอยู่ใต้ต้นไม้ ที่มีศาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และได้เห็นว่าตุ๊กตาที่หญิงชรานำมาขาย คือ ตุ๊กตาถวายศาล(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-