ขับรถผ่านจุดเกิดเหตุ ได้ยินเสียงกระซิบว่า “ช่วยด้วย..” ไม่กี่วันคนร้ายมอบตัว เพราะลุงมาบอกว่าจะเอาชีวิต!

อังคารคลุมโปง RECAP

ขับรถผ่านจุดเกิดเหตุ ได้ยินเสียงกระซิบว่า “ช่วยด้วย..” ไม่กี่วันคนร้ายมอบตัว เพราะลุงมาบอกว่าจะเอาชีวิต!

13 มี.ค. 2023

(WARNING : เนื้อหานี้มีความรุนแรง, การทำร้ายร่างกาย และเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

     เรื่องราวฆาตกรรมสุดโหดที่เกิดขึ้นนี้คือประสบการณ์หลอนที่ “คุณบี” ได้พบเจอกับตัวเอง และได้โทร.เข้ามาเล่าในรายการ “อังคารคลุมโปง X” (7 มีนาคม 2566) ที่ผ่านมา เป็นเรื่องของ “ลุงแถวบ้าน” ที่เสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรมสุดโหดโชกไปด้วยเลือด..!

     คุณบีเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว คุณลุงแถวบ้านท่านนี้ ทำอาชีพดักจับหนู โดยปกติเมื่อตกเย็นก็มักจะล้อมวงสังสรรค์กับคนละแวกนั้นอยู่เสมอ คืนหนึ่งในวงสังสรรค์นั้น ก็มี “คู่อริเก่า” นั่งรวมอยู่ด้วย เรื่องของเรื่องก็คือคุณลุงท่านนี้เคยไปต่อว่าแม่ของคู่อริเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พอน้ำเมาเริ่มทำงาน การสังสรรค์ก็เริ่มจะสังเสีย ทั้งคู่มีปากเสียงกัน ทันใดนั้นฝ่ายคู่อริก็กลับบ้าน เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่า คุณลุงคิดว่าคงไม่มีอะไรแล้วก็เลยจะออกไปดักหนูตอนกลางคืนตามปกติ จึงปั่นจักรยานออกไปห่างจากบ้านประมาณ 200 เมตร ไม่นานนัก ก็เจอเข้ากับคนร้ายดักฟันเข้าไปที่คอจากด้านหลัง! เท่านั้นยังไม่พอ คนร้ายยังจับเงยหน้าแล้วฟันที่คอ จนคอเกือบขาด! เหลือแค่ตรงกระดูกเพียงนิดเดียวเท่านั้น..

     เช้าวันต่อมา เวลาประมาณตี 4 คนแถวนั้นที่ออกไปทำงานแต่เช้าก็พบศพของคุณลุงและรีบโทรแจ้งตำรวจ สภาพที่เกิดเหตุจะเห็นคราบเลือดเป็นวงกลม แสดงให้เห็นว่าก่อนสิ้นลม คุณลุงเจ็บปวดและทรมานเพียงใด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงก็ได้สอบถามคนละแวกใกล้เคียง แต่ก็ยังไม่เจอบุคคลน่าสงสัย แต่ทางด้านตำรวจก็ยังคงทำหน้าที่สืบคดีอย่างต่อเนื่อง

     ผ่านไปไม่กี่วัน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนอยู่นั้น ทางด้านคุณบีเอง ก็ได้ขับรถมาที่บ้านแฟนซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่หลังจากที่เกิดเหตุ คุณบีเล่าว่า “หนูขี่ไป แล้วเห็นผู้ชายคนนึง ลักษณะคือผมขาวแต่ไม่ทั้งหัวนะคะ ใส่เสื้อสีเหลือง ใส่กางเกงขาม้า แล้วก็..ยืนยิ้มอยู่ตรงต้นขนุน” คุณบีบอกว่าตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร ก็เลยขับรถผ่านแล้วเข้าบ้านแฟนไป และเล่าให้แฟนฟังว่า “เนี่ย เห็นเขายืนยิ้มอยู่ ทำไมเขาไม่เข้าบ้าน มันดึกแล้วนะ” ทั้งสองคนไม่ได้คิดอะไร และปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป..

     วันถัดมา คุณบีก็ขับรถมาทางเดิมอีกครั้ง รอบนี้คุณบีได้ยินชาวบ้านคุยกันถึงเรื่องคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น คุณบีที่อยากรู้จึงเข้าไปร่วมวงสนทนา และขอดูรูป พอเห็นรูปคุณบีถึงกับตกใจ! เธอบอกว่าคนในรูปคือคนเดียวกับที่เห็น! พอเล่าให้คนในครอบครัวของแฟนฟัง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ คุณบีจึงเงียบไป

     2 วันถัดมา คุณบีขับรถมาทางเดิมอีกครั้ง แต่รอบนี้มีเพื่อนมาด้วยหนึ่งคน ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน พอขับผ่านบ้านของคุณลุงที่เสียชีวิตไปประมาณ 3-400 เมตร เพื่อนของคุณบีก็สะกิดบอกคุณบีว่า “มึง.. ลุงเขาบอกให้ช่วย” คุณบีเล่าเสริมอีกว่าอยู่ ๆ เพื่อนก็พูดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้คุยอะไรกัน และไม่มีเสียงอะไรด้วย! เพื่อนคุณบีบอกว่า “ลุงเขาบอกว่า ไปบอกลูกสาวเขาหน่อย ว่าคนคนเนี้ย เป็นคนฆ่า แล้วเขาหนีไปที่ไหน” คุณบีได้ยินดังนั้นก็ขนลุกไปทั้งแขน แล้วก็รีบพากันขับรถกลับบ้านทันที!

     ทั้งสองคนเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ได้บอกใคร ผ่านไปไม่กี่วันคนร้ายก็เข้ามามอบตัวกับตำรวจ แล้วก็บอกว่า “อยู่ไม่ได้ ลุงเขาไปกวน ลุงเขาจะเอาชีวิตให้ได้เลย” ทางด้านลูกสาวของผู้เสียชีวิตก็ถามว่าทำไมต้องฆ่าคุณลุง คนร้ายก็บอกว่า โมโหที่คุณลุงเคยต่อว่าแม่ของเขาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งคนร้ายคนนั้นก็คือ “คู่อริ” ที่ทะเลาะกันในคืนนั้นนั่นเอง คุณบียังเล่าเสริมอีกว่า คนร้ายคนนั้นก็คือคนที่คุณลุงบอกกับเพื่อนของคุณบีจริง ๆ แล้วคุณบีก็พึ่งมารู้ทีหลังว่าวันที่เจอคุณลุงพร้อมกับเพื่อนนั้น คุณลุงเขาวิ่งตามรถจนเกือบไปถึงวัด ด้วยสภาพที่เหมือนกับวันที่ถูกฆาตกรรม! ในตอนนั้นเพื่อนคุณบียังบอกให้รีบขับเร็ว ๆ แต่คุณบีไม่คิดว่าจะมีอะไรจึงไม่ได้ใส่ใจ

     ดีเจเจ็มถามย้อนกลับไปในวันแรกที่คุณบีเห็นคุณลุงสวมเสื้อสีเหลือง ตอนนั้นคุณลุงยังอยู่ในสภาพปกติ คุณบีจึงบอกว่า “อาจจะตอนนั้นเขายังไม่รู้ตัวหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่จำหน้าคุณลุงได้ชัดเลย”

ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

 

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

ไปรับน้องใหม่ที่รร.ประถม เมื่อไปถึงก็ไหว้ศาล แต่ลมพัดแรงจนธูปเกิดไฟลามไปที่ศาล และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสยอง!

31 มี.ค. 2024

ไปรับน้องใหม่ที่รร.ประถม เมื่อไปถึงก็ไหว้ศาล แต่ลมพัดแรงจนธูปเกิดไฟลามไปที่ศาล และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสยอง!

การรับน้องใหม่ที่หลอนจนจำไม่ลืม เมื่อรุ่นพี่พาไปทำกิจกรรมแต่เกิดเหตุไฟไหม้ศาลไม้ จนทำให้มีแต่เรื่องแปลก เกิดขึ้น! เรื่องนี้ ‘คุณแรก’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘คืนสยองรับน้องใหม่’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นเรื่องราวประสบการณ์ที่เจอกับตัวเองของ ‘คุณแรก’ ซึ่งเกิดขึ้นช่วงไปรับน้องใหม่ออกค่ายอาสา ประมาณยุค 90s ช่วงนั้นคุณแรกเข้าไปเรียนปี 1 สมัยนั้นจะมีช่วงปิดเทอมฤดูหนาว รุ่นพี่ก็จะใช้ช่วงนี้เพื่อรับน้องใหม่ไปออกค่ายอาสาพัฒนา ครั้งนี้คุณแรกได้ไปต่างอำเภอ ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง คุณแรกและเพื่อน ๆ ไม่เคยรู้จักมาก่อนว่าตรงนั้นคืออะไร รู้แค่ว่าทางเข้าเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เมื่อทุกคนไปถึงที่นั่น ก็จะมีต้นไทรใหญ่ผูกผ้าแพร มีศาลไม้เก่ามาก และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนมารับตรงจุดนั้น เมื่อมาถึงก็ไปไหว้ศาลก่อนเป็นอันดับแรก รุ่นพี่ก็แจกธูปให้รุ่นน้องอธิษฐานขอพรให้กิจกรรมผ่านไปได้ด้วยดี จากนั้นรุ่นพี่จะเก็บรวบรวมธูปทั้งหมดไปปักไว้ที่กระถางธูป แต่ในช่วงหน้าหนาวเช่นนี้ เมื่อลมหนาวพัดมา ธูปที่รวมกันเป็นกำใหญ่ก็เกิดไฟลุกลามไปติดที่ศาลไม้ ทุกคนต่างตกใจและพยายามช่วยกันดับไฟ เมื่อไฟดับลง ปรากฏว่าศาลไม้เสียหายไปส่วนหนึ่ง ทุกคนจึงตกลงกันว่าจะช่วยออกเงินเพื่อบูรณะซ่อมแซม แต่คุณแรกกับเพื่อนรู้สึกไม่สบายใจ คิดว่าเป็นลางไม่ดีแน่ ๆ เมื่อไหว้ศาลเสร็จ ทุกคนก็เข้าไปในโรงเรียน กำหนดการทำกิจกรรมที่นี่คือ 3 วัน 2 คืน เมื่อเข้าไปก็ทำกิจกรรมต่าง ๆ ทาสีห้องน้ำ ถางป่า ตัดต้นไม้ เริ่มพัฒนาพื้นที่และแบ่งหน้าที่กันทำ หลังจากทำกิจกรรมเสร็จ รุ่นพี่ก็บอกว่า “คืนนี้เราจะมีการเข้าสู่ฐานเพื่อวัดกำลังใจ เตรียมใจให้พร้อมนะ” ซึ่งที่โรงเรียนแห่งนี้จะมีท่อซีเมนต์ รุ่นพี่เห็นท่อซีเมนต์เรียงกันอยู่จึงเลือกตรงนี้เป็นฐานแรกในการทำกิจกรรม โดยจะขุดหลุมตรงทางออกและนำผ้ายางมารองทำให้มีน้ำขังเป็นแอ่ง จากนั้นรุ่นพี่ก็ไปซื้อปลาไหลจากชาวบ้าน เพื่อนำมาทำกับข้าวให้รุ่นน้องกิน แต่ก่อนจะทำอาหารนั้น ก็นำปลาไหลมาปล่อยลงในแอ่งน้ำเต็มไปหมด เพื่อให้รุ่นน้องทำกิจกรรม เวลามุดออกมาจากท่อจะต้องผ่านแอ่งปลาไหลนี้ก่อน พอตกกลางคืน คุณแรกก็เข้าสู่กิจกรรม รุ่นพี่ปล่อยรุ่นน้องครั้งละ 2 คน เพื่อให้คลานเข้าไปในท่อ ทุกคนจะมีไฟฉายพลาสติกอันเล็กติดตัวคนละอัน เมื่อคลานเข้าไปภายในท่อจะแคบมาก คุณแรกเป็นคนตัวโตก็ไม่อยากมุดท่อนี้ พอถึงคิว คุณแรกก็ถอยหลังไปต่อท้ายตลอด จนกระทั่งเหลือแค่คุณแรกกับเพื่อน ในที่สุดก็ต้องมุดเข้าไป รุ่นพี่บอกว่า “ถึง 2 คนสุดท้ายแล้ว ปิดฐานนี้เข้าไปได้เลย” คุณแรกก็คลานเข้าไปช้า ๆ เพราะว่าใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด ถ้าคลานเร็วมาก ข้อศอกกับหัวเข่าอาจจะถลอกได้ คุณแรกคลานไปเรื่อย ๆ แล้วเพื่อนอีกคนก็คลานตามหลังมา เมื่อถึงช่วงกลางท่อเพื่อนก็ตีก้นคุณแรกแล้วพูดว่า “แรก ๆ เร็ว ๆ รีบหน่อย!” คุณแรกจึงหันไปมองเพื่อนแล้วพูดว่า “อะไรวะ แค่นี้ก็เจ็บหัวเข่า เจ็บข้อศอกแล้วเนี้ย” เพื่อนก็พยายามดันก้นคุณแรกและบอกว่า “แรก เร็ว ๆ มีคนคลานตามเรามา” คุณแรกก็คิดว่าจะมีคนคลานตามมาได้อย่างไร ในเมื่อตัวเขาเองและเพื่อนคือ 2 คนสุดท้าย เพื่อนของคุณแรกก็บอกว่า “มีผู้หญิง มีอายุ คลานติดเรามาเลย” สักพักเพื่อนของคุณแรกก็โวยวาย คุณแรกจึงรีบคลานจนพ้นท่อผ่านแอ่งปลาไหลออกมา เพื่อนก็รีบคลานตามมา แต่ยังไม่ขึ้นมาจากแอ่งปลาไหล รีบหันไปแล้วพยายามส่องไฟฉายเข้าไปในท่อ ตอนนั้นเพื่อนของคุณแรกกลัวมาก รุ่นพี่ก็พาขึ้นมาข้างบนแล้วถามว่า “เป็นอะไร?” เพื่อนของคุณแรกก็บอกว่า “มีผู้หญิงแก่คลานตามหลังมาติด ๆ แล้วหน้าของผู้หญิงคนนี้ก็มาดมอยู่ที่ก้น แล้วมีเสียงพูดว่า หอมน่ากินจังเลย แล้วเอาหน้ามาดมตรงก้นอีก” เพื่อนของคุณแรกก็เลยพยายามเอาเท้าดันข้างหลังเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นออกไป เขาก็ตกใจและเร่งให้คุณแรกคลานออกมาให้เร็วที่สุด แต่พอมองดูเข้าไปในท่อ ปรากฏว่าไม่มีใครตามออกมาเลย หลังจากนั้นรุ่นพี่ก็บอกว่า “เปื้อนกันแล้ว ไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวยังมีด่านต่อไปอีก วันนี้จะมีด่านวัดกำลังใจ 2 ด่าน จะมีด่านบ้านพักครูที่จะทำเป็นด่านเล่นผีถ้วยแก้ว แล้วรุ่นน้องทุกคนจะต้องมานั่งล้อมรอบกองไฟ ลานอเนกประสงค์ด้านหน้า แล้วเมื่อก่อไฟแล้วจะมีรุ่นพี่นำเนื้อชิ้นใหญ่ ๆ ปิ้งให้น้องกินระหว่างรอเข้าฐาน” จากนั้นรุ่นพี่ 4 คนก็ไปที่บ้านพักครู ซึ่งเป็นบ้านที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ เพื่อไปเตรียมฐานเล่นผีถ้วยแก้ว และทำผีหลอกน้องตรงนี้ เมื่อรุ่นพี่ขึ้นไปก็ไม่เปิดไฟ จุดเทียนสร้างบรรยากาศและวางแผนกันว่า รุ่นพี่ 2 คน จะพารุ่นน้องเล่นผีถ้วยแก้ว รุ่นพี่จะเป็นคนลากแก้วให้เลื่อนตามที่เขาต้องการ ซึ่งทุกอย่างถูกเซ็ทไว้หมด แล้วจะให้น้องเข้าไปหาของในห้องนอน จะมีรุ่นพี่อีกส่วนหนึ่งปลอมเป็นผีอยู่ในห้องนั้นเพื่อหลอกน้อง ระหว่างที่รุ่นพี่ทั้ง 4 คนกำลังเตรียมฐาน อยู่ ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนชั้น 2 ของบ้านพักครู เป็นผู้ชายใส่เสื้อห่านคู่ ใส่กางเกงสีกากี แล้วก็ยิ้มให้กับรุ่นพี่ที่อยู่บ้านนี้ รุ่นพี่ก็ตกใจและถามว่า “ไหนว่าบ้านนี้ไม่มีใคร พี่อยู่บ้านนี้หรอครับ?” ผู้ชายคนนั้นก็ตอบว่า “อ๋อ ครูไม่ได้อยู่บ้านนี้หรอก แต่เห็นมีเด็กมาทำกิจกรรม ครูเลยมาตรวจดูความเรียบร้อยว่าเป็นยังไงกันบ้าง เดี๋ยวขออนุญาตเข้าไปในห้องนอนหน่อยนะจะไปเอาของ แล้วเดี๋ยวครูก็ไปละ พวกเธอทำกันเต็มที่เลย” จากนั้นครูก็เปิดประตูเข้าไปในห้องนอน รุ่นพี่ทั้ง 4 คนก็เตรียมอุปกรณ์จนเสร็จในบริเวณด้านหน้า เหลือแค่ในห้องนอนที่รอให้คุณครูคนนี้ออกมา รุ่นพี่คนหนึ่งไปเคาะประตูเรียก “ครูครับ ๆ พวกผมจะต้องเซ็ทห้องต่อนะครับ” สักพักประตูห้องก็เปิดเอง ภาพในห้องจะเห็นพัดลมเพดาน คุณครูคนนี้มีเชือกผูกคอแล้วห้อยอยู่กับพัดลม รุ่นพี่ทั้ง 4 คนก็มองเหวอด้วยความตกใจ คุณครูก็พูดว่า “เนี่ย หลอกผีมันต้องหลอกแบบนี้!” แล้วทั้งหมดก็วิ่งหนีลงบันไดไปลานอเนกประสงค์ จนกระทั่งในที่สุดรุ่นพี่ก็สั่งยกเลิกด่านบ้านพักครู หลังจากนั้นก็ให้รุ่นน้องทำกิจกรรมรอบกองไฟ มีรุ่นพี่ที่ย่างเนื้อให้รุ่นน้องชื่อว่า ‘พี่บ๊อบ’ ซึ่งพี่บ๊อบเป็นคนผมยาว เฮฮา และชอบดื่ม เขาแอบพกเหล้ามาดื่มด้วย พี่บ๊อบปวดฉี่เลยบอกรุ่นน้องว่า “เดี๋ยวพี่ไปฉี่ก่อนนะ มาหมุนเนื้อแทนหน่อย” พี่บ๊อบก็ไปฉี่ใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างไปไม่ไกลมาก เมื่อเสร็จพี่บ๊อบก็มานั่งย่างเนื้อต่อ แต่พฤติกรรมของพี่บ๊อบเปลี่ยนไปตรงที่ว่า เมื่อเลาะเนื้อที่สุกด้านนอกออกไป เนื้อด้านในที่ยังไม่สุก พี่บ๊อบก็เลาะเนื้อส่วนนั้นออกมาจับใส่ปากแล้วเคี้ยว ทุกคนมองและคิดว่าทำไมถึงกินเนื้อดิบแบบนั้น แต่ก็คิดว่ากินซอยจุ๊แบบอีสานเลยไม่แปลกใจ เมื่อกินไปสักพัก พี่บ๊อบก็เริ่มเอามีดที่เลาะเนื้อมาจับผมยาว ๆ หั่นผมของตัวเองออกแล้วโยนเข้ากองไฟ พร้อมกับหัวเราะและพูดว่า “ไหน ๆ ใครคนไหนวะตัดต้นไม้กู?” แล้วก็หัวเราะเหมือนคนเสียสติ รุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนกันก็เข้ามาช่วยล็อคตัวพี่บ๊อบ แย่งมีดกันจนมีดบาดเพื่อน กว่าพี่บ๊อบจะได้สติก็พักใหญ่ เมื่อมีสติก็เล่าให้ทุกคนฟังว่า ตนไปฉี่ตรงโคนต้นไม้ใหญ่ แล้วรู้สึกว่าเหมือนมีน้ำหยดใส่หัว ก็เลยแหงนขึ้นไปดู ปรากฏว่าบนต้นไม้มีผู้ชายผูกคอห้อยอยู่ และฉี่ใส่หัวของตน หลังจากนั้นภาพก็ตัด มารู้สึกตัวอีกทีก็ในวงกองไฟ พี่บ๊อบจึงได้สติและจำเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เช้าวันรุ่งขึ้น รุ่นพี่ตัดสินใจกลับทันที ซึ่งนอนได้แค่คืนเดียว แล้วทิ้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ให้กับเจ้าหน้าที่ทำต่อ พร้อมกับบริจาคเงินเพื่อจะซ่อมแซมศาลที่เกิดไฟไหม้ ตอนกลับรุ่นพี่ก็พาทุกคนไปไหว้ศาลอีกครั้งเพื่อขอขมา แล้วเดินทางกลับ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากวีซ่า The Shock 'เรียลลิตี้พาหลอน' l อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock [ 7 เม.ย.2569 ]

11 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากวีซ่า The Shock 'เรียลลิตี้พาหลอน' l อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock [ 7 เม.ย.2569 ]

การถ่ายทำเรียลลิตี้ได้เริ่มต้นขึ้น เรื่องราวสุดแปลกที่ได้เจอ อาหารสุดสยองที่ได้กิน การดำเนินรายการไปพร้อมกับเส้นทางความหลอนที่รออยู่ตรงหน้า เมื่อได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า ทางผ่านผี โดยไม่รู้ตัว ทำให้ดวงวิญญาณนับสิบ ตามติดอยู่เคียงข้าง จนยากจะทนไหว… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock (07 เมษายน 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรียลลิตี้พาหลอน’ เรื่องราวนี้ ‘วีซ่า The Shock’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง ย้อนกลับไปในช่วงที่วี เพิ่งเริ่มต้นการทำงานในวงการบันเทิง และได้เดินทางไปถ่ายทำรายการในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนยอดเขาสูง ซึ่งในการถ่ายทำรายการวันที่สอง วีได้รับหน้าที่ให้เป็นพิธีกรภาคสนามให้กับทางรายการ โดยเน้นย้ำกับวีว่า การถ่ายทำครั้งนี้จะเน้นความเป็นเรียลลิตี้ และจะพาวีไปชมการคาโครงว่าเป็นอย่างไรวีเองก็เกิดความสงสัยว่า สิ่งที่เขาจะต้องไปเจอนั้นคืออะไร? และเมื่อวีได้เดินทางไปถึงสถานที่ถ่ายทำ จึงได้พบกับบรรยากาศภายในหมู่บ้าน ที่เหมือนมีการจัดงานเลี้ยงงานหนึ่ง วีจึงได้เริ่มต้นการดำเนินรายการในฐานะพิธีกรพาผู้ชมไปชมหมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อวีได้เดินเข้าไปจึงพบกับถ้วยกระทงวางตามทางเรียงรายกันเต็มไปหมดตลอดทั้งทาง และผู้คนในชุมชนมีการรวมตัวกันทำบางสิ่งบางอย่างกันอยู่ที่ริมทางน้ำ เมื่อวีได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ กลับพบกับโครงร่างของหมูที่โดนแหวก สภาพไม่น่ามองสักเท่าไหร่ และในโครงของหมูตัวนั้นมีเนื้อของหมูดิบที่ถูกการยำ ปรุงรสวางไว้อยู่ในโครงร่างนั้นจู่ ๆ ก็มีคนในหมู่บ้านแห่งนั้น หยิบเนื้อหมูขึ้นมาใส่ใบไม้ พร้อมกับถือแก้วเหล้านำมันมาเสิร์ฟให้กับวีได้ลองชิม ด้วยความที่วีนั้นยังเด็ก และไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร เขาจึงเกิดความคิดที่อยากจะลองรับประทานมันดูสักครั้ง เมื่อเขาได้ลองรับประทานมันเข้าไปแล้ว ทันใดนั้นความรู้สึกแรกของวี คือความพะอืดพะอม และเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนั้น กำลังจะขาดใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่อดทนอดกลั้นเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ เมื่อการถ่ายทำรายการได้เสร็จสิ้นลงไป วีได้เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้น และได้เดินผ่านสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีโกลฟุตบอลวางไว้เพียงแค่ฝั่งเดียว วีจึงคิดสงสัยว่าเด็ก ๆ ที่นี่จะเล่นฟุตบอลกันอย่างไร เมื่อเขาได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงสังเกตุเห็นว่าโกลฟุตบอลอันนั้น มันปักลงพื้นดินไม่แน่นทำให้เสาเอียงลงมา วีจึงช่วยโหนเสาเหล็กอันนั้น เพื่อที่จะปักเสาของโกลฟุตบอลให้ลงดินไปให้แน่น จู่ ๆ ผู้คนในหมู่บ้านได้วิ่งเข้ามาห้ามวีเอาไว้ พร้อมพูดกับคุณวีว่า ‘ไม่ได้ ๆ ทำแบบนี้ไม่ได้’ เมื่อได้ยินเช่นนั้น วีจึงคิดสงสัยอยู่ภายในใจว่าทำไมถึงทำแบบนี้ไม่ได้ เมื่อผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาเห็น จึงเรียกแม่หมอประจำหมู่บ้านเข้ามาทำพิธีกรรมบางอย่าง โดยการเชือดไก่สดทั้งหมด 7 ตัว และโยนลงไปที่เสาดินแห่งนั้น วีก็ยังไม่เข้าใจว่า ตัวเองนั้นทำอะไรผิดไป เขาจึงเดินเข้าไปอธิบายกับผู้ใหญ่บ้าน ว่าเขาเห็นว่าโกลฟุตบอลอันนั้น เสามันถูกวางไว้ไม่แน่นหนาพอ เขาจึงเข้ามาช่วยยึดเหนี่ยวมัน แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับบอกว่าประตูนี้คือ ประตูทางผ่านผี ในหมู่บ้านแห่งนี้ หากมีใครสักคนเสียชีวิต จะต้องแบกร่างไร้ลมหายใจของคนคนนั้น เข้ามาลอดผ่านประตูนี้ไป เพื่อให้เป็นทางผ่านไปสู่อีกภพหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรม วีได้เดินทางกลับมาที่พักของตนเอง ซึ่งเป็นเหมือนบังกะโลหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง เมื่อเปิดประตูเข้าไปความคิดแรกของคุณวีที่ดังขึ้นมาในใจคือ นี่เราต้องนอนตรงนี้จริง ๆ หรอ แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ในตอนนั้นด้วยความที่วี มีความเชื่อในเรื่องพระเจ้า เรื่องการไม่ยึดติดกับสิ่งของ ซึ่งตัวของวีเอง ก็มีลูกประคำร้อยเป็นสร้อยเส้นหนึ่ง พกติดตัวตลอด แต่ในวันนั้นเขากลับถอดมันเก็บไว้ในกระเป๋า ก่อนที่จะออกไปสังสรรค์นอกห้องเมื่อถึงเวลาช่วงเวลากลางดึก วีได้กลับมาที่บังกะโลหลังนั้น และนอนพักผ่อนแต่จู่ ๆ ในคืนนั้นคุณวีได้ตื่นขึ้นมา พร้อมกับความรู้สึกที่ว่าเหมือนมีใครมาเล่นตรงปลายเท้าของเขา เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งสวมใส่ชุดชาวเขานั่งอยู่ที่ปลายเท้า ด้วยความตกใจทำให้คุณวีสะดุ้งตื่น ตาเบิกกว้างจนได้พบว่าในห้องเล็ก ๆ ห้องนี้มีวิญญาณรวมอยู่กันมากกว่า 20 ชีวิต ทั้งนั่งอยู่ข้าง ๆ นั่งห้อยขาอยู่บนคาน และอีกมากมาย ทันทีที่ได้สติคุณวีจึงรีบวิ่งออกจากห้องนั้นออกมาในทันที เหตุการณ์นี้ทำให้คุณวีคิดได้ว่า สาเหตุของเรื่องราวหลอนที่เขาได้พบเจอ เกิดจากการที่ตัวของเขาเองนั้นได้ถอดสร้อยลูกประคำออก และไปยุ่งเกี่ยวกับประตูทางผ่านผี ทำให้มีดวงวิญญาณคอยตามติดเขาเพื่อขอส่วนบุญ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ไปทำงานที่เชียงใหม่ 4 วัน แต่ดันพบเจอผีสาวในตึกร้าง กะว่าถ้าเสร็จงานนี้จะกลับไปทำบุญให้ แต่ใครจะไปคิด! ว่าผีก็ใจร้อนเป็น!รีบทวงบุญมัดมือชก พาหลงขึ้นไปยังวัดบนภูเขา!

05 พ.ค. 2023

ไปทำงานที่เชียงใหม่ 4 วัน แต่ดันพบเจอผีสาวในตึกร้าง กะว่าถ้าเสร็จงานนี้จะกลับไปทำบุญให้ แต่ใครจะไปคิด! ว่าผีก็ใจร้อนเป็น!รีบทวงบุญมัดมือชก พาหลงขึ้นไปยังวัดบนภูเขา!

การไปเยือนยังสถานที่ที่ไม่เคยไป ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็เสี่ยงเจอกับเรื่องขนหัวลุกกันได้ทั้งนั้น เหมือนกับเอเจนซี่หนุ่มอย่าง ‘คุณแดน’ ที่โทรเข้ามาในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (25 เมษายน 2566) และได้เล่าประสบการณ์หลอนในการไปทำงานต่างจังหวัดที่จำได้ไม่เคยลืม ให้กับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจมดดำ’ และ ‘ดีเจ็ม’ ฟัง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามอ่านกันได้เลย!คุณแดนเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิดเมื่อประมาณสองปีก่อน ตนและพี่สาวต้องไปทำงานเก็บข้อมูลและเป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการวางระบบต่าง ๆ ให้กับทางลูกค้าที่เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังต้องลงพื้นที่ไปยังสถานที่จริง เพื่อศึกษาและสอดส่องคู่แข่งกว่า 14 สถานที่ ใช้เวลาโดยประมาณ 4 วันซึ่งลูกค้าเจ้านี้ เป็นเจ้าของกิจการเกี่ยวกับสนามกอล์ฟ คุณแดนเล่าเพิ่มเติมว่า ลูกค้าได้รับมรดกมาจากคุณพ่อ เขาจึงอยากเปลี่ยนแปลงพัฒนาพื้นที่ตรงนั้นใหม่ เพราะในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด ไม่มีใครมาใช้บริการสนามกอล์ฟแห่งนี้เลย จึงปล่อยเช่าให้คนเกาหลีอยู่พักหนึ่ง แต่หลังหมดสัญญาเช่าก็ปิดสถานที่ไว้ชั่วคราวเมื่อเดินทางมาถึงสนามกอล์ฟของลูกค้า คุณแดนก็สังเกตบรรยากาศรอบ ๆ สนาม ทางซ้ายมือเป็นพื้นที่อาคารเก่าสำหรับเก็บอุปกรณ์ช่าง ส่วนขวามือมีรถและอุปกรณ์ต่าง ๆ ถูกทิ้งไว้ ถัดไปมีอาคารร้างตั้งอยู่ โดยมีลักษณะเป็นประตูกระจกใสและมีผ้าม่านเก่า ๆ ที่หลุดมากองรวมกันอยู่ตรงกลางประตู คุณแดนที่เป็นคนขับรถและมักจะสังเกตมองซ้าย, ขวา, หน้า, หลังอยู่ตลอดเวลา จึงเหลือบไปเห็นในอาคารนั้นว่ามี ‘ผู้หญิงผมยาวแต่ไม่เห็นหน้า ใส่ชุดสีขาว ยืนเอามือที่ซีดเผือดข้างหนึ่งจับผ้าม่านเพื่อแหวกดูว่าใครมา’ คุณแดนเห็นดังนั้นก็เงียบและหันไปมองหน้าพี่สาว ปรากฏว่าพี่สาวเองก็หน้าเริ่มเสีย จึงรีบขับรถผ่านอาคารร้างนี้ไป และบอกกับพี่สาวว่า “ถ้าออกจากสถานที่ตรงนี้แล้ว จะเล่าให้ฟัง” เพราะคิดว่าพี่สาวน่าจะเห็นแบบที่ตนเห็นเช่นกันเมื่อเข้าไปดูสถานที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขากลับก็ต้องขับรถออกมาเจอกับอาคารร้างแห่งนี้อีกครั้ง คุณแดนรีบขับรถออกมาแทบจะไม่ชะลอเลย หลังจากนั้นก็ตรงไปยังสนามกอล์ฟของคู่แข่ง และก่อนจะกลับมายังที่พักได้มีโอกาสถามพี่สาวว่าตอนที่เข้าไปยังสนามกอล์ฟของลูกค้า รู้สึกอะไรไหม? พี่สาวก็ตอบมาว่า “รู้สึกขนลุกตั้งแต่เห็นอาคารหลังนั้นแล้ว” คุณแดนจึงเล่าเรื่องที่เห็นให้พี่สาวฟังหลังจากนั้น ด้วยความเพลียที่ต้องขับรถทั้งวันคุณแดนจึงอาบน้ำแล้วรีบเข้านอนทันที และได้ฝันเห็นถึงอาคารหลังนั้นอีกครั้ง ในนั้นมีคนอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นคือผู้หญิงที่คุณแดนเห็นอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเดินเข้ามาหาแล้วพูดว่า “ช่วยเค้าหน่อยเค้าร้อนมาก” จากนั้นก็ยื่นรีโมทสีฟ้าเก่า ๆ มาให้ แถมยังพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ ว่าช่วยเขาหน่อยเขาร้อนมาก คุณแดนเองก็ได้สังเกตเห็นว่าตรงขอบกระจกภายในตึกถูกทุบจนบิ่น แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่สามารถออกไปจากที่แห่งนี้ได้ จึงได้บอกเขาไปว่ามันเปิดไม่ได้ มันเสีย เขาก็ทำหน้าโกรธเหมือนไม่พอใจว่าทำไมถึงไม่ช่วยเขา หลังจากนั้นนาฬิกาก็ปลุกทำให้คุณแดนสะดุ้งตื่น และได้เล่าเรื่องความฝันนี้ให้พี่สาวฟัง พี่สาวเลยบอกว่า “ลองพูดอะไรสักอย่างดูสิ” คุณแดนจึงพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “เอางี้ ถ้าได้โครงการนี้ กลับกรุงเทพฯไปจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้” หลังจากนั้นจึงขับรถออกไปดูสนามกอล์ฟของคู่แข่งที่เหลือ ซึ่งมีอยู่ที่หนึ่งจะต้องไปแถวอำเภอสันทราย แต่อำเภอนี้ถูกแบ่งเป็นสองที่ได้แก่ สันทรายหลวง และ สันทรายน้อย ด้วยความที่ไม่ใช่คนในพื้นที่จึงเปิด GPS เพื่อนำทางแทนระหว่างทางคุณแดนมองเห็นภูเขา ซึ่งบนภูเขามีวัดสีขาวสวยงามตั้งอยู่ จึงพูดกับพี่สาวว่า “หูย วัดสีขาวสวยมากเลยอ่ะ ตั้งอยู่บนนั้นเด่นมากเลย” สักพัก GPS ก็บอกให้เลี้ยวซ้าย คุณแดนจึงขับไปตามเส้นทางนั้นแต่ถนนก็เริ่มเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เลนเดียว และเห็นว่าที่กำลังตรงไปมันเหมือนถนนขึ้นไปบนภูเขา แต่คุณแดนก็ได้เช็คดูใน GPS อีกครั้ง พบว่าพื้นที่ข้าง ๆ เป็นสนามกอล์ฟ จึงคิดว่าทางเข้าน่าจะอยู่แถวนี้ แต่ยิ่งขับเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ กลับรู้สึกว่าถนนเส้นนี้พาเข้าไปในป่ามากขึ้นทุกที เพราะบรรยากาศรอบ ๆ ก็เริ่มครึ้มไปด้วยเงาจากต้นไม้ แถมระหว่างทางก็เต็มไปด้วยการบวชต้นไม้ (การนำจีวรพระมาพันรอบต้นไม้เพื่อทำให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเข้าไปทำลายได้ ทำให้ต้นไม้มีโอกาสเติบโตได้เต็มที่)หลังจากขับไปเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร คุณแดนกลับรู้สึกเหงื่อแตกและขนลุก เมื่อหันไปมองพี่สาวที่นั่งตัวแข็งทื่อ มองตรงไปทางข้างหน้าอย่างเดียว ไม่เหลียวซ้ายแลขวาเลย ทั้งคู่ต่างรับรู้กันว่าเริ่มใจเสียแล้ว จึงเปิดดู GPS อีกครั้ง และเห็นว่าใกล้จะถึงทางเข้าสนามกอล์ฟแล้วจึงรีบขับขึ้นไป แต่ด้วยสัญชาตญาณการขับรถทำให้คุณแดนรู้สึกว่าถ้ามันใกล้จะถึงแล้วทำไมถึงไม่เห็นทางเข้าเลย จึงเบรกรถทันที และ GPS ก็แจ้งขึ้นมาว่าให้เลี้ยวขวา คุณแดนก็ยิ่งเอะใจหนักกว่าเดิม และเปิดกระจกมองดูรอบ ๆ แล้วก็พบว่า “ถ้าตัดสินใจเลี้ยวขวารถก็คงตกจากภูเขาทันที” เมื่อเห็นดังนั้นคุณแดนเลยขับตรงไปอีกหน่อยเพื่อหาที่กลับรถ แต่ปรากฏว่าเป็นทางตัน ยิ่งไปกว่านั้นมันดันเป็นทางที่ขึ้นไปยังวัด วัดเดียวกับที่พูดตอนอยู่บนถนนว่าวัดนี้สวยจังอีกด้วย!! คุณแดนจึงนึกถึงที่เขาเคยพูดไว้กับผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาว่า “ถ้าได้งานนี้ จะกลับกรุงเทพไปทำบุญให้” แต่เหมือนเขาใจร้อนจึงพามายังวัดนี้เพื่อให้เรารีบทำบุญให้ คุณแดนรีบกลับรถและลงมายังข้างล่างทันที ซึ่งตอนนั้นไม่มีสัญญาณ แต่ระหว่างทาง GPS ก็ดังขึ้นมาและพูดซ้ำ ๆ ว่า “กลับรถ ๆๆๆๆๆๆ” จนพี่สาวบอกให้คุณแดนปิดโทรศัพท์ทันที!เมื่อกลับมาถึงตรงที่ตอนแรก GPS บอกให้เลี้ยวซ้าย คุณแดนก็เลี้ยวขวา ใช้เวลาขับรถไปอีกแค่ 200 เมตรเท่านั้น ทั้งคู่ก็ถึงสนามกอล์ฟ หลังจากทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะไปต่ออีกที่ ซึ่งได้หาข้อมูลมาแล้วว่าสนามกอล์ฟนี้ยังเปิดให้บริการอยู่ จึงเปิด GPS นำทางอีกครั้ง เมื่อขับรถไปได้สักพักก็ได้เจอกับโค้งหักศอก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเลยทางเข้าสนามกอล์ฟไปแล้ว! คุณแดนจึงหยุดรถ แต่ดันหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมันบ้านร้าง! พอกลับรถมาถึงตรงทางเข้าสนามกอล์ฟตามที่ GPS บอก คุณแดนหันไปเห็นว่ามีหญ้าสูงท่วมหัวที่มีสายสิญจน์กั้นอยู่ ทั้งสองคนเริ่มใจคอไม่ดีและคิดว่าไม่น่าจะใช่ทางเข้าสนามกอล์ฟแน่ ๆ จึงขับรถกลับไปยังถนนเส้นหลักเพื่อเริ่มต้นใหม่และเปิด GPS ให้นำทางอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เส้นทางเดิมเพราะต้องเลี้ยวซ้ายจากทางเลียบชลประทาน แต่กลับกลายเป็นว่าถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางที่นำพาทั้งสองคนกลับขึ้นมายังบ้านร้างหลังนั้นเหมือนเดิม! พี่สาวเลยพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีว่า ถ้าครั้งนี้ไม่เจอกลับเลยนะ! เพราะว่ามันใกล้จะมืดแล้ว คุณแดนจึงตัดสินใจว่าจะเลี้ยวขวาจากทางเลียบชลประทานแทน และขับไปอีกประมาณ 10 นาที ในที่สุดก็ได้เจอกับทางเข้าสนามกอล์ฟแต่ความชื้นใจก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะสนามกอล์ฟตรงนี้ดันไม่ตรงปก ดูร้างกว่าที่คิด และมีโปสเตอร์ที่เขียนข้อความประมาณว่าจะพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างเป็นหมู่บ้านแปะอยู่ คุณแดนจึงเช็คเส้นทางอีกครั้ง ว่าถ้าขับตรงเข้าไปข้างใน จะมีสนามกอล์ฟจริง ๆ หรือไม่ ซึ่งมันก็มี จึงคิดว่าไหน ๆ ก็มาแล้ว ขับเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน สักพักก็เจอศาลเพียงตาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนทางสามแพร่ง และรู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ทั้งสองข้างถนน ความรู้สึกตอนนั้นของทั้งคู่คงหนีไม่พ้นสุภาษิตที่ว่า “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก”เมื่อขับรถตรงเข้าไปอีกสักพักก็เจอกับสโมสรและหมู่บ้านตัวอย่างร้าง จู่ ๆ ก็มีคุณลุงขับรถโฟวิลออกมาจากอีกทาง คุณแดนจึงจะเลี้ยวไปตามทางที่ลุงคนนั้นขับรถออกมา เผื่อจะเจอสนามกอล์ฟ พี่สาวจึงทักขึ้นมาว่า “เธอคิดว่าเขาเป็นคนจริง ๆ ใช่ไหม” คุณแดนจึงตอบไปว่า “เป็นคนสิ เนี่ยรถมันเคลื่อนตัวอยู่” ซึ่งคุณแดนคิดถูก เพราะมันเป็นทางเข้าสนามกอล์ฟจริง ๆ แต่ทว่าที่ตรงนั้นกลับร้างไปหมด มีเพียงแม่บ้านคนเดียวที่ยังทำงานอยู่ ในขณะนั้นคุณแดนเกิดปวดปัสสาวะจึงขอเข้าห้องน้ำ แต่พี่สาวก็รีบห้ามและบอกว่าไม่ให้ลงจากรถ “เพราะถ้าลงไปแล้วเธอมองไม่เห็นพี่ พี่มองไม่เห็นเธอจะทำยังไง” คุณแดนคิดได้ดังนั้นประกอบกับความกลัวเพราะบรรยากาศเริ่มมืดค่ำแล้ว จึงรีบขับรถออกมาทันที ระหว่างที่ขับรถออกมาจากเส้นทางนั้นแล้วต้องผ่านศาลเพียงตาก็รู้สึกหวิว ๆ เหมือนมีคนมองตามอยู่ตลอดเช่นเดิมหลังจากเจอเหตุการณ์ชวนหลอนมาทั้งวัน ทั้งคู่จึงซื้อชุดสังฆทานเพื่อเตรียมไปทำบุญในวันถัดไป และย้ายไปพักอีกโรงแรมหนึ่ง หลังจากดื่มด่ำค่ำคืนในเชียงใหม่ด้วยน้ำเมาแล้ว ทั้งคู่ก็กลับมาที่ห้องพักเพื่อจะนอนหลับให้สนิท ไม่ต้องตื่นมาเจออะไรกลางดึกอีก ซึ่งห้องที่คุณแดนพักนั้นอยู่ชั้น 1 และอยู่ใกล้ถนน ทำให้ฤทธิ์น้ำเมาก็ช่วยได้ไม่มากนัก เพราะได้ยินเสียงคนหลายคนมายืนเรียกชื่ออยู่หน้าห้อง ก่อนที่จะเผลอขานรับไป แต่ก็เกิดเอะใจขึ้นมาว่าที่เชียงใหม่แทบจะไม่มีคนรู้จักเลย แล้วจะมีคนมาเรียกได้อย่างไร? เสียงเรียกนั้นดังแว่วอยู่ประมาณ 15 นาที พอเช้าวันใหม่มาถึงปรากฏว่าพี่สาวก็มาเล่าให้ฟังว่าเจอเหตุการณ์เดียวกับคุณแดนเป๊ะ! ทั้งคู่จึงรีบเก็บของและเช็คเอาท์ออกทันทีโดยที่ไม่ลืมว่าจะต้องไปทำบุญ ซึ่งใกล้ ๆ นั้นเองมีวัดที่ชื่อว่า “วัดลอยเคราะห์” จึงตัดสินใจว่าจะไปทำบุญที่นี่ และพี่สาวก็ชอบชื่อวัดนี้มากๆ เพราะความหมายดีทั้งสองคนเดินถือถังสังฆทานเข้าไปในวัดเพียงไม่กี่ก้าว พระที่นั่งอยู่ก็กวักมือเรียกทันทีว่า “โยมมานี่ ๆ” ซึ่งคุณแดนคิดว่าปกติเราจะต้องสวดนะโมสามจบแล้วพูดบทสวดถวายสังฆทาน แต่พระท่านกลับบอกว่า “ไม่ต้อง เดี๋ยวอาตมาสวดให้เลย” ซึ่งพระท่านเองก็สวดเป็นบทภาษาเหนือและให้กรวดน้ำ ระหว่างกรวดน้ำก็มีบทสวดแปลก ๆ อีกเพราะไม่เคยได้ยิน ซึ่งในใจคุณแดนขณะนั้นก็พูดว่า “ถ้าได้รับบุญกุศลในครั้งนี้แล้วช่วยทำให้รับรู้ด้วย ว่าได้รับแล้วจริง ๆ” ปรากฏว่าพอคุณแดนนำน้ำที่กรวดไปเทที่ต้นไม้และกลับเข้ามาที่อุโบสถ ตอนนั้นเองก็มีลมแรงพัดมากระทบกับกระดิ่งที่แขวนอยู่ที่ชายหลังคา ไล่จากด้านหน้าไปด้านหลัง “ดังติ้งติ้งดิงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” พี่สาวหันมามองหน้าคุณแดนด้วยอาการตกใจ จึงเล่าสิ่งที่คุณแดนอธิษฐานในใจให้ฟัง และมานั่งคุยกันอีกครั้งหนึ่งว่าผู้หญิงคนนั้นต้องรู้แน่เลยว่าก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่นี่เราไปทำบุญกับครูบาน้อยกันมา และพอได้มาเจอกันจึงคิดว่าถ้ามาสื่อสารกับเราทั้งสองคน เราจะทำบุญให้เขาได้เร็วหลังจากอ่านเรื่องนี้จบ หลาย ๆ คนคงจะเห็นใจคุณแดนและพี่สาวกันแน่นอน เพราะเหนื่อยจากการทำงานไม่พอยังต้องมาเหนื่อยกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้เจอจากผีขี้ใจร้อนอีก สุดท้ายการพูดหรือรับปากกับสิ่งใด ๆ ก็ตาม จะต้องใช้ความคิดให้ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น เพราะความหวังดีมันจะดีก็ต่อเมื่อเราไม่เดือดร้อน

3 วัน 7 วัน ตามเก็บรอยเท้า! รุ่นพี่คนสนิทจากไปแล้ว แต่จิตยังรักษาสัญญา พอถึงวันนัดยังขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจมารับที่หอตามที่เคยสัญญากันไว้

09 ก.พ. 2024

3 วัน 7 วัน ตามเก็บรอยเท้า! รุ่นพี่คนสนิทจากไปแล้ว แต่จิตยังรักษาสัญญา พอถึงวันนัดยังขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจมารับที่หอตามที่เคยสัญญากันไว้

รุ่นพี่คนสนิทเสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังคงวนเวียนให้คนรอบข้างพบเห็น ถึงขั้นมารับที่หอตามที่เคยนัดกันไว้ เรื่องราวนี้ ‘คุณออโต้’ ได้โทรเข้ามาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 กุมภาพันธ์ 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘คุณก็อป’ (ดีเจจำเป็น) ได้ฟัง จะหลอนแค่ไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณออโต้’ (นามสมมติ) โดยคุณออโต้เริ่มเล่าว่า ต้องย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน เป็นช่วงที่คุณออโต้เรียนอยู่ปีหนึ่ง มีรุ่นพี่ที่คุณออโต้สนิทมาก ชื่อว่า ‘พี่เป้’ ซึ่งมีอายุมากกว่าคุณออโต้หนึ่งปี เพราะว่าพี่เป้ซิ่วกลับมาเรียนใหม่ พี่เป้เป็นคนร่าเริง ชอบคุยกับคน จึงเป็นที่รักของคนในคณะ อีกทั้งพี่เป้ยังเป็นคนที่รักษาสัญญามาก เช่น ถ้านัดคุณออโต้ไว้ 8 โมง พี่เป้จะมาตรงเวลา 8 โมงเป๊ะไม่เคยเลท เมื่อ 25 ปีก่อนนั้น ถ้าใครมีรถมอเตอร์ไซค์ขับในมหาวิทยาลัยถือว่าสุดยอดมาก ซึ่งพี่เป้คือหนึ่งในคนที่มีรถมอเตอร์ไซค์แถมยังเป็นรุ่นเวสป้าสุดเท่อีกด้วย และเป็นแค่คนเดียวที่ขับรุ่นนี้ ตอนนั้นเป็นช่วงสอบปลายภาค 5 วันวันจันทร์ - สอบปลายภาควันที่ 1 วันแรกคุณออโต้ก็ไปสอบตามปกติ แต่บังเอิญสังเกตเห็นสีหน้าพี่เป้เหมือนจะเคร่งเครียดกับอะไรบางอย่าง คุณออโต้จึงถามพี่เป้ไปว่า “เห้ย! พี่เป็นอะไร?” ตอนแรกคุณออโต้คิดว่าพี่เป้เครียดเรื่องสอบ แต่ปรากฏว่าพี่เป้เครียดเพราะทะเลาะกับแฟน คุณออโต้ก็บอกพี่เป้ไปว่า “สอบเสร็จเดี๋ยวค่อยไปขอคืนดี เดี๋ยวก็คืนดีกันเหมือนเดิม” แต่คราวนี้พี่เป้กับแฟนทะเลาะกันรุนแรงจนถึงขั้นขอเลิก ด้วยความที่พี่เป้เครียดเรื่องแฟน จึงพูดกับคุณออโต้ว่า “ไอโต้วันศุกร์ที่จะถึงนี้ พาพี่ไปเที่ยวหน่อยนะ เดี๋ยวพี่จะเลี้ยงเอง” พี่เป้บอกคุณออโต้ว่าประมาณ 2 ทุ่มกว่า เขาจะโทรมาที่หอพักคุณออโต้ (สมัยก่อนยังไม่มีมือถือส่วนตัวจึงต้องใช้วิธีนี้) เพื่อให้คุณออโต้เตรียมตัวก่อน แล้วเมื่อถึงเวลา 4 ทุ่มพี่เป้ถึงจะออกมารับตามที่นัดกันไว้ เมื่อนัดหมายกันเสร็จ ทั้งคู่ก็แยกย้ายไปสอบวันอังคาร - สอบปลายภาควันที่ 2 ถัดมาวันอังคาร ซึ่งเป็นวันสอบอีกวัน คุณออโต้ไม่เจอพี่เป้แต่ก็คิดว่าพี่เป้คงจะป่วย เพราะที่มหาวิทยาลัยสามารถยื่นเอกสารเพื่อเลื่อนวันสอบได้ เมื่อสอบเสร็จคุณออโต้ก็กลับหอพักไปนอน แต่ก็ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ประมาณ 2 ทุ่มกว่า เพื่อที่จะตื่นมาอ่านหนังสือ แต่ในระหว่างนั้นก็มีสายโทรศัพท์เข้ามาในหอพัก แล้วก็มีน้องคนนึงตะโกนว่า “พี่โต้ห้อง 6 ออกมารับโทรศัพท์หน่อย” คุณออโต้จึงรีบไปรับสาย ปรากฏว่าปลายสายเป็นเพื่อนของคุณออโต้ที่โทรเข้ามา บอกคุณออโต้ว่า “ไอโต้ทำใจดีๆ นะ” ตอนนั้นคุณออโต้คิดในใจว่าจะให้ทำใจอะไร จึงถามปลายสายไปว่า “มีอะไร” เพื่อนตอบมาว่า “พี่เป้เสียแล้ว!” คุณออโต้ตกใจมาก จึงถามเพื่อนว่า “พี่เป้เสียได้ยังไง” เพื่อนจึงได้เล่าให้ฟังว่า “วันอังคารช่วงเช้า พี่เป้ขับมอเตอร์ไซค์แล้วเกิดประสานงากับคนที่เมาแล้วขับสวนเลนมา จึงทำให้พี่เป้เสียชีวิตคาที่พร้อมกับคู่กรณี” คุณออโต้คิดในใจว่าไม่น่าเลย เพราะเพิ่งคุยกับพี่เป้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง แต่ตอนนั้นคุณออโต้ยังต้องโฟกัสเรื่องสอบ จึงบอกเพื่อนไปว่า “ถ้าจะไปงานศพของพี่เขาวันไหน ให้ขี่มอเตอร์ไซค์มารับหน่อย” เพราะคุณออโต้ไม่มีมอเตอร์ไซค์วันพุธ - สอบปลายภาควันที่ 3 ต่อมาในวันพุธ เป็นวันที่สามที่มีการสอบ วันนี้ต้องสอบวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งก่อนจะเริ่มสอบก็มีการเช็คชื่อกันตามปกติ แต่อยู่ ๆ อาจารย์ที่คุมสอบก็ถามขึ้นมาว่า “มิสเตอร์เป้อยู่ไหน?” ทุกคนในห้องต่างก็ตกใจเพราะรู้กันดีว่าพี่เป้เสียแล้ว จึงพร้อมใจกันพูดว่า “โทษนะคะอาจารย์ พี่เป้เสียแล้ว” ตอนนั้นอาจารย์ที่ได้ฟังแบบนั้น ก็รีบสวนกลับมาทันทีว่า “เป็นไปได้ยังไง เมื่อเช้าประมาณ 7 โมงกว่า ๆ เป้ยังมาช่วยจัดสถานที่สอบอยู่เลย” เรื่องนี้จึงเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง นอกจากนี้คุณออโต้ยังบอกอีกว่าเพื่อนบางคน ถึงขั้นเล่าว่าพี่เป้ไปหาถึงหอพักก็มีมาแล้ว ด้วยความที่สมัยนั้นคุณออโต้ยังเป็นวัยรุ่น ไม่เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับแบบนี้ จึงคิดแค่ว่าเขาอาจจะแค่แกล้งพูดกันให้กลัว ผ่านมาถึงช่วงบ่าย ทุกคนตั้งใจอ่านหนังสือรอสอบอยู่หน้าห้อง คุณออโต้สังเกตเห็นป้าแม่บ้านที่สนิทกันเดินมา ในมือของป้าถือครกกับแซนด์วิช และมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องสอบ พร้อมตะโกนว่า “เป้ไปไหน” ตอนนั้นคุณออโต้ตกใจมากเลยพูดไปว่า “ป้าเป็นอะไร” ป้าเขาก็เลยบอกว่า “เมื่อกี้เห็นเป้เข้าห้องน้ำ แล้วเป้วานให้ซื้อครกกับแซนวิชให้หน่อย” คุณออโต้ก็บอกป้าไปว่า “ป้ารู้หรือยังว่าพี่เป้เสียแล้ว” ตอนนั้นป้าทำหน้าเหว๋อ คุณออโต้จึงบอกว่า “เดี๋ยวผมเอาเงินของผมเองออกให้” ในเวลานั้นทุกคนต่างคิดว่าจิตของพี่เป้ยังห่วงเรื่องการสอบจึงยังวนเวียนอยู่ให้พบเห็นวันศุกร์ - สอบปลายภาควันสุดท้าย จนกระทั่งวันศุกร์ คนที่สอบเสร็จต่างก็กลับบ้าน แต่ทว่า คุณออโต้ยังคงต้องอยู่ส่งงานถึงวันจันทร์ คุณออโต้ยังเล่าถึงรายละเอียดหอพักอีกว่า เป็นหอที่อยู่ชานเมือง ถ้าใครไม่ตั้งใจมาหาคุณออโต้จริง ๆ คงไม่มีทางที่จะมาที่นี่แน่นอน โดยลักษณะหอจะเป็นห้องชั้นเดียวเรียงกัน 6 ห้อง ซึ่งคุณออโต้อยู่ห้องที่ 6 และตรงทางเดินจะเป็นดินลูกรังสีแดง ทำให้เวลาใครเดินเข้า - เดินออกจะได้ยินเสียง ในวันนั้นทุกคนที่หอกลับบ้านกันหมดแล้ว เหลือแค่คุณออโต้ เพื่อนต่างคณะห้อง 5 และน้องผู้หญิงห้อง 2 ที่ยังอยู่ในหอพักนี้ ในหอจะสนิทกันทุกคน และรู้จักพี่เป้เป็นอย่างดี เพราะเคยร่วมวงสังสรรค์ด้วยกันที่หอบ่อย ๆ ขณะนั้นบังเอิญว่าเพื่อนที่ชื่อ ‘ดำ’(นามสมมติ) ที่อยู่ห้อง 5 ข้างห้องคุณออโต้เพิ่งสอบเสร็จแล้วกลับห้องมาพอดี คุณออโต้จึงนำเรื่องของพี่เป้ไปเล่าให้คุณดำฟัง ตอนเล่าก็ฉุกคิดได้ว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่พี่เป้นัดคุณออโต้ไว้ เมื่อถึงเวลากลางคืน ปกติคุณออโต้จะนอนที่ห้องคนเดียว แต่วันนั้นได้ขอไปนอนกับคุณดำ และอยู่ ๆ คุณออโต้ก็นึกถึงความเชื่อเรื่อง ‘3 วัน 7 วัน มาเก็บรอยเท้า’ จึงลองนับวันเวลา ปรากฏว่าพี่เป้เสียครบ 3 วันพอดี คุณดำเป็นคนที่กลัวผีมาก แต่ก็ยังไม่ก็วายแกล้งคุณออโต้ว่า “ถ้าพี่เป้มาหามึง มึงจะทำยังไง” ก็พูดตลก นั่งเล่นนั่งคุยกันไป จนเวลาล่วงเลยถึง 2 ทุ่มครึ่ง อยู่ดี ๆ น้องห้อง 2 ตะโกนเรียกเสียงดังมาว่า “พี่โต้ห้อง 6 โทรศัพท์เข้ามา” คุณออโต้จึงรีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ แต่ปรากฏว่าปลายสายไม่มีเสียงคนพูด และได้ยินแต่เสียงลมแทรกเข้ามา ตอนนั้นคุณออโต้นึกว่าโดนแกล้ง จึงรีบวิ่งไปเคาะถามน้องห้อง 2 ว่า “โทษนะ เมื่อกี้ใครโทรเข้ามา” น้องห้อง 2 รีบตอบสวนคุณออโต้มาทันทีว่า “ก็พี่เป้ไงพี่ เมื่อกี้โทรมาขอสายพี่” คุณออโต้ตกใจ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้บอกกับน้องว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จึงเดินกลับห้องไปเล่าให้คุณดำฟัง พอฟังจบ คุณดำก็บอกว่า “ถ้าวันนี้พี่เป้มา ถ้าแกมาเคาะประตูนะ กูคงกัดลิ้นตาย” คุณออโต้จึงตอบไปว่า “คงไม่จริงหรอกมั้ง” พูดไปประมาณว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนเวลาผ่านไป 4 ทุ่ม ถึงเวลาที่พี่เป้นัดไว้ว่าจะขับรถมารับที่หอ แล้วคุณออโต้ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์เวสป้าที่เป็นเอกลักษณ์ของพี่เป้ขับมาแต่ไกล ในใจคุณออโต้ตอนนั้นก็คิดว่าอาจจะเป็นมอเตอร์ไซค์ของคนอื่นขับผ่าน แต่ทันใดนั้นเวสป้าคันนั้นก็เข้ามาจอดที่หอพักคุณออโต้ พร้อมกับเสียงวางขาตั้งดังปั้กก! และความรู้สึกตอนนั้นเหมือนผู้ชายคนคนนั้นเดินเข้ามาในหอพัก เพราะได้ยินเสียงดินลูกรังกระทบกับรองเท้าเสียงดัง จึงทำให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้เดินเข้ามา ประกอบกับผ้าม่านตรงหน้าต่างที่บาง ๆ ของหอพัก ทำให้เห็นเงาคนเดินผ่านจาง ๆ ผ่านแต่ละห้องไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ห้อง 6 ห้องของคุณออโต้! คุณออโต้ตกใจมาก แต่อีกใจนึงก็คิดว่าเป็นเพื่อนของเพื่อนคุณออโต้มาหาที่ห้อง คุณออโต้กำลังจะออกไปดู แต่เหมือนวันนั้นคุณดำดูเหมือนจะรักคุณออโต้เป็นพิเศษ ทั้งกอด ทั้งรั้งคุณออโต้ไม่ให้ออกไป แล้วพูดว่า “ไม่ออกไป อย่า ๆ ถ้าออกไปเป็นพี่เป้มา..” ตอนนั้นคุณออโต้พูดในใจว่า “ไม่ใช่หรอกมั้ง อาจจะเป็นเพื่อนของเพื่อนมาหาก็ได้” พอพูดจบคุณออโต้ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู ก๊อกๆ ดังมาจากห้อง 6 แต่คุณออโต้ก็เริ่มคิดว่าใช่โจรหรือเปล่า จึงพูดกับคุณดำว่า “ดำ..สงสัยมันเป็นโจรรึเปล่า” คุณออโต้กลัวว่าโจรจะมาโมยของมีค่าต่าง ๆ ในห้อง จึงอยากออกไปดูแต่ก็ออกไปไม่ได้เพราะโดนคุณดำรั้งและขอร้องไม่ให้เปิดประตู สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะประตูจากห้อง 6 เหมือนเดิม คุณออโต้และเพื่อนกำลังชั่งใจกันอยู่ แต่ในขณะที่คุณดำบอกว่า “อย่าไป ๆ” เสียงที่ตอนแรกเป็นการเคาะปกติ เปลี่ยนเป็นการทุบแทน! เสียงทุบเหมือนโกรธใครอะไรสักอย่าง จากนั้นก็มีเสียงเรียกตามมาว่า “ไอโต้!” คุณออโต้บอกว่าสาบานเลยว่าเสียงนี้คือเสียงพี่เป้เขาจำเสียงนี้ได้แม่น พอคุณดำได้ยินแบบนั้นก็ร้องไห้ออกมาแล้วบอกว่า “มึงทำยังไงก็ได้ บอกให้พี่มึงกลับ” ในใจคุณออโต้ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ด้วยความที่ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้ คุณออโต้จึงพนมมือบอกพี่เป้ไปว่า “วันนี้ผมไม่ว่าง พี่น่ะเสียไปแล้ว ให้พี่ไปตามทางของพี่เถอะ ผมจะทำบุญตักบาตรไปให้พี่แล้วกัน งานศพของพี่ เดี๋ยวผมจะไปช่วยงานทุกวันเลย” ทันใดนั้นคนที่ยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้อง 6 ทำท่าเหมือนกำลังจะเดินกลับ ตอนนั้นคุณออโต้ก็สังเกตว่าผู้ชายคนนั้นจะเดินไปที่ไหน แต่แล้วผู้ชายคนนั้นก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าต่างห้อง 5 ที่คุณออโต้และคุณดำอยู่ในห้อง! คุณออโต้มองดูลักษณะความสูงและทรงผม ก็สรุปได้ว่าคือพี่เป้แน่นอน คุณออโต้ได้แต่อธิฐานจิตอย่างเดียวว่า “พี่..วันนี้ผมไม่พร้อม ให้พี่ไปตามทางของพี่เถอะ” พี่เป้ถึงได้เดินออกไปและจากไปพร้อมกับเสียงรถเวสป้าคู่ใจที่เสียงค่อย ๆ เบาไกลออกไปวันเสาร์ ตอนเช้าอีกวัน คุณออโต้และเพื่อนตื่นมาอาบน้ำเพื่อที่จะออกไปกินข้าว ขณะที่กำลังจะเปิดประตูห้องออกไป บังเอิญว่าน้องห้อง 2 ก็เปิดประตูแง้มออกมาเพื่อที่จะเก็บของกลับบ้านเหมือนกัน ด้วยความสนิทคุณออโต้จึงแซวน้องเล่น ๆ ว่า “ไปกินข้าวด้วยกันก่อนรึเปล่า” น้องห้อง 2 ตอนกลับมาว่า “ไม่เป็นไรค่ะ รีบกลับ” คุณออโต้กำลังจะเดินผ่านห้องน้องไป สักพักน้องห้อง 2 ก็ตะโกนเรียกคุณออโต้แล้วบอกว่า “เมื่อคืนนี้เพื่อนพี่ ที่ชื่อเป้มาหาพี่ มาเคาะประตู ทำไมพี่ไม่เปิด” คุณออโต้บอกว่า ด้วยความที่น้องเขาเป็นหลานเจ้าของหอเลยอาจจะช่วยสอดส่องดูแลความเรียบร้อย จึงถามต่อว่า “พี่เป้เขามายังไง” น้องห้อง 2 ตอบมาว่า “เมื่อคืนได้ยินเสียงคนเคาะประตูเลยชะโงกหน้าออกมาดู ก็เห็นลักษณะท่าทางว่าเป็นพี่เป้ แต่มันแปลกนะพี่โต้ เขามาแบบเสื้อผ้าขาดวิ่น แล้วคอก็เอียงอะ” คุณออโต้จึงตอบน้องไปว่า “ไม่มีอะไรหรอก” หลังจากวันนั้นคุณออโต้ก็ได้ไปช่วยงานศพพี่เป้จนเสร็จเรียบร้อย แต่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผ่านมา 25 ปี คุณออโต้ยังไม่เคยบอกน้องห้อง 2 เลยว่าสิ่งที่น้องเขาเห็นวันนั้นคืออะไร...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-