เพื่อนรัก…ผู้ทำเสน่ห์ใส่สามีตัวเอง | อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [ 15 ก.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เพื่อนรัก…ผู้ทำเสน่ห์ใส่สามีตัวเอง | อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [ 15 ก.ค.2568 ]

26 ก.ค. 2025

        เรื่องเล่าสุดหลอนจาก ‘คุณมิ้น แม่แฟน’ ที่มาเล่าเรื่องจากสองเพื่อนสนิทที่รักผู้ชายคนเดียวกัน แต่แล้วเพื่อนอีกคนได้หลีกทาง ยอมให้เพื่อนอีกคนได้มีความสุขกับผู้ชายคนนั้น จนกระทั่งผู้ชายคนนั้นป่วยเป็นอัมพฤกษ์!

        เรื่องราวของสองเพื่อนสนิทจะเป็นอย่างไร?

        อะไรที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์?

        และความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจะเป็นอย่างไร?

        ติดตามบทสรุปของเรื่อง ‘เพื่อนรัก...ผู้ทำเสน่ห์ใส่สามีตัวเอง’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (15 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเชาเชา’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’

        แล้วคุณอาจะพบว่า การทำเสน่ห์ไม่ได้มีแต่เรื่องดีเสมอไป!

 

        ‘คุณมิ้น’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟนคลับที่ชื่อว่า ‘พี่ฟ้า’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนสนิทที่ชื่อ ‘คุณจอย’ ซึ่งทั้งคุณฟ้าและคุณจอยเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียน เมื่อเรียนจบก็มาทำงานที่เดียวกัน แต่คนละแผนก มีหัวหน้าคนเดียวกันชื่อ ‘พี่ทอม’ เป็นหัวหน้าที่ทั้งหนุ่มและหน้าตาดี ขณะเดียวกัน ทั้งคุณฟ้าและคุณจอยก็ยังโสด

        คนในองค์กรต่างรู้กันมาว่าพี่ทอมน่าจะเคยแต่งงานแล้ว แต่ได้หย่าร้างกันไป สถานะตอนนี้จึงโสด นั่นทำให้สองเพื่อนสนิทอย่างจอยและฟ้าต่างชื่นชอบ 

        ฟ้านั้นรู้สึกว่าพี่ทอมชอบตน แต่ด้วยความรักเพื่อน จึงถอยออกมาและเปิดทางให้จอยแทน ส่วนทางด้านจอยก็พยายามทำทุกอย่างให้ได้เลื่อนตำแหน่งเพื่อที่จะได้เข้าใกล้พี่ทอมมากขึ้น โดยจอยได้พูดกับฟ้าอยู่เสมอว่า

        “ถ้าครั้งหนึ่งในชีวิตจะแต่งงาน หรือจะมีแฟน ก็ต้องเป็นพี่ทอม”

        ท้ายที่สุด จอยก็ทำสำเร็จและได้คบกับพี่ทอม จนหลายคนในออฟฟิศต่างฮือฮาและชื่นชมว่าเป็นคู่ที่เหมาะสม ชีวิตดูดี ลงตัวไปเสียหมด เวลาผ่านไปจนคบกันได้ 2 ปี พี่ทอมก็ขอจอยแต่งงาน

        ฟ้าและจอยยังคงเป็นเพื่อนสนิทกันเหมือนเดิม ส่วนทางฟ้าเองก็มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนเริ่มอยากมีบ้าน และเห็นว่าพี่ทอมกับจอยซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นบ้านมือสองแบบรีโนเวท ทางฟ้าเองก็มองว่าบ้านสวยดี จึงตัดสินใจไปซื้อบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน อยู่ห่างกันประมาณ 2 หลัง

        ฟ้าบอกว่าสาเหตุที่ตัดสินใจแบบนี้ก็เพราะมองว่า ถ้าวันหนึ่งไม่ได้มีครอบครัวหรือไม่ได้มีลูกก็จะอยู่กับเพื่อน ทางด้านพี่ทอมเองก็ดีกับฟ้าด้วย ถือว่าเป็นแฟนเพื่อนที่ดี

        เวลาผ่านไปทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ เข้าปีที่ 3 หลังแต่งงาน เกิดเหตุไม่คาดฝัน พี่ทอมเส้นเลือดในสมองแตก กลายเป็นอัมพฤกษ์ถึงขั้นพูดไม่ได้ ทำให้ชีวิตจอยเปลี่ยน ซึ่งในช่วงแรกจอยยังคงทำงานอยู่ จึงใช้วิธีให้ญาติมาช่วยดูแลแทน พี่ทอมเองที่เป็นหัวหน้าในบริษัท ก็ได้รับเงินมาก้อนหนึ่งให้ออกมารักษาตัว และต้องออกจากงานเพราะไม่สามารถทำงานได้ ทางด้านฟ้าเองก็อาสาเข้าไปช่วยดูแล

        สถานการณ์ยังคงย่ำแย่ จอยที่ทั้งทำงานและดูแลพี่ทอมไปด้วยไม่ไหว จึงคิดจะลาออก ฟ้าก็คอยปลอบใจเพื่อน และแนะนำให้ออกมาทำอาชีพอื่นแทน อย่างการขายของออนไลน์ หากถ้ามีอะไรขาดเหลือ ฟ้าจะช่วย เพราะฟ้าไม่ได้มีภาระอะไรมากมาย อีกทั้งอาการพี่ทอมก็ไม่สู้ดี

        เวลาผ่านไป อาการพี่ทอมทรุดหนักมากขึ้น ต้องรับยาที่โรงพยาบาลถี่ขึ้น แต่การรับยานี้พี่ทอมไม่จำเป็นต้องไป ให้ญาติไปรับแทนได้ กระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง จอยต้องออกไปรับยาที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตี 5 เพื่อต่อคิว จะกลับมาก็เป็นเวลาเที่ยง จึงขอให้ฟ้ามาช่วยเฝ้าพี่ทอมแทน ฟ้าที่ไม่ติดอะไรและพร้อมช่วยเพื่อนเสมอก็ตอบตกลง จอยจึงลิสต์สิ่งที่ต้องทำไว้ให้

        เมื่อวันนั้นมาถึง ฟ้าก็ไปที่บ้าน ไขกุญแจเข้าไปตามที่จอยบอก เมื่อเดินเข้าไปชั้นหนึ่ง ก็จะพบพี่ทอมนอนอยู่กลางบ้าน ปลายเท้ามีทีวี ลักษณะเป็นห้องนั่งเล่น ในตอนนั้นพี่ทอมยังไม่ตื่น ฟ้าจึงเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อย

        ไม่นานฟ้าก็เริ่มหิว จึงคิดว่าจะเดินออกไปตลาดที่หน้าหมู่บ้าน แต่ทว่าการเดินไป-กลับต้องใช้เวลามาก ทำให้กังวลกลัวว่าพี่ทอมตื่นมาจะไม่เจอใคร จึงเปลี่ยนใจเดินไปที่ครัวเพื่อดูว่าพอจะมีอะไรกินได้บ้าง โชคดีที่ยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหลืออยู่บ้าง ฟ้าจึงจัดแจงต้มบะหมี่ หลังจากต้มเสร็จก็เดินออกมากินตรงโซฟาที่ห้องนั่งเล่น เพื่อที่จะนั่งเฝ้าพี่ทอม

        ขณะที่กำลังถือชามบะหมี่ออกมา ช่วงฟ้าเริ่มสว่าง เวลา 7 โมงเช้าแล้ว แต่ฟ้ากลับเห็นผู้หญิงคนหนึ่งคล้ายเงาดำยืนอยู่ข้างหัวเตียงพี่ทอม ทว่าเงานั้นไม่ได้มองมาที่ฟ้า กลับมองไปที่พี่ทอม ในใจฟ้ารู้แล้วว่าตอนนั้นเจอเข้ากับอะไร แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงออกไป ทำได้เพียงมองค้างไว้ทั้งอย่างนั้น พลางคิดในใจว่า ‘อย่าหลอกฉันนะ’

        ขณะนั้นเอง ราวกับเงาดำสัมผัสได้ถึงเสียงใจฟ้า เพราะเงาดำได้หันมามองที่ฟ้า ฟ้ารีบหลับตาเพราะไม่อยากเห็น ทั้งยังพูดพึมพำไปด้วยว่า

        “อย่าหลอกฉันนะ”

        ฟ้าคิดว่าในใจว่านี่อาจเป็นเจ้าที่หรือผีบ้านผีเรือน ขณะที่หลับตาอยู่นั้น ชามบะหมี่ก็หลุดจากมือ และมวลรู้สึกที่ถูกกดดันก็ค่อย ๆ จางหายไป จากนั้นฟ้าก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เงาดำนั้นหายไปแล้ว กลายเป็นพี่ทอมที่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงชามบะหมี่ตกพื้นเสียงดัง พี่ทอมทำหน้าเหมือนอยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฟ้าจึงตอบไปว่า

        “ไม่มีอะไรพี่ น้ำร้อนมันลวกมือ”

        แล้วฟ้าก็เริ่มจัดการเก็บเศษชามและบะหมี่ที่หกเกลื่อนกลาดให้เรียบร้อย

        หลังจากเจอเรื่องที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ ฟ้าก็เปิดไฟให้ทั่วบ้าน และโทรศัพท์หาแม่ของตน เพื่อเล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง เมื่อฟังจบ แม่ฟ้าก็ได้ตอบกลับมาว่า

        “เป็นเจ้าที่ เจ้าทาง ผีบ้าน ผีเรือน หรือเปล่า แต่แบบนี้ไม่ดีนะ ถ้าเกิดมีคนป่วยอยู่ในบ้านแล้วเห็นวิญญาณแบบนี้ มันยิ่งเป็นพลังลบ ยิ่งทำให้คนป่วยอาการไม่ดี ให้จอยมันทำบุญบ้านบ้างสิ”

        ฟ้าจึงคิดว่าก็ดีเหมือนกัน และคิดว่าจะชวนจอยทำบุญบ้าน แต่ไม่คิดจะเล่าเรื่องที่ตนเจอให้จอยฟัง เพราะกลัวเพื่อนจะกลัวไปด้วย

        หลังจากนั้นช่วงประมาณเที่ยงกว่า จอยได้กลับมาถึงบ้าน ฟ้าจึงได้เอ่ยชวนก่อนว่า

        “จอย พวกเราไม่ได้ทำบุญบ้านกันมานานแล้วเนอะ พี่ทอมเขาก็ป่วยคงไปวัดไปวาไม่ได้ เราทำบุญบ้านกันดีไหม มันจะได้มีสิ่งดี ๆ เข้ามา เขาจะได้ฟังพระสวดบ้าง เสริมสิริมงคลกันนิดนึง”

        ทว่าจอยกลับตอบฟ้าไปว่า

        “ไม่ทำอะ”

        ตอนนั้นใจฟ้าเองเพียงคิดว่าเพื่อนอาจจะติดขัดเรื่องเงิน เพราะเพื่อนก็ไม่ได้ทำงาน เงินที่ใช้รักษาพี่ทอมเป็นเงินก้อนที่ใช้แล้วก็หมดไป อาจจะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ฟ้าจึงได้เสนอไปว่า

        “เอ้ย เดี๋ยวจะออกให้ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินนะ”

        ทว่าจอยดันโกรธขึ้นมา และหันกลับไปพูดใส่ฟ้าว่า

        “มึงไม่ต้องมายุ่งกับเรื่องครอบครัวกูได้ปะ”  

        สิ้นประโยคนี้ ทำให้ฟ้าปรี๊ดขึ้นมาทันที เพราะตั้งแต่คบกันมาไม่เคยมาพูดต่อว่าอะไรกันแบบนี้ และได้พูดกลับไปว่า “อ้าว อะไรอะ แค่ชวนทำบุญบ้าน ทำไมต้องพูดจาแบบนี้ใส่”

        จอยก็ตอบกลับมาอีกว่า “ก็ไม่ทำอะ พูดไปแล้วไงว่าไม่ทำ จะเซ้าซี้ทำไม”

        ฟ้าที่โกรธเต็มที่จึงพูดว่า “เอาตรง ๆ นะ กูอะ เห็นผียืนอยู่ข้างผัวมึงก็เลยชวนทำบุญ”

        ฟ้าก็ได้เล่าถึงลักษณะของผีที่เห็นว่าเป็นอย่างไรให้จอยฟัง พอพูดเสร็จจอยก็นิ่ง และหันไปมองที่พี่ทอมที่มองทั้งคู่ทะเลาะกันมาตลอด ฟ้าจึงพูดต่อว่า

        “กูเป็นห่วง แต่ก็ไม่อยากพูด กลัวมึงกลัว ทำไมต้องมาว่ากันขนาดนี้ด้วย”

        สิ้นเสียงของฟ้า จอยก็ดึงมือฟ้าขึ้นไปที่ชั้น 2 และจอยก็เริ่มร้องไห้ ฟ้าตกใจจึงถามกลับไปว่าเป็นอะไร จอยจึงเริ่มเปิดปากเล่าว่า..

        “มึงจำได้ไหม ตอนที่กูชอบพี่ทอมมาก ๆ กูทักหาไลน์หาเขาอยู่ตลอด แต่พี่ทอมไม่ได้สนใจเลย คุยด้วยน้อยมาก และรักษาระยะห่างทุกอย่าง กูเลยไปปรึกษาหมอคนหนึ่งที่เจอในออนไลน์ เกี่ยวกับเรื่องของการทำเสน่ห์ กูถามหมอแล้วนะว่าถ้าทำแล้วจะมีผลกับพี่ทอมมั้ย เขาบอกกูว่าไม่มี เป็นแค่การทำเสน่ห์ให้เขารู้สึกเมตตา มหานิยมเรา เดี๋ยวพอเขารักเขาชอบแล้วก็เลิกทำได้”

        ฟ้าฟังเพื่อนสนิทอย่างตั้งใจ และจอยได้เล่าต่อว่า จอยได้ตัดสินใจทำเสน่ห์ใส่พี่ทอม ตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำไปจนถึงได้พี่ทอมเป็นแฟน จากนั้นจึงค่อยเลิก แต่พอได้เป็นแฟนกันแล้ว จอยก็อยากแต่งงานกับคนนี้ จึงไม่ได้เลิกทำเสน่ห์ และตั้งเป้าใหม่ว่า จะทำไปจนกว่าจะแต่งงานแล้วค่อยเลิกทำ สุดท้ายก็ได้แต่งงานกัน และจอยก็เลิกทำเสน่ห์ตามสัญญา

        ทว่าหลังจากที่เลิกทำเสน่ห์ไปได้ไม่กี่เดือน คุณทอมก็ได้เส้นเลือดในสมองแตก ทำให้จอยได้กลับไปปรึกษากับหมอคนนี้อีกครั้งว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับที่เลิกทำเสน่ห์หรือไม่ หมอตอบว่า “เกี่ยว”

        จอยสับสนและถามต่อไปว่า “อ้าว ไหนตอนนั้นบอกว่าทำแล้วไม่มีผล”

        แต่หมอก็ตอบกลับมาอีกว่า “ตอนนั้นที่ตกลงกันไว้คือแค่ให้ชอบไม่ใช่หรอ อันนี้คือคุณเลยมาเอง บางอย่างหรือวิญญาณที่มันอยู่ในของ ถ้าวันนึงเราไม่เลี้ยงเขาแล้ว เขาก็จะต้องหากินของเขาเอง ซึ่งสิ่งที่เขาจะกินอันดับแรกคือเป้าหมายที่เคยมีคนสั่งให้เขาทำ และนั่นคือตัวของทอม

        พอฟ้าได้ฟังมาถึงจุดนี้ ก็รู้สึกว่าเพื่อนอาจจะพลาดพลั้งไป จึงให้โอกาสเพื่อนและบอกกับจอยไปว่า

        “ไม่เป็นไรดิ งั้นเดี๋ยวเราไปลองไหม ไปหาคนที่เขาเก่ง ๆ มาปลดปล่อยวิญญาณนี้ไป มันน่าจะทำได้ดิ”

        จอยให้เหตุผลกลับมาว่า “ไม่ได้มึง เพราะหมอคนที่เขาทำให้เขาบอกว่า ถ้ากูแก้เมื่อไหร่ของจะเข้าตัวกู”

        ฟ้ารีบบอกเพื่อนไปว่า “แล้วยังไงอะ ถ้าเข้าตัวมึง มึงก็แก้อีกทีไง”

        แต่จอยก็บอกด้วยเสียงเหนื่อยใจว่า “มึง ถ้าพี่ทอมหายมา เขาก็ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ อาจจะเดินหรือทำงานเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว”

        คำพูดที่จอยพูดกับฟ้า ทำให้ฟ้ารู้สึกว่าจอยเห็นแก่ชีวิตตัวเองอย่างเดียว ตนนั้นรับไม่ได้ จึงทำได้แค่บอกไปว่า “โอเค”

        จากนั้นฟ้าก็เดินออกมาจากบ้านนั้นทันที แต่ในระหว่างที่เดินออกไป ฟ้าก็ได้เดินผ่านพี่ทอม และรู้สึกสงสารพี่ทอมจับใจ เพราะครั้งหนึ่ง ฟ้าก็เคยชอบผู้ชายคนนี้เหมือนกัน ขณะที่ฟ้าเดินออกจากบ้าน ก็ยังคงได้ยินเสียงเรียกจากเพื่อนสนิทดังมาจากข้างหลัง แต่ฟ้าก็เลือกที่จะไม่สนใจ เวลาผ่านไป จอยก็พยายามส่งข้อความมาหา เล่าว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ต้องทำ ฟ้าทำได้เพียงแค่อ่าน แต่ไม่ตอบอะไรกลับไป

        ไม่นาน ฟ้าก็เลี่ยงที่จะเจอจอย โดยการลาออกจากที่ทำงาน แม้กระทั่งขับรถผ่านบ้านก็ไม่หันไปมอง ไม่นาน ฟ้าก็ทราบข่าวว่าพี่ทอมเสียชีวิตแล้ว และก็เห็นว่าที่หน้าบ้านของจอยมีประกาศขาย แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าชีวิตหลังจากนี้ของจอยจะเป็นอย่างไร แต่ตัวของฟ้าเองก็ได้มาเสียเพื่อนเพราะเรื่องนี้..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากม้าม่วง PowerpuffGAY 'ขอใครไว้' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

02 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากม้าม่วง PowerpuffGAY 'ขอใครไว้' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

‘คุณม้าม่วง Powerpuff GAY’ ได้มาเล่าเรื่องหลอนของน้องสาวที่ต้องฝันร้ายทุกคืน จนวันหนึ่ง พราหมณ์ที่วัดแขกยื่นของบางอย่างให้ แล้วฝันร้ายก็หายไป… แต่คืนหนึ่ง เธอกลับฝันเห็นคนแก่มายืนจ้อง และไม่นาน หมอดูก็พูดประโยคชวนขนลุก “เคยขออะไรไว้ กลับไปหาเขาหน่อยนะ” น้องสาวคุณม้าม่วงเคยขออะไรไว้? แล้วเธอลืมอะไรไป? มาฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 มกราคม 2568) ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! ‘คุณม้าม่วง Powerpuff GAY’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้องสาว โดยน้องสาวของคุณม้าม่วงนั้นชอบมาปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับคุณม้าม่วงเป็นประจำ เพราะว่าน้องสาวของคุณม้าม่วงฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ และชอบมาบ่นอยู่ทุกวันว่า “เธอชั้นฝันร้ายอีกแล้ว เธอชั้นฝันว่าถูกไล่ฆ่า ฝันว่าผีมาดึงแขนอีกแล้ว!” คุณม้าม่วงถึงถามไปว่า “มึงเคยไหว้พระ ไหว้อะไรไหม” ทางน้องสาวก็ตอบกลับมาว่า “เธอ ชั้นก็ไหว้ ชั้นก็สวดมนต์ ชั้นพยายามสวดมนต์ตอนกลางคืนแล้ว แต่มันก็ยังมีเรื่องแปลกประหลาดมาเกิดขึ้นอยู่ดี” เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งทางน้องสาวได้ลาออกจากงานมาเป็นผู้จัดการให้คุณม้าม่วง ในช่วงแรก คุณม้าม่วงอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ จึงจำเป็นต้องเช่าเพิ่มอีก 1 ห้องเพื่อให้น้องสาวอยู่ เป็นห้องที่อยู่ตรงข้ามกันพอดี หลังจากที่น้องสาวคุณม้าม่วงย้ายมาแล้ว ก็ยังคงฝันร้ายอีกเช่นเคย และมักจะเป็นฝันเรื่องเดิม ๆ ฝันว่า ‘มีผีมาหา มีคนไล่ฆ่า วิ่งขึ้นรถแล้วก็มีคนต่างด้าวไล่ฆ่า’ เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนคุณม้าม่วงพูดว่า “มึงมาไหว้พระในห้องกูไหม” หลังจากไหว้เสร็จคืนนั้นน้องคุณม้าม่วงก็หลับสบายดีโดยที่ไม่ฝัน พอวันต่อมา น้องคุณม้าม่วงก็กลับมาฝันอีก และมาเล่าให้คุณม้าม่วงฟัง “คราวนี้ชั้นฝันว่าไปกับเธอ แล้วทีนี้มันไล่เราสองคน เธอดึงแขนชั้นวิ่ง แล้วมันก็วิ่งตามเธอกับชั้นไม่ทัน เพราะเธอวิ่งเร็วมาก” ด้วยความที่คุณม้าม่วงกลัวว่าน้องจะตกใจกลัวจึงพูดติดตลกกลับไปว่า “มึงดูขากูสิ กูสูงยาวเข่าดีขนาดนี้ กูก็วิ่งสิ” โดยพยายามพูดเปลี่ยนให้บรรยากาศมันดีขึ้น แต่เหมือนว่าทางน้องสาวไม่ได้คิดอย่างนั้นและตอบกลับมาว่า “เธอแต่ในความฝันมันน่ากลัวมากเลยนะ มันถือมีดไล่ฟันเราเลยนะ มันเหมือนเหตุการณ์จริงมาก” คุณม้าม่วงจึงทำได้แค่พยายามปลอบใจน้องสาวเท่านั้น หลังจากนั้น วันเวลาก็ผ่านไป ในระหว่างนั้น คุณม้าม่วงก็คอยบอกน้องสาวให้ช่วยเปลี่ยนน้ำพระ หรือทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกันในวันพระ เพื่อหวังว่าจะดีขึ้นและฝันร้ายนั้นจะหายไป พอทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จากที่น้องสาวฝันทุกวัน ก็เริ่มเป็นฝัน ไม่ฝัน ฝัน เว้นวัน ดูเหมือนว่าจะเริ่มดีขึ้น จนมาถึงวันหนึ่ง ซึ่งเป็นงานวัดแขกนวราตรี งานนวราตรีเป็นอีกเทศกาลประจำปีของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ในทุกปีจะมีการบูชาพระแม่ทุรคา หรือพระแม่ปารวตี หรือพระแม่อุมาเทวี เป็นระยะเวลา 9 คืน ซึ่งเป็นปีแรกของคุณม้าม่วงที่ได้ไป จึงชวนน้องสาวไปด้วยเพราะคุณม้าม่วงเองก็ไม่เคยไป พอไปถึงก็มีคนขอถ่ายรูปคุณม้าม่วงเยอะจนทำให้ไม่ได้คุยกับน้องสาวเท่าไหร่นัก ผ่านไปสักพักหนึ่งคุณม้าม่วงก็ได้เหลือบตาไปเห็นพราหมณ์ เดินเข้าไปหาน้องคุณม้าม่วง แล้วก็ถามว่า “เป็นยังไงบ้าง” ทางด้านน้องสาวก็ตกใจและงงงวยที่อยู่ ๆ พราหมณ์เข้ามาทัก ทางพราหมณ์ก็พูดต่อว่า “ฝันไม่ค่อยดีใช่ไหม เอาอย่างนี้” จากนั้นพราหมณ์ก็ได้ยื่นของมาให้น้องคุณม้าม่วง พอคุณม้าม่วงเห็นอย่างนั้นจึงหยุดกิจกรรมการถ่ายรูปทั้งหมด แล้วเดินเข้าไปหาและพูดไปว่า “อะไรคะพี่ อะไร ๆ” พราหมณ์ก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้มีอะไร แต่น้องสาวฝันไม่ดีใช่ไหม” “ใช่ค่ะ ใช่” คุณม้าม่วงตอบกลับไปอย่างนั้น และตามต่อไปว่าสิ่งนี้คืออะไร พราหมณ์ก็บอกว่า “คือจะเอาของอันนี้ ให้น้องพกติดตัวเอาไว้ มันจะช่วยให้ดีขึ้น” แต่ตัวคุณม้าม่วงกังวลและไม่กล้าให้น้องสาวรับของจากใคร ด้วยความกลัวและไม่รู้ผสมปนเปกันไป คุณม้าม่วงจึงเสนอตัวรับของสิ่งนั้นเอาไว้ และคิดในใจว่า ‘ถ้าผีจะมาลง มาลงที่กู’ พราหมณ์จึงเอาของสิ่งนั้นมาวางไว้บนมือของคุณม้าม่วงและพูดว่า “บอกน้องสาวพกเอาไว้ มันจะช่วย” จากนั้นคุณม้าม่วงก็เก็บของสิ่งนั้นเข้ากระเป๋าไป หลังจากเสร็จงานช่วงเวลาประมาณตี 1-2 คุณม้าม่วงและน้องสาวก็นั่งรถกลับ ระหว่างทาง คุณม้าม่วงได้เปิดกระเป๋า และยื่นของสิ่งนั้นให้น้องสาวและบอก “นี่เขาเอามาให้มึง” ของสิ่งนั้นมีลักษณะคล้าย ‘ลิงหรือหนุมานถือหรือลูกตุ้ม ของประเทศอินเดีย’ คุณม้าม่วงจึงพูดต่อว่า “นี่ไงเขาบอกให้มึงพก มึงก็ต้องพกพระพิฆเนศด้วยนะ เพราะเราไปขอพรมาจากวัดแขกแล้ว” พอน้องสาวของคุณม้าม่วงพกของสิ่งนี้เอาไว้ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทางน้องสาวก็ฝันดี นอนสบาย มาตลอด จนอยู่มาวันหนึ่ง จากที่ไม่ได้ฝันร้ายมานานจู่ ๆ น้องคุณม้าม่วงก็กลับมาฝันว่า ‘มีคนแก่มาหา’ คุณม้าม่วงจึงถามต่อไปว่า “เขาได้มาทำอะไรมึงไหม” ทางด้านน้องสาวก็ตอบว่า “เขาไม่ได้มาทำอะไร แต่ฉันก็กลัวอยู่ดี” จากนั้นคุณม้าม่วงก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้หมอดูประจำตัวฟัง หมอดูก็บอกกลับมาว่า “พี่หนุ่ม ไม่ต้องให้เย่ (ชื่อน้องสาวของคุณมะม่วง) มาดูดวงกับหนูหรอก เย่มันกลัวใช่ไหม” “ใช่ เย่มันกลัว” คุณม้าม่วงตอบกลับไป หมอดูพูดต่อ “แต่หนูอยากขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม เย่อะไปขออะไรใครไว้ กลับไปหาเขานะ” พอได้ยินอย่างนั้นคุณม้าม่วงก็สงสัยและคิดในใจว่า ‘เย่ไม่ไหวพระ เวลาไปกับเพื่อนมากสุดก็แค่สาธุ จะไปขออะไรใครไว้ได้อย่างไร’ หมอดูพูดเพิ่มเติมว่า “ไม่รู้พี่หนุ่ม เขามาสื่อกับหนูว่า เย่ไปขออะไรกับเขาไว้” จากนั้นทางคุณม้าม่วงก็นำเรื่องนี้มาบอกและถามน้องสาว “มึงไปขออะไรใครไว้หรือเปล่า มึงไปบนอะไรไว้ไหม” แต่น้องสาวก็ตอบกลับมาทันทีว่า “ฉันไม่เคยขอหรือบนอะไรใครไว้เลยนะ ฉันมีแต่พระที่เธอให้ หรือแค่หิ้งพระที่เราไหว้กันแค่นั้น” สุดท้ายน้องสาวก็จำไม่ได้ คุณม้าม่วงจึงบอกได้แค่ว่าให้เธอกลับไปนึกดี ๆ วันนั้น ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปนอนในห้องของตัวเอง ยังไม่ทันพ้นคืนนั้นไป ตอนเวลา 5 ทุ่มแชทคุณม้าม่วงก็เด้งขึ้นเป็นข้อความของน้องสาวที่พิมพ์มาว่า ‘เธอ ฉันจำได้แล้ว ที่อุบลมันจะมีวัดหนึ่ง เขาเรียกว่าวัดตำแย ถ้าใครที่อยู่อุบลน่าจะรู้จักกันดี เป็นวัดที่มีองค์พระพรหม เดินถัดเข้าไปจะมีศาลตายาย หุ่นตัวเท่าคนนั่งพับเพียบอยู่’ ประมาณว่าทางน้องสาวเคยไปไหว้กับเพื่อน และขออะไรท่านสักอย่างหนึ่ง และลืมไปว่าได้เคยขอไว้ คุณม้าม่วงจึงนึกย้อนกลับไปตอนที่หมอดูบอกว่า ‘ยายฝากมาบอกว่า ขออะไรไว้ กลับมาหาหน่อยนะคิดถึง’ เหมือนคนแก่คิดถึงหลาน หมอดูยังบอกอีกว่า ‘ให้น้องซื้อชุดที่คนแก่ชอบใส่ คอกระเช้าสวย ๆ เอาไปถวายท่าน อย่างที่เราเคยขอไว้ แล้วท่านก็บอกว่าท่านคิดถึงนะ มาหาหน่อย’ จึงบอกกับน้องสาวว่า “มึงเอาไปคืนด้วย” เพราะส่วนตัวคุณม้าม่วงเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องที่มองไม่เห็นมาก หลังจากที่น้องสาวทำตามที่บอก เอาเสื้อผ้าไปถวายกลับไปหาท่าน ความฝันร้าย ๆ พวกนั้นก็หายไป...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ทำพรอพถ่ายหนังไม่ทัน เลยขอยืมของจริงซะเลย! “ผมมั่นใจเลยว่าตายายเป็นสิ่งแรกที่ผมจะหยิบมาด้วย ..แต่หายังไงก็ไม่เจอ!” พอเอาของกลับไปคืน ตายายดันอยู่ที่เดิมเฉยเลย!

16 มี.ค. 2023

ทำพรอพถ่ายหนังไม่ทัน เลยขอยืมของจริงซะเลย! “ผมมั่นใจเลยว่าตายายเป็นสิ่งแรกที่ผมจะหยิบมาด้วย ..แต่หายังไงก็ไม่เจอ!” พอเอาของกลับไปคืน ตายายดันอยู่ที่เดิมเฉยเลย!

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “หุ่นพยนต์” อย่าง “พี่ไมค์ ภณธฤต” และนักแสดงคู่ใจ “อัพ ภูมิพัฒน์” ได้นำเรื่องหลอนมาเล่าให้ชาว “อังคารคลุมโปง X” (14 มีนาคม 2566) ได้ฟัง ทำเอา “ดีเจแนน” และ “ดีเจเจ็ม” แทบจะร้องกรี๊ดลั่นสตูดิโอ! หนึ่งในเรื่องหลอนที่ต้องขนหัวลุกไปตาม ๆ กันคือเรื่องที่มีชื่อว่า “ตายายไม่ไปถ่ายหนัง” เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามอ่านกันได้เลย! พี่ไมค์เล่าว่า เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พี่ไมค์ยังทำงานเป็นฝ่ายอาร์ตให้กับกองถ่าย ซึ่งจะมีหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก และเซ็ตแต่ละฉากให้ดูสมจริงเพื่อใช้ในการถ่ายภาพยนตร์ ในตอนนั้นพี่ไมค์ได้รับโปรเจคให้ทำภาพยนตร์เรื่อง “ศพเด็ก 2002” ซึ่งมีเค้าโครงมาจากข่าวที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศสะเทือนขวัญกับการพบศพทารกจำนวนมากถึง 2,002 ศพ สถานที่คือวัดไผ่เงินโชตนาราม เมื่อทราบว่าจะมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมอาร์ตของพี่ไมค์ก็จัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายทำ หนึ่งในนั้นคือโกดังวัดไผ่เงินและศาลที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ซึ่งพี่ไมค์กับทีมงานต้องสร้างขึ้นมาเอง จึงเดินทางไปสถานที่จริง เพื่อวัดสัดส่วน ความกว้าง ความสูง และรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้มีความสมจริงมากที่สุด จากนั้นก็วางแผนว่าจะสร้างในโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 หลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว เป็นเวลาจวนพลบค่ำ ปรากกฎว่าพี่ไมค์ดันลืมองค์ประกอบสำคัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป เช่น พวงมาลัยแห้ง เหล่าบริวาร และของเซ่นไหว้ เพื่อความสมจริง ของเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องดูเก่า พี่ไมค์คิดว่าถ้าจะไปหาซื้อใหม่ตอนนั้นก็คงไม่ทัน จึงต่อสายหาสัปเหร่อ (ตอนนั้นยังไม่ถูกจับไป) เพื่อขออนุญาตขอ “ของจริง” มาใช้ และจะซื้อของใหม่เข้าไปถวายแทน ทางสัปเหร่อของวัดก็ไม่ได้ว่าอะไร และบอกว่า “ถ้าจะเอาก็มาขอเขาก่อน” สิ้นสุดการสนทนา พี่ไมค์และทีมงานก็เดินทางไปที่วัดเพื่อนำบริวารของจริงทุกอย่างที่มี ไปประกอบฉากอย่างที่ตั้งใจ และนำของใหม่ที่พึ่งซื้อหน้าวัดเข้าไปสับเปลี่ยน พร้อมทั้งบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง จากนั้นของจริงก็ถูกนำมาใช้ระกอบฉาก เรียกได้ว่าออกมา “สมบูรณ์แบบ” พอเสร็จงาน พี่ไมค์ก็เดินทางกลับบ้าน ซึ่งตอนนั้นพึ่งจะเช่าบ้านใหม่และมีหลานอยู่ด้วย ตกดึกหลานก็บอกว่าได้ยินเสียง “กุกกัก กุกกัก” เป็นเหมือนเสียงคนเดินอยู่ในบ้าน พี่ไมค์บอกว่าบ้านหลังนั้นไม่มีศาลแต่มีตี่จู่เอี๊ยะ (ศาลเจ้าตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีน) จึงคิดในใจว่าหลานเราไปทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า หรือเป็นเพราะพี่ไมค์ที่ย้ายบ้านเข้ามาใหม่แต่ไม่ได้ไหว้ตี่จู่เอี๊ยะเลย พี่ไมค์เล่าว่าได้ยินเสียงคนเดินอยู่ที่บ้านแบบนั้นอยู่ 3 วัน ตามระยะเวลาที่ไปถ่ายทำภาพยนตร์ จนกระทั่งวันสุดท้าย พี่ไมค์เล่าเรื่องที่เจอให้กับพี่คนขับรถฟัง พี่คนขับรถได้แต่ยิ้มกรุ้มกริ่ม พี่ไมค์จึงปรึกษาว่า “เอายังไงดี เพราะบ้านหลังนี้ก็พึ่งเช่า ผมยังไม่พร้อมจะย้าย” พี่คนขับรถก็บอกว่า “ไมค์ น้ามีเรื่องอยากจะบอกนะ ของที่ไมค์ไปเอาเขามา ไมค์ได้ไหว้ที่โรงเรียนนั้นมั้ย?” พี่ไมค์ตอบกลับไปว่าไม่ได้ไหว้ เพราะตอนนั้นสถานการณ์ค่อนข้างเร่งรัด พี่คนขับรถจึงบอกว่า “ไมค์อ่ะทำพลาดแล้ว ไมค์ไปเอาของเขามา แต่ไม่ได้ไปจุดธูปไหว้เจ้าที่ที่โรงเรียน เขาก็เลยไปไหนไม่ได้ เขาก็เลยมาหาไมค์ เลยมาหาที่บ้าน” พอถึงวันถ่ายทำวันสุดท้าย จากเดิมที่คิดว่าจะทิ้งเพราะมีของใหม่ไปเปลี่ยนแทนแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะนำของทุกอย่างที่ยืมมาไปคืนให้หมด แต่พอเก็บไปเก็บมา “คิน” หนึ่งในทีมอาร์ตของพี่ไมค์ก็ต้องตกใจ และบอกกับพี่ไมค์ว่า “เห้ยพี่ ของไม่ครบอ่ะ” พี่ไมค์ก็ตกใจว่าทำไมไม่ครบ เพราะฉากนี้ไม่ได้เปลี่ยนอะไร เป็นการตั้งไว้เฉย ๆ จึงไม่น่าทำให้ของหายได้ ส่วนของที่หายคือ “ตา-ยาย” ของสำคัญที่ไม่ควรจะหาย แต่หายังไงก็หาไม่เจอ! ทุกคนในทีมมั่นใจเต็มร้อยว่าเอามาหมด ของสำคัญอย่างตายายเราจะลืมเอามาได้อย่างไร แถมศาลยังเล็ก ๆ เราซื้อของใหม่เข้าไปเปลี่ยนด้วย ยังไงก็ต้องเอามา พี่ไมค์ถึงกับขนลุกและพูดกับคินว่า “โหยคิน ถ้ากลับไปที่ศาลแล้วเขาอยู่ที่ศาล เราจะทำยังไงวะ” แม้จะดูเหมือนเป็นการคุยกันเล่น ๆ แต่ลึก ๆ ในใจ ทุกคนในทีมก็หวังว่าจะไม่เจอสิ่งที่พูดไป พอกลับไปถึงศาลที่วัด พี่ไมค์เล่าว่าภาพมันเหมือนกับฉากในภาพยนตร์ไม่มีผิด พี่ไมค์กับคินก็คิดในใจว่า “อย่าอยู่นะ อย่ามีนะ” พอเดินเข้าไปใกล้ศาลเรื่อย ๆ ก็แง้มดูข้างใน พี่ไมค์บอกว่า “นั่งเดี่ยว ๆ อยู่เลย” ซึ่งรวมอยู่กับของใหม่ที่เอามาเปลี่ยนแทน กลายเป็นมีตายายเก่าและตายายใหม่อยู่ด้วยกัน! นั่นทำให้พี่ไมค์คิดแล้วคิดอีก และหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไม “ตายาย” ถึงอยู่ที่ศาลเดิม เพราะนั่นคือสิ่งแรกที่พี่ไมค์จะนำมาด้วย และก็นำของใหม่เข้าไปสับเปลี่ยน สุดท้ายก็หาเหตุผลไม่ได้ หลังจากนั้นพี่ไมค์ก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระอาจารย์ที่วัดฟัง ท่านก็บอกว่า “ไม่ต้องคิดไรมากโยม ก็แสดงว่าเขาไม่ไป”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้ม ‘ตายตาไม่หลับ’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

18 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้ม ‘ตายตาไม่หลับ’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

‘อาจารย์มิ้ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณไม้’ เขาได้เสียน้องสาวไปอย่างกะทันหัน การเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติและไม่รู้สาเหตุ ทำให้ครอบครัวของไม้เจอเรื่องหลอนกันแทบทุกคืน ชาวบ้านต่างหวาดกลัวกับความเฮี้ยนจนทนไม่ไหว จนไม้ต้องตกเป็นจำเลยสังคม เพราะทุกคนเข้าใจว่าไม้เป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวตาย! แต่ความจริงของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร’ (7 ตุลาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตายตาไม่หลับ’ ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ตอนที่ ‘ไม้’ ยังเป็นเด็ก ในครอบครัวไม้เป็นพี่คนโต มีน้องสาวชื่อ ‘ส้ม’ แต่ชื่อที่ไม้ชอบเรียกคือ ‘ส้มจี๊ด’ ข้างบ้านของไม้เป็นบ้านเพื่อนสนิทที่ชื่อ ‘ทวน’ ทั้งสามเป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็ก ดังนั้นในทุก ๆ เย็นในซอยมักจะมีเสียงดังคึกคักของเด็กกลุ่มนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อแม่ไม้เดินทางไปต่างจังหวัดแต่เช้าตรู่และจะกลับมาในช่วงหัวค่ำ ส่วนไม้และส้มก็จะอยู่ที่บ้าน แม้สองพี่น้องจะอยู่บ้านเพียงลำพัง แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลอะไร เพราะแม่ของทวนมักจะทำอาหารมาแบ่งไม้กับส้มอยู่เป็นประจำ ในเย็นวันนั้นก็เช่นเคย ทวนได้ยกหม้อแกงส้มมาให้ไม้ ขณะกำลังเดินลัดรั้วเขตบ้านของไม้ แต่ทันใดนั้น มีเสียงร้องดังขึ้น “ใครก็ได้! ช่วยส้มด้วย!” ปรากฏว่าเป็นเสียงของไม้ ที่กำลังตะโกนขอความช่วยเหลือ ทวนตกใจจนหน้าถอดสี แล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ภาพตรงหน้าทำเอาทวนถึงกับขาอ่อนลงทันที เป็นภาพส้มนอนอยู่ที่ตีนบันไดด้วยร่างกายเปลือยเปล่า คอหักผิดรูป ตาเบิกโพลงกว้าง จากสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คิดกันว่าส้มเสียชีวิตแล้ว แต่ตากลับไม่ปิดสนิท ไม้ยืนตัวสั่นเครือ และมีใบหน้าซีดเผือด ทวนตะโกนเรียกสติไม้ไปทันทีว่า “ไม้! มึงทำอะไร?” แต่ไม้กลับส่ายหัว พร้อมน้ำตาไหลอาบลงแก้ม หลังจากนั้นพ่อแม่ก็กลับมาที่บ้านและได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างร้องไห้เสียใจ หลังจากเกิดเรื่อง ได้มีลุงสัปเหร่อมาที่บ้านแล้วได้พูดว่า “ส้มมันตายตาไม่หลับ แบบนี้หมู่บ้านของพวกเรา อยู่ไม่เป็นสุขแน่ ๆ” ในคืนแรกของงานศพ งานได้จัดขึ้นที่บ้านของไม้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ที่ทำใจไม่ได้ คนในหมู่บ้านต่างเห็นใจจึงพากันแวะเวียนมาช่วยงาน แต่บางคนไม่กล้าแม้แต่จะมาร่วมงานศพ เพราะหวาดกลัวความเฮี้ยนของส้มและกลัวว่าจะโดนตามกลับบ้าน แต่ในคืนนั้นเอง ขณะที่ทุกคนได้นั่งล้อมวงดื่มเพื่อปลอบใจพ่อกับแม่ ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนของตกลงมาบริเวณบันได ตึง..ตึง… ทุกคนพร้อมใจกันหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็นลูกบอลสีเหลือง ของเล่นชิ้นโปรดของส้ม มันค่อย ๆ กลิ้งลงมาจากชั้นบน กลิ้งมาเรื่อย ๆ จนถึง..กลางวง แม่ตกใจเพราะก่อนหน้า แม่ได้เก็บของเล่นทุกชิ้นลงหีบไปแล้ว ทางผู้ใหญ่บ้านก็ตกใจจนหน้าถอดสี แต่ได้พูดปลอบใจแม่ไปว่า “ลมมันคงจะพัดละมั้ง” ทุกคนได้แต่นั่งเงียบ เพราะตั้งแต่ขอบบันได้จนมาถึงเสื่อกลางวง มีรอยเปียกน้ำปรากฏออกมาเป็นรอยเท้าเด็ก พ่อลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า “ส้ม!! บอกพ่อทีสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” เหตุการณ์หลังจากคืนนั้น ความหลอนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในกลางดึกแม่ส้มมักจะตื่นขึ้นมา เพราะเสียงกรีดร้องของส้ม บางคืนเป็นไม้ที่ได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งอยู่รอบเตียง ในหลายครั้งที่ส่องกระจก ก็จะเห็นเป็นเงาส้มยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง มาในร่างที่คอหัก หน้าเริ่มอืด และมีรอยแผล เรื่องราวความหลอนถูกเล่าไปปากต่อปากจนลามไปทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างหวาดกลัว และไม่กล้าเข้ามาใกล้ในช่วงค่ำ ทุกคนเชื่อว่าวิญญาณส้มยังไม่ไปไหน เพราะตายผิดธรรมชาติ ในคืนหนึ่ง ไม้ได้ยินเสียงลาก ครืด..ครืด… อยู่ใต้เตียง ไม้ก้มลงไปมอง ภาพตรงหน้าปรากฏเป็นส้มนอนมุดอยู่ใต้เตียงด้วยลักษณะตาแดงคล้ำ คอหักผิดรูป ไม้ตกใจตะโกนร้องลั่นบ้าน พ่อแม่รีบวิ่งมาเปิดกลับพบเห็นอะไร แต่พบว่าบริเวณใต้เตียงมีรอยเปียกของน้ำ เวลาผ่านไป ไม้เจอเรื่องหลอนเข้าไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีอาการซูบผอม ไม่กล้านอนคนเดียว ทุกครั้งที่หลับตามักจะเห็นส้มมายืนอยู่ปลายเตียงเสมอ ชาวบ้านเริ่มพากันนินทาไปต่าง ๆ นานา ว่าไม้เป็นคนผลักส้มตกบันได พูดแรงไปจนถึงว่า ‘ไม้คิดอะไรไม่ดีกับน้องสาว ถึงได้ตายไปในสภาพเปลือยเปล่า’ จนพ่อแม่ไม่กล้าสู้หน้าใคร เดินทางมาถึงวันทำบุญครบ 49 วัน ชาวบ้านหลายสิบคนและผู้ใหญ่บ้าน พร้อมใจกันมารวมตัวกันที่ใต้ถุนบ้าน ทุกสายตาจับจ้องไปที่พ่อแม่และไม้ที่เดินลงมา จากนั้นก็ส่งเสียงตะโกนว่า “พูดออกมาเถอะไม้! มึงทำอะไรส้ม มึงจะปิดบังความจริงไปทำไม!?” ไม้ร้องไห้ตัวสั่นเครือ ชาวบ้านเริ่มหยิบหินเขวี้ยงใส่หัวไม้ หินโดนไม้แบบเต็ม ๆ ไม้ร้องด้วยความเจ็บปวด พร้อมเลือดค่อย ๆ ไหลหยดลงมา ชาวบ้านวิ่งกรูเข้าไป ไม้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้น พ่อแม่ตะโกนห้ามแต่ไม่มีใครฟัง ผ่านไปสักพักมีเสียงหัวเราะดังขึ้น ทุกคนหันไปมองต้นเสียง ปรากฏว่าเป็นทวนยืนตาแดงก่ำ กำลังเดินโซซัดโซเซมากลางวง พร้อมชี้ไปที่บันได แล้วพูดว่า “กูอะ ทำมันเองแหละ” เสียงชาวบ้านที่ฮือฮาก่อนหน้า เงียบกริบในทันที ทวนพูดต่อว่า “วันนั้นกูขึ้นไปหามันเอง กูอยากได้มันแต่มันหนี กูเลยต้องผลักมันไง มันตกไปคอหักตายต่อหน้ากูนี่แหละ” ทวนเงยหน้าขึ้นเหมือนกับคนโดนผีสิง พร้อมพูดต่อว่า “มันตามกูทุกคืน! มันเรียกชื่อกู! มันตามกูไปทุกที่! กูจะบ้าอยู่แล้ว ส้มมึงจะเอายังไงกับกู!!” ไม้ต่อยเข้าไปอย่างเต็มแรงที่หน้าทวนด้วยความโมโห พร้อมกระชากคอเสื้อขึ้นมาแล้วพูดด้วยความโกรธว่า “มึงทำแบบนี้กับน้องกูได้ยังไงวะ มันเหมือนน้องสาวมึงเลยนะ” ทวนเก็บตัวนั่งกับพื้น เหมือนคนอยู่ในอาการหวาดกลัว เขาใช้สองมือตบไปที่หน้าของตัวเองอยู่ซ้ำๆ แล้วเหตุการณ์หลังจากวันนั้น ผู้ใหญ่บ้านพร้อมชาวบ้าน ก็เข้ามาขอโทษพ่อแม่และไม้ ที่ด่วนตัดสินใจกันไปเอง ตัวของทวนกลายเป็นคนบ้า เมื่อเวลาผ่านไปกลับไปพบว่าทวนได้จมน้ำเสียชีวิตที่คลองท้ายหมู่บ้าน พ่อแม่ทวนทำใจไม่ได้กับเรื่องที่ทวนก่อแล้วยังมาเสียชีวิตไปอีก จึงได้ย้ายออกจากหมู่บ้านไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ‘มนตรามหาเสน่ห์’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

07 มิ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ‘มนตรามหาเสน่ห์’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณใหม่ รอเรน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มนตรามหาเสน่ห์’ เล่าเรื่องของ ‘น้องช่างผมวัย 22 ปี’ ที่เคยทำอาชีพมอบความสุขให้กับผู้อื่นหรือ ‘อาชีพเด็กเอ็น’ กับเบื้องหลังชีวิตที่ไม่มีวันลืม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น สามารถติดตามได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 มิถุนายน 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ คุณรอเรนได้เล่าว่า ‘มนตรามหาเสน่ห์’ เป็นเรื่องของน้องช่างทำผมคนหนึ่งที่มาถ่ายทอดให้ฟังด้วยตัวเอง ให้นามสมมติว่า ‘น้องดาว’ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นก่อนที่เธอจะผันตัวมาเป็นช่างทำผมอย่างทุกวันนี้ โดยในตอนนั้น ดาวยังอายุเพียง 22 ปี และเคยทำอาชีพที่เกี่ยวกับการมอบความสุขให้กับผู้อื่น หรือที่รู้จักกันในว่า‘เด็กเอ็น’ด้วยความที่ยังอ่อนวัยและไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากนัก เธอจึงสนิทสนมและไว้วางใจรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นพิเศษ ให้นามสมมติว่า ‘พี่รุ้ง’ วันหนึ่งพี่รุ้งได้พูดกับเธอในลักษณะชักชวนว่า “เออ ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย มันอยู่ไกลถึงต่างจังหวัด กูจะไปทำอะไรบางอย่าง..” ดาวที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ก็ได้ร่วมเดินทางไปในครั้งนั้นด้วย ซึ่งพี่รุ้งอาสาออกค่าเดินทางต่าง ๆ ให้ และได้บอกกับเธออีกด้วยว่า “กูจะไปทำสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่ทำให้มีเสน่ห์ จะกี่บาทไม่รู้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวกูจะช่วยจ่าย 50% แล้วทำให้มึงด้วยอีกชิ้น” หลังจากเดินทางไปถึงที่หมาย ดาวเล่าว่าที่นั่นเป็นสถานที่ที่ดูอลังการมาก จากนั้นก็ได้รู้ว่าหากจะต้องทำพิธี ต้องใช้ดินจากป่าช้า 1 ก่อนและน้ำจาก 9 ท่า เมื่อทราบเช่นนั้น จึงเตรียมของที่จำเป็นทั้งหมดไว้ให้พร้อม จากนั้นก็ส่งมอบให้ใช้ในพิธี ก่อนจะนั่งรออยู่ด้านนอก เมื่อพิธีเสร็จสิ้น เธอเล่าว่าสิ่งที่ได้รับกลับมา คือของเหลวในขวดเล็ก ๆ หน้าตาคล้ายน้ำมันพราย และถุงอีกชิ้นหนึ่ง ใช้สำหรับนำไปฝังใต้ต้นดอกรัก ซึ่งทุกคนต่างก็ได้รับมาคนละชิ้น พอทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งคู่ก็เดินทางกลับขึ้นมากรุงเทพฯ ทันที เวลาผ่านมาเพียง 2-3 วัน ดาวก็นำของที่ได้มาใช้ทันที เพราะคิดว่ามันอาจจะมีประโยชน์ในการทำงาน ในคืนแรกที่ลอง ดาวเอ่ยขอในใจว่า “วันนี้ยังไงก็ได้ ขอให้ได้เงินแสน” สิ้นสุดคำขอในคืนนั้น ดาวก็ได้รับเงินแสนสมคำปรารถนาจริง ๆ และด้วยความดีใจ เธอนำเงินมากองรวมกันบนเตียงอย่างตื่นเต้น เพราะนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้จับเงินแสน แต่ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น พี่รุ้งที่ไปทำพิธีด้วยกันต่างก็มีงานเข้ามา ทั้งบินในประเทศและต่างประเทศ งานเริ่มไหลเข้ามามากยิ่งขึ้น วันต่อมา เธอจึงลองขออีกครั้งหนึ่งว่า “วันนี้ขออีกสองหมื่น” แล้วเธอก็ได้จริง ๆ จากนั้นมา ดาวก็เริ่มขอซ้ำแล้วซ้ำอีก ขอมากขึ้นทีละนิด และทุกครั้ง คำขอก็กลายเป็นจริงเสมอ เธอทำแบบนี้เกือบสองปี แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้กำลังจะทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป เรื่องราวเกิดในช่วงที่ดาวอายุ 24 ปี ใกล้เข้าเบญจเพส เธอเริ่มมีเงินมากขึ้น แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่ง ก็เริ่มมีคนรอบตัวทักเธอว่า “มึงมากับใคร มึงอยู่กับใคร” ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เธอไปนอนห้องกับเพื่อน เพื่อนเธอต่างก็ทักว่า “ทำไมกูรู้สึกว่าเหมือนมึงไม่ได้นอนคนเดียว” จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง เธอเล่าว่าเธอได้ไปที่ห้องของพี่รุ้ง พอไปถึงเธอก็ได้มีการพูดคุย กินข้าวร่วมกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน พี่รุ้งเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง แต่อาการของพี่รุ้งกลับไม่เหมือนคนที่ตายจากโรค ส่วนตัวดาวเองก็เริ่มมีอาการป่วย ผอมลง ซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งช่วงเวลา 6 โมงเย็น และเที่ยงคืน เธอมักรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาบีบร่างเธอไว้แน่น บางครั้งถึงขั้นอยากจะขยำหัวตัวเอง สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจอย่างมากก็คือ ทั้งพี่รุ้งและดาว ในช่วงกลางวันจะเป็นปกติ แต่พอตกช่วงกลางคืน เธอทั้งสองกลับมีหน้าตาที่สะสวยเพิ่มมากขึ้น จากเหตุการณ์เหล่านี้ ดาวจึงเริ่มรู้ตัวว่า มีบางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตฉันกันแน่?” นั่นจึงทำให้เธอตัดสินใจจะนำของมาให้คนช่วยแก้ และของนั้นก็คือถุงที่เธอเคยนำไปฝังไว้ใต้ต้นรักเมื่อหลายปีก่อน แต่เมื่อดาวกลับไปที่ที่เคยฝังไว้ ต้นรักต้นนั้นกลับหายไปและกลายเป็นคอนโดแทน ด้วยความสิ้นหวังนี้ เธอจึงคิดไม่ตกว่าควรจะทำอย่างไรดี เธอพยายามอ้อนวอนขอช่วยเธอที คนที่ช่วยแก้ของจึงได้นำถุงบางอย่างออกมาให้ชิ้นหนึ่ง แล้วให้เธอนำถุงนี้ไปโยนลงทะเล นอกจากนั้นยังให้เปลี่ยนชื่อ-นาสกุล พร้อมกับสักยันต์ห้าแถว และสักที่ฝ่ามือ เพื่อเป็นการบ่งบอกตำหนิว่าคนนี้ไม่ใช่คนเดิม เพื่อให้อีกคนจำไม่ได้ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำให้เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ของพวกนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะไปเล่น มันมีจริง ๆ และเธอก็โดนมากับตัว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-