โดนหมอดูทักว่ามีคนตามแต่ไม่เชื่อ ระหว่างที่อาบน้ำก็ได้ยินเสียงคนบอกให้ช่วย ตอนเล่นเกม เพื่อนก็ได้ยินอีก! ทำใจกล้าเปิดประตูเข้าไปดูก็เจอผู้หญิงหน้าไหม้ ยืนหลังโค้งติดเพดานเป็นรูปตัวแอลในห้องนอนตัวเอง!

อังคารคลุมโปง RECAP

โดนหมอดูทักว่ามีคนตามแต่ไม่เชื่อ ระหว่างที่อาบน้ำก็ได้ยินเสียงคนบอกให้ช่วย ตอนเล่นเกม เพื่อนก็ได้ยินอีก! ทำใจกล้าเปิดประตูเข้าไปดูก็เจอผู้หญิงหน้าไหม้ ยืนหลังโค้งติดเพดานเป็นรูปตัวแอลในห้องนอนตัวเอง!

17 พ.ย. 2023

          โดนหมอดูทักว่ามีผู้หญิงและเด็กตามอยู่แต่ไม่เชื่อ จนไปพบเจอกับตัวเอง เริ่มด้วยการได้ยินเสียงแปลก ๆ ขอให้ช่วย ต่อมาแอพลิเคชันจับสัญญาณเสียงได้ สุดท้ายเจอเองกับตาด้วยภาพสุดหลอนที่ไม่อาจลืม ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 พฤษจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ช่วย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย!

          พี่แจ็ค The Ghost Radio บอกว่า ‘คุณแน๊ป’ นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเขาและบ้านของเขาเอง ซึ่งในปัจจุบันเขาก็ได้ขายบ้านหลังนี้ไปแล้ว ต้องเกริ่นก่อนว่าโครงสร้างของบ้านจะมี 2 ชั้น ซึ่งชั้นล่างเป็นร้านขายของ มีคุณพ่อคุณแม่อาศัยในชั้นนั้น ส่วนชั้นที่ 2 ก็จะเป็นชั้นของคุณแน๊ปทั้งชั้น คุณพ่อคุณแม่จึงมักจะไม่ขึ้นมายุ่งที่ชั้นสอง แต่โดยปกติแล้วคุณแน๊ปไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้ เพราะว่าทำงานต่างจังหวัด นาน ๆ ทีจะได้กลับบ้าน ซึ่งช่วงที่เกิดเรื่องเป็นช่วงวันแม่พอดี เมื่อกลับบ้านมา คุณแม่ก็พาไปทำบุญที่วัดและก็ได้ดูดวงกับหมอดูตามปกติ แต่คุณแน๊ปสังเกตเห็นว่าหมอที่ดูดวงให้คุณแม่เขาชอบหันมามองหน้าคุณแน็ปบ่อย ๆ หลังจากที่คุณแม่ดูดวงเสร็จ หมอดูก็เดินมาหาคุณแน๊ปแล้วบอกว่า “ช่วงนี้ไปทำอะไรมาหรือเปล่าเห็นเหมือนมีคนตามเป็นผู้หญิงกับเด็ก” ด้วยความที่คุณแน๊ปเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องหมอดูและไม่เชื่อเรื่องผี จึงคิดว่าถ้ามีคนมาทักว่ามีผีผู้หญิงหรือว่ามีคนตามยังพอเข้าใจได้ แต่พอบอกว่ามีเด็กตามก็แสดงว่าต้องทำแท้งหนิ ซึ่งคุณแน๊ปไม่เคยทำ ไม่เคยไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ จึงคิดว่าหมอดูมั่ว

          หลังจากทำบุญกลับมา คุณแน๊ปก็ขึ้นไปชั้น 2 ตามปกติ ในระหว่างที่กำลังอาบน้ำ คุณแน๊ปก็ได้ยินเสียงแทรกเข้ามาว่า “ช่วย” พร้อมกับเสียงน้ำที่ออกมาจากฝักบัว แต่คุณแน๊ปก็คิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง คืนนั้นจึงนอนตามปกติ แต่ก็ฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งมีสภาพแปลก ๆ มายืนเกาะหน้าต่าง พร้อมเด็กยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วก็กวักมือพูดว่า “ช่วย ช่วย ช่วย” อยู่ซ้ำ ๆ คุณแน๊ปตกใจสะดุ้งตื่น และเริ่มเอะใจ เพราะทั้งหมอดูทัก ทั้งได้ยินเสียงตอนอาบน้ำ และความฝันชวนขนหัวลุกนี้

          วันต่อมา คุณแน๊ปนั่งเล่นเกมอยู่กับเพื่อน โดยใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า Discord เอาไว้คุยกันระหว่างเล่นเกม ซึ่งลักษณะพิเศษของโปรแกรมคือ เมื่อพูดตรงไมค์จะมีไฟสีเขียวขึ้น ระหว่างที่กำลังจะเริ่มเกมคุณแน๊ปยังไม่ทันได้พูดอะไร เพื่อนของคุณแน๊ปก็ตอบกลับมาว่า “ช่วยไรวะ” และพอคุณแน๊ปสังเกตตรงไมค์ก็ไม่มีไฟอะไรขึ้น จากนั้นก็เล่นเกมกันต่อไม่ได้คิดอะไร แต่ในระหว่างเล่น เพื่อนคุณแน๊ปก็พูดขึ้นมาว่าอีกว่า “เสียงอะไรวะ ที่บ้านมึงเสียงโครมครามเหมือนมีคนเคาะอะไร” คุณแน๊ปจึงลองถอดหูฟังออก ปรากฏว่าก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร พอเล่นเกมเสร็จ เพื่อนก็ทักขึ้นมาอีกว่า “ได้ยินเสียงจริง ๆ นะ ตอนนี้ก็ได้ยินอยู่” คุณแน๊ปจึงลองมองไปที่รูปไมค์ แต่พอครั้งนี้มีไฟเขียวขึ้นเหมือนได้รับสัญญาณเสียง! คุณแน๊ปจึงถอดหูฟังออก ปรากฏว่าได้ยินเสียงคนเคาะประตู “ก๊อก ๆ” เขาจึงถามกลับไปว่า “แม่หรอ” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ คุณแน๊ปลุกเอาหูไปแนบประตูปรากฏว่าได้ยินเสียงเป็นเสียงเด็กร้อง เสียงของตก และเสียงผู้หญิงร้องว่า “ช่วย ช่วย ช่วย….”

          คุณแน๊ปตัดสินใจเปิดประตู พอเปิดออกไปก็เจอแต่ความว่างเปล่า!  จากนั้นจึงเดินออกมาสำรวจ พอมองไปห้องพระก็ไม่เจออะไร แต่พอเปิดประตูห้องนอนตัวเองเท่านั้นแหละ! ปรากฏว่าสิ่งที่เขาเห็นคือ ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่บนเตียง แต่หลังของผู้หญิงคนนั้นโค้งไปตามเพดานที่อยู่ข้างบน เหมือนรูปตัวแอล ซึ่งผู้หญิงคนนั้นสูงมาก หันมามองหน้าคุณแน๊ปแล้วอ้าปาก ใบหน้าส่วนหนึ่งมีผมปิดไว้ ส่วนที่มองเห็นเต็มไปด้วยรอยไฟไหม้

          คุณแน๊ปตกใจทำอะไรไม่ถูกจึงค่อย ๆ เดินถอยหลังลงบันได ทำให้คุณแน๊ปค่อย ๆ เห็นภาพทั้งห้องกว้างขึ้น ซึ่งนอกจากมีผู้หญิงแล้ว ยังเห็นเป็นเด็กอีก 3 คน นอนดิ้นทับกันอยู่ใต้เตียง ในขณะที่ผู้หญิงบนเตียงก็มองเขาอยู่ คุณแน๊ปจึงวิ่งเสียงดังลงมาข้างล่างจนพ่อกับแม่ตื่น!  คุณแน๊ปรีบบอกว่าข้างบนมีผีและขอไปอยู่บ้านเพื่อน ซึ่งเพื่อนคนนี้คือคนที่เล่นเกมด้วยกันนั่นเอง

          เมื่อมาถึงบ้านเพื่อน เพื่อนก็ตกใจและงงเพราะว่ายังได้ยินเสียงคุณแน๊ปคุยกับใครไม่รู้ใน Discord ที่บ้าน คุณแน๊ปลองเอาหูฟังมาใส่แต่ว่าก็ไม่ได้ยิน พอตอนเช้ามาก็เล่าเรื่องนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ฟังว่าสิ่งที่เห็นมีลักษณะอย่างไร พ่อกับแม่จึงบอกกับคุณแน๊ปว่า ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมก่อนที่คุณแน๊ปจะมา ซอยฝั่งตรงข้ามเกิดเหตุไฟไหม้บ้าน ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นลูกค้าของบ้านคุณแน๊ปที่คุณแน๊ปรู้จักเป็นอย่างดี คนที่เสียชีวิตโดนไฟคลอก คือ คุณแม่และลูก 3 คน ซึ่งคุณแน๊ปก็สนิท ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนก็ไปบ้านเขา และยังคุยกันอยู่เลยว่าจะซื้อของมาฝากลูกเขา แต่เรื่องหลอนที่คุณแน๊ปเจอนั้น ชาวบ้านแถวนั้นก็ไม่ได้เจออะไร หรืออาจเพราะเคยเกริ่นว่าจะซื้อของมาฝากทำให้มีจิตสื่อกันบางอย่างก็เป็นได้

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เจ้าที่หอใหม่ชอบ-เอ็นดูม้าม่วงสุดๆ เลยมาช่วยส่งเสริมจนมีชื่อเสียง

08 เม.ย. 2024

เจ้าที่หอใหม่ชอบ-เอ็นดูม้าม่วงสุดๆ เลยมาช่วยส่งเสริมจนมีชื่อเสียง

เรื่องนี้ ‘ม้าม่วง PowerpuffGAY’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการย้ายเข้ามาอยู่ที่หอใหม่ วิญญาณที่หอชอบและเอ็นดู จึงมาช่วยส่งเสริมจนทำให้เริ่มมีชื่อเสียง มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ และวิญญาณไปสื่อสารกับหมอดูว่าอยากให้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน พอเดินไปหากลับเจอวิญญาณอีกตน! เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย คุณม้าม่วงเกริ่นเรื่องว่า ตนนั้นเช่าคอนโดอยู่กับแฟน แต่จะเช่าห้องพักไว้ เผื่อวันใดวันหนึ่งเลิกกับแฟนก็จะได้ย้ายมาอยู่ ต่อมาก็เลิกกับแฟนจึงย้ายกลับมาอยู่หอที่เช่าไว้ แต่หอห้องนี้ห้องเล็กเกินไป จึงย้ายไปอยู่อีกหอหนึ่ง ส่วนตัวคุณม้าม่วงนั้นชื่นชอบการดูดวงอยู่แล้ว จึงได้ขอให้หมอดูช่วยดูห้องใหม่ให้ด้วย คุณม้าม่วงก็วิดิโอคอลหาหมอดู ให้หมอดูดูทีละห้อง จนไปหยุดที่ห้องหนึ่งอยู่ชั้น 2 หมอดูก็บอกว่าห้องนี้ดี คุณม้าม่วงก็ถูกใจเพราะอยู่แค่ชั้น 2 ไม่ต้องขึ้นลิฟต์ จากนั้นจึงทำสัญญาเช่าห้อง เสร็จก็ได้มีการย้ายเข้ามาอยู่ หลังจากที่ย้ายเข้ามาอยู่ คุณม้าม่วงก็ไลฟ์สดตามปกติ จากนั้นชื่อเสียงก็ดังขึ้นมา เริ่มเป็นที่รู้จัก และได้เข้ามาในวงการบันเทิง คุณม้าม่วงอธิบายเพิ่มว่าหอพักมี 8 ชั้น คุณม้าม่วงอยู่ชั้น 2 จึงมักจะใช้วิธีการเดินลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ซึ่งเป็นบันไดหนีไฟ เปิดไฟสลัวไม่สว่างมาก คุณม้าม่วงก็เดินขึ้นลงประจำ แต่คุณม้าม่วงก็จะมีความรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง เวลาที่เดินผ่านหรือเวลาที่มีคนยืนแล้วเราเดินผ่านก็จะมีลมมาสัมผัสร่างกาย ต่อมาคุณม้าม่วงก็ไลฟ์สดตามปกติ จนกระทั่งหมอดูทักมา “พี่หนุ่ม... มีคนชอบพี่หนุ่มมากเลยนะ” (หนุ่ม คือชื่อเดิมของคุณม้าม่วง) คุณม้าม่วงก็ถามกลับไปว่า “ใคร?” หมอดูบอกว่า “เขาอยู่ในห้อง เขาชอบมาดูพี่หนุ่มเวลาไลฟ์สด” และหมอดูยังบอกอีกว่า เขาเป็นแม่นางไม้ที่อยู่ที่นี่ เขามาเพิ่มเสน่ห์ให้ เขาชอบจึงมาส่งเสริม เวลาที่คุณม้าม่วงแต่งหญิง เขายืนดูแล้วก็จะยิ้มมีความสุข คุณม้าม่วงก็ให้หมอดูเปิดกล้องแล้วก็หันกล้องไปรอบ ๆ ถามหมอดูว่า “แม่นางไม้อยู่ตรงไหน?” หมอดูบอกว่า “เขายืนอยู่ข้างโต๊ะที่คุณม้าม่วงไลฟ์สด” คุณม้าม่วงก็พูดลอย ๆ ว่า “ถ้าอยู่ก็อยู่ แต่ก็ส่งเสริมกันนะ” หมอดูบอกกับคุณม้าม่วงอีกว่า “เขาอยากได้เครื่องสำอาง เขาชอบเครื่องสำอาง” คุณม้าม่วงก็ถามว่า “ถ้าซื้อมาแล้วจะต้องเอาไปวางไว้ที่ไหน หรือจะต้องทำยังไงเขาถึงจะได้รับ” หมอดูบอกว่า “ซื้อมาแล้วบริจาคให้กับคนที่เขาไม่มี” บังเอิญวันเดียวกันนั้น คุณม้าม่วงก็ไลฟ์สดตามปกติ จากนั้นก็มีลูกเพจทักมาว่าไม่มีเครื่องสำอาง คุณม้าม่วงจึงทักไปขอที่อยู่แล้วก็ซื้อเครื่องสำอางชุดใหญ่ส่งไปให้ แต่เรื่องที่ส่งของให้น้อง คุณม้าม่วงก็ไม่ได้บอกกับหมอดู หลังจากนั้น หมอดูทักมาบอกว่า “แม่นางไม้ได้รับแล้วนะ” คุณม้าม่วงตกใจและพูดลอย ๆ ไปว่า “ส่งเสริมกันนะ ขอให้ลูกมีงานเข้ามาเยอะ ๆ” ซึ่งตอนนั้นก็มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ จริง วันดีคืนดีหมอดูก็ทักมาว่า “แม่นางไม้ขออีกเรื่องหนึ่งคือ อยากให้พี่หนุ่มรู้ว่าแม่นางไม้อยู่ที่ไหน” ณ ตอนนั้นก็เป็นเวลาประมาณ 4-5 ทุ่ม คุณม้าม่วงก็ตอบว่า “อยู่ตรงไหนเดี๋ยวไปหา” หมอดูก็หลับตาแล้วบอกกับคุณม้าม่วงว่า “ให้หันหน้าเข้าตึก แล้วหันไปทางขวา เดินตรงไป แล้วก็เลี้ยวซ้าย แม่นางไม้จะอยู่ตรงนั้น” คุณม้าม่วงก็หยิบกล้องเดินไปและขอให้หมอดูค้างสายไว้ ห้ามวาง ในขณะที่เดินลงบันได หมอดูก็บอกว่าแม่นางไม้เดินตามมา แล้วหมอดูที่ค้างสายอยู่ก็มีท่าทางตกใจแล้วพูดว่า “มีใครยืนอยู่ตรงบันได!” คุณม้าม่วงรู้ได้เลยว่าปกติที่เดินลงบันไดตอนดึก ๆ แล้วมักจะเดินสวนคนนี้ประจำก็คือผีแน่นอน คุณม้าม่วงจึงเดินลงไปและคอยถามหมอดูตลอดว่า “แม่นางไม้ยังเดินตามมาอยู่ไหม” หมอดูก็ตอบว่า “ยังเดินตามมาอยู่” พอถึงหน้าตึกก็จะมีศาลตายาย หมอดูบอกว่า “ตายายก็เอ็นดูพี่หนุ่ม” คุณม้าม่วงก็เดินไปตามทางที่หมอดูบอก แล้วก็ไปหยุดที่จุดหนึ่ง คุณม้าม่วงนั่งลงใช้มือควานหาบริเวณนั้น สักพักมือก็ไปชนกับตอไม้ที่ถูกตัดแล้ว คุณม้าม่วงตกใจสะดุ้งตัวออกมา หมอดูก็บอกว่า “แม่นางไม้ดีใจที่พี่หนุ่มรู้แล้วว่าเขาอยู่ตรงไหน” พอรู้แบบนั้นคุณม้าม่วงก็กลับห้อง แต่ครั้งนี้ใช่ลิฟต์เพราะยังตกใจ ต่อมา คุณม้าม่วงก็ได้มีการย้ายหอเพราะห้องที่อยู่เริ่มเก็บของไม่พอ ก่อนย้ายคุณม้าม่วงก็ได้มีการไปไหว้ลากับศาลตายายและนำพวงมาลัยไปวางไว้ที่ตอไม้เพื่อบอกลากับแม่นางไม้ด้วย หลังจากนั้นคุณม้าม่วงก็ได้ย้ายไปอยู่หอใหม่ หมอดูก็โทรมาอีกว่า “ทำไมไม่เรียกแม่นางไม้มาด้วย เขาอยากมาหา” คุณม้าม่วงก็กลับไปหอเดิมแล้วก็บอกกับแม่นางไม้ว่าให้มาอยู่ด้วยกันได้ ถ้าไม่มีที่ไป แล้วก็เกิดเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ คุณม้าม่วงได้มีการสั่งของพรีออเดอร์ พอขนส่งมาส่งก็โทรหาคุณม้าม่วง โทรติดแต่ไม่มีคนรับสาย ขนส่งจึงโทรไปหาเจ้าของร้านให้โทรหาคุณม้าม่วงให้ พอโทรไปอีกครั้งก็เป็นเสียงผู้หญิงรับสายแล้วบอกว่า “เอาวางไว้ข้างล่างแหละคะ” ปัจจุบันคุณม้าม่วงก็ได้มีการซื้อบ้านและก็ได้มีการชวนแม่นางไม้มาอยู่ด้วยเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้หมอดูโทรมาบอกกับคุณม้าม่วงว่า “แม่นางไม้เข้าหมู่บ้านไม่ได้ เพราะเจ้าที่ที่นี่ดุมาก ไม่ให้แม่นางไม้เข้ามา” หมอดูให้คุณม้าม่วงไปขอเจ้าที่ของหมู่บ้านเพื่อเปิดทางให้แม้นางไม้ คุณม้าม่วงก็ทำตามที่หมอดูบอก และเมื่อเดือนที่แล้วคุณม้าม่วงก็ได้มีการถามกับหมอดูว่า “แม่นางไม้ยังอยู่หรือเปล่า” หมอดูตอบว่า “ไม่ได้อยู่แล้ว กลับไปอยู่ที่หอเดิมเพราะบ้านใหม่ก็มีเจ้าที่อยู่แล้ว” และทุกครั้งที่คุณม้าม่วงไปทำบุญก็จะไม่ลืมแผ่ส่วนกุศลให้แม่นางไม้ด้วย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

พี่เเจ็ค เล่าเรื่อง ‘โรง(หนัง)ที่ 3’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [29 เม.ย 2568]

03 พ.ค. 2025

พี่เเจ็ค เล่าเรื่อง ‘โรง(หนัง)ที่ 3’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [29 เม.ย 2568]

สมัครงานพาร์ทไทม์ที่โรงหนัง แต่พนักงานด้วยกันชอบแกล้งเรื่องผีอยู่เป็นประจำ จนได้มามาทำงานตำแหน่งฉายหนัง ที่ต้องเอาพวงมาลัย น้ำ นม มาไว้ที่ห้องฉายทุกครั้งในวันพระ แต่วันที่เกิดเรื่องดันลืม…! จึงได้เจอดีเข้าให้! ไปติดตามเรื่องเล่าจาก ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ที่ได้นำเรื่อง ‘โรง(หนัง)ที่ 3’ เรื่องของ ‘คุณดิ๊ก’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(29 เมษายน 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณดิ๊กอยากหางานพิเศษทำ ในตอนนั้นมีห้างหนึ่งกำลังถูกสร้าง ซึ่งเป็นห้างที่มีโรงหนังทั้งหมด 3 โรง หลังจากห้างสร้างเสร็จเรียบร้อย คุณดิ๊กจึงได้ไปยื่นใบสมัครไว้ เผื่อว่ามีงานที่พอจะทำได้ หลังจากนั้น 2-3 วัน ก็มีสายจากโรงหนังโทรเข้ามา โดยสอบถามกับคุณดิ๊กว่าพร้อมจะมาทำงานที่โรงหนังหรือไม่ คุณดิ๊กก็ตกลงที่จะทำงานเป็นพาร์ทไทม์ของโรงหนังนี้ เมื่อไปถึงคุณดิ๊กก็ได้เจอกับผู้จัดการ ผู้จัดการจึงพาแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ภายในโรงหนัง และกำหนดตำแหน่งที่คุณดิ๊กจะได้ทำคือ ตำแหน่งฉีกตั๋ว คุณดิ๊กทำงานมาได้ 1 อาทิตย์ ผู้จัดการก็โทรมา ให้คุณดิ๊กลองมาอยู่กะกลางคืน โดยผู้จัดการจะเพิ่มชั่วโมงในการทำงานให้คุณดิ๊ก กะดึกคืนนั้น มีพนักงานทั้งหมด 7 คน (รวมคุณดิ๊กแล้ว) ในกลุ่มพนักงงานนั้นจะมี 3 คนรวมกลุ่มกันเป็นแก๊งชอบแกล้ง-ชอบอำคนอื่น ในกลุ่มนั้นมี ‘คุณแมน’ และ ‘คุณหนุ่ม’ ทำหน้าที่ฉายหนัง และ ‘คุณเอก’ เป็นพนักงานฉีกตั๋วเหมือนคุณดิ๊ก เมื่อแมน หนุ่ม และเอกเห็นว่ามีเด็กใหม่มา ก็เริ่มแผนการแกล้งทันที.. โดยเริ่มจากคุณเอกได้พาทัวร์ในโรงหนังรอบกลางคืน และบอกว่า “โรง 3 มึงต้องระวังนะ โรง 3 เจอกันเยอะ ผีดุ” นอกจากนี้ คุณเอกก็เล่าเรื่องผีให้ฟัง แต่คุณดิ๊กไม่ได้เป็นคนกลัวผีมากจึงไม่รู้สึกอะไร แต่คุณเอกก็ยังบอกต่ออีกว่า “เดี๋ยวกูขอเช็คโรง 1 โรง 2 ละกันนะ โรงสามกูกลัวผี กูไม่กลัาไป” คุณดิ๊กจึงตอบตกลงและไปดูเอง พอมาถึงโรง 3 ก็เปิดประตูเข้าไป และเดินมาจนถึงที่นั่ง ก็ได้มีเสียงว.มาจากห้องฉายด้านบน โดยคุณหนุ่มกับคุณแมนก็ว.มาบอกว่า “ดิ๊ก ลองเช็คแขกดูหน่อย มีทั้งหมดกี่คน” คุณดิ๊กเดินไปเช็คตามที่บอก และตอบทั้งสองคนไปว่า “แถว I มีทั้งหมด 7 คน” “เฮ้ย นับดูดี ๆ 7 คนแน่หรอ” คุณดิ๊กก็เริ่มนับใหม่ และตอบย้ำไปว่า “7 คนพี่ แถว I” เสียงจากว.แย้งขึ้นมาทันทีว่า “เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว มันมีแถวหลังอีก 2-3 คนไม่เห็นหรอ” คุณดิ๊กมองตามที่ทั้งสองคนบอก และเงยหน้ามองไปบนห้องฉาย ก็เห็นทั้งสองคนนั่งหัวเราะกันอยู่ คุยดิ๊กก็คิดในใจว่า ‘พวกที่ชอบอำผม วันไหนขอให้โดนเอง’ หลังจากนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างก็ปกติ คุณดิ๊กก็ยังทำงานเหมือนเดิม จนกระทั่งคุณแมนมาบอกกับทุกคนว่าลาออกแล้ว โดยไม่บอกเหตุผลว่าออกเพราะอะไร แต่ก่อนที่จะออกก็ยังไปบอกกับคุณดิ๊กอีกว่า “ถ้าต้องขึ้นไปทำงานห้องฉายอะ ระวังโรง 3 ไว้นะ” คุณแมนบอกไว้เท่านี้และออกไป หลังจากนั้นคุณดิ๊กก็ยังโดนคุณเอกและคุณหนุ่มแกล้งอำเรื่องผีมาโดยตลอด วันหนึ่งผู้จัดการโทรมาหาคุณดิ๊กให้มาช่วยงานที่ห้องฉาย เพราะตอนนี้เหลือแค่คุณหนุ่มคนเดียว จึงให้คุณดิ๊กไปเรียนรู้งานกับคุณหนุ่ม เมื่อไปถึงห้องฉาย คุณหนุ่มก็พาดูภายในห้องฉายว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งมีห้องฉาย 3 ห้อง หนึ่งห้องต่อหนึ่งโรงอยู่เรียงกัน และคุณหนุ่มก็ได้บอกกฎกติกากับคุณดิ๊กว่า “สิ่งหนึ่งที่เราต้องรู้เลย หนึ่งคือทุกวันพระจะต้องเอาพวงมาลัย เอาน้ำ เอานม มาไว้ที่เครื่องฉายทุกครั้ง ห้ามลืมเด็ดขาด สองคือห้ามพาบุคคลภายนอกเข้ามาภายในห้องฉายเด็ดขาด และสามคือห้ามเตรียมไฟล์หนังผิดเด็ดขาด” คุณดิ๊กก็รับทราบ และถามคุณหนุ่มว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องรู้อีกไหม คุณหนุ่มจึงบอกไปว่า “ถ้าวันไหนที่มึงมาทำงาน แล้วเปิดเข้ามาที่ห้องฉายหนัง ถ้าเห็นเส้นผมอยู่ตรงพื้น อยู่ตรงเครื่องฉาย ไม่ต้องตกใจ มองให้เป็นเรื่องปกติ” คุณดิ๊กก็คิดในใจว่าคุณหนุ่มแกล้งกันอีกแล้ว คุณดิ๊กก็ถามกลับไปว่า “พี่ปั่นผมปะเนี่ย” คุณหนุ่มจึงตอบกลับมาทันทีว่า“มึงเชื่อกู ไม่เชื่อมึงลองไปดูตามห้องก่อนก็ได้” คุณดิ๊กจึงเดินถือว.ไปตามห้องฉายต่าง ๆ คุณดิ๊กเดินไปห้องแรก ก็เจอกับเส้นผม แต่ก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะอาจเป็นเส้นผมของแม่บ้าน ซึ่งห้องฉายที่ 2 ก็มีเหมือนกัน และเมื่อเปิดไปห้องที่ 3 ก็มีเส้นผมเช่นเดียวกัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เส้นผมเส้นเล็ก ๆ แต่เป็นกระจุกเส้นผมที่กองอยู่ตามพื้น และในวันหนึ่ง คุณดิ๊กก็ฉายหนังตามปกติที่โรง 2 แต่ผ่านไป 30 นาทีก็ไม่มีคนดู คุณดิ๊กจึงปิดเครื่องฉาย ปิดไฟและกำลังจะเดินออกมาจากห้องฉาย แต่อยู่ ๆ ก็มีว.มาว่า “เฮ้ย ดิ๊ก ปิดเครื่องฉายหรอโรงสอง มีคนดูอยู่” คุณดิ๊กก็บอกไปว่า “ผมเช็คแล้วนะ โรงสองไม่มีลูกค้า” “ไม่มีบ้าอะไร ลูกค้าเดินออกมาบอกว่าเขานั่งดูอยู่” คุณดิ๊กก็คิดว่าโดนผีหลอกแล้วหรือเปล่า จึงเดินไปดูที่นั่ง ก็เห็นว่ามีลูกค้านั่งอยู่แถว A ซึ่งเป็นจุดบอดที่มองเห็นได้ยาก และวันต่อมา ขณะที่คุณดิ๊กกำลังฉายหนังโรง 3 อยู่ ซึ่งวันนั้นมีคนมาดูหนังน้อยมาก คุณดิ๊กจึงคอยสังเกตว่าจะมีคนเข้ามาหรือไม่ พอใกล้ 30 นาที คุณดิ๊กก็เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาแถวกลาง แต่ก็ไม่ได้นั่ง จนเดินลงไปนั่งแถวหน้าสุด คุณดิ๊กจึงสงสัยว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงไปนั่งตรงนั้น จากนั้นก็ว.ไปหาคุณเอกให้เช็คว่ามีลูกค้ามาในรอบนี้หรือไม่ แล้วทำไมถึงนั่งแถวหน้าสุด ทั้งที่โรงก็ว่างอยู่ จากนนั้นคุณเอกก็เช็ครอบหนัง ณ เวลานั้นให้คุณดิ๊ก และพบว่า หนังในรอบนั้นไม่มีคนซื้อตั๋วไว้เลย คุณดิ๊กจึงตอบกลับไปว่า “จะไม่มีคนจองได้ยังไง ก็เห็นคนนั่งอยู่ ลองเข้าไปดูให้หน่อย” คุณเอกจึงตอบตกลงจะเข้าไปเช็คให้ และถ้าถึงแล้วจะบอกว่าอยู่ตรงไหน คุณดิ๊กจึงรออยู่บนห้องฉาย จากนั้นไม่นานมีแสงเลเซอร์สว่างเข้ามาในห้อง คุณดิ๊กจึงโผล่ไปที่ช่องกระจก ที่สามารถมองเห็นข้างล่างได้ คุณดิ๊กจึงว.ไปบอกคุณเอกว่า “เขานั่งอยู่นี่ไง แถวหน้าสุด ตรงกลาง” คุณเอกจึงชะเง้อมองและเดินไปตามทางที่คุณดิ๊กบอก “ตรงไหน” คุณเอกถาม “ตรงนี้ ๆ เก้าอี้ตัวนั้นแหละ เขานั่งอยู่ข้างหน้ามึงเลย” “นั่งอยู่ข้างหน้าบ้าอะไร ไม่เห็นใครสักคน” คุณดิ๊กคิดในใจว่า ‘อีกแล้ว โดนแกล้งอีกแล้ว’ คุณดิ๊กจึงพยายามส่องเลเซอร์ลงไปว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่ เมื่อคุณเอกไม่เชื่อ คุณดิ๊กจึงเปิดไฟให้ดู ผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นและวิ่งออกไปทางประตูหนีไฟ จากนั้นคุณเอกก็ตกใจแล้ววิ่งออกมา คุณดิ๊กจึงวิ่งลงมาจากห้องฉายและตามคุณเอกไป ในตอนนั้นคุณเอกก็ได้บอกกับคุณดิ๊กว่า“เห็นเหมือนกูใช่ไหม ผู้หญิงเมื่อกี้ ที่อยู่ๆ ลุกขึ้นมา แล้ววิ่งออกไป” คุณดิ๊กจึงตอบทันทีว่าใช่ เพราะมีลูกค้านั่งอยู่ คุณเอกจึงบอกกับคุณดิ๊กว่า “ตอนที่ลูกค้านั่งอยู่มันไม่เท่าไหร่ แต่พอไฟเปิด อยู่ ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้” คุณดิ๊กก็ตอบกลับไปว่า “ก็เรื่องปกติ วิ่งออกไปดูสิ เผื่อเป็นคนสติไม่ดีหรือใครแอบเข้ามา” คุณเอกจึงบอกว่า “มึงดูดี ๆ ประตูหนีไฟ มันไม่ได้เปิดนะ มันเป็นประตูที่ล็อกไว้อยู่ ถ้าผู้หญิงคนนั้นจะวิ่งหนีไปจริง ๆ ก็คงวิ่งไปอีกฝั่งที่ประตูมันเปิดอยู่” คุณดิ๊กจึงเดินไปดูตรงประตูหนีไฟที่ผู้หญิงคนนั้นวิ่งออกไป และพบว่ามันล็อกอยู่จริง ๆ วันรุ่งขึ้นคุณดิ๊กจึงได้เล่าเรื่องที่เจอให้คุณหนุ่มฟัง คุณหนุ่มก็สงสัย เมื่อค่อย ๆ เรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมด จนคุณหนุ่มถามขึ้นมาว่า “เมื่อวานลืมอะไรปะ” คุณดิ๊กจึงตอบกลับทันทีว่า“ผมไม่ได้ลืมอะไรนะ ผมก็ทำงานปกติ” “เมื่อวานวันพระ มึงลืมอะไรเปล่า” คุณหนุ่มถามต่อ คุณดิ๊กก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าตัวเองลืมซื้อดอกไม้ ซื้อพวงมาลัย ซื้อน้ำ ซื้อนมมาไว้ และคิดว่าครั้งนี้ที่ได้เห็นเพราะเขามาเตือนที่ไม่ได้ทำตามที่บอก และคุณหนุ่มยังเล่าให้ฟังต่อว่า มีอยู่พนักงานคนหนึ่งที่เคยฉายหนังปกติแบบนี้ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่มีคนมาดูหนังจนเต็มโรง ระหว่างที่พนักงานคนนั้นฉายหนังอยู่ก็ได้มองลงมาข้างล่าง พนักงานคนนี้เห็นลูกค้าคนหนึ่งที่ไม่ได้มองไปที่จอหนังที่กำลังฉาย แต่หันหน้าขึ้นมามองพนักงานคนนั้นแล้วก็ยิ้มให้ เมื่อจอหนังลูบดับไปและสว่างขึ้นมาอีกครั้ง ที่ตรงนั้นกลับไม่มีคนนั่งอยู่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

พายุฝนโหมกระหน่ำ จะขับรถต่อไปก็กลัวอันตราย จึงเลี้ยวเข้าไปพักในโรงแรมหนึ่ง ได้เจอกับผู้ชายใส่เสื้อลายสก็อตท่าทางแปลกพิลึก! แล้วหลังจากนั้นก็เจอเรื่องหลอนจนนอนไม่ได้! รุ่งสางรีบขับรถออกมาก็พบว่า โรงแรมที่เข้าพักไปมันเป็นโรงแรมร้าง!

02 มิ.ย. 2023

พายุฝนโหมกระหน่ำ จะขับรถต่อไปก็กลัวอันตราย จึงเลี้ยวเข้าไปพักในโรงแรมหนึ่ง ได้เจอกับผู้ชายใส่เสื้อลายสก็อตท่าทางแปลกพิลึก! แล้วหลังจากนั้นก็เจอเรื่องหลอนจนนอนไม่ได้! รุ่งสางรีบขับรถออกมาก็พบว่า โรงแรมที่เข้าพักไปมันเป็นโรงแรมร้าง!

กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปงX’ ที่ผ่านมา (30 พฤษภาคม 2566) กับเรื่องหลอน 100/100 ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เสียวสันหลังตลอดการเล่า! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ปิดไฟแล้วอ่านไปพร้อมกันเลย! พี่แจ็คเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของ ‘คุณแอมแปร์’ เมื่อ 4 ปีก่อน ครอบครัวคุณแอมแปร์ประกอบไปด้วย ตัวคุณแอมแปร์เอง แฟน คุณแม่ และน้องสาว ทั้งหมด 4 คน ซึ่งต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ตอนแรกทุกคนก็ตั้งใจว่าจะออกเดินทางซัก ตี 3 – 4 จะได้ไปถึงจุดหมายเวลาเที่ยงพอดี แต่คืนนั้นทุกคนกลับนอนไม่หลับ จึงตกลงกันว่าไหน ๆ ก็นอนไม่หลับแล้ว เราออกเดินทางกันเลยแล้วกัน ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืน และฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย.. หลังจากขับรถไปได้ 2 ชั่วโมง ก็เป็นเวลาตี 2 แล้ว พายุฝนยิ่งโหมซัดกระหน่ำเข้าไปใหญ่ คุณแอมแปร์เล่าว่าตอนนั้นขับรถไม่ไหวจริง ๆ จึงคุยกับทุกคนว่าต้องหาที่จอดพัก ระหว่างหาที่จอดพักอยู่นั้น คุณแอมแปร์ก็นึกขึ้นมาในใจเล่น ๆ ว่า “ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ขอให้ลูกได้เจอโรงแรมในการพักหลบฝนหน่อยเถอะ” หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปสักพักใหญ่ แฟนคุณแอมแปร์ก็พูดขึ้นมาว่า “นี่ไง ๆ ข้างหน้านี่ไง!” ข้างหน้าเป็นป้ายไฟที่เขียนว่า ‘โรงแรม’ ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะเข้าไปพักที่นี่ ดีกว่าฝืนขับไป เพราะพายุฝนไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเลย พอเลี้ยวซ้ายเข้าไป คุณแอมแปร์บอกว่ามันเข้าไปลึกมากเกือบ 400 เมตร จนในที่สุดก็เจอ สถานที่ตรงนั้นเป็นเหมือนกับสำนักงาน เข้าในมีไฟเปิดทิ้งไว้อยู่ คุณแอมแปร์จึงเปิดไฟรถให้สัญญาณและบีบแตรให้คนข้างในได้ยิน แต่ก็ไม่มีพนักงานคนไหนสนใจออกมาดูเลย เวลาผ่านไปสักพัก ทุกคนในรถก็ต้องตกใจ! เพราะเสียงเคาะดัง “ปั๊ก ปั๊ก ปั๊ก!” อยู่ที่กระจกด้านขวาของรถ! เจ้าของเสียงคือร่างของผู้ชายใส่เสื้อลายสก็อตยืนกางร่มแล้วเอาหน้าแนบกระจกอยู่! อีกมือหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นก็ทำสัญญาณบอกให้หมุนกระจกรถลง คุณแม่คิดว่าคงจะเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงแรม จึงบอกให้คุณแอมแปร์ลดกระจกลง แล้วถามไปว่า “พอดีมาหาห้องพักอ่ะค่ะ” ผู้ชายคนนั้นชี้มือไปทางด้านขวาแล้วพูดว่า “เข้าไปในซอยนั้น แล้วตรงเข้าไปอีก 300 เมตร อยู่ซ้ายมือ ขับรถเข้าไปจอดได้เลย” คุณแอมแปร์ก็คิดในใจว่ามันเข้าไปอีกลึกมาก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอะไร นอกจากขับต่อไป หลังจากขับเข้าไปได้ประมาณ 300 เมตร ก็เห็นแสงไฟจากตึกแถวเรียงกัน คล้าย ๆ กับโรงแรมม่านรูด ที่สามารถเอารถเข้าไปจอดหน้าห้องแล้วเข้าพักได้เลย คุณแอมแปร์เลือกห้องที่ 3 ขณะที่กำลังจอดรถอยู่นั้น ผู้ชายเสื้อลายสก็อตที่เจอเมื่อกี้ ก็ปรากฏตัวขึ้น! คุณแอมแปร์มั่นใจว่าเขาไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังมาแน่นอน ผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ที่ประตูห้องหนึ่ง แต่ไม่ยอมเดินเข้ามาหา ทางครอบครัวคุณแอมแปร์ที่กำลังขนของเข้าห้องพักก็ตะโกนถามไปว่า “พี่! ค่าห้องเท่าไหร่ หนูต้องจ่ายเลยมั้ย” ผู้ชายคนนั้นก็พูดว่า “จ่ายเลย” คุณแอมแปร์รู้สึกแปลก ๆ แต่ก็หยิบเงิน 500 บาทเอาไปให้ ระหว่างที่เดินเอาไปให้ก็รู้สึกกลัว ๆ สั่น ๆ เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย จึงอยากจะคลายความกลัวด้วยการชวนผู้ชายเสื้อลายสก็อตคุย “ฝนตกหนักเลยเนอะพี่ ดีนะมาเจอโรงแรมนี้ ไม่งั้นพวกหนูแย่แน่เลย” แล้วผู้ชายเสื้อลายสก็อตก็หัวเราะในลำคอ “หึ! ก็มีแต่พวกไปไม่รอดเท่านั้นแหล่ะ ที่เข้ามาพักตรงนี้” คุณแอมแปร์ก็ถามกลับไปว่า “เอ่อ.. แล้วค่าห้องเท่าไหร่คะ?” เขาก็ตอบมาว่า “500” เป็นจำนวนเงินพอดิบพอดีที่คุณแอมแปร์หยิบมา เมื่อจ่ายค่าห้องเสร็จ คุณแอมแปร์ก็รีบเดินกลับไปที่หน้าห้อง และเล่าให้ทุกคนฟัง คุณแม่ก็บอกว่า “ไม่เป็นไรหรอกมั้ง เรามากันตั้ง 4 คน คงไม่เป็นไร” หลังจากนั้นก็เตรียมจะเปิดประตูห้องเข้าไป แต่คุณแม่ก็หยุดเดินไปเสียดื้อ ๆ ! “แม่ แม่ แม่! แม่เป็นไร?” คุณแอมแปร์ถาม แต่คุณแม่ก็บอกว่าไม่มีอะไร แล้วพาทุกคนเข้าห้องไป.. ขณะที่กำลังจัดเตรียมข้าวของ เสียงของแฟนคุณแอมแปร์ก็ดังขึ้นว่า “อาย! ก่อนจะขึ้นไปนอนอ่ะ ไปล้างเท้าก่อนเลย!” เป็นการบอกให้ ‘อาย’ น้องสาวไปล้างเท้าก่อนนอนนั่นเอง แต่คุณแอมแปร์กับแม่ก็ต้องหันมามองหน้ากัน และคิดในใจว่า ก็น้องอายกำลังล้างเท้าอยู่ในห้องน้ำ แล้วแฟนพูดกับใคร? แต่ทุกคนก็ไม่พูดอะไร รวมถึงแฟนคุณแอมแปร์ที่หลังจากพูดแบบนั้นออกมา เขาก็หยุดกึ้ก! ไม่พูดอะไรอีก เนื่องจากอากาศเย็นเพราะฝน ทุกคนจึงไม่อาบน้ำ แค่ล้างมือล้างเท้าแล้วเข้านอน จนกระทั่งตี 3 ลำดับการนอนคือ น้องอายนอนติดกำแพง ถัดมาเป็นคุณแม่ คุณแอมแปร์ และแฟนคุณแอมแปร์ นอนเรียงกัน 4 คน ระหว่างที่นอนอยู่ คุณแอมแปร์ก็ได้ยินเสียงหายใจฮึดฮัด เหมือนคนกำลังดิ้นอยู่ ปรากฏว่าเป็นคุณแม่ จึงพยายามปลุกคุณแม่ พอตื่น คุณแม่ก็บอกว่า “แอม! เอาสร้อยครุฑมาให้แม่หน่อยสิ” แล้วก็เอาสร้อยครุฑมาใส่ แม้คุณแอมแปร์จะพยายามถามว่าเป็นอะไร แต่แม่ก็บอกว่า “ไม่มีอะไร” สิ้นเสียงแม่ เสียงชักโครกในห้องน้ำก็ดังขึ้น! ทุกคนก็ตื่นขึ้นมา แฟนคุณแอมแปร์จึงพยายามปลอบใจทุกคนว่าคงเป็นเสียงห้องข้าง ๆ แต่คุณแอมแปร์ก็รีบบอกไปว่า “ฝักบัวในห้องน้ำมันเปิด! เหมือนกับมีคนกำลังอาบน้ำอยู่เลย!” แล้วทุกคนก็เกาะกลุ่มกัน เพื่อที่จะเดินเข้าไปดูในห้องน้ำ พอแฟนเปิดประตูห้องน้ำเข้าไป ก็รู้สึกได้ถึงไออุ่น เหมือนมีคนพึ่งจะอาบน้ำเสร็จ มีไอน้ำอยู่ที่กำแพงจริง พอดูที่เครื่องทำน้ำอุ่น ก็เห็นว่ามันเปิดอยู่! พอเจอแบบนี้ คุณแอมแปร์ก็ชวนทุกคนออกจากห้อง แต่คุณแม่ก็บอกว่า “มันออกไปไหนไม่ได้ ฝนมันตกหนัก ออกไปก็อันตราย” จึงคิดกันว่าจะสวดมนต์และพยายามหลับ เพราะต้องเดินทางต่อ หลังจากสวดมนต์เสร็จ ทุกคนก็ดูจะสงบมากขึ้น จึงเตรียมจะนอนอีกรอบ คุณแอมแปร์ในตอนนั้นกลัวคนมากกว่าผี จึงใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหลับ และฝันว่า มีเสียงเคาะประตู พอเปิดประตูก็เห็นผู้ชายเสื้อลายสก็อตไว้ผมรากไทร แล้วเขาก็บอกว่า “กูไม่ใช่คนดี กูจะมาปล้น” คุณแอมแปร์ก็ตอบไปว่า “อย่ามาปล้นพวกหนูเลย พวกหนูไม่มีของมีค่าอะไร มีแค่ร่มคันหนึ่งกับเงิน 500 ที่ให้พี่ไป” ผู้ชายคนนั้นก็ตอบว่า “ถ้าไม่มีกูฆ่า!” แล้วเขาก็เดินออกไปเปิดรถคุณแอมแปร์เพื่อคุ้ยข้าวของ แล้วก็หอบเอาข้าวของพยายามจะเดินหนี! คุณแอมแปร์ก็เรียกแฟนให้ช่วยกันวิ่งตาม ผู้ชายคนนั้นก็วิ่งหนีพลางหันมามองไปด้วย พอวิ่งไปถึงถนนใหญ่ ก็มีรถบรรทุกวิ่งมาชนจนร่างของผู้ชายคนนั้นแหลกไม่มีชิ้นดี! ร่างขาดออกเป็นส่วน ๆ จนส่วนหัวของผู้ชายคนนั้นกลิ้งมาหยุดอยู่ตรงหว่างขา แถมยังจ้องตาแข็งอีก! คุณแอมแปร์เห็นดังนั้นก็ร้องกรี๊ด พอกรี๊ดเสร็จ เหตุการณ์ทุกอย่างก็วนลูปกลับไปที่เดิม คือมีเสียงเคาะประตู เปิดไปเป็นผู้ชายคนนั้น เขาบอกจะปล้น แล้วก็หอบของวิ่งหนี จากนั้นก็ถูกรถบรรทุกชน วนไปวนมา จนคุณแอมแปร์ทนไม่ไหว ตะโกนออกมาว่า “ไม่เอาแล้ว ไม่อยากเห็นแบบนี้แล้ว!” สิ้นเสียงนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้น เพราะคุณแม่มาปลุกและผูกข้อมืออยู่ พอตื่นขึ้นก็หันไปมองหน้าน้องสาว แล้วน้องก็พูดขึ้นว่า “ผู้ชายที่ใส่เสื้อลายสก็อตเขาเป็นโจร เขาจะมาปล้น เขาจะมาฆ่าเรา!” กลายเป็นว่าทั้งสองคนฝันเรื่องเดียวกัน! ทุกคนคิดว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ออกไปไหนก็ไม่ได้ จึงคิดว่าจะไม่นอน และนั่งรวมตัวกันอยู่อย่างนั้นจนถึงตี 5 ฝนก็เริ่มซา ทุกคนเก็บของแล้วเตรียมจะถอยรถออกไป ก็เห็นว่าตึกที่เหมือนจะมีคนอยู่ มันกลายเป็นตึกร้าง! ไม่มีไฟ ไม่มีลูกค้า ไม่มีใคร เป็นเหมือนพื้นที่รกร้าง! คุณแอมแปร์พยายามจะสังเกตว่าที่นี่มันคืออะไรกันแน่ แต่คุณแม่ก็เร่งเร้าบอกให้รีบขับรถออกไป พอขับออกไปก็เห็นว่าสำนักงานเมื่อคืนนี้ มันกลายเป็นศาลารอรถเก่า ๆ โทรม ๆ ขับออกมาอีกก็เห็นป้ายที่เมื่อคืนเห็นเป็นป้ายไฟ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นป้ายไม้เก่า ๆ เขียนด้วยถ่านสีดำว่า ‘โรงแรมXXX’ หลังจากนั้นก็ขับออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็เห็นร้านอาหารที่เปิด 24 ชั่วโมง ทุกคนจึงเข้าไปนั่งคุยกันในร้าน.. คุณแอมแปร์ถามว่า “ทำไมตอนจะเข้าห้อง แม่ถึงหยุดเดิน” แม่ก็ตอบว่า “เห็นผู้หญิงเดินแว๊บเข้าไปห้องน้ำ” แต่ตอนนั้นแม่คิดว่าไม่พูดออกไปจะดีกว่า แล้วคุณแอมแปร์ก็ถามแฟนต่อว่า “ทำไมตอนที่พี่บอกให้อายไปล้างเท้า แล้วพี่หยุดอ่ะ พี่หยุดทำไม” แฟนก็บอกว่า “เห็นผู้หญิงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ก็เลยคิดว่าเป็นน้อง ก็เลยบอกให้น้องไปล้างเท้า แต่พอดูอีกทีก็เห็นว่าน้องอยู่ในห้องน้ำแล้ว หันกลับมาที่เตียงอีกที ก็ไม่มีผู้หญิงคนนั้นแล้ว ก็เลยเงียบไป” ระหว่างที่คุยกัน พนักงานในร้านที่ยืนรอหาจังหวะเข้ามารับออเดอร์ก็เดินเข้ามาถามว่าจะสั่งอะไร คุณแอมแปร์ก็ถามไปเลยว่า “พี่รู้จักโรงแรมที่อยู่ตรงนี้มั้ย?” พนักงานก็ตอบว่ารู้จัก และบอกว่า “เข้าไปพักได้ยังไง โรงแรมนั้นมันร้างมาตั้งนานแล้ว!” ด้วยความสงสัย คุณแอมแปร์จึงถามต่อไปว่า “แล้วนอกจากร้าง มันมีอะไรอีกมั้ย?” หลังจากนั้นก็เริ่มเล่าสิ่งที่เจอเมื่อคืนให้พนักงานฟัง แล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า “อ๋อ.. มันมีเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ก่อนโรงแรมนี้มันคล้าย ๆ กับม่านรูด แล้วก็มีคนสวนคอยดูแล แล้วมันก็มีเหตุฆ่าข่มขืนผู้หญิงคนนึง แต่ไม่รู้นะว่าเป็นห้องไหน คนที่ทำก็เป็นคนสวน ไอ้คนที่ทำเนี่ย ผมรู้จักดี เขามากินข้าวบ่อย แล้วก็หลังจากที่ทำเสร็จปุ๊บ เขาก็โดนรถชนตาย! ผู้ชายคนนี้ชอบใส่เสื้อลายสก็อตสีแดง ไว้ผมทรงรากไทรด้วย!” ปรากฏว่าทุกอย่างมันตรงกับที่เจอพอดี! หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง และทำบุญไปให้ นอกจากนี้พี่แจ็คก็ยังเสริมอีกว่า ตอนที่คุณแอมแปร์เปิดประตูเข้าไปในห้อง ก็เห็นว่าในห้องมีแอร์เก่า ๆ ตู้เย็นไม่ได้เสียบปลัก ฝุ่นหนา แต่ก็มองว่าโรงแรมมันคงสกปรกแบบนี้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องเงิน 500 บาท คุณแอมแปร์บอกว่าจ่ายไปจริง ๆ และคุณแม่ก็บอกว่าคิดซะว่าทำบุญให้เขา ก่อนปิดรายการพี่แจ็คทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าจะขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ระบุไปด้วยว่า “ขอให้เจอที่ที่ไม่มีผี นอนรอดปลอดภัย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost 'คุณค่าเเห่งความตาย' l อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost [ 26 ส.ค.2568 ]

06 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost 'คุณค่าเเห่งความตาย' l อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost [ 26 ส.ค.2568 ]

เรื่องเล่าที่ทำให้บางคนถึงกับเสียน้ำตา เมื่อภรรยาแอบไปคบชู้นอกใจกับลูกพี่ลูกน้องของสามี จนในที่สุดก็หย่าร้างกัน ภรรยาสานสัมพันธ์กับชู้ต่อแต่ก็ไม่ราบรื่น จนเกิดเรื่องราวบานปลายกลายเป็นภรรยาตั้งท้องกับสามีที่หย่ากันไป รัก 3 เศร้า และ 1 ชีวิตของเด็กที่บริสุทธิ์จะจบลงอย่างไร? ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘คุณค่าของความตาย’ จาก ‘คุณไอซ์’ โดยมี ‘สาวแอน The Ghost’ เป็นผู้ถ่ายทอด ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost’ (26 สิงหาคม 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ‘ไอซ์’ มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ ‘วัฒน์’ ในวันนั้นเขาได้โทรมาร้องไห้ ตัดพ้อว่า “กูไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้ กูอะทนไอมิ้นไม่ไหว” ซึ่ง ‘มิ้น’ เป็นภรรยาเก่าของวัฒน์ที่เลิกกันไปตั้งแต่ 7 เดือนก่อน และวัฒน์ก็มีแฟนใหม่มาเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว ทำให้ไอซ์ไม่เข้าใจว่าทำไมวัฒน์ต้องร้องไห้เสียใจเรื่องมิ้น ในเมื่อก็มีแฟนใหม่ไปแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปลอบใจเพื่อนด้วยประโยคที่ว่า “มึงอยู่ก่อน มึงอย่าพึ่งเป็นอะไร เดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะไปหามึงที่บ้าน” หลังจากที่ได้วางสายโทรศัพท์ไป ไอซ์ก็ได้เข้านอน แต่ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นยาเส้นพร้อมกับเสียงผู้ชายที่พูดให้ตื่น เธอรีบลุกขึ้นมาอย่างลุกลี้ลุกลนเพื่อที่จะขับรถ แต่ในระหว่างเดินทางก็มีสายโทรเข้ามาจากเพื่อนอีกคนที่ชื่อว่า ‘บิ๊ก’ “ไอซ์มึงทำใจดี ๆ ไว้นะ ไอวัฒน์ตายแล้ว” ไอซ์ได้ยินดังนั้นก็ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ทั้ง ๆ ที่เธอก็ได้บอกให้วัฒน์รอก่อน แต่เพื่อนสนิทก็รอไม่ไหว จากนั้นก็ทราบว่าข่าวว่าวัฒน์ตัดสินใจจบชีวิตด้วยการผูกคอตายกับกิ่งไม้ที่ยื่นเข้าไปตรงหน้าต่างบ้านของมิ้นกับ ‘ทอม’ ซึ่งทอมคือลูกพี่ลูกน้องของวัฒน์ และเป็น LGBTQ+ แต่เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว วัฒน์ก็ได้รู้ความจริงว่า คนที่เชื่อใจทั้งสองคนแอบเป็นชู้กัน ทางด้านไอซ์เมื่อมาถึงที่หมายแล้ว บิ๊กก็ได้พาไปที่จุดเกิดเหตุแทนที่จะไปวัด เพราะที่นี่ เพื่อน ๆ กำลังตั้งศาลเตี้ย หาคนผิดโดยไม่พึ่งกฏหมาย แต่ทั้งมิ้นและทอมก็ได้หนีไปแล้ว จากนั้นไม่นาน ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาพร้อมกับกลิ่นยาเส้นแล้วพูดว่า “มึงก็บอกมันสิ” และอยู่ดี ๆ น้องที่นั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์หน้าบ้านก็กลิ้งตกรถลงมาด้วยอาการตกใจ สีหน้าเหมือนคนกลัวอะไรสักอย่างจนไม่มีสติต้องรีบวิ่งหนีหายไป เพื่อนที่อยู่ตรงนั้นเมื่อมองไปที่ต้นไม้ที่วัฒน์ผูกคอตายก็วิ่งหายออกไปจากบ้านไม่ต่างกัน และบิ๊กก็วิ่งออกไปด้วย ไอซ์มีแต่ความงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงรีบโทรหาบิ๊กให้มารับ และก็ได้ไปถึงวัดในที่สุด ในคืนนั้นทั้งญาติสนิทและผองเพื่อนก็ได้นอนเฝ้าศพที่วัด แต่แล้วน้องที่ชื่อ ‘โรจน์’ ก็ตะโกนโวยวายขึ้นมาดังลั่นก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในโรงครัวของวัด ทุกคนพยายามจับมาถามและคุยให้ใจเย็นลงว่า โรจน์ที่ยังสั่นกลัวอยู่ได้แต่พูดว่า “ผมเห็นพี่วัฒน์ยืนอยู่บนตัวของพี่บิ๊ก แล้วพี่วัฒน์ค่อย ๆ นั่งลงยอง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เอาตัวเอนไปข้างหลัง จากนั้นก็ฟาดหัวตัวเองมาข้างหน้า เขาทำย้ำ ๆ จนหัวของพี่วัฒน์หลุดออกมากระแทกหน้าพี่บิ๊ก หัวนั้นได้กลิ้งลงมาหยุดอยู่ที่ผม ผมเลยวิ่งหนี” บิ๊กที่ได้ยินแบบนั้นก็คิดว่าอีกคืนเขาคงไม่อยู่แล้ว ในช่วงเย็นวันต่อมา ไอซ์ก็ได้มาอยู่เป็นเพื่อนบิ๊ก ขณะที่บิ๊กอาบน้ำอยู่นั้น ไอซ์ก็นั่งรอข้างนอก แต่กลับได้ยินเสียงดังออกมาจากห้องน้ำว่า “กลัวแล้ว กลัวแล้ว” พร้อมกับเสียงถีบประตูห้องน้ำที่ดังปัง! จนประตูหลุดออกมา บิ๊กที่เปลือยเปล่าทั้งตัว ก็วิ่งออกไปที่ป่ากล้วย กว่าบิ๊กจะสงบสติได้ก็ใช้เวลานาน บิ๊กเล่าให้ไอซ์ฟังว่า ตอนนั้นกำลังใช้สบู่ฟอกหน้าอยู่ ขณะที่หลับตา กำลังใช้มือควานหาขันก็ใช้เวลาสักพักเลยกว่าจะเจอ เขาก็คว้าและตักน้ำราดลงมาที่ใบหน้า แต่จังหวะที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งที่เขาจับกลับไม่ใช่ขัน แต่เป็นปากของวัฒน์! เรียกได้ว่าขันใบนั้นคือหัวของวัฒน์นั่นเอง ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ในระยะประชิด เขาทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากขว้างหัวทิ้ง บิ๊กคิดว่ามันจะจบแค่นั้น เขารีบดึงผ้าขนหนูมาคลุมตัว แต่สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมากลายเป็นร่างของวัฒน์ที่กำลังโอบเขาอยู่จากด้านหลัง! สติบิ๊กได้หายไปแล้วมีแต่ความกลัวที่คลืบคลานเข้ามา ในเวลานั้นคิดแค่ว่ายังไงก็ต้องเอาตัวเองออกจากห้องน้ำให้ได้ บิ๊กจึงพยายามดิ้นถีบประตูออกมา หลังจากฟังเรื่องราวจบ ทุกคนก็ได้แต่คุยกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเพื่อนที่ตายไปถึงต้องเล่นงานหนักขนาดนี้ แต่ก็ไม่สามารถหาเหตุผลมารองรับได้ เวลาล่วงเลยจนมาถึงวันทำบุญร้อยวัน ในตอนเย็นเพื่อนก็มานั่งสังสรรค์กัน อยู่ ๆ บิ๊กก็พูดขึ้นมาว่า “กูรู้สึกผิดว่ะ กูเป็นเหตุผลที่ทำให้วัฒน์ตายด้วยส่วนหนึ่ง เพราะว่าวันที่เกิดเหตุ กูไปบ้านของทอม ไปส่งมันนี่แหละ กูอยากกินเหล้ากับเพื่อน เลยทิ้งมันไว้ตรงนั้น สายแรกวัฒน์โทรมา ให้กูไปรับมัน สายที่สองโทรมาตัดพ้อว่าอยากตาย ไม่อยากอยู่แล้ว กูก็ปากพล่อยตอบมันไปว่า มึงตายก็ดี มึงจะได้เป็นผีรุ่นพี่ กูจะได้ขอหวยด้วย และที่สำคัญนะ ถ้ามึงตาย มึงมาหลอกกูคนแรกเลย เพราะว่ากูคือเพื่อนรักของมึง” ไอซ์เข้าใจกระจ่างว่าทำไมบิ๊กถึงได้โดนหลอก หลังจากนั้นเวลาผ่านไป 2 ปี ได้มีสายจากมิ้นโทรมาหาไอซ์ เธอได้ถามไปว่า “มึงหายไปไหนมา มึงทำให้เพื่อนกูตาย” มิ้นจึงได้เล่าทุกอย่างให้ฟังว่า.. ในช่วงที่คบกับทอมก็มีทะเลาะกันบ้าง พอมีปากเสียงกัน มิ้นก็เลือกที่จะไปดื่มกับวัฒน์ และมีอะไรกันจนท้อง เมื่อท้องได้ 2 เดือน ทอมก็จับได้ ทั้งสามคนตัดสินใจมาเคลียร์กันที่บ้านของทอมว่าควรจะจัดการยังไงต่อ ทอมยื่นคำขาดกับมิ้นว่า “ถ้าเลือกวัฒน์ ก็ออกจากบ้านกูไป แต่ถ้ามึงเลือกกู ก็ต้องเอาเด็กคนนี้ออก” พอวัฒน์ได้ยิน ก็รู้สึกเศร้ามาก จนทำลายข้าวของ เขาไม่รู้จะทำอย่างไร สุดท้ายก็ก้มลงกราบมิ้นและทอม พรางอ้อนวอนว่า “เอาลูกกูไว้เถอะ ถ้ามึงไม่อยากเลี้ยงกูเลี้ยงเอง” แม้วัฒน์จะยอมทิ้งศักดิ์ศรีก้มลงกราบแทบเท้า แต่ทอมก็ไม่คิดจะเอาเด็กคนนี้ไว้ ทั้งยังสะใจที่ได้เป็นผู้ชนะ และพามิ้นกลับเข้าไปในบ้าน วัฒน์จึงตะโกนไล่หลังไปว่า “ถ้ามึงจะกำจัดลูกกู กูจะไปรอมันที่อีกโลกหนึ่ง!” นี่เป็นคำพูดสุดท้ายที่วัฒน์ได้พูดกับมิ้นและทอม เช้าวันต่อมา เมื่อได้เปิดหน้าต่างบ้านเพื่อรับลม ทั้งคู่ก็ได้เห็นว่าวัฒน์ผูกคอตายอยู่ตรงหน้าต่างบ้าน และที่ข้อเท้ายังเขียนชื่อเป็นชื่อจริงของมิ้นกับทอมไว้อีกด้วย ทั้งสองทำอะไรไม่ถูกจึงรีบหนีไปใต้ และมิ้นก็ยังคงเก็บเด็กคนนั้นไว้ เวลาผ่านไปจนมิ้นคลอด และตั้งชื่อว่า ‘น้องโปรแกรม’ ไอซ์ไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง มิ้นจึงได้พาน้องโปรแกรมมาพบกับไอซ์ เมื่อไอซ์ได้เห็นเด็กผู้ชายวัย 2 ขวบ ก็เชื่ออย่างสนิทใจว่านี่คือลูกของวัฒน์อย่างแน่นอน ไอซ์โผกอดน้องโปรแกรม ราวกับนี่คือวัฒน์เพื่อนที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ จากนั้นมิ้นก็เล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากที่หนีไปใต้ วัฒน์ไม่เคยไปไหนไกล บางทีก็เดินถือหัวไปมา เวลาที่มิ้นสระผม ก็มาช่วยเธอสระผมบ้าง สถานที่ที่จะทำให้นอนได้ ไม่วัดก็เป็นบ้านหมอผี วันหนึ่ง ทอมและมิ้นเจอพระอาจารย์รูปหนึ่ง ทั้งสองได้เรียนวิปัสสนา กรรมฐาน รู้จักบาปบุญ และวันที่เปลี่ยนชีวิตทอมก็มาถึง มิ้นท้องแก่ใกล้คลอด ทอมก็ขับรถไปแต่ระหว่างทางก็มีควายสีดำวิ่งมาตัดหน้ารถ ทอมเลือกที่จะหักพวงมาลัยจนไปชนต้นไม้ ทั้งคู่สลบคาที่ แต่เสียงที่เรียกให้ทอมตื่นขึ้นมาคือเสียงของผู้ชาย บอกให้เขาไปช่วยมิ้น เพราะไฟกำลังโหมรถ ทอมได้สติก็รีบดึงมิ้นออกมา รถพยาบาลขับผ่านมาพอดี และน้องโปรแกรมก็ได้คลอดบนรถคันนั้น ทอมพูดกับอากาศหวังว่ามันจะส่งไปถึงวัฒน์ว่า ‘ขอบคุณนะพี่ที่มาช่วย ถ้าตอนนั้นหนูมีศีลมีธรรมหนูก็คงไม่ทำร้ายเด็กคนนี้ และคงไม่เป็นชู้กับมิ้น ตอนนี้หนูรู้สึกผิดแล้ว หนูยอมตายแทนเด็กคนนี้ด้วย’ หลังจากคลอดน้องโปรแกรมออกมา พระอาจารย์ก็บอกกับมิ้นว่า “ให้เอาหลานไปคืนปู่กับย่า เพราะวัฒน์มาขอไว้ ไม่งั้นปู่กับย่าจะไม่รอด” มิ้นจึงถ่ายรูปน้องโปรแกรมส่งไปให้พ่อแม่ของวัฒน์ และเมื่อพ่อแม่วัฒน์ได้เจอน้องโปรแกรมก็ได้แต่ร้องไห้กอดหลาน เพราะว่านี่คือวัฒน์น้อยของแม่ เด็กคนนี้จะมาทดแทนความโหยหาที่ขาดหายไป จากนั้น พ่อวัฒน์ก็พูดขึ้นมาว่า “แม่มึง ไอที่เราคุยกันไว้ว่า 60 ปี เราอะอยู่ได้ยันร้อยปีเลยนะ” ทั้งมิ้นและทอมก็นำขันธ์ห้ามาไหว้พ่อกับแม่ ทั้งสองคนไม่ได้ด่าทอหรือทุบตี แต่กลับกอดกันแทน นี่ทำให้ไอซ์ตกผลึกได้ว่า การที่เรามีบุญ หรือรักษาศีล มันทำให้เราให้อภัยคนได้ ไอซ์เดินออกมานอกบ้าน พูดเบา ๆ กับเพื่อนสนิทของตนว่า ‘วัฒน์ มึงคิดเหมือนกูมั้ย ว่ามึงไม่ได้ตายฟรี มึงทำให้ไอชั่วสองคนนี้ กลับกลายเป็นคนดี และทำให้ครอบครัวกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ถึงตัวมึงจะตาย แต่คุณค่าของมึงก็ยังคงอยู่ คงถึงเวลาที่มึงจะไปสบายได้แล้ว’ ไม่นานก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินคีบบุหรี่ออกมาจากป่า และพูดกับเธอว่า “มันยังต้องชดใช้กรรมอีก” และเขาก็หายไป พร้อมกับรถตุ๊กตุ๊กที่วิ่งผ่านมา วัฒน์นั่งอยู่บนรถคันนั้นนั้น เขายิ้ม ดูมีความสุข และพยักหน้าให้เหมือนจะขอบคุณ และก็หายไป ไอซ์สะดุ้งเพราะน้องโปรแกรมเข้ามากอดจากข้างหลัง บอกให้ไปกินข้าวได้แล้ว..เขียน: อภิธิดา ดุรงค์พันธุ์เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-