โดนหมอดูทักว่ามีคนตามแต่ไม่เชื่อ ระหว่างที่อาบน้ำก็ได้ยินเสียงคนบอกให้ช่วย ตอนเล่นเกม เพื่อนก็ได้ยินอีก! ทำใจกล้าเปิดประตูเข้าไปดูก็เจอผู้หญิงหน้าไหม้ ยืนหลังโค้งติดเพดานเป็นรูปตัวแอลในห้องนอนตัวเอง!

อังคารคลุมโปง RECAP

โดนหมอดูทักว่ามีคนตามแต่ไม่เชื่อ ระหว่างที่อาบน้ำก็ได้ยินเสียงคนบอกให้ช่วย ตอนเล่นเกม เพื่อนก็ได้ยินอีก! ทำใจกล้าเปิดประตูเข้าไปดูก็เจอผู้หญิงหน้าไหม้ ยืนหลังโค้งติดเพดานเป็นรูปตัวแอลในห้องนอนตัวเอง!

17 พ.ย. 2023

          โดนหมอดูทักว่ามีผู้หญิงและเด็กตามอยู่แต่ไม่เชื่อ จนไปพบเจอกับตัวเอง เริ่มด้วยการได้ยินเสียงแปลก ๆ ขอให้ช่วย ต่อมาแอพลิเคชันจับสัญญาณเสียงได้ สุดท้ายเจอเองกับตาด้วยภาพสุดหลอนที่ไม่อาจลืม ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 พฤษจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ช่วย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย!

          พี่แจ็ค The Ghost Radio บอกว่า ‘คุณแน๊ป’ นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเขาและบ้านของเขาเอง ซึ่งในปัจจุบันเขาก็ได้ขายบ้านหลังนี้ไปแล้ว ต้องเกริ่นก่อนว่าโครงสร้างของบ้านจะมี 2 ชั้น ซึ่งชั้นล่างเป็นร้านขายของ มีคุณพ่อคุณแม่อาศัยในชั้นนั้น ส่วนชั้นที่ 2 ก็จะเป็นชั้นของคุณแน๊ปทั้งชั้น คุณพ่อคุณแม่จึงมักจะไม่ขึ้นมายุ่งที่ชั้นสอง แต่โดยปกติแล้วคุณแน๊ปไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้ เพราะว่าทำงานต่างจังหวัด นาน ๆ ทีจะได้กลับบ้าน ซึ่งช่วงที่เกิดเรื่องเป็นช่วงวันแม่พอดี เมื่อกลับบ้านมา คุณแม่ก็พาไปทำบุญที่วัดและก็ได้ดูดวงกับหมอดูตามปกติ แต่คุณแน๊ปสังเกตเห็นว่าหมอที่ดูดวงให้คุณแม่เขาชอบหันมามองหน้าคุณแน็ปบ่อย ๆ หลังจากที่คุณแม่ดูดวงเสร็จ หมอดูก็เดินมาหาคุณแน๊ปแล้วบอกว่า “ช่วงนี้ไปทำอะไรมาหรือเปล่าเห็นเหมือนมีคนตามเป็นผู้หญิงกับเด็ก” ด้วยความที่คุณแน๊ปเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องหมอดูและไม่เชื่อเรื่องผี จึงคิดว่าถ้ามีคนมาทักว่ามีผีผู้หญิงหรือว่ามีคนตามยังพอเข้าใจได้ แต่พอบอกว่ามีเด็กตามก็แสดงว่าต้องทำแท้งหนิ ซึ่งคุณแน๊ปไม่เคยทำ ไม่เคยไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ จึงคิดว่าหมอดูมั่ว

          หลังจากทำบุญกลับมา คุณแน๊ปก็ขึ้นไปชั้น 2 ตามปกติ ในระหว่างที่กำลังอาบน้ำ คุณแน๊ปก็ได้ยินเสียงแทรกเข้ามาว่า “ช่วย” พร้อมกับเสียงน้ำที่ออกมาจากฝักบัว แต่คุณแน๊ปก็คิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง คืนนั้นจึงนอนตามปกติ แต่ก็ฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งมีสภาพแปลก ๆ มายืนเกาะหน้าต่าง พร้อมเด็กยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วก็กวักมือพูดว่า “ช่วย ช่วย ช่วย” อยู่ซ้ำ ๆ คุณแน๊ปตกใจสะดุ้งตื่น และเริ่มเอะใจ เพราะทั้งหมอดูทัก ทั้งได้ยินเสียงตอนอาบน้ำ และความฝันชวนขนหัวลุกนี้

          วันต่อมา คุณแน๊ปนั่งเล่นเกมอยู่กับเพื่อน โดยใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า Discord เอาไว้คุยกันระหว่างเล่นเกม ซึ่งลักษณะพิเศษของโปรแกรมคือ เมื่อพูดตรงไมค์จะมีไฟสีเขียวขึ้น ระหว่างที่กำลังจะเริ่มเกมคุณแน๊ปยังไม่ทันได้พูดอะไร เพื่อนของคุณแน๊ปก็ตอบกลับมาว่า “ช่วยไรวะ” และพอคุณแน๊ปสังเกตตรงไมค์ก็ไม่มีไฟอะไรขึ้น จากนั้นก็เล่นเกมกันต่อไม่ได้คิดอะไร แต่ในระหว่างเล่น เพื่อนคุณแน๊ปก็พูดขึ้นมาว่าอีกว่า “เสียงอะไรวะ ที่บ้านมึงเสียงโครมครามเหมือนมีคนเคาะอะไร” คุณแน๊ปจึงลองถอดหูฟังออก ปรากฏว่าก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร พอเล่นเกมเสร็จ เพื่อนก็ทักขึ้นมาอีกว่า “ได้ยินเสียงจริง ๆ นะ ตอนนี้ก็ได้ยินอยู่” คุณแน๊ปจึงลองมองไปที่รูปไมค์ แต่พอครั้งนี้มีไฟเขียวขึ้นเหมือนได้รับสัญญาณเสียง! คุณแน๊ปจึงถอดหูฟังออก ปรากฏว่าได้ยินเสียงคนเคาะประตู “ก๊อก ๆ” เขาจึงถามกลับไปว่า “แม่หรอ” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ คุณแน๊ปลุกเอาหูไปแนบประตูปรากฏว่าได้ยินเสียงเป็นเสียงเด็กร้อง เสียงของตก และเสียงผู้หญิงร้องว่า “ช่วย ช่วย ช่วย….”

          คุณแน๊ปตัดสินใจเปิดประตู พอเปิดออกไปก็เจอแต่ความว่างเปล่า!  จากนั้นจึงเดินออกมาสำรวจ พอมองไปห้องพระก็ไม่เจออะไร แต่พอเปิดประตูห้องนอนตัวเองเท่านั้นแหละ! ปรากฏว่าสิ่งที่เขาเห็นคือ ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่บนเตียง แต่หลังของผู้หญิงคนนั้นโค้งไปตามเพดานที่อยู่ข้างบน เหมือนรูปตัวแอล ซึ่งผู้หญิงคนนั้นสูงมาก หันมามองหน้าคุณแน๊ปแล้วอ้าปาก ใบหน้าส่วนหนึ่งมีผมปิดไว้ ส่วนที่มองเห็นเต็มไปด้วยรอยไฟไหม้

          คุณแน๊ปตกใจทำอะไรไม่ถูกจึงค่อย ๆ เดินถอยหลังลงบันได ทำให้คุณแน๊ปค่อย ๆ เห็นภาพทั้งห้องกว้างขึ้น ซึ่งนอกจากมีผู้หญิงแล้ว ยังเห็นเป็นเด็กอีก 3 คน นอนดิ้นทับกันอยู่ใต้เตียง ในขณะที่ผู้หญิงบนเตียงก็มองเขาอยู่ คุณแน๊ปจึงวิ่งเสียงดังลงมาข้างล่างจนพ่อกับแม่ตื่น!  คุณแน๊ปรีบบอกว่าข้างบนมีผีและขอไปอยู่บ้านเพื่อน ซึ่งเพื่อนคนนี้คือคนที่เล่นเกมด้วยกันนั่นเอง

          เมื่อมาถึงบ้านเพื่อน เพื่อนก็ตกใจและงงเพราะว่ายังได้ยินเสียงคุณแน๊ปคุยกับใครไม่รู้ใน Discord ที่บ้าน คุณแน๊ปลองเอาหูฟังมาใส่แต่ว่าก็ไม่ได้ยิน พอตอนเช้ามาก็เล่าเรื่องนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ฟังว่าสิ่งที่เห็นมีลักษณะอย่างไร พ่อกับแม่จึงบอกกับคุณแน๊ปว่า ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมก่อนที่คุณแน๊ปจะมา ซอยฝั่งตรงข้ามเกิดเหตุไฟไหม้บ้าน ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นลูกค้าของบ้านคุณแน๊ปที่คุณแน๊ปรู้จักเป็นอย่างดี คนที่เสียชีวิตโดนไฟคลอก คือ คุณแม่และลูก 3 คน ซึ่งคุณแน๊ปก็สนิท ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนก็ไปบ้านเขา และยังคุยกันอยู่เลยว่าจะซื้อของมาฝากลูกเขา แต่เรื่องหลอนที่คุณแน๊ปเจอนั้น ชาวบ้านแถวนั้นก็ไม่ได้เจออะไร หรืออาจเพราะเคยเกริ่นว่าจะซื้อของมาฝากทำให้มีจิตสื่อกันบางอย่างก็เป็นได้

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ 'ลบผง' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568 ]

12 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ 'ลบผง' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568 ]

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล’ ได้นำเรื่องเล่าที่มาจากประสบการณ์จริง มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 มกราคม 2568) โดยมี ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ร่วมรายการ ทั้ง 2 ดีเจก็ได้คิดเห็นตรงกันว่า เรื่องที่หมอบีเล่าสามารถเป็นข้อคิดให้กับแฟน ๆ ของรายการได้อย่างแน่นอน หมอบีได้เล่าว่าเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยเนื้อหาหรือสถานที่ของเหตุการณ์ได้มากนัก โดยเริ่มแรก มีลูกศิษย์ของพระรูปหนึ่ง (พระรูปนี้เสียชีวิตไปนานแล้ว) ได้มาบอกหมอบีว่า พระอาจารย์ท่านนี้เก่งในเรื่องเกี่ยวกับการ ‘สักยันต์ วิชาอาคม ไสยศาสตร์’ แต่ส่วนตัวของหมอบีนั้นไม่ได้ชอบเรื่องพวกนี้ แต่เหตุผลที่ตกลงไปเพราะได้รับการชวนหลายครั้ง และอีกใจหนึ่งก็อยากไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาด้วย เมื่อไปถึงสถานที่แห่งนั้น ก็พบว่าเป็นสถานที่รกร้างแต่กว้างใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเมื่อก่อนมีผู้คนจำนวนมากที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ หลังจากได้เห็นสถานที่ หมอก็เริ่มรับรู้ได้ว่าพระรูปนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะได้เจอกับรูปปั้นของพระรูปนั้น และได้ทราบภายหลังว่าพระรูปนี้มีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ ในประวัติท่านได้บอกว่าท่านได้เก็บพระไว้ในโถหรือไห ที่บริเวณรอบ ๆ ของต้นโพธิ์ที่อยู่ใกล้กับรูปปั้นของท่านและยังมีของที่ตัวท่านทำเอง เก็บไว้ที่ฐานของรูปปั้น (ในตอนแรก หมอบีก็ยังไม่ทราบว่าคืออะไร) แต่เนื่องจากเวลาผ่านมานาน ทำให้มีหลายคนได้เข้ามาขโมยพระเหล่านั้นไป หมอบีจึงตัดสินใจที่จะลองดูที่ใต้ฐานของพระพุทธรูป จนได้เจอกับแผ่นจานทองเหลืองที่มีอักขระเขียนไว้ พอได้เปิดเข้าไปข้างใน หมอบีก็ได้เจอกับร่างของพระรูปนั้น ซึ่งร่างของท่าน ไม่มีการเน่าเปื่อยแต่อย่างใด กลับมีลักษณะเป็นเหมือน ‘ไม้’ มากกว่า และอักขระที่เป็นยันต์ตามตัวก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม หลังจากนั้น ลูกศิษย์ของพระท่านนั้นก็ได้ลองให้หมอบีเขียนอักขระยันต์ พอหมอบีเขียนเสร็จ ลูกศิษย์คนนั้นได้นำไปให้คุณป้าท่านหนึ่งดู ป้าท่านนั้นตกใจเป็นอย่างมาก เพราะลายมือของหมอบี มีความเหมือนกับของพระอาจารย์เป็นอย่างมาก ต่อมา หมอบีได้เจอกับกุฏิของพระรูปนั้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านใช้ชีวิตอยู่และทำพิธีต่าง ๆ จึงไม่สามารถให้คนอื่นเข้าได้ แต่คุณป้าที่เป็นผู้ดูแลกลับอนุญาตให้หมอบีเข้าไป คุณป้าได้ให้หมอบีนั่งตรงจุดที่พระอาจารย์ได้ทำการ ‘ลบผง’ และคุณป้าก็ได้หยิบกระดานชนวนและชอล์กมาให้หมอบี ซึ่งกระดานชนวนที่หมอบีรับมาก็คือกระดานชนวนที่หลวงพ่อเคยใช้ หมอบีได้แต่สงสัยว่าต้องทำอะไร แต่พอเวลาได้ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้หมอบีทำการเขียนอักขระลงไป ซึ่ง ณ ตอนนั้น ในใจของหมอบีได้แต่คิดในใจว่าหลวงพ่อท่านแกล้ง เพราะรู้ว่าหมอบีไม่ค่อยได้สนใจในศาสตร์ด้านนี้ พอเขียนเสร็จ หมอบีก็ลบอักขระเหล่านั้นออกจากกระดาน สิ่งนี้เองที่เรียกว่าการ ‘ลบผง’ หลังจากหมอบีได้ทำไปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จึงได้รับรู้ว่า การทำแบบนี้เป็นเหมือนกับการฝึกสมาธิและสติ ทำให้หมอบีได้รับรู้ถึงความหมายอักขระแต่ละตัว “เปรียบเสมือนกับทุกสิ่ง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป” หลังจากนั้น หมอบีได้รู้ว่าหลวงพ่อท่านนี้เคยได้ทำการสักยันต์ให้กับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งหมอบีกับผู้ใหญ่ท่านนี้ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้ใหญ่ท่านนี้ได้ทำการติดต่อหมอบีและส่งรถยนต์มารับ พร้อมกับได้บอกกับหมอบีว่า “หลวงพ่อท่านได้ทำการเข้ามาในความฝันและบอกให้เรียกหมอบีมา” หลังจากนั้น หมอบีก็ได้ตระเวนไปตามเคสต่าง ๆ จนได้ไปเจอกับหลวงปู่สุข และได้รับคำสอนในเรื่องเกี่ยวกับการทำสมาธิอีกครั้ง หลังจากครั้งนั้น ทำให้หมอบีต้องกลับมายังกุฏิของหลวงพ่อท่านนั้นอีก ในครั้งนี้เหมือนหมอบีได้รับรู้ว่าหลวงพ่อท่านบอกว่า “เห็นไหม เรียนกับเราแต่แรกก็จบแล้ว” หลังจากวันนั้น หมอบีก็เข้าใจและไม่ได้ต่อต้านเรื่องเหล่านี้อีก ทั้งสองดีเจได้เห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่หมอบีได้รับเป็นเสมือนคำสอน อีกทั้งยังเหมือนได้รับเครื่องเตือนใจหรือสติสอนใจ หมอบีได้เล่าต่อว่าสถานที่แห่งนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ที่ดินของพื้นที่นี้ได้มีการถูกแย่งพื้นที่ไปมา และหลวงพ่อท่านยังเคยมาบอกหมอบีด้วยว่า “จะมีคนมาแย่งร่างของท่านกัน อยากให้หมอบีมาช่วยแย่งร่างท่านไปด้วย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เจอศพที่เกิดอุบัติเหตุเป็นคนแรก แฟนเขาโทรมาว่า “ขอคุยกับแฟนหน่อย” แต่ไม่กล้าบอกความจริงว่าตายแล้ว เมื่อถูกขอร้องจนใจอ่อน จึงยื่นมือถือไปใกล้ศพ แรกๆก็คุยฝ่ายเดียว หลังๆเหมือนคุยโต้ตอบกันจึงหันมาดู ปรากฏว่าศพนั้นกำลังพูดอยู่จริงๆ

29 พ.ค. 2023

เจอศพที่เกิดอุบัติเหตุเป็นคนแรก แฟนเขาโทรมาว่า “ขอคุยกับแฟนหน่อย” แต่ไม่กล้าบอกความจริงว่าตายแล้ว เมื่อถูกขอร้องจนใจอ่อน จึงยื่นมือถือไปใกล้ศพ แรกๆก็คุยฝ่ายเดียว หลังๆเหมือนคุยโต้ตอบกันจึงหันมาดู ปรากฏว่าศพนั้นกำลังพูดอยู่จริงๆ

‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ มาเยือนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 พฤษภาคม 2566) ทั้งที งานนี้ขนเอาความหลอนมาฝาก ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เต็มกระเป๋า! จะหลอนแค่ไหน แท็กเพื่อนมาอ่านไปด้วยกันเลย! ต้นกล้าเล่าว่าที่ญี่ปุ่นจะมีงานเทศกาลที่คล้ายกับงานวัดบ้านเรา เป็นเรื่องที่เกิดกับผู้หญิงคนหนึ่ง นามสมมุติว่า ‘ยูริ’ เธอได้ไปขายของในงานเทศกาลนี้ และได้สนิทกับพี่ผู้หญิงอีกคนที่เต็นท์ข้าง ๆ ให้นามสมมุติว่า ‘จุนโกะ’ หลังจากงานเทศกาลเลิก เต็นท์อื่นก็พากันเก็บของกลับไปจนหมด เหลือแค่ยูริและจุนโกะ แต่ถึงแม้จุนโกะจะของเยอะ และต้องใช้เวลานานพอสมควรในการเก็บของ แต่เธอก็เก็บจนเสร็จและกลับไป สุดท้ายก็เหลือเพียงยูริคนเดียว เทศกาลนี้จัดอยู่ในศาลเจ้า บรรยากาศก็เริ่มวังเวง ยูริเริ่มกลัวจึงเก็บของเท่าที่ไหว และคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยกลับมาเก็บอีกรอบ จากนั้นก็ขับรถออกมา ระยะทางจากศาลเจ้าและตัวเมืองเป็นถนนที่อยู่บนภูเขา และยังมีป่าทึบสองข้างทาง.. เมื่อขับรถออกมา จนผ่านทางที่ไม่มีไฟข้างถนน ยูริก็เห็นว่าข้างหน้ามีไฟสีแดงสว่างอยู่ จึงขับรถเข้าไปก็เห็นว่าเป็นไฟท้ายรถ ยูริคิดในใจว่า “รถใครมาจอดอยู่ตรงนี้” เมื่อยิ่งเข้าไปใกล้ ก็ยิ่งเห็นว่ารถคันนั้นเกิดอุบัติเหตุชนกับต้นไม้ข้างทาง แถมยังเป็นรถคันเดียวกับพี่จุนโกะที่อยู่เต็นท์ข้าง ๆ ด้วย ยูริตกใจมาก เธอหันไปมองรอบ ๆ ก็ไม่พบใคร ไม่มีแม้แต่รถสักคันขับผ่านมา เธอจึงหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรไปยังสายด่วนฉุกเฉิน และแจ้งว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ปลายสายก็ถามว่า “แล้วรถที่เกิดอุบัติเหตุนั้นคนที่อยู่ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง” ยูริตอบไปว่า “ไม่รู้เลยค่ะ ไม่กล้าเข้าไปดู” ปลายสายก็พูดต่อว่า “รบกวนเข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วช่วยเช็คให้หน่อยนะครับ เผื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ” เธอจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปและก็เห็นว่า “ครึ่งตัวของพี่จุนโกะพาดกระเด็นออกมานอกตัวรถ หัวห้อยจนผมสยายลงมาพร้อมกับแขนที่ชุ่มไปด้วยเลือดแนบกับประตูฝั่งคนขับ” ยูริเห็นสภาพดังนั้นก็กลัว และไม่กล้าเข้าไปเช็คมากกว่านี้ จึงบอกปลายสายไปว่า “คิดว่าเขาน่าจะมีสตินะคะ” ปลายสายก็พูดเสริมอีกว่า “ขอโทษนะครับเค้ายังหายใจทางจมูก หรือ ทางปากอยู่ไหม รบกวนเอามือไปทาบให้หน่อย” ในใจยูริรู้สึกกลัวมาก แต่ก็ฮึดขึ้นมา จากนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ ๆ จนเห็นว่า พี่จุนโกะหัวแตกจนเลือดไหลอาบเต็มหน้า ไหลหยดลงมาตามแขน ยูริค่อย ๆ รวบรวมความกล้าอีกครั้ง แล้วยื่นมือไปทาบตรงจมูก แต่กลับรู้สึกอะไรไม่ได้เลยแม้กระทั่งลมหายใจ! ยูริรู้ได้ในทันทีว่าพี่จุนโกะคงเสียชีวิตแล้ว จึงตอบปลายสายไปว่า “เขาไม่หายใจแล้วค่ะ” ปลายสายก็ตอบรับและแจ้งว่าให้รอสักครู่ เพราะมีรถพยาบาลและรถกู้ภัยกำลังเดินทางมาแล้ว จากนั้นก็วางสายไป ในตอนนี้ ยูริต้องอยู่ลำพังกับศพ! เธอจึงถอยออกมาจากตัวรถ ในใจก็คิดว่า “ไม่น่ามาอยู่ตรงนี้เลย” พร้อมกับแสดงความเสียใจที่คนรู้จักต้องมาตาย สักพักก็มีเสียงโทรเข้าจากโทรศัพท์ดังขึ้น เธอจึงหยิบของตัวเองขึ้นมาดู ปรากฏว่าไม่ใช่ เมื่อมองเข้าไปในรถก็พบว่าเป็นโทรศัพท์ของพี่จุนโกะ เธอชั่งใจอยู่ชั่วครู่ว่าจะรับหรือไม่รับดี แต่ความรู้สึกก็บอกว่าถ้าเป็นครอบครัวเขาโทรมา เราก็ควรจะเป็นพลเมืองดีแจ้งให้เขาทราบ จึงตัดสินใจจะหยิบโทรศัพท์มารับสาย แต่โทรศัพท์มันดันอยู่ที่เบาะอีกฝั่งของศพ จะเดินไปเปิดประตูฝั่งนั้นก็ไม่ได้เพราะมันชนติดอยู่กับต้นไม้ เสียงโทรศัพท์ก็ดังอยู่อย่างนั้น เธอจึงเอามือล้วงผ่านศพเข้าไปหยิบโทรศัพท์ จนหน้าเธอกับพี่จุนโกะแทบจะติดกัน! เมื่อรับสายเสียงจากปลายสายก็พูดว่า “ฮัลโหล ๆ เธออยู่ไหนแล้ว” ยูริจึงตอบไปว่า “อ๋อนี่ไม่ใช่ค่ะ” ปลายสายจึงขอจึงพูดว่า “ขอสายแฟนผมหน่อยครับ” ด้วยความที่ไม่กล้าบอกว่าจุนโกะเสียชีวิตแล้ว เธอจึงตอบไปว่า “พอดีแฟนคุณประสบอุบัติเหตุค่ะ ตอนนี้เขาไม่มีสติเลย เขาอาการค่อนข้างหนัก” แฟนจุนโกะจึงพูดด้วยอาการตกใจว่า “หรอครับ!? งั้นรบกวนช่วยเปิดลำโพงโทรศัพท์ให้หน่อยได้มั้ยครับ ผมจะได้ส่งเสียงเรียกเค้า เผื่อเค้าได้สติคืนมา” ยูริตอบไปว่า “จะดีหรอคะ?” แต่แฟนจุนโกะก็ยังยืนยันและตอบกลับมาว่า “เผื่อเขาได้ยินเสียงคนที่รักแล้วอาจจะได้สติกลับมา นะ ๆ ผมรบกวนหน่อย” เธอจึงยอมทำตามนั้น แฟนจุนโกะก็เรียก “เธอ เธอ ได้ยินหรือเปล่า??” อยู่อย่างนั้น ระยะห่างของยูริกับตัวรถค่อนข้างไกล เธอจึงเขยิบเข้าไปใกล้ ๆ และยื่นโทรศัพท์เข้าไปที่หน้าศพ เธอไม่กล้ามองภาพที่อยู่ตรงหน้าจึงหันไปอีกทางในขณะที่แขนก็ยื่นอยู่อย่างนั้น ปลายสายก็พยายามเรียกจุนโกะ จนเงียบไปได้ครู่หนึ่งก็พูดขึ้นมาประมาณว่า “อ้อหรอ อ่าวจริงหรอ เป็นอย่างงี้หรอ ไม่เป็นไรนะเธอ ตั้งสติไว้นะ” เหมือนทั้งคู่กับกำลังพูดคุยโต้ตอบกันอยู่! ยูริจึงหันหน้ากลับมาดูและพบว่าภาพที่เธอเห็นคือ “จากศพที่หัวที่เอียงห้อยอยู่ มันตั้งขึ้นมาพิงกับเบาะ แล้วปากขยับพูดกับโทรศัพท์ด้วยถ้อยคำที่ฟังไม่เป็นภาษาเพราะมีเลือดไหลกกอยู่เต็มปาก!” เธอตกใจกลัวกับภาพสยดสยองตรงหน้าจนมือไม้อ่อนเผลอปล่อยโทรศัพท์ทิ้งลงตรงนั้น แล้ววิ่งกลับไปนั่งตัวสั่นอยู่ในรถของตัวเอง! กระทั่งรถพยาบาลเดินทางมาถึง เมื่อเจ้าหน้าที่จัดการพื้นที่เกิดเหตุเรียบร้อย ยูริก็เดินทางไปที่โรงพยาบาลด้วย เพราะเธอคือคนที่เจอและแจ้งเหตุเป็นคนแรก แพทย์ได้ยืนยันการเสียชีวิตของจุนโกะ และยูริก็คิดขึ้นมาว่า “อ้าวแล้วที่เขาคุยกับแฟนเขาล่ะ??” จนเมื่อแฟนของจุนโกะมาถึงก็ร้องไห้คร่ำครวญเสียใจ และพูดกับยูริว่า “แต่อย่างน้อยในช่วงเวลาสุดท้ายของเขา ผมก็ได้ยินเสียงเขาอีกครั้งหนึ่ง” ทำให้เธอคิดว่าภาพที่เห็นในตอนนั้นคงไม่ใช่ภาพจริง แต่เป็นภาพวิญญาณของจุนโกะที่อยากสื่อสารกับแฟนตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากไปนั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'คุ้งผีโหย' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

03 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'คุ้งผีโหย' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

ท้าทายคำเตือนจากคนโบราณ ‘คุ้งน้ำต้องห้าม’ ที่อย่าไปจับปลาเด็ดขาด!! ตอนนั้นออกไปหาปลาแย่งกลับชาวบ้าน แต่คิดได้ว่าไม่อยากกลับบ้านมือเปล่า เลยแอบฝ่าฝืนไปหาปลาที่คุ้งต้องห้าม แต่การจับปลาครั้งนี้ไม่เหมือนเคย เพราะสิ่งได้กลับมาไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต แต่กลายเป็นความหลอนที่ตามติดจนไม่ลืม...เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตล์ (24 มี.ค. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คุ้งผีโหย’ คุณแรก ได้มาเล่าเรื่องราวของของ ‘ตาถึก’ ในสมัยที่ตายังหนุ่ม ก็ได้ใช้ชีวิตตามปกติของคนชนบท ไม่ว่าจะเป็นการจับปลา ปลูกข้าว ทำไร่ทำสวน ด้วยความที่ต้องพายเรือไปหาปลามาทำอาหารแย่งกับชาวบ้าน ตาถึกจึงคิดได้ว่า มีอยู่ที่นึงเป็นคุ้งน้ำ เหมือนลำคลองขนาดกลาง ที่ฝั่งนึงอยู่ติดกับกำแพงวัด และอีกฝั่งเป็นป่าช้า โดยคนโบราณบอกว่า คุ้งตรงนั้นห้ามใครก็ตามไปจับปลามากินเด็ดขาด ไม่งั้นจะโดนวิญญาณตามหลอกหลอน…แต่ด้วยความที่วันนั้น ตาถึกจับปลาไม่ได้เลยสักตัวจึงคิดว่า ไม่อยากกลับบ้านมือเปล่าจึงได้ชวนเพื่อนอีกคนไปลองจับปลาที่คุ้งนั้นดู เพราะคิดว่าคนอื่น ๆ คงไม่ไปกัน และต้องมีปลาเหลืออยู่เยอะแน่ หลังจากนั้นตาถึกกับเพื่อนก็ได้พากันพายเรือไปที่คุ้งนั้นทันที ซึ่งเมื่อไปถึงก็เห็นว่า มีผักโป่ง ก่อป่า ลอยอยู่เต็มคุ้งไปหมด และแสงไฟในตอนนั้นก็มีมาจากแค่ตะเกียงที่หัวเรือเพียงเท่านั้น เมื่อทั้งคู่พายเรือกันไปเรื่อย ๆ แสงจากตะเกียงที่สาดผ่านความมืด ก็เผยให้เห็นเหมือนกับว่า มีบางสิ่งบางอย่างรูปร่างคล้ายขอนไม้ลอยติดอยู่กับกองผักโป่ง ทั้งคู่จึงช่วยกันเอาไม้พายดันเปิดทางให้สามารถพายเรือไปต่อได้ เพื่อจะได้ไปจับปลาในโซนที่น้ำไม่ลึกมาก แต่เมื่อพายเข้าไปใกล้ ๆ จู่ ๆ ขอนไม้ตรงนั้นก็กลับจมหายลงน้ำไป แล้วผุดขึ้นมาเป็นพรายน้ำ เมื่อเห็นเช่นนั้น ทั้งสองจึงได้พยายามพายเรือออกมา เพราะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกจึงต้องพายเรือกลับไปขึ้นทางฝั่งป่าช้าโดยจำเป็น เมื่อทั้งคู่พายเรือกลับหัวเรือไปอีกฝั่ง ตรงหน้าของทั้งคู่กลับมีพรายน้ำผุดขึ้นมาถี่ขึ้นหลายจุด พร้อมส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งทั่วคุ้งน้ำ กลิ่นนั้นลอยตามทั้งสองมาเรื่อย ๆ ปรากฏว่าพอพายถอยหนีห่างออกมาเรื่อย ๆ ดันเจอเข้ากับร่างผู้หญิงไร้ชีพจร ลอยน้ำขึ้นอืดอยู่ และไม่ได้มีเพียงแค่ร่างเดียว ภาพตรงหน้าทำให้ทั้งสองตกใจมาก และรีบช่วยกันพายเรือขึ้นฝั่ง และวิ่งหนีเข้าไปในป่าช้าทันที..เมื่อขึ้นฝั่งสำเร็จ ทั้งสองไปหยุดพักเหนื่อยอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ทันใดนั้นทั้งคู่ก็หันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งหันข้างอยู่ใต้ต้นไม้ ทั้งคู่คุ้นว่าผู้หญิงคนนั้นคือ ยายทอง หรือคนในชุมชนที่รู้จักนั่นเอง ทั้งคู่จึงได้ตะโกนเรียกไป แต่เมื่อยายทองหันมา ทั้งคู่ก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า เนื่องจากในปาก และมือของยายทองนั้นมีกบสด ๆ เป็นตัว ๆ อยู่ ยายทองที่หันมาเห็นทั้งคู่ก็ได้วิ่งหนีเข้าป่าช้าไป ทางฝั่งของตาถึก และเพื่อนก็ตกใจวิ่งหนีกลับไปยันทางเข้าชุมชนทั้งสองเข้าไปในชุมชน ก็ได้วิ่งไปปลุกผู้ใหญ่บ้าน และคนแถวนั้นขึ้นมาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านก็ไม่มีใครเชื่อในเรื่องที่ตาถึก และเพื่อนเล่า เพราะยายทองนั้นเป็นผู้ป่วยแขนขาอ่อนแรง ต้องนั่งรถเข็นอยู่เสมอ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะออกไปวิ่งในป่าช้าคนเดียวตอนกลางคืน ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกจึงได้วิ่งไปเล่าเรื่องที่เจอมาให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อเมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมด จึงได้ไปเยี่ยมยายทองที่บ้าน และเห็นว่ายายทองก็กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นจริง ๆ แต่เมื่อเห็นสภาพของยายทอง หลวงพ่อก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติจากตัวของยายทองจึงได้พรมน้ำมนต์ให้ทันที แต่ด้วยความที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ จึงบอกให้เหล่าลูกหลานไปตามหมอธรรมมารักษาแทน เวลาผ่านไปตาถึก และเพื่อนในทุก ๆ คืนก็แทบจะนอนกันไม่ได้ เพราะจะมีเสียงเหมือนมีคนมาเรียกอยู่ที่ลานหน้าบ้านอยู่เสมอ ทำให้ทั้งสองคิดว่าหากอยู่แบบนี้ต่อไปคงอยู่ไม่ได้แน่ ๆ เลยได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อเมื่อได้ยินเรื่องราวจึงได้แนะนำให้ทั้งสองไปบวช เพราะเหมือนว่าเขาต้องการจะให้ทั้งคู่ไปอยู่ด้วย ทั้งสองจึงได้ตัดสินใจไปบวชอย่างไม่ลังเล และคุ้งผีโหยนั้นก็กลายเป็นตำนานที่เป็นที่ล่ำลือต่อไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเเรก ‘พี่รักหนูมั๊ย’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

22 พ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเเรก ‘พี่รักหนูมั๊ย’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (13 พฤษภาคม 2568) ที่ผ่านมา คุณแรก (สายจากทางบ้าน) ได้โทรเข้ามาเล่าประสบการณ์ของ ‘แบงค์’ รุ่นน้องของเขาที่ถูกหัวหน้าบังคับให้ไปสัมมนาที่ขอนแก่น และต้องพักโรงแรมที่บริษัทจัดไว้ให้ คืนนั้นเขาเจออะไรที่โรงแรม ? และเหตุการณ์สุดหลอนนั้นจะเกี่ยวข้องอะไรกับชื่อเรื่อง ‘พี่รักหนูมั๊ย’ ไปรับฟังพร้อมกันกับ ‘ดีเจเชาเชา’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ คุณแรกได้บอกไว้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ของ ‘แบงค์’ รุ่นน้องของตน และเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว จึงนำมาเล่าให้ชาวอังคารคลุมโปงฟัง แบงค์ประกอบอาชีพเซลล์ขายรถ จึงต้องมีการเข้าร่วมงานสัมมนาประจำปี โดยครั้งนี้เขาถูกหัวหน้าสั่งให้ไปร่วมงานที่จังหวัดขอนแก่น แบงค์จึงตอบตกลงเพราะเห็นว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจังหวัดนครราชสีมาที่ตนอาศัยอยู่ แบงค์เป็นคนที่ชอบเรื่องลี้ลับ แต่ก็ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะไม่พักที่โรงแรมเพราะสถิติจากที่รุ่นพี่เล่านั้น เซลล์แมนมักจะเจอผีเยอะ เขาต้องการพักเพียงแค่ห้องเช่าเล็ก ๆ เท่านั้น แต่เจ้านายกลับบอกว่า “เห้ยไม่ได้ สัมมนาสองวัน ไปถึงแล้วทางบริษัทจะเปิดห้องไว้ให้ คืนนี้นอนที่นั่น ไม่ต้องไปนอนข้างนอก เช้าวันรุ่งขึ้นจะได้สัมมนาต่ออีกวันนึง” แบงค์จึงขัดเจ้านายไม่ได้ โรงแรมที่ทางบริษัทเปิดไว้เป็นโรงแรมเก่าแก่ใจกลางเมืองใกล้ห้างดังจังหวัดขอนแก่น หลังจากงานเลี้ยงสังสรรค์หลังสัมมนาจบลง แบงค์กลับไปที่โรงแรมเพื่อพักผ่อน บรรยากาศโรงแรมดูปกติดี ผู้คนพลุกพล่าน จึงขึ้นไปยังห้องพักนั่นคือ ‘ชั้น 7’ แต่บรรยากาศชั้นนั้นกลับทำให้รู้สึกอึดอัด เพดานต่ำ เพียงแค่ยื่นมือก็ถึงเพดาน ผิดกับข้างล่าง แต่แบงค์ก็ปล่อยวาง จำใจต้องนอน เมื่อเข้ามายังห้องพัก การตกแต่งเป็นสไตล์วินเทจ โทรทัศน์รุ่นเก่าวางบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ เตียงขนาด 6 ฟุต แอร์รวมติดบนเพดาน เสียงดัง อึ๊ดด… ตลอดเวลา แบงค์ตัดสินใจอาบน้ำ และมาเปิดโทรทัศน์ดู บรรยากาศภายในห้องมีเพียงแสงไฟจากโทรทัศน์และแสงสาดผ่านช่องประตูห้องน้ำเท่านั้น จากนั้นก็ตัดสินใจนอน คืนนั้นมีเสียงฝักบัวเปิดน้ำเบา ๆ แต่แบงค์คิดว่าเป็นของห้องอื่น เวลาผ่านไปมีไฟกระตุก โทรทัศน์ฉายจอซ่า ๆ ไม่มีสัญญาณ แบงค์จึงกดปิด แต่เสียงฝักบัวก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 4 นาที จากนั้นก็ปิดไป แบงค์รู้สึกได้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน จากนั้นประตูห้องน้ำถูกเปิดออกกว้างขึ้น แบงค์เริ่มไม่โอเคจนนอนคลุมโปง ตะแคงข้างและขนลุกบริเวณท้ายทอย เตียงค่อย ๆ ยวบเข้ามาใกล้ ๆ แบงค์กลัวจนต้องสวดมนต์ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร ทันใดนั้น เตียงยวบมาแนบหลัง สุดท้ายก็มีเสียงผู้หญิงวัยรุ่นมากระซิบข้างหูใกล้ ๆ ว่า “พี่รักหนูมั๊ย” ระหว่างที่แบงค์สวดมนต์อยู่ เสียงพูดนั้นก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนครั้งสุดท้ายน้ำเสียงกลับกลายเป็นการตะคอกว่า “พี่รักหนูมั๊ย!!!” ทำให้แบงค์วิ่งออกจากห้องโดยไม่คิดชีวิต จนลืมทุกอย่างรวมถึงกุญแจรถ แต่จะหันกลับไปเอาที่ห้อง สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้แบงค์ต้องหยุดชะงัก หน้าห้องมีผู้หญิงนั่งคุกเข่า เอาหัวโขกประตูพร้อมพูดว่า “พี่รักหนูมั๊ย” ตลอดเวลา ก่อนที่แบงค์จะตัดสินใจวิ่งลงข้างล่าง ผู้หญิงได้หันมาแล้วตะโกนว่า “มึงรักกูมั๊ย!!” แบงค์ตัดสินใจออกไปนอนที่ปั๊มแถวนั้นทันที วัดถัดมา แบงค์ตัดสินใจกลับไปที่โรงแรมอีกครั้ง และถามพนักงานต้อนรับที่โรงแรมว่า “ที่นี่มีผีมั้ย ผมไม่ได้นอนเลย ผมโดนผีหลอก ผมไปนอนที่ปั๊มมา” พนักงานตอบว่า “ไม่มีนะครับ ที่นี่เป็นโรงแรมใหญ่ เปิดมานานแล้วไม่มีเรื่องนี้หรอกครับ ไม่มีผีสางอะไรหรอก พี่คงคิดไปเองมั้ง” แบงค์ได้ยินดังนั้น ก็เดินไปที่ห้องน้ำ เมื่อเจอป้าแม่บ้าน ก็ถามไปว่า “ป้า ๆ ที่มีผีมั๊ย ผมโดนผีหลอก” ป้าตอบกลับมาว่า “ไม่มีหรอกค่ะ ดิฉันทำงานมานานแล้ว ไม่มีหรอกเรื่องผีเรื่องสาง ไม่เคยมีหรอกที่นี่มันกลางเมือง มันเจริญ” หลังคุยจบ แบงค์ก็เดินออกไปสูบบุหรี่ข้างหน้า เพราะยังไม่กล้าขึ้นห้อง พอเดินออกไปหน้าโรงแรมก็เจอศาลพระพรหม ข้าง ๆ กันมียามอายุราว 50 ปี และยามหนุ่มยืนคุยกันอยู่ แบงค์คิดว่านี่คงเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะได้รู้เรื่องราวของที่นี่ จึงเข้าไปสร้างมิตรสัมพันธ์ ด้วยการซื้อบุหรี่และกระทิงแดงมาฝากยาม พร้อมบอกว่า “เอ้า ลุง ผมซื้อกระทิงแดงกับบุหรี่มาฝาก เอ้อ ผมถามอะไรหน่อยสิ โรงแรมนี้มีผีมั๊ย ผมโดนผีหลอกเมื่อคืน ผมอยู่ไม่ได้” ยามมองหน้าแล้วบอกว่า “ไม่มีหรอก ลุงอยู่มานานแล้วไม่มีเรื่องผีหรอก” แต่เรื่องราวยังคาใจจนต้องหาคำตอบ แบงค์จึงบอกไปว่า “ผมให้คนละสามร้อย บอกผมหน่อยเถอะ ผมมาเดี๋ยวผมก็กลับแล้ว ไม่อยู่แล้ว” ยามมองหน้ากันพร้อมพูดว่า “ก็ได้ จะกลับแล้วใช่มั๊ย ลุงจะบอกให้ว่าข้างบนนั้น เมื่อไม่นานมีเหตุเกิดขึ้น” ยามทั้งคู่พูดพร้อมกันแต่คนละประโยคว่า ลุงยาม : “ผีผู้หญิงที่ชั้น 7 ใช่มั๊ย” ยามหนุ่ม : “ผีเด็กที่ชั้น 5 ใช่มั๊ย” คุณแบงค์บอกไป “ผมเจอผีที่ชั้น 7 ครับลุง” ลุงยามจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดคือเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาให้ฟังว่า มีสองสามีภรรยามาเช่าห้องรายเดือน ภรรยากำลังท้องจึงเป็นแม่บ้าน ส่วนสามีได้รับตำแหน่งใหม่ มีเพื่อน มีสังคมเพิ่มขึ้น จนติดดื่มกลับบ้านดึกทุกวัน ภรรยาตามสืบจนทราบว่าสามีติดหมอนวดกับนักร้อง เธอเกิดอาการเสียใจ จนกระทั่งทะเลาะกัน ฝ่ายชายเมาไม่ได้สติ ลงมือทำร้ายภรรยา ด้วยการใช้เข็มขัดรัดคอและจับหัวโขกกำแพงห้อง จนสลบกระทั่งไร้ลมหายใจ จากนั้นแม่บ้านก็ได้แจ้งนิติเพื่อเปิดห้อง จนพบศพ ทางตำรวจได้ทำการสืบสวนจนจับคนร้ายได้ นิติเวชลงพื้นที่ก็พบสมุดฉีกเขียนว่า “พี่รักหนูมั๊ย” ในกระดาษทุกหน้า เป็นการย้ำคิดย้ำทำ จากนั้นโรงแรมนี้จะผีผู้หญิง ชุดเดรส คอยเอาหัวโขกประตูทุกห้องในชั้น 7 ไปเรื่อย ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-