เรื่องเล่าจากคุณนัท กู้ภัย ‘ผีหลอกเข้าบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนัท กู้ภัย ‘ผีหลอกเข้าบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

03 ก.ค. 2025

       ‘คุณนัท กู้ภัย’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนกับประสบการณ์กู้ภัยที่ไม่มีวันลืม โดยได้รับการแจ้งเหตุว่ามีกลิ่นปริศนาโชยมาจากบ้านหลังหนึ่ง

       กลิ่นปริศนาที่ว่าคือกลิ่นอะไร?

       นอกจากกลิ่นแล้ว คุณนัทได้เจออะไรในบ้านหลังนี้?

       สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 มิถุนายน 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีหลอกเข้าบ้าน’ ที่เชื่อว่าจะทำให้ทุกคนหัวลุกซู่กันแน่นอน!

       ‘คุณนัท’ ได้เล่าว่าตนเองได้ทำอาชีพเสริมเป็นกู้ภัยมาประมาณ 17 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันยังคงทำอยู่ และเรื่องที่คุณนัทนำมาเล่าในวันนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่มาจากการทำงานกู้ภัย และเริ่มเจอตอนช่วงที่ตนเองประสบอุบัติเหตุ

       ในคืนหนึ่ง เมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว ขณะที่คุณนัทและเพื่อน ๆ ได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ช่วงระยะเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ศูนย์ประสานงานกู้ภัยมีการแจ้งเตือนเข้ามาว่า ประชาชนขอให้กำลังอาสาสมัครตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่ง ซึ่งบ้านพักหลังนี้ ประชาชนได้แจ้งมาว่าได้กลิ่นประหลาดโชยออกมาจากบ้าน ซึ่งมันส่งกลิ่นที่รบกวนมาก ๆ อยากให้อาสาเข้ามาตรวจสอบ หลังจากนั้นเมื่อคุณนัทได้รับทราบข้อมูล จึงรีบเดินทางไปยังพื้นที่เป้าหมาย

       เมื่อคุณนัทไปถึง จึงได้เห็นว่าที่นั่นมีกันอยู่ 3 คน เป็นผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กผู้หญิงอายุราว 17-18 ปี ยืนอยู่ตรงหน้าบ้าน ลักษณะของตัวบ้านจะเป็นบ้านไม้ทรงไทย หลังจากนั้นคุณนัทก็เข้าไปสอบถามข้อมูลจากบุคคลทั้งสามนั้นว่า

       “พี่ได้กลิ่นนี้นานหรือยังครับ กลิ่นนี้โชยมานานหรือยัง”

       จากนั้นก็ได้คำตอบกลับมาว่า “ได้กลิ่นนี้มาสักพักแล้ว”

       และยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าก่อนหน้านี้ บ้านหลังนี้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะว่ามีเสียงดังออกมาจากในบ้าน แต่ความผิดปกติคือ เขาไม่เห็นคนในบ้านนี้ออกมาจากในบ้าน จึงอยากให้ทางอาสาเข้าไปตรวจสอบ

       ขณะที่กำลังพูดคุยกัน ก็มีกลิ่นโชยมา แต่ตอนนั้นก่อนที่จะเข้าบ้านได้ จำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะจะกลายเป็นการบุกรุก และหลังจากนั้น คุณนัทได้แจ้งตำรวจไป ตำรวจจึงบอกกลับมาว่า

       “อาสา พี่อนุญาตนะ พวกเราเข้าไปก่อนได้เลย เพราะว่าพี่ติดเคสอยู่ พี่น่าจะไปถึงช้ามาก ๆ เข้าไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอพี่”

       หลังจากที่ได้รับคำอนุญาต คุณนัทก็เข้าบ้านไปสำรวจ โดยคุณนัทได้เล่าต่อว่า เพื่อน ๆ ของคุณนัท 5 คนที่มาด้วย ได้เดินเข้าไปก่อน คุณนัทคือคนสุดท้ายที่เดินเข้าไปในบ้านหลังนี้

       เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวนั้น หางตาของคุณนัทดันเห็นว่า 3 คนที่ยืนให้ข้อมูลในตอนแรกนั้น เขาดันไม่มีหัว! คิดในใจว่าตัวเองอาจจะตาฟาด จึงได้รีบหันกลับไปมอง แต่พอหันไปมองตรง ๆ กลายเป็นว่าพวกเขามีหัวปกติ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณนัทมองว่าพวกเขาแปลก ๆ คือ พวกเขาทำสีหน้าที่มันแปลกมาก ๆ และมีหน้าตาที่ซีด ซึ่งตอนนั้นคุณนัทได้ยอมรับตามตรงว่าตนเองไม่ได้สนใจอะไร เพราะกำลังโฟกัสสิ่งที่อยู่ในบ้านมากกว่า จากนั้นพอเดินเข้าไปก็ได้คุยกับเพื่อน ๆ ว่า

       “เราแบ่งเป็นสองทีมนะ ทีมนึงสำรวจบริเวณใต้ถุนของตัวบ้านและก็บริเวณรอบ ๆ บ้าน แบ่งไปทีมนึงสามคน อีกทีมนึงขึ้นไปสำรวจที่ชั้นสองของตัวบ้าน” โดยตัวคุณนัทคือคนที่ขึ้นไปข้างบน

       ขณะนั้นเองจังหวะที่คุณนัทก้าวเหยียบบันไดก้าวแรกเพื่อที่จะขึ้นไป กลิ่นนั้นมันโชยมาเตะจมูกอีกครั้ง ซึ่งตัวคุณนัทมั่นใจว่าต้องอยู่ข้างบนแน่ ๆ จึงรีบพากันเดินขึ้นไปทันที แต่ด้วยความที่ตัวบ้านมืดทั้งหมด ไฟไม่ติด มีเพียงแค่ไฟฉายในมือที่ถือไว้เท่านั้น

       ทันใดนั้นเองจังหวะที่คุณนัทสาดไฟฉายไปบริเวณกลางตัวบ้าน กลับพบว่า ‘มีศพแขวนคออยู่บนคานทั้งสามศพ’ ซึ่งพอคุณนัทและเพื่อนเห็น ถึงกับหน้าชากันไปครู่หนึ่ง และเกิดคำถามพูดขึ้นมาว่า

       “เพื่อน.. เพื่อนว่าสามคนนี้ คุ้น ๆ ไหม”

       เพื่อนคุณนัทก็ตอบกลับมาว่า “เออ คุ้นจังเลยว่ะ เหมือนคนที่เขาคุยกับเราอยู่หน้าบ้านเลย”

       ในตอนนั้น คุณนัทก็รีบหันกลับไปชะเง้อมองตรงประตูรั้วบ้าน และเห็นว่าสามคนนั้นที่เห็นว่าไม่มีหัวในตอนแรก ทว่าตอนนี้ดันไม่มีหัวทั้งสามคนจริง ๆ อย่างชัดเจน

       เพียงแค่คุณนัทหันหน้ากลับมาเพียงครู่เดียว สิ่งที่อยู่หน้าบ้านกลับหายไปและดันย้ายมายืนอยู่ตรงข้าง ๆ ศพ! ขณะที่คุณนัทและเพื่อนด้านบนกำลังช็อกอยู่ ข้างล่างช็อกยิ่งกว่า เพราะอยู่ ๆ ข้างล่างได้ตะโกนเสียงดังโวยวายขึ้นมาว่า

       “เฮ้ย ใครโยนหัวลงมาวะ หัวตกลงหัวมาสามหัวเลยเนี่ย”

       ทีมที่ไปสำรวจข้างล่างได้แตกตื่นวิ่งออกไปด้านนอกประตู รวมถึงคุณนัทและเพื่อนที่อยู่ด้านบนก็แตกตื่นไม่แพ้กัน เมื่อเกิดความช็อกจึงได้รีบพาตนเองออกมาจากบ้านหลังนั้น เพื่อไปอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน

       ทว่าในขณะที่ตัวคุณนัทและเพื่อนได้ออกกันไปแล้ว ดันประจบเหมาะกับที่ตำรวจเข้ามาพอดี ซึ่งหลังจากที่ตำรวจลงมาจากรถ ก็ถามคุณนัทและเพื่อน ๆ ทันทีว่า

       “พวกคุณ มาทำอะไรที่นี่” ขณะนั้นคุณนัทงง และได้ตอบกลับตำรวจไปว่า

       “อ้าว ก็มีประชาชนแจ้งมาว่าเขาได้กลิ่นประหลาดออกมาจากบ้านหลังนี้ ผมเลยมาตรวจสอบ แล้วคือบ้านหลังนี้คือบ้านที่ผมแจ้งพี่ไปด้วยนะ”

       ตำรวจก็ได้บอกกลับมาว่า “บ้านหลังนี้ มันไม่มีคนอยู่มาหลายปีแล้วนะ แล้วพวกเราจะเข้าไปตรวจสอบอะไร”

       จากนั้น คุณนัทก็ได้ยืนยันกับพี่ตำรวจไปว่าคุณนัทและเพื่อน ๆ ขึ้นไปเห็นศพจริง ๆ

       ตำรวจดูเหมือนจะเข้าใจว่าตัวคุณนัทและเพื่อน ๆ จะเข้าไปสำรวจบ้านอื่นที่อยู่ระแวกใกล้เคียงไม่ใช่หลังนี้ เพราะตำรวจเคยมาทำคดีที่บ้านหลังนี้ไปแล้วจึงเกิดความสงสัย

       หลังจากนั้นคุณนัทจึงได้บอกตำรวจไปว่า “งั้นพี่ขึ้นไปสำรวจกับผมหน่อยได้ไหม ขึ้นไปดูด้วยกันเลย”

       จากที่มี 6 คน ได้รวมตำรวจเพิ่มไปเป็น 8 คน และขึ้นไปด้วยกันทั้งหมด

       แต่ทว่าในจังหวะที่ขึ้นไปชั้น 2 รอบนี้กลับไม่พบศพ พี่ตำรวจจึงได้ถามกลับมาว่า “แล้วไหนศพหล่ะ?”

       หลังจากนั้น ตำรวจก็ทำทีเหมือนจะสำรวจต่อ แต่ก็เกิดชะงักขึ้นมา พร้อมตบไหล่คุณนัทและเพื่อน ๆ แล้วพูดว่า “ป่ะ พวกเรากลับเถอะ”

       ขณะนั้นมือของตำรวจคนนั้นก็มีอาการสั่น และตัวของตำรวจเขาบังอยู่ คุณนัทจึงมองไม่ถนัดว่าตำรวจเห็นอะไรจากข้างหลัง คุณนัทจึงได้ชะเง้อหน้าไปมอง และสิ่งที่คุณนัทกับเพื่อน ๆ เห็นว่าสิ่งที่พี่ตำรวจได้เห็นนั้นก็คือ ทั้ง 3 คนที่ยืนแบบไม่มีหัวอยู่กลางบ้าน แต่อยู่ในลักษณะที่มือซ้ายของเขาถือหัวตนเองไว้อยู่ และทำท่าทางเหมือนจะโยนหัวใส่

       จากนั้นวงจึงได้แตกทันที ทั้งตำรวจและอาสา ก้าวบันไดลงมาทีละหลาย ๆ ขั้น แย่งกันลงมาและออกไปที่หน้าบ้าน หลังจากที่ออกมาได้ ตำรวจก็บอกว่า “ยกเลิกเลย ให้อาสาทุกคนกลับเลย ไม่ต้องสำรวจต่อแล้ว คือมันไม่มีอะไรแน่นอน”

       คุณนัทเล่าต่ออีกว่า หลังผ่านพ้นคืนนี้ไป ก็มีอีกคืนหนึ่งที่มีคนในระแวกบ้านหลังนั้นได้แจ้งกลับเข้ามาอีกเกี่ยวกับบ้านหลังเดิมว่า “เขาทนกลิ่นเหม็นไม่ได้ มันโชยออกมาจากในบ้าน”

       ด้วยหน้าที่ของคุณนัทและเพื่อน ๆ ต้องยอมรับว่าปฏิเสธไม่ได้ ต้องไปดู แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าถ้าเจอทั้ง 3 คนนั้นยืนอยู่ที่หน้าบ้านเมื่อไหร่ จะไม่จอดและขับผ่านทันที และก็ได้เจอจริง ๆ จึงได้ขับรถผ่านไป

       ด้วยความที่ตัวคุณนัทสงสัย จึงได้ไปสอบถามข้อมูลทางฝั่งของตำรวจที่เคยดูคดีเรื่องบ้านหลังนี้ และยังไปถามกู้ภัยที่เคยมาเก็บศพที่บ้านนี้จนได้ความว่า

       “บ้านหลังนี้หน่ะ เหมือนเป็นครอบครัวอยู่กันแบบอบอุ่นมาก ชาวบ้านที่อยู่ระแวกใกล้เคียงเขาก็บอกว่าบ้านนี้ดีมาก แต่ว่าอยู่ ๆ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้ง 3 คนนั้น ก็ได้ฆ่าตัวตายไป โดยการแขวนคอ”

       หลังจากที่กู้ภัยไปเก็บศพออกมาก็ไม่ได้มีลางอะไรบอกว่าบ้านหลังนี้จะเกิดการหลอกหลอน พึ่งมาเริ่มปรากฏหลังจากที่คุณนัทและเพื่อน ๆ ไปเข้ารับประจำตำแหน่งในช่วงนั้นพอดี จึงได้พบกับเรื่องราวความแปลกของบ้านหลังนี้

       ซึ่งคุณนัทเล่าอีกว่า ปัจจุบันนี้ยังมีการเจออยู่ ในแต่ละเคสจะเป็นเหมือนการเลือกเจอ ต้องเป็นเคสที่มีความจำเป็นอยากให้ช่วยเหลือจึงจะได้เจอ อย่างเคสบ้านหลังนี้ที่หลังจากที่มีการแจ้งเข้ามาเรื่อย ๆ คนแถวนั้นก็คิดเพียงอย่างเดียวคือ เขาอาจจะต้องการให้ทำบุญให้ ซึ่งปัจจุบันบ้านหลังนี้ก็ได้ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี 'มันใกล้เข้ามาเเล้ว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

01 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี 'มันใกล้เข้ามาเเล้ว' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568 ]

เมื่อสิ่งที่คืบคลานเข้ามาคือสิ่งที่มองไม่เห็น มันเป็นเสียงเหยียบหญ้าดัง สวบ สวบ สวบ แต่กลับไม่พบใคร จนต้องปั่นจักรยานหนีสุดชีวิต! แต่ใครจะคิดว่าเสียงนั้น ดันตามมาหลอกหลอนถึงในฝันเกือบทั้งอาทิตย์! เรื่องราวสุดหลอนในวัยเด็กจะจบลงอย่างไร? ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มันใกล้เข้ามาแล้ว’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(25 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีีเจเจ็ม’ ที่จะเป็นเพื่อนหลอนไปกับคุณ!! ‘คุณเป็ดน้อย’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเป็ดน้อยเอง เกิดขึ้นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534 สมัยก่อนคุณเป็ดน้อยชอบปั่นจักรยานไปเล่นบ้านคนนั้นคนนี้ ซึ่งในวันนั้นคุณเป็ดน้อยได้ปั่นจักรยานไปงานวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง พอถึงช่วงเย็นคุณเป็ดน้อยและเพื่อน ๆ ก็นัดกันเพื่อจะมารวมตัวที่บ้านคุณเป็ดน้อย ที่อยู่ซอยที่ 3 ถัดมาจากนั้นหนึ่งซอย จะเป็นซอยที่มียาวที่สุดในหมู่บ้าน ตรงกลางซอยจะมีสะพานข้ามคลองเล็ก ๆ เมื่อนัดแนะกันเสร็จ เด็ก ๆ ก็ปั่นจักรยานออกมา แต่เพื่อนคนอื่นปั่นกันเร็วมาก ยกเว้นคุณเป็ดน้อยที่ปั่นช้า พอไปถึงกลางซอยทางขึ้นสะพาน คุณเป็ดน้อยเริ่มรู้สึกเหนื่อยจึงหยุดพักที่กลางสะพาน ซึ่งทั้งสองข้างของคลองจะเป็นตลิ่ง พอมองไปก็จะเห็นเป็นต้นไม้เรียงรายไม่มีบ้านคน และในตอนที่นั่งพักอยู่นั้น คุณเป็ดน้อยก็ได้ยินเสียง สวบ สวบ สวบ เหมือนเสียงคนเดินผ่านกอหญ้ามาจากตลิ่งริมคลอง ด้วยความปากไว จึงพูดไปว่า “ใครหน่ะ” แต่ก็ไม่เห็นใคร และยังได้ยินเสียงเดินอยู่ แล้วเสียงนั้นก็เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ คุณเป็ดน้อยก็ยังคงถามว่าใคร จนกระทั่งคุณเป็ดน้อยเริ่มคิดว่า เสียงที่ดังอยู่คงไม่มีใครหรอกแต่กอหญ้ายวบเหมือนเป็นรอยเท้า และรอยที่กอหญ้ายวบก็มาทางคุณเป็ดน้อยเรื่อย ๆ โดยที่คุณเป็ดน้อยไม่เห็นอะไรเลย ตอนนั้นความคิดในหัวของคุณเป็ดน้อยคิดว่า ‘หญ้ามันยวบได้ยังไง มันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมมันถึงมาทางเรา’ จนกระทั่งหญ้ายวบมาถึงส่วนปูนที่เป็นสะพาน และเสียงก็เงียบไป คุณเป็ดน้อยจึงได้สติจากเสียงที่เพื่อนตะโกน แล้วรีบปั่นจักรยานต่อ คุณเป็ดน้อยปั่นแบบไม่คิดชีวิตจนล้มได้แผล เมื่อถึงบ้านจึงเข้าไปทำแผลเป็นอันดับแรก ในคืนนั้น คุณเป็ดน้อยก็ฝันว่า ตัวเองมายืนอยู่หน้าบ้าน แล้วมองไปที่สะพาน แล้วก็ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อสีขาว กางเกงสแลค ค่อย ๆ เดินมาจากสะพาน จนผ่านบ้านหลังแรก คุณเป็ดน้อยก็สะดุ้งตื่น และวันต่อมาคุณเป็ดน้อยได้ฝันแบบเดิม แต่ผู้ชายคนนั้นก็เดินผ่านมาเรื่อย ๆ จนผ่านบ้านหลังที่สอง คุณเป็ดน้อยสะดุ้งตื่นเช่นเดิม โดยที่คุณเป็ดน้อยก็ฝันแบบนี้ทุก ๆ คืน เป็นเวลาเกือบอาทิตย์ จนเริ่มเห็นผู้ชายคนนั้นชัดเจนขึ้น ผู้ชายคนนั้นใส่เสื้อเซิ้ตสีขาวตรงกลางเสื้อมีสีน้ำตาล และก็ไม่ได้ยินเสียงผู้ชายคนนั้นพูด เพราะมองยังเห็นไม่ชัดพอ มีอยู่คืนหนึ่งที่คุณเป็ดน้อยฝันว่าอยู่ในบ้าน ประตูหน้าบ้านเปิดอยู่ และผู้ชายที่เห็นในฝันก็ยืนอยู่หน้าบ้าน ผู้ชายคนนั้นมีแผลขนาดใหญ่อยู่ที่คอ และตรงที่คุณเป็ดน้อยเห็นเป็นสีน้ำตาลคือรอยคราบเลือด ผู้ชายคนนั้นยื่นมือมาและโวยโวยว่าอะไรบางอย่าง ซึ่งได้ยินเสียงไม่ชัด ในตอนที่คุณเป็ดน้อยกำลังตกใจอยู่ ก็ได้มีคนมาจับไหล่จากด้านหลัง และคนที่ยื่นมือมาจับนั้นก็เป็นคุณอาของคุณเป็ดน้อย และคุณอาก็พูดว่า “มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง” พอคุณเป็ดน้อยรู้สึกตัว ก็ไม่เห็นอะไรแล้ว ประตูบ้านก็ปิดสนิท และคุณอายังบอกต่อว่า ทุกคืนคุณเป็ดน้อย มักจะละเมอเดินออกมายืนหน้าบ้าน จนทุกคืนคนในบ้านต้องออกมาอุ้มคุณเป็ดน้อยกลับไปนอนที่เตียงตามเดิม ซึ่งตัวคุณเป็ดน้อยเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นได้อย่างไร คุณเป็ดน้อยจึงพยายามเล่าเรื่องที่ฝันให้คุณอาฟัง แต่คุณอาก็บอกว่า “โอ๊ย เด็กฝัน ไร้สาระ” จากนั้นก็พาคุณเป็ดน้อยกลับไปนอน คืนต่อมาคุณเป็นน้อยก็เห็นผู้ชายที่อยู่ในฝัน มายืนอยู่ตรงหน้าต่างปลายเตียง ในฝันผู้ชายคนนั้นก็ได้ยื่นมือมาจับขาคุณเป็ดน้อย แล้วดึงลงมาจากเตียง จนหล่นลงมาที่พื้น คุณเป็ดน้อยก็ร้องไห้โวยวาย จนปัสสาวะราดอยู่ตรงนั้น ในที่สุดคุณเป็ดน้อยก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาที่ปลายเตียง เพราะเสียงของคนในบ้านที่วิ่งมาในห้อง ทุกคนจึงเริ่มเชื่อในสิ่งที่คุณเป็ดน้อยเล่าเกี่ยวกับความฝัน จึงพาไปทำพิธีที่วัด และหลังจากนั้นคุณเป็ดน้อยก็ไม่เคยเห็นผู้ชายคนนั้นอีกเลย คุณเป็ดน้อยยังบอกต่ออีกว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เป็นคนกลัวผีจนขึ้นสมองไปเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปพักโฮมสเตย์ เจ้าของใจดีมาดูแลแขกด้วยตัวเอง!

18 มี.ค. 2024

ไปพักโฮมสเตย์ เจ้าของใจดีมาดูแลแขกด้วยตัวเอง!

เรื่องนี้ ‘ลุงเก่งใจดี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโฮมสเตย์ของชาวบ้าน ที่ลุงเก่งได้ไปพักผ่อนกับครอบครัวในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา แต่ดันเจอเรื่องราวของเจ้าของบ้าน 3 คนสุดแปลก! เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ลุงเก่งได้ไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ มีการวางแผนในการเที่ยวและจองที่พักไว้หมดแล้ว แต่ลืมจ่ายค่ามัดจำที่พัก ทำให้ที่พักหลุดจองไป เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาล ทำให้หาที่พักยาก ลุงเก่งจึงขอให้เจ้าของที่พักช่วยหาที่พักให้ เจ้าของที่พักก็แนะนำที่หนึ่งให้ เป็นที่พักแบบบ้านโฮมสเตย์ของชาวบ้านในพื้นที่ที่เปิดให้บริการ ในรูปเป็นบ้าน 2 ชั้น ข้างล่างเป็นปูน ข้างบนเป็นไม้ พอลุงเก่งเห็นรูปก็ตกลงจะพักที่นี่ ครอบครัวลุงเก่งเป็นครอบครัวใหญ่ ขับรถไปเที่ยว 2 คัน จึงแยกกันไปเที่ยวแล้วค่อยไปเจอกันที่ที่พัก ส่วนลุงเก่งจะไปที่พักก่อน พอถึงประมาณเที่ยง เจ้าของโฮมสเตย์จึงให้ ‘น้องบี’ (นามสมมติ) มาช่วย ลุงเก่งขึ้นไปสำรวจบ้านกับน้องบีที่ชั้น 2 ข้างบนมีห้องโถง 1 ห้อง ห้องใหญ่ 1 ห้อง ห้องเล็ก 2 ห้อง ห้องน้ำอยู่ข้างนอกระเบียง มีบันไดไม้เชื่อมกับระเบียงลงไปข้างล่าง ลุงเก่งมองออกไปเห็นคน 3 คนเดินเก็บของอยู่ที่ระเบียง คนแก่ 1 คนและวัยรุ่นผู้ชายกับผู้หญิง น่าจะเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ ลุงเก่งจึงถามน้องบีว่า “ข้างล่างที่เป็นส่วนของเจ้าของโฮมสเตย์ใช่ไหม” น้องบีตอบว่า “ใช่ค่ะ เจ้าของโฮมสเตย์อยู่ด้วย” พอสำรวจบ้านเสร็จน้องบีก็บอกกับลุงเก่งว่าถ้ามีอะไรหรือต้องการอะไรสามารถไลน์หาน้องบีได้ตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นลุงเก่งก็ได้มาบอกกับครอบครัวให้เข้าไปพักที่บ้านได้ แต่ลุงเก่งสำรวจบ้านอีกรอบหนึ่งเพราะรอบแรกสำรวจยังไม่ละเอียด รอบนี้เห็นหิ้งพระขนาดใหญ่ที่ห้องโถงกลางบ้าน พอเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ของที่ใช้ถวายพระเป็นข้าวเหนียว หมากพลู 3 ชุดวางไว้ที่หิ้งพระ ลุงเก่งรู้สึกแปลกใจ เพราะปกติไม่น่ามีใครถวายของไหว้พระแบบนี้ หรืออาจจะเป็นประเพณีของที่นี่ ลุงเก่งแค่แปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่ามีหิ้งพระในบ้านก็ทำให้สบายใจ ต่อมาลุงเก่งเดินไปห้องใหญ่ที่สุดของบ้าน พอเดินเข้าไปเห็นด้ายสายสิญจน์ขนาดใหญ่พันอยู่ตรงขื่อของบ้าน ทุกคนที่เดินไปด้วยพอเห็นก็ตกใจว่ามันแปลก จึงเดินไปดูห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะเจอผ้ายันต์เก่า ๆ ติดอยู่ตรงขื่อบ้านอีก ทุกคนเริ่มมองหน้ากัน เพราะรู้สึกว่าที่นี่แปลกมากจริง ๆ ลุงเก่งเห็นทุกคนเริ่มใจเสีย จึงพูดปลอบใจว่า “คงไม่มีอะไร เพราะบ้านเหมือนพึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ อาจจะเป็นของที่ใช้ขึ้นบ้านใหม่ก็ได้และที่สำคัญก็ไม่มีที่พักอื่นแล้วด้วย พักแค่คืนเดียวคงไม่มีอะไรหรอก” ทุกคนฟังแล้วก็ดูสบายขึ้นมา จึงแยกย้ายกันไปเก็บของ ส่วนห้องที่มีสายสิญจน์นั้นไม่มีใครกล้านอน ลุงเก่งเลือกนอนห้องโถงกับคุณแม่ พอเก็บของเสร็จทุกคนก็ลงไปถ่ายรูป แต่คุณแม่เหนื่อย เดินไม่ไหวจึงขอรออยู่ที่บ้าน พอตกตอนเย็นทุกคนก็กลับมาบ้านเพื่อปาร์ตี้กัน คุณแม่เล่าให้ฟังว่า “มีน้อง 2 คนขึ้นมาคุยด้วย ถามว่าแม่มาจากไหน” แม่ก็ได้ถามกลับไปว่า “น้อง 2 คนมาจากไหน” น้องตอบว่า “อยู่ที่นี่มานานแล้ว” พอคุยกันเสร็จ น้อง 2 คนก็เดินลงไปทางบันไดตรงระเบียง ทุกคนจึงปาร์ตี้กันปกติ ลุงเก่งนั่งหันหน้าเข้าตัวบ้าน ส่วนคนอื่นนั่งหันหน้าออกจากตัวบ้าน จู่ ๆ ลุงเก่งก็เหลือบไปเห็นคุณลุงที่เจอตอนเที่ยง ใส่กางเกงขาก๊วย เสื้อคอจีนสีขาว กำลังเดินขึ้นบันไดมาแล้วยิ้มให้ ลุงเก่งจึงถามคุณลุงว่า “มีอะไรหรอครับ เสียงดังไปหรือเปล่า” คุณลุงไม่ตอบอะไร แค่ยิ้มให้แล้วก็เดินลงไป ลูกสาวได้ยินเสียงลุงเก่งพูดก็หันมาถามว่า “ป๋าเห็นด้วยหรอ” ลุงเก่งก็บอกว่า “เห็นหลายรอบแล้ว” ลูกสาวก็ส่งไลน์มาว่า “หนูไม่เห็นนะ” ลุงเก่งคิดในใจว่ามันเริ่มแปลก ๆ อีกแล้ว สักพักก็ได้ยินคนเดินภายในบ้าน เริ่มได้ยินเสียงของตก ทุกคนก็มองหน้ากัน ลุงเก่งจึงเดินเข้าไปในบ้านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่าหน้าต่างเปิดอยู่อาจจะเป็นลมพัดก็เป็นได้ หลังจากนั้นสักพัก ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้านอน ลุงเก่งอาสาเป็นคนเก็บของ ในขณะที่กำลังยกของลงไปข้างล่าง ไฟข้างล่างก็ยังสว่างอยู่ หางตาลุงเก่งเห็นเป็นเหมือนรูปหน้าศพ 3 รูปวางเรียงกัน รูปแรกเป็นรูปคุณลุงที่เจอตอนที่ยงและอีก 2 รูปเป็นรูปวัยรุ่นผู้ชายกับวัยรุ่นผู้หญิง ซึ่งลุงเก่งไม่แน่ใจว่าเป็น 2 คนที่ขึ้นมาคุยกับคุณแม่หรือเปล่า ลุงเก่งอึ้งไปสักพัก แล้วก็ไหว้ ขอขมา “ถ้าทำอะไรผิดไปก็ขอโทษด้วยและขอร้องอย่ามาปรากฏตัวให้เห็นอีก” เพราะลุงเก่งเชื่อแล้วว่ามีจริง ๆ แต่เรื่องนี้ลุงเก่งยังไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวคนในครอบครัวกลัว พอเช้าก็รีบเช็คเอาท์ และก่อนที่จะขับรถออกจากโฮมสเตย์ ก็เจอกับคุณลุงคุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์ ลุงเก่งจึงถามคุณป้าว่า “เมื่อคืนคุณป้านอนอยู่ข้างล่างใช่ไหม” คุณป้าก็ตอบว่า “ไม่ได้นอนที่นี่หรอกเพราะมีแขกมาพัก นอนอีกหลังหนึ่ง” ลุงเก่งได้ยินแบบนั้น ก็ยิ่งมั่นใจอีกว่าสิ่งที่เจอและได้ยินเสียงคนเดินไปมาไม่ใช่คนแน่นอน ลุงเก่งขอตัวกลับ ซึ่งข้างในพื้นที่โฮมสเตย์สามารถกลับรถได้ ลุงเก่งจึงไปกลับรถตรงนั้น ปรากฏว่าเป็นเมรุเผาศพ ซึ่งเมรุอยู่ตรงข้ามกับโฮมสเตย์ ทุกคนจึงรีบขับรถออกมาแล้วนัดไปเจอกันที่ร้านกาแฟ พอถึงร้านกาแฟทุกคนก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เจอกับตัวเอง น้องสาวกับน้องเขยเล่าว่า เห็นคุณลุงเดินทั้งคืน คุณเก่งก็ถามว่าหน้าตาคุณลุงเป็นยังไง น้องสาวก็ตอบว่า “ผมขาว หนวดขาว ใส่กางเกงขาก๊วย เสื้อคอจีนสีขาว” ส่วนลูกสาวก็ได้ยินเสียงเดินอยู่ข้างล่างทั้งคืน สุดท้ายลุงเก่งก็เฉลยให้ทุกคนฟัง สิ่งที่พวกเขาเห็นทั้งหมดคือผี และที่พวกเราเห็นชัด ๆ เพราะที่นั่นคือบ้านของพวกเขา พวกเขาใช้ชีวิตปกติแต่ครอบครัวเราดันไปอยู่ที่นั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

สาวไปทำงานในจังหวัดติดริมแม่น้ำโขง จองที่พักไว้ทั้งหมด 4 คืน ช็อค! เพราะมีทั้งเสียงโทรศัพท์ดังเอง ไฟฟ้าขัดข้อง เสียงปริศนาดังอยู่เรื่อย ๆ จนแทบไม่ได้นอน

24 พ.ย. 2023

สาวไปทำงานในจังหวัดติดริมแม่น้ำโขง จองที่พักไว้ทั้งหมด 4 คืน ช็อค! เพราะมีทั้งเสียงโทรศัพท์ดังเอง ไฟฟ้าขัดข้อง เสียงปริศนาดังอยู่เรื่อย ๆ จนแทบไม่ได้นอน

ติดตามความราวสยองจากเรื่อง ‘ตามมาจากเสียงเรียก’ โดย ‘คุณดี้’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการอังคารคลุมโปง X (21 พฤจิกายน 2566) จะหลอนชวนสยองขนาดไหน.. ปิดไฟแล้วอ่านไปพร้อมกันได้เลย! เรื่องราวแปลก ๆ นี้เกิดขึ้นเมื่อคุณดี้ได้ไปปฏิบัติภารกิจในจังหวัดหนึ่ง อยู่ติดกับริมแม่น้ำโขงเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณดี้จองที่พักไว้ทั้งหมด 4 คืน แต่ในวันที่จะเดินทางปรากฏว่าเที่ยวบินดีเลย์จึงไปถึงที่พักช้ากว่ากำหนด เมื่อคุณดี้เดินทางมาถึงที่พัก ตอนนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปกว่า 3 ทุ่มแล้ว ด้วยอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทาง จึงรีบเดินเข้าไปรับคีย์การ์ดจากพนักงานต้อนรับ จากนั้นพนักงานก็แจ้งว่าได้พักห้องที่ชั้น 3 ห้อง 310 คุณดี้รู้สึกเหนื่อยมาก จึงรีบเก็บสัมภาระและเข้านอนทันที โดยเลือกที่จะเปิดไฟตรงระเบียงไว้เพื่อไม่ให้ห้องมืดจนเกินไป ระหว่างที่นอนหลับอยู่ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ เพราะได้ยินเสียงโทรศัพท์ของโรงแรมที่ดังขึ้นแบบผิดปกติ พร้อมกับมีเสียงดังว่า “310” อยู่หลาย ๆ ครั้ง คุณดี้ตัดสินใจลุกขึ้นแล้วยกหูโทรศัพท์ทิ้งไว้แล้วก็กลับมานอนที่เตียง! คุณดี้คิดว่าตัวเองอาจจะฝันหรือละเมอไปเอง แต่ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นมันเหมือนจริงมาก คุณดี้รู้สึกกลัวมาก จึงยื่นมือไปเปิดไฟและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เมื่อมองดูที่จอเพื่อดูเวลา ปรากฏว่าตอนนั้นเป็นเวลาตี 1 กว่า ๆ ตอนนั้นคุณดี้รู้สึกกลัวมาก จึงหาอะไรดูไปเรื่อย ๆ เพื่อฆ่าเวลา จนกระทั่งตี 3 กว่า ๆ ก็รู้สึกง่วงนอน จังหวะที่กำลังจะนอนก็ได้รู้สึกว่าใครบางคุณกำลังหายใจรดต้นคออยู่! ด้วยความกลัว คุณดี้จึงพูดในใจถึงเจ้าที่เจ้าทางว่า “มาดีนะ แค่มาทำงาน ไม่ได้มีเจตนามาร้าย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปทำบุญถวายสังฆทานให้” จากนั้นก็หลับไป พอรุ่งขึ้นก็ได้แจ้งพนักงานว่าโทรศัพท์ที่ห้องมีปัญหาพร้อมกับให้ช่างก็ขึ้นมาดู ปรากฏว่าโทรศัพท์ก็ปกติดีไม่ได้มีปัญหาอะไร ในคืนที่สอง คุณดี้ได้ถอดสายโทรศัพท์ออกพร้อมกับเปิดไฟทุกดวง และตัดสินใจสวดมนต์ก่อนนอน รวมถึงก่อนเข้านอนก็ได้วางเหรียญไว้บนหัวเตียงเพื่อซื้อที่ตามความเชื่อสมัยโบราณเพื่อความสบายใจ ในระหว่างที่กำลังจะนอน คุณดี้รู้สึกว่าไฟที่เปิดไว้มันสว่างเกินไป จึงตัดสินใจว่าจะปิดไฟทั้งหมด เหลือไว้แค่โคมไฟบริเวณหัวเตียง จังหวะที่กำลังจะนอนก็ได้ยินเสียงกดสวิตช์ไฟดังขึ้น แล้วไฟก็เปิดขึ้นมาเอง! ความกลัวเกิดขึ้นอีกครั้ง คุณดี้พูดในใจว่า “อย่ามาแกล้งได้มั๊ย ทำบุญให้แล้ว ขอนอนได้มั๊ย” แล้วคืนที่สองก็ผ่านไป.. คืนที่สามคุณดี้ก็เข้านอนตามปกติ แต่พอรุ่งขึ้นคุณดี้ตื่นขึ้นมา พร้อมกับกำลังจะหยิบสายชาร์จเพื่อชาร์จโทรศัพท์ แต่เหตุไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ในระหว่างที่กำลังเสียบสายชาร์จไปที่ปลั๊กไฟนั้น ก็เกิดไฟฟ้าลัดวงจร! จึงรีบไปแจ้งพนักงานขอเปลี่ยนห้อง ตอนแรกทางที่พักแจ้งว่าไม่สามารถเปลี่ยนได้ แต่ไม่นานก็โทรกลับมาว่าจะเปลี่ยนห้องให้กับคุณดี้ โดยย้ายจากห้องเดิมขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเป็นห้อง 412 หลังจากแม่บ้านขนย้ายสัมภาระข้องคุณดี้มายังห้องใหม่เรียบร้อยแล้ว พอคุณดี้กลับมาถึงห้องก็ตกใจมาก เพราะสิ่งที่เห็นคือเหรียญที่เคยวางไว้ที่หัวเตียงก็ถูกย้ายมาที่ห้องใหม่ด้วย! ด้วยความกลัวจึงให้แม่บ้านนำออกไปไว้ที่ห้องเดิม จากนั้นคุณดี้ก็เข้าห้องนอนตามปกติ วันรุ่งขึ้น ในระหว่างที่คุณดี้กำลังทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ปรากฏว่าไฟหน้าห้องน้ำก็กระพริบขึ้นมาหลายครั้ง คุณดี้ตัดสินใจออกจากห้องน้ำมาปิดไฟ และเก็บกระเป๋าเพื่อ Check out ออกจากโรงแรม ในระหว่างที่เธอเก็บสัมภาระนั้น ก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊ก ๆ อยู่หน้าห้อง ในใจตอนนั้นคิดว่าเป็นแม่บ้าน จึงรีบไปเปิดแล้วจะแจ้งว่าไฟมีปัญหา ปรากฏว่าพอเปิดประตูห้องออกไป กลับไม่มีใครอยู่ที่หน้าห้องเลย! จากนั้นเธอก็รีบออกมาเพื่อ Check out แล้วก็ออกจากที่พักทันที ในระหว่างทางที่กำลังจะกลับ ปรากฏว่ารถตู้ที่นั่งมาเกิดเสียกลางทาง โชคดีที่ไม่ได้ห่างจากปั๊มน้ำมันมาก จึงตัดสินใจมารอที่ร้านกาแฟ และไม่ลืมที่จะถ่ายป้ายทะเบียนรถตู้ไว้เพื่อเขียนรายงานในการมาปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ หลักจากที่รอประมาณเกือบชั่วโมง รถก็ซ่อมเสร็จ คุณดี้ถามคนขับรถว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้ปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับระบบไฟภายในตัวรถ คุณดี้คิดในใจว่าทำไมตนเจอแต่เรื่องแปลก ๆ ตลอด 4 วัน แต่แล้วก็นั่งรถมาที่สนามบินปกติ ในระหว่างที่อยู่บนเคื่องบิน ก็ได้เปิดดูคลังรูปภาพไปเรื่อย ๆ จนถึงรูปป้ายทะเบียนรถที่ถ่ายไว้ ถึงกับต้องขนลุก! เพราะภาพที่เธอเห็นนั้นคือรถเสียบริเวณร้านขายโกศใส่กระดูก เธอจึงนึกไปถึงเช้าของวันแรกที่มาว่า ในวันนั้นเธอมีเวลาว่าง 1 วัน จึงตัดสินใจออกสำรวจพื้นที่รอบ ๆ ในระหว่างทาง คุณดี้เดินมาได้ประมาณกิโลกว่า ๆ ก็รู้สึกร้อน มองไปเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นวัด จึงได้ข้ามไปฝั่งนั้นเพราะจะได้อาศัยเงาของต้นไม้เดินไป แต่พอข้ามมาแล้วปรากฏว่าเห็นโกศใส่กระดูกเยอะมาก คิดในใจตอนนั้นว่าถ้าเป็นตอนกลางคืนจะไม่เดินบริเวณนี้เด็ดขาด ระหว่างที่เดินอยู่ จู่ ๆ ก็มีรถของคุณลุงขับผ่านมา คุณดี้ตัดสินใจโบกรถแล้วเรียกคุณลุงว่า “ขอไปด้วยคนค่ะ” นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้น นั่นทำให้คุณดี้ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่า อาจเป็นเพราะเธอโบกรถแล้วพูดว่า ‘ขอไปด้วยคน’ หรือเปล่า ทำให้ต้องเจอเหตุการณ์แปลก ๆ ติดต่อกัน 4 วันเช่นนั้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณดิว 'หลังเที่ยงคืน' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

15 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณดิว 'หลังเที่ยงคืน' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ’คุณดิว’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (10 กันยายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘หลังเที่ยงคืน’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! โดยคุณดิวเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นตนจัดทริปกับเพื่อนไปเที่ยวทะเลด้วยกัน โดยทำการจองโรงแรมผ่านแอพฯ เลือกที่อยู่ใกล้กับร้านอาหารที่ทานเป็นประจำ โดยมีข้อแม้ว่า ให้มีสระน้ำใหญ่ เพราะไปกันทั้งหมด 7 คน รวมทั้งหมด 3 ห้อง ห้องแรก ‘ห้อง A’ อยู่กัน 3 คน เป็นห้อง Family Type ห้องที่สอง ‘ห้อง B’ สำหรับแฟนที่อยู่กัน 2 คน และห้องสุดท้าย ‘ห้อง C’ สำหรับตนเองอยู่กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ห้องทั้งหมดจองได้ชั้น 4 ของโรงแรม ซึ่งเป็นชั้นของสระว่ายน้ำพอดี พอไปถึงโรงแรมก็ทำการเช็คอิน และขึ้นห้องตามปกติ โรงแรมสวยตามรูป ตรงตามปก ไม่มีอะไรผิดสังเกตุ แต่สิ่งที่ผิดปกติมันเกิดขึ้นตอนหลังเที่ยงคืน.. พอหลังเที่ยงคืน ในห้อง A มีเพื่อนคนหนึ่งให้นามสมมติว่า ‘กุ้ง’ สะดุ้งตื่นขึ้นมา กุ้งบอกว่า แอร์ในห้องมีการถูกปิดและเปิดใหม่ ซึ่งตอนนั้นทุกคนหลับกันหมดเเล้ว กุ้งจึงพยายามจะนอนต่อ โดยลักษณะของห้อง A จะมีห้องนั่งเล่นก่อน แล้วเป็นห้องนอน แต่ในคืนนั้น กุ้งได้ยินเสียงคนเดินอยู่ข้างนอกตลอดเวลา ทำให้นอนไม่หลับ จึงต้องออกมาเปิดไฟนั่งอยู่ข้างนอก เหตุการณ์ต่อไปเกิดในห้อง C ห้องนี้มีคุณดิวและเพื่อนที่เป็นผู้หญิงให้นามสมมติว่า ‘เนย’ ลักษณะห้องคือ พอเปิดประตูเข้าไปขวามือจะเป็นตู้เสื้อผ้า ซ้ายมือจะเป็นห้องที่เป็นกระจกใสเห็นข้างในห้องน้ำได้ ซึ่งจะติดอยู่กับเตียงนอน มีม่านกั้นแต่ก็ยังมองเห็นหากมีอะไรในห้องน้ำ พอหลังจากเวลาเที่ยงคืน เนยก็เข้าไปอาบน้ำ ส่วนดิวนั่งอยู่ที่เตียงร้องเพลงเล่นอยู่ ระหว่างนั้นก็เห็นเงาที่ลักษณะเป็นเหมือนกับผู้ชาย ไม่มีผม ดูซูบผอม สูงเกือบถึงเพดาน หลังค่อม แขนและขายาวผิดรูปมนุษย์ เหมือนเขากำลังก้าวเดินอยู่ในห้องน้ำ และมาที่อ่างอาบน้ำที่ติดอยู่กับเตียงของตน! ดิวจึงตะโกนเรียกเนยว่า “อาบน้ำแล้วหรอ?!” เพื่อนตอบกลับมาว่า “ยัง เรานั่งส้วมอยู่” จริง ๆ ดิวก็รู้เเล้วนั่นว่าไม่ใช่เนย แต่ที่ถามก็เพราะว่าไม่อยากคิดมาก หลังจากนั้น ก็ยังไม่ได้พูดอะไร รอจนเนยออกมาจากห้องน้ำ แล้วดิวก็ไปอาบน้ำต่อ พออาบเสร็จ ก็กลับมานั่งฟังเพลงที่ตนบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ จำได้ว่าร้องเพลงปกติ เริ่มต้นเพลงก็เป็นเสียงของตน แต่พอผ่านไปไม่กี่วินาที ก็เป็นเสียงซ่า แล้วก็เสียงวี๊ด จนจบเพลง ตอนนั้นก็ส่งบันทึกเสียงนี้ให้เพื่อนในแอพฟัง เพื่อนก็บอกว่า “มันแปลก ๆ แล้วนะแบบนี้” ซึ่งที่ผ่านมา ดิวก็เล่นแอพนี้มาตลอด แต่ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ดิวก็ทำเป็นไม่สนใจ แล้วก็ปิดไฟนอน พอช่วงเวลาประมาณตี 2 ทั้ง ๆ ที่หลับไปแล้วแต่ก็ได้ยินเสียงตู้เสื้อผ้าเปิดออกดัง แอ๊ดดด แล้วก็ ปึ้ง! ดิวตื่นแล้วก็นอนฟัง เสียงนั้นก็เงียบ สักพักมันดังขึ้นมาอีกรอบ ครั้งนี้ดิวลุกขึ้นมาชะโงกดู ก็ไม่เจออะไร ตู้ก็ปิดสนิท จึงนอนเล่น ไม่นานเนยก็ลุกขึ้นมา แล้วชะโงกหน้าตาม พอเนยนอนลงมา เนยก็พูดว่า “ได้ยินเหมือนกันใช่ไหม” พอพูดจบ เสียงก็ดังอีกครั้ง แอ๊ดดด ปึ้ง! ทั้งคู่จับมือกัน แล้วลุกขึ้นมาดูอีกครั้ง ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิม พอลงมานอนอีกรอบ มันกลับดังมากกว่าเดิม! เป็นเสียงปิดประตูตู้เสื้อผ้า 3 รอบ ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! เหมือนคนปิดประตูห้อง จึงโทรหาเพื่อนที่อยู่ห้อง A ว่าจะขอไปหา ตอนนั้นเป็นช่วงประมาณเกือบตี 4 ทั้งโรงแรมเงียบมาก ทั้งหมดอยู่กันจนถึงประมาณ 6 โมง และก็โทรหาเพื่อนห้อง B ให้นามสมมติว่า ‘หยาด’ ซึ่งหยาดก็บอกว่า “อยู่ที่ล็อบบี้แล้ว” ดิวก็รู้สึกแปลกใจ เพราะมันเช้าเกินไป หยาดจึงเล่าให้ฟังว่า.. ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปเช็คอิน ทุกคนรวมถึงแฟนของหยาดก็นั่งรออยู่ที่สระว่ายน้ำ แต่หยาดอยากขึ้นไปเปลี่ยนชุด แม้โรงแรมจะมีหลายห้องแต่มีลิฟต์แค่ตัวเดียวกลางโรงแรม หยาดก็เข้าลิฟต์ พอขึ้นไปได้ 2 ชั้น ไฟก็ดับ แล้วลิฟต์ก็หล่นลงมา ค่อย ๆ เลื่อนลงมาที่ชั้น 1 ใหม่ หยาดพยายามกดปุ่มเรียกพนักงาน เเต่ประตูเปิดออกพอดี จึงเดินออกมา แล้วก็ลิฟต์ขึ้นไป แต่ประตูไม่เปิดแล้ว หยาดจึงตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไป และเล่าให้แฟนฟัง หลังจากนั้น พอขึ้นไปที่ห้อง คือลักษณะห้อง B จะเหมือนกับห้อง C แต่ของหยาดเป็นเตียงคู่ ตอนที่เปิดประตูเข้าไปก็ได้กลิ่นอับ ทั้งที่ห้องดูใหม่ หยาดและแฟนก็อยากย้ายห้อง แต่เกรงใจอีก 2 ห้องที่มาด้วยกันจึงไม่ได้ย้าย เมื่อถึงเวลานอน หยาดนอนเตียงติดห้องน้ำ ส่วนแฟนนอนเตียงที่ติดกับหน้าต่าง พอหลังเที่ยงคืน หยาดได้ยินเสียงน้ำที่อ่างล้างมือหยด ติ้ง ติ้ง ติ้ง สักพักมันหยดเร็วขึ้น หยาดจึงเรียกแฟนประมาณ 2-3 ครั้ง แฟน : “มีอะไร” หยาด : “หนูเหมือนได้ยินเสียงน้ำในห้องน้ำ” แฟน : “มันก็เป็นไปได้ที่จะได้ยิน ไม่แปลกอะไร” พอพูดจบ เสียงนั้นก็กลายเป็นเสียงคนเปิดน้ำในห้องน้ำเหมือนคนเปิดน้ำเพื่อล้างมือแล้วก็ปิด! หยาดจึงย้ายไปนอนเบียดอยู่ที่เตียงของแฟน แฟนก็พยายามปลอบแล้วก็หลับไป ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไหร่ อยู่ ๆ หยาดก็ตื่นมาเพราะรู้สึกร้อน ปรากฎว่าไฟดับ แอร์ดับ หยาดหันไปมองที่เตียงที่เคยนอน ตอนนั้นทุกอย่างมืดหมด แต่ภาพที่เห็นมันชัดมาก ๆ คือเป็นผู้หญิงนอนอยู่ที่เตียงนอนตะแคงข้างหันมา พร้อมกับเอามือสางผมจากข้างหลัง แล้วพาดผมมาด้านหน้า แล้วค่อย ๆ ฉีกยิ้มเรื่อย ๆ ให้ ตัวของผู้หญิงคนนี้ซีด เหมือนศพจมน้ำ แต่ไม่ได้บวม ไม่ได้เละ จากนั้นหยาดก็กรี๊ดดังลั่นห้อง แล้วบอกแฟนว่า ”หนูว่าหนูโดนผีหลอกแล้ว ลงไปที่ล็อบบี้กันเถอะ” พอทั้งคู่ลงไปนั่ง ก็เห็นว่าเป็นเวลา ตี 3 เกือบตี 4 แล้ว เมื่อลงไปเช็คเอาท์ก็ถามพนักงานว่าในวันที่พวกเราเข้ามาพักนี้ มีคนเข้ามาพักกี่ห้อง แต่ก็ได้ความว่ามีแค่ 3 ห้อง ของพวกเราเท่านั้น ซึ่งแปลกมาก ๆ เพราะตอนที่เข้ามา ได้ยินเสียงแต่ละห้องเหมือนมีคนเข้าพักอยู่ แต่จริง ๆ กลับไม่มีใครเลย ดิวจึงถามไปตรง ๆ ว่า ”โรงแรมนี้มีผีมั้ย“ พนักงานก็อึ้งไปสักพัก แล้วก็บอกแค่ว่า “ไม่มีค่ะ“ แต่พอรู้ได้จากท่าทีของพนักงาน แล้วตนก็ถามต่อว่า ”เมื่อคืนนี้ที่โรงแรมไฟดับใช่มั้ย“ พนักงานบอกว่า ”โรงแรมไม่เคยฟังดับนะคะ เมื่อคืนก็ปกติดี“ ทั้ง ๆ ที่ห้องของเพื่อนทั้ง 2 ห้องไฟดับ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-