เรื่องเล่าจากหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ 'ลบผง' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ 'ลบผง' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568 ]

12 ม.ค. 2025

       ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล’ ได้นำเรื่องเล่าที่มาจากประสบการณ์จริง มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 มกราคม 2568) โดยมี ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ร่วมรายการ ทั้ง 2 ดีเจก็ได้คิดเห็นตรงกันว่า เรื่องที่หมอบีเล่าสามารถเป็นข้อคิดให้กับแฟน ๆ ของรายการได้อย่างแน่นอน

       หมอบีได้เล่าว่าเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยเนื้อหาหรือสถานที่ของเหตุการณ์ได้มากนัก

       โดยเริ่มแรก มีลูกศิษย์ของพระรูปหนึ่ง (พระรูปนี้เสียชีวิตไปนานแล้ว) ได้มาบอกหมอบีว่า พระอาจารย์ท่านนี้เก่งในเรื่องเกี่ยวกับการ ‘สักยันต์ วิชาอาคม ไสยศาสตร์’ แต่ส่วนตัวของหมอบีนั้นไม่ได้ชอบเรื่องพวกนี้ แต่เหตุผลที่ตกลงไปเพราะได้รับการชวนหลายครั้ง และอีกใจหนึ่งก็อยากไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาด้วย

       เมื่อไปถึงสถานที่แห่งนั้น ก็พบว่าเป็นสถานที่รกร้างแต่กว้างใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเมื่อก่อนมีผู้คนจำนวนมากที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ หลังจากได้เห็นสถานที่ หมอก็เริ่มรับรู้ได้ว่าพระรูปนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะได้เจอกับรูปปั้นของพระรูปนั้น และได้ทราบภายหลังว่าพระรูปนี้มีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ ในประวัติท่านได้บอกว่าท่านได้เก็บพระไว้ในโถหรือไห ที่บริเวณรอบ ๆ ของต้นโพธิ์ที่อยู่ใกล้กับรูปปั้นของท่านและยังมีของที่ตัวท่านทำเอง เก็บไว้ที่ฐานของรูปปั้น (ในตอนแรก หมอบีก็ยังไม่ทราบว่าคืออะไร) แต่เนื่องจากเวลาผ่านมานาน ทำให้มีหลายคนได้เข้ามาขโมยพระเหล่านั้นไป หมอบีจึงตัดสินใจที่จะลองดูที่ใต้ฐานของพระพุทธรูป จนได้เจอกับแผ่นจานทองเหลืองที่มีอักขระเขียนไว้ พอได้เปิดเข้าไปข้างใน หมอบีก็ได้เจอกับร่างของพระรูปนั้น ซึ่งร่างของท่าน ไม่มีการเน่าเปื่อยแต่อย่างใด กลับมีลักษณะเป็นเหมือน ‘ไม้’ มากกว่า และอักขระที่เป็นยันต์ตามตัวก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

       หลังจากนั้น ลูกศิษย์ของพระท่านนั้นก็ได้ลองให้หมอบีเขียนอักขระยันต์ พอหมอบีเขียนเสร็จ ลูกศิษย์คนนั้นได้นำไปให้คุณป้าท่านหนึ่งดู ป้าท่านนั้นตกใจเป็นอย่างมาก เพราะลายมือของหมอบี มีความเหมือนกับของพระอาจารย์เป็นอย่างมาก

       ต่อมา หมอบีได้เจอกับกุฏิของพระรูปนั้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านใช้ชีวิตอยู่และทำพิธีต่าง ๆ จึงไม่สามารถให้คนอื่นเข้าได้ แต่คุณป้าที่เป็นผู้ดูแลกลับอนุญาตให้หมอบีเข้าไป

       คุณป้าได้ให้หมอบีนั่งตรงจุดที่พระอาจารย์ได้ทำการ ‘ลบผง’ และคุณป้าก็ได้หยิบกระดานชนวนและชอล์กมาให้หมอบี ซึ่งกระดานชนวนที่หมอบีรับมาก็คือกระดานชนวนที่หลวงพ่อเคยใช้ หมอบีได้แต่สงสัยว่าต้องทำอะไร แต่พอเวลาได้ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้หมอบีทำการเขียนอักขระลงไป ซึ่ง ณ ตอนนั้น ในใจของหมอบีได้แต่คิดในใจว่าหลวงพ่อท่านแกล้ง เพราะรู้ว่าหมอบีไม่ค่อยได้สนใจในศาสตร์ด้านนี้ พอเขียนเสร็จ หมอบีก็ลบอักขระเหล่านั้นออกจากกระดาน สิ่งนี้เองที่เรียกว่าการ ‘ลบผง’ หลังจากหมอบีได้ทำไปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จึงได้รับรู้ว่า การทำแบบนี้เป็นเหมือนกับการฝึกสมาธิและสติ ทำให้หมอบีได้รับรู้ถึงความหมายอักขระแต่ละตัว

       “เปรียบเสมือนกับทุกสิ่ง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป”

       หลังจากนั้น หมอบีได้รู้ว่าหลวงพ่อท่านนี้เคยได้ทำการสักยันต์ให้กับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งหมอบีกับผู้ใหญ่ท่านนี้ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้ใหญ่ท่านนี้ได้ทำการติดต่อหมอบีและส่งรถยนต์มารับ พร้อมกับได้บอกกับหมอบีว่า

       “หลวงพ่อท่านได้ทำการเข้ามาในความฝันและบอกให้เรียกหมอบีมา”

       หลังจากนั้น หมอบีก็ได้ตระเวนไปตามเคสต่าง ๆ จนได้ไปเจอกับหลวงปู่สุข และได้รับคำสอนในเรื่องเกี่ยวกับการทำสมาธิอีกครั้ง หลังจากครั้งนั้น ทำให้หมอบีต้องกลับมายังกุฏิของหลวงพ่อท่านนั้นอีก ในครั้งนี้เหมือนหมอบีได้รับรู้ว่าหลวงพ่อท่านบอกว่า “เห็นไหม เรียนกับเราแต่แรกก็จบแล้ว”

       หลังจากวันนั้น หมอบีก็เข้าใจและไม่ได้ต่อต้านเรื่องเหล่านี้อีก ทั้งสองดีเจได้เห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่หมอบีได้รับเป็นเสมือนคำสอน อีกทั้งยังเหมือนได้รับเครื่องเตือนใจหรือสติสอนใจ หมอบีได้เล่าต่อว่าสถานที่แห่งนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ที่ดินของพื้นที่นี้ได้มีการถูกแย่งพื้นที่ไปมา และหลวงพ่อท่านยังเคยมาบอกหมอบีด้วยว่า

       “จะมีคนมาแย่งร่างของท่านกัน อยากให้หมอบีมาช่วยแย่งร่างท่านไปด้วย”

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

คู่รักเดินหลงเข้าไปในป่าจนเจอกระท่อมจึงหยุดพัก แต่กลับเจอ 2 ลุงนายพรานประหลาดหลอกผีจนวิ่งหนีไป! สักพักเจ้าหน้าที่ก็ตามมาที่กระท่อม พบว่า 2 ลุงนายพรานคือนักโทษหนีคดี สุดท้ายแล้ว ดันเป็นสองลุงนายพรานนั่นแหละ ที่โดนผีหลอก!

04 ก.ย. 2023

คู่รักเดินหลงเข้าไปในป่าจนเจอกระท่อมจึงหยุดพัก แต่กลับเจอ 2 ลุงนายพรานประหลาดหลอกผีจนวิ่งหนีไป! สักพักเจ้าหน้าที่ก็ตามมาที่กระท่อม พบว่า 2 ลุงนายพรานคือนักโทษหนีคดี สุดท้ายแล้ว ดันเป็นสองลุงนายพรานนั่นแหละ ที่โดนผีหลอก!

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปกางเต็นท์ในอุทยานแห่งหนึ่ง แล้วดันมีคู่รักเดินหลงหายเข้าไปในป่า เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเร่งค้นหา สุดท้ายก็ไปเจอสองลุงนายพรานที่ทำตัวน่าสงสัยในกระท่อมกลางป่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อนั้น ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำความหลอนกลางป่าลึกมาเล่าไว้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปงX’ (29 สิงหาคม 2566) ที่ผ่านมาแล้ว ตามไปอ่านพร้อมกันเลย!พี่แจ็คบอกว่าผู้ที่นำเรื่องเล่ามาถ่ายทอดคือ ‘คุณวิน’ ซึ่งมีพี่ชายชื่อว่า ‘พี่ชาติ’ ทำงานอยู่ที่อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง พี่ชาติเล่าว่าต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ทางผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานได้รับแจ้งจากกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 5-6 คนที่เข้าไปกางเต็นท์ในอุทยานว่าเพื่อนในกลุ่มหายไป เจ้าหน้าก็สอบถาม ทางกลุ่มวัยรุ่นก็บอกว่า พวกเขามาเที่ยวกันหลายคน มี 2 คนที่เป็นแฟนกัน ชื่อว่า ‘ต้น’ และ ‘แอน’ ตัวผู้หญิงอย่างแอนอยากจะไปทำธุระส่วนตัวจึงขอให้ต้นไปด้วยกัน แต่เวลาผ่านไปสักพัก ทั้ง 2 คนก็ไม่มีวี่แววจะกลับมา เพื่อนในกลุ่มช่วยกันเรียกหาเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ พวกเขาจึงรีบออกมาเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่อง ก็ขอให้กลุ่มวัยรุ่นพาไปที่จุดสุดท้ายที่ยังเห็น 2 คนนั้น เมื่อเดินตามเข้าไปยังเส้นทางที่ทั้ง 2 คนใช้เดินเข้าไปในป่าก็เจอกับจุดตัดที่เป็นหน้าผาข้างล่างเป็นน้ำ จึงคิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ที่ 2 คนนี้อาจจะพลาดลื่นตกลงไปในน้ำ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังค้นหาบริเวณน้ำข้างล่างด้วย แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ ผู้ใหญ่บ้านจึงถามเจ้าหน้าที่ว่ารัศมีที่จะลอยออกไปมันจะไปที่ไหนได้บ้าง ไปทางหมู่บ้านได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่จึงบอกว่าทางที่น้ำไหลไปนั้นไม่ใช่ทางหมู่บ้านมันเป็นทางเข้าป่า แต่จะมีจุดหนึ่งที่มีกระท่อมอยู่ข้างในป่า ไม่แน่ว่าทั้ง 2 คนนั้นอาจจะไปอยู่ที่นั่นก็เป็นได้ จึงแบ่งกำลังออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกยังค้นหาในรัศมีเดิม อีกกลุ่มจะมีพี่ชาติ ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ออกค้นหาตามทางที่ไปกระท่อมเมื่อตัดภาพกลับมายังฝั่งผู้สูญหายอย่างคุณแอนและคุณต้น ทั้ง 2 เดินเข้าไปหาที่ทำธุระส่วนตัวกันในป่าที่ทั้งรกทั้งชื้นท่ามกลางแสงสลัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นตกลงไปในน้ำ เป้ที่สะพายมาด้วยก็หลุดและไหลไปตามน้ำ ทั้งคู่พยายามกระเสือกกระสนเอาตัวรอดเพื่อขึ้นจากน้ำและพยายามจะเดินกลับไปทางเดิม แต่เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่ป่า เดินยังไงก็หลงทิศ จนกระทั่งเจอกระท่อมร้าง เมื่อเปิดเข้าไปก็มีข้าวของที่ไม่ได้ใช้มานานแล้ว ทั้งคู่จึงตกลงกันว่าจะพักอยู่ที่นี่ก่อนเพราะเวลามืดแล้ว แต่คุณแอนที่เป็นผู้หญิงก็กลัว ทั้งเรื่องของสัตว์ป่าและคุยกันว่า “คืนนี้เราจะเจอผีมั้ย?” สิ้นเสียงนี้ประตูกระท่อมก็เปิดอ้าทันที! ร่างของผู้ชายกำยำหน้าตาดุดันมีอายุลักษณะคล้ายนายพรานก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเข้ามาแล้วถามว่า “พวกมึงเป็นใคร! เข้ามาในกระท่องนี้ได้ยังไง!” ทั้งสองตกใจกลัวและรีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เมื่อเล่าจบ ‘ลุงดำ’ นายพรานคนนั้นก็บอกว่า “ตอนแรกนึกว่าเป็นโจรเข้ามาขโมยของ เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ก็เลยเดินตามมาดู” เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ลุงดำจึงอาสาพาทั้งสองไปส่งในตอนเช้า จากนั้นก็บอกว่าจะไปหาอะไรมาให้กิน และบอกทิ้งท้ายไว้ว่า “ถ้าลุงออกไป ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ห้ามทัก ห้ามเปิดประตู ห้ามทำอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ตัวเองเป็นอันตรายเด็ดขาด เพราะนอกจากสัตว์แล้ว.. ที่นี่ผีดุมาก!” จากนั้นลุงดำก็ออกจากกระท่อมไป ทั้งสองคนสงสัยว่าทำไมลุงดำต้องย้ำเรื่องผีขนาดนี้ จึงพยายามคุยกันเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย แต่ไม่นาน ประตูกระท่อมก็เปิดออกมาทันทีอีกครั้ง! เป็นลุงดำที่เปิดประตูเข้ามา ลุงดำยืนค้างนิ่งอยู่อย่างนั้น ทั้งคู่ตกใจสบถกันไปคนละทาง แต่ลุงดำกลับพูดขึ้นมาว่า “พวกมึงเป็นใคร เข้ามาในนี้ได้ยังไง ใครอนุญาตให้เข้ามา!” คุณต้นและคุณแอนสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงบอกไปว่า “เดี๋ยว ๆ เมื่อกี้พวกเราก็เจอลุงแล้วไง ลุงบอกว่าให้พวกเราอยู่ตรงนี้ก่อน พรุ่งนี้เช้าลุงจะไปส่ง แล้วลุงก็ออกไปหาอะไรมาให้พวกเรากินไง” แต่พอคุยไปคุยมา ลุงที่เดินเข้ามาก็บอกว่า “มึงเจอละ คนที่พวกมึงเจอคือพี่ชายข้าชื่อดำ ไอ้ดำน่ะมันตายไปนานแล้ว! บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านของดำด้วย เขาเป็นคนหวงบ้านมาก แต่คงไม่เป็นไรหรอก เขาคงพยายามจะช่วยแหละ ไม่ต้องกลัว ๆ” ถามไถ่ไปมาก็ได้ความว่าลุงคนนี้ชื่อ ‘ลุงแดง’ ตอนเช้าลุงจะพาไปส่ง ส่วนตอนนี้ให้รออยู่ในกระท่อม ลุงจะออกไปหาอะไรมาให้กิน และย้ำกับทั้งคู่ว่า “ห้ามเปิดประตู ล็อคประตูไว้ด้วย ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามทัก เพราะที่นี่ผีดุมาก” พูดเหมือนกันเป๊ะ! เมื่อลุงแดงออกไป ทั้งคู่ก็ล็อคประตู ระหว่างนั้นก็คุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ทันไรประตูก็เปิดออกอีกครั้ง! เป็นลุงแดงที่ถือจานข้าวเข้ามา “อ่ะนี่ เอาข้าวมาให้” ทั้งคู่ก็บอกว่า “ตกใจหมดเลยลุง ขอบคุณละลุงแดงที่เอาข้าวมาให้” ลุงได้ยินก็ตกใจแล้วบอกว่า “แดงไหน! ข้าชื่อดำ! แดงมันไข้ป่าตายไปแล้ว! โดนมันหลอกแล้ว” (พี่แจ็คเล่าเสริมอีกว่าลุงแดงและลุงดำเป็นฝาแฝดกัน ถ้าไม่เห็นในที่สว่างก็คล้ายกันมาจนแยกไม่ออก) คุณแอมและคุณต้นได้ยินเข้าก็งงหนักมากกว่าเดิม จึงบอกไปว่า “ลุง! ขอโทษนะคะ พวกเราไม่อยู่ละดีกว่า” ทั้งคู่รีบออกมาจากกระท่อมหลังนั้น แต่ก็เจอลุงนายพรานยืนอยู่หน้ากระท่อม! เหตุการณ์ตอนนี้คือมีลุงคนนึงยืนอยู่หน้ากระท่อม และอีกคนอยู่ข้างในกระท่อม ทั้งคู่ยืนเถียงกันไปมาว่า “มึงจะมาแย่ง 2 คนนี้ไปจากกูไม่ได้ กูเห็นก่อน กูจะเอามันไปอยู่ด้วย!” ลุงในกระท่อมก็บอกว่า “กูก็ไม่ยอมเหมือนกัน กูจะกินมัน!” คุณแอมและคุณต้นได้ยินก็ตกใจวิ่งเตลิดหายไป พร้อมกับเสียงหัวเราะของลุงทั้งสองคน!หลังจากคุณแอมและคุณต้นหายลับเข้าไป ลุงดำก็บอกกับลุงแดงว่า “แดง มึงไปเอากระเป๋าที่มึงเก็บไว้มา” ปรากฏว่าทั้งสองคนนี้เป็นโจรฝาแฝดที่สะกดรอยตามมายังกระท่อมและแอบฟังว่าคุณแอมและคุณต้นคุยอะไรกัน เมื่อได้ความว่าเป็นคนหลงทาง ซ้ำยังกลัวผี และในกระเป๋าที่พวกตนเก็บได้นั้นมีของมีค่าอยู่จึงออกอุบายหลอกเหยื่อ ระหว่างที่กำลังรื้อกระเป๋าอยู่นั้น ก็มีเสียงกลุ่มคนเดินมา เป็นเสียงของเจ้าหน้าที่กับผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง ลุงแดงกับลุงดำก็รีบเอากระเป๋าไปซ่อนไว้ใต้แคร่ในกระท่อมแล้วออกมาต้อนรับหน้าตาเฉย ผู้ใหญ่บ้านก็เอ่ยทักไปว่า “อ้าว มาได้ยังไง ทำงานอยู่ในเมืองไม่ใช่เหรอ กระท่อมนี้เป็นของพ่อข้า ไม่เคยเข้ามาเลยนะ” ลุงทั้งสองก็ตอบกลับว่า “พวกเราอยากมาดูว่ากระท่อมที่นี่มันเป็นยังไง ก็เลยพากันมา” จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เอารูปของคุณแอมและคุณต้นให้สองลุงดู ลุงทั้งสองรีบปฏิเสธทันทีว่าไม่เคยเห็น แต่เจ้าหน้าที่ก็เห็นพิรุธเหล่านั้น จึงเข้าไปค้นในกระท่อมก็เจอกระเป๋าที่ซ่อนไว้ จึงถามไปว่า “นี่มันกระเป๋านักท่องเที่ยวชัด ๆ ไปเอาของแบบนี้มาจากไหน?” สองลุงอึกอักและบอกว่า “พวกเราเก็บได้จากน้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นของใคร ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ขโมยใครมานะ” ผู้ใหญ่บ้านจึงบอกให้นายพรานทั้งสองคนช่วยเจ้าหน้าที่ค้นหาคนหายเพราะทั้งสองเชี่ยวชาญพื้นที่บริเวณนั้นมาก ระหว่างนั้นก็มีเสียงวอ (วิทยุสื่อสาร) บอกว่า “เจอ 2 คนที่หายแล้ว เจออยู่ในน้ำ น่าจะเสียชีวิตไปหลายวันแล้ว” ลุงนายพรานสองคนก็มองหน้ากันเลิ่กลัก เจ้าหน้าที่เห็นความผิดปกติอีกครั้งก็เค้นถามว่า “ทำไมต้องตกใจด้วย ไหนบอกไม่รู้จักไง” สุดท้ายสองลุงนายพรานก็ยอมเปิดปากว่า ที่จริงแล้วนั้น ลุงแดงและลุงดำหนีคดีมาจากในเมือง ระหว่างเดินทางมากบดานที่กระท่อมก็เห็นกระเป๋าลอยน้ำอยู่จึงหยิบขึ้นมา แล้วก็เห็นชายหญิงคู่นั้นเดินโซซัดโซเซมาที่กระท่อมจึงสะกดรอยตามมา จากนั้นก็แอบฟังและออกอุบายทำผีหลอกเพื่อที่จะเอากระเป๋า สรุปแล้ว สิ่งที่ลุงแดงลุงดำหลอกคือผี!อาจเป็นเพราะคุณแอนและคุณต้มเสียชีวิตโดยที่ไม่รู้สึกตัว ทำให้ลุงแดงและลุงดำหลอกผีสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้วตนเองกลับเป็นฝ่ายโดนผีหลอกต่างหาก หลังจากนั้นสองลุงนายพรานก็ถูกจับเนื่องคดีที่ติดตัวมา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

24 พ.ย. 2023

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

ระหว่างทางไปน้ำตกเผลอนอนหลับในรถ จึงฝันเห็นเหตุการณ์​คนเสียชีวิตในสถานที่ที่กำลังจะไป ปรากกฎว่า พอไปถึง.. เหตุการณ์เหมือนในฝันดันเกิดขึ้นจริง! เรื่องนี้ ‘NICECNX’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตัวตายตัวแทน’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! คุณไนซ์เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทีมงานใกล้ตัว นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคุณไนซ์พอสมควร เพราะทุกคนล้วนเคยเกิดเหตุการณ์ ‘เดจาวู’ แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่หนึ่งถือว่าแรงมาก ๆ เพราะพอเดจาวูเสร็จ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นจริงในอีกประมาณ 10 นาทีต่อมา เรื่องมีอยู่ว่าในตอนเด็ก พ่อกับแม่พาพี่หนึ่งไปเที่ยวน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีหลายชั้น ซึ่งในน้ำตกจะมีชั้นนึงที่เป็นวังน้ำวน พี่หนึ่งชอบไปเล่นที่ชั้นนี้มาก ขณะเดินทางไปน้ำตก ด้วยความเป็นเด็กจึงนอนหลับในรถตามปกติ แต่แล้วก็ฝันว่า พอไปถึงน้ำตก กำลังจะลงเล่นน้ำ คนที่อยู่บริเวณนั้นอย่างพ่อค้าแม่ค้าวิ่งแตกตื่นกันมา พ่อกับแม่จึงถามไปถามคนแถวนั้นว่า “เกิดอะไรขึ้น อันนี้น้ำตกเปิดตามปกติรึเปล่า?” พ่อค้าแม่ค้าก็ตอบว่า “มีเด็กผู้หญิงจมน้ำ ไม่รู้เสียชีวิตรึเปล่า เพราะยังหาร่างไม่เจอ หากันมาเป็นชั่วโมงแล้ว อาจจะไม่รอดแล้วมั้ง” จากนั้นในฝันก็ตัดภาพเห็นพี่หนึ่งถึงน้ำตก เดินงัวเงียลงจากรถเพราะพึ่งตื่น เป็นจังหวะที่เขากู้ศพขึ้นมาพอดี พี่หนึ่งจึงชะเง้อดู เห็นเป็นเด็กผู้หญิงหน้าหมวย ใส่ชุดแขนสั้นสีฟ้า ผมประบ่า เป็นศพที่ถูกกู้ขึ้นมาจากในน้ำ จนในที่สุดก็สะดุ้งตื่น เป็นจังหวะเดียวกับรถใกล้จะถึงน้ำตกพอดี พอรถจอด พ่อกับแม่ก็ลงไปจากรถ แล้วคนก็วิ่งแตกตื่น แล้วหลังจากนั้นก็มีการพบศพคนเสียชีวิตเหมือนกับในฝัน! นั่นเป็นเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกที่หนึ่งไม่เคยลืม นอกจากนี้ คุณไนซ์ยังเสริมอีกว่า จริง ๆ แล้วตอนแรกน้ำตกมีชื่ออีกชื่อหนึ่ง แต่พอมีนักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตซ้ำเยอะ ๆ เขาจึงตั้งชื่อตามและเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ในมุมหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานที่อันตราย แต่ว่าถ้าลองมุมอีกมองอาจจะเป็นการหาตัวตายตัวแทนก็เป็นได้...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เมื่อต้องมานอนคนเดียวที่คอนโดเก่า เขาฝันเห็นเธอ... เธอคนนั้นที่ผูกพันธ์ด้วยสัญญาใจ ทุกครั้งที่นาฬิกาบอกเวลา 5.40 น. เธอจะมาอยู่ข้างเตียงเขา ด้านหลังเขา หรือไม่ก็บนหัวของเขา! แม้จะบวชให้แต่ก็ยังไม่หายไป..!

09 มิ.ย. 2023

เมื่อต้องมานอนคนเดียวที่คอนโดเก่า เขาฝันเห็นเธอ... เธอคนนั้นที่ผูกพันธ์ด้วยสัญญาใจ ทุกครั้งที่นาฬิกาบอกเวลา 5.40 น. เธอจะมาอยู่ข้างเตียงเขา ด้านหลังเขา หรือไม่ก็บนหัวของเขา! แม้จะบวชให้แต่ก็ยังไม่หายไป..!

‘คุณเคน’ สายจากทางบ้านได้โทรเข้ามาเล่าประสบการณ์ชวนขนหัวลุกขณะฝันให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (30 พฤษภาคม 2566) หากชวนคนมาอยู่เป็นเพื่อนเรียบร้อยแล้ว ปิดไฟแล้วไปอ่านพร้อมกันเลย!คุณเคนเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2017 ช่วงนั้นเขากำลังจะย้ายที่ทำงาน จึงต้องรีบหาที่พักใหม่โดยด่วน สุดท้ายก็ได้คอนโดเก่าย่านอ่อนนุช แม้ว่าคอนโดนี้จะอยู่ในซอยลึกและดูท่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่คุณเคนก็จำเป็นต้องอยู่เพราะใกล้ถึงวันที่จะต้องเริ่มทำงานใหม่แล้ว ช่วงแรกที่เข้ามาอยู่ ตัวคุณเคนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ผ่านไปประมาณเดือนกว่า ๆ คุณเคนก็เริ่มได้ยินเสียงคนเดินลงส้นเท้าดังมาจากด้านบนเพดานตอนดึก ๆ ทั้งที่เขาอาศัยอยู่ชั้นบนสุดของตึก! แต่คุณเคนก็นึกขึ้นได้ว่า ที่จริงแล้วยังมีห้องที่อยู่สูงขึ้นไปจากเขาอีกห้องหนึ่ง เขาไม่มั่นใจว่ามันคือห้องแม่บ้านหรือห้องอะไร จึงลองไลน์ไปถามเจ้าของตึกดู นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณเคนรู้สึกได้แล้วว่ามีอะไรบางไม่ชอบมาพากล เพราะเจ้าของตึกตอบเขากลับมาว่าห้องข้างบนคุณเคนเป็นห้องโล่ง ไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว..เมื่ออาศัยอยู่ที่ห้องนี้ได้เกือบ 2 เดือน คุณเคนก็เริ่มฝันแปลก ๆ เขาฝันว่าตัวเองไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง กำลังนอนคุดคู้อยู่บนเตียง แล้วมีคนนอนอยู่ข้าง ๆ เป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนอนงอตัวและมีผ้าห่อไว้ เธอยังมีเสียงหายใจ ในตอนนั้นคุณเคนคิดว่าเธอกำลังเล่นกับเขาอยู่และไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่แล้วสักพักหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเหมือนมีมือปริศนายื่นเข้ามาจับมือเขาเอาไว้! คุณเคนรู้สึกตกใจจนสะดุ้งขึ้นจากเตียง ตอนแรกคิดว่าตัวเองตื่นแล้ว เพราะบรรยากาศรอบตัวเหมือนจริงมาก ๆ แต่เขาก็ขยับตัวไม่ได้ และจู่ ๆ ก็มีอีกมือหนึ่งโผล่มาจับตัวเขาอีกครั้ง!ไม่นาน คุณเคนก็ตื่นขึ้นมาจากฝันได้ในที่สุด (รึเปล่านะ?) เขาสังเกตเห็นว่าตัวเองมีเหงื่อซึมเล็กน้อย กำลังนอนงอตัวอยู่ ลำตัวหันตะแคงไปทางซ้าย และเอามือทั้งสองข้างสอดเข้าไประหว่างขา ท่านอนนี้ไม่ใช่ท่านอนปกติของเขา เมื่อหันมองนาฬิกาก็เห็นว่าตอนนั้นเป็นเวลา 05.20 น. จึงลุกขึ้นจากเตียง ไปห้องน้ำ ในใจพยายามปลอบตัวเองว่ามันไม่น่าจะมีอะไร ก่อนที่จะกลับมานอนต่อ แต่ผ่านไปได้อีกสักพัก คุณเคนก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเริ่มร้องไห้อยู่ เธอก้มหน้า มีผมยาวปะบ่า ห่มผ้าสีตุ่นทรงกระบอกแขนยาวและนุ่งกระโปรงลากยาวถึงตาตุ่ม เหมือนชาวบ้านสมัยก่อนที่คุณเคนเห็นในละครเขาใส่กัน เธอนั่งทับโคมไฟอยู่ตรงนั้น ด้านขวาบนตรงข้างหัวเตียงคุณเคน!“มันน่าจะไม่ใช่คนแล้วแหละ” คุณเคนคิดในใจ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนไม่กลัวผี จึงลองถามผู้หญิงคนนั้นไปว่าเธอเป็นใคร แต่เธอไม่ยอมตอบ กลับร้องไห้หนักกว่าเดิม ส่งเสียงโหยหวนไปทั่วห้อง ตอนนั้นคุณเคนกลัวมาก ๆ แต่ก็พยายามถามเธอต่อ “เราเคยทำให้เธอเสียใจหรอ ทำไมถึงมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้” หลังจากนั้นภาพที่คุณเคนเห็นก็ถูกตัดไป!เขาพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่ง เขารู้สึกได้ว่าน่าจะเป็นแถวอ่อนนุช แต่มีท้องร่อง ส่วนที่ตัวบ้านเป็นลักษณะพื้นยกสูง มีต้นไม้รายล้อม ณ ตอนนั้น คุณเคนสัมผัสได้ว่าผีตนนี้พยายามให้เขาเห็นอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในบ้าน เขารู้สึกถึงตัวเองในคราบของเจ้าของบ้านกำลังทำร้ายผู้หญิงผู้นั้น สิ่งนี้น่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอมานั่งร้องไห้ข้าง ๆ เขา คุณเคนบอกให้เธอหยุดภาพที่เกิดขึ้น “เราไม่อยากเห็นภาพ เราอยากคุยกับเธอ” ทันใดนั้นภาพของบ้านที่เขาเห็นก็ตัดกลับมาที่ห้องนอนบนคอนโดดังเดิม“เราทำอะไรให้เธอมาก่อน เราไม่รู้จริง ๆ เราขอโทษ” คุณเคนพูดกับผู้หญิงคนนั้น “แล้วเราจะทำยังไงให้เธอยกโทษให้เราได้บ้าง” ผู้หญิงคนนั้นก็ยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่ คุณเคนบอกว่าตอนนั้นรู้สึกกลัวที่สุดเท่าที่ในชีวิตเคยกลัวมา และยังรู้สึกอีกว่าเธอพยายามสื่อสารกับเขา แต่เขาไม่สามารถได้ยินสิ่งที่เธอพูดออกมาได้ ได้ยินเพียงแต่เสียงร่ำไห้ของเธอ คุณเคนบอกเธอว่าจะทำบุญทำสังฆทานไปให้ แต่เสียงร้องก็ยังไม่หยุด สุดท้ายเขาจึงพูดกับเธอว่า “เดี๋ยวเราบวชให้เธอนะ” เธอก็หยุดร้องไห้ทันที และในช่วงเวลาเดียวกันก็มีเสียงพูดแหบแห้งดังข้างหูคุณเคน ก่อนที่คุณเคนจะเริ่มลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที คราวนี้คุณเคนตื่นจากฝันแล้วจริง ๆ ในสภาพที่เหงื่อโชกไปทั้งตัว แม้แอร์ในห้องจะเย็นมากก็ตาม เขาหันไปดูนาฬิกาตอนนั้นประมาณ 05.40 น.ดีเจเจ็มถามคุณเคนว่า สุดท้ายแล้วสามารถจับใจความอะไรจากเสียงแหบแห้งที่ได้ยินข้างหูหรือไม่ คุณเคนตอบกลับมาว่า ขณะที่พยายามจะสื่อสารกับผู้หญิงคนนี้ เขาสัมผัสได้ว่าเขาเคยทำให้เธอเสียใจมาก ๆ มาก่อน เขาคงเคยสัญญากับวิญญาณปริศนานี้ว่าจะรักแต่เพียงเธอเพียงผู้เดียว แต่แล้วเขาก็ผิดสัญญาเธอ เขากับเธอเคยอยู่บ้านหลังนั้นด้วยกัน บ้านที่เขาเห็นในฝัน หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทุกช่วง 05.40 น. คุณเคนก็จะพบเจอกับเหตุการณ์แบบเดิมอยู่เป็นประจำแต่แล้วก็มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในคืนอังคารคืนหนึ่ง เมื่อคุณเคนตัดสินใจไม่วิดีโอคอลให้คนรู้จักมาอยู่เป็นเพื่อนเหมือนเคย เขาสวดมนต์ เวลาขณะนั้นใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เมื่อคุณเคนเริ่มแผ่เมตตา เขาพูดในใจว่า “เราขอโทษนะ” ทันใดนั้น เปรี้ยง! ไฟทั้งตึกก็ดับลง! เหลือเพียงแสงฟ้าแลบแกมเสียงฟ้าร้องจากข้างนอก แล้วฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา คุณเคนยังคงพยายามเปิดบทสวดมนต์บนคอมพิวเตอร์ต่อไป ณ ขณะนั้นมีเพียงแสงไฟจากหน้าจอคอมฯ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่มืดสนิทของห้อง คุณเคนกล่าวว่า “เป็นวันที่ผมสติแตกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต”หลังจากนั้น คุณเคนก็ไม่สามารถทนอยู่ที่คอนโดได้อีกต่อไป จึงต้องย้ายกลับมาที่บ้าน แต่บางครั้งในเวลาเดิมช่วงประมาณ 05.40 น. เขาจะเห็นผู้หญิงคนนั้นมานั่งตรงหัวเตียง หรือไม่ก็บนหัวของเขา..! นอกจากนี้ยังมีอีกหลายครั้งที่เขารู้สึกเหมือนมีมืออะไรบางอย่างมาจิกไหล่ให้เจ็บจนตื่น หรือไม่ก็เอาหน้ามาแนบหลังโอบตัวเขาไว้อย่างใกล้ชิด แต่ก็ไม่เห็นรอยอะไรเมื่อตื่นขึ้นมา เมื่อเจอแบบนี้บ่อย ๆ เข้า คุณเคนก็รู้สึกไม่ไหวแล้ว เพราะตอนนั้นมีอะไรบางอย่างมาทำให้เขาลืมตาไม่ได้! ทันทีที่เธอสอดแขนเขามาใกล้ เขาก็บีบมือของเธอทันที แต่มือนี้กลับมีลักษณะท้วมกว่ามือก่อนที่เขาเคยสัมผัสมาก และมือนั้นก็บีบตอบกลับเขาด้วย!ต่อมา คุณเคนต้องไปบวชตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ เขาพบว่าสิ่งนี้ช่วยได้มาก เพราะแม้ตอนนี้วิญญาณของผู้หญิง​จะยังคงวนเวียนไปมาหาสู่กับคุณเคนเรื่อย ๆ แต่จำนวนครั้งก็ลดลง เมื่อบวชเสร็จ คุณเคนเคยไปขอคำปรึกษาจากพระสายปฏิบัติรูปหนึ่งว่า เหตุใดตนถึงต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย วิญญาณเหล่านั้นคือใครกัน คำตอบที่ได้จากพระรูปนั้นคือ “ไม่ต้องรู้หรอกว่าเขาคือใคร แต่คุณรู้ว่าเขาคือใคร” หมายความว่า ตัวคุณเคนเองรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร แต่ไม่มีเรื่องจำเป็นที่จะต้องไปขุดค้นเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว ขอเพียงให้คุณเคนตั้งใจใช้ชีวิตทำดีต่อไปก็พอ ดีเจแนนถามคุณเคนด้วยความสงสัยว่า แล้วตกลงคุณเคนรู้จริงหรือว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร คุณเคนเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เขาบอกว่าเมื่อผู้หญิงคนนั้นมาร้องไห้ให้เขาเห็น เขาสัมผัสได้ว่าเหตุการณ์ในฝันที่เขาเห็นคงเกิดจากสัญญาใจที่ตนคงเคยสร้างไว้ และสัญญาใจนี้แหละที่เป็นเหตุที่ทำให้วิญญาณเหล่านั้นแวะเวียนมากหาเป็นประจำทุกช่วง 05.40 น. ของวัน บ้างก็มาเป็นร่างธรรมดา บ้างก็โครงกระดูก.. เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่มาหาเขาเป็นคนเดิมหรือไม่ส่วนตัวคุณเคนเชื่อว่าชาติภพและคำสาบานมีจริง เขาโทรมาเล่าเรื่องราวของตนให้ฟังครั้งนี้เพื่อที่จะบอกกับคนฟังว่า “ถ้าชาติภพมีจริง คำสัญญามีจริง คำสาบานมีจริง ความผูกพันธ์ทางความรู้สึกมันมีจริง อย่าทำแบบนี้กับใครครับ” เรื่องนี้เอาทำเอา ดีเจทั้ง 2 ขนหัวลุกไปตามกัน แถมยังทิ้งข้อคิดดี ๆ ไว้ในตอนท้ายของเรื่องด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณต๊ะของอาถรรพ์ 'พี่ม่านเเก้ว' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

17 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต๊ะของอาถรรพ์ 'พี่ม่านเเก้ว' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

‘คุณต๊ะ ของอาถรรพ์’ เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ขนหัวลุกที่เกิดขึ้นหลังจากได้หุ่นกระบอกเก่า ๆ ที่เขาคิดว่าจะเป็นเพียงของสะสม กลับพาเขาไปพบกับความลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้ ทั้งเสียงแปลก ๆ และสัมผัสที่เย็นราวกับมือคนจริง ๆ แล้วหุ่นกระบอกนี้จะมีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่? ฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กุมภาพันธ์ 2568) กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วคุณอาจจะไม่มองหุ่นกระบอกแบบเดิมอีกเลย! ‘คุณต๊ะ ของอาถรรพ์’ เล่าว่าโดยพื้นเพของตัวเองนั้นเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ได้ย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งสถานที่นี้ ในอดีต มีคณะหุ่นกระบอกอยู่หลายคณะที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียง โดยส่วนตัวคุณต๊ะเป็นคนที่ชอบของเก่าหรือของโบราณเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงมีความคิดว่าอยากได้หุ่นกระบอกมาเก็บไว้สักหนึ่งชิ้น เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้รุ่นลูก-รุ่นหลานไว้ดูว่าหุ่นกระบอกมีลักษณะเป็นอย่างไร คุณต๊ะจึงเริ่มค้นหาข้อมูลและตามหาผู้ที่ยังเก็บรักษาหุ่นกระบอกไว้ จนกระทั่งได้พบกับเพจหนึ่งซึ่งมีคุณลุงท่านหนึ่งเป็นเจ้าของ คุณต๊ะจึงส่งข้อความไปติดต่อ แต่ไม่ว่าจะพยายามติดต่อไปกี่ครั้ง ก็ไม่ได้รับการตอบกลับจากคุณลุงคนนั้น สุดท้าย คุณต๊ะตัดสินใจโทรศัพท์ไปหา หลังจากที่คุยกันคุณลุงก็บอกว่า ‘ยังมีหุ่นอยู่นะ ตามที่ลงไว้ เพราะเขาเป็นคนที่เก็บอย่างเดียว ไม่ได้มีความคิดที่จะขาย’ ด้วยความที่คุณต๊ะ ถูกชะตากับหุ่นกระบอกที่คุณลุงมีอยู่ จึงบอกคุณลุงไปว่า “คุณลุงครับ ขอร้องได้ไหมคือผมอยากจะเอากลับมาไว้ที่อัมพวาจริง ๆ เพราะมีความรู้สึกว่าถูกชะตาและอยากเก็บไว้เพื่ออนุรักษ์สักหนึ่งตัว” หลังจากที่พูดคุยกันอยู่สักพัก คุณลุงก็เริ่มใจอ่อนยอมให้ แต่มีข้อแม้ว่า “จะต้องมารับด้วยตัวเองนะ จะไม่ส่งไปรษณีย์เด็ดขาด ต้องมาด้วยตัวเองเท่านั้น” ตัวเหตุบังเอิญ บ้านของคุณลุงกับที่ทำงานของคุณต๊ะ อยู่ใกล้ ๆ กัน ซึ่งบ้านของคุณลุงนั้นอยู่ในสวนทางฝั่งนนทบุรี หลังจากที่คุณต๊ะไปถึงบ้านของคุณลุง ซึ่งโครงสร้างบ้านของคุณลุงเป็นกึ่งปูนกึ่งไม้ ห้องแรกที่คุณต๊ะก้าวเข้าไป เป็นห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ ลักษณะการตกแต่งเป็นแบบสมัยรัชกาลที่ 5 พอคุณต๊ะมองเข้าไปจนสุดกำแพง จะเห็นเป็นตู้บานหนึ่งที่วางอยู่ พร้อมกับหุ่นที่คุณลุงได้โพสต์ไว้ในเพจตั้งอยู่สามตัว แวบแรกที่คุณต๊ะเห็น ‘หุ่นตัวกลางยิ้มให้’ ตั้งแต่คุณต๊ะเดินเข้ามา และคุณลุงก็ได้พูดขึ้นมาว่า “หนุ่มนั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวจะไปเอาน้ำมาให้” หลังจากนั้นคุณต๊ะก็นั่งรอคุณลุงอยู่ โดยหันด้านข้างให้กับหุ่นกระบอกทั้งสามตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ระหว่างนั้น เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นขณะรอคุณลุงกลับมา สักพักหนึ่ง คุณต๊ะรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนจ้องอยู่ จึงหันหน้าไปมอง สิ่งที่คุณต๊ะเห็นก็คือ ‘หุ่นตัวกลางหันหัว มามองหน้าตัวเองพอดี’ ในตอนแรกที่คุณต๊ะเดินเข้ามาในบ้าน ใบหน้าของหุ่นหันตรงออกมาทางหน้าประตูบ้าน แต่ในตอนนี้หุ่นตัวนั้นกำลังจ้องหน้าคุณต๊ะที่นั่งทางด้านข้างของหุ่นอยู่! พอคุณลุงเดินกลับมาพร้อมน้ำที่เตรียมมาให้ และพูดว่า “เลือกเอาเลยสามตัวนี้ ชอบตัวไหน เอาตัวนั้น” ซึ่งตัวคุณต๊ะเองก็ได้เล็งเอาไว้แล้วว่าจะเอาตัวที่ยิ้มให้กับตัวเอง หลังจากที่เดินไปดู คุณลุงก็พูดขึ้นมาว่า “ลองยกลองจับดูก็ได้ อันไหนที่ชอบก็เอาไปนะ” คุณต๊ะก็ได้ลองยก ลองจับดู ปรากฏว่าหุ่นตัวแรกที่อยู่ริมสุด คุณต๊ะสามารถยกขึ้นมาดูได้แบบสบาย ๆ ส่วนหุ่นอีกฝั่งก็ยกได้ง่ายเช่นกัน แต่พอคุณต๊ะยกหุ่นตัวที่อยู่ตรงกลาง คุณต๊ะรู้สึกเหมือน พยายามยกคนจริง ๆ คือน้ำหนักของหุ่นมันหน่วงมือจนไม่สามารถที่จะยกขึ้นได้ คุณต๊ะเกิดความสงสัยว่าทำไมถึงยกไม่ขึ้น จึงก้มตัวลงไปดูเผื่อมีอะไรติดอยู่หรือเปล่า แต่ก็ไม่พบอะไร คุณต๊ะจึงอธิษฐานในใจว่า ‘ถ้าอยากจะไปอยู่กับเราที่อัมพวา เราขออนุญาตยกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง’ จากนั้นคุณต๊ะก็ลองยกหุ่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้น้ำหนักของหุ่นเบาเหมือนกับทั้งสองตัวก่อนหน้านี้ นั่นคือครั้งแรกที่คุณต๊ะรู้สึกว่าหุ่นตัวนี้ไม่ใช่หุ่นธรรมดา.. คุณต๊ะจึงบอกกับคุณลุงไปว่า “งั้นเดี๋ยวผมเอาตัวนี้แล้วกันครับคุณลุง” คุณลุงตอบกลับทันทีว่า “ลุงคิดอยู่แล้ว ว่าเขาน่าจะอยากไปอยู่กับคุณ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณต๊ะก็เกิดความลังเลขึ้นมาทันที ‘จะเอาดีไหม?’ เขาคิดในใจว่าหุ่นกระบอกตัวนี้ต้องมีอะไรบางอย่างแปลก ๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว เขาจึงตัดสินใจนำหุ่นกระบอกตัวนั้นกลับไปด้วย หลังจากตัดสินใจนำหุ่นกระบอกตัวนั้นกลับไปด้วยแล้ว คุณลุงก็เดินมาส่งคุณต๊ะที่หน้าบ้าน ก่อนจะยื่นหุ่นให้เขา ทันทีที่มือของหุ่นสัมผัสตัวคุณต๊ะ เขาก็รู้สึกถึงความเย็นราวกับเป็นมือของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สัมผัสของหุ่นไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนไม้ธรรมดา หากแต่นุ่มคล้ายมือของมนุษย์จริง ๆ หลังจากคุณต๊ะนำหุ่นกระบอกขึ้นรถโดยวางหุ่นไว้ที่เบาะด้านหลัง เขาก็ขับรถมุ่งหน้ากลับอัมพวา โดยใช้เส้นทางถนนพระราม 2 ระหว่างทาง คุณต๊ะแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มแห่งหนึ่ง พนักงานก็สอบถามตามปกติ ซึ่งคุณต๊ะก็ตอบกลับไป พนักงานพยักหน้าและยิ้มให้เขา แต่สิ่งที่ทำให้คุณต๊ะรู้สึกแปลกคือ พนักงานคนนั้นหันไปมองที่เบาะหลังของรถ ก่อนจะยิ้มอีกครั้ง ราวกับกำลังยิ้มให้กับบางสิ่งที่อยู่ตรงนั้น ทั้งที่ความจริงแล้ว บริเวณนั้นมีเพียงหุ่นกระบอกเท่านั้น หลังจากเติมน้ำมันเสร็จ คุณต๊ะจ่ายเงินตามปกติ ขณะที่พนักงานรับเงินก็กล่าวขอบคุณตามมารยาท ทว่ามีบางอย่างที่ทำให้คุณต๊ะรู้สึกแปลก พนักงานไม่ได้ขอบคุณแค่เขาเพียงคนเดียว แต่กลับชะโงกหน้าไปทางเบาะหลัง ราวกับกำลังกล่าวขอบคุณใครอีกคนที่อยู่ตรงนั้น คุณต๊ะไม่ได้คิดอะไรและขับรถต่อไปตามปกติ เมื่อถึงถนนแม่กลอง เขาต้องขับเข้ามายังสวนที่บ้าน ซึ่งต้องผ่านวงเวียนและสะพานสูง ก่อนที่จะเข้าสวนจริง ๆ ถนนจะเป็นทางสองเลนสวนกันและค่อนข้างมืด ระหว่างทางจู่ ๆ รถที่ตามหลังและรถที่สวนทางมาก็เริ่มกระพริบไฟและบีบแตรใส่เขาตลอดทาง โดยที่คุณต๊ะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของรถตัวเองเอง รู้สึกแค่เพียงว่าเวลาที่เหยียบคันเร่ง รถกลับไม่ค่อยไปเหมือนมันหนักกว่าหนึ่งคนนั่ง ระหว่างทางที่ขับรถกลับบ้าน คุณต๊ะต้องผ่านฝูงหมาที่มักจะวิ่งไล่รถของเขาเป็นประจำ แต่ในวันนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ปกติ ฝูงหมาไม่เพียงแค่วิ่งไล่รถเขาเท่านั้น แต่ยังเห่าไล่ตามหลังมาด้วย การเห่านั้นเหมือนกับว่ามันเห็นอะไรบางอย่าง เมื่อถึงบ้าน คุณต๊ะรู้สึกลังเลที่จะนำหุ่นกระบอกขึ้นไปบนบ้าน เพราะกลัวว่าคนในบ้านอาจจะตกใจหรือกลัว เนื่องจากหุ่นกระบอกมีลักษณะเป็นนางรำ ซึ่งอาจทำให้ดูน่ากลัว จึงตัดสินใจว่าจะรอจนถึงตอนเช้ามืด แล้วค่อยใส่หุ่นลงในกล่องก่อนที่จะนำขึ้นไปบนบ้านจากนั้น เขาก็เข้าไปในบ้านและเข้านอนตามปกติ เช้าวันรุ่งขึ้น คุณต๊ะรีบนำกล่องลงมาเพื่อใส่หุ่นกระบอก แต่ยังไม่ทันได้เปิดรถ จู่ ๆ คุณป้าข้างบ้านที่กำลังรอใส่บาตรก็พูดถามขึ้นมาว่า “ที่โรงเรียนลูก มีงานโรงเรียนเหรอ เห็นซ้อมรำตั้งแต่เช้ามืดแล้ว” ณ ตอนนั้น คุณต๊ะไม่กล้าปฏิเสธ ทำได้เพียงพยักหน้าและยิ้มตอบรับกลับไป จากนั้นจึงรีบนำกล่องมาเตรียมเก็บหุ่นกระบอก ขณะที่เปิดรถ กลับได้กลิ่นน้ำอบและน้ำหอมฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วทั้งรถ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานยังไม่มีกลิ่นอะไรเลย คุณต๊ะพยายามบอกตัวเองว่าอาจเป็นกลิ่นของดอกไม้ที่คุณลุงใช้ไหว้ ซึ่งอาจติดมากับหุ่นกระบอก แต่ทันทีที่ยกหุ่นออกจากรถ กลิ่นเหล่านั้นกลับจางหายไป หลังจากนั้นคุณต๊ะก็นำหุ่นกระบอกไปวางที่ห้อง ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่แฟนของคุณต๊ะนั่งทำงานอยู่ด้านนอก แต่จู่ ๆ เขาก็เรียกขึ้นมา “ออกมานี่สิ มานี่ ๆ” ตุณต๊ะตกใจและคิดในใจว่าหรือว่าเขารู้ว่าเราเอาของแปลก ๆ เข้าบ้านแต่พอมาถึงแฟนคุณต๊ะก็พูดต่อว่า “เมื่อกี้นี้ประตูห้องเก็บของมันเปิดออก แล้วมีชายผ้าไทย แวบเข้าไปในห้อง เข้าไปดูหน่อย” คุณต๊ะเปิดห้องเก็บของแล้วก้าวเข้าไปดู ปรากฏว่าหุ่นกระบอกยังคงอยู่ในกล่องตามเดิม ไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ เขาจึงคิดว่าคงไม่มีอะไร แต่ก่อนจะปิดห้อง เขาก็ยังพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ถ้ามีอะไรหรืออยากจะบอกอะไร ให้มาบอกกับเราโดยตรง เพราะไม่อย่างนั้นถ้าทำให้คนในบ้านกลัว จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน” หลังจากนั้นหนึ่งวัน คุณต๊ะฝันแปลกไปจากปกติ ในความฝัน เขาเห็นนางรำคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะชี้มาทางเขาแล้วพูดว่า “ข้าชื่อม่านแก้ว” จากนั้น นางรำก็จูงมือเขาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านทรงไทย ข้างหน้ามีคณะละครกำลังแสดงอยู่ เสียงดนตรีไทยบรรเลงคลอไปกับการแสดง นางรำพาเขาไปนั่งชมละคร ทว่าผ่านไปไม่นาน เขากลับรู้สึกเหมือนตกจากม้านั่ง และสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที ด้วยความสงสัยว่าชื่อ ‘ม่านแก้ว’ ที่ได้ยินในฝัน อาจเป็นชื่อของคณะละครหรือไม่ คุณต๊ะจึงลองค้นหาข้อมูล ปรากฏว่าเขาพบเพลงหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ลาวม่านแก้ว’ ด้วยความอยากรู้ เขาจึงลองเปิดฟัง และทันทีที่เสียงดนตรีดังขึ้น คุณต๊ะก็ต้องตกตะลึง เพราะทำนองของเพลงนั้นกลับเหมือนกับเสียงดนตรีที่เขาได้ยินในฝันทุกอย่าง เมื่อรู้แล้วว่านางรำในฝันชื่อม่านแก้ว คุณต๊ะก็ยังคงสงสัยว่าเธอมีความเป็นมาอย่างไร เขาจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาคุณลุง เพื่อขอให้ช่วยเล่าประวัติของหุ่นกระบอกตัวนี้ให้ฟัง คุณลุงกลับตอบมาว่า ‘หุ่นกระบอกนี้มีคุณป้าท่านหนึ่งเอามาขาย ซึ่งก็คือหุ่นกระบอกทั้งสามตัวที่อยู่บ้านของคุณลุง ตัวคุณป้าท่านนี้เป็นคนในคณะละครหุ่นกระบอกเก่าทางอัมพวา’ คุณต๊ะจึงถามต่อว่า “มันมีอะไรหรือเปล่าครับ ในหุ่นกระบอก” คุณลุงก็ตอบกลับมาว่า “เสื้อผ้าของหุ่น ทำจากเสื้อผ้าของนางรำที่เสียชีวิตแล้ว” ในอดีต การสร้างหุ่นกระบอกมีความเชื่อว่า หากหุ่นมีชีวิตหรือมีจิตวิญญาณอยู่ภายใน จะทำให้การแสดงสมจริงและถ่ายทอดอารมณ์ได้เหมือนมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการนำชุดของนางรำที่เสียชีวิตแล้วมาใช้กับหุ่นกระบอก เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากคุณลุง คุณต๊ะคิดว่าคงไม่มีอะไรไปมากกว่านี้แล้ว แต่ด้วยความอยากรู้ เขาจึงตัดสินใจสอบถามครูอีกท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ด้านหุ่นกระบอกเกี่ยวกับกระบวนการสร้างหุ่นกระบอกดังกล่าว ครูท่านนั้นเล่าให้ฟังว่า “ในสมัยก่อน นอกจากจะใช้ผ้าของนางรำจริง ๆ มาทำชุดให้หุ่นกระบอกแล้ว ยังมีวัตถุบางอย่างที่เป็นของนางรำที่เสียชีวิตแล้วถูกบรรจุไว้ภายในหุ่น ลองเปิดดูสิว่ามีหรือไม่” คุณต๊ะจึงทำตามคำแนะนำของครูท่านนั้น เขาลองตรวจดูหุ่นกระบอกอย่างละเอียด จนสังเกตเห็นว่าบริเวณศีรษะของหุ่นมีรูซึ่งใช้สำหรับปักเข้ากับไม้แกนของหุ่น เมื่อลองเปิดดูภายใน เขาก็ว่ามีเส้นผมและชิ้นส่วนกระดูกบางอย่าง ถูกห่อด้วยผ้าขาวอัดแน่นอยู่ข้างใน หลังจากนั้น คุณต๊ะจึงนำชิ้นส่วนเหล่านั้นไปทำพิธีตามความตั้งใจที่ว่า อยากปลดปล่อยจิตวิญญาณของนางรำ เขาทำบุญให้และกล่าวกับหุ่นกระบอกว่า ‘ถ้าถึงเวลาแล้ว ก็ขอให้เขาไปแต่ถ้ายังไม่ไปก็อยู่กับเรา เเต่ว่าอยู่ด้วยกันอย่างสงบ อย่าแสดงตัวให้ใครเห็น’ หลังจากวันนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่มันรุนแรงมาก แต่ก็ยังมีเหตุการณ์เล็ก ๆ อย่าง เสียงหรือเงาที่แวบไปมาอยู่บ้าง จนอยู่มาวันหนึ่ง คุณต๊ะได้นำหุ่นกระบอกนี้ไปถ่ายรายหนึ่ง มีน้องท่านหนึ่งที่คุณต๊ะไม่รู้จัก น้องท่านอยู่ที่จังหวัดอยุธยา นั่งดูรายการตามปกติ แต่ก็หันไปพูดกับแฟนเขาว่า “เนี่ยไม่จริงหรอก เหมือนเอาหุ่นมาโม้ เพราะความจริงมันไม่มีผีหรอก” ในคืนนั้น น้องคนนั้นฝันว่า เขากำลังนั่งอยู่บนรถกับคุณต๊ะ โดยนั่งที่เบาะหน้า ขณะที่ด้านหลังเบาะมีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดนางรำสีขาวนั่งอยู่ เธอหันมามองและพูดขึ้นว่า “ทีนี้เชื่อหรือยัง” วันรุ่งขึ้น น้องคนนั้นขับรถจากอยุธยา มาถึงบ้านของคุณต๊ะและนำโรตีสายไหมมาให้ถึงหนึ่งร้อยชุด พร้อมกับพูดกับคุณต๊ะว่า “ให้นำโรตีสายไหมนี้ ห่อแล้วก็ให้พี่เขาด้วย” เนื่องจากไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรหรือขอขมาอย่างไร น้องคนนั้นจึงเพียงบอกว่า “เดี๋ยวผมซื้อขนมไปให้” หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา โรตีสายไหมก็ถูกส่งมาให้คุณต๊ะทุกสัปดาห์ อาทิตย์ละหนึ่งร้อยชุดจากนั้นพี่ม่านแก้วก็กลายเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์ที่คอยให้พรมาเรื่อย ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-