ย้ายเข้าหอใหม่ แต่มีห้องว่างอยู่ห้องเดียวคือห้องตัวอย่าง ตั้งแต่เข้าไปพักก็เจอเรื่องแปลก ๆ มากมาย ทั้งตัวโดนผ้ามัดแน่น ทั้งโดนแก้ผ้าและตื่นมาก็ปากฉีกอีก! แถมเจอผีเยาะเย้ยว่าสวดมนต์ไปก็ทำอะไรไม่ได้!

อังคารคลุมโปง RECAP

ย้ายเข้าหอใหม่ แต่มีห้องว่างอยู่ห้องเดียวคือห้องตัวอย่าง ตั้งแต่เข้าไปพักก็เจอเรื่องแปลก ๆ มากมาย ทั้งตัวโดนผ้ามัดแน่น ทั้งโดนแก้ผ้าและตื่นมาก็ปากฉีกอีก! แถมเจอผีเยาะเย้ยว่าสวดมนต์ไปก็ทำอะไรไม่ได้!

16 พ.ย. 2023

          เมื่อต้องย้ายเข้าหอใหม่ แต่ชั้นที่จะไปอยู่ดันไม่มีห้องว่าง มีแค่ห้องตัวอย่างที่อยู่ใกล้กับลิฟต์ ทำให้ต้องเจอเรื่องแปลกประหลาดชวนขนหัวลุก! เรื่องหลอนจาก ‘คุณต้น “Wolftone’ ที่มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 พฤศจิกายน 2566) พร้อมเจอกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องนี้จะประหลาดอย่างไรนั้น ไปอ่านพร้อมกันเลย!

          เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในสมัยที่คุณต้นเรียนอยู่มหาวิทยาลัยย่านนครปฐม เป็นช่วงระหว่างปี 1 ขึ้นปี 2 ช่วงนั้นเขาย้ายหอพักจากหอพักเก่าไปหอพักหนึ่ง ซึ่งมีเพื่อนที่เรียนด้วยกันอยู่ที่นั่นชื่อ ‘คุณเบนซ์’ เขาจึงชวนคุณต้นย้ายเข้าไป คุณเบนซ์พักอยู่ที่ชั้น 2 ในวันที่ไปเลือกห้อง คุณต้นจึงไม่ได้ไปดูชั้นอื่นเลยนอกจากชั้น 2 เพราะว่าต้องการที่จะอยู่ใกล้ ๆ กัน ไปเรียนจะได้สะดวก แต่ชั้น 2 ไม่มีห้องไหนว่าง ยกเว้นห้องตัวอย่าง เลขที่ 207 ลักษณะของห้องนี้คือ เมื่อออกจากลิฟต์แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะถึงเลย เรียกได้ว่าอยู่เยื้องกับลิฟต์ หากเปิดประตูเข้าไปก็เหมือนห้องทั่วไป ทางซ้ายมีห้องน้ำ มีเตียง ถัดไปเป็นโซฟาและตู้ คุณต้นจึงตัดสินใจเลือกห้องนั้น

          เขาใช้ชีวิตอยู่ในห้องนั้นประมาณ 1 - 2 เดือน จนคุณต้นเริ่มสนิทกับคนในหอ สนิทกับ รปภ. คุณป้าแม่บ้าน และคุณป้าพนักงาน ซึ่งพวกเขาก็มักจะนั่งสังสรรค์อยู่ใต้หอพักก่อนจะขึ้นนอนเป็นประจำ ส่วนคุณต้นก็จะนั่งอยู่กับคุณลุงรปภ. เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งพวกเขานั่งสังสรรค์กันตามปกติ แต่มีเพื่อนของคุณต้น ชื่อ ‘คุณคิน’ เข้ามานั่งร่วมวงด้วย พวกเขาก็นั่งกินกันไปเรื่อย ๆ จนถึงตี 1 - 2 ก็เริ่มเมา จากนั้นจึงขึ้นไปนอน คุณคินก็ไม่ได้กลับไปที่หอพักตัวเองเพราะหอพักเขาอยู่ไกล คุณต้นจึงพาคุณคินขึ้นมานอนที่ห้องของตัวเอง โดยคุณคินนอนบนเตียง ส่วนคุณต้นนอนอยู่ที่โซฟา ไม่นานทั้งคู่ก็หลับไป

          เช้าวันต่อมา คุณต้นตื่นเพราะเสียงของเพื่อนที่พูดว่า “ต้น มึงทำอะไรอยู่เนี่ย มึงแกล้งมึงเล่นอะไรอยู่เนี่ย” ด้วยความสะลึมสะลือ เขาจึงตื่นขึ้นไปดู สิ่งที่เขาเห็นคือ คุณคินโดนห่อด้วยผ้าห่มแน่น ๆ เหมือนกับนุ่งผ้าออกมาจากห้องน้ำ เหมือนกับข้าวต้มมัดที่แน่น ๆ ซึ่งผิดธรรมชาติจากการห่มผ้าทั่วไป แล้วที่แปลกกว่านั้นคือ คุณคินไม่ได้สวมเสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าทั้งหมดไปกองอยู่หน้าห้องน้ำ และชุ่มไปด้วยน้ำ! คุณคินตกใจมากจึงหันมาถามคุณต้นว่า “แกล้งอะไร” คุณต้นยังมึนงง เพราะตนไม่ได้ทำอะไร จำได้ว่าต่างคนต่างนอน พอตื่นมาก็เจอสภาพแบบนี้แล้ว แต่หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ทุกคนก็ขำขันคิดเพียงว่าเป็นเรื่องโจ๊กเล่าสนุกเท่านั้น

          หลังจากนั้นผ่านไป 2 สัปดาห์ คุณคินก็ไปสังสรรค์กับเพื่อนอีกกลุ่มที่บ้านพักของเพื่อน คราวนี้ก็คล้าย ๆ กัน คือนั่งดื่มกันไปเรื่อย ๆ แต่ครั้งนี้ คุณคินขึ้นไปนอนที่ห้องของเพื่อน ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันกับห้องพักคุณต้น หลังจากภาพตัดหลับไป เหตุการณ์แปลก ๆ ตอนเช้า ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้หนักกว่าครั้งแรก เพราะคุณคินตื่นมาพร้อมกับเสื้อที่ชุ่มไปด้วยน้ำ เมื่อจับที่ปากก็รู้สึกเจ็บมาก เขาจึงรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำเพื่อดูตัวเองในกระจก ก็เห็นว่าตัวเอง ปากแตก ปากข้างล่างฉีกประมาณ 4 เซนติเมตร มีเลือดอาบเต็มเสื้อ ฟันแตกผ่าครึ่งแล้วฝังไปในริมฝีปากล่าง และที่แปลกไปกว่านั้นคือ เขามีสำลีอยู่รอบตัว ทีแรกคิดว่าอาจจะล้มแล้วเพื่อนมาช่วยทำแผล จึงถามเพื่อน ๆ ที่นอนด้วยกัน สรุปว่าไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพิ่งมารู้ตอนเช้าพร้อมกันนี่เอง ทุกคนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นคุณต้นก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติ แต่แล้วเหตุการณ์แบบนั้นก็ไม่เกิดขึ้นกับคุณคินอีก ไปเกิดกับคุณต้นแทน..

          ผ่านเหตุการณ์นั้นไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์ วันหนึ่งหลังจากกลับจากเรียนคุณต้นก็มานอนพักที่ห้องตามปกติ ไม่ได้ดื่มหรือมีอาการมึนเมาแต่อย่างใด เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นตอนเช้าอีกครั้ง คุณต้นโดนห่อเป็นข้าวต้มมัด โดนรัดแน่นมากและโดนแก้ผ้าด้วย ส่วนเสื้อผ้าไปกองอยู่หน้าห้องน้ำ และชุ่มไปด้วยน้ำเหมือนครั้งก่อน! แล้วหลังจากนั้น คุณต้นก็เจอเหตุการ์ณแบบนี้อีก 3 – 4 ครั้ง กระทั่งคืนก่อนจะถึงครั้งสุดท้ายที่คุณต้นทนไม่ไหว คืนนั้นเขาก็นอนปกติ เขารู้สึกว่าเขาโดนกดที่หน้าอกแรงมาก เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตนมีอาการผีอำ เมื่อเขาพยายามลืมตา ก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่กำลังกดเขาอยู่คือผู้หญิง! เขาพยายามลืมตาและสวดมนต์ แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “มึงไม่ได้ผลหรอก มึงทำไปเลย มันไม่ได้ผล สวดไปเลย มีพระหรอ” ราวกับกำลังเยาะเย้ยคุณต้น ผ่านไปไม่นาน คุณต้นก็ลุกขึ้นมาได้ จากนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์โทรหาคุณเบนซ์บอกว่า “กูโดนแล้ว กูเริ่มไม่ไหวแล้ว มันมากเกินไปแล้วนี่มันครั้งที่ 4 ครั้งที่ 5 แล้วไม่ไหวแล้ว” แต่คุณต้นก็ตอบกลับไปว่า “โอเค ไม่เป็นไร งั้นอยู่ไปก่อน ดูกันไปก่อน” จนมาถึงเหตุการณ์สุดท้าย เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คุณต้นตัดสินใจย้ายออกจากห้องนั้นไปห้องอื่นเลยคือ…!

          วันนั้นคุณต้นนั่งดื่มกับเพื่อนตามปกติ แต่ครั้งนี้เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เวลาประมาณ 5 ทุ่ม อยู่ ๆ คุณต้นก็เดินขึ้นไปบนห้องแบบไม่บอกใคร หายไปจากวงสังสรรค์นั้นแล้วก็ขึ้นไปนอน ซึ่งคุณต้นรู้ตัวแค่ว่าตอนนั้นเหมือนมีบางอย่างบอกเขาว่าต้องขึ้นไปข้างบนและไปนอนได้แล้ว ความจำสุดท้ายของคุณต้นคือ เขาเปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วก็วาร์ปหลับไป ตื่นเช้ามาอีกที ก็ได้ยินเสียงคุณเบนซ์เรียก “ต้น มึงโดนอีกแล้วว่ะ มึงย้ายห้องเหอะ กูสงสารมึง” ทันทีที่คุณเบนซ์เห็นหน้าคุณต้นก็อึ้งไปสักพักเพราะว่าเสื้อผ้าของคุณต้นนั้นชุ่มไปด้วยเลือด ปากของคุณต้นนั้นฉีกไปประมาณ 3 เซนติเมตร นั่นทำให้คุณต้นไม่อยากทนอีกต่อไป จึงไปถามกับรปภ. และคุณป้าพนักงานว่า ชั้น 2 มีเหตุการณ์อะไรมาก่อนหรือไม่ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมปริปากบอกจนคุณต้นต้องพยายามเค้นถาม จึงได้คำตอบมาว่า บริเวณลิฟท์ชั้น 2 จะมีผู้หญิงคนหนึ่งวนเวียนอยู่ตรงนั้น ป้าแม่บ้านเห็นประจำ และมักจะเห็นเดินไปเดินมาบริเวณห้อง 207 ที่คุณต้นอยู่ รปภ.และแม่บ้านบอกมาแค่นั้น คุณต้นก็สืบไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร

          จนกระทั่งเหตุการณ์สุดท้าย หลังจากที่คุณต้นย้ายห้องไปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นการการันตีว่าสิ่งที่คุณต้นเห็นและทำทั้งหมดเป็นคนคนเดียวกัน นั่นคือเมื่อคุณต้นย้ายห้องไป ในคืนหนึ่งก็ฝันว่า กำลังจะไปเรียน พอเปิดประตูแล้วหันไปทางซ้าย ซึ่งเป็นห้อง 207 ที่เคยอยู่ เขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผิวสีเหลือง ผมประบ่า แต่ไม่เห็นหน้า แล้วร่างนั้นก็ถอยหลังค่อย ๆ หายไปในเงา แล้วคุณต้นก็สะดุ้งตื่น! นั่นทำให้คุณต้นได้รู้ว่าคือคนเดียวกันกับที่เคยกดคุณต้น แต่ว่าก็หาสาเหตุไม่ได้ว่าสิ่งที่เจอมันคืออะไร แล้วผู้หญิงคนนั้นคือใคร..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'ห่อหมกปลาช่อน' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

11 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'ห่อหมกปลาช่อน' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ต้องออกไปหาสถานที่ตกปลา แต่รอบนี้กลับไปเจอบ่อน้ำแห่งหนึ่ง ที่ได้มีคนเข้ามาเตือนว่า ที่นี่ห้ามไป..เพราะเจ้าของที่หวงมาก แต่สุดท้ายกลับบอกให้ไปได้ เพียงแต่ต้องพูดบอกไปว่า จะเอาปลาไปทำห่อหมกปลาช่อนให้ตากินนะ สุดท้ายหลังจากตกปลาได้ จะนำปลากลับไปฝาก กลับได้ไปรับรู้ถึงเรื่องราวบางอย่าง ที่ทำให้ต้องรู้สึกเสียน้ำตา.. คุณลูกนัท’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณเก่ง’ ที่ได้เดินทางไปบ่อตกปลาในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ในระหว่างทางกลับได้ไปพบตายายคู่หนึ่ง เข้ามาเตือนว่าอย่าไปที่บ่อแห่งนี้ เพราะว่าเจ้าของเก่า…หวงที่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost’ (4 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ห่อหมกปลาช่อน’เหตุการณ์ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เก่งมีงานอดิเรกเป็นการตกปลา ในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ จนกระทั่ง เก่งไปเจอสถานที่แห่งหนึ่ง ที่เหมาะแก่การตกปลาเป็นอย่างมากเช้ามืดในวันรุ่งขึ้น เก่งเริ่มออกเดินทางขี่มอเตอร์ไซค์ ไปถึงยังที่หมายในช่วงเช้าตรู่ ภาพตรงหน้าที่ปรากฏ กลับทำให้เก่งรู้สึกเฟลขึ้นมา เพราะความไม่ตรงปกจากที่ดูรูปมา เก่งรู้สึกเสียดายถ้าจะต้องกลับในทันที จึงเปิดแผนที่เพื่อหาสถานที่อื่นแทน และได้เจอกับบ่อน้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลมาก จึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังสถานที่แห่งนั้น แต่ในระหว่างทางบังเอิญไปพบกับบ้านไม้ ลักษณะสองชั้น ใต้ถุนสูงโปร่ง ที่มีคนอาศัยอยู่ เป็นตายายคู่หนึ่ง เก่งจึงเข้าไปสอบถามเส้นทางในการไปตกปลา แต่ก็ได้คำตอบกลับมาว่า บ่อน้ำแห่งนี้เจ้าที่หวงมาก มีแต่คุณตาเท่านั้นที่ไปตกได้ เก่งจึงตัดสินใจที่จะกลับมือเปล่า แต่ทันทีที่จะกลับ คุณตากลับตะโกนเรียกว่า “จะตกก็ไปตก เจ้าของที่ไม่ได้อยู่แล้ว แต่บอกเขาไปด้วยนะว่า ตาให้ไปตกแล้วจะเอาปลาไปทำห่อหมกปลาช่อนให้ตากิน” เก่งได้แต่นึกในใจว่า เจ้าของที่ไม่อยู่ได้อยู่แล้ว จะให้ไปบอกกับใคร หลังจากนั้น เก่งก็ได้เดินทางไปจนถึงบ่อ และได้เริ่มตกปลาที่บริเวณนั้น เวลาผ่านไป 1 - 2 ชัวโมง ตกได้ปลาแต่ปรากฏว่าปลาที่ได้เป็นปลาตัวเล็ก ๆ เก่งนึกได้ถึงคำพูดของคุณตาก่อนหน้า เลยพูดเอ่ยขึ้น ตามที่คุณตาได้บอกไว้...หลังจากนั้นไม่นาน ปรากฏว่า ได้ปลาช่อนตัวใหญ่มาก ตกมาได้ถึง 6 ตัว เก่งจึงคิดที่จะนำปลาที่ได้มา ไปฝากไว้ที่บ้านของตา แต่พอเดินทางไปถึง บ้านกลับปิดสนิท และมีบรรยากาศที่เงียบสงัด จึงตัดใจที่จะกลับมาในภายหลัง ในระหว่างนั้นเก่งขับมอเตอร์ไซค์ ออกไปหาร้านข้าว ก็ไปเจอกับร้านข้าวแห่งหนึ่ง และได้จอดแวะทาน แต่ป้าร้านข้าวก็ได้ทักถามขึ้นมาว่า “ทำไมเราถึงมาจากทางนั้น ไปตกปลามาหรอ?” เก่งตอบกลับไปว่า “ผมไปตกปลา ที่บ่อตรงนั้นมา”ป้าทำสีหน้าตกใจ เพราะด้วยความที่เจ้าของเป็นคนหวงที่มาก และไม่ให้ใครเข้าไปตกปลา แต่เก่งก็ตอบกลับไปว่า “คุณตาบ้านข้างหน้าบ่อ เขาบอกว่าให้ตกได้” ป้าร้านข้าวทำสีหน้างุนงง และได้พูดตอบแบบนิ่ง ๆ “เอ็งไม่กลัวผีหรอ” เก่งยิ่งเกิดอาการงง? กับคำพูดของป้า แต่หลังจากทานข้าวเสร็จ เก่งก็เดินทางกลับไปยังบ่อตกปลา แต่ระหว่างทางได้แวะบ้านของตาอีกครั้ง และได้เห็นตายืนอยู่ริมรั้วบ้าน เก่งจึงเอ่ยทักว่าเอาปลามาฝาก แต่ตาก็ตอบปฏิเสธในทันที และบอกว่าเอาไปทำไม่ไหวหรอก เพราะว่าแก่แล้ว เก่งนึกในใจว่าจะเอาปลากลับไปทำ และรอบหน้าจะนำมาฝากตากับยาย หลังจากคิดเสร็จเก่งก็เดินทางกลับบ้านในทันที แต่ระหว่างทางได้แวะร้านข้าวในอีกครั้ง ป้ารีบเดินเข้ามาถามในทันที “เจอลุงไหม เอ็งนี่ท่าจะไม่กลัวผีจริง ๆ” เก่งได้แต่ทำหน้าครุ่นคิดไปอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นป้าก็ได้เริ่มเล่าเรื่องราวบางอย่างให้เก่งฟัง ในอดีต คุณตามีชื่อว่า ‘ตาแม้น’ เป็นหนุ่มหล่อ และเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ หนึ่งในคนที่ชอบตาแม้น มีชื่อว่า “ยายมา” เป็นเจ้าของบ่อตกปลา ยายแม้นเป็นคนที่หวงบ่อมาก แต่ตาแม้นเป็นคนเดียว ที่ยายมาให้มาตกปลาได้ และเวลาตกได้จะนำปลา ไปให้ยายมาทำห่อหมกปลาช่อนให้กิน ทั้งสองคนก็คอยดูแลกัน และกันอยู่เรื่อย ๆแต่พอเวลาผ่านไป ตาแม้นกลับไปมีอะไรกับ ยายมี พี่สาวของ ยายมา ด้วยความโกรธของยายมา จึงทำยาสั่งให้ทั้งคู่เกิดอาการอยากกินห่อหมกปลาช่อน หลังจากที่ทั้งคู่ได้กินเข้าไปก็เสียชีวิตลงในทันที เวลาผ่านไปยายมา เกิดความเสียใจ ที่เสียคนรักไปทั้ง 2 คน จึงรู้สึกตรอมใจ และได้ผูกคอเสียชีวิตลงในบ้านหลังนั้น หลังจากที่ได้ยินและรับรู้เรื่องราวทั้งหมด เก่งจึงกลับบ้านไปทำห่อหมกปลาช่อนในเช้าวันถัดมา เก่งได้นำห่อหมกปลาช่อน จากปลาที่ตกได้ นำมาจุดธูปให้คุณตา และคุณยาย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากโนอาร์ ‘นางรำ’ I อังคารคลุมโปง X โนอาร์ ล่าท้าผี [ 7 พ.ค. 2567]

12 พ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากโนอาร์ ‘นางรำ’ I อังคารคลุมโปง X โนอาร์ ล่าท้าผี [ 7 พ.ค. 2567]

เรื่องนี้ ‘โนอาร์ ล่าท้าผี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 พฤษภาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘นางรำ’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! โนอาร์เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจอมาก่อนที่จะทำล่าท้าผี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ตอนที่ยังเรียนอยู่โรงเรียนวัด ช่วงประมาณ ม.2 - ม.3 ซึ่งรั้วโรงเรียนกับรั้ววัดคือรั้วเดียวกัน แต่ฝั่งรั้วของวัดจะมีรูปผู้ที่เสียชีวิตติดอยู่รอบรั้ว ส่วนฝั่งโรงเรียนไม่มี โนอาร์เป็นเด็กกิจกรรมที่สนิทกับครูนาฏศิลป์ แม้ว่าตนจะไม่ได้เป็นเด็กนาฏศิลป์ แต่ก็มักจะเข้าไปช่วยงานหากชมรมนาฏศิลป์มีงานแสดงทั้งข้างนอกและข้างในโรงเรียน เช่น ยกของ หรือช่วยจัดอุปกรณ์ต่าง ๆ ในตอนนั้น โนอาร์มีเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายอยู่ 2 คน ในขณะนั้นทางโรงเรียนได้จัดงานประจำสัปดาห์ เป็นงานที่จัดขึ้นปีละครั้ง มีประมาณ 3 - 5 วัน ในคืนแรก โนอาร์ได้รับหน้าที่จัดอุปกรณ์ประกอบฉากบนเวที เมื่องานวันแรกจบ คนก็ทยอยกลับบ้าน เหลือเพียงโนอาร์กับเพื่อนอีก 2 คนที่อยู่เก็บของ ระหว่างที่โนอาร์กำลังเก็บของอยู่บนเวที อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียง เหมือนเสียงดนตรีไทยที่ดังมาจากห้องนาฏศิลป์ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าอยู่ในช่วงวันงาน และคิดว่าคงจะเป็นพวกนางรำมาซ้อมตามปกติ ในตอนนั้นก็ได้ยินทั้งเสียงเครื่องดนตรีไทย มีทั้ง เสียงระนาด เสียงปี่ เสียงฉิ่ง ครบทุกอย่างบรรเลงเป็นเพลง โนอาร์ไม่รู้ว่ามันคือเพลงอะไร จากนั้นเพื่อนสนิทคนหนึ่งก็พูดว่า “โชว์ของนาฏศิลป์วันนี้เขาโชว์จบไปแล้วนะ แล้วทำไมเขาถึงยังซ้อมอยู่” โนอาร์ตอบไปตามประสาเด็กห้าวที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีว่า “เขาก็อาจจะซ้อมงานอื่นหรือเปล่า?” แล้วพูดต่อว่า “นี่มัน 5 ทุ่มแล้วนะ มึงอย่าไปคิดมาก รีบเก็บของให้เสร็จจะได้กลับบ้าน” ระหว่างที่คุยกับเพื่อนอยู่นั้น เสียงดนตรีไทยจากห้องนาฏศิลป์ก็ยังคงบรรเลงอยู่ตลอด โนอาร์กับเพื่อนก็รีบเก็บของเอาไว้หลังเวที เพราะงานวันที่ 2 ก็ต้องนำออกมาจัดใหม่ หลังจากเก็บของเสร็จ ก็ต่างแยกย้ายกลับบ้าน ถัดมาคืนที่ 2 โนอาร์รองานจบเพื่อที่จะเก็บของ โนอาร์คิดในใจว่า ‘หากได้ยินเสียงหรือว่ายังมีคนอยู่ในห้องนาฏศิลป์อีก จะไปแอบดู’ จากนั้นก็บอกกับเพื่อนไปว่า “เดี๋ยวพวกเรา 3 คน จะเข้าไปดูหลังจากที่เก็บของเสร็จแล้ว” เพื่อนอีกสองคนพยักหน้าเห็นด้วยและตอบตกลง เวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม คนก็เริ่มทยอยกลับ เมื่อโชว์สุดท้ายจบ โนอาร์กับเพื่อนก็เก็บของเหมือนเมื่อวาน ระหว่างที่เก็บของก็ได้ยินเสียงมาจากห้องนาฏศิลป์อีก แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เสียงเครื่องดนตรีแบบวันแรก แต่เป็นเสียง ‘เอื้อน’ ที่ถูกเปล่งออกมาจากผู้หญิง หลังจากได้ยินเสียงนี้ ด้วยความที่เป็นเด็กผู้ชาย โนอาร์คิดในใจว่า ‘ขอไปดูหน่อยดีกว่า เพราะเป็นนางรำด้วยคงจะสวยน่าดู’ จากนั้นก็เอ่ยปากชวนเพื่อนว่า “เห้ยพวกมึง เสียงผู้หญิงว่ะ” จากนั้นโนอาร์และเพื่อนก็รีบเก็บของ แล้วรีบเดินไปตามเสียงเอื้อนที่ได้ยิน ซึ่งต้นเสียงมากจากห้องนาฏศิลป์ ห้องนาฏศิลป์กับเวทีอยู่ไม่ไกล ห่างกันแค่ช่วงตึกเท่านั้น ลักษณะประตูของห้องนาฏศิลป์จะเป็นแบบบานเลื่อน ฟิล์มกระจกห้องเป็นแบบทึบ หากจะดูก็ต้องเอาหน้าทาบกระจกเพื่อที่จะได้เห็นข้างใน ภายในห้องนาฏศิลป์ก็จะมี ชุดไทย อุปกรณ์แต่งหน้าแต่งตัว เครื่องดนตรีไทย เศียรพ่อแก่ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์ทั่วไป เมื่อเดินมาถึง โนอาร์ก็รู้สึกผิดสังเกต เพราะในห้องไม่ได้เปิดไฟ ถ้ามีคนมาซ้อมอย่างน้อยก็ต้องเปิดไฟ จะได้ซ้อมแบบสะดวก แต่ในห้องนาฏศิลป์ตอนนั้นกลับมืดสนิท ที่สำคัญคือยังมีเสียงเอื้อนดังออกมาจากห้อง โนอาร์ก็บอกกับเพื่อนว่า “เขาอาจจะซ้อมแบบไม่เปิดไฟหรือเปล่า?” เขายังคิดในแง่บวก แล้วก็บอกกับเพื่อนต่อว่า “เห้ย ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเข้าไปดูก็รู้เอง” ตอนนั้นเอง โนอาร์และเพื่อนยังยืนอยู่ที่หน้าห้องนาฏศิลป์ เสียงเอื้อนยังดังอยู่ แต่มองไม่เห็นอะไรเลยเพราะมืดมาก โนอาร์บอกกับเพื่อนอีกว่า “เห้ย เราแอบดูดีกว่า” พูดจบ โนอาร์และเพื่อนก็เอาหน้าทาบไปตรงกระจกเพื่อดู ก็ได้เห็นเหมือนเป็นผู้หญิง นั่งท่าเทพธิดาหันหลังไม่เห็นหน้า เธอมีผมยาวเกือบจรดพื้น ชุดที่ใส่ท่อนบนเป็นเสื้อนักเรียน ส่วนท่อนล่างจะนุ่งเป็นโจงกระเบนสีแดง แล้วเธอก็ทำท่ารำ พร้อมกับเปล่งเสียงเอื้อนออกมา ผู้หญิงคนนั้นทำแบบนั้นไปเรื่อย ๆ โนอาร์แปลกใจว่าทำไมเธอคนนั้นถึงไม่เปิดไฟ โนอาร์ส่งซิกกับเพื่อนว่า “เดี๋ยวกูจะเลื่อนประตูนะ แล้วมึงก็เอามือเอื้อมไปเปิดสวิตช์ไฟ” เนื่องจากสวิตช์ไฟอยู่ข้างประตูสามารถเอื้อมมือเข้าไปเปิดได้ เธอคนนั้นยังคงรำแล้วเอื้อนเสียงอยู่ โนอาร์มองไม่เห็นหน้าของเธอ แต่ก็มีจังหวะที่เธอกระแทกเสียงที่เปล่งออกมาให้ดังขึ้นกว่าเดิม จังหวะนั้นเธอก็ค่อย ๆ หันหน้ามา แต่โนอาร์กับเพื่อนก็ยังไม่เห็นหน้าของเธออยู่ดี เห็นแค่เสี้ยวหูกับมือที่รำอยู่เท่านั้น พอเห็นแบบนั้น โนอาร์ก็ส่งสัญญาณ 1 2 3 พอถึง 3 โนอาร์ก็เลื่อนประตู เพื่อนก็เอื้อมมือเปิดสวิตช์ไฟตามที่วางแผนกันเอาไว้ พอเปิดไฟจนห้องสว่าง แต่กลับไม่พบใครนั่งอยู่ตรงกลางห้องนั้นเลยแม้แต่คนเดียว! พอเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า เพื่อนอีกคนที่ไม่ได้เปิดสวิตช์ไฟและไม่ได้เปิดประตูก็ช็อค เพราะเพื่อนเห็นตอนจังหวะที่ผู้หญิงคนนั้นกระแทกเสียง แล้วเธอกำลังหันหน้ามา เพื่อนคนนี้เห็นว่าเธอคนนี้ไม่มีหน้า ในจังหวะที่เปิดไฟพอดี พอเห็นแบบนั้นก็ยืนค้างไปเลย แต่โนอาร์กับเพื่อนอีกคนที่เป็นคนเปิดสวิตช์ไฟก็รีบวิ่งหนีออกไปทันที! เช้าวันต่อมา ก็เล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ไม่นานเรื่องนี้ก็หลุดไปถึงหูครูนาฏศิลป์ ครูก็บอกว่า“ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นรุ่นพี่ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากด้านนอก เหมือนประมาณว่า เขาเป็นเด็กนาฏศิลป์เนี่ยแหล่ะ แล้วเขาใส่เสื้อนักเรียน นุ่งโจงกระเบนสีแดง ตามที่เห็นเลย แล้วเขาก็ไปเสียชีวิตด้านนอกเพราะอุบัติเหตุ ช่วงนั้นก็มีการทำบุญห้องนาฏศิลป์กันยกใหญ่เลย คนในโรงเรียนก็เริ่มกลัวเริ่มหลอนเพราะมันติดวัดด้วย” หลังจากคืนนั้นก็ทำให้โนอาร์และเพื่อน ๆ ที่ชอบแอ๊วสาวหลอนไปเลย ไม่กล้าไปแอบดูสาวที่ไหนอีกแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปทำบุญที่ศาลเจ้ามาเลฯ หนึ่งวันก่อนเขาล้างป่าช้า มองไปรอบ ๆ ก็เจอกองทัพผีบุกมาขอส่วนบุญ! พอบอกให้หลังไหว้เสร็จต้องกรวดน้ำ ลูกทริปดันลืม ทำให้เจอผีมาตามขอส่วนบุญถึงในฝน

18 ก.ค. 2023

ไปทำบุญที่ศาลเจ้ามาเลฯ หนึ่งวันก่อนเขาล้างป่าช้า มองไปรอบ ๆ ก็เจอกองทัพผีบุกมาขอส่วนบุญ! พอบอกให้หลังไหว้เสร็จต้องกรวดน้ำ ลูกทริปดันลืม ทำให้เจอผีมาตามขอส่วนบุญถึงในฝน

‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ มาเยือนรายการอังคารคลุมโปง X (11 กรกฎาคม 2566) ครั้งนี้พร้อมกับเรื่องราวสุดหลอนจากมาเลเซียมาเล่าให้ฟังกัน เรื่องนี้ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ รวมถึงชาวอังคารคลุมโปงทุกคนต้องเสียวสันหลัง! ตามไปอ่านกันเลย เมื่อไม่นานมานี้ คุณอุ๋มอิ๋มได้จัดทริปเดินทางไปประเทศมาเลเซียพร้อมลูกทริปจำนวนหนึ่ง จุดประสงค์คือการไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามศาลเจ้า 7 แห่งของมาเลเซีย แต่ใครจะรู้ว่าพอถึงศาลเจ้าแรกก็เจอทีเด็ดเลย! ศาลเจ้าที่แรกที่คุณอุ๋มอิ๋มและลูกทริปไปนั้นตั้งอยู่ในเขตชุมชน โดยปกติแล้ว คุณอุ๋มอิ๋มจะต้องลงไปดูลาดเลาของสถานที่เสียก่อน จึงค่อยให้คนอื่น ๆ ในทัวร์ตามลงไป แต่เมื่อเท้าเริ่มแตะลงที่พื้นหน้าทางเข้า คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มสงสัยแล้วว่า “นี่ใช่ศาลเจ้าใช่ป่าววะ” เพราะถ้าปกติแล้ว สถานที่ที่คนไปไหว้พระนั้นควรจะทำให้รู้สึกสบายใจ แต่ที่แห่งนี้คุณอุ๋มอิ๋มกลับรู้สึกอึดอัด แน่นตัว เหมือนกำลังเดินเข้าไปในฝูงชนอะไรซักอย่าง อย่างไรก็ดี คุณอุ๋มอิ๋มตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก เชื่อว่าคงเป็นเพียงความรู้สึก jet lag หรือเหนื่อยจากการนั่งเครื่องบิน เมื่อคุณอุ๋มอิ๋มเดินต่อไปก็เจอกับศาลเจ้าตั้งอยู่ข้างนอก มีรูปเคารพของเจ้าที่ที่แต่งกายชุดมาเลเซีย คุณอุ๋มอิ๋มไหว้ศาลเจ้านี้ จากนั้นก็หันไปเห็นศาลเจ้าที่ที่ใหญ่กว่ามากตั้งอยู่ด้านหลัง ในนั้นดูเหมือนกำลังจัดงานใหญ่อะไรบางอย่าง โดยรอบตอนนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากกลุ่มคนที่มาทริปกันแต่จู่ ๆ ก็มีแสงวิบวับปรากฎให้เห็นตามถนน แต่คุณอุ๋มอิ๋มพยายามคิดแบบวิทยาศาสตร์ก่อนว่าคงเป็นแสงสะท้อนจากไฟตกกระทบกับถนนเพราะตอนนั้นมีฝนตกพรำ “โอ้โห!” คุณอุ๋มอิ๋มอุทานออกมา และบอกว่าในชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็นศาลเจ้าที่ไหนทำพิธีใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน มีคนนำกระดาษไหว้เจ้ามาพับทำเป็นสรวงสวรรค์อย่างอลังการ ด้านข้างมีกระดาษถูกพับเป็นคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่สูงตระหง่านเช่นกัน คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มเกิดความสงสัยแล้วว่านี่คืองานอะไรกันแน่ และยังมีความรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มีความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก นอกจากนี้ยังมีหุ่นฟางขนาดยักษ์สูงประมาณตึกหนึ่งชั้นที่ตาก็ถูกปิดเอาไว้ มีมือสี่ข้างถือหนังสือ พู่กัน และอาวุธอีก 2 อย่าง นึกกี่ครั้งเธอก็ยังนึกไม่ออกว่านี่คืออะไรกันแน่ พอคุณอุ๋มอิ๋มกับทีมงานเริ่มเดินเข้าไปตัวอาคารของศาลเจ้า คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น คนข้างในให้การต้อนรับอย่างดิบดี เจ้าหน้าที่บอกว่า ณ ตอนนี้ให้ไหว้ได้เฉพาะตรงห้องโถงกลางเท่านั้น เพราะว่าห้องที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในนั้น มีการเชิญเจ้าเข้ามาในห้องนั้นแล้ว จึงห้ามรบกวน แม้จะสามารถไหว้ได้เฉพาะตรงส่วนกลาง แต่ในใจคุณอุ๋มอิ๋มก็อธิษฐานขอให้เทพท่านแสดงอิทธิฤทธิ์บารมีเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนในทริปได้รู้จักกับเทพแบบท่านมากขึ้น จากนั้นคุณอุ๋มอิ๋มและทีมงานต่างก็พากันเดินออกจากศาลเจ้า และในจังหวะที่คุณอุ๋มอิ๋มกลับหลังหัน เธอก็มองเห็นดวงวิญญาณจำนวนมากเรียงรายอยู่เต็มทั้งถนน! วิญญาณบางตนนั้นก็หน้าเละบ้าง ขาขาดบ้าง “ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ให้ลูกทริปลงไม่ได้แน่” คุณอุ๋มอิ๋มคิดกับตัวเองก่อนจะหันหลังกลับไปหาศาลเจ้าและอธิษฐานจิตถามเทพท่านว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร เมื่อลองไปถามเจ้าหน้าที่ คุณอุ๋มอิ๋มก็ถึงบางอ้อว่า สถานที่แห่งนี้กำลังจะทำพิธีล้างป่าช้าครั้งแรกในรอบ 12 ปี และวันที่มาก็เป็นหนึ่งวันก่อนที่เขาจะทำพิธีกันพอดีเมื่อถึงขั้นนี้แล้วคุณอุ๋มอิ๋มก็ภาวนาให้เทพเจ้าประทานพรให้ส่งทหารอากงทหารสวรรค์ปกปักษ์รักษาเธอ ทีมงาน และลูกทริปทุกคนให้ปลอดภัย เมื่อคุณอุ๋มอิ๋มปล่อยให้ลูกทริปลงมา ก็ยังไม่กล้าบอกว่าตนไปเจออะไรมา ลูกทริปถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย เมื่อไหว้เทพเจ้าข้างในตัวอาคารเสร็จแล้ว ก็ยังเหลือที่สุดท้ายที่จะต้องไปไหว้กันคือศาลเจ้าที่ซึ่งตั้งอยู่ข้างนอก คุณอุ๋มอิ๋มกำชับให้ลูกทริปทุกคนเมื่อไหว้เสร็จแล้วเดินกลับมาเลย หากเห็นอะไรไม่ต้องไปสนใจ ในจังหวะนั้นทุกคนก็เริ่มสงสัยแล้วว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เมื่อถึงเวลาต้องกลับ คุณอุ๋มอิ๋มก็กวาดสายตามองลูกทริปเป็นรายคน เพื่อป้องกันใครติดสอยห้อยตามมาด้วย พอทุกคนจะเดินทางกลับขึ้นรถก็มีเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าเรียงรายส่งแขกตามริมทางเดิน คุณอุ๋มอิ๋มบอกว่าในเมื่อเธอและทุกคนที่มาในวันนี้ก็มาเพื่อมาทำความดีแล้ว ก็จะขอให้ลูกทริปทุกคนอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณต่าง ๆ ด้วยผ่านการกรวดน้ำ และคุณอุ๋มอิ๋มก็เฉลยเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกทริปฟังตอนอยู่บนรถ แต่ผลคือลูกทริปทุกคนต่างก็พากันยินดีที่ตนเองได้มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นกัน แต่เรื่องของเรายังไม่จบแค่นี้ หลายวันให้หลัง เมื่อกลับถึงประเทศไทย คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มได้รับข้อความจากคนที่ไปทริปมาเลซีย เขาบอกว่าตัวเองฝันเห็นคนสภาพเหมือนซอมบี้มาทึ้งมาจับตัว เขาสงสัยอยู่สักพักว่าวิญญาณนี้ต้องการอะไร จนกระทั่งนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กรวดน้ำให้ดวงวิญญาณที่เจอที่ศาลเจ้าเลย เขาจึงรีบกรวดน้ำเสร็จสรรพแล้วบอกคุณอุ๋มอิ๋ม สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่ลูกทริปคนนี้คนเดียว มีลูกทริปจำนวนหนึ่งเลยที่มีวิญญาณที่เขาตามมาขอส่วนบุญ คุณอุ๋มอิ๋มยังฝากทิ้งท้ายให้กับชาวคลุมโปงทุกคนด้วยว่า เราควรกรวดน้ำหลังทำบุญ เพราะมันเหมือนเป็นการทำบุญอย่างเสร็จสมบูรณ์ นอกจากเราจะตั้งจิตภาวนาให้ได้มาซึ่งบุญกุศลแล้ว เรายังให้ทานแก่ดวงวิญญาณที่เขามาขออีกด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณซานมา 'กลิ่นเเป้งในวันลอยกระทง ' l อังคารคลุมโปง X เจน - เนย The Ghost [21 ก.ค.69]

28 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณซานมา 'กลิ่นเเป้งในวันลอยกระทง ' l อังคารคลุมโปง X เจน - เนย The Ghost [21 ก.ค.69]

“เมื่อคืนยายมึงมาอุ้มมึงกลับบ้านนะ” ประโยคสั้น ๆ ที่คนทั้งหมู่บ้านพูดตรงกันในเช้าวันรุ่งขึ้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าที่ทั้งหลอน ทั้งซึ้ง และยังหาคำอธิบายไม่ได้จนถึงทุกวันนี้...เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน – เนย The Ghost [21 ก.ค. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘กลิ่นเเป้งในวันลอยกระทง’ ‘คุณซานมา’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกของตนที่เกิดขึ้นเมื่อราว 16–17 ปีก่อน ณ จังหวัดบึงกาฬ บ้านเกิดของเธอ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงคืนวันลอยกระทงในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีการจัดงานลอยกระทงอย่างเป็นทางการ ชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น มักจะนัดรวมตัวกันเพื่อนำกระทงไปลอยที่ลำคลองท้ายหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านเกือบ 3 กิโลเมตรเส้นทางไปลำคลองเต็มไปด้วยความมืดเพราะไม่มีไฟส่องสว่างริมทาง นอกจากบริเวณจุดสำคัญของหมู่บ้าน อีกทั้งยังต้องเดินผ่านวัดเก่า ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงรั้วไม้ล้อมรอบ รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศเงียบสงัดและชวนวังเวงเป็นอย่างมากในช่วงขาไป ทุกคนลอยกระทง และใช้เวลาร่วมกันตามปกติ แต่เมื่อเดินทางกลับ ขณะที่กำลังผ่านบริเวณหน้าวัด จู่ ๆ พี่คนโตซึ่งเป็นหัวโจกของกลุ่มก็พูดขึ้นว่า “ผีหลอก” เพื่อหยอกล้อเพื่อน ๆ ทำให้ทุกคนตกใจ วิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัววัดแห่งนั้นตั้งอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร และเส้นทางจากหน้าวัดเข้าสู่หมู่บ้านก็มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร ระหว่างที่ทุกคนต่างวิ่งหนี คุณซานมายอมรับว่าตัวเองเป็นคนเจ้าเนื้อ จึงวิ่งตามเพื่อนคนอื่นไม่ทัน อย่างไรก็ตามเธอมีเพื่อนคนนึงที่คุณแม่เคยฝากฝังไว้ว่า“ดูแลน้องด้วยนะ” เพื่อนคนนั้นจึงไม่ยอมทิ้งเธอไว้ข้างหลัง แต่จับมือเธอเอาไว้ตลอด และพาวิ่งไปด้วย ทั้งคู่จึงกลายเป็นคนที่รั้งท้ายของกลุ่ม ขณะกำลังวิ่ง เพื่อนคนนั้นก็พูดขึ้นว่า “หอ หอ” ซึ่งแท้จริงแล้วหมายถึงคำว่า “หอม หอม” แต่เจ้าตัวพูดไม่ชัด คุณซานมาจึงหันไปมองเพื่อน และสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ความเป็นจริงเพื่อนคนนั้นมีส่วนสูงมากกว่าเธอ แต่ภาพที่เธอมองเห็นกลับเป็นมุมมองราวกับตัวเองสูงกว่า มองเห็น “ส่วนหัวของเขาลงมา” ทั้งที่ตามปกติควรเงยหน้ามองเขาเสียมากกว่าในเวลานั้น ด้วยความที่ยังเป็นเด็กเธอไม่ได้เอะใจ หรือสงสัยว่าทำไมจึงเห็นภาพเช่นนั้น ก่อนที่ความทรงจำจะขาดหายไป ราวกับทุกอย่างถูกตัดออกจากความทรงจำ เธอมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่มาถึงกลางหมู่บ้านแล้ว และเห็นคุณแม่เดินออกมารับกลับบ้าน จากนั้นเธอกับเพื่อนก็แยกย้ายกันกลับบ้านตามปกติ แต่เมื่อรุ่งเช้า เรื่องราวประหลาดกลับเริ่มถูกพูดถึงไปทั่วทั้งหมู่บ้าน หลายคนต่างพูดกับเธอเป็นเสียงเดียวกันว่า “เมื่อคืนมึงรู้ไหมว่ายายมึงมาหามึงนะ” ทุกคนต่างยืนยันตรงกันว่า เมื่อคืนพวกเขาเห็นคุณยายของเธอมาอุ้มหลานกลับบ้าน ขณะเดียวกัน เพื่อนคนที่จับมือเธอวิ่งมาตลอดก็เล่าให้ฟังว่า ระหว่างทางเขาได้กลิ่นแป้งที่หอมมาก หอมจนต้องหันไปมองหาที่มา ก่อนจะเห็นภาพของ “ผู้หญิงใส่เสื้อสีขาว ผ้าซิ่นสีน้ำเงิน” กำลังอุ้มตัวคุณซานมาอยู่แต่สำหรับคุณซานมา เธอยืนยันว่าในคืนนั้นไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติเลยทั้งสิ้น เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ทุกคนต่างบอกตรงกันว่า ชุดที่หญิงปริศนาสวมใส่นั้น เป็นชุดเดียวกับ “ชุดที่ใส่ให้ยายของเธอก่อนเสียชีวิต” ซึ่งก็คือ “เสื้อสีขาวกับผ้าซิ่นสีน้ำเงิน” ส่วนกลิ่นแป้งที่เพื่อนของเธอได้กลิ่น ก็มีคนในหมู่บ้านบอกว่า “เขาเป็นคนที่ทาแป้งให้ยายหนูในโลงเอง” คุณซานมาเล่าว่า คุณยายของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธออายุยังไม่ถึง 1 ขวบ ทำให้เธอแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคุณยายเลย แต่จากคำบอกเล่าของคนในหมู่บ้าน ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณยายรักเธอมาก รักราวกับเป็นแก้วตาดวงใจ มักอุ้มเธอเดินไปทั่วหมู่บ้านเพื่อแนะนำให้ทุกคนรู้ว่าเธอคือหลานที่รักที่สุดผู้ใหญ่ในหมู่บ้านยังเล่าอีกว่า ในวันที่เกิดเหตุ คุณยายเป็นคนเลี้ยงเธออยู่ตามลำพัง ขณะกำลังซักผ้าอยู่ คุณยายเห็นหลานนอนร้อน จึงรีบเดินไปเปิดพัดลมให้ โดยไม่ได้สวมรองเท้า แต่ไม่คาดคิดว่าไฟเกิดรั่ว ทำให้คุณยายถูกไฟดูดเสียชีวิตในทันทีสิ่งหนึ่งที่คุณซานมาจำได้จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ คือประโยคที่ว่าคุณยายอาจล้มลงมาทับเธอได้ แต่ในวินาทีสุดท้าย คุณยายกลับเลือกเอนตัวล้มไปอีกด้าน เพื่อไม่ให้ร่างของตัวเองทับหลาน แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองก็ตามท้ายที่สุด คุณซานมายอมรับว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เธอจำเองไม่ได้ เพราะในเวลานั้นยังเด็กมาก ทุกสิ่งที่รับรู้ล้วนมาจากคำบอกเล่าของครอบครัว เพื่อน และชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ทุกครั้งที่เธอหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า น้ำตาของเธอมักไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะแม้จะไม่มีความทรงจำร่วมกับคุณยายมากนัก เธอกลับรับรู้ได้เสมอว่า ความรักและความห่วงใยของคุณยายที่มีต่อเธอนั้น ไม่เคยจางหายไป แม้เวลาจะผ่านมานานเพียงใด หรือแม้กระทั่งวันที่คุณยายจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-