เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'ยายสา' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'ยายสา' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

02 ธ.ค. 2025

     ในทุกความมืดมิด และความสว่างยังคงมีการรอคอยจากยายสา คำพูดของเด็กสาวที่พูดเล่นในวันนั้นว่า จะไปอยู่ด้วย  ทำให้มีวิญญาณของยายแก่มาคอยตามติดชีวิต และจนกว่าจะอายุ 25 ปี เธอจะต้องอยู่รอดต่อไปให้ได้ไม่งั้นความตาย ที่รอเธออยู่ก็จะคลืบคลานมาพร้อมกับยายสา

     เรื่องเล่าของการรอคอยในความมืดที่ “คุณออโต้” ได้ฟังมาจากน้องน้ำ เป็นเรื่องราวที่ทำให้อุณหภูมิจากอากาศหนาว ๆ กลายเป็นร้อนทันที สามารถติดตามไปพร้อมกับ “ดีเจเจ็ม และ ดีเจแนน” ในรายการคลุมโปง ( 25 พฤศจิกายน 2568)

     ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว... ในช่วงเวลานั้น น้ำอาศัยอยู่ที่ภาคอีสาน บ้านของเธอค่อนข้างที่จะชนบทมากทุก ๆ วันน้ำจะต้องออกไปที่สวนกับพ่อ และน้องสาว แต่ในอาทิตย์นั้นไม่เหมือนที่ผ่านมาเพราะเธอไม่สบาย แต่พอน้ำอาการดีขึ้น ก็เลยเดินลงมาข้างล่าง เพื่อที่จะสูดอากาศยามเย็นช่วงโพล้เพล้

ในตอนนั้นคุณแม่ ของเธอกำลังทำกับข้าว น้ำเลยเดินไปนั่งแถว ๆ ชานบ้านหางตาของเธอเหลือบไปเห็นยายคนนึง กำลังจะเดินผ่านหน้าบ้าน แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นยายสา คนที่อยู่ระแวกแถวบ้าน น้ำก็ไม่ได้คิดอะไรนั่งทำนู่นทำนี่ของตนเองไป

แต่ยายสา กับมายืนอยู่ตรงบ้าน พร้อมพูดว่า ‘หลานเอ้ย ขอน้ำกินหน่อย’ น้ำก็เลยรีบวิ่งไปเอาน้ำให้คุณยาย แต่ยายมีท่าทีที่ยิ้มแปลก ๆ เมื่อเธอยื่นน้ำไปให้มือสาก ๆ เหี่ยวย่นของคนแก่ก็ลูบมาที่เนื้อตัวเธอ พร้อมกับชมว่า ‘เป็นคนดีจัง อยากเอาไปอยู่ด้วย’

น้ำคิดแค่ว่า... ยายคงแค่พูดหยอก จึงตอบกลับไปด้วยความไม่ประสีประสาว่า...

“จ้า จะให้ไปไหนล่ะ เดี๋ยวหนูไปด้วย” เป็นการพูดหยอกล้อกันตามประสาเด็ก กับผู้ใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานแม่ก็ตะโกนเรียกให้เธอเข้าบ้านมากินข้าว ยายสาเลยค่อย ๆ ยื่นแก้วน้ำส่งคืนชั่วเวลาไม่กี่วิที่น้ำ หันไปมองแม่ และหันกลับมาหายาย ตรงหน้าของเธอก็เหลือแต่ความว่างเปล่า ยายสาได้หายไปแล้ว

น้ำเลยเดินกลับไปหาแม่ที่กำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาหารเย็น แม่ถามเธอว่า...

‘เมื่อกี้้คุยกับใคร ทำไมเสียงดังจัง’ แต่พอน้ำบอกว่า เธอคุยกับยายสา สีหน้าของแม่ก็ตกใจแล้วรีบบอกให้น้ำ รีบกินข้าว และรีบกลับขึ้นไปนอน ตัวเธอเองก็ทำตามที่แม่บอก

ในคืนนั้นช่วงเวลาสี่ทุ่ม น้ำสะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงคนเปิดประตูดังแอ๊ด… ดวงตาของเธอมองผ่านไปตรงประตู ช่วงจังหวะนั้นเอง ร่างที่เดินเข้ามาเป็นเงาเหมือนกับแม่ ของตนเองเธอเลยคิดว่า แม่คงมาดูอาการไข้ตามปกติ จึงจะหลับตาต่อ

     แต่ความรู้สึกที่น้ำ ได้รับคล้ายกับว่ามีน้ำอะไรเหนียว ๆ หยดลงมาบนหน้าจนเธอต้องลืมตาตื่นขึ้นมาดู สิ่งที่ได้เห็นผ่านความมืดที่เงียบงัน คือร่างของแม่เธอที่กำลังเอาลิ้นเลียหน้า น้ำตกใจมากด้วยความกลัวแต่ก็ขยับตัวไม่ได้ร่างที่อยู่ในความมืดดำพูดออกมาเบา ๆ ว่า  

เป็นตาแซ่บน้อ” จนเธอต้องรวบรวมความกล้า กรีดร้องออกมาจนลั่นบ้านเพื่อเรียกพ่อกับแม่

    หางตาของน้ำ มองร่างของผู้หญิงที่เป็นแม่ แต่กลายเป็นว่า มันคือยายสา พ่อกับแม่รีบวิ่งขึ้นมาดูเธอ แต่ยายสารีบกระโดดจากหน้าต่างลงไป และเป็นเสียง สวบ สาบ ของร่างคนที่วิ่งลัดเลาะทุ่งนา เธอเลยรีบวิ่งไปกอดแม่ พร้อมกับเล่าทุกอย่างให้ฟัง

แม่รีบไปตามยายหมอธรรมข้างบ้าน มาผูกข้อแขนพร้อมกับเรียกขวัญให้ แต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ดีจนเวลาผ่านเลยไปสองวัน เธอก็หายไข้แล้ว แม่ก็ถามไถ่อาการตามปกติ  แต่น้องสาวก็บอกว่าตอนกลางคืน น้ำชอบออกมานั่งยอง ๆ มองเธอแบบแปลก ๆ แต่น้ำกับไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำลักษณะท่าทางแบบนี้

      และเวลาก็ผ่านพ้นไป ด้วยความที่ข้างบ้านมีคนทำพิธีไล่ผีกัน น้ำเลยชวนน้องสาวออกไปดูข้างหน้าที่เธอเห็นก็จะมีหมอธรรมที่กำลังทำพิธี แต่ข้างในสุดของบ้านหลังนี้เป็นยายสาที่กำลังนั่งกินอะไรสักอย่างอยู่ น้ำตกใจกับสิ่งที่เห็นเลยรีบเล่าให้น้องฟัง แต่กลายเป็นว่ามีแค่เธอคนเดียวที่เห็น

     พวกเธอเลยจะรีบวิ่งออกไป แต่ยายแก่ก็วิ่งเข้ามาจับแขนบอกให้เธอไปอยู่กับยาย น้ำจึงสลบลงไปด้วยความกลัวรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็อยู่ที่วัด กับพ่อแม่ และตอนนั้นเอง น้ำเลยได้รู้ว่า ยายสาเป็นหมอธรรมที่เล่นวิชาจนของเข้าตัว คนในหมู่บ้านเชื่อว่า แกโดนผีปอบสิง

ตอนที่เธอเห็นยายสาเดินผ่านหน้าบ้านจริง ๆ แล้วแกนอนป่วยติดเตียงอยู่ แต่มีคนหลายคนเห็นยายสา เดินไปเดินมายายแกเหมือนจะถูกใจน้ำ จึงมาทำพิธีจองตัวไว้พระท่านจึงทำพิธีแก้ให้กับน้ำไว้ ให้พกท้าวเวสสุวรรณติดตัวหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น น้ำก็ยังคงเห็นยายสา แต่แกเข้ามาหาเธอไม่ได้ และทุกวันพระวันโกน ยายสาจะชอบมานั่งยอง ๆ บนหลังคา คอยมอง วันที่น้ำได้ของจากพระมา ก็เป็นวันเดียวกับที่ยายสาเสีย หลวงตาท่านบอกว่า ถ้าครบ 25 ปี ทุกอย่างจะคลี่คลายลง….

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

08 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

ต้องไปนอนค้างคืนที่วัดป่า เพราะได้ไปทำงานจิตกรรมฝาพนังที่วัดแห่งหนึ่ง ก่อนไปจึงได้ถามเพื่อนว่า มีที่พักให้ไหม? เพื่อนก็ตอบว่า ‘ให้ไปนอนกับแม่ชีในวัดเลย’ พอไปถึงวัดก็แวะเข้าไปล้างหน้าล้างตา ก็ได้เหลือบไปเห็นขันใบหนึ่งที่มีว่านแช่อยู่ เลยคิดเล่น ๆ ว่า “แม่ชีเล่นของเหรอวะ” และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดแปลกที่ได้เจอ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ความลับแม่ชี’ ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว “คุณโอ” ได้มีโอกาสไปทำงานที่วัดเเห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด ตำแหน่งที่ตั้งของวัดจะอยู่ที่ติดบริเวณเชิงเขา ลักษณะงานของเธอเป็น “งานจิตรกรรมฝาผนัง” ก่อนจะเดินทาง โอจึงได้สอบถามเพื่อนร่วมงานไปว่า“มีที่พักให้ไหม?”เพื่อนเลยบอกว่า “มีที่พักให้ในวัดเลย นอนกับแม่ชี” โอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจ เพราะเป็นการทำงานในสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน การได้พักอยู่ในวัดกับแม่ชี อาจทำให้เธอทำงานได้สะดวกมากขึ้นเพราะไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อไปทำงานในแต่ละวันหลังจากพูดคุยถามไถ่รายละเอียดงาน เพื่อนของโอก็ได้ถามขึ้นมาว่า“แกกลัวหมาไหม?”“ไม่กลัวนะ ที่บ้านก็เลี้ยงอยู่” โอตอบไปตามตรงโดยไม่ได้คิดอะไร“ดีแล้ว เพราะหมาที่นั่นดุมาก” เพื่อนสาวกล่าวเตือนด้วยความหวังดี เมื่อโอเดินทางไปถึงวัดแห่งนั้น เธอก็นำสัมภาระทั้งหมดของตนเอง ขึ้นไปเก็บไว้บนกุฏิวัด หลังจากที่โอขึ้นไปเก็บข้าวของต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย เธอก็ไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำข้าง ๆ กุฏิ โอเลือกเข้าห้องน้ำในห้องที่บานประตูถูกเปิดอยู่ พอเข้าไปเธอก็เจอกะละมังใบหนึ่ง ภายในนั้นมีสมุนไพรลักษณะคล้ายกับว่าน หรือรากไม้อยู่ ทันใดนั้นความสงสัยพลันแล่นขึ้นมาในหัวอย่างไม่จริงจังว่า “แม่ชีเล่นของเหรอ? ทำไมแช่ว่านด้วย” แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น อยู่มาวันหนึ่ง... ในระหว่างทางที่โอ ต้องเดินออกเพื่อไปทำงานภายในวัด หมาที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นจะเห่า และพยายามเข้ามากัดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามคำที่เพื่อนของตนพูดเตือนไว้ในตอนแรกว่า... หมาที่วัดนี้มีนิสัยดุร้าย แต่ในวันนั้นมันดุมากกว่าปกติ พลันสายตาก็ดันเหลือบไปสังเกตเห็นแม่ชีนั่งอยู่ที่บริเวณนั้นพอดี จึงได้เอ่ยถามขอความช่วยเหลือไป“แม่ชีคะ หมาดุมากเลย แม่ชีช่วยเรียกมันไปให้หน่อยได้ไหมคะ?” ไร้เสียงตอบกลับจากแม่ชี เธอจึงพยายามตะโกนเรียกหลาย ๆ ครั้งแต่มันก็ไม่เป็นผล โอจึงตัดสินใจหยิบไม้แถวนั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัว แต่ในจังหวะนั้นเองที่แม่ชีได้ยินเสียงคนกำลังหยิบจับสิ่งของ ก็ได้หันมาพูดกับโอว่า“แม่ชีเดินไม่ได้หรอก มันหวง ถ้าเดินไปมันจะยิ่งกัด”“แล้วต้องทำยังไงคะ?”“ใช้ไม้ไล่มันไปสิ” ได้ยินดังนั้น ราวกับเป็นคำอนุญาต โอจึงใช้ไม้ยาวในมือขับไล่สัตว์สี่ขาตรงหน้าไป ในจังหวะที่เธอกำลังง้างมือ แม่ชีก็เดินปรี่เข้ามาด้วยความไม่พอใจ คล้ายกับหวั่นเกรงว่าเธอจะทำร้ายหมาตัวนั้นจริง ๆ และมาไล่หมาตัวนั้นด้วยตัวของแม่ชีเอง.. ทำให้โอสามารถขึ้นไปทำงานต่อได้ ตกกลางคืน... โอเดินกลับที่พักของตน หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น โดยพื้นฐานเธอเป็นคนที่สวดมนต์ก่อนนอนเป็นกิจวัตรประจำวันทุกคืนอยู่เเล้ว ซึ่งภายในกุฏิไม่ได้มีเพียงแค่เธอแต่มีรุ่นน้องผู้หญิงอีกคนนอนกับเธอด้วย ตัวของรุ่นน้องคนนี้เป็นคนที่กลัวผีมาก ทำให้ต้องเปิดไฟทิ้งไว้ทั่วทั้งที่นอน และรอบระเบียง ในระหว่างที่สวดมนต์ โอสังเกตเห็นแสงไฟที่ดับลงหน้าห้องน้ำ และค่อย ๆ ไล่ดับมาทีละดวงจนถึงหน้าห้องของตน ทันใดนั้นเอง... เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบปริศนาดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ จากเสียงแผ่วเบาที่จับใจความได้ยาก ก็เริ่มดังชัดขึ้นในโสตประสาทว่า“เงยหน้ามามองกูสิ เงยหน้ามามองกูสิ...” เสียงกระซิบชวนขนหัวลุกดังซ้ำไปซ้ำมาข้างหู ทำให้โอตัดสินใจลุกพรวดขึ้นมาเปิดหน้าต่าง แต่กลับมีเพียงความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งวัด ความรู้สึกไม่ปลอดภัย และหวาดกลัวค่อย ๆ เกาะกินภายในใจ สถานการณ์ตอนนั้นมันบอกกับเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติ และที่แห่งนี้ไม่น่าอยู่อีกต่อไปเมื่อรุ่นน้องเดินเข้ามา โอจึงบอกให้หญิงสาวเก็บของ และย้ายไปนอนที่อื่น ในวัดยังคงมีกุฏิหลายแห่งที่สามารถไปพักพิงได้ เพียงแต่ผู้คนจะค่อนข้างแออัด โอเลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่พักอยู่อีกกุฏิ และขอไปนอนด้วยก่อนจะออกไป ทั้งสองคนก็ตั้งใจจะไปบอกกล่าวให้แม่ชีได้รับรู้ ตัวของแม่ชีนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง จากมุมของโอจะเห็นแค่เพียงขาของแม่ชีที่โผล่พ้นออกมา แต่ไม่เห็นลำตัว และบนตักของแม่ชีมีแมว 1 ตัวนอนอยู่“แม่ชีคะ แม่ชีขา” แม้ว่าเธอจะส่งเสียงเรียกแม่ชีไปกี่ครั้ง แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา แม่ชียังคงนั่งนิ่ง แต่กลายเป็นว่าแมวที่นอนอยู่บนตักนั้นกลับขยับกาย และหันหน้ามามองเธอ โอได้แต่ครุ่นคิดในใจว่าแม่ชีคงใส่หูฟัง หรือกำลังสวดมนต์อยู่ เลยเลือกที่จะเดินลงมาจากกุฏิ และตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาบอกใหม่อีกครั้ง แต่ก่อนที่สองเท้าจะก้าวออกจากเขตกุฏิ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างมันก็แล่นขึ้นมา คล้ายกับว่ากำลังบอกให้เธอนั้นเงยหน้าขึ้นไปมองข้างบน ความรู้สึกก็ตีตื้นขึ้นมาว่า แม่ชีจะกำลังมองเราอยู่ตรงหน้าต่างรึเปล่า? และในวินาทีที่เธอหันหลังกลับไป มันก็เป็นไปตามที่เธอคิดเพราะแม่ชีกำลังมองดูเธอจากตรงหน้าต่าง! และค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างใน..หลังจากที่ทั้งสองคนเดินมาถึงที่พักหลังใหม่ โอก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันกับเธอว่าแม่ชีคนนั้นดูแปลก ๆ แต่ในตอนนั้นก็คิดว่าตนเองอาจจะคิดไปเองคนเดียว บางครั้งที่คุยกับแม่ชี เขาก็เหมือนมีหลากหลายอารมณ์ คุยดีบ้าง ไม่คุยบ้าง หรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตนไปเลย พอตื่นเช้ามา จู่ ๆ โอก็เกิดอาการบ้านหมุนถึงขั้นที่ไม่สามารถทำงานต่อได้ จะลุกจะนั่งก็มีอาการคลื่นไส้อาเจียนตลอด เลยจำเป็นต้องกลับไปหาหมอที่กรุงเทพฯเมื่อกลับมาถึงบ้าน ด้วยความไม่สบายใจ โอจึงไปเอาผ้าถุงของแม่มาครอบหัวตนเอง ตามความเชื่อของคนโบราณว่าการลอดผ้าถุงของแม่สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และใช้เป็นวิธีแก้คุณไสยได้ วันถัดมาโอก็ไปหาหมอ หลังจากตรวจร่างกายก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ คุณหมอได้ให้คำแนะนำว่าสาเหตุของอาการป่วยอาจเกิดจากการพักผ่อนน้อย โหมงานหนัก และได้จ่ายยากลับมาให้ทานที่บ้าน หลังจากอาการของเธอเริ่มดีขึ้น โอก็กลับไปทำงานที่วัดเหมือนเดิม ในช่วงที่กลับไปที่วัด และทำงานอยู่ หากวันใดเป็นวันพระ ตัวของโอจะพยายามเคลียร์งานต่าง ๆ ให้เสร็จเพื่อที่จะไปทำวัดกับแม่ชีท่านอื่น ๆ จนรู้สึกคุ้นเคยและสนิทสนม เลยมีโอกาสได้พูดคุยกัน ด้วยความสงสัย โอจึงได้ถามเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวแม่ชีคนนั้นไป“แม่ชีคนที่หนูนอนด้วย เขามาจากไหนเหรอคะ?”“แม่ชีคนนั้น ไม่ค่อยมีใครยุ่งกับเขานะ กุฏินั้นเขาก็อยู่คนเดียว ไม่มีใครอยู่กับเขาได้”คำตอบที่ไม่ได้คลายความสงสัยแต่กลับทำให้เธออยากรู้มากขึ้นไปอีก“แต่อย่าไปสุงสิงกับเขามากเพราะ เขาเป็นคนมีของ!” ประโยคตักเตือนด้วยความหวังดีส่งตรงมาถึงโอ หลังจากเธอครุ่นคิดต่อเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในวัด ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เชื่อมโยงกันอย่างน่าขนลุก และสุดท้ายเธอก็ได้รู้ว่าทั้งหมดนั้นคือ ความลับของแม่ชี(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณรัก ‘เรื่องเล่าบนเถียงนา’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 30 มิ.ย.2569 ]

04 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณรัก ‘เรื่องเล่าบนเถียงนา’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 30 มิ.ย.2569 ]

ใครจะไปคิดว่าการแวะทักทายคนรู้จักหน้าหมู่บ้าน จะกลายเป็นเรื่องราวสุดสยองที่ไม่มีใครคาดคิด! เมื่อเขาได้ฟังเรื่องเล่าเฉียดตายจาก ‘ผีแม่ม่าย’ จนจบ แต่พอเขาเดินกลับบ้านก็ได้รู้ความจริงว่าคนที่พึ่งแวะคุยมาตายไปหลายปีแล้ว แล้วคนที่เล่าเรื่องให้เขาฟังเมื่อกี้คือใครกันแน่ ?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 30 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรื่องเล่าบนเถียงนา’ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘คุณม้ง’ เดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลังจากที่ไม่ได้กลับบ้านมาหลายปี ทันทีที่รถบขส. ถึงที่หมาย ระหว่างทางที่กำลังเดินเข้าหมู่บ้าน คุณม้งก็บังเอิญเจอกับ ‘พี่ตั้ม’ คนรู้จักในหมู่บ้านกำลังนั่งเล่นอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านพอดี ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนาน คุณม้งเลยแวะเข้าไปทักทาย “พี่ตั้ม สบายดีมั้ยพี่?” พี่ตั้มก็ตอบกลับมาตามปกติ ถามไถ่กลับมาว่ากลับมาเยี่ยมบ้านหรอ ก่อนที่จะชวนคุณม้งนั่งคุยด้วยกัน แล้วพี่ตั้มก็เปิดบทสนทนาขึ้นมาว่า“จำโต้งได้มั้ย? พี่มีเรื่องของโต้งมาเล่าให้ฟัง”พี่ตั้มเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ตัวแกเองพึ่งกลับมาจากต่างประเทศ พ่อแม่ก็ใช้ให้เขาไปนอนเฝ้านาข้าวตรงเถียงนา เพราะกลัวว่าจะมีคนมาขโมยข้าว คืนนั้นพี่ตั้มเลยได้เจอกับ ‘โต้ง’ ที่มาเฝ้านาเหมือนกัน คุยไปคุยมาจนได้รู้ว่าตอนนี้โต้งเองก็มีแฟนแล้ว แถมแฟนยังหน้าตาดีมาก เป็นชาวบ้านแถวนี้แต่ไม่รู้ว่ามาจากหมู่บ้านไหน หลังจากนั้นแฟนของโต้งก็พาเพื่อนผู้หญิงหน้าตาดีอีกหลายคนมานอนเล่นที่เถียงนาด้วยกัน และด้วยความที่ตั้มยังโสดอยู่ เลยแกล้งถามไปว่าเพื่อนของแฟนมีใครยังโสดบ้างมั้ย ซึ่งได้คำตอบกลับมาว่ายังโสดอยู่ทุกคน ตั้มเลยขอจีบในทันที คืนแรกทั้งกลุ่มก็นั่งคุยกันไปเพลิน ๆ จนตั้มเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอตื่นเช้ามาสาว ๆ ทั้งหมดก็หายไปหมดแล้ว ตั้มจึงคิดว่าพวกเธอทั้งหมดคงกลับเข้าบ้านกันไปตอนเช้าแล้ว พอเข้าคืนที่สอง เหล่าสาว ๆ ก็กลับมาหาที่เถียงนาอีกครั้ง แต่คราวนี้ตั้มก็เอะใจว่าเมื่อคืนตัวเองหลับไปตั้งแต่ตอนไหน คืนนี้เลยตั้งใจจะอยู่คุยกับสาว ๆ ยันเช้าไปเลย แต่คุยไปคุยมาก็เผลอหลับไปอีกจนได้ เช้าวันต่อมา ตั้มตื่นขึ้นมาแล้วหันไปเห็นโต้งนอนนิ่งสนิทอยู่บนเถียงนา ปลุก และเขย่าเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น จนตั้มเริ่มใจคอไม่ดีเลยรีบวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อตามหาคนมาช่วยดู แต่คำตอบที่ได้รับจากชาวบ้านทำเอาตั้มกลับช็อกกว่าเดิม ชาวบ้านบอกว่าโต้งตายไปหลายวันแล้วนะ !”ซึ่งตั้มก็เถียงว่าจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเขาพึ่งนั่งคุยกับโต้งมาสองคืนเต็ม ๆ ชาวบ้านเลยอธิบายให้ฟังว่าโต้งพึ่งเสียชีวิตจากอาการ ‘ไหลตาย’ และเหล่าผู้หญิงที่ตั้มเห็นก็ไม่ใช่คน แต่เป็น ‘ผีแม่ม่าย’ ที่มาเอาชีวิตผู้ชายในหมู่บ้านไปหลายคนแล้ว ช่วงที่ผ่านมาในหมู่บ้านเจอดีกันหมด ตกกลางคืนไม่มีใครกล้าออกไปนอนที่เถียงนาเลย ผู้ชายทุกคนต้องเอาปลัดขิกมาแขวนไว้หน้าบ้าน และต้องแต่งหน้าทาปากให้เหมือนผู้หญิงเพื่อหลอกผีแม่ม่าย เพราะตกดึกจะมีเสียงผู้หญิงมาตะโกนเรียกหน้าบ้าน ถ้าใครเผลอขานรับ คืนนั้นจะหลับ และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย แต่ความซวยของโต้งคือ โต้งไม่ได้อยู่บ้านจึงไม่รู้เรื่องที่ชาวบ้านเตือนกัน พอตกดึกแล้วออกไปนอนที่เถียงนาจึงโดนเรียก และตามพวกผีแม่ม่ายไป ส่วนตั้มก็รอดมาได้หวุดหวิดเพราะคืนนั้นพวกสาว ๆ ก็ชวนตั้มกลับบ้านไปด้วยกันแล้วแต่ตั้มปฏิเสธไป ไม่อย่างนั้นสภาพก็คงไม่ต่างกับโต้ง หลังจากพี่ตั้มเล่าเรื่องสุดหลอนจบ คุณม้งก็เตรียมตัวจะเดินเข้าบ้าน เลยชวนพี่ตั้มให้เดินเข้าไปด้วยกัน แต่พี่ตั้มก็ปฏิเสธพร้อมบอกว่า “ไม่เป็นไร เอ็งไปเถอะ แต่ฝากความคิดถึงให้พ่อแม่เอ็งด้วยนะ” คุณม้งก็งงว่าอยู่หมู่บ้านเดียวกันแท้ ๆ จะฝากความคิดถึงไปทำไม ทำไมไม่เข้าไปทักทายเอง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากจึงเดินกลับเข้าบ้านเพียงคนเดียว พอถึงบ้านแม่คุณม้งก็ทักว่าทำไมมาถึงบ้านช้า ทั้ง ๆ ที่รถบขส. มาถึงตั้งนานแล้ว คุณม้งเลยเล่าให้ฟังว่า “พอดีแวะนั่งคุยกับพี่ตั้ม ลูกของยายข้างบ้านอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านนี่เอง” แต่พอแม่ฟังจบก็พูดว่า“เอ็งจะบ้าหรอ ไอ้ตั้มมันตายไปหลายปีแล้ว !” ซึ่งความจริงก็คือ ตั้มไปทำงานที่ต่างประเทศ และได้เสียชีวิตลงด้วยอาการ ‘ไหลตาย’ ที่ต่างประเทศ และเพราะเสียชีวิตนอกเมืองไทย ทำให้ศพของตั้มยังไม่ได้ถูกส่งกลับมาที่ไทย เรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นคุณม้งโดนตั้มที่เป็นผี มาเล่าเรื่องผีโต้งให้ฟัง หลอกซ้อนหลอก แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ คุณม้งเจอตั้ม และนั่งคุยกันตอนกลางวันได้ปกติเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

15 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

เจตจำนงสุดท้ายของคนตาย เมื่อลูกพี่ลูกน้องที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตายตาหลับได้ เพราะห่วงเรื่องมรดก และในทุกค่ำคืนคุณเจเจ จะต้องเจอกับคนตายที่มาพร้อมความโกรธ และกลิ่นควันธูปจนนอนไม่ได้ ถ้าเธอจะอยากกลับมามีชีวิตสงบสุข ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากทำตามความต้องการของคนตาย กลิ่นธูปในยามวิกาล ที่ลอยจนคลุ้งห้องนอน เป็นประสบการณ์ตรงจาก “คุณเจเจ” เมื่อลูกพี่ลูกน้องของเธอไม่สามารถตายตาหลับได้ และมีเรื่องที่ต้องการจะสื่อสาร ที่เข้ามาในช่วงระยะเวลาแห่งความฝันก็ตาม สามารถติดตามไปพร้อมกับ “ดีเจเซฟ – ดีเจแนน” ในรายการคลุมโปง ( 11 พฤศจิกายน 2568) คุณเจเจ มีลูกพี่ลูกน้องอยู่หนึ่งคน แต่ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลีย ปกติเธอ และลูกพี่ลูกน้องจะโทรคุยกันทุกวัน แต่อยู่มาวันนึงคุณแม่ของคุณเจเจ ก็เสียชีวิตลง เธอเลยโทรหาญาติคนนั้นเพื่อที่จะแจ้งเรื่องการเสียชีวิตของคุณแม่ แต่โทรเท่าไหร่ โทรกี่ครั้งก็ไม่มีใครรับสาย ระยะเวลาดำเนินผ่านมาเป็นเดือน เธอจึงกระวนกระวายอย่างมากว่าควรจะทำอย่างไรดี เธอเลยติดต่อสถานทูต เพราะในช่วงเวลานั้นออสเตรเลียยังคงปิดประเทศอยู่ ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ ก็แจ้งว่า เขาไม่สามารถหาตัวคนให้เราได้ เพราะไม่ใช่ญาติทางสายเลือด หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ในกลางดึกคืนหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องก็มาเข้าฝัน บอกว่า ‘หนาว ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล’พอตื่นเช้าขึ้นมา คุณเจเจเลยนึกขึ้นได้ว่า เธอเคยมีเบอร์คุณทนาย ที่ญาติเคยใช้ในตอนที่ทำเรื่องเกษียณ จึงตัดสินใจติดต่อไป คุณทนายเปรียบเสมือนตัวแทนของลูกพี่ลูกน้องของเธอ จึงสามารถช่วยตามหาได้ และก็ไปเจอว่า ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่เธอติดต่อไม่ได้ ทางโรงพยาบาลก็ไม่สามารถตามหาญาติ เพราะญาติของคุณเจเจ หมดสติในห้องอย่างกระทันหัน และหลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาก็เสียชีวิต ในช่วงเวลานั้น ยังไม่สามารถเอาศพกลับมาได้ เธอจึงได้ไหว้วานคุณทนาย ที่มีภรรยาเป็นคนไทย ให้จัดการศพตามพิธีทางพุทธศาสนา หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็จบไป คุณทนายก็โทรมาแจ้งว่า คุณเจเจได้รับมรดก เธอเลยแจ้งว่า ‘เธอไม่ได้อยากได้ ให้บริจาคไปได้เลย ถ้าเป็นของที่อยู่ที่ออสเตรเลีย’ แต่สิ่งที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอทิ้งเอาไว้ให้ คือที่ดินผืนนึงที่เมืองไทย ซึ่งที่ดินผืนนั้น ยังคงมีลูกของ ลูกพี่ลูกน้องอาศัยอยู่ และมีมูลค่า แต่เธอก็ตัดสินใจปฏิเสธไป เพราะยังไงเราก็ไม่ใช่คนในสายเลือด เธอจึงเงียบไปหลายปี แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจกลับมาจัดการเรื่องมรดก เพราะความฝัน ในความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณเจเจรู้สึกว่า ลูกพี่ลูกน้องมายืนจ้องหน้า ด้วยความรู้สึกโกรธ แล้วก็เรียกให้ตื่น ตื่นๆและเรื่องเดียว ที่เธอยังไม่ได้ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็คือเรื่องมรดก ในตอนบ่ายวันนั้น คุณเจเจเลยตัดสินใจลางาน ไปที่ที่ดิน ก่อนไปเธอก็อธิษฐานในใจว่า ถ้าจะให้รู้อะไร ก็ให้รู้เรื่องกันไปในวันนี้ เพราะเธอไม่เคยติดต่อญาติที่อยู่ตรงที่ดินตรงนั้น พอไปถึงที่ประเมินที่ดิน พี่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าคุ้นจังเลย แล้วเขาก็นึกออกขึ้นมาว่า เมื่อวานมีคนมาประเมินราคากลางของที่ดินผืนนี้เขาจะขาย เธอก็เลยกลับมาจุดธูปที่บ้านบอกว่า ผู้จัดการมรดกมันต้องใช้เวลานะ แต่ขอให้มันลุล่วง คุณทนายของลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็บินมาช่วยกันจัดการ จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นผู้จัดการมรดกคุณเจเจเลยกลับไปที่ดินแห่งนั้นอีกครั้งนึง และแจ้งว่าที่ดินนี้ไม่สามารถขายได้ เพราะว่ามันติดขึ้นศาลอยู่ ทางเจ้าหน้าที่เลยบอกว่า ‘จริงๆต้องรอเดือนนึงก่อน จึงจะประกาศอย่างเป็นทางการ’ แต่ในทุกครั้งที่ทำขั้นตอนอะไร เธอจะจุดธูปคอยบอกลูกพี่ลูกน้องว่า ‘ถ้าเธออยากให้เราได้ที่ดินนี้จริงๆ ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี’ สุดท้ายแล้วก็ต้องฟ้องร้องกัน ระหว่างลูกของลูกพี่ลูกน้อง และเธอผู้เป็นผู้จัดการมรดกเป็นข้อพิพาทระหว่างกัน แต่คุณเจเจก็ทำตามเจตจำนงของคนตาย ซึ่งเขาไม่อยากให้คนในครอบครัวตนเองได้ที่ดินผืนนี้ เพราะแม้แต่ในตอนที่ลูกพี่ลูกน้องเสีย คนเป็นญาติทางสายเลือดก็ไม่ได้สนใจ ที่จะทำเรื่องแจ้งตายให้ คนตายจึงตายตาไม่หลับ พยายามที่จะให้เธอเอาที่ดินมาให้ได้ จุดประสงค์ของคุณเจเจ มีแค่อยากให้ชื่อบนโฉนด มีชื่อของเธอ ส่วนญาติของลูกพี่ลูกน้องจะอยู่ก็อยู่ไป เธอแค่อยากทำให้มันจบตามจุดประสงค์ของคนตาย เพราะเขามาหาเธอบ่อยมาก แทบทุกคืน กับกลิ่นธูปในยามวิกาล….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

04 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

ในซีนพิธีบูชายัญ ระหว่างที่เข้าบทจังหวะที่นอนลงบนพื้น กลับรู้สึกถึงแรงลม และพลังงานบางสิ่งบางอย่างที่พัดผ่านลำตัวไป แต่ในฉากกลับไม่มีใครเลย หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ไม่นานได้ไปดูดวง แต่กลับโดนทักเตือนให้ระวังเรื่องบางอย่าง… ที่เมื่อเวลาผ่านไปกลับเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น! เรื่องราวขนหัวลุกกลางกองถ่าย.. ‘พาเวล’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ขณะที่กำลังเข้าฉากถ่ายทำ แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังงานบางสิ่งบางอย่าง ที่เหมือนจะตามติดกลับไปโดยบังเอิญ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X พูห์ - พาเวล’ (25 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจอดีกลางกองถ่าย’ เรื่องราวจาก ‘พาเวล’ เกิดขึ้นในกองถ่ายฉากต้นไม้ 7 ศพ ตั้งอยู่ในห้างร้างแห่งหนึ่ง และมีอยู่หนึ่งซีนสำคัญ ที่ทีมงานยังไม่ได้ถ่าย ซึ่งเป็นซีนฉากทำพิธีบูชายัญที่ตามคิว… “ผี” ต้องปรากฏตัวในเซ็ตจริง ๆ ก่อนเริ่มการถ่ายทำ พาเวลถามผู้กำกับว่า“เดี๋ยวผีเข้ามาเลยไหม หรือเล่นยาวเทคเดียวไปเลยรึเปล่า?” แต่ผู้กำกับตอบว่า ยังต้องมีการรีเซ็ตก่อน เพราะซีนใหญ่มากกลัวใช้เวลาเกินไป จะยังไม่มีอะไรเข้ามาในเซ็ตตอนนี้ พาเวลจึงเล่นไปตามบทแบบไม่คิดอะไร จนถึงจังหวะฉากที่เขาต้องนอนบนพื้นหลับตาไม่เห็นใครรอบตัวแล้วตอนนั้นเอง…พาเวลรู้สึกว่า มีลมแผ่ว ๆ พัดข้ามตัวไปถึง 2 ครั้ง ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเดินผ่านไป เป็นลมที่ทำให้รับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่าง พาเวลได้แต่นึกว่า ผู้กำกับเปลี่ยนบทหน้างานเอาผีเข้ามาจริงเลยเล่นต่อแบบเต็มที่ แต่พอหลังจากถ่ายเสร็จ ไปกินข้าวตอนเย็นซึ่งมีการคุยกันถึงฉากที่เกิดขึ้น แต่คำตอบที่ได้คือ…“ไม่มีใครเอาผีเข้าซีนเลยนะ แพลนเดิมทุกอย่าง” ทั้งที่ในฉากนั้นมีคนอยู่เต็มไปหมด แต่มีแค่พาเวลคนเดียวที่รู้สึกถึง ‘ลมสองครั้ง’ พาเวลเริ่มเอะใจ เพราะในเรื่องตัวละครเขาเป็นคน ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ล้อเล่นกับความตาย ไม่กลัว ไม่ให้เกียรติพิธี เขาเลยย้อนคิดกลับไปว่า…“หรือสิ่งนั้น… ไม่รู้ว่านี่คือการแสดง?” อาจทำให้ ‘ใครบางคน’ เข้าใจว่าเขากำลังลบหลู่จริง ๆ ความหลอนยังไม่จบง่าย ๆ เพราะตั้งแต่เข้าวงการมา พาเวลมีไปดูดวงเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว และหลังถ่ายซีนนี้ไม่นานเขาได้ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง หมอดูเปิดไพ่ใบแรกเป็นภาพของเขาที่มี “ผู้หญิงเกาะอยู่ด้านหลัง” แล้วถามทันทีว่า“ช่วงนี้ไปสถานที่ที่มีของแรง ๆ มารึเปล่า?” พาเวลได้แต่นิ่ง เพราะเขาเพิ่งไปถ่ายฉากที่ห้างร้างจริง ๆ มา หมอดูเปิดไพ่ใบต่อมาเป็นภาพ รถคว่ำ ไฟลุกท่วม มียมทูตยืนอยู่ข้างหลัง และยังมีเงาตึกร้างกับต้นไม้อยู่ในภาพ หมอดูเปิดไพ่แล้วบอกว่า“ระวังเรื่องรถนะ มีเหตุแน่ ทั้งเจ็บ ทั้งเสียเงิน ไม่รอดแน่นอน” แม่หมอจึงให้เขาไปทำบุญโลงศพ อาบน้ำมนต์ และสวดมนต์บทเฉพาะเพื่อให้สิ่งหนัก ๆ เบาลง ซึ่งพาเวลก็ทำตามทุกอย่างแบบไม่คิดมาก แต่ประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์หลังจากนั้นขณะที่เขาขับรถตามปกติจู่ ๆ ยางรถก็รั่ว พาเวลคิดว่าแค่ล้อเดียว แต่พอช่างตรวจกลับพบว่า“ทั้งสี่ล้อโดนตะปูเหมือนกันหมด และยางรุ่นนี้ซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด” มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันแบบนี้ได้เลย แต่ก็กลับเกิดขึ้นเหตุการณ์ขึ้นจริง พาเวลยังคงบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า… ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความบังเอิญ หรือเป็นสัญญาณบางอย่างจากสิ่งที่เขาไปลบหลู่โดยไม่ตั้งใจ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-