เรื่องเล่าจากคุณจ๊อด มนต์ดำ ‘ช่วยด้วยผีหลอก’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณจ๊อด มนต์ดำ ‘ช่วยด้วยผีหลอก’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

12 ส.ค. 2025

        ‘คุณจ๊อด มนต์ดำ’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องเกี่ยวเหตุการณ์ลึกลับที่เกิดขึ้นภายในร้านซ่อมรถแห่งหนึ่ง ที่มีคนนำรถมอเตอร์ไซค์ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมาซ่อม แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ขนหัวลุก เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 สิงหาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ช่วยด้วยผีหลอก’

        คุณจ๊อดเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพี่ชาย ให้นามสมมติว่า ‘พี่โอ’ เขาเปิดร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ และใช้ร้านแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยอยู่ด้วย โดยอาศัยอยู่เพียงลำพัง

        วันหนึ่ง มีวัยรุ่นชายคนหนึ่งนำรถมอเตอร์ไซค์มาให้ซ่อม สภาพรถค่อนข้างยับเยิน ต้องใช้เวลาซ่อมนานกว่าปกติ ระหว่างที่ยังซ่อมไม่เสร็จ พี่โอก็นำรถคันนั้นเก็บไว้ภายในร้าน

        คืนนั้น พี่โอรู้สึกแปลก ๆ เหมือนในร้านไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนคอยมองอยู่ตลอดเวลา ตอนอาบน้ำก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่ในร้าน แต่ก็พยายามคิดว่าอาจคิดมากไปเอง จึงเข้านอนตามปกติ

        กระทั่งเวลาประมาณตีสอง พี่โอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่ชั้นล่าง สักพักเสียงนั้นก็เดินขึ้นบันไดมา จนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง ก่อนที่ประตูจะเปิดออก

        สิ่งที่เขาเห็นคือเงาของผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว สีดำ มองไม่เห็นหน้า ขณะนั้นพี่โอรู้สึกเหมือนโดนผีอำ ขยับตัวไม่ได้ ได้แต่นั่งมองเงานั้นลอยมานั่งอยู่บนตัวเขา เขาพยายามตั้งสติและสวดมนต์ แต่สิ่งที่ได้ยินคือเสียงกระซิบของผู้หญิงคนนั้นที่พูดว่า

        “มึงจะสวดทำไม ไปอยู่กับกูดีกว่า...”

        พี่โอตกใจและทำอะไรไม่ถูก แต่พลันนึกขึ้นได้ว่ามีหลวงปู่ทวดอยู่บนหัวเตียง จึงคว้ามาวางไว้บนอก ทันใดนั้น วิญญาณผู้หญิงคนนั้นก็หายไป!

        หลังจากขยับตัวได้ เขาก็รีบขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากร้าน ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดของถนน ในขณะที่ขับไปก็รู้สึกเหมือนมีลมหายใจรดต้นคอ พอหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนเดิมซ้อนท้ายมาด้วย!

        พี่โอรีบขับรถไปเคาะประตูบ้านของคุณจ๊อด พร้อมพูดซ้ำ ๆ ว่า

        “ช่วยด้วย ผีหลอก!”

        คุณจ๊อดตกใจและพาพี่โอไปโรงพยาบาล แต่ผลตรวจออกมาพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่พี่โอยังมีอาการหวาดระแวงและไม่เป็นปกติ จึงตัดสินใจพาไปสำนักทรง ทันทีที่กำลังจะเดินขึ้นไปหาร่างทรง ก็ถูกทักว่า

        “เอาผีมาทำไม!”

        จากนั้นร่างทรงได้นำน้ำมนต์มารดตัวพี่โอ แล้วพาทุกคนกลับไปที่ร้านซ่อมรถ พร้อมกับพรมน้ำมนต์รอบร้าน ด้วยความสงสัยจึงถามร่างทรงว่า

        “ผีผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน?”

        ร่างทรงก็ชี้ไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันที่ยังซ่อมไม่เสร็จ แล้วพูดว่า

        “วิญญาณผู้หญิงคนนั้นติดมากับรถคันนี้

        ไม่นานนัก เจ้าของรถก็กลับมาเอารถ พอถามว่า “รถคันนี้ของใคร?” วัยรุ่นชายเจ้าของรถก็ตอบว่า

        “รถพี่สาวผมเองครับ พี่สาวผมทำงานโรงงาน ขี่รถแล้วถูกรถบรรทุกชนเสียชีวิต”

        เมื่อได้ฟังคำตอบ ทุกอย่างก็ชัดเจน วิญญาณของพี่สาวคนนั้นยังไม่ไปไหน และตามติดรถกลับมาที่ร้านซ่อม เหตุการณ์ครั้งก็นี้ทำให้พี่โอเชื่ออย่างสนิทใจว่า

        ‘สิ่งที่มองไม่เห็น นั้นมีอยู่จริง..’

เขียน: ชิติพัทธ์ เพ็ชรมาลัย

เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติ

ภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก 'บ้านคุณป้า' l l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

24 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก 'บ้านคุณป้า' l l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

กลับบ้านไปงานศพของคุณป้า ควรเป็นเพียงการอำลาครั้งสุดท้ายของ แต่กลับกลายเป็นคืนที่ความจริงเริ่มเปิดเผย เมื่อห้องของผู้ตายส่งเสียงปริศนา เลือดแห้งปรากฏใต้เตียง และร่างของคุณป้า มาในสภาพผิดธรรมชาติ พร้อมคำพูดสั้น ๆ ว่า “ป้าไม่ได้ล้ม” คำบอกเล่าจากคนตาย นำไปสู่การรื้อคดีที่ถูกจัดฉากว่าเป็นอุบัติเหตุ ก่อนจะพบว่า... คนร้ายคือญาติใกล้ตัว และแม้ความยุติธรรมจะตามทันในโลกมนุษย์ แต่กรรมที่ตามหลอกหลอน กลับไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปจนวาระสุดท้าย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary ’ (13 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘บ้านคุณป้า’ ‘คุณตุ๊กติ๊ก’ เล่าเรื่องราวของ ‘น้องศร’ ที่ต้องเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อร่วมงานศพของคุณป้า ทันทีที่ไปถึง น้องศร รู้สึกได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่ผิดปกติ บ้านที่หลังเงียบผิดวิสัย ญาติพี่น้องที่มารวมตัวกันแทบไม่มีใครพูดคุย มีเพียงความอึดอัดปกคลุมอยู่ทั่วบ้านแม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่น้องศรก็พยายามไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะเข้าไปไหว้ศพคุณป้า และทักทายญาติ ๆ ตามปกติ คืนนั้น ด้วยความที่ญาติมาร่วมงานศพกันจำนวนมาก ห้องพักจึงไม่เพียงพอ ห้องเดียวที่ยังว่างอยู่ คือห้องของคุณป้า น้องศรไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องเข้านอนในห้องนั้นเวลาประมาณตีสอง น้องศรสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงบางอย่าง เป็นเสียงขูดครืดคราดไปมาตามพื้นไม้ น้องศร ลุกขึ้นมาดูรอบห้อง แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงตัดสินใจกลับไปนอนต่อแต่ยังไม่ทันจะหลับ เสียงเคาะเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากใต้เตียง พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด เป็นเสียงของคุณป้า คล้ายกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่ น้องศรใจเต้นแรง ก่อนจะตัดสินใจก้มลงไปดูใต้เตียง สิ่งที่เห็นคือรอยเลือดแห้ง ๆ เป็นหยด ๆ ติดอยู่บนพื้นไม้ น้องศรเลือกเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว ไม่บอกใคร และฝืนใจกลับไปนอนต่อทั้งที่แทบไม่กล้าหลับตา คืนถัดมา สิ่งที่เกิดขึ้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เพราะคราวนี้ไม่ใช่แค่เสียง หรือร่องรอยแต่เป็นร่างของคุณป้าที่ปรากฏตัวต่อหน้าน้องศรตรง ๆ ในสภาพคอหักผิดรูป เล็บมือฉีกขาด เลือดเปรอะเปื้อนทั่วร่าง น้องศรตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ พยายามจะลุกหนี แต่ก่อนจะวิ่งออกจากห้อง เสียงของคุณป้าก็ดังขึ้นว่า“ศร…ป้าไม่ได้ล้ม” น้องศร ไม่กล้าหันกลับไปมอง รีบวิ่งไปหาคุณแม่ และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พร้อมถามว่า ควรทำอย่างไรต่อไป? ทั้งสองคนตัดสินใจกลับไปที่ห้องของคุณป้าอีกครั้ง เพื่อค้นหาว่ามีอะไรผิดปกติ หรือมีของสำคัญหลงเหลืออยู่ หรือไม่ เมื่อก้มลงดูใต้เตียง ก็ยังพบรอยเลือดแห้งเหมือนคืนก่อน และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา คือเศษเล็บหนึ่งชิ้นที่หลุดออกมาอยู่ใต้เตียง ทั้งสองเลือกที่จะยังไม่บอกใคร และเช้าวันรุ่งขึ้นจึงนำสิ่งที่พบไปแจ้งตำรวจตำรวจกลับมาตรวจค้นห้องอีกครั้ง และพบหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งรอยนิ้วมือ และร่องรอยการต่อสู้ ทำให้คดีที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ เริ่มถูกเปิดเผยความจริง ผู้ก่อเหตุ คือญาติใกล้ชิดสองคนที่อาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน ภายหลัง มีคุณลุงสองคนมาให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุได้มาขอยืมเงินจากคุณป้า แต่ถูกปฏิเสธ จนเกิดการทะเลาะรุนแรง และลงมือทำร้ายคุณป้าจนเสียชีวิต จากนั้นจึงนำร่างไปจัดฉากโยนไว้ที่บันได แล้วร้องเรียกให้คนอื่นมาช่วย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุตกบันได ก่อนที่ทั้งสองจะได้รับโทษตามกฎหมายหลังถูกคุมขังมีรายงานว่า ทุกครั้งที่ญาติไปเยี่ยม ลุงทั้งสองมีอาการเหม่อลอย ผวา เหมือนคนนอนไม่หลับ บางครั้งนั่งอยู่เฉย ๆ ก็สะดุ้งตกใจ เมื่อสอบถามผู้ดูแลก็ได้รับคำตอบว่า อาการเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ และไม่เคยหายไปเลย จนเวลาผ่านไปหลายปี ทั้งสองตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในเรือนจำส่วนน้องศร หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านพ้นไป ก็ไม่เคยกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ ‘ทวงสัญญา’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 28 พ.ค. 2567]

03 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ ‘ทวงสัญญา’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 28 พ.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ’คุณคิงส์’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอน มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤษภาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘ทวงสัญญา’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณคิงส์เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเองตอน 10 ขวบ (เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว) ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่ค่อยมีที่เล่นอะไรมากมาย นอกจากไปโรงเรียนหรือไปวัด และไฮไลท์สำคัญคือการไปเล่นน้ำคลอง ซึ่งคุณคิงส์มีเพื่อนรักที่สนิทกัน ชื่อ ‘นพ’ (นามสมมติ) ที่มักจะเล่นด้วยกัน ไปโรงเรียนด้วยกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันหยุดไม่ได้ไปโรงเรียน ทั้งสองคนจึงชวนกันไปเล่นน้ำคลองตามประสาเด็กบ้านนอก ตอนแรกก็เล่นกันที่น้ำตื้น สักพักก็เริ่มไปที่ลึกเรื่อย ๆ ในขณะที่แหวกว่ายเล่นน้ำกันสนุกสนาน คุณคิงส์ได้ยินเสียงเพื่อนตะโกนเรียกให้ช่วย ซึ่งตอนแรกก็เข้าใจว่าเพื่อนแกล้งให้เข้าไปใกล้ ๆ เพราะคุณนพก็ว่ายน้ำเป็น คุณคิงส์จึงตอบกลับไปว่า “ก็ว่ายขึ้นฝั่งสิ” แต่คุณนพก็ตอบกลับว่า “ไม่ได้ เป็นตะคริว” เมื่อเห็นท่าไม่ดี คุณคิงส์คิดว่าน่าจะจริง ก็เลยว่ายเข้าไปหา พอเข้าไปถึงใกล้ ๆ ด้วยความที่คุณนพยังเด็กก็ตกใจ กระโดดกอดคอแล้วก็กดคุณคิงส์เหมือนพยายามจะขึ้นมายืนบนบ่า เพื่อให้ตัวเองพ้นน้ำตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด พอคุณคิงส์โดนกดก็จะจมด้วยเลยสลัดเพื่อนออก แล้วรีบว่ายน้ำขึ้นฝั่ง พอไปถึงฝั่งก็มองหาไม้เพื่อมาช่วย แต่ว่าหันมาอีกที เพื่อนก็หายไปแล้ว คุณคิงส์ตะโกนเรียกหาก็ไม่มีสัญญาณตอบ พอหาไม่เจอ จึงตะโกนขอความช่วยเหลือ คนแถวนั้นที่ทำไร่ทำนาอยู่วิ่งรีบมาช่วยกัน พอมาถึงก็ช่วยกันงมคุณนพที่จมน้ำขึ้นมาแล้วรีบปฐมพยาบาล แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล คุณนพเสียชีวิต หลังจากที่ผ่านงานศพของคุณนพไป พ่อและแม่ของคุณคิงส์ก็สั่งห้ามไม่ให้ไปเล่นน้ำคลองอีกโดยเด็ดขาด เวลาผ่านไปหลายเดือน คุณคิงส์ได้ฝันว่าตนเองยืนอยู่ริมคลอง เห็นคุณนพ นั่งกอดเข่าหนาวสั่นอยู่ เขาก็หันมามองหน้า แล้วถามว่า “ทำไมถึงทิ้งกูไป ทำไมถึงทิ้งกูไป” และขณะที่กำลังจะตอบไป คุณคิงส์ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะแม่มาปลุก แม่บอกว่า “ทำไมไม่ล้างเท้าก่อนเข้านอน ดูสิคราบดินคราบโคลนเปื้อนพื้นหมดแล้ว” คุณคิงส์มองไปก็เห็นเป็นรอยเปื้อนตั้งแต่บันไดขึ้นมาถึงบริเวณที่นอน แล้วพอมองเท้าตนเองปรากฎว่าเท้าก็ไม่ได้เปื้อนโคลน ตอนนั้นก็ไม่ได้บอกอะไรแม่ เพราะดูแล้วคงจะอารมณ์ไม่ดีแล้ว จึงตอบกลับไปแค่ “ครับ ๆ” แล้วรีบหาผ้ามาเช็ด และคุณคิงส์ก็ฝันแบบนี้อีกหลาย ๆ ครั้ง ฝันซ้ำ ๆ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ขณะที่คุณคิงส์นอนเคลิ้มกำลังจะหลับ ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ หู ตอนแรกนั้นนอนหงายอยู่ จึงพลิกตัวมาทางด้ายซ้ายมือ ปรากฎว่า เจอคุณนพ นอนอยู่ข้าง ๆ นอนตัวซีด เปียก มีโคลนติดตามตัวกำลังสะอื้นปากขมุบขมิบ และน้ำตาไหล จ้องมองมาที่คุณคิงส์! ตอนนั้นด้วยความที่เป็นแค่เด็ก 10 ขวบ ก็กลัวมากจนขยันตัวไม่ได้ เหมือนโดนสะกดให้ต้องจ้องมองเขา คุณคิงส์คิดว่าไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองตั้งใจฟังดูว่าจะว่ายังไง ก็พูดในใจว่า “พูดมาว่าต้องการอะไร ยังไง” แล้วก็ได้ยินเสียงเข้ามาในหูว่า “เอาของที่จะให้ มาให้กูด้วย” จากนั้น คุณนพก็ลุกไปเปิดมุ้งแล้วเดินไปทางหน้าต่างเพราะห้องที่อยู่ชั้น 2 แล้วก็กระโดดลงไป! ขณะนั้นคุณคิงส์ได้สติ ขยับตัวได้ จึงตะโกนไปว่า “นพ อย่าเพิ่งไป!” พ่อแม่ได้ยินจึงรีบวิ่งขึ้นมาแล้วถามว่า “เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” คุณคิงส์จึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง พ่อกับแม่จึงไปเปิดไฟ ปรากฎว่าไม่มีร่องรอยอะไรเลย ไม่มีโคลน หรือเปียกน้ำเลย แม่จึงบอกว่า “ท่าจะไม่ดีแล้ว สงสัยเด็กจะคิดถึงกัน” เพราะมีความเชื่อว่า คนเราหรือเด็ก ๆที่ผูกพันธ์กัน จะมีจิตที่ผูกหากันได้ แม่จึงรีบไปหุงข้าวแล้วบอกคุณคิงส์ว่า “ต้องมาใส่บาตรพร้อมกับแม่” แล้วพ่อก็ถามว่า “ที่นพบอกให้เอาของไปให้ เราไปสัญญาอะไรไว้” คุณคิงส์นั่งนึกจนนึกออก แล้วเล่าให้พ่อฟังว่า “ก่อนที่เราจะลงไปเล่นน้ำในคลองกัน ผมกับนพนั่งขุดดินเหนียวมาปั้นเล่นกัน นพปั้นไม่เป็น ปั้นได้แต่ลูกกระสุนกลม ๆ เหมือนลูกแก้ว ส่วนผมปั้นเป็นรูปสัตว์ได้หลายชนิด นพเลยขอว่า อยากได้อะ ปั้นรูปช้างให้หน่อยได้มั้ย คิงส์เลยบอกว่า ได้สิ แต่ขอไปล้างมือล้างตัวก่อนนะ เดี๋ยวมาปั้นให้” จากนั้น เด็กทั้งสองก็ชวนกันไปที่คลอง หลังจากล้างมือเสร็จ ด้วยความที่น้ำน่าเล่น จึงชวนกันเล่นน้ำ และก็เกิดเหตุการณ์จมน้ำขึ้น พ่อก็บอกว่า “สงสัยคงต้องทำตามคำสัญญาแล้วแหล่ะลูก นพน่าจะมาทวง” แล้วพ่อก็พาไปขุดดินเหนียวมาปั้นเป็นช้างตามสัญญา พอเสร็จแล้วก็พาซ้อนจักรยานไปบริเวณริมคลองที่นพจมน้ำ แล้วก็พาจุดธูปบอกว่า “นพ คิงส์ทำตามสัญญาแล้วนะลูก ปั้นช้างมาให้แล้ว” หลังจากนั้นมาก็ไม่ฝันถึงคุณนพอีกเลย แต่พอถึงวันครบรอบที่เขาเสีย คุณคิงส์ก็จะมาปั้นช้างดินเหนียวไปวางให้ทุก ๆ ปี.. จนกระทั่งเรียนจบมัธยม ไม่ได้เรียนต่อแถวบ้าน เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพ แล้วทำงานต่อ จึงไม่มีเวลาว่าง ไม่ได้ไปปั้นช้างดินเหนียวให้ คุณนพก็มาเข้าฝันแล้วบอกว่า “ยังไม่ได้เอาช้างมาให้นะ” เขายังมาในสภาพเป็นเด็กเหมือนวันที่จมน้ำ หลังจากนั้นคุณคิงส์มีโอกาสกลับไปบ้าน จึงซื้อช้างปั้นเซรามิกคู่หนึ่ง ไปวางไว้ให้ที่เจดีย์ที่บรรจุอัฐิเขา แล้วบอกว่า “นพ ต่อไปนี้ไม่ว่างปั้นช้างไปไว้ให้ตรงคลองแล้วนะ แต่เราเอาช้างปั้นอย่างดีมาไว้ให้ตรงเจดีย์นี้แทนก็แล้วกัน ต่อจากนี้ไปนี้ก็ให้ช้างคู่นี้เป็นตัวแทนช้างที่ปั้นไปให้ทุกปี จนกว่ามันจะแตกสลาย แล้วเราจะหามาให้ใหม่” หลังจากนั้นก็ไปทำบุญ ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนบุญกุศลให้เขา พอตกกลางคืนก็ฝันว่า ตัวเองไปนั่งเล่นอยู่ที่ริมคลองที่เขาจมน้ำ แล้วเขาก็วิ่งมากอดแล้วพูดว่า “ขอบใจมากนะที่ปั้นช้างมาให้ตามสัญญา ต่อไปนี้ไม่ต้องปั้นมาให้แล้วนะ ช้างที่เอามาให้ใหม่แข็งแรงมากเลย” แล้วเขาก็หัวเราะ และในความฝัน เขาก็ยังเป็นเด็ก เสื้อผ้าหน้าผมก็ยังคงเหมือนเดิม ในขณะที่คุณคิงส์โตเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็บอกว่า “ต่อไปนี้ไม่ต้องกังวลกับคำสัญญานะ เพราะเรามาทำตามสัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอให้นพไปสู่ภพภูมิที่ดี” หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ไม่เจอเขาอีกเลย อาจะเป็นเพราะว่าเขาไปสู่ดินแดนที่เขาหมดห่วงไปแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่ดาดฟ้าของหอพัก สนุกกันจนชนขวดเบียร์ตกลงไปด้านล่างที่เป็นป่าทึบ! พอกลับเข้าห้องก็นอนไม่ค่อยหลับ แถมยังเจอมือปริศนามาอยู่บนเตียง ตกใจจนไม่มีสติ! มารู้ทีหลังว่าป่านั้นนั้นคือ...!

05 ก.ค. 2023

ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่ดาดฟ้าของหอพัก สนุกกันจนชนขวดเบียร์ตกลงไปด้านล่างที่เป็นป่าทึบ! พอกลับเข้าห้องก็นอนไม่ค่อยหลับ แถมยังเจอมือปริศนามาอยู่บนเตียง ตกใจจนไม่มีสติ! มารู้ทีหลังว่าป่านั้นนั้นคือ...!

‘อังคารคลุมโปง X’ (13 มิถุนายน 2566) ให้การต้อนรับ ‘คุณจอย’ สายแรกของรายการในวันนี้ เธอมาพร้อมกับเรื่องราวที่จะทำให้ ‘ดีเจเจม’ และ ‘ดีเจแนน’ ขนลุกวาบไปทั้งตัว เมื่อการเปิดตี้บนดาดฟ้า ทำให้ได้ผีตามกลับมาถึงห้อง ปิดไฟแล้วไปอ่านกันเลย! ในปี 2549 คุณจอยที่พึ่งจะเรียนจบผู้ช่วยพยาบาลในกรุงเทพฯ ได้เข้าฝึกงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางเมือง จึงต้องหาหอพักใกล้ที่ทำงาน จนได้มาเจอกับห้องเช่าแห่งหนึ่งที่อยู่สุดซอย คุณจอยคิดว่าอยู่ที่นี่น่าจะดี เพราะเป็นหอพักสร้างใหม่ ไม่น่าจะมีประวัติอะไร หอพักนี้มีลักษณะเป็นตึกสูงประมาณ 6 ชั้น ด้านหลังของตึกเป็นกำแพงสูง อีกฝั่งมีต้นไม้หนาทึบ คุณจอยมองว่ามีความร่มรื่น และคิดว่านี่คือ “ทำเลทอง” ทีเดียว สุดท้ายจึงเลือกมาอาศัยที่ชั้น 4 ของตึกนี้ เมื่อฝึกงานไปได้สักพัก คุณจอยก็เริ่มสนิทกับกลุ่มเพื่อนในที่ทำงาน และมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่หอเดียวกัน วันหนึ่ง คุณจอยชวนเพื่อน ๆ ไปสังสรรค์กันบนดาดฟ้าของหอพัก ขณะที่กำลังดื่มสังสรรค์ร้องเพลงกันตามปกติ ก็มีเพื่อนคนหนึ่งเผลอเอาศอกยันขวดเบียร์ตกลงไปด้านล่างตรงที่เป็นป่าทึบ! ในใจคุณจอยกังวลว่าขวดเบียร์นี้จะหล่นไปใส่หัวใครหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าบริเวณป่านี้ เป็นพื้นที่ที่จะมีมาออกกำลังกายกัน แต่เพื่อน ๆ คิดว่าคงไม่มีอะไรเพราะตอนนั้นดึกมากแล้ว ไม่น่าจะมีคนเดินผ่าน เมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง คุณจอยก็ขอแยกตัวจากเพื่อนกลับมานอนเอาแรงเพื่อเตรียมเข้าเวรในตอนเช้า คืนนั้น คุณจอยนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่นัก คุณจอยตื่นขึ้นมาตอนตีสอง เมื่อพลิกตัวตะแคงมันกลับไปแค่ตัว หัวของคุณจอยเหมือนถูกเหนี่ยวรั้งไว้ด้วยอะไรบางอย่างจากข้างหลัง! ตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็นผมที่ถูกทับไว้ใต้หมอน แต่พอลองยื่นมือไปจับและดึงมาข้างหน้าดู คุณจอยก็ต้องตกใจ! เพราะที่เห็นคือมือของมนุษย์! แต่มือนี้มาเพียงแค่ข้อมือสุดปลายนิ้ว สีขาวซีด ไร้เจ้าของร่าง คุณจอยร้องเสียงหลงออกมาอย่างแรง ก่อนที่จะขว้างมือนั้นเข้าไปในห้องน้ำ ตอนนั้นคุณจอยตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก แม้แต่จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก ได้แต่คว้าไปหยิบโทรศัพท์ข้างเตียง รีบกดเบอร์โทรออกหาพ่อแม่ทันที! เมื่อเห็นว่าคุณจอยไม่มีสติ พูดไม่รู้เรื่อง พ่อกับแม่จึงบอกให้คุณจอยค่อย ๆ ตั้งสติ และสูดหายใจลึก ๆ สุดท้ายคุณพ่อต้องนำสวดมนต์ แม้คุณจอยจะท่องบทสวดมนต์แต่ในใจก็ยังกังวลว่า มือที่อยู่ในห้องน้ำนั้นจะไต่ออกมาหรือเปล่า เพราะประตูห้องน้ำก็เปิดอ้ากว้างทิ้งไว้ด้วย กระทั่งคุณจอยได้ยินเสียงไก่ขันในตอนเช้ามืด คุณจอยใจชื้นมากขึ้น เมื่อเปิดระเบียงของห้องออกไปก็เริ่มได้ยินเสียงคนพูดคุยตัดกับรถเล่นผ่านอยู่บ้าง ตอนนี้ได้เวลาไปทำงานแล้ว แต่คุณจอยจะต้องไปอาบน้ำในห้องน้ำ.. ก่อนไปอาบน้ำแม้เธออยากจะเห็นหน้าพ่อกับแม่ก็ทำไม่ได้ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวิดีโอคอล จึงจำใจวางสาย หากไปบอกกับโรงพยาบาลว่าไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะกลัวผีคงจะฟังไม่ขึ้น สุดท้ายคุณจอยจึงต้องใจกล้าเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ! เมื่อเข้าไปในห้องน้ำ คุณจอยกวาดสายตาไปที่พื้นก็ไม่เห็นมีอะไร พอหันกะละมังที่ล้มระเนราดอยู่ ก็เดินไปเปิดดู แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ เมื่อสำรวจดูทั่วห้องแล้วก็ไม่เจออะไร จึงเริ่มอาบน้ำ อย่างไรก็ตามคุณจอยก็ต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลาว่ามือเจ้าปัญหานี้จะโผล่มาเมื่อไหร่ ใจหนึ่งก็อยากให้เจออะไรบางอย่างสักที จะได้ไม่ต้องมาคอยระแวงอยู่แบบนี้ เมื่อคุณจอยออกไปทำงาน สติก็ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก เพราะทั้งไม่ได้นอนและเจอสิ่งเร้นลับกลางดึก คุณจอยไม่เห็นเพื่อนที่พักอยู่หอเดียวกันมาทำงานในวันนี้ เข้าใจว่าเขาคงอาจจะยังเมาค้างไม่ตื่นจากปาร์ตี้เมื่อคืน จึงคิดว่าจะลองไปเยี่ยมเขาหลังเสร็จงาน เวลา 2 ทุ่ม เพื่อนคุณจอยเปิดประตูห้องออกมา สภาพดูอิดโรย ตาคล้ำและผมยุ่ง เมื่อถามเพื่อนว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนก็ได้แต่บอกว่า “เดี๋ยวค่อยเล่า เดี๋ยวค่อยเล่าได้ไหม เดี๋ยวค่อยเล่า...” ในเวลาดึกแบบนี้ ยังไม่เหมาะสมที่จะเล่าอะไร คุณจอยก็ยังไม่กล้าจะบอกเรื่องที่เจอมาเหมือนกัน คุณจอยกลับมาหาเพื่อนอีกครั้งในวันถัดไป สภาพเพื่อนก็ยังดูอ่อนแรงเหนื่อยล้าอยู่ดี พอพยายามลองถามอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนจึงชวนให้คุณจอยกลับขึ้นไปบนดาดฟ้าที่เคยสังสรรค์กันอีกครั้ง.. พอถึงดาดฟ้าเพื่อนคุณจอยก็ยืนนิ่งไปชั่วครู่ คุณจอยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนถึงบริเวณป่าทึบที่อยู่หลังกำแพงข้างหอ คุณจอยเข้าใจมาตลอดว่าป่าตรงนี้ปลูกไว้ให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับคนมาออกกำลังกาย แต่ความคิดของเธอต้องเปลี่ยนไปเมื่อเธอเห็นอะไรบางอย่างเข้า มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเดินเข้ามา คุณจอยรู้สึกว่าพวกเขากำลังทำอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนร้องไห้ จึงลองมองเข้าไปผ่านต้นไม้ที่ปลูกขึ้นมาที่ทั้งทึบและแน่นหนา และยังไม่ทันจะรู้ว่ากลุ่มคนเหล่าทำอะไร สายตาก็เหลือบไปเห็นผ้าขาวกำลังห่อหุ้มอะไรบางอย่างเอาไว้วางลงบนผ้าสีทอง! “ไม่นะ อย่านะ ไม่ใช่ใช่ไหม” คุณจอยพยายามบอกกับตัวเอง สิ่งที่เห็นก็เป็นสิ่งที่คาดคิดไว้ มีคนกำลังขุดหลุมฝังศพอยู่ สถานที่แห่งนั้นคือ ‘กุโบร์’ สุสานฝังศพของชาวมุสลิมนั่นเอง! คุณจอยเริ่มคิดถึงเหตุการณ์ที่ได้เจอมา ก่อนที่เพื่อนจะดึงตัวคุณจอยไปนั่งคุดคู้อยู่ตรงที่ตากผ้า คุณจอยถามเพื่อนว่า “มึงมีอะไรจะบอกกูไหม” แล้วเพื่อนก็ย้อนถามกลับมาว่า “แล้วมึงมีอะไรจะบอกกูไหม” ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากัน จนคุณจอยเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ เล่าประสบการณ์ชวนขนหัวลุกที่เจอ ‘มือ’ นั้นให้เพื่อนฟัง แต่เพื่อนกลับตอบมาว่า “ของมึงยังน้อยนะ...” แล้วเพื่อนก็เริ่มเล่าเรื่องราวในฝั่งของตนให้คุณจอยฟัง ที่หอแห่งนี้ไม่มีแอร์และเพื่อนคุณจอยเป็นคนขี้ร้อน จึงนอนเปิดประตูรับลมจากฝั่งที่อยู่ติดกับป่าทึบ (ซึ่งก็คือตรงกุโบร์) ในคืนนั้น เมื่อกลับมานอนที่ห้องก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งระหว่างที่เล่นโทรศัพท์อยู่ สายตาเธอก็เริ่มเห็นเงาตะคุ่ม ๆ บางอย่างตรงระเบียง! มีมืออะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากระเบียง แล้วสักพักร่างทั้งร่างก็โผล่ขึ้นมา! มันเป็นเหมือนกลุ่มควันดำที่มองทะลุเห็นด้านหลังได้ แล้วทันใดนั้นเงาทั้งหมดก็พุ่งใส่! เพื่อนคุณจอยร้องกรี๊ดเสียงดังลั่น แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน แม้ตัวคุณจอยที่อยู่ห้องตรงข้ามกันก็ไม่ได้ยินเสียง แล้วสักพักเพื่อนก็หมดสติไป รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่คุณจอยมาเคาะประตูที่หน้าห้องของตอนสองทุ่มนี่แหละ คุณจอยเริ่มปรึกษากับเพื่อนว่าควรทำอย่างไรต่อดี ผลสุดท้ายก็คือเพื่อนตัดสินใจย้ายไปอยู่กับแฟน ส่วนคุณจอยยังคงต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเพราะจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย สิ่งที่คุณจอยทำได้ตอนนั้นมีแต่สวดมนต์ อธิษฐานขอขมาที่ได้ล่วงเกินไป และโชคดีที่หลังจากนั้นก็ไม่เคยเจอกับอะไรทำนองนี้อีกเลย...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

หนุ่มนักศึกษาเช่าบ้านอยู่กับเพื่อน กลับมาเจอผีผู้หญิงคลานออกมาจากตี่จู่เอี๊ยะ! โทรถามเพื่อนก็บอกว่าไม่มีคนอยู่บ้าน คืนนั้นจึงตั้งวงกินเหล้า พอเริ่มเมาก็ปากเสียตะโกนถามว่า “ถ้ามึงมีอยู่จริง มึงมาทำให้กูรู้ว่ามึงตายยังไง!”

01 ธ.ค. 2023

หนุ่มนักศึกษาเช่าบ้านอยู่กับเพื่อน กลับมาเจอผีผู้หญิงคลานออกมาจากตี่จู่เอี๊ยะ! โทรถามเพื่อนก็บอกว่าไม่มีคนอยู่บ้าน คืนนั้นจึงตั้งวงกินเหล้า พอเริ่มเมาก็ปากเสียตะโกนถามว่า “ถ้ามึงมีอยู่จริง มึงมาทำให้กูรู้ว่ามึงตายยังไง!”

เรื่องสยองขวัญนี้ มีชื่อเรื่องว่า ‘เรื่องผีมีอยู่จริง’ โดย ‘คุณณัฐผี’ แขกรับเชิญในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 พฤศจิกายน 2566) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันเลย! เรื่องราวความสยองนี้ เป็นประสบการณ์ตรงจากคุณณัฐ เริ่มขึ้นเมื่อเขาได้ย้ายเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร จึงตัดสินใจที่จะเช่าบ้านและอยู่กับเพื่อนหลายคน เพราะคุณณัฐและเพื่อน ชอบเล่นดนตรีกันมาก จึงคิดว่าเช่าบ้านอยู่ด้วยกันก็จะสะดวกมากกว่า ซึ่งบ้านเช่าหลังนี้เป็นอาคารอาคารพาณิชย์หลังเก่า มีทั้งหมด 4 ชั้น เคยเป็นร้านเกมส์มาก่อน ทำให้ประตูด้านหน้าเป็นกระจก ภายในตัวบ้านจะค่อนข้างโล่ง และลึกยาวเข้าไป ด้านหลังเป็นบันไดสำหรับใช้ขึ้นไปยังชั้น 2 หลังบันไดจะมี ‘ตี่จู่เอี๊ยะ’ ตั้งไว้บริเวณนั้น ในแต่ละชั้นของบ้านจะถูกแบ่งโซนไว้อย่างชัดเจน โดยชั้น 2 ถูกแต่งเติมเป็นห้องนอน 2 ห้อง ส่วนชั้น 3 เปลี่ยนให้เป็นสตูดิโอสำหรับซ้อมดนตรีและห้องอัด และชั้นสุดท้ายคือชั้น 4 เป็นห้องนอนอีก 1 ห้อง วันหนึ่ง หลังจากที่คุณณัฐกลับมาจากการทำธุระข้างนอก เวลาตอนนั้นประมาณ 3 ทุ่มกว่า เขาสังเกตเห็นว่าไฟยังคงเปิดไว้จึงคิดว่ามีคนอยู่ในบ้าน ขณะที่กำลังจะเปิดประตู ปรากฏว่าประตูดันล็อก จึงตัดสินใจส่องผ่านกระจกเข้าไปดูว่ามีใครอยู่ข้างในหรือไม่ ระหว่างที่กวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อมองหาคนช่วยเปิดประตู สายตาดันไปเจอกับมือของผู้หญิงกำลังยืนขึ้นมาจากด้านหลังของตี่จู่เอี๊ยะ! เหมือนกับว่ากำลังพยายามผลักตัวเองให้ลุกขึ้นมา ไม่นานหัวก็โผล่พ้นขึ้นมาพร้อมกับค่อย ๆ เอาคางมาวางไว้ที่กำแพง! คุณณัฐคิดว่าคงเป็นพี่ที่รู้จัก จึงเรียกชื่อไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีการตอบกลับจากใครเลย จึงตัดสินใจเพ่งเล็งดูอีกครั้ง ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นก็ยังคงมองอยู่ในลักษณะเดิม คือจ้องมองมาที่คุณณัฐ แต่สิ่งที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือเขาเห็นว่าผู้หญิงที่กำลังสบตาด้วยนั้นไม่มีจมูกและปาก! ดวงตากลมโต ใบหน้าขาวซีด! คุณณัฐผีเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งหนีไป ระว่างที่วิ่งอยู่ก็เห็นตู้โทรศัพท์จึงตัดสินใจว่าจะโทรไปหารุ่นพี่ แต่ปลายสายกลับบอกว่าไม่มีใครอยู่ที่บ้าน ทุกออกไปเดินห้างกันหมด เมื่อได้ยินแบบนั้น คุณณัฐก็รู้สึกกลัวมาก รีบบอกให้รุ่นพี่รีบกลับมาที่บ้านทันที! เมื่อทุกคนกลับมาถึงบ้าน ก็มีการตั้งวงสังสรรค์นับสิบคนได้ พอเริ่มกริ่มได้ที่ก็คิดอยากลองทำอะไรแผลง ๆ เริ่มจาก ‘พี่ปอ’ (รุ่นพี่ของคุณณัฐ) ยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ถ้ามึงมีอยู่จริง มึงมาทำให้กูรู้ว่ามึงตายยังไง!” หลังจากท้าทายเสร็จ ไม่นานทุกคนก็เมากันหมด จึงพากันหลับรวมกันอยู่ที่ชั้น 4 รุ่งขึ้น พี่ปอก็มาปลุกทุกคน แล้วพูดว่า “เห้ย กูรู้แล้ว เขาตายยังไง!” ทุกคนตกใจสะดุ้ง แล้วรีบถามถึงเรื่องราวจากพี่ปอ พี่ปอเล่าว่า หลังจากที่เลิกจากวงเหล้า พี่ปอก็เข้าไปนอนในห้องกับแฟน ปรากฏว่าระหว่างที่หลับ ก็ฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว ใส่ชุดสีขาว ในฝันเธอพูดว่า “มึงอยากเห็นกูตายใช่มั๊ย งั้นมึงดู!” หลังจากผู้หญิงคนนั้นพูดจบ พี่ปอก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนเธอจะเสียชีวิต เธอถูกผู้ชายฉุดมาข่มขืน หลักจากโดนกระทำชำเราจนสาแก่ใจชายโฉด ก็ถูกฆ่าโดยการถูกขวานฝ่ามาที่หน้า! เธอทุรนทุรายอยู่นาน แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตไปในที่สุด ในตอนนั้นพี่ปอคิดว่าเป็นแค่ฝัน แต่หลังจากที่ตื่นนอนก็ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ ปรากฏว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริง จึงคิดว่าจะหาวันไปทำบุญให้ ก่อนวันที่จะไปทำบุญก็มีการเตรียมของก่อน 1 วัน ในคืนนั้น ทุกคนเข้านอนกันตามปกติ แต่ที่แปลกคือคืนนั้นทุกคนฝันคล้ายกันว่ามีผู้หญิงมาเข้าฝัน เธอพูดด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นว่า “พวกมึงจะไล่กูใช่มั๊ย!” รุ่งขึ้นทุกคนจึงมารวมตัวกัน และได้เล่าสิ่งที่ฝันสู่กันฟัง จากนั้นจึงตัดสินใจพากันจุดธูปเพื่อบอกว่าไม่ได้มีเจตนาจะไล่แต่อย่างใด แค่จะไปทำบุญให้เท่านั้นเอง หลังจากทำบุญเสร็จทุกคนที่อยู่บ้านหลังนี้ก็ไม่ได้เจอกับผู้หญิงคนนี้อีกเลย กลับกลายเป็นว่าคนที่แวะเวียนมามักจะเจอเรื่องราวแปลก ๆ อยู่เสมอ ทั้งเห็นว่ามีบางอย่างเดินผ่านบ้าง ประตูปิดเองบ้าง พอคิดว่าคนแกล้งแต่เมื่อออกไปดูก็จะไม่เห็นใครเลย สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็ตัดสินใจที่จะไม่เช่าต่อ และย้ายออกไป หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เช่าใหม่ก็ได้มาเช่าต่อ เพื่อเปิดเป็นร้านทำสปาในชั้นแรก ชั้นที่ 2 ให้บริการอบไอน้ำ เมื่อมีลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านก็มักจะรู้สึกว่ามีคนแอบมองอยู่ตลอดเวลา บางทีเจ้าของร้านเอง ก็สัมผัสถึงดวงวิญญาณของผู้หญิงคนนี้ได้เหมือนกัน วันหนึ่ง เธอสวดมนต์อยู่ที่ชั้น 4 ในระหว่างที่กำลังสวดมนต์อยู่ ลูกก็ขึ้นมาหา แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือ แม่กำลังนั่งสวดมนต์ปกติ แต่ตัวแม่งอผิดปกติ เหมือนกับว่ากระดูกงอหักไป เพราะเห็นผู้หญิงกำลังนั่งค่อมบริเวณไหล่อยู่! จากนั้นจึงถามแม่ว่า “แม่เป็นอะไร” เธอตอบว่า “ไม่ได้เป็นอะไร แต่รู้สึกว่าปวดตัวแปลก ๆ” หลักจากนั้นทั้งคู่ก็เดินลงมาชั้นล่าง ลูกชายจึงตัดสินใจเล่าสิ่งที่เห็นให้แม่ฟังทั้งหมด หลังจากนั้นแม่ก็เจอเรื่องสุดหลอนมาโดยตลอด จนต้องเลิกกิจการ ในขณะที่เธอและลูกชายกำลังขนย้ายสัมภาระอยู่นั้น ก็มองไปที่รูปภาพที่เธอบูชา จึงคิดว่าจะนำไปด้วย ในขณะที่มือเอื้อมไปหยิบกรอบรูป และดึงด้ายสายสิญจน์ออก ปรากฏว่าผ้ายัญก็หลุดออกมา ทั้ง ๆ ที่ถูกแปะไว้คนละจุดกับด้ายสายสิญจน์ เธอรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ตัดสินใจเก็บสัมภาระให้เสร็จเร็ว ๆ หลังจากปิดกิจการก็ย้ายกลับมาอยูบ้าน คืนหนึ่งระหว่างที่นอนหลับ ก็ฝันเห็นผู้หญิงคนนั้น ในฝันเธอบอกว่า “หนูขอบคุณมากนะ หนูออกจากที่นั่นได้แล้ว” และฝันแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง จนคืนหนึ่ง เธอก็ฝันถึงผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง เธอมาบอกว่า “พี่ หนูไปก่อนนะ” หลังจากนั้นก็ไม่เคยฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-