เรื่องเล่าจากครูตรี ‘ห้องนั้น...ยังมีคนอยู่’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากครูตรี ‘ห้องนั้น...ยังมีคนอยู่’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

10 ก.ค. 2025

          ‘ครูตรีมีเรื่องเล่า’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนของ ‘เกด’ นักเรียนตัวแทนแข่งขันวิชาการ ที่ต้องไปแข่งขันต่างจังหวัด นำไปสู่การค้างคืนจนเจอดี เพราะห้องนี้มี…อยู่ด้วย!! เกดจะต้องเจอกับอะไร? สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 มิถุนายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ห้องนั้น…ยังมีคนอยู่’

          ย้อนกลับไปในสมัยที่ครูตรีพึ่งจะได้เป็นครูใหม่ ๆ มีนักเรียนคนหนึ่ง เธอชื่อ ‘เกด’ เป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีทุน หากต้องการทุนหรือสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนต้องไปทำการแข่งขัน เช่น การแข่งขันวิชาการหรืองานประดิษฐ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเกดต้องไปแข่งขันวิชาการระดับจังหวัด โดยจะมีการเดินทางข้ามจังหวัด โรงเรียนมีให้ 2 ทางเลือกคือ

          1. ไปค้างคืน แต่ต้องนอนค้างที่โรงแรม

          2. ไป-กลับ แต่ต้องมาถึงโรงเรียนเวลาตีสามครึ่ง

          ในสมัยนั้น การเดินทางไป-กลับเป็นเรื่องที่ยากลำบาก จึงเลือกทางที่หนึ่งและให้โรงเรียนเจ้าภาพจัดหาที่พักให้ ทางโรงเรียนเจ้าภาพจึงจัดห้องไว้ให้ 6 ห้อง คือห้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- 6 เผื่อโรงเรียนอื่น ๆ จะมาพักด้วย ทีมจากโรงเรียนเกดมีทั้งหมด 5 คน เป็นคุณครู 2 คน และนักเรียน 3 คน

          เมื่อถึงวันที่ต้องเดินทาง ก็มีรถตู้สภาพค่อนข้างเก่ามารับ ขณะเดินทางเกิดฝนตกหนัก รถตู้หลังคารั่วทำให้นักเรียนต้องย้ายไปนั่งกันเป็นกระจุก เมื่อรถเลี้ยวเข้าตัวอำเภอก็ได้แวะร้านสะดวกซื้อให้นักเรียนลงไปซื้อของ ช่วงนั้นฝนตกปรอย ๆ จึงมีเพียงเกดคนเดียวเท่านั้นที่ลงไปซื้อ ผ่านไปไม่นาน ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกดต้องวิ่งฝ่าฝนขึ้นรถ จนตัวเปียกชุ่มอยู่นานนับชั่วโมงกว่าจะถึงโรงเรียน

          เมื่อถึงโรงเรียนก็รีบไปลงทะเบียนรับห้องพักเพื่อที่จะได้รีบเปลี่ยนชุด ซึ่งเกดได้เป็นห้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และในช่วงนั้นตรงกับวันหยุดปิดเทอมจึงไม่มีนักเรียนคนอื่นนอกจากเด็กที่มาแข่งขัน

          บรรยากาศในห้องนี้มีกลิ่นอับจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ชื้นจากฝนตก รอบ ๆ มีฝุ่นเขรอะเนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียน ทำให้ไม่มีนักเรียนเข้ามาใช้งาน และไม่ได้ทำความสะอาด เมื่อเดินเข้าไปก็เจอที่นอน ซึ่งเป็นฟูกเบาะสีเขียวเรียงอยู่หน้ากระดานดำทั้งหมด 5 อัน จากนั้น นักเรียนและคุณครูก็เอาของไปเก็บประจำที่ และปล่อยให้พักผ่อนตามอัธยาศัย โดยตกลงกันว่าจะเจอกันอีกครั้งเวลา 16.00 น. เพื่อไปเดินดูสถานที่จริงในการแข่งขันของวันพรุ่งนี้

          เมื่อถึงเวลา 16.00 น. ทุกคนเดินไปดูสถานที่ โดยห้องที่ใช้สอบวิชาการจะต้องเดินข้ามสนามไป ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตึกห้องพัก เมื่อทราบห้องแข่งแล้ว เกดก็เกิดอาการปวดหัว เริ่มมีไข้ อาจเป็นเพราะตากฝนแล้วตากแอร์เป็นเวลานาน ครูจึงให้กลับไปพักผ่อนก่อน ส่วนอีก 3 คนยังคงไปกับครูเพื่อดูสถานที่ต่อ

          ระหว่างที่เกดเดินทางกลับห้องพักนั้น เกดเห็นลุงคนหนึ่งคล้ายภารโรงกำลังหาของอยู่ในห้องเก็บของขนาดใหญ่ของโรงเรียน จึงจะเข้าไปช่วยหาแต่เกิดอาการปวดหัวเสียก่อน ทำให้เปลี่ยนใจไม่เข้าไป

          เวลาล่วงเลยไปถึงเวลา 17.00 น. ฟ้ายังไม่มืด เกดจึงไม่ได้เปิดไฟและนอนหลับไป ผ่านไปไม่นานก็มีเสียงแว่วว่า

          “หนูหนาว”

          เกดพยายามบอกตัวเองว่าไม่มีอะไร สักพักก็มีเสียงแว่วอีกรอบว่า

          “หนูหนาว”

          เกดยังไม่ปักใจเชื่อ จากนั้นก็มีเสียง ครืดด ครืดด เป็นเสียงลากเก้าอี้เข้ามาใกล้กระดานดำ ซึ่งเป็นบริเวณที่เกดนอนอยู่ เธอจึงตัดสินใจลืมตา ปรากฏว่าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานั้นมีเพื่อนโรงเรียนอื่นเข้ามาพักห้องข้าง ๆ พอดี เกดคิดในแง่ดีว่าอาจจะเป็นเสียงจากห้องข้าง ๆ จึงพลิกตัวนอนหงายและหลับต่อ

          เวลาล่วงเลยไปนานจนกระทั่งเกดรู้สึกว่ามีน้ำเย็น ๆ หยดลงบนใบหน้า แต่ก็คิดว่าฝ้ารั่วจึงขยับที่นอน ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อลืมตากลับเห็นเป็นผู้ชายหน้าบวม ตาแดง  ยืนก้มหน้าลงมาจ้องอยู่ น้ำที่หยดใส่หน้าก็เป็นน้ำจากผู้ชายคนนี้ เกดพยายามขยับตัวก็ทำไม่ได้ จะกรี๊ดก็ไม่ได้ จึงพยายามเกร็งและหันหน้าหลบ แต่ก็พบเข้ากับต้นตอเจ้าของเสียง “หนูหนาว” เป็นเด็กผู้ชายยืนอยู่ข้าง ๆ ลักษณะบวมน้ำไม่ต่างจากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า!

          โชคดีที่จู่ ๆ ก็มีเสียงเปิดประตู-เปิดไฟ ซึ่งเป็นคุณครูและเพื่อนกลับมาพอดี ทำให้ทั้ง 2 ร่างนี้หายไป เกดตั้งสติได้ก็โผเข้ากอดครูทันที เธอร้องไห้และเล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง ครูก็เชื่อทุกอย่าง จึงสั่งให้เกดไปนั่งรวมตัวกับเพื่อนและครูจะไปหาคำตอบให้ ครูไปถามทุกคนที่พอจะเกี่ยวข้อง ตั้งแต่คุณครูโรงเรียนนี้ ป้าแม่บ้าน ภารโรง ฯลฯ เขากลับตอบว่าไม่เคยมีใครเจอเรื่องนี้ในโรงเรียน จะเป็นไปได้มั๊ยที่นักเรียนป่วยจึงคิดไปเอง ครูจึงไม่กล้าเถียงต่อ และปล่อยเหตุการณ์ครั้งนี้ไป

          เช้าวันแข่งขันวิชาการ ตามกำหนดการหากชนะจะมีการมอบรางวัลเวลา 15.30 น. แต่ผลกลายเป็นทุกคนตกรอบแรก สามารถกลับบ้านได้ ครูจึงประสานรถตู้โรงเรียนให้มารับแต่รถกลับไม่ว่าง ต้องรอให้ถึงเวลาที่กำหนด ระหว่างรอมีโรงเรียนที่เป็นทางผ่าน ครูจึงขออนุญาตเขาติดรถกลับไปด้วย เขาตอบตกลง ระหว่างนั่งบนรถก็พูดคุยว่าการแข่งขันพลาดตรงไหน จนเข้าสู่เรื่องเมื่อคืน..

          “เมื่อวานนี้ลูกศิษย์ของหนูถูกผีหลอก”

          ครูเล่าเรื่องให้อีกโรงเรียนฟัง ปรากฏว่ามีครูคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า

          “น่าจะเป็นยิ่ง”

          ทุกคนทำหน้าสงสัย ครูจึงบอกว่าเคยอยู่ที่นี่มาก่อนจะแต่งงานและย้ายไป

          เรื่องเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2554 จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่น้ำท่วมสูงมิดหลังคา ในปีนั้นน้ำไหลเร็วมาก ‘ยิ่ง’ คือเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนนี้ ช่วงนั้นปิดเทอมมีการดูแลโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ ยิ่งจึงพาลูกมาด้วย ลูกก็วิ่งเล่นตามประสาเด็ก แต่เมื่อน้ำมายิ่งออกตามหาลูกเพื่อที่จะพากลับบ้าน แต่กลับหาไม่เจอ จากนั้นทุกคนก็อพยพกันไปหมด หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบไปจนน้ำลดและเมื่อมีการเข้ามาเคลียร์พื้นที่ก็พบศพของยิ่งและลูกอยู่ในห้องชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หรือห้องพักของเกดนั่นเอง ความจริงที่ห้องนั้นอับและชื้นเป็นเพราะห้องตรงนั้นไม่ได้มีการเปิดใช้งาน เนื่องจากอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

          คุณครูไม่พูดจบแค่นี้ ยังพูดขึ้นมาว่า

          “ดีนะ ไม่เจอลุงชัด”

          ทุกคนบนรถสงสัยว่าคือใคร ?

          ‘ลุงชัด’ เป็นพ่อของยิ่งซึ่งเป็นภารโรงของโรงเรียนนี้ หลังจากยิ่งและหลานตาย เขาก็ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ทำงานได้ระยะหนึ่งก็ลาออกไป ก่อนลาออกได้มีการตามหากรอบรูปที่มี ลุงชัด ยิ่งและลูก ที่ถูกถ่ายในวันพ่อ ภาพนี้หายไปช่วงน้ำท่วม นอกจากนี้ พวกโต๊ะเก้าอี้ที่ผุพังจากน้ำท่วมจะถูกรวมไว้ในห้องเก็บของขนาดใหญ่ทั้งหมด ลุงชัดจะมาค้นหาภาพทุกวัน ทุกคนก็เข้าใจได้ เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่พอจะทำให้ยิ่งและหลานยังอยู่ในความทรงจำของลุงชัด

          วันหนึ่งในช่วงปิดเทอม ครูเวรเดินตรวจโรงเรียนก็พบว่าลุงชัดนอนเสียชีวิตอยู่ในห้องเก็บของด้วยโรคประจำตัว สภาพขึ้นอืดเนื่องจากเสียชีวิตไปหลายวัน หลังจากเคลียร์เรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่โรงเรียนต้องเจอคือไม่ว่าใครที่กลับเย็น-ค่ำ จะพบกับลุงภารโรงเดินไปมาเหมือนหาอะไรบางอย่าง ครั้งหนึ่งเคยมีเหตุการณ์เด็กลืมการบ้านไว้จึงกลับมาเอาในตอนเย็น แต่ห้องดันปิดแล้ว เดินลงมาเจอกับลุงภารโรงจึงวิ่งไปขอให้เปิดห้องให้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือลุงภารโรงหันมาพร้อมกับใบหน้าที่เละ เด็กช็อคร้องไห้วิ่งกลับไปหาพ่อ จนไข้ขึ้น ไม่นานก็ลาออกจากโรงเรียนไป หลังจากนั้นช่วงเย็นก็จะไม่มีใครเดินไปแถวห้องเก็บของเลย เกดจึงบอกว่า

          “จริง ๆ หนูก็เจอเหมือนกัน ดีที่ปวดหัวจึงไม่เดินเข้าไปทัก”

          หลังจากนั้นเวลาเกดไปแข่งขันวิชาการจะเลือกการแข่งแบบไปเช้าเย็นกลับเสมอ ไม่ค้างคืนที่โรงเรียนไหนอีกเลย..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณกรณ์ VG13 ‘หมู่บ้านออนเซ็น’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

27 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณกรณ์ VG13 ‘หมู่บ้านออนเซ็น’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

อยากทำให้ความสัมพันธ์กับภรรยาดีขึ้น ด้วยการไปออนเซ็น ที่ภรรยาชอบ แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อไปเจอศาลที่แปลกตา และดันปากไวทักไปว่า “สกปรก” หลังจากนั้นเรื่องราวสุดหลอนที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นไม่หยุด…! ไปติดตามเรื่องเล่าของ ‘คุณกร’ ที่ได้นำเรื่อง ‘หมู่บ้านออนเซ็น’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! คุณกรได้เล่าว่า.. เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อนของคุณกรที่ชื่อ ‘คุณแมน’ (นามสมมติ) รู้สึกว่าชีวิตคู่ระหองระแหง คุณแมนจึงชวนคุณหญิง(ภรรยา) ไปเที่ยวออนเซ็นที่ประเทศญี่ปุ่นเพราะคุณหญิงชอบ และคิดว่าการไปเที่ยวครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่จะได้เชื่อมความสัมพันธ์กันอีกครั้ง ก่อนไปก็ฝากลูกไว้กับแม่ จากนั้นคุณแมนก็จองตั๋วเครื่องบินทันที ส่วนที่พักคุณแมนตั้งใจจะไปจองเมื่อไปถึงเพื่อจะเซอร์ไพรส์คุณหญิง ช่วงที่ทั้งคู่ไปเป็นช่วงที่ยังมีฝนตกอยู่ คุณแมนและคุณหญิงจึงเลือกนั่งรถบัสไปลงที่จุดหมาย เมื่อไปถึงก็พบว่าหมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านออนเซ็นที่มีบ่อออนเซ็นอยู่หลายบ่อ และที่พักเป็นแบบบ้านเช่าเรียวกัง สไตล์ญี่ปุ่นเก่า ๆ ที่ประกาศอยู่บนเว็บไซต์ ระหว่างทางที่เดินไปยังบ้านพัก คุณแมนก็สังเกตได้ว่า ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาก็ไม่มีคนอยู่ และบ้านบริเวณนั้นเป็นบ้านร้าง เมื่อคุณแมนและคุณหญิงเดินไปถึงบ้านพัก ก็พบกับกุญแจบ้านที่เจ้าของวางไว้ให้หน้าประตู ในคืนแรกทั้งสองคนได้พักผ่อนกันตามปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช้าวันรุ่งขึ้น คุณแมนและคุณหญิงเลือกที่จะเดินตามแผนที่ ที่บอกตำแหน่งที่ตั้งของบ่อออนเซ็น และไปแช่บ่อออนเซ็นจนถึงเย็น ระหว่างที่เดินทางกลับมาบ้านพัก สายตาของคุณแมนมองไปเห็นศาลที่ตั้งอยู่ เป็นศาลหินเก่า ๆ ที่มีลักษณะแปลกตา ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ และด้วยความแปลกตาคุณแมนและคุณหญิงจึงลองเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ พอได้เห็นใกล้ ๆ ก็พบว่าเป็นตุ๊กตาผู้หญิง สวมชุดกีโมโนสีขาวหนึ่งตัว กำลังนั่งคุกเข่า ผมยาว ทั้งตัวค่อนข้างม่อมแมม ในตอนนั้นคุณแมนได้คิดในใจว่า ‘แปลกมาก ทำไมถึงมีตุ๊กตาแบบนี้อยู่ในศาสนา’ คุณแมนจึงสะกิดคุณหญิงให้ดูตุ๊กตาตัวนี้ด้วยเหมือนกัน แล้วพูดว่า “ดูดิ แปลกมากเลย แล้วดูตัวสกปรกด้วยอะ ไม่น่าเอาตุ๊กตาสกปรกแบบนี้มาตั้งในศาลเลย ดูน่ากลัวมาก” คุณแมนพูดขึ้นแบบไม่ได้คิดอะไร และเดินเข้าไปในหมู่บ้านเหมือนเดิม และคืนที่สอง ช่วงเวลาประมาณ 4-5 ทุ่ม ในขณะที่คุณแมนกำลังหลับอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงร้อง เสียงคนพูด แต่ลักษณะของเสียงคล้ายกับเสียงลมพัด และเสียงฝน คุณแมนจึงคิดว่าอาจจะเป็นเสียงของคุณหญิง และพยายามที่จะพลิกตัวไปดู แต่ตัวของคุณแมนที่นอนหงายอยู่ก็เหมือนถูกล็อกเอาไว้ และรู้สึกหายใจไม่ออกเหมือนมีอะไรกดทับอยู่บริเวณหน้าอก ในเวลาเดียวกันนั้นคุณแมนก็รู้สึกเหมือนมีเส้นผมริ้ว ๆ สัมผัสเข้าที่ใบหน้า พร้อมกับเสียงร้องที่ดังขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ในตอนนั้นคุณแมนคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรดี ตัวของคุณแมนเองก็อยากลืมตาขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอาจจะเป็นคุณหญิงที่พลิกตัวมา และเอาเส้นผมมาสัมผัสที่ใบหน้าของเขา คุณแมนเริ่มคันที่หน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ และรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก จึงพยายามฝืนแรงลืมตาขึ้นมา เมื่อลืมตาขึ้นมา ทุกสิ่งก็มืดสนิท แต่ด้วยความที่ยังรู้สึกคันหน้า คุณแมนจึงพยายามสะบัดหน้าไปมา ทันใดนั้นคุณแมนรู้ได้ทันทีว่า ที่เห็นว่ามืดสนิทนั้นต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่นอน คุณแมนจึงเงยหน้าขึ้นไปบนเพดาน เส้นผมที่ติดอยู่ที่หน้าของคุณแมนก็เริ่มถอยออกและยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงเพดาน และเห็นเป็นหน้าของผู้หญิงกำลังจ้องมองมาที่คุณแมน โดยจ้องมาด้วยสายตาที่โกรธจัด ดวงตาแดงก่ำ หน้าซีดขาว คอยาว ส่วนลำตัวที่กดตัวของคุณแมนไว้ เป็นผู้หญิงใส่ชุดกิโมโนสีขาวสกปรก เมื่อเห็นอย่างนั้น คุณแมนจึงตกใจเป็นอย่างมากและกรี๊ดออกมาสุดเสียง เพื่อที่จะให้ตัวเองหลุดจากการถูกกด และเมื่อหลุดออกมาได้แล้ว คุณแมนก็หันไปหาคุณหญิงเพื่อปลุกทันที แต่พอหันไปแทนที่จะเป็นใบหน้าของคุณหญิง ก็กลับกลายเป็นใบหน้าของผู้หญิงที่กดตัวคุณแมนไว้ ที่กำลังจ้องมาด้วยสายตาโกรธจัด คุณแมนจึงตกใจจนสะดุ้งลุกขึ้น และรีบไปตามหาคุณหญิง คุณแมนเลื่อนประตูทุกบานที่เปิดได้ภายในบ้าน โดยหวังว่าจะพบคุณหญิง และตะโกนเรียกคุณหญิง แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ซึ่งข้างนอกฝนก็ยังคงตกอยู่ คุณแมนพยายามมองไปทั่วบ้าน เพื่อจะหารองเท้าแต่ก็พบว่ารองเท้าได้หายไป ดังนั้นคุณแมนคิดว่าคุณหญิงอาจจะออกไปข้างนอก จึงหาไฟฉายกับร่ม และเปิดประตูออกไปข้างนอกทันที เมื่อส่องไฟฉายออกไปข้างนอกก็มืดสนิท มีแต่ไฟฉายของคุณแมนเท่านั้นที่สว่างอยู่ และส่องไปอีกไกล ๆ ที่บริเวณต้นไม้ก็เห็นเป็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ คุณแมนก็คิดในใจว่า ‘จะใช่ภรรยาของเขาหรือเปล่า’ คุณแมนค่อย ๆ เดินเข้าไป และตะโกนเรียกชื่อคุณหญิงไปด้วย เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นชัดขึ้น และตรงนั้นก็เป็นคุณหญิงที่ยืนอยู่หน้าศาล ทั้งตัวเปียก ยืนก้มหน้า และตัวก็แกว่งซ้ายขวาไปมาอยู่แบบนั้น คุณแมนจึงเดินเข้าไปเขย่าตัวคุณหญิง พร้อมกับตะโกนเรียก “หญิง! หญิงเป็นอะไร! หญิง!” คุณแมนทำแบบนั้นอยู่นานกว่าที่คุณหญิงจะรู้สึกตัว เมื่อคุณหญิงรู้สึกตัวก็ตกใจว่า ตัวเธอเองมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ในขณะที่หลับอยู่ คุณหญิงได้ฝันว่า มีผู้หญิงหน้าตาดี ชวนให้เดินออกมาตรงนี้ แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเดินออกมาจริง ๆ พอได้สติคุณแมนและคุณหญิงจึงรีบกลับมาที่บ้านพัก เมื่อมาถึงทั้งคู่ก็ไม่มีใครกล้านอนจนถึงเช้า เช้าวันต่อมาคุณแมนและคุณหญิง ยังรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคิดว่าทั้งคู่ฝันไป แต่ด้วยแพลนที่จะต้องไปเที่ยวบ่อออนเซ็นในวันนี้ คุณแมนและคุณหญิงจึงตัดสินใจที่จะไปเที่ยวกันต่อ และพยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน พอตกเย็น คุณแมนและคุณหญิงก็กลับมาบ้านพัก ระหว่างทางเดินกลับเมื่อถึงจุดตั้งศาลตุ๊กตากิโมโน เพียงแค่คุณแมนมองไป ก็เกิดอาการปวดหัวอย่างหนัก เจ็บคอ และไข้ขึ้นสูง ทั้งคู่ตัดสินใจเรียกรถโรงพยาบาล เมื่อไปถึงจึงได้ให้ประกันประสานงานกับทางโรงพยาบาล และสรุปได้ข้อว่าต้องนอนที่โรงพยาบาล 2 คืน แต่ด้วยอาการของคุณแมนที่แย่ลง ทำให้ต้องจองตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทยทันที เมื่อถึงประเทศไทย อาการของคุณแมนก็ยังไม่ดีขึ้น คอที่รู้สึกเจ็บก็เริ่มเป็นหนองกลืนน้ำลายลำบาก จนต้องส่งเข้าห้อง ICU ส่วนคุณหญิงที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับเหตุการณ์นี้ จึงได้โทรหาพี่สาวที่เป็นคนมีเซ้นส์เรื่องวิญญาณ เพราะคุณแมนมีอาการนอนเพ้อพูดว่า ‘กลัวแล้ว กลัวแล้ว’ และเมื่อพี่สาวคุณหญิงมาถึงหน้าห้อง ICU ก็พูดขึ้นมาว่า “มีผู้หญิงผมยาว ใส่ชุดสีขาวสกปรก ยืดจ้องหน้าแฟนเธออยู่นะ ไปทำอะไรมาหรือเปล่า ทำไมเขาตามมา เขาเป็นใคร ดูเหมือนเขาจะไม่พูดภาษาไทย แล้วยังโกรธมากด้วย” ได้ยินดังนั้น คุณหญิงจึงเล่าเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่สาวฟัง พี่สาวคุณหญิงจึงพยายามที่จะสื่อสารกับวิญญาณและบอกกับคุณหญิงว่า “ผู้หญิงคนนี้โกรธมาก แล้วต้องการเอาชีวิตคุณแมนให้ได้ เขาโกรธมากที่ไปดูถูกเขา” คุณหญิงจึงถามว่า “ไปดูถูกอะไร” พี่สาวจึงบอกว่า “ก็ไปยืนดูถูกเขา เหมือนไปเหยียดหยามเขาที่หน้าศาล เขารับไม่ได้ เขาจะเอาชีวิตไปให้ได้ และยังไปนอนในบ้านของเขาอีก” และเมื่อสื่อสารกันไปมาก็ได้รู้ว่า ผู้หญิงคนนี้เคยผิดหวังในความรัก เธอตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยการผูกคอในห้องนอนของตัวเอง ในบ้านหลังนั้น ทำให้วิญญาณของผู้หญิงคนนี้เฮี้ยนมาก คนที่เคยอยู่ในหมู่บ้านนั้นก็เริ่มทยอยออกกันทีละหลังจนไม่เหลือใคร คนในหมู่บ้านพยายามหาหมอผีมาปราบแต่ก็ไม่ได้ผล จึงได้สร้างศาลขึ้นมาและเอาตุ๊กตากิโมโนญี่ปุ่นที่เปรียบเหมือนตัวแทนของผู้หญิงคนนั้นเอาไปไว้ในศาล เมื่อวันเวลาผ่านไปจึงไม่ค่อยมีคนมาดูแล จึงทำให้สกปรกจนมาถึงปัจจุบัน และด้วยความเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หลาย ๆ คนในหมู่บ้านจึงปล่อยให้บ้านแต่ละหลังเป็นบ้านเช่าสำหรับนักท่องเที่ยว พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด คุณแมนและคุณหญิงเลยได้ทำการขอขมากรรมอยู่บ่อยครั้ง ที่ไปดูถูก เหยียดหยามผู้หญิงคนนั้น และอาการของคุณแมนก็ค่อย ๆ ดีขึ้น จากเหตุการณ์นี้ทำให้คุณแมนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องผี ก็เชื่อขึ้นมาทันที(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

28 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

เรื่องราวที่สะเทือนใจทำให้เป็นคนกลัวผีมากจนถึงทุกวันนี้ กลับเรื่องราวที่เพียงไปเข้าห้องน้ำตอนบ่าย กลายเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกของรุ่นพี่ในวันนั้น แทนที่ทุกอย่างจะจบลงพร้อมพิธีไว้อาลัย แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวชวนขนลุกที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เอก ตายเเน่ [23 มิ.ย.2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ ‘คุณเป็ดน้อยลูกหมอผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นปมฝังใจ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนเองหวาดกลัวเรื่องผีมาจนถึงทุกวันนี้ โดยก่อนเริ่มเล่าคุณเป็ดน้อย กล่าวขออภัยที่อาจเล่าด้วยน้ำเสียงสั่น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ยังคงจำได้ขึ้นใจ และไม่เคยกล้าเล่าให้ใครฟังมาก่อนเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่ คุณเป็ดน้อยกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งในเวลานั้นยังแทบไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ โรงเรียนที่เรียนอยู่มีลักษณะอาคารเป็นรูปตัวยูคว่ำ โดยห้องเรียนของตนเองอยู่ฝั่งซ้ายของอาคาร ในสมัยนั้นหากนักเรียนขออนุญาตออกจากห้องเรียนไปเข้าห้องน้ำระหว่างคาบมักจะถูกเพื่อนล้อเป็นเรื่องปกติ แต่ในวันเกิดเหตุ คุณเป็ดน้อยปวดท้องอย่างหนักจนไม่สามารถทนได้ จึงจำเป็นต้องขออนุญาตครูออกไปเข้าห้องน้ำ แม้บริเวณฝั่งซ้ายจะมีห้องน้ำอยู่ แต่ค่อนข้างสกปรก จึงตัดสินใจเดินข้ามไปยังห้องน้ำฝั่งขวา ซึ่งเป็นโซนของนักเรียนชั้นโต และสะอาดกว่าเส้นทางดังกล่าวต้องเดินผ่านแนวกำแพงที่ติดกับบ้านเรือน ผ่านโรงยิม ก่อนจะถึงห้องน้ำ ระหว่างที่กำลังเดินผ่านบริเวณโรงยิม จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นว่า “ตัก…ตุบ” เสียงนั้นทำให้คุณเป็ดน้อยสะดุ้งตกใจ และรีบหันกลับไปมองก่อนจะพบรุ่นพี่นักเรียนชั้น ป.6 คนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นในสภาพได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง มีเลือดเปรอะเปื้อนตามร่างกาย จากลักษณะเหตุการณ์จึงคาดว่ารุ่นพี่น่าจะตกลงมากระแทกพื้นด้วยศีรษะ ภาพที่เห็นทำให้ คุณเป็ดน้อยตกใจอย่างมาก เพราะบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตนเองไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงร้องไห้ดังลั่นมาจากชั้น 3 ของอาคาร เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงร้อง ก่อนจะหันกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง คุณเป็ดน้อยกลับเห็นภาพที่ชวนขนลุกยิ่งกว่าเดิม ร่างของรุ่นพี่ยังคงนอนอยู่บนพื้น แต่กลับมีชายอีกคนยืนอยู่ข้างร่างนั้น เมื่อเพ่งมองให้ชัด จึงพบว่าคนที่ยืนอยู่ คือรุ่นพี่คนเดียวกันกับที่นอนอยู่บนพื้นเขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ช่วยกู…ช่วยกู” คุณเป็ดน้อยยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถขยับตัว หรือเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้ จากนั้นรุ่นพี่จึงพูดประโยคสุดท้ายว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” เพียงสิ้นเสียงนั้น สติของคุณเป็ดน้อยก็หลุดหายไปทันที เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าอาจารย์กำลังเข้ามาจับตัว และเรียกสติ ขณะเดียวกันสิ่งที่ตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ทันได้ทำ เพราะด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ทำให้ “ราดเลอะหมดเลย” หลังจากวันนั้น คุณเป็ดน้อยกลับจำเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ ราวกับความทรงจำในวันนั้นถูกลบหายไปจากสมอง รุ่งเช้าวันถัดมา ระหว่างพิธีเคารพธงชาติ โรงเรียนได้จัดพิธีไว้อาลัยให้กับรุ่นพี่ที่เสียชีวิต เพื่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ คุณเป็ดน้อยกลับตอบได้เพียงว่า “จำอะไรไม่ได้เลย” ทั้งที่ตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในจุดเกิดเหตุเวลาผ่านไปจน คุณเป็ดน้อยศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และกำลังจะย้ายไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแห่งใหม่ ในวันงานปัจฉิมนิเทศเพื่อน ๆ ได้หยิบยกเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาพูดอีกครั้ง พร้อมถามว่า “จำได้ไหม สมัยเราอยู่ ป.2 ป.3 มีรุ่นพี่คนหนึ่งตกลงมา” จากนั้นเพื่อนจึงเล่าว่า สาเหตุที่รุ่นพี่เสียชีวิตเป็นเพราะในช่วงเวลานั้นบริเวณหน้าต่างของอาคารยังไม่มีที่กั้น ขณะที่รุ่นพี่ขึ้นไปนั่งอยู่ริมหน้าต่าง คาดว่าอาจกำลังแคะฟัน หรือทำอะไรบางอย่างก่อนจะสะดุ้ง และพลัดตกลงมา เพื่อน ๆ หลายคนต่างวิ่งเข้าไปดู และร้องไห้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะหันมาบอก คุณเป็ดน้อย ว่า “เอ้า แกก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น” แต่ คุณเป็ดน้อยยืนยันว่าตนเองจำเรื่องราวในวันนั้นไม่ได้เลย กระทั่งเพื่อน ๆ เล่าต่อว่า หลังจากเกิดเหตุ เวลาช่วงพลบค่ำ หรือช่วงที่โรงเรียนเริ่มเงียบ คนที่กลับบ้านดึกมักจะได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้ หรือบางคนก็เห็นเด็กผู้ชายมายืนอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อได้ยินเรื่องเล่าเช่นนั้น เพื่อนบางคนกลับรู้สึกท้าทาย และชวนกันว่า“อยากรู้ว่าพี่เขาเป็นยังไง เราลองเล่นผีถ้วยแก้วกันไหม”เพราะวันนั้นเป็นวันสุดท้ายก่อนทุกคนจะแยกย้ายไปเรียนต่อคนละที่ แม้เพื่อน ๆ จะพยายามชักชวน แต่คุณเป็ดน้อยยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เล่นอย่างเด็ดขาด เพราะรู้สึกหวาดกลัวบริเวณดังกล่าวมาตลอด แม้เพียงเดินผ่านก็ยังรู้สึกขนลุก จึงคาดว่าลึก ๆ แล้วอาจมีบางอย่างฝังอยู่ในความทรงจำ แม้จะนึกไม่ออกก็ตาม สุดท้ายเพื่อน ๆ จึงพากันไปเล่นผีถ้วยแก้ว ส่วนคุณเป็ดน้อยไม่ได้ร่วมเล่น แต่เดินออกมายืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บริเวณหน้าโรงยิม ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เคยเกิดเหตุ โดยไม่ทันรู้ตัวว่าได้กลับมายืนอยู่ในสถานที่เดิมอีกครั้งระหว่างที่ คุณเป็ดน้อยกำลังยืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังขึ้นอีกครั้ง “ตัก…ตุบ” เสียงเดียวกับที่เคยได้ยินในวันเกิดเหตุ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนักเรียนคนหนึ่งนอนอยู่ใกล้กับจุดที่เพื่อน ๆ กำลังนั่งเล่นผีถ้วยแก้ว ในขณะที่เพื่อนทุกคนกลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ และต่างพูดขึ้นว่า “เฮ้ย ไม่เห็นมีอะไรเลย พี่เขาจะมีจริงไหม” แต่ในสายตาของคุณเป็ดน้อย กลับเห็นร่างของรุ่นพี่ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ทีละน้อย แต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้เลย ขณะเดียวกันความทรงจำที่เคยเลือนหายก็เริ่มค่อย ๆ ย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ไม่นานหลังจากนั้น รุ่นพี่ก็เอื้อมมือไปแตะที่แก้วบนกระดานผีถ้วยแก้ว ก่อนที่แก้วจะเริ่มเคลื่อนที่ ทำให้เพื่อนที่กำลังเล่นอยู่ต่างตกใจและพูดขึ้นว่า “ใครขยับวะ” จากนั้นตัวอักษรบนกระดานก็ค่อย ๆ เรียงต่อกันเป็นประโยคว่า “ทำ ไม มึง ไม่ ช่วย กู” ทันทีที่เห็นข้อความดังกล่าว คุณเป็ดน้อยถึงกับตกตะลึง เพราะไม่เคยเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองพบเจอในวันนั้นให้ใครฟังมาก่อน เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาเชื่อว่าตนเองจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แต่เมื่อเห็นข้อความนั้น ความทรงจำในอดีตก็ถาโถมกลับเข้ามาอย่างชัดเจนขณะที่เพื่อน ๆ ต่างพากันพูดด้วยความสงสัยว่า “เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมมันต้องเป็นคำนี้วะ” ในขณะที่ทุกคนกำลังแตกตื่น คุณเป็ดน้อย กลับเห็นรุ่นพี่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน และเมื่อสบตา ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นในหัวว่า “ทำไมมึงไม่ช่วยกู” จากนั้นรุ่นพี่ก็ค่อย ๆ เดินมายืนอยู่ข้าง ๆ ทำให้คุณเป็ดน้อย ตกใจอย่างรุนแรงจนทรุดตัวล้มลงต่อหน้าเพื่อน ๆ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น คุณเป็ดน้อย ยิ่งหวาดกลัวสถานที่ดังกล่าวมากกว่าเดิม หากมีโอกาสกลับไปที่โรงเรียน ก็จะเดินเฉพาะฝั่งซ้ายของอาคารเท่านั้น และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่กล้าเดินไปยังฝั่งขวา หรือเข้าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุอีกเลย คุณเป็ดน้อย สันนิษฐานว่า สาเหตุที่รุ่นพี่พูดว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” อาจเป็นเพราะในวันเกิดเหตุตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในบริเวณนั้น แต่กลับยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เนื่องจากในเวลานั้นยังเป็นเพียงเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเกิดอาการช็อกกับภาพที่เห็น โดยจุดที่รุ่นพี่ตกลงมานั้นอยู่ห่างจาก คุณเป็ดน้อยเพียงประมาณ 3 เมตรครึ่ง อีกทั้งในช่วงจังหวะแรกที่รุ่นพี่ตกลงมา และหันมาสบตาคุณเป็ดน้อย เชื่อว่ารุ่นพี่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะเสียชีวิตลงต่อหน้าต่อตา อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป ความทรงจำในวันนั้นกลับเลือนหายไปทั้งหมด และเพิ่งย้อนกลับมาอีกครั้งในวันที่เพื่อนชวนเล่นผีถ้วยแก้ว จากเหตุการณ์ทั้งหมดจึงทำให้ คุณเป็ดน้อยกลายเป็นคนที่กลัวผีอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ปัจจุบัน คุณเป็ดน้อยยังคงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับมูลนิธิคนตาบอด ก่อนจะตัดสินใจนำเรื่องราวนี้มาเล่า พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยกล้าพูดถึง เพราะทุกครั้งที่ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นก็ยังคงทำให้รู้สึกหวาดกลัวไม่ต่างจากเดิม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

คู่รักเดินหลงเข้าไปในป่าจนเจอกระท่อมจึงหยุดพัก แต่กลับเจอ 2 ลุงนายพรานประหลาดหลอกผีจนวิ่งหนีไป! สักพักเจ้าหน้าที่ก็ตามมาที่กระท่อม พบว่า 2 ลุงนายพรานคือนักโทษหนีคดี สุดท้ายแล้ว ดันเป็นสองลุงนายพรานนั่นแหละ ที่โดนผีหลอก!

04 ก.ย. 2023

คู่รักเดินหลงเข้าไปในป่าจนเจอกระท่อมจึงหยุดพัก แต่กลับเจอ 2 ลุงนายพรานประหลาดหลอกผีจนวิ่งหนีไป! สักพักเจ้าหน้าที่ก็ตามมาที่กระท่อม พบว่า 2 ลุงนายพรานคือนักโทษหนีคดี สุดท้ายแล้ว ดันเป็นสองลุงนายพรานนั่นแหละ ที่โดนผีหลอก!

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปกางเต็นท์ในอุทยานแห่งหนึ่ง แล้วดันมีคู่รักเดินหลงหายเข้าไปในป่า เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเร่งค้นหา สุดท้ายก็ไปเจอสองลุงนายพรานที่ทำตัวน่าสงสัยในกระท่อมกลางป่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อนั้น ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำความหลอนกลางป่าลึกมาเล่าไว้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปงX’ (29 สิงหาคม 2566) ที่ผ่านมาแล้ว ตามไปอ่านพร้อมกันเลย!พี่แจ็คบอกว่าผู้ที่นำเรื่องเล่ามาถ่ายทอดคือ ‘คุณวิน’ ซึ่งมีพี่ชายชื่อว่า ‘พี่ชาติ’ ทำงานอยู่ที่อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง พี่ชาติเล่าว่าต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ทางผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานได้รับแจ้งจากกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 5-6 คนที่เข้าไปกางเต็นท์ในอุทยานว่าเพื่อนในกลุ่มหายไป เจ้าหน้าก็สอบถาม ทางกลุ่มวัยรุ่นก็บอกว่า พวกเขามาเที่ยวกันหลายคน มี 2 คนที่เป็นแฟนกัน ชื่อว่า ‘ต้น’ และ ‘แอน’ ตัวผู้หญิงอย่างแอนอยากจะไปทำธุระส่วนตัวจึงขอให้ต้นไปด้วยกัน แต่เวลาผ่านไปสักพัก ทั้ง 2 คนก็ไม่มีวี่แววจะกลับมา เพื่อนในกลุ่มช่วยกันเรียกหาเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ พวกเขาจึงรีบออกมาเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่อง ก็ขอให้กลุ่มวัยรุ่นพาไปที่จุดสุดท้ายที่ยังเห็น 2 คนนั้น เมื่อเดินตามเข้าไปยังเส้นทางที่ทั้ง 2 คนใช้เดินเข้าไปในป่าก็เจอกับจุดตัดที่เป็นหน้าผาข้างล่างเป็นน้ำ จึงคิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ที่ 2 คนนี้อาจจะพลาดลื่นตกลงไปในน้ำ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังค้นหาบริเวณน้ำข้างล่างด้วย แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ ผู้ใหญ่บ้านจึงถามเจ้าหน้าที่ว่ารัศมีที่จะลอยออกไปมันจะไปที่ไหนได้บ้าง ไปทางหมู่บ้านได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่จึงบอกว่าทางที่น้ำไหลไปนั้นไม่ใช่ทางหมู่บ้านมันเป็นทางเข้าป่า แต่จะมีจุดหนึ่งที่มีกระท่อมอยู่ข้างในป่า ไม่แน่ว่าทั้ง 2 คนนั้นอาจจะไปอยู่ที่นั่นก็เป็นได้ จึงแบ่งกำลังออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกยังค้นหาในรัศมีเดิม อีกกลุ่มจะมีพี่ชาติ ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ออกค้นหาตามทางที่ไปกระท่อมเมื่อตัดภาพกลับมายังฝั่งผู้สูญหายอย่างคุณแอนและคุณต้น ทั้ง 2 เดินเข้าไปหาที่ทำธุระส่วนตัวกันในป่าที่ทั้งรกทั้งชื้นท่ามกลางแสงสลัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นตกลงไปในน้ำ เป้ที่สะพายมาด้วยก็หลุดและไหลไปตามน้ำ ทั้งคู่พยายามกระเสือกกระสนเอาตัวรอดเพื่อขึ้นจากน้ำและพยายามจะเดินกลับไปทางเดิม แต่เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่ป่า เดินยังไงก็หลงทิศ จนกระทั่งเจอกระท่อมร้าง เมื่อเปิดเข้าไปก็มีข้าวของที่ไม่ได้ใช้มานานแล้ว ทั้งคู่จึงตกลงกันว่าจะพักอยู่ที่นี่ก่อนเพราะเวลามืดแล้ว แต่คุณแอนที่เป็นผู้หญิงก็กลัว ทั้งเรื่องของสัตว์ป่าและคุยกันว่า “คืนนี้เราจะเจอผีมั้ย?” สิ้นเสียงนี้ประตูกระท่อมก็เปิดอ้าทันที! ร่างของผู้ชายกำยำหน้าตาดุดันมีอายุลักษณะคล้ายนายพรานก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเข้ามาแล้วถามว่า “พวกมึงเป็นใคร! เข้ามาในกระท่องนี้ได้ยังไง!” ทั้งสองตกใจกลัวและรีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เมื่อเล่าจบ ‘ลุงดำ’ นายพรานคนนั้นก็บอกว่า “ตอนแรกนึกว่าเป็นโจรเข้ามาขโมยของ เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ก็เลยเดินตามมาดู” เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ลุงดำจึงอาสาพาทั้งสองไปส่งในตอนเช้า จากนั้นก็บอกว่าจะไปหาอะไรมาให้กิน และบอกทิ้งท้ายไว้ว่า “ถ้าลุงออกไป ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ห้ามทัก ห้ามเปิดประตู ห้ามทำอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ตัวเองเป็นอันตรายเด็ดขาด เพราะนอกจากสัตว์แล้ว.. ที่นี่ผีดุมาก!” จากนั้นลุงดำก็ออกจากกระท่อมไป ทั้งสองคนสงสัยว่าทำไมลุงดำต้องย้ำเรื่องผีขนาดนี้ จึงพยายามคุยกันเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย แต่ไม่นาน ประตูกระท่อมก็เปิดออกมาทันทีอีกครั้ง! เป็นลุงดำที่เปิดประตูเข้ามา ลุงดำยืนค้างนิ่งอยู่อย่างนั้น ทั้งคู่ตกใจสบถกันไปคนละทาง แต่ลุงดำกลับพูดขึ้นมาว่า “พวกมึงเป็นใคร เข้ามาในนี้ได้ยังไง ใครอนุญาตให้เข้ามา!” คุณต้นและคุณแอนสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงบอกไปว่า “เดี๋ยว ๆ เมื่อกี้พวกเราก็เจอลุงแล้วไง ลุงบอกว่าให้พวกเราอยู่ตรงนี้ก่อน พรุ่งนี้เช้าลุงจะไปส่ง แล้วลุงก็ออกไปหาอะไรมาให้พวกเรากินไง” แต่พอคุยไปคุยมา ลุงที่เดินเข้ามาก็บอกว่า “มึงเจอละ คนที่พวกมึงเจอคือพี่ชายข้าชื่อดำ ไอ้ดำน่ะมันตายไปนานแล้ว! บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านของดำด้วย เขาเป็นคนหวงบ้านมาก แต่คงไม่เป็นไรหรอก เขาคงพยายามจะช่วยแหละ ไม่ต้องกลัว ๆ” ถามไถ่ไปมาก็ได้ความว่าลุงคนนี้ชื่อ ‘ลุงแดง’ ตอนเช้าลุงจะพาไปส่ง ส่วนตอนนี้ให้รออยู่ในกระท่อม ลุงจะออกไปหาอะไรมาให้กิน และย้ำกับทั้งคู่ว่า “ห้ามเปิดประตู ล็อคประตูไว้ด้วย ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามทัก เพราะที่นี่ผีดุมาก” พูดเหมือนกันเป๊ะ! เมื่อลุงแดงออกไป ทั้งคู่ก็ล็อคประตู ระหว่างนั้นก็คุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ทันไรประตูก็เปิดออกอีกครั้ง! เป็นลุงแดงที่ถือจานข้าวเข้ามา “อ่ะนี่ เอาข้าวมาให้” ทั้งคู่ก็บอกว่า “ตกใจหมดเลยลุง ขอบคุณละลุงแดงที่เอาข้าวมาให้” ลุงได้ยินก็ตกใจแล้วบอกว่า “แดงไหน! ข้าชื่อดำ! แดงมันไข้ป่าตายไปแล้ว! โดนมันหลอกแล้ว” (พี่แจ็คเล่าเสริมอีกว่าลุงแดงและลุงดำเป็นฝาแฝดกัน ถ้าไม่เห็นในที่สว่างก็คล้ายกันมาจนแยกไม่ออก) คุณแอมและคุณต้นได้ยินเข้าก็งงหนักมากกว่าเดิม จึงบอกไปว่า “ลุง! ขอโทษนะคะ พวกเราไม่อยู่ละดีกว่า” ทั้งคู่รีบออกมาจากกระท่อมหลังนั้น แต่ก็เจอลุงนายพรานยืนอยู่หน้ากระท่อม! เหตุการณ์ตอนนี้คือมีลุงคนนึงยืนอยู่หน้ากระท่อม และอีกคนอยู่ข้างในกระท่อม ทั้งคู่ยืนเถียงกันไปมาว่า “มึงจะมาแย่ง 2 คนนี้ไปจากกูไม่ได้ กูเห็นก่อน กูจะเอามันไปอยู่ด้วย!” ลุงในกระท่อมก็บอกว่า “กูก็ไม่ยอมเหมือนกัน กูจะกินมัน!” คุณแอมและคุณต้นได้ยินก็ตกใจวิ่งเตลิดหายไป พร้อมกับเสียงหัวเราะของลุงทั้งสองคน!หลังจากคุณแอมและคุณต้นหายลับเข้าไป ลุงดำก็บอกกับลุงแดงว่า “แดง มึงไปเอากระเป๋าที่มึงเก็บไว้มา” ปรากฏว่าทั้งสองคนนี้เป็นโจรฝาแฝดที่สะกดรอยตามมายังกระท่อมและแอบฟังว่าคุณแอมและคุณต้นคุยอะไรกัน เมื่อได้ความว่าเป็นคนหลงทาง ซ้ำยังกลัวผี และในกระเป๋าที่พวกตนเก็บได้นั้นมีของมีค่าอยู่จึงออกอุบายหลอกเหยื่อ ระหว่างที่กำลังรื้อกระเป๋าอยู่นั้น ก็มีเสียงกลุ่มคนเดินมา เป็นเสียงของเจ้าหน้าที่กับผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง ลุงแดงกับลุงดำก็รีบเอากระเป๋าไปซ่อนไว้ใต้แคร่ในกระท่อมแล้วออกมาต้อนรับหน้าตาเฉย ผู้ใหญ่บ้านก็เอ่ยทักไปว่า “อ้าว มาได้ยังไง ทำงานอยู่ในเมืองไม่ใช่เหรอ กระท่อมนี้เป็นของพ่อข้า ไม่เคยเข้ามาเลยนะ” ลุงทั้งสองก็ตอบกลับว่า “พวกเราอยากมาดูว่ากระท่อมที่นี่มันเป็นยังไง ก็เลยพากันมา” จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เอารูปของคุณแอมและคุณต้นให้สองลุงดู ลุงทั้งสองรีบปฏิเสธทันทีว่าไม่เคยเห็น แต่เจ้าหน้าที่ก็เห็นพิรุธเหล่านั้น จึงเข้าไปค้นในกระท่อมก็เจอกระเป๋าที่ซ่อนไว้ จึงถามไปว่า “นี่มันกระเป๋านักท่องเที่ยวชัด ๆ ไปเอาของแบบนี้มาจากไหน?” สองลุงอึกอักและบอกว่า “พวกเราเก็บได้จากน้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นของใคร ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ขโมยใครมานะ” ผู้ใหญ่บ้านจึงบอกให้นายพรานทั้งสองคนช่วยเจ้าหน้าที่ค้นหาคนหายเพราะทั้งสองเชี่ยวชาญพื้นที่บริเวณนั้นมาก ระหว่างนั้นก็มีเสียงวอ (วิทยุสื่อสาร) บอกว่า “เจอ 2 คนที่หายแล้ว เจออยู่ในน้ำ น่าจะเสียชีวิตไปหลายวันแล้ว” ลุงนายพรานสองคนก็มองหน้ากันเลิ่กลัก เจ้าหน้าที่เห็นความผิดปกติอีกครั้งก็เค้นถามว่า “ทำไมต้องตกใจด้วย ไหนบอกไม่รู้จักไง” สุดท้ายสองลุงนายพรานก็ยอมเปิดปากว่า ที่จริงแล้วนั้น ลุงแดงและลุงดำหนีคดีมาจากในเมือง ระหว่างเดินทางมากบดานที่กระท่อมก็เห็นกระเป๋าลอยน้ำอยู่จึงหยิบขึ้นมา แล้วก็เห็นชายหญิงคู่นั้นเดินโซซัดโซเซมาที่กระท่อมจึงสะกดรอยตามมา จากนั้นก็แอบฟังและออกอุบายทำผีหลอกเพื่อที่จะเอากระเป๋า สรุปแล้ว สิ่งที่ลุงแดงลุงดำหลอกคือผี!อาจเป็นเพราะคุณแอนและคุณต้มเสียชีวิตโดยที่ไม่รู้สึกตัว ทำให้ลุงแดงและลุงดำหลอกผีสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้วตนเองกลับเป็นฝ่ายโดนผีหลอกต่างหาก หลังจากนั้นสองลุงนายพรานก็ถูกจับเนื่องคดีที่ติดตัวมา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

หนุ่มกระตุกทั้งคืน! เมื่อไปนอนรีสอร์ทใกล้วัด คืนนั้นเห็นคนมาป้วนเปี้ยนที่หน้าห้อง แต่พอลุกไปดู ร่างนั้นก็หายวับไป! ซ้ำยังโดนกระตุกข้อเท้าทั้งคืนจนนอนไม่ได้! ตื่นเช้ามาก็เจอรอยมือปริศนาอีก!!

01 ธ.ค. 2023

หนุ่มกระตุกทั้งคืน! เมื่อไปนอนรีสอร์ทใกล้วัด คืนนั้นเห็นคนมาป้วนเปี้ยนที่หน้าห้อง แต่พอลุกไปดู ร่างนั้นก็หายวับไป! ซ้ำยังโดนกระตุกข้อเท้าทั้งคืนจนนอนไม่ได้! ตื่นเช้ามาก็เจอรอยมือปริศนาอีก!!

หลอนตั้งแต่ทางเข้า เมื่อเข้าพักในรีสอร์ท แต่กว่าจะเจอต้องผ่านเข้าไปในวัดก่อน! เรื่องหลอนนี้มาจาก ‘คุณโจ’ สายที่โทรเข้ามาในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤศจิกายน 2566) บอกเลยว่าหลอนจน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนหัวลุก! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ปิดไฟแล้วไปอ่านกันเลย! เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณปลายเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณโจจะต้องไปแข่งกีฬาในจังหวัดนครนายก จึงตัดสินใจขับรถไปกับแฟน และจองรีสอร์ทแห่งหนึ่งไว้ พอได้เวลาออกเดินทางก็ตั้งค่า GPS ไปรีสอร์ทนี้ จนประมาณ 6 โมงเย็น บน GPS ก็ขึ้นว่า อีกประมาณ 200 เมตร จะถึงรีสอร์ทให้เลี้ยวซ้าย แต่ในเส้นทางที่ไป รอบ ๆ ข้างนั้น ก็ไม่มีวี่แววที่จะเป็นซอยให้เข้าไปเจอรีสอร์ทได้เลย คุณโจก็ขับไปเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าเส้นทางนี้ไม่ได้เปลี่ยวอะไรมาก พอถึงจุดที่ต้องเลี้ยวซ้ายก็ต้องทำให้คุณโจแปลกใจ เพราะว่ามันเป็นทางเข้าวัด! ซึ่งมันเป็นเส้นทางร่วม ก่อนจะถึงรีสอร์ทต้องผ่านวัดนี้เข้าไปก่อน คุณโจจึงเลี้ยวเข้าไป เมื่อเลี้ยวเข้าซุ้มประตูวัดไปแล้ว ก็เจอต้นไทรต้นใหญ่ อยู่ด้านหน้า ถัดไปมีโบสถ์ แล้วทางนี้จะต้องค่อย ๆ เลาะขอบข้างทางวัดไป ก็ต้องผ่านโบสถ์ ที่ไว้โกศกระดูกตั้งเรียงรายอยู่ คุณโจก็ลองขับเลาะไป ได้แต่ภาวนาในใจว่ามันอาจจะไม่ใช่ แต่สุดท้ายก็ขับไปเจอรีสอร์ทจริง ๆ รีสอร์ทนี้ตั้งอยู่ด้านหลังวัด เป็นตึกเป็น 2 ชั้น และเป็นบ้านพักทั้งหลังให้เลือก คุณโจเลือกบ้านพักที่เป็นหลัง เพราะว่าสะดวกกว่า หลังจากรับกุญแจเรียบร้อยแล้ว คุณโจก็ขับรถเข้าไปที่บ้านพัก ลักษณะของบ้านหลังนี้คือ เป็นบ้านชั้นเดียว มีที่จอดรถอยู่ด้านหน้า เมื่อลงจากรถก็ไขกุญแจเข้าบ้านได้เลย เวลาจอดรถก็จะบังบ้านจนมิด คนข้างนอกก็จะมองไม่เห็นบ้านเรา เราก็มองไม่เห็นคนข้างนอก และ 3 ด้านของบ้านหลังนี้จะเป็นสไตล์ก่อปูนเปลือย ด้านหน้าจะเป็นกระจกบานใหญ่ใส แล้วก็มีม่าน มีประตูไขเข้าไป ระหว่างที่คุณโจกำลังไขกุญแจเข้าบ้าน คุณโจก็เห็นพวงมาลัยแห้งวางอยู่ 3 - 4 พวง และธูปที่เคยถูกจุดไปแล้ว ด้วยความที่คุณโจกลัวว่าแฟนจะกังวล จึงหยิบทั้งหมดและโยนไปด้านข้างทันที ก่อนที่แฟนจะมาเห็น หลังจากนั้นก็ไขประตูเข้าบ้านไป ลักษณะด้านในของบ้านหลังนี้คือ เป็นบ้าน Studio ห้องน้ำอยู่ด้านใน เข้าไปแล้วจะเจอเตียงด้านซ้ายมือ 2 เตียง ตัวของคุณโจกับแฟนจะนอนคนละเตียงกัน คุณโจเลือกเตียงที่ติดกับริมกระจก ส่วนเตียงของแฟนจะอยู่ใกล้กับห้องน้ำ หลังจากจัดของกันเสร็จแล้ว คุณโจกับแฟนก็ออกไปหาอะไรทานข้างนอก จนคุณโจได้ลืมเรื่องของพวงมาลัยไป ประมาณ 3 - 4 ทุ่ม คุณโจและแฟนก็ได้เตรียมตัวเข้านอน เมื่อปิดม่านและปิดไฟเรียบร้อยแล้ว แต่คุณโจรู้สึกว่ามันมืดเกินไป มืดจนมองอะไรไม่เห็นจึงลุกขึ้นไปเปิดม่านเล็กน้อยเพื่อให้แสงเข้ามาได้ จากนั้นคุณโจก็กลับมาเล่นมือถือต่อ ส่วนแฟนของคุณโจหลับไปเรียบร้อย.. คุณโจเล่นมือถือไปได้สักพักก็รู้สึกว่ามีคนยืนอยู่นอกบ้าน จึงเหลือบตาไปมองช่องผ้าม่านที่เปิดแง้มเอาไว้ สิ่งที่คุณโจเห็นก็คือเป็นลักษณะเหมือนเงาคน คุณโจจึงพยายามมองให้ชัดว่ามันคืออะไร แต่ว่าภายในห้องนั้นมืดและข้างนอกเองก็มีเพียงแสงเล็กน้อย และได้เห็นเงาที่ว่านั่น เป็นเงาของคน และเป็นผู้หญิงแน่ ๆ เพราะว่า ช่วงผมที่มันฟูๆ จะเห็นได้ว่าเป็นผม ในระหว่างที่คุณโจกำลังพยายามจะมอง เหมือนกับว่าเขาคนนั้นกำลังหันหน้าจากขวาค่อย ๆ มาด้านซ้ายตรงที่คุณโจนอน แล้วมาหยุดตรงกันพอดี! คุณโจรู้สึกได้ว่าเขาชะงักเมื่อเห็นหน้าคุณโจ ตอนนั้นคุณโจไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่นนอกกลัวว่าคนนั้นจะเป็นโจรมางัดรถงัดบ้าน จึงรีบพุ่งตัวไปเปิดม่าน แต่จังหวะที่คุณโจพุ่งเข้าไปก่อนจะถึงม่าน เงานั้นก็ขยับตัวไปทางขวา คุณโจก็รีบเปิดม่านจนสุด แต่ปรากฏว่ามันไม่มีอะไรเลย! คุณโจคิดว่ามันเร็วมาก ไม่น่าจะหลบได้เร็วขนาดนั้น ทางด้านแฟนก็รู้สึกตัวตื่นจึงถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า” คุณโจก็ตอบกลับไปว่า “อ๋อ ไม่มีอะไร แค่จะมาดูว่ารถจอดดีไหม” คุณโจไม่กล้าเล่าว่าเจออะไร จึงรีบกลับไปนอนและครั้งนี้ปิดม่านทึบไปเลย สักพักนึงคุณโจก็ผล็อยหลับไป.. คุณโจสะดุ้งตื่นเพราะว่ารู้สึกว่าถูกกระตุกที่ข้อเท้าแรงมากจนหัวตกจากหมอน ตอนนั้นคุณโจก็ยังมึนงงอยู่ และรู้สึกได้ว่าข้อเท้าทั้ง 2 ข้างนั้นเหมือนมีคนกำอยู่ เมื่อเหลือบตาไปมองปลายเท้า คราวนี้ห้องไม่ได้มืดเหมือนครั้งแรก ทำให้คุณโจเห็นว่ามีเงาอยู่ที่ปลายเท้า ซึ่งมือทั้ง 2 ข้างของเงานั้นกำลังกำข้อเท้าของคุณโจอยู่แน่นมาก! คุณโจพยายามจะขยับตัวหรือจะร้องออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงลืมตา จึงพยายามเพ่งมองว่ามันคืออะไร ในระหว่างที่คุณโจกำลังเพ่งมอง เงานั้นก็ค่อย ๆ สูงขึ้น แต่ว่ามือที่จับข้อเท้ายังอยู่ที่เดิม จากนั้นก็โน้มตัวเข้ามาข้างหน้า คุณโจเริ่มเห็นชัดเจนแล้วว่าคือผู้หญิงที่เห็นอยู่นอกบ้าน ผู้หญิงคนนั้นค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามา โดยที่คุณโจก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้กระทั่งหลับตา ภาพนั้นมันใกล้มาก ๆ จนผมฟู ๆ ของผู้หญิงคนนั้นมาโดนใบหน้าของคุณโจ แต่หน้าของผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เข้ามาใกล้กับหน้าของคุณโจ ในระหว่างที่คุณโจกำลังคิด ก็ได้ยินเสียงพูดจากผู้หญิงคนนี้ว่า “ดูสิ ดูสิ อยากเห็นไม่ใช่หรอ” พูดซ้ำอย่างนี้อยู่ 2 รอบแล้วก็หัวเราะ! คุณโจก็พยายามที่จะสวดมนต์ แต่ด้วยความกลัวในตอนนั้นทำให้คุณโจสวดได้แค่ “นะโมตัสสะ นะโมตัสสะ” วนอยู่แค่นี้ และขณะที่คุณโจพยายามสวด ผู้หญิงคนนั้นก็พูดมาเหมือนกันว่า “มองสิ มองสิ” แต่ ณ ตอนนั้นคุณโจก็หลับตาไม่ได้ เห็นตลอดแต่ว่ามองหน้าผู้หญิงคนนั้นได้ไม่ชัด แต่ยังมีความรู้สึกว่าก้อนผมนั้นยังมาคลอเคลียอยู่ที่หน้าเขาตลอด สักพักความรู้สึกทั้งหมดก็หายไป จึงลุกขึ้นมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าเปิดไฟก็กลัวว่าแฟนจะตื่น คุณโจจึงพยายามนอนห่มผ้าหดขาดึงผ้าห่มให้ขึ้นมาจนถึงคอและก็หลับไปอีกรอบ.. แต่แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอีกเหมือนเดิม ขาที่คุณโจคิดว่าหดเข้าไปแล้วก็ถูกกระตุกจนหัวตกจากหมอนอีกรอบ ทุกอย่างเหมือนถูกรีรัน ตั้งแต่โดนจับข้อเท้า โน้มตัวเข้ามาแล้วสักพักก็หลุดไป ตัวคุณโจก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการมาแกล้งหรือว่าต้องการมาบอกว่าคุณโจทำอะไรผิด แต่คุณโจก็นึกคิดได้ว่าอาจจะเกี่ยวกับที่คุณโจโยนพวงมาลัยกับธูปทิ้งไป และในรอบ 2 นี้ ทันทีที่คุณโตเริ่มขยับตัวได้ก็รีบเปิดไฟและดูนาฬิกา ปรากฏว่าตอนนี้เป็นเวลา ตี 5 ครึ่ง แฟนของคุณโจพลิกตัวหันมาถามคุณโจว่า “นอนไม่หลับหรอ” คุณโจก็ยังไม่กล้าเล่าให้แฟนฟัง จึงตอบกลับไปว่า “เออใช่ นอนไม่หลับ” แฟนของคุณโจก็หันหลังกลับไป คุณโจตัดสินใจว่าไม่นอนต่อแล้ว จนเวลาเกือบ 6 โมงเช้า คุณโจก็ลุกไปเปิดม่าน แต่ก็ต้องทำให้คุณโตตกใจผงะถอยหลังออกมา เพราะว่าตำแหน่งที่คุณโจเห็นเงาผู้หญิงจากข้างนอกเมื่อคืนนี้ มีรอยมือที่ใหญ่และนิ้ว 4 นิ้วที่เรียวยาวมาก คุณโจก็ตัดสินใจเล่าให้แฟนฟัง หลังจากที่แฟนได้ฟังแล้ว แฟนก็เล่าในมุมมองของตัวเองบ้างว่า “นอนไม่หลับเหมือนกัน รู้สึกเหมือนมีแมลงหรือยุงมาไต่หน้าไต่แขน” หลังจากคุณโจได้ฟังก็คิดว่าว่าไม่น่าจะใช่ยุง จึงถามแฟนไปว่า “มันเหมือนผมหรือเปล่า ที่มันมาไรโดนหน้า” แฟนก็บอกว่า “ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในห้องนี้ รู้สึกเหมือนมีคนมาชะโงก แต่ว่าไม่กล้าลืมตา อาจจะเป็นผมก็ได้” ตัวแฟนก็ไม่กล้าพลิกตัวเพราะว่ากลัวคุณโจจะตื่น หลังจากคุยกันเสร็จ คุณโจก็ตัดสินใจเปิดประตูออกไปเพื่อที่จะไปดูรอยมือนั้นเพื่อหาเหตุผลว่ามันคือรอยอะไร พอเปิดประตูออกไป ตำแหน่งที่มีรอยมือนั้น ต้องเป็นคนที่สูงประมาณ 180 – 190 เซนติเมตร มือถึงจะอยู่ระดับนั้นได้ เพราะว่าพื้นห้องพักจะสูงกว่าลานจอดรถ ซึ่งรอยมือนี้เหมือนเป็นรอยมือจากไอร้อนอยู่ด้านนอก แล้วเป็นนิ้วที่ดูน่ากลัวมาก คุณโตก็คิดว่าอยู่อีกคืนไม่ได้แล้ว จะต้องย้ายที่พัก หลังจากนั้นคุณโตก็ไปแข่งกีฬา และไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็ถามว่า “ไปนอนที่นี่ใช่ไหม” คุณโจจึงบอกว่า “ใช่” เพื่อนคุณโจจึงบอกว่า “โห ส่วนใหญ่แล้ว นักกีฬาที่ไปพักที่นี่หรือคนที่ไปพักที่นี่ ก็จะมีประสบการณ์แบบนี้หมด” ในระหว่างที่คุณโจและเพื่อนกำลังคุยกันอยู่นักกีฬาอีกกลุ่มหนึ่งที่นอนบนตึกก็มาบ่นกันว่า “นอนไม่หลับ” คุณโจจึงเข้าไปถามว่าทำไมนอนไม่หลับ สรุปแล้วหลายคนก็เจอคล้ายกันกับคุณโจ แต่เขาไม่ได้เล่าละเอียด เล่ามาแค่ว่า “เขาโดนกวน นอนกันไม่ได้” เพื่อนก็บอกว่า “ก็เป็นไปได้ว่าถ้ามาที่นี่ก็มีโอกาสที่จะเจอ” แต่คุณโจก็ไม่ได้ไปถามผู้ดูแลต่อ เพราะว่าถ้าถามไปเขาก็คงไม่เล่าให้ฟัง จึงคิดเองว่า ที่พักนี้อยู่ใกล้กับวัด ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ นี้ แต่สุดท้ายแล้วคุณโจก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่คุณโจเจอเกี่ยวอะไรกับห้องที่เขาพักหรือเปล่า..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-