เปลี่ยนบรรยากาศไปเล่าเรื่องผีในลานวัด แล้วดันตรงกับวันโกนพอดี เจอวิญญาณเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น! ระหว่างถ่ายก็เจอวิญญาณกวนจนไมค์ใช้งานไม่ได้ แถมยังเห็นเจ้ากรรมนายเวรของแขกรับเชิญมาร่วมแจมด้วย!

อังคารคลุมโปง RECAP

เปลี่ยนบรรยากาศไปเล่าเรื่องผีในลานวัด แล้วดันตรงกับวันโกนพอดี เจอวิญญาณเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น! ระหว่างถ่ายก็เจอวิญญาณกวนจนไมค์ใช้งานไม่ได้ แถมยังเห็นเจ้ากรรมนายเวรของแขกรับเชิญมาร่วมแจมด้วย!

25 ก.ค. 2023

       สำหรับรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ครั้งนี้ (11 กรกฎาคม 2566) ยังอยู่กับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจแนน’ เช่นเคย มาพร้อม ‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ ที่จะมาเล่าเรื่องหลอนชวนผวาขณะถ่ายรายการเรื่องเล่าแคมป์ไฟ รายการเล่าเรื่องผีของคุณอุ๋มอิ๋มเอง เรื่องจะหลอนขนาดไหน ปิดไฟแล้วไปอ่านกันเลย!

       เรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่คุณอุ๋มอิ๋มจะมารายการอังคารคลุมโปงเพียงไม่กี่วัน เป็นช่วงขณะที่กำลังถ่ายทำรายการเรื่องเล่าแคมป์ไฟอยู่บริเวณลานวัด ซึ่งปกติแล้ว รายการจะมีสถานที่ประจำในการถ่ายทำอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ทีมงานเห็นว่าลานวัดตรงนี้ให้บรรยากาศหลอนชวนขนหัวลุกมากกว่า จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาถ่ายทำที่สถานที่แห่งนี้แทน

       เมื่อวันถ่ายทำมาถึง ฝนก็ตกลงมาตลอดทั้งวัน ในช่วงเย็นบรรยากาศยังไม่น่ากลัวเท่าไหร่ พอถึงเวลาถ่ายทำรายการประมาณ 2 ทุ่ม ฝนหยุดตก และบริเวณนั้นก็ไม่มีไฟฟ้า ทีมงานจึงต้องเตรียมอุปกรณ์ไปเอง นอกจากนี้บริเวณที่ถ่ายทำนั้นยังมีต้นหูกระโจงสูงใหญ่กางออกแกมกับไม้ต้นเล็ก ๆ อยู่ริมคลอง ถัดจากจุดที่ทีมงานและคุณอุ๋มอิ๋มอยู่ มีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของคนในหมู่บ้านและยังมีชุดไทยอีกประมาณ 30 ชุดวางเรียงราย ด้านหลังเป็นห้องน้ำเก่าที่ไม่มีใครใช้แล้ว เมื่อสำรวจมาถึงตรงนี้ ทีมงานถึงกับพูดออกมาเลยว่าถ่ายรายการจบเมื่อไหร่ จะไปนั่งสมาธิโชว์ให้ทุกคนดูตรงห้องน้ำ

       ก่อนเริ่มถ่ายรายการ มีทีมงานเดินเข้ามาบอกคุณอุ๋มอิ๋มว่า “วันนี้เป็นวันโกน” ปกติคุณอุ๋มอิ๋มเป็นคนเห็นผีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าวันนี้ จะเป็นวันที่ได้เห็นเยอะขนาดนี้! คุณอุ๋มอิ๋มบอกกับดีเจทั้งสองคนฟังว่า “มันเหมือนคนมาเดินตลาดนัด” ทั้งเห็นออกเข้าวัด เดินสวนเข้าด้านข้างเยอะเต็มไปหมด แต่คุณอุ๋มอิ๋มก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเป็นเรื่องปกติของวันโกนที่วิญญาณจะถูกปล่อยออกมาขอส่วนบุญ

       รายการเล่าเรื่องผีของคนอุ๋มอิ๋มนี้ จะเชิญแขกรับเชิญมาเล่าประสบการณ์หลอนที่เคยเจอมา หลังจากเริ่มถ่ายทำรายการทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี กระทั่งถึงคิวแขกรับเชิญคนที่สอง คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าดังเป็นจังหวะ แต่ก็พยายามคิดว่าเป็นเสียงของน้ำที่ไหลลงมาจากต้นหูกระโจง แต่สิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่คิดไว้น่าจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หลังจากนั้นแขกรับเชิญและคุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานอะไรบางอย่าง! จึงตกลงกันว่าจะไม่หันไปทัก อย่างไรก็ดี สายตาคุณอุ๋มอิ๋มก็หันไปเห็นชายร่างท้วมใหญ่ ตัดผมเกรียน แต่งกายด้วยสีดำทั้งตัว เดินวูบผ่านข้างหลังไป! คุณอุ๋มอิ๋คิดว่าวิญญาณดวงนี้คงแค่อยากลองมาทักทายเท่านั้น แต่เมื่อดวงวิญญาณนี้เดินผ่านไป เขาก็เดินกลับมาอีกครั้ง! จังหวะนั้นทั้งคุณอุ๋มอิ๋มและแขกรับเชิญต่างหันหลังพร้อมกัน เสียงที่ได้ยินก็ยังคงเหมือนเดิม และเมื่อเธอหันไปบอกตากล้อง ตากล้องก็บอกว่าเขาก็ได้ยินเช่นกัน!

       รายการยังต้องดำเนินต่อไป คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าตอนนี้ผีคงสนุกกับการที่จะได้แกล้งพวกเธอ จากนั้น คุณอุ๋มอิ๋มก็เห็นวิญญาณเดินมาข้างหลังแขกรับเชิญแล้วก็เป่าไปที่หูของเขา! คุณอุ๋มอิ๋มคิดในใจว่า “อย่ากลัวนะ” และสิ่งที่แขกรับเชิญคนนี้แสดงออกมาเป็นเพียงแต่การปัดหู เหมือนมีแมลงมาตอม ซึ่งก็โชคดีที่เขาเป็นคนไม่กลัวผี เขาบอกกับคุณอุ๋มอิ๋มว่าเดี๋ยวรอให้ถ่ายเทปนี้จบก่อน จากนั้นจะไปเคลียร์

       คุณอุ๋มอิ๋มจำเป็นต้องใช้สถานที่ตรงนี้ถ่ายทำรายการต่อให้เสร็จ เธอจึงขอให้ผีอย่าพึ่งรบกวน แต่ยิ่งพูดก็ดูเหมือนจะยิ่งได้ใจกว่าเดิม คุณอุ๋มอิ๋มเหลือบไปมองแขกรับเชิญผู้หญิงอีกคนหนึ่งและพบว่ามีเจ้ากรรมนายเวรตามเธอมาเป็นจำนวนมาก! คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าตนคงเข้าแอดมิดแน่นอน ถ้าบอกผู้หญิงคนนั้นไปว่าตอนนี้ว่าคุณอุ๋มอิ๋มเห็นอะไร และในตอนที่แขกรับเชิญหญิงคนนั้นเดินกลับมาจากการเปลี่ยนเสื้อ ก็มีวิญญาณประมาณ 3 - 4 ตนจิ้มไปที่หลังของแขกรับเชิญคนนั้นตลอดเวลา คุณอุ๋มอิ๋มสงสัยว่าพวกเขาจะจิ้มไปทำไม แต่ก็ห้ามใจไว้ไม่พูดหรือสื่อสารอะไรออกไป

       รายการจำเป็นต้องถ่ายทำต่อ แขกรับเชิญผู้หญิงก็เริ่มเล่าเรื่องของเธอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้ากรรมนายเวรที่ตามติดตัวพอดี แต่ไม่ทันไรทีมงานก็ต้องบอกให้หยุดเล่าก่อน เพราะมีสัญญาณรบกวนในไมค์ตลอดเวลา พอเปลี่ยนไมค์อีกครั้งก็ยังแทรกเหมือนเดิม ประสบการณ์ทำให้คุณอุ๋มอิ๋มตระหนักได้ว่าอะไรแบบนี้เกิดจากมีวิญญาณพยายามที่จะรบกวนการทำงาน คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าสิ่งที่ตามแขกรับเชิญคนนี้อยู่น่าจะไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรกลุ่มเดิมกับในเรื่องที่เล่า เพราะเจ้าของเรื่องเธอเล่าว่ามันเกิดขึ้นมาเมื่อ 20 กว่าปีแล้ว เมื่อตากล้องพยายามเปลี่ยนไมค์เป็นครั้งที่ 3 ก็ปรากฎว่าไม่เป็นผลสำเร็จ คุณอุ๋มอิ๋มจึงตัดสินใจนำ “กระบองอากง” เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ออกมาตั้งไว้ข้างหลัง และคราวนี้ก็ไม่เสียงใด ๆ มารบกวนอีกเลย..

       เมื่อเรื่องถูกเล่าไปสักพัก คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มได้กลิ่นเน่าของคนโชยมา ในใจก็เริ่มถามกับดวงวิญญาณต่าง ๆ ที่มาป่วนการถ่ายทำในครั้งนี้ว่าพวกเขาต้องการอะไร สักพักก็มีร่างผู้หญิงคนหนึ่ง ผมหยักศก ตาโบ๋ ใส่เสื้อผ้าเก่าทรุดโทรม สูงประมาณ 150 เซนติเมตร ปรากฏขึ้นมาข้างหลังแขกรับเชิญ วิญญาณตนนี้จิ้มไปมาที่หัวของแขกรับเชิญ ตอนนั้นคุณอุ๋มอิ๋มไม่ได้แผ่บุญให้กับวิญญาณตนนี้ เธอบอกกับวิญญาณตนนี้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นมันผิด แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล ในที่สุดก็อาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยแทน!

       คุณอุ๋มอิ๋มขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์พาวิญญาณผู้หญิงตนนี้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และหากตนมีเศษเสี้ยวของบุญในลักษณะที่วิญญาณตนนี้ต้องการก็ขอให้เขาได้รับมันไป และยังขอให้สิ่งเร้นลับที่เจอปล่อยมือจากแขกรับเชิญ แต่คุณอุ๋มอิ๋มก็ช่วยได้เพียงดวงวิญญาณนี้ดวงเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นคุณอุ๋มอิ๋มไม่สามารถช่วยได้ หลังจากถ่ายรายการเสร็จในวันนั้น คุณอุ๋มอิ๋มก็นำเรื่องนี้มาเล่าให้กับทีมงานของเธอฟัง สิ่งที่น่าสนใจก็คือคืนนั้นไม่ใช่แค่คุณอุ๋มอิ๋มคนเดียวที่ได้กลิ่นศพเน่า แต่ทุกคนในกองก็ได้กลิ่นนั้นเหมือนกัน!

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

06 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ห้องพักสุดสยองที่ไม่ได้จองเอง เพื่อนที่กำลังจะแต่งงานได้จองโรงแรมไว้ให้พัก แต่เมื่อไปถึงเจอกลับห้องพักที่เหม็นอับ รอยคราบสีน้ำตาลคล้ายเลือดแห้ง และกองผมปริศนาที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ตกกลางคืนระหว่างนอนพักมีเสียงน้ำไหล เหมือนคนมาอยู่ด้วยตลอดทั้งคืน... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost’ (28 เม.ย. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘งานแต่งเพื่อนเราเจอผี’ ลูกนัท The Ghost ได้มาแชร์เรื่องราวของ ‘คุณเมย์’ ที่เคยมาเล่าไว้ในรายการ The Ghost Radio คุณเมย์มีแพลนที่จะต้องไปงานแต่งเพื่อนที่อยู่ทางภาคอีสาน โดยจะไปกับแฟน 2 คน ทางเพื่อนที่จัดงานแต่งก็ได้เหมาจองโรงแรมไว้ให้เรียบร้อย ระหว่างทางก็ได้พากันแวะเที่ยวกันก่อนเข้าโรงแรม และเมื่อไปถึงโรงแรมได้ทำการเช็คอินเข้าพัก ก็ได้รับกุญแจสภาพเก่า ๆ ที่มีลายสลักเป็นเลขห้องไว้ ทั้งคู่จึงได้เดินไปตามเลขห้องนั้น แต่เมื่อเดินขึ้นไปถึงหน้าประตูห้อง ก็ได้เห็นกว่าห้องนั้นอยู่ติดกับบันไดพอดี คุณเมย์ที่ปกติแล้วเป็นคนที่ชอบฟังเรื่องผีเลยชะงักนิดหน่อยเมื่อเห็นห้องที่ติดกับบันได แต่เมื่อเปิดประตูห้องไปก็ต้องชะงักกว่าเดิมเพราะได้มีกลิ่นอับชื้นพุ่งเข้าหน้ามาทันที คุณเมย์จึงได้หันไปคุยกับแฟน และตกลงกันว่าไม่เอาห้องนี้ และจะขอเปลี่ยนห้องอื่นแทน เลยลงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขอเปลี่ยนห้องใหม่ พร้อมให้เหตุผลว่าปกติแล้วเป็นคนที่นอนหลับยาก และห้องติดบันไดมีเสียงรบกวนเยอะจึงอาจเป็นปัญหาในการพักผ่อนได้เมื่อได้กุญแจห้องใหม่ ทั้งคู่ก็ได้เดินขึ้นมายันชั้นเดิม และก็ได้เห็นว่าเป็นห้องที่อยู่ถัดกับห้องก่อนหน้าแค่ห้องเดียว แต่เมื่อเปิดเข้าไปบรรยากาศทุกอย่างต่างจากห้องแรกแบบเห็นได้ชัดทุกอย่างปกติดี และไม่มีกลิ่นเหม็นอับใด ๆ คุณเมย์จึงได้เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเปิดผ้าห่มออกทั้งคู่ได้เจอเขากับเตียงที่มีเส้นผมความยาวประมาณ 1 นิ้วกระจายเต็มอยู่ทั่วเตียงนอน และนอกจากเศษผมแล้วนั้น ก็ยังมีรอยสีน้ำตาลเป็นดวง ๆ กระจายอยู่เต็มเตียงไปหมด ทั้งคู่จึงได้ถ่ายรูปเก็บไว้และลงไปที่เคาน์เตอร์อีกครั้งเพื่อขอเปลี่ยนห้องนอน แต่คราวนี้ทางพนักงานกลับได้ยื่นกุญแจห้องให้ 3 พวง พร้อมบอกให้คุณเมย์ไปเลือกห้องเอาได้เลยตามความสะดวกใจทั้งคู่เดินไปถึงห้องแรกก็ได้เปิดประตูเข้าไปพบกับห้องที่มีเตียงเดี่ยวอยู่ 2 เตียงแยกกัน คุณเมย์เมื่อเจอเหตุการณ์ก่อนหน้ามาจึงคิดว่าหากนอนกับแฟนบนเตียงเดียวกันจะอุ่นใจกว่า ทั้งคู่จึงได้พากันเดินไปดูห้องที่สอง ซึ่งเมื่อทั้งคู่ได้เห็นสภาพห้องนี้กลับต้องตกตะลึงเพราะสภาพห้องเละมากจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ อีกทั้งในตู้เสื้อผ้ายังมีคราบน้ำตาล ๆ เป็นดวง ๆ บ้างบางจุด และบางจุดก็เป็นเหมือนคราบน้ำตาล ๆ ที่ไหลย้อยตามประตูบ้าง ทั้งคู่จึงตัดสินใจพากันเดินไปดูที่ห้องสุดท้าย ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่เหมือนห้องปกติที่สุด แต่ต่างตรงที่ไม่มีพวกอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใด ๆ แต่คุณเมย์ก็ได้คุยกับแฟนว่า เลือกที่จะนอนห้องนี้พร้อมตอนนอนจะเปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ให้พอมีแสงบ้าง แฟนคุณเมย์จึงได้เสนอให้เปิดไฟที่หัวเตียงไว้ด้วย คุณเมย์ก็ได้ถามถึงเหตุผลไป แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา จึงได้ยอมตอบตกลงไป ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะนอน คุณเมย์ก็ได้เอาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ มาปิดตาไว้เพราะแสงจากหัวเตียงสาดเข้าตาจนทำให้ไม่สามารถนอนได้ เวลาผ่านไป เมื่อทั้งคู่หลับตานอนไปได้ไม่ถึง 5 นาที ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ คุณเมย์ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้บีบมือแฟนเบา ๆ ซึ่งแฟนก็ได้บีบมือกลับมา เป็นสัญญาณว่าทั้งคู่ได้ยินเหมือนกัน สักพักก็มีเสียงเหมือนคนควักน้ำขึ้นมาล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า คุณเมย์จึงได้บีบเข้าที่มือแฟนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แฟนกลับไม่ได้บีบมือตอบกลับมา พร้อมมีเสียงหายใจแรง ๆ เสมือนคนกรนออกมา คุณเมย์โกรธแฟนมากที่ทิ้งให้ตนนั้นเจอกับเหตุการณ์ขนหัวลุกนี้เพียงลำพัง จึงได้ดึงมือตัวเองออกมานอนกอดอก หลังจากนั้นคุณเมย์ก็คิดในใจว่า “อาบน้ำก็แล้ว ล้างหน้าก็แล้ว ไม่ใช่ว่าจะออกมานอนล่ะ” ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงเปิดประตูดัง “แกร๊ก” และเมื่อประตูเปิดออก คุณเมย์ก็ได้เห็นเหมือนมีเงาลาง ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วเดินมาที่ปลายเตียง หลังจากนั้นก็เดินอ้อมขึ้นมาที่ข้างเตียงฝั่งที่คุณเมย์นอน คุณเมย์จึงได้พยายามข่มตานอน แต่ไม่ว่าจะยังไงก็นอนไม่หลับสักพักก็รู้สึกเหมือนว่าเตียงยุบลง ในลักษณะที่คล้ายกับมีคนเอามือมาเท้าที่เตียงแล้วกำลังก้มดูอะไรสักอย่าง ตอนนั้นในหัวของคุณเมย์ก็ได้คิดถึงเหตุการณ์คล้ายนี้ในหนังผีที่ตนเคยดูพร้อมคิดว่า ถ้าเป็นตามหนังเหตุการณ์นี้ถ้ากลั้นใจเปิดผ้าออกมาเดี๋ยวสิ่งนั้นก็คงจะหายไปอย่างแน่นอน คุณเมย์จึงได้แข็งใจลืมตาขึ้นมาพร้อมเปิดผ้าออกทันที แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเห็นเป็นคนนุ่งผ้าซิ่นสีน้ำตาลเก่า ๆ และมีสีแดงพาดอยู่แค่ครึ่งน่อง ขาด้านล่างมีสีดำซีด แต่เห็นได้ประมาณ 3 วิ ก็ภาพตัดหลับไปแบบไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็เช้าแล้ว สิ่งแรกที่เห็น คือแฟนที่ยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงเมื่อเห็นเช่นนั้นคุณเมย์จึงคิดจะรีบไปอาบน้ำ และออกไปงานแต่ง แต่เมื่อเปิดประตูห้องน้ำไปก็พบเข้ากับอ่างล้างหน้าที่มีน้ำกระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งคุณเมย์ไม่ชอบให้ทำเปียกแบบนี้ จึงได้หันไปจะตวาดใส่แฟน แต่เมื่อหันไปก็ต้องตกใจเพราะแฟนยังไม่ได้แม้แต่ล้างหน้า หรือมีส่วนไหนในร่างกายที่เปียกน้ำเลย อีกทั้งตาของแฟนยังดำโบ๋เหมือนคนไม่ได้นอนทั้งคืน คุณเมย์จึงได้รีบอาบน้ำ และระหว่างแต่งตัวก็เผลอเดินไปเหยียบเข้ากับน้ำเหนียว ๆ จึงได้กระโดดขาเดียวเข้าไปล้างเท้าในห้องน้ำ และก็ได้สังเกตเห็นเหมือนรอยเท้าคนที่เปื้อนน้ำสีแดง ๆ เดินออกจากห้องน้ำไปจนถึงปลายเตียง และอ้อมไปยังฝั่งที่คุณเมย์นอน เมื่อเดินตามไปดูก็พบว่าบริเวณเตียงมีคราบน้ำตาล ๆ เหมือนรอยมือคนเปื้อนอยู่ คุณเมย์จึงบอกแฟนให้รีบเก็บของและลงไปข้างล่างเพื่อเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมในระหว่างนั้นทั้งคู่ก็ได้คุยกัน จึงทำให้รู้ว่า ที่เห็นว่าแฟนยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงคือแฟนตื่นมาเห็นทุกอย่าง แต่ช็อกทำไรไม่ถูกจึงได้แต่ยืนนิ่ง จนคุณเมย์ตื่นขึ้นมาเห็นซึ่งจริง ๆ แล้วนั้นแฟนคุณเมย์ไม่ได้หลับทั้งคืน และรับรู้ได้ถึงทุกอย่างแต่ไม่สามารถขยับตัวได้ แม้แรงที่จะบีบมือกลับก็ไม่มี คืนนั้นมีเพียงแค่คุณเมย์ที่ภาพตัด และชิงหลับไปก่อน ระหว่างที่ทั้งคู่ไปเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม พนักงานที่เคาน์เตอร์ก็ได้บอกว่า “จริง ๆ แล้วเจ้าภาพจองให้ 2 คืนนะคะ จะอยู่ต่ออีกคืนไหม? ” คุณเมย์จึงได้ตัดสินใจตอบในทันทีเลยว่า “ไม่อยู่ต่อแล้ว” และเดินออกจากโรงแรมไปทันที(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

10 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

แฮงค์เอ้าท์แบบใด ที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงตลอด 3 คืน!! ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ ได้นำเรื่อง ‘เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(4 กุมภาพันธ์ 2568) และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เพื่อนโดนผีเข้า ทั้งด่า ทั้งสาปแช่งก็ยังไม่ไป! ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ ต้องขนลุกไปพร้อม ๆ กัน! ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ เป็นนักแสดงที่หลายคนรู้จักกัน หลังจากถ่ายละครเรื่องหนึ่งเสร็จ ก็ชวนเพื่อนในกองถ่ายไปสังสรรค์แฮงค์เอ้ากันที่ต่างจังหวัด ในภาคใต้ติดกับทะเล และได้เข้าพักที่ภูวิลล่าแห่งหนึ่งเป็นโรงแรมห้าดาวที่ดูดีมาก คุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็เที่ยวกันสนุกสนาน ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในช่วงเย็น คุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็เริ่มจัดปาร์ตี้กัน โดยห้องที่ปาร์ตี้นั้นไม่ใช่ห้องของคุณฟิล์ม หลังจากปาร์ตี้กันไปได้สักพัก รูมเมทของคุณฟิล์มก็ขอตัวกลับไปนอนที่ห้องก่อน ส่วนคุณฟิล์มอยู่ที่ปาร์ตี้จนถึงเวลาประมาณตี 3 ในช่วงเวลานั้นเอง โรงแรมก็มีการแสดงไฟ ทำให้ตรงทางเดินนั้นมืดตลอดทาง คุณฟิล์มจำเป็นต้องเดินผ่านทางนั้นเพื่อกลับห้อง ในตอนนั้นก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว จึงเกิดกังวลเล็กน้อยว่าจะเจออะไรหรือไม่ และคุณฟิล์มก็เดินผ่านมาโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนขึ้นมาถึงบนห้อง แต่ไฟในห้องก็ยังเปิดอยู่เพราะรูมเมทชอบเปิดไฟนอน เมื่อคุณฟิล์มเดินไปที่เตียงกำลังจะนอนลง รูมเมทก็ตื่นขึ้นมา มีอาการตัวสั่น ปากสั่นตลอดเวลา และมีอาการเหงื่อออกทั่วทั้งตัว แต่ในห้องเปิดแอร์อยู่และเย็นมาก จากนั้นเพื่อนคนนี้ถามคุณฟิล์มว่า “เห็นพระเปล่า เห็นพระที่กูใส่เปล่า” ถามซ้ำๆ อยู่แบบนั้น ด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว คุณฟิล์มจึงตอบไปว่า “ไม่เห็น” จากนั้นเพื่อนก็ลุกขึ้นและเดินหาพระ หาอยู่สักพักก็เจอ จึงเอามาคล้องคอและเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อยู่ ๆ เพื่อนก็ตัวเริ่มสั่นและหยิบหนังสือสวดมนต์ขึ้นมาสวด เสียงของเพื่อนก็เริ่มสั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ และก็หยุดกะทันหัน คุณฟิล์มจึงรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ปกติ จากนั้นคุณฟิล์มก็พยายามเรียกชื่อเพื่อนซ้ำ ๆ ให้ดึงสติกลับมา แต่เพื่อนก็ไม่ยังตอบ แต่เริ่มเดินไปมาอยู่ในห้อง เมื่อเพื่อนเริ่มรู้สึกตัว คุณฟิล์มจึงเรียกชื่อเพื่อนอีกครั้ง และครั้งนี้ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า “ไม่ใช่ชื่อกู” เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของเพื่อน แต่เล็กลงเหมือนเสียงเด็ก หลังจากได้ยินเสียงนั้น คุณฟิล์มก็กลัวมากจนทำอะไรไม่ถูก และเมื่อตั้งสติได้ คุณฟิล์มก็หยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนคนอื่น ๆ ว่า “มึง เพื่อนโดนผีเข้า มาที่ห้องหน่อย กูไม่ไหวแล้ว” ด้วยความกลัว คุณฟิล์มจึงพยายามเรียกเพื่อนคนนี้ตลอดเวลาเพื่อให้ได้สติ ระหว่างรอเพื่อนคนอื่น ๆ มา จนมีเพื่อน 1 คนมาถึงที่ห้อง เพื่อนคนนั้นก็ได้นั่งพูดคุยกับผี เพื่อนถามว่าผีไปว่า เพื่อน : เป็นใคร มาจากไหน ผี : อยู่ที่นี่ เพื่อน : มาเข้าร่างเพื่อนทำไม ผี : กูจะเอามันไปอยู่ด้วย เพื่อน : ไม่ให้ไป เอาเพื่อนกูคืนมา เมื่อเห็นดังนั้นคุณฟิล์มจึงเริ่มสวดมนต์ แต่ผีตนนี้ก็หัวเราะออกมา เมื่อการสวดมนต์ไม่ได้ผล คุณฟิล์มและเพื่อนก็เปลี่ยนเป็นด่าและสาปแช่งผีตนนี้แทนว่า “ถ้าไม่เอาร่างเพื่อนกูคืนมา ขอสาปแช่งให้มึงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” ผีตอบกลับมาว่า “ไม่เอา กูจะเอาเพื่อนมึงไปอยู่ด้วยให้ได้” ด้วยเหตุนั้น คุณฟิล์มและเพื่อนก็เริ่มด่า สาปแช่ง ด้วยคำพูดที่แรง หยาบคายที่สุดที่คิดออก แล้วผีตนนี้ก็กรี๊ดออกมาอยู่นานจนหมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นก็เป็นเพื่อนที่กลับมาเป็นปกติ แล้วเมื่อได้มีการสอบถามก็พบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในคืนนั้นเพื่อนคนอื่น ๆ ได้มานอนด้วยกัน กว่าคุณฟิล์มและเพื่อน ๆ จะนอนกันก็พระอาทิตย์ขึ้นพอดี พอเช้าวันต่อมา ก็ได้ไปไหว้ศาลเจ้าที่ของโรงแรม และขอย้ายห้อง ตอนนั้นเองจึงได้รู้ว่า แขกที่เคยเข้าพักก็เจอเหมือนกัน คืนที่ 2 และคืนที่ 3 ทุกคนก็อยู่ด้วยความหวาดระแวง เพื่อนที่เคยโดนผีเข้าด้วยความจิตอ่อนก็เหมือนพร้อมจะโดนผีเข้าสิงตลอดเวลา และเกือบมีอาการเหมือนคืนก่อน จึงไปขอให้พี่รปภ. มาอยู่ด้วยทั้งคืน สองคืนที่เหลือนั้นคุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็ไม่ได้นอนเลย คุณฟิล์มยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า เป็นการมาเที่ยวที่กลัวที่สุดในชีวิต..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากวีซ่า The Shock 'เรียลลิตี้พาหลอน' l อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock [ 7 เม.ย.2569 ]

11 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากวีซ่า The Shock 'เรียลลิตี้พาหลอน' l อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock [ 7 เม.ย.2569 ]

การถ่ายทำเรียลลิตี้ได้เริ่มต้นขึ้น เรื่องราวสุดแปลกที่ได้เจอ อาหารสุดสยองที่ได้กิน การดำเนินรายการไปพร้อมกับเส้นทางความหลอนที่รออยู่ตรงหน้า เมื่อได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า ทางผ่านผี โดยไม่รู้ตัว ทำให้ดวงวิญญาณนับสิบ ตามติดอยู่เคียงข้าง จนยากจะทนไหว… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock (07 เมษายน 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรียลลิตี้พาหลอน’ เรื่องราวนี้ ‘วีซ่า The Shock’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง ย้อนกลับไปในช่วงที่วี เพิ่งเริ่มต้นการทำงานในวงการบันเทิง และได้เดินทางไปถ่ายทำรายการในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนยอดเขาสูง ซึ่งในการถ่ายทำรายการวันที่สอง วีได้รับหน้าที่ให้เป็นพิธีกรภาคสนามให้กับทางรายการ โดยเน้นย้ำกับวีว่า การถ่ายทำครั้งนี้จะเน้นความเป็นเรียลลิตี้ และจะพาวีไปชมการคาโครงว่าเป็นอย่างไรวีเองก็เกิดความสงสัยว่า สิ่งที่เขาจะต้องไปเจอนั้นคืออะไร? และเมื่อวีได้เดินทางไปถึงสถานที่ถ่ายทำ จึงได้พบกับบรรยากาศภายในหมู่บ้าน ที่เหมือนมีการจัดงานเลี้ยงงานหนึ่ง วีจึงได้เริ่มต้นการดำเนินรายการในฐานะพิธีกรพาผู้ชมไปชมหมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อวีได้เดินเข้าไปจึงพบกับถ้วยกระทงวางตามทางเรียงรายกันเต็มไปหมดตลอดทั้งทาง และผู้คนในชุมชนมีการรวมตัวกันทำบางสิ่งบางอย่างกันอยู่ที่ริมทางน้ำ เมื่อวีได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ กลับพบกับโครงร่างของหมูที่โดนแหวก สภาพไม่น่ามองสักเท่าไหร่ และในโครงของหมูตัวนั้นมีเนื้อของหมูดิบที่ถูกการยำ ปรุงรสวางไว้อยู่ในโครงร่างนั้นจู่ ๆ ก็มีคนในหมู่บ้านแห่งนั้น หยิบเนื้อหมูขึ้นมาใส่ใบไม้ พร้อมกับถือแก้วเหล้านำมันมาเสิร์ฟให้กับวีได้ลองชิม ด้วยความที่วีนั้นยังเด็ก และไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร เขาจึงเกิดความคิดที่อยากจะลองรับประทานมันดูสักครั้ง เมื่อเขาได้ลองรับประทานมันเข้าไปแล้ว ทันใดนั้นความรู้สึกแรกของวี คือความพะอืดพะอม และเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนั้น กำลังจะขาดใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่อดทนอดกลั้นเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ เมื่อการถ่ายทำรายการได้เสร็จสิ้นลงไป วีได้เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้น และได้เดินผ่านสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีโกลฟุตบอลวางไว้เพียงแค่ฝั่งเดียว วีจึงคิดสงสัยว่าเด็ก ๆ ที่นี่จะเล่นฟุตบอลกันอย่างไร เมื่อเขาได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงสังเกตุเห็นว่าโกลฟุตบอลอันนั้น มันปักลงพื้นดินไม่แน่นทำให้เสาเอียงลงมา วีจึงช่วยโหนเสาเหล็กอันนั้น เพื่อที่จะปักเสาของโกลฟุตบอลให้ลงดินไปให้แน่น จู่ ๆ ผู้คนในหมู่บ้านได้วิ่งเข้ามาห้ามวีเอาไว้ พร้อมพูดกับคุณวีว่า ‘ไม่ได้ ๆ ทำแบบนี้ไม่ได้’ เมื่อได้ยินเช่นนั้น วีจึงคิดสงสัยอยู่ภายในใจว่าทำไมถึงทำแบบนี้ไม่ได้ เมื่อผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาเห็น จึงเรียกแม่หมอประจำหมู่บ้านเข้ามาทำพิธีกรรมบางอย่าง โดยการเชือดไก่สดทั้งหมด 7 ตัว และโยนลงไปที่เสาดินแห่งนั้น วีก็ยังไม่เข้าใจว่า ตัวเองนั้นทำอะไรผิดไป เขาจึงเดินเข้าไปอธิบายกับผู้ใหญ่บ้าน ว่าเขาเห็นว่าโกลฟุตบอลอันนั้น เสามันถูกวางไว้ไม่แน่นหนาพอ เขาจึงเข้ามาช่วยยึดเหนี่ยวมัน แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับบอกว่าประตูนี้คือ ประตูทางผ่านผี ในหมู่บ้านแห่งนี้ หากมีใครสักคนเสียชีวิต จะต้องแบกร่างไร้ลมหายใจของคนคนนั้น เข้ามาลอดผ่านประตูนี้ไป เพื่อให้เป็นทางผ่านไปสู่อีกภพหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรม วีได้เดินทางกลับมาที่พักของตนเอง ซึ่งเป็นเหมือนบังกะโลหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง เมื่อเปิดประตูเข้าไปความคิดแรกของคุณวีที่ดังขึ้นมาในใจคือ นี่เราต้องนอนตรงนี้จริง ๆ หรอ แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ในตอนนั้นด้วยความที่วี มีความเชื่อในเรื่องพระเจ้า เรื่องการไม่ยึดติดกับสิ่งของ ซึ่งตัวของวีเอง ก็มีลูกประคำร้อยเป็นสร้อยเส้นหนึ่ง พกติดตัวตลอด แต่ในวันนั้นเขากลับถอดมันเก็บไว้ในกระเป๋า ก่อนที่จะออกไปสังสรรค์นอกห้องเมื่อถึงเวลาช่วงเวลากลางดึก วีได้กลับมาที่บังกะโลหลังนั้น และนอนพักผ่อนแต่จู่ ๆ ในคืนนั้นคุณวีได้ตื่นขึ้นมา พร้อมกับความรู้สึกที่ว่าเหมือนมีใครมาเล่นตรงปลายเท้าของเขา เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งสวมใส่ชุดชาวเขานั่งอยู่ที่ปลายเท้า ด้วยความตกใจทำให้คุณวีสะดุ้งตื่น ตาเบิกกว้างจนได้พบว่าในห้องเล็ก ๆ ห้องนี้มีวิญญาณรวมอยู่กันมากกว่า 20 ชีวิต ทั้งนั่งอยู่ข้าง ๆ นั่งห้อยขาอยู่บนคาน และอีกมากมาย ทันทีที่ได้สติคุณวีจึงรีบวิ่งออกจากห้องนั้นออกมาในทันที เหตุการณ์นี้ทำให้คุณวีคิดได้ว่า สาเหตุของเรื่องราวหลอนที่เขาได้พบเจอ เกิดจากการที่ตัวของเขาเองนั้นได้ถอดสร้อยลูกประคำออก และไปยุ่งเกี่ยวกับประตูทางผ่านผี ทำให้มีดวงวิญญาณคอยตามติดเขาเพื่อขอส่วนบุญ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

สองพี่น้องอยากไปงานวัด แต่ติดลมจนรถหมด ตัดสินใจโบกรถแถวนั้นกลับบ้าน บังเอิญว่าคันที่ให้ติดไปด้วยดันเป็นรถขนโลงศพ! นั่งไปสักพักโลงศพก็เปิดออกมาเป็นหน้าคนแล้วถามว่า “มึง 2 คนเป็นใคร! มาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องน่าสลดกับสองพี่น้อง!

25 ก.ย. 2023

สองพี่น้องอยากไปงานวัด แต่ติดลมจนรถหมด ตัดสินใจโบกรถแถวนั้นกลับบ้าน บังเอิญว่าคันที่ให้ติดไปด้วยดันเป็นรถขนโลงศพ! นั่งไปสักพักโลงศพก็เปิดออกมาเป็นหน้าคนแล้วถามว่า “มึง 2 คนเป็นใคร! มาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องน่าสลดกับสองพี่น้อง!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 กันยายน 2566) ขอต้อนรับ ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ ที่จะมาพบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ พร้อมกับเรื่องเล่าของสองพี่น้องที่ต้องเดินกลับบ้านหลายสิบกิโลเมตรในตอนตี 2 จะเกิดเรื่องอะไรหลอน ๆ ในคืนนี้ จะเป็นยังไงไปอ่านกันเลย! พี่ขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจาก ‘พี่หม่อม’นักเล่าเรื่องผีที่รู้จักกัน เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปประมาณ 20 กว่าปี เกิดขึ้นที่ภาคอีสาน เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ห่างไกลกับตัวเมือง ชื่อ ‘หนุ่ม’ และ ‘เปีย’ ในช่วงเวลานั้นมีการจัดงานวัด แต่ว่างานวัดแห่งนี้จัดขึ้นในตัวอำเภอเมือง ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก ในสมัยนั้นการจะโดยสารเข้าไปในตัวอำเภอค่อนข้างลำบาก ชาวบ้านจึงต้องรวมจำนวนคนให้มาก ๆ เพื่อที่จะได้ไปด้วยกันทีเดียว งานวัดงานนี้เป็นงานประจำปีของจังหวัด สองพี่น้องก็มีรู้สึกว่าอยากไปเที่ยวกันมาก จึงคุยปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านว่าจะเดินทางไปอย่างไรกันดี เพราะตอนกลางคืนจะไม่มีรถประจำทางมาให้บริการ ผู้ใหญ่บ้านเห็นความตั้งใจของลูกบ้าน และอยากให้ไปเที่ยวกันจึงติดต่อรถให้ ซึ่งเป็นรถขนส่งสินค้าที่เข้ามารับวัตถุดิบจากหมู่บ้านไปขายในตัวจังหวัด ทางเจ้าของรถขนส่งก็รับปากว่าจะมารับ แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าถึงเวลาเที่ยงคืนแล้วต้องกลับเลย ห้ามโอ้เอ้ เพราะเขาจะต้องตื่นมารับสินค้าแต่เช้าตรู่เพื่อไปขายในเมืองวันพรุ่งนี้ และทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันตามนั้น พอถึงวันงาน ชาวบ้านทั้งหมดก็มารวมตัวกันเพื่อโดยสารรถขนส่งคันนี้ไป ซึ่งมี 2 พี่น้องหนุ่มกับเปียไปด้วย พอไปถึงงาน เจ้าของรถก็บอกว่า “เที่ยงคืนนะ นี่คือเวลานัดหมายของเรา เที่ยงคืนต้องกลับ ไม่ว่าจะอะไร ห้ามโอเอ้ ถ้ามาไม่ทันก็จะไม่รอ” ทุกคนก็แยกย้ายกันไปสนุกสนาน จนใกล้เวลาเที่ยงคืน เปียคนเป็นน้องก็บอกหนุ่มคนพี่ว่า “ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เดี๋ยวรถไม่รอเรานะ” คนพี่ก็บอกว่า “ไม่เป็นไรช่างมัน จะเป็นอะไรวะนาน ๆ มาเที่ยวกันที กลับกันเองก็ได้ เดี๋ยวหาโบกรถชาวบ้านกลับไปที่อำเภอเราก็ได้” พอถึงเวลาเที่ยงคืน รถขนส่งคันนั้นก็กลับไป สองพี่น้องก็ยังเที่ยวกันไปเรื่อย ๆ จนร้านค้า, ลิเก, หมอลำ และดนตรี เริ่มทยอยกันปิด บรรยากาศเริ่มกร่อย จนคนเป็นน้องบอกกับพี่ว่า “หรือเราจะนอนกันที่วัดก็ได้นะแล้วตอนเช้าค่อยกลับ” แต่คนพี่ก็ปฏิเสธเพราะตนกลัวผี จึงตัดสินใจกันเดินกลับในเวลาตี 2 สองพี่น้องพากันเดินกลับ และคิดว่าจะโบกรถระหว่างทาง ในระหว่างทางเดินที่ออกจากวัดก็มีเสียงหมาหอนตลอดทาง สองพี่น้องโบกรถกันไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่มีคันไหนไปทางเดียวกันเลย สุดท้ายโชคก็เข้าข้าง ปรากฏว่ามีรถคันหนึ่งขับผ่านมา เป็นลุงขับรถกระบะขนของที่ไปหมู่บ้านใกล้เคียงหมู่บ้านของสองพี่น้อง ทั้งคู่จึงขอติดรถไปด้วย จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปนั่งที่ท้ายกระบะ ทั้งสองก็พูดคุยกันไปว่าโชคดีที่มีรถกลับ ระหว่างนั้นก็สังเกตว่าบนรถบรรทุกอะไรบางอย่างมาด้วย แต่เพราะความมืดทำให้มองไม่ชัด กระทั่งรถขับไปถึงไฟแดง แสงไฟก็ทำให้ทั้งคู่ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น เพราะว่ารถกระบะที่พวกเขาขึ้นมานั้นบรรทุกโรงศพมา! ทั้งคู่ผงะถอยหลัง และคิดว่าจะลงจากรถ แต่ก็ไม่ทันเพราะว่ารถออกตัวก่อน ทั้งคู่รู้สึกเริ่มกลัว และเนื่องจากเส้นทางในต่างจังหวัดไม่ได้ราบเรียบ ทำให้จู่ ๆ ฝาโรงศพก็เปิดเอง! แล้วฝาโรงศพที่เปิดอยู่ก็เลื่อนปิดเอง! ด้วยความกลัว เปียคนน้องก็ย้ายตัวเองไปนั่งข้างพี่หนุ่มและคิดว่าจะเอาอย่างไรกันดี ระหว่างนั้นฝาโรงก็เปิดขึ้นมาอีกครั้ง! ทั้งคู่เห็นดังนั้นก็พยายามเอื้อมมือเคาะกระจกให้ลุงจอดรถ แต่สิ่งที่ทั้งคู่เห็นคือ มีหน้าคนโผล่ออกมาจากโรงศพ ใบหน้านั้นมองมาที่สองพี่น้องและพูดว่า “มึงสองคนเป็นใครมาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” สิ้นเสียงนั้น สองพี่น้องก็ร่วงลงตกจากรถทันที! ลุงคนขับตกใจ จึงจอดรถและลงมาดู ปรากฏว่าเห็นสองพี่น้องตกจากรถ คนพี่อย่างหนุ่มร้องโอดโอย แต่คนน้องอย่างเปียสลบไปแล้ว ลุงคนขับโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ทำการสอบสวน ลุงจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่า ลุงขับรถมากันสองคนกับเด็กขนของ แล้วสองพี่น้องคู่นี้ก็โบกรถขอติดกลับไปด้วย แต่เมื่อไม่เห็นวี่แววของเด็กขนของ ตำรวจจึงถามว่าเด็กขนของอยู่ไหน ลุงก็ชี้ไปที่ท้ายรถ ตำรวจจึงเรียกมาคุย เด็กขนของบอกว่า “ผมนั่งหลังรถมา ผมหนาว เลยเข้าไปนอนในโรง ผมได้ยินเสียงคนคุยกัน ผมก็ไม่รู้ว่าใครมาคุยกันบนรถ ผมเลยเปิดโรงมาดู แล้วถามว่า มึงสองคนเป็นใครมาอยู่บนนี้ได้ยังไง” สรุปแล้วตำรวจจึงต้องดำเนินคดีกับเด็กขนของเพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิต และระหว่างที่จะพาตัวคุณลุงและเด็กขนของไปสถานีตำรวจ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ก็แจ้งมาว่า คนพี่ที่กำลังเดินทางไปโรงพยาบาลเสียชีวิตแล้ว เรียกได้ว่าเสียชีวิตทั้งพี่ทั้งน้อง ทำให้ทั้งตัวลุงคนขับและเด็กขนของต้องติดคุก แต่ก็ติดคุกได้ไม่นาน เพราะทางเจ้าของร้านโรงศพช่วยอธิบายว่าการกระทำของทั้งคู่นั้นไม่ได้เจตนา หลังออกจากคุกและมาทำงานต่อเหมือนเดิม เจ้าของร้านก็สั่งไม่ให้เด็กขนของคนนี้นอนในโรงอีก แต่ว่าผ่านไปได้ไม่นาน เด็กขนของคนนี้ก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกรถตายเหมือนกัน! คนจึงโจษขานกันเป็นสองเสียงว่า เป็นเพราะเมาจึงตกรถ แต่อีกเสียงก็บอกว่าเป็นเพราะอาธรรพ์ที่ไปหลอกสองพี่น้องจนทำให้เขาตาย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-