เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'ทฤษฎีเจอผี' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'ทฤษฎีเจอผี' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

10 ม.ค. 2025

      รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 มกราคม 2568) พบกับ ‘คุณแรก’ สายแรกของปี ที่นำเรื่องสุดระทึกอย่าง ‘ทฤษฎีเจอผี’ เรื่องราวหลอนปนความสนุกที่เล่าต่อกันในมหาวิทยาลัย เรื่องนี้จะทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกขนาดไหน ไปอ่านกันเลย!

      ‘ทฤษฎีเจอผี’ เป็นเรื่องราวที่ ‘คุณแรก’ ได้ฟังมาจากน้องฝึกงาน เป็นเรื่องเล่าของเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยซึ่งรุ่นพี่ก็ได้เล่าให้ฟังมาอีกที เรื่องนี้เริ่มต้นที่กลุ่มนักศึกษาในคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักศึกษาคนหนึ่งชื่อ ‘เจอร์รี่’ (นามสมมุติ) เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของเขาเป็นทหารเก่าไปต่อสู้ที่เวียดนามและมีประสบการณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ จึงมักจะนำมาเล่าให้เจอร์รี่ฟังตั้งแต่เด็กทำให้เจอร์รี่สนใจในเรื่องนี้มาตลอด ซ้ำยังชอบเก็บเรื่องราวเกี่ยวกับผีมาจดในสมุดบันทึกของตัวเอง

      เมื่อเจอร์รี่เข้ามาเรียนในคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ เขาก็ได้พบกับเพื่อนสนิทสองคนที่สนใจเรื่องผีเหมือนกัน ทั้งสามมักจะสงสัยว่าตึกของคณะมีผีหรือไม่ เพราะตึกนั้นค่อนข้างเก่า อีกทั้งรุ่นพี่ก็มักจะเล่าเรื่องผีให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง

      นอกจากนี้ เจอร์รี่ยังได้สนิทกับ ‘ลุงสม’ (นามสมมุติ) ภารโรงของตึก เจอร์รี่ที่อยากรู้เรื่องผีจึงถามลุงสมว่า

      เจอร์รี่ : ตึกของเรามีผีไหม?

      ลุงสม : ทำไมเด็กฝรั่งอย่างแกถึได้สนใจเรื่องผี?

      เจอร์รี่ : ผมอยากเห็นผีจริง ๆ

      ลุงสม : ถ้าลุงทำให้เห็นผีได้ แกจะเชื่อไหม ?

      เจอร์รี่รู้สึกขำเพราะไม่เชื่อที่ลุงพูด แต่ก็รู้สึกสนใจ จากนั้นลุงสมก็พูดต่อขึ้นมาว่า

      ลุงสม : เมื่อก่อนลุงเป็นหมอผี ถ้าแกอยากเห็นจริง ๆ ไปซื้อกาแฟร้อนมา เดี๋ยวลุงจะทำให้เห็น

      เจอร์รี่ไม่รอช้า รีบไปซื้อกาแฟตามลุงบอกมาให้ทันที เมื่อลุงได้ของที่ต้องการ ลุงก็นำผงบางอย่างที่อยู่ในกระปุกเล็ก ๆ เหยาะลงไปในกาแฟ และบอกให้เจอร์รี่ดื่ม เจอร์รี่ได้แต่สงสัยว่าผงนั้นคืออะไร แต่ก็กินเข้าไปด้วยความอยากรู้ หลังจากนั้นเจอร์รี่ได้ถามว่า “แล้วยังไงต่อล่ะลุง” ลุงบอกว่า “เดี๋ยวลุงเอาหมวกกันน็อคมาให้” และเตือนว่า “ถ้าเห็นอะไรแล้วก็บอกลุง..”

      หลังจากดื่มกาแฟแก้วนั้น เจอร์รี่ก็ไปทำกิจกรรมตามปกติจนเสร็จ เขาเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์เพื่อไปเอาหมวกกันน็อคที่เก็บไว้ใต้เบาะ พอไขกุญแจเปิดเบาะขึ้นมา เจอร์รี่ก็ต้องช็อคกับภาพที่เห็น เพราะหมวกกันน็อคมีศีรษะคนอยู่ในนั้น! เจอร์รี่ตกใจแล้วอุทานว่า “ว้าว โคตรเท่!” และเรียกเพื่อนมาดู แต่เพื่อนกลับบอกว่าไม่เห็นอะไรเลย..

      วันรุ่งขึ้น เจอร์รี่ไปเล่าทุกอย่างให้ลุงสมฟัง ลุงสมจึงอธิบายว่า ผงที่ใส่ลงไปในกาแฟคือ ‘ผงเถ้ากระดูกผี’ ซึ่งจะช่วยเปิดประสาทให้เจอร์รี่สามารถมองเห็นผีได้ ส่วนหมวกกันน็อคคือหมวกที่ลุงสมสะสมมา เป็นของที่ได้มาจากอุบัติเหตุของคนที่เสียชีวิต

      เจอร์รี่รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเขาชอบเรื่องผี ลุงสมจึงชักชวนเขาไปบ้านของตน เจอร์รี่จึงชวนเพื่อนไปด้วยกัน เมื่อไปถึงบ้านลุง เจอร์รี่ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น เพราะมีของบูชาจำนวนมาก และสิ่งที่สะดุดตาคือ ‘หม้อดิน’ เจอร์รี่จึงถามลุงว่า

      “มันคืออะไรครับ?”

      ลุงตอบว่า “ลุงเลี้ยงผีไว้ตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ ในหม้อใบนี้คือผีตายโหงทั้งนั้น”

      และยังเล่าอีกว่าเมื่อก่อนตนนั้นรับจ้างทำไสยศาสตร์ แต่หลังจากเป็นนักการภารโรงก็ไม่ค่อยได้ทำแล้ว จะทำก็ต่อเมื่อมีคนมาจ้าง เมื่อได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งของที่อยู่ในบ้านของลุง เจอร์รี่และเพื่อนก็เชื่อสนิทใจ ว่าลุงนั้นเป็นหมอผีจริง ๆ

      ไม่นานหลังจากนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ได้ให้นักศึกษาจัดกิจกรรมภายในคณะ เจอร์รี่จึงคิดจะทำบ้านผีสิง เจอร์รี่ได้ว่าจ้างลุงสม 6,000 บาท เพื่อทำให้คนที่เข้ามาได้เห็นผีจริง ๆ ลุงสมตอบรับและบอกให้เจอร์รี่ไปต้มน้ำหวานไว้ข้างหน้าทางเข้าเพื่อจะใส่ผงที่เสกลงไป และเตรียมน้ำมนต์ที่ทางออก เพื่อให้ทุกอย่างจบลงที่ห้องนี้ นอกจากนี้ลุงสมได้กำชับและเตือนไว้ว่า ห้ามเปิดหม้อดินเพราะถ้าเปิดจะทำให้ผีหลุดออกมา แล้วลุงก็เขียนอักระไว้ตามประตู-หน้าต่างเพื่อกันวิญญาณออกจากห้องนี้  

      เมื่อกิจกรรมเริ่มขึ้น กลุ่มแรกที่เข้าไปเป็นรุ่นพี่ เจอร์รี่ได้ให้พวกเขากินน้ำหวานที่ทางเข้า พร้อมบอกว่า

      “พี่ค่อย ๆ เดินไปนะ พอถึงตรงออกให้เคาะประตูทางออก แล้วจะเปิดประตูให้”

      หลังจากที่พวกรุ่นพี่เข้าไป เจอร์รี่ได้สับสวิตช์ไฟเพื่อสร้างบรรยากาศให้น่ากลัวขึ้น สักพัก เสียงวี๊ดว้ายก็ดังออกมาจากห้อง พร้อมกับเสียงตะโกนว่า “ผีหลอก! ผีหลอก!”

      สาเหตุเกิดจากการที่เจอร์รี่แหกกฎไปเปิดหม้อที่ลุงห้ามไว้ เพราะอยากให้น่ากลัวขึ้นอีกและอยากให้บ้านผีสิงที่เขาสร้างเป็นที่จดจำว่าโหดที่สุด ในขณะนั้น รุ่นพี่ก็ยังคงกรี๊ดกร๊าดโวยวาย เคาะประตูทั้งทางเข้าและทางออก แต่เจอร์รี่ก็ยังไม่ยอมเปิด

      จนกระทั่งมีรุ่นพี่คนหนึ่งกลัวมาก ถึงขั้นกระโดดถีบหน้าต่างจนพังและปีนออกจากห้องที่อยู่ชั้นสองลงมาข้างล่าง ส่วนรุ่นพี่คนอื่นก็พากันเคาะประตูเสียงดังมากจนเจอร์รี่ต้องยอมเปิด พอเปิดออกมา พวกเขาก็วิ่งกรูกันออกมาจนทำให้น้ำมนต์ที่ตั้งไว้หกจนหมด! ทำให้ไม่มีใครได้กินน้ำมนต์ หลังจากนั้นนักศึกษาในคณะก็เห็นผีกันเกือบทั้งตึก เพราะผีหลุดออกจากห้อง!

      เมื่อรู้ว่ามีเหตุการณ์ผีหลุดเกิดขึ้น กลุ่มเจอร์รี่และเพื่อนที่ทำบ้านผีสิงก็เงียบกริบ เพราะรู้ว่าพวกตนเป็นต้นเหตุ พวกเขาไม่ยอมบอกใคร แต่แอบไปบอกลุงสมว่า

      “เดี๋ยวผมมาจ้างเพิ่มนะ ลุงช่วยเก็บผีไปให้หน่อย ตอนนี้มันเฮี้ยนมาก”

      ลุงสมตอบรับว่า “ได้ เดี๋ยวลุงจัดการเอง”

      เช้าวันรุ่งขึ้น ลุงสมมาทำงานตามปกติและรอที่จะทำตามที่รับจ้างมาในคืนนี้ ระหว่างนั้น เขายืนตัดต้นไม้อยู่หน้าตึก แต่แล้วก็มีรถเก๋งคันหนึ่งขับผ่านหน้าตึกอย่างช้า ๆ แต่เมื่อใกล้ถึงก็เหยียบคันเร่งจนชนลุงสมกระเด็น ส่งผลให้ลุงสมเสียชีวิตคาที่!

      ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันล็อคตัวคนขับ ปรากฏว่าเป็นนักศึกษาผู้หญิง เมื่อตำรวจมาสอบปากคำ ก็พบว่า นักศึกษาผู้หญิงคนนี้แค้นที่แฟนของเธอเคยจ้างลุงสมให้ทำคุณไสยให้สาวอื่นมาหลง จนสุดท้าย แฟนก็นอกใจ นักศึกษาหญิงคนนี้จึงตั้งใจมาทำร้ายลุงสมให้เจ็บตัว แต่ไม่คิดว่าลุงสมจะเสียชีวิต 

      สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีใครมาเก็บผี และกลุ่มนักศึกษาที่กินน้ำผสมเถ้ากระดูกก็เห็นผีหลอกจนอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ตึกก็เฮี้ยนขึ้นมาก นิมนต์พระมาทำพิธีแต่ก็ยังอยู่ไม่ได้ ส่วนเจอร์รี่ต้องดรอปเรียนไปบวชเพราะทนเห็นผีไม่ไหว  

      เรื่องนี้ทำเอาดีเจทั้งสองคนขนลุกไปตามกัน ถือว่าเป็นการเปิดประเดิมเรื่องแรกของปีในอังคารคลุมโปงที่ดีทีเดียว!

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากเเพรว นฤภรกมล 'เสียงใคร' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

25 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเเพรว นฤภรกมล 'เสียงใคร' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ’แพรว-นฤภรกมล’ นักแสดงจากซีรีส์ ‘อังคารคลุมโปง: เอ็กซ์ตรีม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘เสียงใคร’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย โดยคุณแพรวเล่าว่า ย้อนกลับไปสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิต วันนั้นตนอยู่ที่หอพัก โดยปกติแล้วระแวกนั้นจะมีการละหมาดทำให้มีเสียงสวด แต่จะทำเป็นเวลา ซึ่งคุณแพรวรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ก็ใช้ชีวิตไปแบบทุกวัน แต่ก็มีเรื่องผิดปกติก็คือ คุณแพรวไปซอยข้าง ๆ มหาวิทยาลัย แล้วเห็นคุณลุงคนหนึ่งนั่งขายของอยู่ที่พื้น นั่นก็คือ ‘ตุ๊กตาปิ๊กกาจู’ แล้วก็จะมีเสียงหลอน ๆ วางอยู่ที่พื้น คุณแพรวพูดกับเพื่อนว่า ”อยากช่วยลุงเขาซื้อ” จากนั้น เพื่อนตอบมาเล่น ๆ ว่า “มันเป็นตุ๊กตาผีสิงหรือเปล่า“ ในใจคุณแพรวก็คิดว่าเพื่อนจะพูดแบบนั้นขึ้นมาทำไม สุดท้ายคุณแพรวก็ซื้ออยู่ดี แล้วก็เอาตุ๊กตากลับมาที่ห้อง โดยปกติแล้ว ห้องไม่เคยมีเรื่องอะไรเลย แต่วันนั้นคุณแพรวกับเพื่อนกำลังจะนอน ระหว่างที่นอนเล่นโทรศัพท์กันอยู่ สักพักได้ยินเสียงที่ฟังไม่รู้เรื่อง ดูไม่มีความหมาย เหมือนเสียงสวดมนต์ และมันดังอยู่ในห้อง เพราะเสียงละหมาดที่เคยได้ยินบ่อย ๆ จะฟังกี่ครั้งก็รู้สึกว่ามันดังมาจากนอกห้อง แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าเสียงมันอยู่ในห้อง! ตอนแรกคุณแพรวก็คิดว่าเพื่อนแกล้ง เพราะปกติก็มีการเล่นกันอยู่บ้าง แต่จังหวะที่กำลังจะหันไป เพื่อนก็เขยิบตัวมาเบียดตน แล้วหันมาบอกว่า “มึง กูไม่ได้พูด” ตอนนั้นคุณแพรวรู้สึกเหมือนซีนในหนังมาก หลังจากนั้นก็ยืนขึ้น แล้วเปิดไฟ คุณแพรวก็พูดว่า “มันยังไงกันวะ” แล้วเพื่อนก็ตอบกลับว่า “หรือว่าเป็นเพราะตุ๊กตาที่ซื้อมา” ในใจก็คิดว่าเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมี แต่พอมีก็เกิดสิ่งนี้ คุณแพรวจึงเอาไปแอบไว้ในห้องเพื่อนในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องที่ห้องเพื่อน ปกติแล้วคุณแพรวจะนอนอยู่ 2 ห้องคือเพื่อนคนแรก กับเพื่อนคนที่ 2 มีวันหนึ่งที่ต้องออกไปทำงานแล้วนัดกับเพื่อนคนที่ 2 ว่าจะกลับมานอนที่ห้องด้วย (ห้องที่เอาตุ๊กตามาแอบ) แต่ปรากฏว่าไม่ได้กลับไป เพื่อนคนนั้นบอกว่าเห็นคุณแพรวเดินมาที่หัวเตียง แล้วก้มมามอง ตอนแรกคิดว่าเป็นคุณแพรว แต่พอมองดี ๆ กลับไม่ใช่ เขาเป็นคนผมยาว แล้วมองไม่เห็นหน้า และได้ยินเสียงคนเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ทั้งที่อยู่คนเดียว แล้วหลังจากนั้นห้องนั้นก็เจอเรื่องอยู่บ่อย ๆ ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าตุ๊กตานั้นไปอยู่ไหน แล้วก็ไม่รู้ว่าเสียงมากจากตุ๊กตาหรือไม่ แต่สำหรับตนแล้ว ตุ๊กตามันน่ารักมาก เพราะตอนไปซื้อก็มีหลายตัว แล้วเลือกหยิบมาแค่หนึ่งตัว จากนั้นก็ไม่เห็นลุงอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

01 มี.ค. 2024

3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณโก้’ ที่ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 กุมภาพันธ์ 2567) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวคุณโก้ตอนที่ขับรถไปรับผู้โดยสาร เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย!เรื่องที่หนึ่ง คุณโก้เคยทำอาชีพไรด์เดอร์ส่งอาหาร หลังจากเกิดอุบัติเหตุก็เปลี่ยนจากขับมอเตอร์ไซค์มาขับรถยนต์รับ-ส่งคนแทน วันหนึ่ง คุณโก้ได้ขับรถจากจังหวัดปราณบุรีกำลังจะเข้าหัวหิน ระหว่างทางได้เจอพระรูปหนึ่งกำลังเดินอยู่ข้างทาง คุณโก้จึงจอดรถแล้วถามพระว่า “หลวงพี่จะไปหัวหินหรือเปล่า ผมกำลังจะเข้าหัวหิน เดี๋ยวผมไปส่งถึงวัดเลย จะได้ไม่ต้องเดินเหนื่อย” หลังจากพูดคุยกันเสร็จ หลวงพี่ก็เปิดประตูด้านหลังแล้วก็ขึ้นไปนั่งข้างซ้าย ตลอดการเดินทาง พระท่านสวดมนต์แผ่เมตตาอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้คุณโก้รู้สึกสงสัย เพราะปกติคุณโก้ก็ไม่เคยรับผู้โดยสารที่เป็นพระมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรจนกระทั่งถึงวัด หลวงพี่ก็ได้เปิดประตูลงจากรถจากนั้นก็ชะโงกหน้าเข้ามาในรถแล้วพูดว่า “โยม โยมที่มากับเขาเนี่ย ลงมาเถอะไม่ต้องตามเขาไป ไม่ต้องจองเวรจองกรรมอะไรกับเขา เขาเป็นคนดี ลงมาอาตมาขอบิณฑบาตนะโยม” จากนั้นหลวงพี่ก็ปิดประตูรถแล้วเดินจากไป ทิ้งคุณโก้ให้อยู่กับความสงสัยคนเดียวในรถ แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ลงไปถามว่าหลวงพี่พูดอะไร พูดกับใคร นอกจากนี้ พี่แจ็คยังได้สอบถามคุณโก้ว่า “ก่อนหน้านั้นตอนที่อยู่บนรถคุณโก้มีความรู้สึกแปลก ๆ อะไรบ้างไหม” แต่คุณโก้ก็ไม่ได้มีอาการอะไร ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร คุณโก้จึงวิเคราะห์กับพี่แจ็คเล่น ๆ ว่า เป็นเพราะคุณโก้อัธยาศัยดี เวลาที่ผู้โดยสารขึ้น คุณโก้ก็จะพูดว่า “เชิญคร้าบ!” อาจจะมีสิทธิ์เป็นไปได้ที่จะมีวิญญาณขึ้นมาด้วยเรื่องที่สอง หลังจากวันนั้นเวลาผ่านไปไม่นาน คุณโก้ได้ไปรับผู้โดยสาร เมื่อไปยังจุดหมายที่จะรับผู้โดยสาร คุณโก้ก็เห็นมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน คนแรกเป็นผู้สูงอายุ คนที่สองเป็นผู้ชายวัยกลางคน คนที่สามเป็นผู้หญิงวัยกลางคน และคนสุดท้ายเป็นผู้หญิงอายุไม่มากเท่าไร ทั้งหมดขึ้นมาบนรถ โดยที่น้องผู้หญิงขึ้นมาก่อน และตามด้วย ชาย-หญิง วัยกลางคน แต่คุณป้าคนแก่ไม่ได้ขึ้นมาด้วย คุณโก้เข้าใจว่าอาจจะมายืนส่งขึ้นรถ จุดที่น่าสังเกตคือทั้ง 3 คนที่ขึ้นมาใส่ชุดดำหมดเลย แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ขับรถไปเรื่อย ๆ จนถึงที่หมาย ชายวัยกลางคนเปิดประตูลงไปก่อน ผู้หญิงลงตาม คุณโก้เช็คในแอปฯว่าจ่ายเงินแล้ว จึงกดเสร็จสิ้นการรับส่งในครั้งนี้ จากนั้นผู้โดยสารก็ปิดประตูแล้วคุณโก้ก็ขับรถออกไป คุณโก้ขับไปได้ยังไม่ถึง 1 กิโลเมตร ก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงร้องไห้มาจากเบาะข้างหลัง เขามองกระจกหลังและสิ่งที่เห็นคือ เด็กผู้หญิงผมสั้นนั่งกอดเข่าพิงเบาะรถมองออกไปนอกหน้าต่าง คุณโก้พยายามถามว่า “น้องทำไมถึงไม่ลง แล้วพี่ต้องทำยังไง จะให้ไปกลับไปส่งไหม” น้องผู้หญิงร้องไห้สะอื้นแล้วก็บอกว่า “กลับ ไป” คุณโก้ตอบกลับไปว่า “พี่ต้องกลับไปส่งน้องใช่ไหมเนี่ย มันเสียเวลาพี่นะ พี่ต้องทำมาหากินด้วยนะเนี่ย” แต่คุณโก้ก็กลับไปส่ง พอถึงที่หมาย ผู้ชายวัยกลางคนก็เปิดประตูรถแล้วพูดว่า “รู้ได้ยังไงเนี่ย ว่าผมลืมของไว้ ผมกำลังแจ้งที่ศูนย์เลยว่าช่วยตามรถให้หน่อย ผมลืมของไว้” แล้วคุณโก้ก็บอกว่า “ยังไม่มีใครแจ้งผมเลย ผมมาเองก็พี่ลืมน้องไว้” ผู้โดยสารอึ้งแล้วก็เข้ามาหยิบของออกไป แล้วก็บอกว่า “มาคุยกับผมก่อน” คุณโก้จึงลงจากรถ ผู้ชายคนนั้นก็ถามว่า “น้องคืออะไร” คุณโก้ตอบไปว่า “ก็พี่ขึ้นมา แล้วก็น้องขึ้นมา แล้วตอนลงไปผมก็นึกว่าลงไปหมดแล้ว เนี่ยผมก็วนมาส่ง” ผู้ชายคนนั้นจึงเปิดถุงกระดาษที่ลืมไว้แล้วบอกว่า “เนี่ย น้องผมอยู่ในนี้” ในถุงกระดาษนั้นมีตลับใส่อัฐิไว้ แล้วก็พูดอีกว่า “น้องเสียไปนานแล้ว คนที่ดูแลอัฐินี้ตลอดคือแม่ผม แล้วก็เมื่อ 2 วันก่อนแม่ผมเพิ่งเสีย” คุณโก้ตกใจจึงพูดว่า “เดี๋ยวนะ แม่เพิ่งเสีย ใช่ป้าที่มาส่งแล้วแต่งตัวแบบนี้ ใช่ไหม” ชายคนนั้นบอกว่า “ใช่ นั่นคือชุดสุดท้ายที่ผมใส่ไปในโลงให้กับคุณแม่ผม” พี่แจ็คก็ได้สอบถามว่า “แล้วหลังจากนั้นทำยังไง เพราะตอนนั้นก็ประมาณ 3 ทุ่ม แล้วต้องขับรถกลับจากหัวหินไปปราณบุรี” คุณโก้บอกว่า “ก็เปิดรายการผีฟัง” พี่แจ็คจึงถามว่า “แล้วกลับได้ใช่ไหม” คุณโก้ตอบกลับว่า “มันก็ต้องได้แหละ เพราะยังไงผมก็ต้องกลับ”เรื่องสุดท้าย วันหนึ่ง คุณโก้ขับรถจนถึงช่วงกลางคืน มีคนเรียกให้ไปรับตามปกติ พอไปถึงก็มีผู้หญิงวัยกลางคน เปิดประตูขึ้นมานั่งอยู่ด้านหลังฝั่งซ้าย วันนั้นคุณโก้ขับรถมาทั้งวันจึงรู้สึกอ่อนเพลีย สักพักก็รู้สึกว่าด้านหลังเบาะเหมือนมีอะไรดันอยู่ตลอด คุณโก้คิดว่ารถคงสะเทือน จากนั้นก็มีความรู้สึกว่าที่พิงเบาะข้างหลังเหมือนมีมือเล็ก ๆ เย็น ๆ ลูปที่คอ คุณโก้จึงเอาปกคอเสื้อขึ้นมาบังไว้แล้วก็ขับรถต่อ ผ่านมาสักพัก เหมือนมีลมมาเป่าที่หูซ้ายที ขวาที แล้วคุณโก้ก็ได้พูดออกมาว่า “อะไรวะเนี่ย!” ผู้โดยสารจึงกระแอมขึ้นมา แล้วทุกอย่างก็หยุดแล้วหายไป แม้คุณโก้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่เขาก็ขับรถต่อไป รถคุณโก้เป็นรถ 7 ที่นั่ง จึงพับเบาะหลังไว้เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ใส่กระเป๋าผู้โดยสาร คุณโก้มองกระจกหลังแล้วเห็นเด็กนั่งหันหลังแล้วขย่มรถอยู่! แต่รถคุณโก้ไม่ได้ขยับตาม คุณโก้ตกใจจึงจอดรถแล้วกำลังจะหันไปถามผู้โดยสาร แต่ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาก่อนว่า “พี่ขับไปเถอะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” คุณโก้รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ แน่นอน เมื่อถึงที่หมาย ผู้หญิงคนนี้ก็เปิดประตูแล้วพูดว่า “ ถ้าขับรถแล้วง่วงอะ อันตรายนะ นอนหลับให้เพียงพอ ที่พี่เห็นอะลูกหนูเอง” จากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็ลงจากรถปิดประตูแล้วก็ไปเลย คุณโก้ก็คิดในใจว่า สิ่งที่มาด้วยน่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่เธอเลี้ยงไว้ แล้วก็พามาด้วย สิ่งที่เขาทำ (ขย่มรถให้สะเทือน) น่าจะเป็นเพราะคุณโก้ง่วง จึงมาทำให้มีสติเพื่อที่จะให้แม่ของเขาปลอดภัย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

01 ธ.ค. 2023

เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

(Trigger Warnings : บทความนี้มีเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศ) เมื่อเราเป็นจุดต่ำสุดในครอบครัว แม่หลงเชื่อหมอดูจนโงหัวไม่ขึ้น ให้พ่อเลี้ยงมาข่มขืนลูกตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นตามที่หมอดูบอก สุดท้ายจึงตอบแทนแม่ด้วยคุณไสยสุดพิเศษเป็นของขวัญ เรื่องนี้ ‘คุณณัฐผี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤศจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตอบแทนด้วยคุณไสย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! คุณณัฐเล่าว่าเรื่องนี้ได้ฟังมาจาก ‘น้องบุ๋มร่างทรง’ เธอเป็นคนดูดวง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกดวง ใช้นามสมมติว่า ‘น้องเดียร์’ เธออยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์และเป็นวิทยาทานให้กับคนที่กำลังจะเชื่ออะไรแล้วไม่ได้ไตร่ตรอง ควรที่จะเชื่อแบบมีสติ และเรื่องนี้ฝากไปถึงคนที่มีลูก อยากให้รักลูกแบบไม่ลำเอียงให้รักลูกเท่ากันทุกคน เรื่องมีอยู่ว่า ครอบครัวของน้องเดียร์ มีแม่, พ่อเลี้ยง, น้องเดียร์, และน้องชาย แม่เป็นคนติดแอลกอฮอล์ ติดการพนัน โดยเฉพาะเรื่องการดูดวง แม่ชื่นชอบและติดมาก แม่จะเชื่อหมอดูอย่างไม่ลังเล ถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญของคนในครอบครัวนี้ ตัวน้องเดียร์คิดว่าตนนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ในอันดับด้วยซ้ำ เพราะน้องเดียร์ไม่เคยอยู่ในสายตาแม่เลย น้องเดียร์เกิดมาจากพ่อที่ทิ้งแม่ไป เธอเปรียบเสมือนกาฝากในครอบครัวนี้ ต้องเชื่อฟังแม่ตั้งแต่เด็ก ทำผิดอะไรแม่ก็จะตี หรือบางทีก็ถูกแม่ขังอยู่ในห้องไม่ให้ไปเรียน เวลาจะได้ของอะไรก็แล้วแต่ จะต้องเป็นของเหลือที่น้องชายไม่เอา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ถ้าน้องชายเลือกที่จะไม่กิน น้องเดียร์ถึงจะได้กิน ภาพจำที่น้องเดียร์จำได้คือ พ่อเลี้ยง แม่ และน้องชายนอนอยู่ในห้องเดียวกัน ไปกินอาหารด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ส่วนน้องเดียร์ต้องอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด และอีกภาพคือ แม่ขอเงินยายเพื่อที่จะไปซื้อเหล้าและไปเล่นการพนันอยู่บ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งบังคับยายยกสมบัติให้เพื่อที่แม่จะได้นำไปขาย แล้วเอาเงินมาเล่นการพนัน เอามาซื้อเหล้า พอหนักเข้า ยายไม่มี ยายก็ถูกแม่ตีจนแขนหัก จนยายต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ด้วยความที่แม่เป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงมาก ๆ ก็จะไปเสาะแสวงหาการดูดวงจากสถานที่ต่าง ๆ ถ้าหมอไหนที่ดูแล้วบอกว่าลูกชายพึ่งได้ แม่ก็จะบอกว่าหมอคนนี้แม่นถูกใจแม่ กลับกันถ้าหมอดูบอกว่าลูกสาวจะพึ่งได้ นั่นแสดงว่าหมอดูไม่แม่น และจะถูกแม่ด่าอยู่ตลอดเวลา อย่างที่บอกไปว่าแม่ชอบดูดวงมาก กระทั่งแม่ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนเทวดาในหัวใจแม่ แต่เป็นซาตานที่มาจากนรกสำหรับน้องเดียร์ ขั้นตอนการดูดวงกับหมอคนนี้คือการเอาดวงของพ่อน้องเดียร์, น้องเดียร์, และน้องชายไปดู หมอดูบอกว่าพ่อของน้องเดียร์อยู่ด้วยกันกับแม่ก็มีแต่จะเลิกกัน มีแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิต ดวงของพ่อน้องเดียร์เป็นด้วยตายโหง แม่ต้องอยู่เป็นหม้าย ดีแล้วที่เลิกกันไป ส่วนดวงของน้องเดียร์นั้น หมอดูบอกว่าเมื่ออดีตชาติน้องเดียร์เคยเกิดเป็นผู้ชาย เป็นโจรมาปล้นบ้านของแม่ และก็ฆ่าสามีในอดีตชาติของแม่ตาย พอมาชาตินี้น้องเดียร์ต้องมาเกิดเป็นลูกเพื่อมาชดใช้กรรมในอดีตที่ทำไว้ ส่วนลูกชายย้อนกลับไปในอดีตชาติเคยเป็นคู่รักของแม่ และก็เป็นคนที่อยู่ในตระกูลสูงส่งมีหน้ามีตา เป็นคนที่ฉุดแม่ขึ้นมาให้มีชื่อเสียง ให้กลับมามีหน้ามีตาในสังคมอีกครั้ง และยังบอกอีกว่าว่าในยุคปัจจุบันนี้ให้เลี้ยงลูกชายให้ดี ต้องตอบแทนบุญคุณเขาแล้ววันหนึ่งเมื่อลูกชายโตขึ้นเขาจะร่ำรวย หลังจากนั้นน้องเดียร์ก็บอกคุณบุ๋มว่า “พี่บุ๋มจำได้มั้ย ที่เดียร์เคยโทรมาปรึกษาพี่บุ๋มว่าสิ่งที่มันเกิดคืออะไร” คุณบุ๋มก็ได้เตือนน้องเดียร์ไปว่า “ถ้าสมมติว่าวันนึงน้องเดียร์มีชีวิตที่ดีแล้ว อย่าอาฆาตแม่ ให้อโหสิกรรมกับแม่ อย่าไปตามจองเวรจองกรรมซึ่งกันและกันอีก” น้องเดียร์ก็ถามคุณบุ๋มอีกว่า “พี่บุ๋มเห็นอะไรในตัวหนูมั้ย?” คุณบุ๋มตอบมาว่า “เห็นเด็ก” น้องเดียร์จึงบอกว่า “เดี๋ยวจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง” เรื่องนี้เกิดเมื่อตอนที่น้องเดียร์อายุ 15 ปี แม่ไปดูหมอดูคนเดิม หมอดูก็ย้ำเรื่องเดิมที่น้องเดียร์เป็นลูกที่เคยมาปล้นบ้านและฆ่าสามีแม่ในอดีตชาติ พอแม่รู้เรื่องนี้ น้องเดียร์ก็โดนด่าหนักว่าเดิม กลับกันพอเป็นน้องชาย แม่กลับโอ๋น้องตลอดเวลา จนเข้าอายุ 16 ปี น้องเดียร์เริ่มโตเป็นสาว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พ่อเลี้ยงเริ่มมองน้องเดียร์ด้วยสายตาที่คุกคาม เวลาแม่ไม่อยู่ จะชอบเรียกมาจับมือ มาโอบ มาลวนลาม น้องเดียร์ทนไม่ได้ จึงนำเรื่องนี้ไปคุยกับแม่ แต่แม่ตอบกลับมาว่า “มึงสมควรโดนแบบนี้แล้วแหละ” น้องเดียร์จุกในอกไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องก้มหน้ารับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้วแม่น้องเดียร์กลับร้อนใจที่คู่ชีวิตในปัจจุบันลวนลามลูก จึงไปหาหมอดูและถามว่า “ถ้าสามีฉันไปมีอะไรกับลูก จะติดใจลูกมั้ย?” หมอดูตอบกลับมาว่า “พ่อมันทำถูกต้องแล้ว” และอธิบายต่อว่า มันต้องทำแบบนี้เพื่อตัดกรรมเก่าที่น้องเดียร์เคยกระทำในชาติที่แล้ว ถ้าทำแบบนี้ชีวิตแม่จะดีขึ้นจะมีเงินทองเข้ามา ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายไป นอกจากนี้หมอดูยังย้ำว่าให้หาคนที่ดวงแข็งกว่าพ่อและน้องเดียร์มากระทำชำเราน้องเดียร์เพิ่มอีก ซึ่งหมอดูก็เสนอตัวเอง แม่ถามหมอดูต่อว่า “ถ้าผัวฉันได้กับเดียร์แล้ว จะติดใจเดียร์มั้ย?” เพราะแม่ก็กลัวว่าผัวตัวเองจะติดใจลูกและทิ้งตัวเอง หมอดูบอกว่า “ไม่ต้องกลัวให้ทำตามนี้ พอทำเสร็จแล้วให้มาหาเดี๋ยวจะทำเสน่ห์ให้ ขอแค่พาน้องเดียร์มาหา” หลังจากที่แม่กลับบ้านก็ไปเรียกเดียร์มาคุย เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ว่าหมอดูพูดอะไรบ้าง แล้วกำชับว่า “มึงจะต้องทำตามที่หมอดูบอก” ด้วยความที่น้องเดียร์ยังเป็นเด็กก็กราบขอร้องอ้อนวอนแม่ แต่แม่กลับบอกว่า “ยังไงมึงก็ต้องทำ” กาลเวลาผ่านไป น้องเดียร์ก็คิดว่าเรื่องนี้คงจะจบไปแล้ว พ่อกับแม่คงลืม จึงลดความระวังตัวลง แต่ก่อนที่พายุจะมา ทะเลมันจะสงบ น้องเดียร์บอกว่ามีอยู่วันหนึ่ง เธอป่วยเป็นไข้ นอนซมอยู่บ้านไม่มีแรง วันนั้นพ่อเลี้ยงเข้ามาข่มขืนน้องเดียร์ และที่สำคัญคือแม่แท้ ๆ ของตัวเอง ยืนดูพ่อเลี้ยงข่มขืนลูกตัวเองอยู่ด้วย น้องเดียร์พยายามที่จะสู้ พยายามที่จะขัดขืน แต่ก็ไม่มีแรงเพราะป่วย ประกอบกับด้วยเป็นแรงผู้ชาย พ่อเลี้ยงจึงกระทำจนสำเร็จ จากนั้นแม่ก็เดินเข้ามาแล้วพูดว่า “กูบอกมึงดี ๆ แล้ว มึงไม่ยอมทำ เพราะฉะนั้นมึงต้องโดนแบบนี้” และทั้งสองคนก็เดินออกไปนั่งกินเหล้าคุยกันอย่างมีความสุข ปล่อยให้น้องเดียร์นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว.. ในตอนนั้นเอง น้องเดียร์รู้สึกหมดสิ้นทุกอย่างแต่ก็ต้องกัดฟันสู้ คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องหนีออกจากที่นี่ให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแม่จะต้องพาไปหาหมอดูเป็นแน่ จึงตัดสินใจออกจากบ้านไปหายาย ซึ่งบ้านยายที่ย้ายไปก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านน้องเดียร์ พอไปถึงน้องเดียร์ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ยายฟัง ยายร้องไห้และขอโทษน้องเดียร์ที่ไม่สามารถช่วยน้องเดียร์ได้ แต่ถ้าน้องเดียร์มาอยู่บ้านยายยังไงแม่ก็ต้องมาตามอยู่ดี ยายจึงส่งน้องเดียร์ไปอยู่กับน้องสาวยายที่ใต้ ยายบอกว่ายายส่งน้องเดียร์ไปที่ใต้ได้ แต่ยายไม่มีเงินส่งเรียนได้เมื่อไปถึง น้องสาวยายเอ็นดูน้องเดียร์จึงส่งเสียให้ได้เรียน น้องเดียร์บอกว่าตอนที่ไปอยู่ที่นั่น เหมือนได้รับรู้คำว่า ความรัก ความอบอุ่นของครอบครัว และการมีสังคม มันเป็นอย่างไร หลังจากอยู่ใต้ประมาณ 4 เดือน น้องเดียร์ก็ได้รับรู้ว่าตัวเองท้อง จึงเล่าให้น้องคุณยายฟังว่าถูกพ่อเลี้ยงทำอะไร และบอกว่าอยากเอาเด็กออก เพราะยังไม่พร้อมและอยากมีอนาคตที่ดี คุณยายจึงพาน้องเดียร์ไปหาหมอ พร้อมบอกถึงสาเหตุของการตั้งครรภ์ พอหมอรู้สาเหตุว่าโดนข่มขืน หมอจึงตรวจโรคเพิ่มเติม ผลออกมาว่าน้องเดียร์ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนแรง และมีผลกับเด็กในท้องจึงยุติการตั้งครรภ์ในที่สุด หลังจากนั้น น้องเดียร์ก็มีแฟน ซึ่งเป็นแฟนคนแรกในชีวิต น้องเดียร์รักผู้ชายคนนี้มาก แต่ก็รู้สึกว่าอยากบอกเรื่องราวในชีวิตทั้งหมดให้เขาได้รู้ จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นไป พอผู้ชายคนนี้ฟังจบก็รู้สึกโมโหเป็นเดือดเป็นร้อนแทนน้องเดียร์ แล้วถามน้องเดียร์ว่า “อยากแก้แค้นมั้ย?” น้องเดียร์จึงตอบว่า “อยาก” หลังจากนั้นสองอาทิตย์ แฟนน้องเดียร์ก็พาไปสถานที่หนึ่ง มีหลายคนมานั่งรอเพื่อพบอาจารย์ท่านนี้ บางคนก็มาทำเสน่ห์ บางคนก็มาสัก พอถึงคิวน้องเดียร์ น้องเดียร์รู้สึกว่าเหมือนเขารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นอย่างไร จากนั้น อาจารย์ก็หันมาถามว่า “มึงแน่ใจแล้วนะ ที่มึงจะทำแบบนี้ อีนั่นก็แม่มึงนะ แต่ส่วนพ่อเลี้ยงมึงกูไม่สนใจอยู่แล้ว” เดียร์ตอบไปว่า “หนูมั่นใจแล้ว หนูคิดมาดีแล้ว” จากนั้น อาจารย์ก็ทำของใส่ให้ โดยวิธีการทำของก็คือ อาจารย์ขอวันเดือนปีเกิด ปีนักษัตรของแม่และพ่อเลี้ยงไป เดียร์จำของแม่ได้แต่จำของพ่อเลี้ยงไม่ได้ แต่หมอดูก็บอกว่า “ไม่เป็นไรเอาเท่านี้พอ เดี๋ยวจะส่งผีที่เลี้ยงไว้ไปจัดการ” วิธีการก็คือให้เขียนชื่อ แล้วเอาชื่อไปฝังอยู่ที่ทางสามแพร่ง เอาไปอยู่ใต้พระอกแตก แล้วก็เอาไปทิ้งในท่อน้ำทิ้ง น้องเดียร์ขอไม่บอกขั้นตอนในการทำให้ชัดเจน รวมถึงว่าต้องจ่ายด้วยอะไร.. สิ่งที่เกิดขึ้นสามเดือนต่อจากนั้นคือ น้องเดียร์ได้รู้ข่าวจากยายว่าพ่อเลี้ยงโดนแทงในบ่อน ส่วนแม่น่าจะเครียดเรื่องพ่อ สติไม่ดีและหวาดกลัวตลอดเวลา ที่สำคัญคือแม่เดินแก้ผ้าเอามือล้วงอวัยวะเพศแล้วเอามาเลียเหมือนคนวิกลจริต ยายคิดว่าเป็นผลกรรมที่พ่อเลี้ยงและแม่ทำกับน้องเดียร์ แต่ถึงอย่างนั้น น้องเดียร์บอกว่า ถึงจะได้แก้แค้นสำเร็จ แต่ลึก ๆ แล้ว ผลกรรมที่ทำกับแม่ตัวเองจะตามมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่เดียร์ก็พร้อมที่จะรับกรรมนั้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปขอเนื้อคู่ที่ไต้หวัน แต่ดันโดนตามกลับมาจับ...ถึงประเทศไทย! สิ่งนี้คือคำใบ้สู่รักแท้หรือเพียงแค่ประสบการณ์ขนหัวลุกส่วนบุคคล

30 มิ.ย. 2023

ไปขอเนื้อคู่ที่ไต้หวัน แต่ดันโดนตามกลับมาจับ...ถึงประเทศไทย! สิ่งนี้คือคำใบ้สู่รักแท้หรือเพียงแค่ประสบการณ์ขนหัวลุกส่วนบุคคล

วันนี้ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจแนน’ รับหน้าที่จัดรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 มิ.ย. 66) เช่นเคย คนที่โทรมาเล่าเรื่องราวในครั้งนี้ชื่อว่า ‘คุณแบงค์’ เขามาพร้อมกับภารกิจตามหารักแท้ ซึ่งต้องแลกมากับเรื่องเขย่าขวัญในค่ำคืนนี้ ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันเลย! เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา คุณแบงค์อาศัยอยู่ในคอนโดที่พึ่งสร้างขึ้นใหม่ เขามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสถานที่แห่งนี้ ‘คลีน’ ซึ่งหมายความว่า ไม่น่าจะมีอะไรน่ากลัวอาศัยอยู่ เขากับน้องสาว 1 คนพักด้วยกันที่ห้องบนชั้น 14 ของตึก ด้วยความที่คอนโดแห่งนี้อยู่ในตัวเมืองและคุณแบงค์เองก็นอนอยู่ฝั่งข้างที่ติดผ้าม่าน เขาจึงสามารถเห็นบริเวณภายในห้องตอนกลางคืนผ่านแสงที่ส่องผ่านเข้ามา ในคืนหนึ่งขณะที่คุณแบงค์กำลังนอนหลับอยู่ เขาฝันว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะบุกเข้ามาในห้อง ได้ยินเสียงเหมือนมีคนวิ่งบนหลังคา ทุบห้อง ข่วนห้อง คล้ายพยายามจะทำให้เขากับน้องกลัว และมันก็ได้ผลจริง ๆ ในฝันน้องสาวบอกให้แกล้งหลับกัน เพื่อหลอกตัวอะไรก็ตามที่กำลังพยายามจะพังเข้ามาในห้อง แล้วพอเขาข่มตาหลับลง ‘มัน’ ก็ได้เข้ามาในห้อง! เขาสัมผัสได้ถึงสิ่งนั้นที่ลอยผ่านตัวเขาไปมา แล้วสักพักหนึ่งก็มีเหมือนเศษผ้าปาดผ่านหน้าเขาไป ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแส้หางม้า ทันใดนั้นน้องสาวคุณแบงค์กรีดร้องและพูดขึ้นว่า “มีอะไรไม่รู้มาจับอวัยวะเพศ” คุณแบงค์รับรู้ว่ามีมือเล็ก ๆ นุ่ม ๆ มาจั๊กจี้ที่รักแร้ของเขาและในเวลาต่อมาก็มาตะครุบอวัยะเพศของเขา! คุณแบงค์ตกใจจนตื่นขึ้นจากฝัน ณ ขณะนั้นห้องทั้งห้องของเขาก็เปลี่ยนจากสีดำมืดเป็นสีแดงเหมือนกับห้องเชือด ตัดภาพไปด้านซ้ายของเขา ฝั่งที่เป็นผ้าม่าน เขาเห็นลิงหน้าสีแดงสดกำลังแหวกม่านโผล่หัวของมันเข้ามา ระหว่างเขากับลิงตัวนี้อยู่ห่างกันเพียงเมตรเดียวเท่านั้น เขาไม่รู้จะทำอะไรจึงได้แต่นอนนิ่ง ๆ อยู่ประมาณ 10 นาที ก่อนจะเริ่มตกตะกอนทางความคิดกับตัวเองได้ว่า ไม่ว่าสิ่งนี้จะเป็นคน ผี ปีศาจ สัตว์ประหลาด หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็ไม่น่าจะใช้ของไทยแน่นอน! “หรือว่าจะเป็นของที่เราเอาเข้ามา” คุณแบงค์คิดกับตัวเอง พอเขาเริ่มตั้งสติได้ จึงขยับตัวสะบัดผ้าม่านและผ้าห่ม สักพักห้องของเขาจากสีแดงก็กลับกลายเป็นความมืดดังเดิม หน้าของเจ้าจ๋อที่เขาเห็นก็ค่อย ๆ เลือนหายไปตามลำดับ ดีเจแนนถามคุณแบงค์ว่าน้องสาวของเขาเห็นเหมือนกับที่เขาเห็นด้วยรึเปล่า คุณแบงค์จึงตอบกลับว่าตอนแรกเขาคิดว่าน้องน่าจะเห็นด้วย แต่พอถามถึงเรื่องลิงตัวนี้ตอนเช้า น้องสาวของเขากลับตอบว่า เธอนั้นหลับอยู่ตลอดเวลาไม่รู้เรื่องอะไรเลย เหมือนกับว่าสิ่งที่คุณแบงค์เห็นและประสบพบเจอในค่ำคืนนั้น มีเพียงแต่เขาคนเดียวที่สัมผัสถึงได้ ดีเจทั้งสองพยายามสอบถามคุณแบงค์ต่อว่า แล้วคุณแบงค์พอจะทราบที่มาที่ไปของลิงตัวนี้หรือไม่ คุณแบงค์ก็บอกว่าเมื่อเขากลับมาย้อนนึกดูแล้วก็พบว่าคืนนั้น เขาได้เอาวัตถุมงคลชิ้นหนึ่งสอดไว้ใต้หมอนก่อนนอน ย้อนไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา คุณแบงค์พึ่งจะเลิกกับแฟน ประจวบเหมาะกับจังหวะที่เขาไปเที่ยวที่ไต้หวันกับเพื่อนพอดี เขาเดินทางไปวัดหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการขอพรเกี่ยวกับความรัก สิ่งที่เขาได้กลับมาจากวัดในวันนั้นคือด้ายแดง ขณะที่เขาไปขอพรเขาก็สัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ เช่นเดียวกันกับเพื่อนของเขา เพื่อนของเขาได้ขอพรว่า หากแฟนคนที่อยู่ด้วยกันในปัจจุบันเป็นคนที่ใช่จริง ก็ขอให้คบกันไปตราบนานเท่านาน แต่ถ้าไม่ใช่คู่กันจริงก็ขอให้เลิกกันโดยเร็วที่สุด แล้วหลังกลับจากไต้หวันได้สองสัปดาห์ เพื่อนของเขากับแฟนก็เลิกกัน... คุณแบงค์ได้อธิษฐานขอคนรักพร้อมบอกชื่อที่อยู่ของตนไปด้วย เขาเลยสันนิษฐานน่าจะเป็นเรื่องนี้นี่เองที่ทำให้เทพท่านมาหาเขาตอนกลางคืน เขาคิดว่าท่านน่าจะมาหาเขาเพื่อ ‘ดูตัว’ อย่างไรก็ตาม เขาก็รู้ในภายหลังว่าวัดแห่งนั้นที่เขาไปไหว้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันเลย แต่ทั้งเพื่อนที่เป็นหมอดูที่เป็นเพื่อนของเขามีข้อเสนอว่า ลิงตัวนี้อาจมาในลักษณะของการเป็นคำใบ้บอกถึงเนื้อคู่ของเขา และเมื่อลองตรวจตามปีนักษัตร เขาสามารถวิเคราะห์ได้เบื้องต้นว่าอาจเป็นคนอายุ 19 หรือ 31 ปี แต่เรื่องนี้คุณแบงค์ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อในทันทีว่ามันเป็นเหมือนที่เขาคิดไว้ คงต้องรอดูกันไปเรื่อย ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-