เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊กดุ๊กดิ๊กปิ๊กเมืองผี ‘ขอลูกเสียผัว‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊กดุ๊กดิ๊กปิ๊กเมืองผี ‘ขอลูกเสียผัว‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

20 ก.ค. 2025

        เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊กปิกเมืองผี’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ขอลูกเสียผัว’ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณแอน’ กับสามีที่ได้ไปขอลูกกับศาลเก่าแห่งหนึ่ง แต่ชีวิตคู่กลับต้องเจอเรื่องราวสุดช็อค เพราะดันไปขอผิดศาล! เรื่องราวทั้งหมดจะหลอนและขนหัวลุกซู่ขนาดไหน? สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (8 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’

        ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊ก’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝากเล่าจาก ‘คุณแอน’ โดยคุณแอนได้แต่งงานกับสามี และได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของสามีที่จังหวัดสุโขทัย แม้ว่าทั้งสองจะแต่งงานกันมาหลายปี แต่ก็ยังไม่มีลูกเสียที จนคนระแวกบ้านนำเรื่องนี้ไปแซวกันสนุกปากว่า

        “อุ้ย ทำไมมันไม่มีลูกสักที มันอะไรหรือเปล่า”

        ช่วงแรกที่เจอคำถามเหล่านี้ สองสามีภรรยาก็ไม่ได้รู้สึกยี่หระอะไร คิดว่าเดี๋ยวชาวบ้านก็เลิกพูดกันไปเอง แต่นานวันเข้าเรื่องนี้กลับไม่จบละลุกลามมากขึ้น คำพูดของชาวบ้านส่งผลกระทบต่อสองสามีภรรยา ทำให้บรรยากาศในบ้านมาคุ ยิ่งคุณแอนเป็นสะใภ้ที่ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหญ่ด้วยแล้ว เรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้คุณแอนรู้สึกอึดอัด เพราะแม้กระทั่งคนในครอบครัวก็เริ่มรู้สึกกับคำพูดเหล่านั้นด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น สามีของคุณแอนก็คอยอยู่ข้าง ๆ และให้กำลังใจเสมอว่า

        “เออ ไม่เป็นไรนะที่รัก เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ผ่านไป”

        สองสามีภรรยาอดทนกับคำพูดเหล่านั้นมาเรื่อย ๆ

        กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ทั้งสองได้ไปเป็นเจ้าภาพกฐินที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ก็ได้เงินให้วัดมากถึงสองแสนบาท และได้มานั่งพูดคุยสนทนาสัพเพเหระกันในวัด อยู่ ๆ ทางญาติฝั่งสามีก็ได้เอ่ยปากถามหลวงพ่อไปว่า

        “หลวงพ่อ พระองค์ไหนในวัดที่พอจะขอลูกได้บ้างไหม”

        หลวงพ่อเขาก็ตอบกลับมาว่า “เรื่องนี้ให้มันเป็นธรรมชาติแล้วกันเนอะ”

        ทว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ‘ป้าหนิง’ หนึ่งในสมาชิกครอบครัวก็พูดขึ้นมาว่า

        “เห้ย ป้านึกออกแล้ว มีอยู่ศาลนึง แถว ๆ บ้านเรานี่แหละ ไว้กลับไปเนี่ย ไปขอพรได้เลยนะ ศาลมันอยู่ใกล้บ้าน ศาลนี้คนไปขอพรเยอะ ใครไปขออะไรก็ได้”

        ป้าหนิงให้พิกัดศาลมาเสร็จสรรพ คุณแอนและสามีจึงคิดกันว่า ‘คราวนี้ คงต้องลองไปขอลูกแล้ว’ แม้นี่จะไม่ใช่ความต้องการของทั้งสอง แต่ก็อยากจะลองไปขอพรดู เพราะทนความกดดันจากคนรอบข้างไม่ไหว

        และแล้ววันนั้นก็มาถึง ทั้งสองได้ขับรถไปตามพิกัดที่ที่ป้าหนิงบอก เมื่อไปถึงก็พบว่าศาลนั้นค่อนข้างรกร้าง มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ตัวศาลเองก็เก่าและค่อนข้างทรุดโทรม ทั้งคู่เกิดความไม่มั่นใจ คิดว่าอาจจะมาผิดศาล แต่เมื่อพิจารณารอบข้างดูแล้ว ก็ไม่พบศาลอื่นอีก ทั้งคู่คิดว่าน่าจะมาถูกต้องแล้ว จึงได้เข้าไปขอพร

        หลังจากนั้นไม่นาน คุณแอนก็ตั้งท้อง เมื่อเข้าไปพบคุณหมอ คุณหมอก็เตือนว่า

        “คุณแม่อายุเยอะนะ ต้องอย่าลืมว่าลูกจะต้องมีความเสี่ยง อาจจะมีเรื่องโรคสมอง เรื่องเลือดต่าง ๆ ที่มันจะเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้”

        เมื่อถึงกำหนดคลอด ก็ออกมาเป็นลูกชายฝาแฝด เด็กทั้งคู่ไม่มีภาวะเสี่ยงร้ายแรงที่คุณหมอคาดว่าจะเกิดขึ้นเลย มีเพียงเรื่องโรคเลือดที่อาจจะต้องระมัดระวัง นานวันเข้าเด็กทั้งคู่ก็เริ่มเติบโต เลี้ยงง่าย น่ารัก ใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กทั่วไป

        ทว่ามีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่คุณแอนนอนกลางวันอยู่ ก็ฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในบ้านไม่ได้ เขายืนรออยู่หน้าบ้าน และตะโกนเรียก ตัวคุณแอนก็เดินลงมา จึงได้เห็นว่าผู้หญิงคนนี้รอคุยด้วย แต่เมื่อลูกของคุณแอนเดินตามมา กลายเป็นว่าผู้หญิงในฝันคนนั้นพยายามที่จะเอาลูกไป จึงได้มีการยื้อยุดฉุดกระชากกันแล้วได้พูดไปว่า

        “นี่ลูกฉัน เอาไปไม่ได้”

        ผู้หญิงในฝันก็พูดด่าทอคุณแอนว่าตัวของคุณแอนไปขโมยของเขามา และจากร่างที่ปกติ ผิวของผู้หญิงคนนี้กลับค่อย ๆ เปื่อยยุ่ยและก็หลุดออกมาเป็นชิ้น! คุณแอนตกใจจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา และได้เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้สามีฟัง ตัวสามีก็เพียงแค่คิดว่าน่าจะนอนเยอะหรือกินมากเกินไปจนธาตุเพี้ยน

        ทว่าความฝันนั้นกลับเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ซ้ำกันแทบจะทุกคืน นานวันความฝันก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในฝันมีผู้ชายอีกคนหนึ่งมาเพิ่ม และพูดมาประมาณว่า

        “มึงอะ เอาลูกกูไป มึงขโมยลูกกู กูจะเอาลูกกูคืน”

        จากนั้นก็จะยื้อยุดฉุดกระชากกัน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมานั่นคือ แม้กระทั่งในยามตื่น คุณแอนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่ในบ้านตลอด

        ผ่านไปสักพักหนึ่ง จู่ ๆ ลูกแฝดก็ไม่สบาย ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ต้องเขาโรงพยาบาลรักษาตัวระยะยาวด้วยโรคเลือดที่เป็นอยู่ ที่บ้านต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลตลอด

        ในขณะที่ตัวคุณแอนและสามีเทียวไปมา คุณแอนก็รู้สึกได้ว่าเวลาที่กลับบ้าน จะเห็นว่าเหมือนจะมีขาหรือเงาคนเดินอยู่ในบ้าน พอเดินเข้าไปสำรวจกลับไม่มีใครเลย พอไปถามญาติ ทุกคนก็ยังไม่มีใครกลับบ้าน ทำให้สองสามีภรรยาเริ่มเอะใจ เรื่องนี้เริ่มจะไม่ปกติแล้ว..

        แม้จะเกิดเรื่องไม่สบายใจภายในบ้าน แต่ทั้งคู่ก็อดทนอยู่กันต่อไป และนอกจากเงานั้นยังมีเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ เกิดขึ้นภายในบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าคนทั้งบ้านเริ่มเจอกับสถานการณ์เดียวกัน ทั้งเงา ทั้งเสียง มาครบเลยทีเดียว

        กระทั่งความกลัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ตอนแรกทุกคนในบ้านนอกแยกห้องกัน ก็เริ่มมานอนอยู่รวมกันในโซนกลางเพื่อความสบายใจของทุกคน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์แย่มากขึ้น สองสามีภรรยาก็เริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น และตัวสามีก็ดันหลุดปากมาว่า

        “เนี่ย ถ้าเรื่องมันเยอะขนาดนี้นะ งั้นเดี๋ยวกูจะไปเผาศาลเลยไหม ศาลที่เคยไหว้ขอลูกกันหน่ะ” ซึ่งมันแรงมากสำหรับคุณแอน เธอจึงตอบกลับไปว่า “เฮ้ยพี่ ทำไมพูดขนาดนี้ มันแรงมากเลยนะ”

        จากนั้น สามีก็แยกตัวออกไป ไม่ได้กลับบ้านสองคืน เพื่อที่ทั้งคู่จะได้ไม่ทะเลาะกัน

        เวลาผ่านไปสองสามวันหลังจากนั้น ดันมีข่าวหลุดมาจากในหมู่บ้านว่าศาลเก่าที่อยู่ในระแวกนั้นเกิดไฟไหม้ คุณแอนเริ่มอยู่ไม่สุขและคิดในใจว่าสามีของตนอาจจะเป็นคนเผาก็เป็นได้!

        เมื่อสามีกลับมาที่บ้าน ทั้งคู่ก็ได้พูดคุยกัน สามีกล่าวปฏิเสธ และอธิบายว่า

        “ไม่ได้ทำ วันที่ทะเลาะกันหน่ะ โมโหจริง ๆ นะ แต่ไม่ได้ทำ ที่ออกจากบ้านไปคือไปนอนบ้านเพื่อน ไปพักสมอง พักหายใจให้ตัวเองอารมณ์เย็นลง แต่พอมันเย็นลงแล้ว ก็ไม่ได้ทำ อารมณ์สงบแล้ว เลยกลับมาบ้าน เพื่อตั้งใจว่าจะมาคุยกันดี ๆ มาขอโทษมาคุยกันด้วยเหตุผล”

        หลังจากคุยเรื่องนี้จบ ในใจคุณแอนก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด หลังจากนี้คุณแอนก็เริ่มเข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรมให้ตัวเองสงบมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าพอทำเช่นนี้ จากที่เคยฝันซ้ำ ๆ ตอนนี้ความฝันก็เริ่มกลายเป็นเรื่องราวที่ชัดขึ้น

        ในความฝันนั้น ชายหญิงคู่เดิมไม่ได้อยู่ที่หน้าบ้านแล้ว แต่ดันอยู่ภายในบ้าน เมื่อชายหญิงคู่นั้นเข้ามาแล้ว เขาก็กำลังยื้อยุดฉุดกระชากลากลูก คุณแอนจึงได้วิ่งกรูเข้าไปดึงลูกคืน และได้เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น คุณแอนถูกผลักจนล้ม และชายหญิงคู่นี้ก็พยายามที่จะมาทำร้ายคุณแอน กระทั่งมีเสียงหนึ่งดังไล่หลังมา ปรากฏว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของสามีที่พูดว่า อย่าทำร้ายลูกเมียเขา ถ้าจะเอาอะไรไปสักอย่างนึง ให้เอาเขาไปแทน สิ้นเสียงของสามี ชายหญิงแปลกหน้าได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มและบอกกลับมาว่า“ได้” จากนั้นก็ปล่อยทุกคน และทั้งหมดนี่ก็คือความฝันสุดท้ายที่คุณแอนฝันเห็น

        เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ สิ่งที่หน้าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นคือ แฝดที่เคยอยู่โรงพยาบาลก็เริ่มอาการดีขึ้น และสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ กลับมาวิ่งเล่นปกติได้ แต่สิ่งที่ต้องแลกมานั่นคือสามี เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จุดที่สามีคุณแอนเสียชีวิตคือตรงศาลไม้เก่าหลังนั้น ที่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ซากเก่า ๆ ที่ถูกไหม้ คุณแอนรู้สึกเสียใจมาก เพราะทั้งคู่รักกันมานาน

        ในช่วงที่จัดงานศพ ก็มีคนมาถามว่าได้เจอสามีบ้างหรือไม่ คนในครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกันก็บอกว่าเจอบ้าง เขาใช้ชีวิตปกติ รดน้ำต้นไม้ เดินอยู่ในบ้านบ้าง แต่คุณแอนกลับไม่เคยเห็นสามีเลย จะรู้สึกแค่มีคนมาลูบผมเวลานอน ที่รู้ว่าเป็นสามีเพราะว่าน้ำหนักมือที่คุ้นเคย ซึ่งไม่เพียงแค่ฝ่ามือเท่านั้น แต่จะมีเสียงด้วยของสามีที่มักจะพูดว่า “แอน ไม่เป็นอะไรนะ ไม่เป็นอะไร” และจะลูบผมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณแอนจะหลับ

        เมื่อถึงวันเผา คุณแอนบอกว่าวันนี้เป็นวันแรกที่ไม่ได้รู้สึกถึงสามี คุณแอนจึงคิดในใจว่า เขาอาจจะไปในที่ที่ควรจะไปแล้ว จากนั้นก็ไม่ได้ติดใจอะไร

        ช่วงก่อนฟ้าสาง คุณแอนได้สะดุ้งตื่น เพราะฝันว่าเห็นสามียืนอยู่ตรงหน้าศาลไม้เก่านั้น มีโซ่ล็อกคอไว้ และกระชากสามีหายเข้าไปในศาล หายไปกับความมืด คุณแอนรู้สึกไม่สบายใจมาก ๆ จึงได้นำเรื่องนี้ไปบอกทางแม่สามี และพระ แต่ก็ยังไม่ได้ทางออก เพราะพระท่านจะบอกมาเพียงว่า ให้ไปทำบุญ กรวดน้ำให้สามี แต่ทุกครั้งที่คุณแอนทำ ก็จะฝันเหมือนเดิมซ้ำ ๆ ว่าเห็นสามียืนอยู่ที่เดิมที่หน้าศาล และสามีจะพูดเพียงแค่ว่า “แอน มันไม่ถึง พี่ไปไม่ได้ เขาไม่ให้ไป” และจะถูกกระชากเข้าไปทุก ๆ ครั้ง

        เมื่อนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับ ‘ป้าหนิง’ ที่เป็นต้นเรื่องนี้ หลังจากที่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ป้าหนิงกลับบอกว่า

        “เห้ย มึงไปผิดศาลรึป่าว ศาลที่กูให้ไปอะ อยู่ใกล้บ้านจริง ๆ มันเป็นศาลใหม่นะเว้ย ไม่ใช่ศาลเก่า”

        แต่เมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว ก็ต้องหาทางออกอื่นต่อไป คุณแอนที่ชอบฟังเรื่องผีจึงได้ติดต่อ ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊ก’ เพื่อขอความช่วยเหลือ คุณตุ๊กติกดุกดิ๊กจึงบอกไปว่า

        “งั้นทำแบบนี้นะ ธูปสองดอก ดอกดาวเรืองหรือดอกมะลิล้วน ๆ ก็ได้สักพวกนึง เอาไปไหว้หน้าบ้าน ตอนไหว้พี่หันหน้าออกจากตัวบ้าน และไหว้ขอพระแม่ธรณีและปู่เวสสุวรรณ บอกตรง ๆ เลย ว่าลูกชื่อนามสกุลนี้ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายกับนายชื่อนามสกุลนี้ แล้วเราเกิดเหตุหรือประสบปัญหาอะไร บอกท่านไปว่าเราต้องการให้ช่วยเหลือหรือปลดปล่อยใคร”

        ตัวของคุณแอนก็ได้ทำตามคำแนะนำทั้งหมด ปรากฏว่าตัวสามีของคุณแอนได้มาเข้าฝันอีกครั้ง และได้บอกว่า “พี่ถึงเวลาที่จะต้องไปแล้ว”

        หลังจากที่สามีคุณแอนมาเข้าฝัน สิ่งที่เป็นผลกระทบถึงคุณตุ๊กติกดุกดิ๊กคือ ตัวคุณตุ๊กติกดุกดิ๊กจะเสี่ยงเจออุบัติเหตุเป็นประจำในช่วงหนึ่งสัปดาห์ จึงต้องเข้าวัด ทำบุญบ่อย บางทีก็รู้สึกเหมือนมีใครมาบอกอะไรบางอย่าง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้ว

        โดยท้ายที่สุดคุณตุ๊กติกดุ๊กดิกยังเล่าเพิ่มอีกว่า ที่ศาลนั้นถูกเผา มันเกิดจากไฟฟ้าแถวนั้นลัดวงจร และวิญญาณชายหญิงคู่นั้นก็คาดว่าน่าจะมาจากศาลแน่นอน เพราะในศาลนั้นมีเจ้าของพื้นที่เดิมเป็นคนเล่นของ และได้เอาลูกแฝดมาเส้นบูชายันต์ที่ตรงนี้

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ’ร้องขอชีวิต‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

22 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ’ร้องขอชีวิต‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

‘คุณใหม่ รอเรน’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ร้องขอชีวิต’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณใหม่เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้อง ‘เลิ่กลั่ก’ ดาว TikTok ที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็นคลิปของน้องมาไม่มากก็น้อย คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าน้องมีเอเนอร์จี้เหลือล้น ตลก และสนุก แต่เรื่องราวที่น้องเจอมานั้นแฝงไปด้วยความเจ็บปวด เป็นเรื่องราวในวัยเด็กที่โหดร้ายมากเสียจนแทบจะเป็นหนังฆาตกรรมได้ แต่เลิกลั่กก็สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ร่าเริงได้ขนาดนี้ คุณใหม่ถึงกับเอ่ยปากชมไม่หยุด เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พี่ชายของน้องเลิ่กลั่กเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขณะนั้น เลิ่กลั่กเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งคู่อาศัยอยู่กับครอบครัวที่ภาคใต้ ซึ่งจะเป็นครอบครัวที่เป็นหมอคุณไสย์ มนตร์ดำ มีอยู่วันหนึ่ง คุณไสย์บอกว่าให้ลงไปงมในบ่อที่เป็นบ่อน้ำเหมือนทะเลสาบ บอกว่าใต้น้ำนั้นมีไม้ตะเคียนใหญ่ 2 ต้น และสั่งให้พ่อเอาขึ้นมา เพื่อเอามาทำเป็นเสาบ้าน คุณพ่อจึงลองงมตามที่บอกและปรากฎว่าเจอจริง ๆ จากนั้นก็นำกลับมาไว้ที่บ้าน ซึ่งน้องเลิ่กลั่กก็จะตกใจทุกครั้งที่กลับบ้านแล้วเจอไม้ใหญ่ หลังจากนั้น ก็เริ่มมีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้น อันดับแรก วันแรกที่เอาไม้ตะเคียนมาพ่อก็หนีออกจากบ้าน แล้วไปนอนบนภูเขา ตอนเช้าค่อยกลับมาบ้าน รอบแรกไปแค่วันเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เริ่มเพิ่มเป็น 2 วัน บางทีเป็นอาทิตย์ ตอนที่ลงจากเขาก็ถามว่า “ไปไหนมา” พ่อก็บอก “ไปนอนบนภูเขา” ซึ่งมันแปลกมาก ทุกคนในบ้านก็งง และพ่อเริ่มมีอาการเปลี่ยนไป จู่ ๆ ก็หยิบปืนลูกซองขึ้นมาเล็งคนในบ้าน และพูดว่า “กูจะเอาชีวิตทุกคนในครอบครัว” ตอนนั้น เลิกลั่กพึ่งจะอายุ 12 ยังเด็กมาก ต้องไปหลบใต้ต้นพลูกับพี่ชายเพื่อหลบปืนจากพ่อ มีบางวัน พ่อก็ลุกขึ้นมาต่อยกระจกบ้านรอบบ้านจนแตก และมือก็เป็นแผลเลือดออกเต็มไปหมด หลังจากนั้นพ่อก็เอามือที่เต็มไปด้วยเลือดป้ายตามบ้านเต็มไปหมด ซึ่งทุกวันนี้รอยเลือดนั้นก็ยังอยู่ ในตอนกลางคืนที่น้องนอนก็มักจะได้ยินเสียงพ่อใช้เคียวกรีดยางขูดกับอะไรบางอย่างเหมือนในหนังฆาตกรรม เลิกลั่กจึงบอกกับแม่ว่าไม่ไหวแล้ว และในทุก ๆ วันแม่ก็ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปกรีดยาง ทุกครั้งที่ไปกรีดยางจะเห็นพ่อยืนอยู่ไกล ๆ เหมือนแอบส่องมาจากไกล ๆ แม่เดินไปทางไหนพ่อก็จะมองตาม พ่อเริ่มอาการหนักมาก จึงไปปรึกษาพระแถวบ้าน พระท่านบอกให้เอาต้นตะเคียนออกจากบ้านไป และนำมาไว้ที่วัดแล้วพรมน้ำมนต์ หลังจากทำตามที่พระบอก พ่อก็หายตัวไปเป็นระยะเวลา 10 ปี เลิกลั่กพึ่งจะมาได้ข่าวพ่อเมื่อ 2 ปีที่แล้วจากแม่ว่าเจอพ่อแล้ว แต่พ่อไม่มีสติแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณนัท กู้ภัย ‘ผีหลอกเข้าบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

03 ก.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณนัท กู้ภัย ‘ผีหลอกเข้าบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

‘คุณนัท กู้ภัย’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนกับประสบการณ์กู้ภัยที่ไม่มีวันลืม โดยได้รับการแจ้งเหตุว่ามีกลิ่นปริศนาโชยมาจากบ้านหลังหนึ่ง กลิ่นปริศนาที่ว่าคือกลิ่นอะไร? นอกจากกลิ่นแล้ว คุณนัทได้เจออะไรในบ้านหลังนี้? สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 มิถุนายน 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีหลอกเข้าบ้าน’ ที่เชื่อว่าจะทำให้ทุกคนหัวลุกซู่กันแน่นอน! ‘คุณนัท’ ได้เล่าว่าตนเองได้ทำอาชีพเสริมเป็นกู้ภัยมาประมาณ 17 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันยังคงทำอยู่ และเรื่องที่คุณนัทนำมาเล่าในวันนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่มาจากการทำงานกู้ภัย และเริ่มเจอตอนช่วงที่ตนเองประสบอุบัติเหตุ ในคืนหนึ่ง เมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว ขณะที่คุณนัทและเพื่อน ๆ ได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ช่วงระยะเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ศูนย์ประสานงานกู้ภัยมีการแจ้งเตือนเข้ามาว่า ประชาชนขอให้กำลังอาสาสมัครตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่ง ซึ่งบ้านพักหลังนี้ ประชาชนได้แจ้งมาว่าได้กลิ่นประหลาดโชยออกมาจากบ้าน ซึ่งมันส่งกลิ่นที่รบกวนมาก ๆ อยากให้อาสาเข้ามาตรวจสอบ หลังจากนั้นเมื่อคุณนัทได้รับทราบข้อมูล จึงรีบเดินทางไปยังพื้นที่เป้าหมาย เมื่อคุณนัทไปถึง จึงได้เห็นว่าที่นั่นมีกันอยู่ 3 คน เป็นผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กผู้หญิงอายุราว 17-18 ปี ยืนอยู่ตรงหน้าบ้าน ลักษณะของตัวบ้านจะเป็นบ้านไม้ทรงไทย หลังจากนั้นคุณนัทก็เข้าไปสอบถามข้อมูลจากบุคคลทั้งสามนั้นว่า “พี่ได้กลิ่นนี้นานหรือยังครับ กลิ่นนี้โชยมานานหรือยัง” จากนั้นก็ได้คำตอบกลับมาว่า “ได้กลิ่นนี้มาสักพักแล้ว” และยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าก่อนหน้านี้ บ้านหลังนี้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะว่ามีเสียงดังออกมาจากในบ้าน แต่ความผิดปกติคือ เขาไม่เห็นคนในบ้านนี้ออกมาจากในบ้าน จึงอยากให้ทางอาสาเข้าไปตรวจสอบ ขณะที่กำลังพูดคุยกัน ก็มีกลิ่นโชยมา แต่ตอนนั้นก่อนที่จะเข้าบ้านได้ จำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะจะกลายเป็นการบุกรุก และหลังจากนั้น คุณนัทได้แจ้งตำรวจไป ตำรวจจึงบอกกลับมาว่า “อาสา พี่อนุญาตนะ พวกเราเข้าไปก่อนได้เลย เพราะว่าพี่ติดเคสอยู่ พี่น่าจะไปถึงช้ามาก ๆ เข้าไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอพี่” หลังจากที่ได้รับคำอนุญาต คุณนัทก็เข้าบ้านไปสำรวจ โดยคุณนัทได้เล่าต่อว่า เพื่อน ๆ ของคุณนัท 5 คนที่มาด้วย ได้เดินเข้าไปก่อน คุณนัทคือคนสุดท้ายที่เดินเข้าไปในบ้านหลังนี้ เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวนั้น หางตาของคุณนัทดันเห็นว่า 3 คนที่ยืนให้ข้อมูลในตอนแรกนั้น เขาดันไม่มีหัว! คิดในใจว่าตัวเองอาจจะตาฟาด จึงได้รีบหันกลับไปมอง แต่พอหันไปมองตรง ๆ กลายเป็นว่าพวกเขามีหัวปกติ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณนัทมองว่าพวกเขาแปลก ๆ คือ พวกเขาทำสีหน้าที่มันแปลกมาก ๆ และมีหน้าตาที่ซีด ซึ่งตอนนั้นคุณนัทได้ยอมรับตามตรงว่าตนเองไม่ได้สนใจอะไร เพราะกำลังโฟกัสสิ่งที่อยู่ในบ้านมากกว่า จากนั้นพอเดินเข้าไปก็ได้คุยกับเพื่อน ๆ ว่า “เราแบ่งเป็นสองทีมนะ ทีมนึงสำรวจบริเวณใต้ถุนของตัวบ้านและก็บริเวณรอบ ๆ บ้าน แบ่งไปทีมนึงสามคน อีกทีมนึงขึ้นไปสำรวจที่ชั้นสองของตัวบ้าน” โดยตัวคุณนัทคือคนที่ขึ้นไปข้างบน ขณะนั้นเองจังหวะที่คุณนัทก้าวเหยียบบันไดก้าวแรกเพื่อที่จะขึ้นไป กลิ่นนั้นมันโชยมาเตะจมูกอีกครั้ง ซึ่งตัวคุณนัทมั่นใจว่าต้องอยู่ข้างบนแน่ ๆ จึงรีบพากันเดินขึ้นไปทันที แต่ด้วยความที่ตัวบ้านมืดทั้งหมด ไฟไม่ติด มีเพียงแค่ไฟฉายในมือที่ถือไว้เท่านั้น ทันใดนั้นเองจังหวะที่คุณนัทสาดไฟฉายไปบริเวณกลางตัวบ้าน กลับพบว่า ‘มีศพแขวนคออยู่บนคานทั้งสามศพ’ ซึ่งพอคุณนัทและเพื่อนเห็น ถึงกับหน้าชากันไปครู่หนึ่ง และเกิดคำถามพูดขึ้นมาว่า “เพื่อน.. เพื่อนว่าสามคนนี้ คุ้น ๆ ไหม” เพื่อนคุณนัทก็ตอบกลับมาว่า “เออ คุ้นจังเลยว่ะ เหมือนคนที่เขาคุยกับเราอยู่หน้าบ้านเลย” ในตอนนั้น คุณนัทก็รีบหันกลับไปชะเง้อมองตรงประตูรั้วบ้าน และเห็นว่าสามคนนั้นที่เห็นว่าไม่มีหัวในตอนแรก ทว่าตอนนี้ดันไม่มีหัวทั้งสามคนจริง ๆ อย่างชัดเจน เพียงแค่คุณนัทหันหน้ากลับมาเพียงครู่เดียว สิ่งที่อยู่หน้าบ้านกลับหายไปและดันย้ายมายืนอยู่ตรงข้าง ๆ ศพ! ขณะที่คุณนัทและเพื่อนด้านบนกำลังช็อกอยู่ ข้างล่างช็อกยิ่งกว่า เพราะอยู่ ๆ ข้างล่างได้ตะโกนเสียงดังโวยวายขึ้นมาว่า “เฮ้ย ใครโยนหัวลงมาวะ หัวตกลงหัวมาสามหัวเลยเนี่ย” ทีมที่ไปสำรวจข้างล่างได้แตกตื่นวิ่งออกไปด้านนอกประตู รวมถึงคุณนัทและเพื่อนที่อยู่ด้านบนก็แตกตื่นไม่แพ้กัน เมื่อเกิดความช็อกจึงได้รีบพาตนเองออกมาจากบ้านหลังนั้น เพื่อไปอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ทว่าในขณะที่ตัวคุณนัทและเพื่อนได้ออกกันไปแล้ว ดันประจบเหมาะกับที่ตำรวจเข้ามาพอดี ซึ่งหลังจากที่ตำรวจลงมาจากรถ ก็ถามคุณนัทและเพื่อน ๆ ทันทีว่า “พวกคุณ มาทำอะไรที่นี่” ขณะนั้นคุณนัทงง และได้ตอบกลับตำรวจไปว่า “อ้าว ก็มีประชาชนแจ้งมาว่าเขาได้กลิ่นประหลาดออกมาจากบ้านหลังนี้ ผมเลยมาตรวจสอบ แล้วคือบ้านหลังนี้คือบ้านที่ผมแจ้งพี่ไปด้วยนะ” ตำรวจก็ได้บอกกลับมาว่า “บ้านหลังนี้ มันไม่มีคนอยู่มาหลายปีแล้วนะ แล้วพวกเราจะเข้าไปตรวจสอบอะไร” จากนั้น คุณนัทก็ได้ยืนยันกับพี่ตำรวจไปว่าคุณนัทและเพื่อน ๆ ขึ้นไปเห็นศพจริง ๆ ตำรวจดูเหมือนจะเข้าใจว่าตัวคุณนัทและเพื่อน ๆ จะเข้าไปสำรวจบ้านอื่นที่อยู่ระแวกใกล้เคียงไม่ใช่หลังนี้ เพราะตำรวจเคยมาทำคดีที่บ้านหลังนี้ไปแล้วจึงเกิดความสงสัย หลังจากนั้นคุณนัทจึงได้บอกตำรวจไปว่า “งั้นพี่ขึ้นไปสำรวจกับผมหน่อยได้ไหม ขึ้นไปดูด้วยกันเลย” จากที่มี 6 คน ได้รวมตำรวจเพิ่มไปเป็น 8 คน และขึ้นไปด้วยกันทั้งหมด แต่ทว่าในจังหวะที่ขึ้นไปชั้น 2 รอบนี้กลับไม่พบศพ พี่ตำรวจจึงได้ถามกลับมาว่า “แล้วไหนศพหล่ะ?” หลังจากนั้น ตำรวจก็ทำทีเหมือนจะสำรวจต่อ แต่ก็เกิดชะงักขึ้นมา พร้อมตบไหล่คุณนัทและเพื่อน ๆ แล้วพูดว่า “ป่ะ พวกเรากลับเถอะ” ขณะนั้นมือของตำรวจคนนั้นก็มีอาการสั่น และตัวของตำรวจเขาบังอยู่ คุณนัทจึงมองไม่ถนัดว่าตำรวจเห็นอะไรจากข้างหลัง คุณนัทจึงได้ชะเง้อหน้าไปมอง และสิ่งที่คุณนัทกับเพื่อน ๆ เห็นว่าสิ่งที่พี่ตำรวจได้เห็นนั้นก็คือ ทั้ง 3 คนที่ยืนแบบไม่มีหัวอยู่กลางบ้าน แต่อยู่ในลักษณะที่มือซ้ายของเขาถือหัวตนเองไว้อยู่ และทำท่าทางเหมือนจะโยนหัวใส่ จากนั้นวงจึงได้แตกทันที ทั้งตำรวจและอาสา ก้าวบันไดลงมาทีละหลาย ๆ ขั้น แย่งกันลงมาและออกไปที่หน้าบ้าน หลังจากที่ออกมาได้ ตำรวจก็บอกว่า “ยกเลิกเลย ให้อาสาทุกคนกลับเลย ไม่ต้องสำรวจต่อแล้ว คือมันไม่มีอะไรแน่นอน” คุณนัทเล่าต่ออีกว่า หลังผ่านพ้นคืนนี้ไป ก็มีอีกคืนหนึ่งที่มีคนในระแวกบ้านหลังนั้นได้แจ้งกลับเข้ามาอีกเกี่ยวกับบ้านหลังเดิมว่า “เขาทนกลิ่นเหม็นไม่ได้ มันโชยออกมาจากในบ้าน” ด้วยหน้าที่ของคุณนัทและเพื่อน ๆ ต้องยอมรับว่าปฏิเสธไม่ได้ ต้องไปดู แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าถ้าเจอทั้ง 3 คนนั้นยืนอยู่ที่หน้าบ้านเมื่อไหร่ จะไม่จอดและขับผ่านทันที และก็ได้เจอจริง ๆ จึงได้ขับรถผ่านไป ด้วยความที่ตัวคุณนัทสงสัย จึงได้ไปสอบถามข้อมูลทางฝั่งของตำรวจที่เคยดูคดีเรื่องบ้านหลังนี้ และยังไปถามกู้ภัยที่เคยมาเก็บศพที่บ้านนี้จนได้ความว่า “บ้านหลังนี้หน่ะ เหมือนเป็นครอบครัวอยู่กันแบบอบอุ่นมาก ชาวบ้านที่อยู่ระแวกใกล้เคียงเขาก็บอกว่าบ้านนี้ดีมาก แต่ว่าอยู่ ๆ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้ง 3 คนนั้น ก็ได้ฆ่าตัวตายไป โดยการแขวนคอ” หลังจากที่กู้ภัยไปเก็บศพออกมาก็ไม่ได้มีลางอะไรบอกว่าบ้านหลังนี้จะเกิดการหลอกหลอน พึ่งมาเริ่มปรากฏหลังจากที่คุณนัทและเพื่อน ๆ ไปเข้ารับประจำตำแหน่งในช่วงนั้นพอดี จึงได้พบกับเรื่องราวความแปลกของบ้านหลังนี้ ซึ่งคุณนัทเล่าอีกว่า ปัจจุบันนี้ยังมีการเจออยู่ ในแต่ละเคสจะเป็นเหมือนการเลือกเจอ ต้องเป็นเคสที่มีความจำเป็นอยากให้ช่วยเหลือจึงจะได้เจอ อย่างเคสบ้านหลังนี้ที่หลังจากที่มีการแจ้งเข้ามาเรื่อย ๆ คนแถวนั้นก็คิดเพียงอย่างเดียวคือ เขาอาจจะต้องการให้ทำบุญให้ ซึ่งปัจจุบันบ้านหลังนี้ก็ได้ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปนอนที่โฮมสเตย์ต่างจังหวัด ป้าเจ้าของที่พักกำชับว่ากลางดึกห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!

07 ส.ค. 2023

ไปนอนที่โฮมสเตย์ต่างจังหวัด ป้าเจ้าของที่พักกำชับว่ากลางดึกห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 กรกฎาคม 2566) ที่ผ่านมาอยู่กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เช่นเคย และเป็นอีกครั้งที่ ‘คุณแจ็ค The Ghost Radio’ มาเป็นแขกรับเชิญเสริมอรรถรสให้รายการนี้เฮี้ยนกว่าเดิม! เรื่องราวครั้งนี้เป็นเรื่องของผีเด็กในโฮมเสตย์ แต่ก่อนจะไปอ่าน ขอเตือนไว้ก่อนว่า ถ้าได้ยินเสียงใครเคาะผนังตอนกลางคืนก็อย่าทักเชียว! เจ้าของเรื่องนี้คือ ‘คุณบอล’ ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คุณบอลเป็นบัณฑิตป้ายแดงจากคณะสายการท่องเที่ยว เขาได้มีโอกาสไปฝึกงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง มีหน้าที่คอยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้ลูกค้า อยู่มาวันหนึ่ง ทางบริษัทมีโปรเจ็คให้พนักงานไปหาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ แล้วนำมาเสนอให้ เจ้านายดู ปรากฎว่าทางบริษัทถูกใจไอเดียของคุณบอล สุดท้ายคุณบอลจึงได้รับโจทย์งานให้ไปตามหาแหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือที่น้อยคนจะรู้จักตามแนวทางที่คุณบอลเสนอ ภายในระยะเวลา 7 วัน งานในครั้งนี้คุณบอลได้ทั้งค่ารถ ค่าน้ำมันไม่อั้น แถมเงินใช้สอย 3 หมื่นบาท ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอที่เด็กจบใหม่ไฟแรงไม่มีทางจะปฏิเสธแน่นอน หลังจากตกปากรับคำแล้ว ก็ชวนเพื่อนที่คณะติดสอยห้อยตามไปด้วย เวลาผ่านไป 5 วัน ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ตอนนั้นคุณบอลนึกถึงจังหวัดน่านขึ้นมา ในอดีตจังหวัดนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก การเดินทางก็ค่อนข้างลำบาก คนส่วนใหญ่จึงมองที่นี่เป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น แต่คุณบอลเห็นว่าน่านเป็นจังหวัดที่น่าไปสำรวจทีเดียว เพราะเต็มไปด้วยแหล่งธรรมชาติสวยงามมากมาย คุณบอลและเพื่อนจึงตัดสินใจเดินทางไปที่จังหวัดน่านกันเป็นแห่งสุดท้าย ตลอดทริปนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน คุณบอลและเพื่อนก็เลือกไปพักที่โฮมสเตย์เพื่อประหยัดเงิน โฮมสเตย์สมัยนั้นเป็นบ้านพักของชาวบ้านที่จัดสรรพื้นที่บางส่วนให้คนนอกเข้าพัก บางแห่งก็อาจจะไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้ เมื่อคุณบอลและเพื่อนมาถึงที่จังหวัดน่าน ก็ติดต่อไปที่ป้าคนหนึ่งชื่อ ‘ป้าพิณ’ เพื่อขอพักหนึ่งคืน กระทั่งถึงตอนเช้าของวันสุดท้าย (วันที่ 7) ในระหว่างที่คุณบอลกับเพื่อนของเขารับประทานอาหารเช้ากันอยู่ ป้าพิณไม่สามารถให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่ต่ออีกหนึ่งวันได้เพราะตนมีธุระ จึงพาไปที่บ้านของ ‘ป้าแก้ว’ ที่เป็นโฮมสเตย์เหมือนกันแทน ดังนั้นเมื่อตกดึกคืนที่ 7 คุณบอลและเพื่อน ก็ย้ายไปที่บ้านป้าแก้ว บ้านของป้าแก้วนี้มีลักษณะเหมือนกับบ้านปกติทั่วไป นอกจากนี้ป้าแก้วยังได้ทำอาหารต้อนรับเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่กำลังกินข้าวอยู่ คุณบอลก็ถามป้าแก้วว่าอาศัยอยู่กับใคร ป้าแก้วก็ตอบว่าอยู่กับลูก 2 คน แต่คุณบอลก็ไม่เห็นวี่แววของเด็กคนไหนอยู่แถวนั้นเลย หลังจากรับประทานอาหารมื้อค่ำเสร็จ ป้าแก้วก็บอกว่าจะเตรียมอาหารมื้อดึกเอาไว้ให้ แล้วจะเอาเข้าไปวางไว้ในห้อง ตอนกลางคืนไม่ต้องออกมา หากปวดเบาก็มีกระโถนเตรียมไว้ให้เช่นกัน คุณบอลคิดว่าป้าแก้วอาจจะไม่สะดวกใจที่จะให้คนแปลกหน้ามาเพ่นพ่านไปมาในบ้านตัวเองตอนดึก จึงไม่ได้คิดอะไรมาก ห้องนอนที่ได้นั้น มีลักษณะเป็นไม้ทั้งหลัง ตอนนั้นคุณบอลและเพื่อนกำลังทำงานก่อนเข้านอน ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเคาะผนังไม้มาจากห้องอีกฟาก ปัง ปัง ปัง ! คุณบอลคิดว่าคงจะเป็นลูกของป้าแก้ว เสียงนี้ดังตลอดเวลาจนทนไม่ไหว จึงเดินไปดู แต่พอเปิดห้องออกไป ป้าแก้วก็ปรากฏตนขึ้นยืนขวางทางพวกเขาและบอกว่า “จะไปไหน ออกมาทำไม บอกว่ากลางคืนอย่าออกไง!” เจ้าของบ้านที่ใจดีอ่อนโยนในเย็นวันนั้นกลับกลายร่างเป็นคนดุน่ากลัวในยามค่ำคืน ทำเอาคนทั้งสองไม่กล้าบอกถึงเหตุผลที่แท้จริงของการพยายามออกจากห้องทีเดียว เพื่อนคุณบอลได้แต่ทำเออออห่อหมกแกล้งบอกปวดหนักต้องการเข้าห้องน้ำแล้วให้คุณป้าพาไป และเมื่อกลับมาถึงที่ห้อง ป้าแก้วก็กำชับอย่างหนักแน่นอีกครั้งว่า ห้ามออกจากห้องในยามวิกาลเด็ดขาด แต่เมื่อผ่านไปได้สักพัก ก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก คราวนี้มาพร้อมเสียงของเด็ก ปัง ปัง ปัง! “มีใครอยู่ไหม!” และยังมีเสียงของป้าแก้วดังขึ้นมาว่า “ทำเสียงดังทำไม เคาะทำไม กวนพี่เขา พี่เขาทำงานอยู่” แม้เสียงจะฟังแล้วจับใจความไม่ค่อยได้ แต่ก็พอจะรู้ได้ว่าคงจะเป็นเสียงผู้ใหญ่กับเด็กคุยกัน หลังจากที่ทำงานไปได้สักพัก สองหนุ่มเกิดสมาธิหลุดจากการทำงานอีกรอบเพราะเสียงเคาะผนัง คราวนี้คุณบอลลองเอาหูไปทาบกับผนังดู แต่เสียงก็หยุดไปก่อน แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงของเด็กขี้เล่นกระซิบผ่านผนังว่า “ได้ยินหรอ อยากรู้หรอ มาเล่นกันไหม!” คุณบอลตกใจมากกับเสียงที่ได้ยิน เพื่อนคุณบอลพยายามปลอบไม่ให้คิดอะไรมาก เพราะเข้าใจว่าเด็กคงจะขี้เล่นแบบนี้ คุณบอลพยายามนั่งทำงานต่อ แต่หลังจากผ่านไปได้อีกสักพักหนึ่ง เสียงเคาะก็มาอีก ครั้งนี้ไม่ได้มาที่จุดเดิมแต่กระจัดกระจายไปทั่วผนัง! หลายชั่วโมงผ่านไป คุณบอลก็ยังได้ยินเสียงเคาะผนัง ซึ่งมันดังมาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกตอนตีหนึ่งจนกระทั่งตอนนี้ตีสามแล้ว และเมื่อเห็นว่ามีรูที่ผนัง คุณบอลกับเพื่อนก็ลองส่องเข้าไปดูยังห้องอีกฟากหนึ่งของผนังดู ห้องที่เห็นค่อนข้างมืด มีแสงริบหรี่จากตะเกียงหรือไม่ก็เทียนไขพอให้ห้องสว่างวูบวาบอยู่บ้าง เมื่อภาพเริ่มชัดเจนขึ้น ก็เห็นเป็นเตียงและเด็กคนหนึ่งนอนอยู่ เด็กคนนี้หันหน้าเข้ากำแพงอีกฝั่งหันหลังให้คุณบอล เขามีหัวที่ค่อนข้างผิดรูปใหญ่โตกว่าปกติมาก ทันใดนั้นเด็กคนนั้นก็ยืนขึ้น แล้วเอาหัวโยกไปมาที่ผนังคล้ายเหมือนจะเล็งเป้า แล้วก็กระแทกหัวไปที่ผนังอย่างจังพร้อมส่งเสียง ปัง ปัง ปัง! พร้อมกับพูดว่า “อยู่ตรงนี้รึเปล่า!” จากนั้นก็เปลี่ยนตำแหน่งผนังซ้ายทีขวาที เมื่อผ่านไปได้สักระยะ เด็กคนนี้ก็กลับมานั่งที่เตียงอีกครั้งและนับ 1...2...3... เขาคลานอย่างเร็วมาส่องที่รูตรงผนัง ตาต่อตากับคุณบอล แล้วพูดว่า “อยู่นี่เอง! อยู่นี่ใช่ไหม!” คุณบอลและเพื่อนผงะออกมาจากผนัง ทั้งสองขวัญหนีดีฝ่อรีบคว้ามือถือตรงดิ่งไปที่ประตูห้องนอน เปิดออกมา แล้วก็เจอกับป้าแก้วยืนรอพวกเขาอยู่ด้านนอกเช่นเคย พร้อมกับพูดว่า “ออกมาทำไม ไม่ต้องออกมา กลับเข้าไปนอน!” เรียกว่าหนีผีปะป้าแก้วจริง ๆ คุณบอลและเพื่อนไม่รู้จะกลัวอะไรก่อนดี ระหว่างผีหรือว่าเสียงตวาดของป้าแก้ว คุณบอลและเพื่อนหมดหนทาง จะให้ออกไปตอนมืดแบบนี้ก็ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ สุดท้ายจึงจำใจอยู่ต่อในโฮมสเตย์แห่งนี้จนถึงเช้า ฟังเสียง ปัง ปัง ปัง! ของผี มีเพียงผนังไม้เท่านั้นมีกั้นพวกเขาเอาไว้ให้ปลอดภัย คุณบอลและเพื่อนจำไม่ได้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน แต่พอรู้ตัวอีกทีก็ 6 โมงเช้าแล้ว และมีคนมาเคาะที่ประตู ซึ่งก็คือป้าพิณที่มาชวนไปกินข้าว ชายทั้งสองรีบเก็บของแทบไม่ทัน แล้วเดินตามป้าพิณไปขึ้นรถ ระหว่างทางเดินนี้ก็ไม่มีวี่แววของป้าแก้วเลยสักนิด ทั้งคู่เล่าเรื่องประสบการณ์ชวนผวาเมื่อคืนให้ป้าพิณฟัง หลังจากเล่าเสร็จ ป้าพิณก็กล่าวขอโทษ และบอกว่าไม่รู้ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้ แต่เคยได้ยินมาว่า สมัยก่อนป้าแก้วมีลูกอยู่จริง เด็กคนนี้ค่อนข้างซุกซน ชอบไปเล่นในป่าในสวนอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่ง ลูกของป้าแก้วเข้าไปเล่นในสวนแล้วก็หายตัวไป ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย หลายวันผ่านไปป้าแก้วเริ่มใจสลาย แต่แล้ววันดีคืนดีลูกชายก็กลับมา ป้าแก้วเข้าไปกอดลูกด้วยความดีใจถามว่าเขาไปอยู่ไหนมา เด็กคนนี้ก็ได้แต่ตอบว่าไปอยู่กับ “ลุง” มา ส่วนเรื่องอาหารการกิน “ลุง” ก็เป็นคนจัดเตรียมให้ ป้าแก้วไม่ได้คิดอะไรมากเพราะดีใจที่ลูกกลับมา หลังจากเรียกชาวบ้านมารับขวัญเด็กคนนี้แล้ว เขาก็กลับมาอยู่ที่บ้านป้าแก้วตามเดิม แต่เรื่องที่แปลกก็คือ หลังจากกลับมาลูกชายของป้าแก้วก็เอาแต่พูดถึงเรื่อง “ลุง” ขอร้องให้ป้าแก้วพาไปหา “ลุง” อยู่ตลอดเวลา เมื่อป้าแก้วถามว่าลุงคนนี้คือใคร ลูกก็ไม่ตอบ นานวันไป เด็กคนนี้ก็เริ่มอาละวาดเพราะแม่ไม่พาไปหาลุงเสียที สุดท้ายป้าแก้วไม่สามารถต้านทานความต้องการของลูกได้ ต้องยอมพาลูกไปหา “ลุง” ป้าแก้วไปตามทางที่ลูกเป็นคนนำเข้าไปในป่า จนมาหยุดอยู่ตรงศาลพระภูมิไม้เก่า ๆ พอถึงตรงนั้นแล้วลูกของป้าแก้วก็เดินตรงไปที่เครื่องเซ่น แล้วหยิบมากิน! ลูกของป้าแก้วพูดว่า “เนี่ยไง บ้านลุง!” ป้าแก้วรีบห้ามลูก แล้วพากลับบ้านทันที เมื่อมาถึงบ้านก็อาละวาดพยายามจะกลับไปหา “ลุง” อีกให้ได้ ตอนนั้นป้าแก้วก็ต้องออกไปเก็บเห็ดทำสวน จะเอาลูกไปด้วยตลอดเวลาก็ไม่ได้ จึงตัดสินใจขังลูกไว้ในห้องตอนตัวเองไม่อยู่บ้าน วันหนึ่งเมื่อกลับมาจากการทำงาน บ้านก็ดูเงียบผิดสังเกต เมื่อไปดูที่ห้องก็พบลูกนอนตายอยู่! มีลักษณะเหมือนว่าพยายามจะเอามือข่วนไปที่กำแพง และยังมีเลือดอาบเต็มหัว เหมือนเอาหัวโขกไปที่กำแพงอยู่หลายรอบ เสียงที่คุณบอลและเพื่อนได้ยิน คงจะเป็นจิตสุดท้ายของเด็กคนนี้ที่เอาหัวโขกกำแพง เพื่อที่จะพยายามพาตัวเองออกจากห้องนี้ไปให้ได้นั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเหมย ‘บ้านโรงรถ’ I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

27 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเหมย ‘บ้านโรงรถ’ I อังคารคลุมโปง X ตั้น The Shock [ 23 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณเหมย‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’บ้านโรงรถ‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!...เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่บ้านโรงรถ คุณเหมยเล่าว่า ย้อนไปเมื่อตอนยังเด็ก บ้านตั้งอยู่ในตัวตำบล ระหว่างตำบลกับอำเภอค่อนข้างที่จะไกลกัน อยู่มาวันหนึ่ง คุณเเม่ทะเลาะกับคุณตา คุณเหมยจึงย้ายไปอยู่ที่ตัวอำเภอกับคุณป้า ตอนที่ย้ายไปนั้น คุณเเม่ก็ยังไม่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่งเพื่อหาเงินซื้อบ้าน จึงไปปรึกษากับคุณป้าว่าควรทำอย่างไร คุณป้าก็ได้เเนะนำคุณเเม่ให้มาอยู่ที่โรงรถแบบชั่วคราวไปก่อน จนกระทั่งคุณเหมยเรียนอยู่ชั้น ป.1 มีวันหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันหน้าบ้านค่อนข้างดังมาก ประมาณร้อยกว่าคน ซึ่งก่อนหน้าที่คุณเหมยจะเข้ามาอยู่ บริเวณนี้ค่อนข้างพลุกพล่าน คนทำงานค่อนข้างเยอะ เเต่ตอนนั้นก็ดึกมากแล้ว คุณเหมยจึงคิดว่าไม่น่ามีใครมายืนคุยกันตรงนี้ จึงลุกไปดูผ่านแสงไฟที่ลอดมาจากปลายถนน ก็เห็นเป็นผู้ชายกับผู้หญิงยืนคุยกัน ด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงมายืนคุยตรงนี้ คุณเหมยจึงเดินออกไปดู เเต่เเล้วก็พบเจอกับความว่างเปล่า! ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น ส่วนเสียงที่ได้ยินก็หายไป! คุณเหมยเดินกลับเข้าไปนอน พอกลับเข้ามานอนก็ได้ยินเสียงเหมือนเดิม! ตนจึงได้ไปเล่าให้คุณเเม่ฟังเเล้วก็โดนตอบกลับมาว่า “เพ้อเจ้อ คิดมาก” ซึ่งคุณเเม่กับคุณพ่อเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ตนจึงได้เเต่สงสัยเเล้วก็ได้ยินเสียงนี้อยู่เรื่อยมาก จนคุณเหมยขึ้น ป.2 คืนนั้นตนนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น นอนได้สักพักก็มองไปบนเพดานฝ้าที่อยู่ตรงโรงรถ ก็เห็นเป็นหน้าผู้หญิงแก่ มวยผม ลอยอยู่บนฝ้าเพดาน! เเล้วบอกว่า “ไปอยู่ด้วยกันมั้ย“ คุณเหมยตกใจจนขยับไม่ได้ ได้เเต่พูดในใจว่า ”ไม่ไป“ ตอนนั้นตนคิดว่าได้พูดออกไปแล้วเเต่ความจริงคือยังไม่ได้พูด! เขาก็เลยถามตนอีกครั้งว่า ”สรุปจะไปอยู่ด้วยกันมั้ย คิดได้หรือยัง“ คุณเหมยบอกว่าตนก็พยายามที่จะพูด เพราะพูดไม่ได้ จู่ ๆ เขาก็สวนกลับมาว่า ”มึง! จะไปอยู่กับกูมั้ย!“ ทำให้คุณเหมยตกใจเเล้วรีบวิ่งไปหาคุณแม่! เช้าวันถัดมา คุณเหมยได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ก็ตอบกลับอีกว่า ”เพ้อเจ้อ คิดมาก“ เป็นครั้งที่ 2 เมื่อคุณเหมยเริ่มขึ้น ป.3-4 คุณแม่ก็ได้ซื้อรถจักรยานยนต์ให้ เเต่ตนชอบเที่ยว จึงทำให้คุณเเม่อยากดัดนิสัยด้วยการเอารถไปซ่อน ตนคิดว่ารถหายจึงไปบอกกับหมอธรรม เเล้วเขาก็ได้ตอบกลับมาว่า “รถไม่ได้หายนะ เเม่เอ็งเอาไปซ่อน” คุณเหมยได้ยินเเบบนั้นก็ไม่เชื่อ เเล้วก็ไม่คิดว่าเเม่จะเป็นคนแบบนี้ ตนจึงตอบกลับไปว่า “ไม่เชื่อ” หมอธรรมได้ตอบกลับว่า “ที่บ้านเอ็งตรงนั้น มันเป็นป่าช้าเก่านะ เเต่ก่อนมันเคยเป็นที่เก็บกระดูกคน เป็นโกศที่อยู่ในตามวัด“ หลังจากคุณเหมยกลับมาบ้าน ผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ คุณแม่ได้ยอมรับกับตนว่าเป็นคนไปแอบจริง!...เหตุการณ์ที่ 2 เกิดขึ้นที่บ้านหลังใหม่ที่อยู่ใกล้กับบ้านโรงรถ ช่วงมัธยมต้น คุณเหมยคิดว่าย้ายมาอยู่บ้านใหม่เเล้วคงจะไม่เจออะไรที่เคยเจอ เเต่ก็เหมือนเดิม ตนเห็น 2 คนนั้นที่เคยเจอเมื่อตอนเด็ก ๆ เขามายืนหน้าห้องเเล้วพูดว่า “มึงจะไปอยู่กับกูมั้ย! จะไปอยู่ด้วยรึเปล่า!” คุณเหมยกลัวมากจึงรีบไปบอกกับคุณเเม่ เเล้วคุณเเม่ก็บอกกับตนว่าจะพาไปทำบุญเพื่อความสบายใจ ในตอนเช้าคุณเเม่ก็พาคุณเหมยไปทำบุญ จู่ ๆ ก็มีหลวงตาองค์หนึ่งเข้ามาทักว่า ”ดูเเลไอเด็กคนนี้มันดี ๆ นะ ไอเด็กคนเนี้ย ที่ของบ้านที่เอ็งอยู่ เขาจะเอามันไปอยู่หลายครั้งเเล้ว เเต่มันดวงเเข็งเขาเอามันไปไม่ได้“ เเล้วหลวงตาท่านนั้นก็ได้บอกอีกว่า ”ให้หมั่นทำบุญตักบาตร กรวดน้ำ“ หลังจากนั้นคุณเหมยก็ตักบาตรทุกเช้าก่อนไปเรียน เเต่ก็ยังเจออยู่เหมือนเดิม.. ต่อมาก็อยู่บ้านหลังนี้ได้ 5-6 ปี คุณเเม่ก็ปล่อยบ้านนี้ให้คนเช่า ซึ่งคนที่มาเช่าต่อบังเอิญเป็นเเม่ของเพื่อนคุณเหมย อยู่ได้ประมาณ 3 เดือน เพื่อนก็ทักมาถามว่า “บ้านนี้มีอะไรหรือเปล่า?” จึงได้ตอบกลับไปว่า “บ้านนี้ก็มีนะ ตอนที่ตากับพ่อเลี้ยงเสียก็ได้จัดงานศพที่บ้าน มีอะไรหรือเปล่า?” เพื่อนของคุณเหมยตอบกลับมาว่า “เปล่า พอดีเเม่เล่าให้ฟังว่าช่วงที่อยู่ 2-3 เดือนแรก ได้ยินเสียงคนคุยกันเยอะมาก” ซึ่งสิ่งที่เขาเจอมันก็เหมือนกับเหตุการณ์ตอนที่คุณเหมยอยู่บ้านหลังนั้น!...เหตุการณ์ที่ 3 เกิดขึ้นที่บ้านหลังที่สาม หลังจากที่คุณเเม่ปล่อยบ้านหลังนั้นให้เช่า ก็พาคุณเหมยย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ เป็นบ้านหลังที่สาม เนื่องจากคุณแม่มีปัญหากับคุณป้า ตอนที่ตนนอนก็ได้ฝันถึงบ้านหลังนั้น ภาพในฝันเหมือนกับที่หมอธรรมเคยบอก! ต่อมาคุณเหมยได้เล่าว่าพ่อเลี้ยงตามมาที่บ้าน ย้อนกลับไปที่บ้านหลังเก่า พ่อเลี้ยงของตนได้เสียชีวิตที่นั่น คืนก่อนที่พ่อเลี้ยงจะเสียชีวิต มีพยาบาลโทรมาเเจ้งกับคุณเเม่ว่าพ่อเลี้ยงเสียชีวิตเเล้ว เเต่ก็ไม่กล้าบอกกับตน เเต่คุณเหมยกลับเห็นตรงกระจกเป็นพ่อเลี้ยงกำลังโบกมือให้อยู่! ตนตกใจจึงสะกิดแม่เเล้วถามว่า “เเม่ พ่อหายเเล้วหรอ? เเม่ไปรับพ่อมาตอนไหน” เเม่ก็ทำสีหน้ามึนงงเเล้วตอบกลับว่า “พูดอะไร พูดนี่คิดด้วย“ แล้วบอกอีกว่า ”รีบไปแต่งตัว เดี๋ยวจะไป รพ.พ่อเสียเเล้ว!“ ผ่านไปประมาณ 10 กว่าปี คุณเหมยเติบโตจนใกล้จะเเต่งงาน เเม่ก็บอกให้ขึ้นไปไหว้พ่อกับตายาย เมื่อคุณเหมยกำลังก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย ก็เห็นพ่อเลี้ยง เเว๊บ! ผ่านหน้าไป ตนจึงหยุดนิ่งอยู่ในอาการช็อก ซึ่งคุณเเม่ที่อยู่ข้างหลังก็เห็นเช่นเดียวกันกับคุณเหมย ต่อมาคุณเหมยได้พารุ่นน้องมานอนที่บ้าน ผ่านไปได้สักพักรุ่นน้องก็บอกว่าขอไปนอนรีสอร์ต เพราะตอนคุณเหมยไปอาบน้ำ จู่ ๆ ป้ายรูปพ่อของตนร่วงตกลงมา! ไม่ได้คิดอะไรจึงเอากลับไปแขวนที่เดิม สักพักก็ตกลงอีกครั้งจนกระจกแตก! คุณเหมยคิดว่าพ่อเสียไปประมาณ 10 กว่าปีเเล้ว ก็ยังอยู่วนเวียนในบ้าน อาจจะเป็นเพราะเป็นห่วงลูกสาวของเขา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-