เรื่องเล่าจากคุณโบนัส เดอะโกสท์ ‘เเหวนหางช้าง’ l อังคารคลุมโปง X โดนัท Howtozghost [25 มี.ค. 2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณโบนัส เดอะโกสท์ ‘เเหวนหางช้าง’ l อังคารคลุมโปง X โดนัท Howtozghost [25 มี.ค. 2568 ]

04 เม.ย. 2025

        ในรายการ “อังคารคลุมโปง X’ (25 มีนาคม 2568) มีเรื่องราวสุดหลอนจาก “คุณโบนัส” ที่ได้รับแหวนหางช้างจากเพื่อนร่วมงาน ก่อนเกิดเหตุการณ์ลึกลับจนทำให้เธอหายตัวไป แต่ทำไมเธอยังคงกลับมาปรากฏตัวในสถานที่ทำงานอยู่? มาฟังเรื่องราวเต็มๆ กับ “ดีเจแนน”, “ดีเจเจ็ม”, และ “ดีเจมดดำ” แล้วคุณจะรู้ว่า บางครั้ง คนที่เราคุยอยู่ด้วยทุกวัน อาจจะไม่ใช่คนก็เป็นได้!

 

        ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คุณโบนัสเคยทำงานเป็นดีเจประจำสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง โดยจำเป็นต้องโยกย้ายสถานที่ทำงานทุก ๆ 5-6 เดือน จนกระทั่งได้รับสัญญาทำงานที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งในภาคใต้เป็นระยะเวลา 6 เดือน

        ที่นั่น คุณโบนัสได้ทำความรู้จักกับพนักงานหลายคน รวมถึง “คุณแนน” พนักงานต้อนรับ (PR) สาวที่ย้ายมาจากต่างจังหวัด เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่ต้องมาทำงานไกลบ้าน เธอเล่าว่าตามเพื่อนมา เนื่องจากที่บ้านไม่มีอะไรให้ทำ ทั้งสองคนจึงสนิทกันจากการที่ต่างเป็นคนต่างถิ่นเหมือนกัน

        เมื่อระยะเวลาสัญญาของคุณโบนัสใกล้จะสิ้นสุดลง คุณแนนได้กล่าวขึ้นว่า “พี่จะย้ายงานแล้วใช่ไหม?” เมื่อได้รับคำตอบว่าใช่ เธอจึงถอดแหวนหางช้างออกจากนิ้วของตนและยื่นให้ พร้อมกล่าวว่า

        “พี่เดินทางบ่อย หนูอยากให้แหวนนี้คุ้มครองพี่ หนูใส่มาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ให้มา”

        คุณโบนัสตกใจและถามว่า “ทำไมถึงไม่เก็บไว้ใส่เอง มันคงมีค่าสำหรับเธอมาก”

        แต่ คุณแนน ตอบกลับว่า “หนูไม่ได้เดินทางไกลเหมือนพี่ หนูคงไม่ได้ใช้มันแล้ว”

        แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่คุณโบนัสก็นำแหวนมาเก็บไว้โดยไม่ได้สวมใส่

        ในวันถัดมา มีการแสดงคอนเสิร์ตจากวงดนตรีชื่อดัง คุณโบนัสเดินทางไปซาวด์เช็กตั้งแต่ช่วงบ่าย ระหว่างนั้น ทีมงานของวงได้เดินเข้าไปในห้องพักศิลปิน ทันใดนั้น หนึ่งในทีมงานก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนรีบเดินออกจากห้อง เมื่อ คุณโบนัสสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติจึงเข้าไปสอบถาม ทีมงานคนดังกล่าวอธิบายด้วยสีหน้าซีดเผือดว่า

        “ผมเห็นผู้หญิงนั่งอยู่มุมห้อง เปียกโชกไปทั้งตัว”

        ในช่วงค่ำ ขณะที่คอนเสิร์ตดำเนินไป ลูกค้ากลุ่มหนึ่งโวยวายว่าสั่งเครื่องดื่มไปนานแล้วแต่ยังไม่ได้รับ กัปตันของร้าน จึงเข้ามาสอบถามว่าลูกค้าสั่งเครื่องดื่มกับใคร เมื่อได้รับคำตอบว่าสั่งกับ “ผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวไม่เหมือนคนอื่น” กัปตันจึงเรียกพนักงานหญิงทุกคนมาให้ลูกค้าดู แต่ลูกค้ากลับบอกว่า ไม่มีใครในกลุ่มนี้ที่เป็นคนรับออเดอร์

        สุดท้าย ทางร้านจึงชดเชยเครื่องดื่มให้ลูกค้า และเรื่องก็จบลงไป

        หลังเลิกงาน คุณโบนัสพบคุณแนนนั่งอยู่หน้าร้าน จึงชวนไปทานก๋วยเตี๋ยว แต่เธอตอบกลับว่า

        “หนูมีปัญหา หนูอยากกลับบ้านแล้ว ไม่อยากทำงานที่นี่ต่อไป”

        เมื่อสอบถามว่าเกิดปัญหากับครอบครัวหรือไม่ เธอปฏิเสธ และกล่าวเพียงว่า

        “หนูรู้สึกใจไม่ดีแปลก ๆ อยากกลับบ้าน”

        วันรุ่งขึ้น คุณโบนัสเห็นคุณแนนมานั่งที่มุมร้านเร็วกว่าปกติ เมื่อเข้าไปสอบถาม เธอบอกว่า

        “หนูจะลาออกแล้ว หนูไม่อยากทำงานที่นี่ต่อไป”

        คุณโบนัส เริ่มกังวลว่าอาจเป็นเพราะเรื่องแหวน จึงเสนอจะคืนให้ แต่เธอกลับปฏิเสธ

        “พี่เก็บไว้เถอะ เก็บไว้ให้ดี ๆ หนูคงไม่ได้ใช้แล้ว”

        จากนั้น เธอเล่าต่อว่า โทรหาครอบครัวแต่ไม่มีใครรับสาย และเมื่อพ่อแม่รับสายก็ดูเหมือนไม่สนใจเธอ

        ในช่วงเย็น คุณโบนัสขอให้พนักงานหญิงอีกคนไปดูแลคุณแนน เนื่องจากเธอดูเครียดผิดปกติ แต่พนักงานคนนั้นกลับตอบว่า

        “พี่… คุณแนนไม่มาทำงานสองวันแล้วนะ”

        คุณโบนัสตกตะลึง เพราะเมื่อไม่นานมานี้เขายังเห็นเธอนั่งอยู่ที่ร้าน

        ในขณะเดียวกัน คุณแนนลุกขึ้นและเดินไปทางด้านหลังร้าน พนักงานหญิงที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเธอจึงเดินตามไป แต่หลังจากนั้นก็หายตัวไป โดยไม่มีใครเห็นเธอเดินกลับมา

        ในช่วงดึก หลังจากเสร็จงาน เจ้าของร้านได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขอให้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ เมื่อไปถึง พวกเขาเห็นรถจักรยานยนต์ของคุณแนนถูกยกขึ้นจากคลอง

        เมื่อหน่วยกู้ภัยนำร่างของหญิงสาวขึ้นมา เธอสวมเสื้อตัวเดียวกับที่คุณโบนัสเห็นก่อนหน้านี้ แต่ร่างนั้นอยู่ในสภาพบวมอืด และคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณสองวัน

        พนักงานหญิงที่เดินตามคุณแนนไปหลังร้านในวันนั้น ขี่จักรยานยนต์ตามมาที่จุดเกิดเหตุในสภาพตกใจสุดขีด เธอร้องไห้พลางกล่าวว่า

        “พี่รู้ไหม ตอนที่หนูเดินตามแนนไป ตัวมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว เสื้อผ้ามันเริ่มเปียก และน้ำหยดลงพื้น ต่อหน้าต่อตาหนูเลย พอหนูจะเข้าไปแตะตัวมัน น้ำเหลืองติดมือหนูเต็มไปหมด หนูกลัวมากจนต้องวิ่งออกมา”

        หลังจากเหตุการณ์นั้น มีพนักงานหลายคนยังคงพบเห็นคุณแนนปรากฏตัวอยู่ภายในร้าน เจ้าของร้านจึงตัดสินใจติดต่อครอบครัวของเธอ แต่ปรากฏว่าพ่อของเธอยังไม่ทราบว่าลูกสาวเสียชีวิต

        คืนก่อนที่ได้รับข่าวร้าย พ่อของคุณแนนฝันเห็นลูกสาวมายืนเรียกหน้าบ้านว่า

        “พ่อเปิดประตูให้หนูหน่อย”

        เมื่อทราบว่าเธอยังคงปรากฏตัวในร้าน พ่อของเธอจึงตัดสินใจเดินทางมารับเธอกลับบ้าน พร้อมให้พระมาทำพิธี

        คุณโบนัสได้นำแหวนหางช้างกลับไปให้พระ และถามว่าควรเก็บไว้หรือไม่ พระตอบว่า

        “แหวนนี้ไม่ได้เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ชะตาของเธอได้ขาดลงแล้ว..”

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนพพร ‘ยายเลื่อน’ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

18 ก.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณนพพร ‘ยายเลื่อน’ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

‘คุณนพพร’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของยายสุดเฮี้ยนอย่าง ‘ยายเลื่อน’ ที่ตายไปพร้อมแรงแค้นและกลับมาเอาคืนอย่างสาสม เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ? ยายเลื่อนจะเฮี้ยนขนาดไหน ?สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (8 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ยายเลื่อน’ ย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีที่แล้ว มีบ้านหลังหนึ่งที่เปิดร้านขายของชำ ลักษณะเป็นบ้านไม้ หลังบ้านติดกับสวน หน้าบ้านติดกับลำคลอง มีผู้คนพลุกพล่าน มีคนอาศัยอยู่หลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘ยายเลื่อน’ เธอมีปัญหาทางด้านสุขภาพเพราะเคยเกิดอาการชักเกร็งตั้งแต่เกิด ส่งผลให้พูดไม่ชัด ยายเลื่อนสามารถพูดได้แค่พยัญชนะ ‘อ.อ่าง’ เท่านั้น เช่น ‘ฉันชื่อเลื่อน’ จะพูดเป็น ‘อั๋นอื้อเลื่อน’ ซึ่งการที่พูดไม่ชัดก็มักจะทำให้โดนเพื่อน ๆ และเด็ก ๆ แถวนั้นล้ออยู่บ่อยครั้ง มีอยู่วันหนึ่ง ยายเลื่อนเดินทางไปธุระที่วัด ก็เจอกับเด็กวัยรุ่นแถวนั้นชื่อว่า ‘แท่ง’ กับ ‘ปลา’ เด็กพวกนี้แกล้งเดินชนจนยายให้ล้ม แล้วหยิบหวีสับของยายออกมา จากนั้นก็โยนขึ้นไปบนต้นมะม่วง ยายเลื่อนโกรธมากจนพูดออกมาว่า “อ้าอูอาย อูอะอาอักอออึง!” (ถ้ากูตาย กูจะมาหักคอมึง!) พอยายกลับบ้านก็ไม่กล้าเข้าบ้านเพราะเสื้อเลอะ จึงถอดไปซักที่ริมคลองก่อน ตกเย็นทุกคนกินข้าวกันแต่ยายเลื่อนไม่กลับมา ทุกคนในบ้านก็เริ่มออกตามหา เมื่อมองออกไปนอกระเบียงก็เห็นว่ายายกำลังชักแล้วหัวทิ่มลงน้ำไป พอลงไปช่วยก็พบว่ายายเสียชีวิตแล้ว หลังจากนั้นก็นำศพไปไว้ที่วัด แต่เนื่องจากการจมน้ำตายเป็นการตายโหงทำให้ยังไม่สามารถประกอบพิธีกรรมได้ กระทั่งเช้าวันต่อมา ก็มีข่าวว่าแท่งไปผูกคอตายใต้ต้นมะม่วง สอบถามกันไปมา เด็กวัดก็บอกว่าเมื่อคืนแท่งวิ่งมาที่วัดพร้อมร้องตะโกนโวยวายว่าโดนผียายเลื่อนหลอก เด็กวัดไม่ได้สนใจ จนกระทั่งตอนเช้ามาก็เจอกับศพแท่งแล้ว ที่สำคัญต้นมะม่วงต้นนั้นก็เป็นต้นเดียวกับที่แท่งโยนหวีสับขึ้นไป ตกเย็นทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน ปลาก็ได้จ้างเรือแจวเพื่อกลับบ้าน ขณะเดินทางกลับ ปลาก็ได้ยินเสียงของยายเลื่อนเรียก “อา…อา…” พอหันกลับไปก็เห็นเป็นยายเลื่อนในสภาพขึ้นอืดกำลังลอยน้ำตามเรือมา ทั้งคนแจวเรือและปลาต่างก็ตกใจ กระโดดลงเรือแล้วรีบว่ายน้ำขึ้นฝั่ง รุ่งเช้าคนแจวเรือก็มาเล่าเหตุการณ์ว่าโดนหลอกให้ชาวบ้านฟัง ทุกคนก็ออกตามหาปลาจนพบว่าปลาจมน้ำตายอยู่ที่ท่าเรือหน้าบ้านของตนเองโดยสภาพศพเหมือนคนถูกหักคอ หลังจากนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่สัญจรผ่านไปมาซื้อของ ก็จะเจอยายเลื่อนปรากฏตัวให้เห็นเป็นประจำทำให้คนไม่กล้ามาซื้อของ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันไปที่วัดเพื่อขอความช่วยเหลือจาก ‘หลวงพี่ศร’ ซึ่งเป็นพระบวชใหม่ที่มีความสามารถในการทำพิธีกรรม จึงนิมนต์มาที่บ้านเพื่อมาขับไล่ยายเลื่อน ชาวบ้านต่างก็มามุงกันรอบบ้านเพื่อดูพิธีกรรมนี้ ขณะทำพิธีกรรมยายเลื่อนก็โผล่ตัวมาให้เห็น เหมือนเป็นคนมาคุยกับหลวงพี่ปกติ หลวงพี่จึงเทศน์ให้ฟังแล้วยายเลื่อนก็ค่อย ๆ เลือนหายไป วันต่อมาก็ไม่มีใครเจอยายเลื่อน ต่างดีใจหวังว่าจะไปผุดไปเกิด แต่เวลาผ่านไปไม่กี่คืนปรากฏว่าใครที่มาดูพิธีกรรมวันนั้น ยายเลื่อนจะไปหาทุกคน บ้างก็บอกว่า ขณะที่ตักน้ำจากในโอ่งก็ยังเห็นเป็นหน้ายายเลื่อนลอยขึ้นมา บางครั้งก็ไปเรียกถึงหน้าบ้าน เรียกได้ว่าเมื่อก่อนใครได้ยินเสียงยายเลื่อนก็ต้องขำ แต่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าของเสียงที่ชาวบ้านต่างกลัวไปหมด ชาวบ้านทนไม่ไหวจึงกลับมาตามหลวงพี่ศรอีกครั้ง แต่หลวงพี่กลับบอกว่าอาจจะทำพิธีกรรมไม่ได้ ถึงทำไปยายเลื่อนก็อาจจะไม่ไปไหนแล้ว แต่อีกวิธีที่จะช่วยได้คือต้องนิมนต์พระที่ยายเลื่อนศรัทธาหรือนับถือมาช่วย ซึ่งก็ต้องเป็น ‘หลวงปู่เส็ง’ เพราะท่านเป็นพระที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ครั้งนี้ ยายเลื่อนไม่โผล่มาให้เห็นในพิธีกรรมแล้ว หลวงปู่เส็งจึงสวดมนต์ อาบน้ำศพ และทำการเผาศพไป จากนั้นยายเลื่อนก็ไปกลับมาอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

สองพี่น้องอยากไปงานวัด แต่ติดลมจนรถหมด ตัดสินใจโบกรถแถวนั้นกลับบ้าน บังเอิญว่าคันที่ให้ติดไปด้วยดันเป็นรถขนโลงศพ! นั่งไปสักพักโลงศพก็เปิดออกมาเป็นหน้าคนแล้วถามว่า “มึง 2 คนเป็นใคร! มาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องน่าสลดกับสองพี่น้อง!

25 ก.ย. 2023

สองพี่น้องอยากไปงานวัด แต่ติดลมจนรถหมด ตัดสินใจโบกรถแถวนั้นกลับบ้าน บังเอิญว่าคันที่ให้ติดไปด้วยดันเป็นรถขนโลงศพ! นั่งไปสักพักโลงศพก็เปิดออกมาเป็นหน้าคนแล้วถามว่า “มึง 2 คนเป็นใคร! มาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องน่าสลดกับสองพี่น้อง!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 กันยายน 2566) ขอต้อนรับ ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ ที่จะมาพบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ พร้อมกับเรื่องเล่าของสองพี่น้องที่ต้องเดินกลับบ้านหลายสิบกิโลเมตรในตอนตี 2 จะเกิดเรื่องอะไรหลอน ๆ ในคืนนี้ จะเป็นยังไงไปอ่านกันเลย! พี่ขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจาก ‘พี่หม่อม’นักเล่าเรื่องผีที่รู้จักกัน เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปประมาณ 20 กว่าปี เกิดขึ้นที่ภาคอีสาน เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ห่างไกลกับตัวเมือง ชื่อ ‘หนุ่ม’ และ ‘เปีย’ ในช่วงเวลานั้นมีการจัดงานวัด แต่ว่างานวัดแห่งนี้จัดขึ้นในตัวอำเภอเมือง ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก ในสมัยนั้นการจะโดยสารเข้าไปในตัวอำเภอค่อนข้างลำบาก ชาวบ้านจึงต้องรวมจำนวนคนให้มาก ๆ เพื่อที่จะได้ไปด้วยกันทีเดียว งานวัดงานนี้เป็นงานประจำปีของจังหวัด สองพี่น้องก็มีรู้สึกว่าอยากไปเที่ยวกันมาก จึงคุยปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านว่าจะเดินทางไปอย่างไรกันดี เพราะตอนกลางคืนจะไม่มีรถประจำทางมาให้บริการ ผู้ใหญ่บ้านเห็นความตั้งใจของลูกบ้าน และอยากให้ไปเที่ยวกันจึงติดต่อรถให้ ซึ่งเป็นรถขนส่งสินค้าที่เข้ามารับวัตถุดิบจากหมู่บ้านไปขายในตัวจังหวัด ทางเจ้าของรถขนส่งก็รับปากว่าจะมารับ แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าถึงเวลาเที่ยงคืนแล้วต้องกลับเลย ห้ามโอ้เอ้ เพราะเขาจะต้องตื่นมารับสินค้าแต่เช้าตรู่เพื่อไปขายในเมืองวันพรุ่งนี้ และทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันตามนั้น พอถึงวันงาน ชาวบ้านทั้งหมดก็มารวมตัวกันเพื่อโดยสารรถขนส่งคันนี้ไป ซึ่งมี 2 พี่น้องหนุ่มกับเปียไปด้วย พอไปถึงงาน เจ้าของรถก็บอกว่า “เที่ยงคืนนะ นี่คือเวลานัดหมายของเรา เที่ยงคืนต้องกลับ ไม่ว่าจะอะไร ห้ามโอเอ้ ถ้ามาไม่ทันก็จะไม่รอ” ทุกคนก็แยกย้ายกันไปสนุกสนาน จนใกล้เวลาเที่ยงคืน เปียคนเป็นน้องก็บอกหนุ่มคนพี่ว่า “ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เดี๋ยวรถไม่รอเรานะ” คนพี่ก็บอกว่า “ไม่เป็นไรช่างมัน จะเป็นอะไรวะนาน ๆ มาเที่ยวกันที กลับกันเองก็ได้ เดี๋ยวหาโบกรถชาวบ้านกลับไปที่อำเภอเราก็ได้” พอถึงเวลาเที่ยงคืน รถขนส่งคันนั้นก็กลับไป สองพี่น้องก็ยังเที่ยวกันไปเรื่อย ๆ จนร้านค้า, ลิเก, หมอลำ และดนตรี เริ่มทยอยกันปิด บรรยากาศเริ่มกร่อย จนคนเป็นน้องบอกกับพี่ว่า “หรือเราจะนอนกันที่วัดก็ได้นะแล้วตอนเช้าค่อยกลับ” แต่คนพี่ก็ปฏิเสธเพราะตนกลัวผี จึงตัดสินใจกันเดินกลับในเวลาตี 2 สองพี่น้องพากันเดินกลับ และคิดว่าจะโบกรถระหว่างทาง ในระหว่างทางเดินที่ออกจากวัดก็มีเสียงหมาหอนตลอดทาง สองพี่น้องโบกรถกันไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่มีคันไหนไปทางเดียวกันเลย สุดท้ายโชคก็เข้าข้าง ปรากฏว่ามีรถคันหนึ่งขับผ่านมา เป็นลุงขับรถกระบะขนของที่ไปหมู่บ้านใกล้เคียงหมู่บ้านของสองพี่น้อง ทั้งคู่จึงขอติดรถไปด้วย จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปนั่งที่ท้ายกระบะ ทั้งสองก็พูดคุยกันไปว่าโชคดีที่มีรถกลับ ระหว่างนั้นก็สังเกตว่าบนรถบรรทุกอะไรบางอย่างมาด้วย แต่เพราะความมืดทำให้มองไม่ชัด กระทั่งรถขับไปถึงไฟแดง แสงไฟก็ทำให้ทั้งคู่ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น เพราะว่ารถกระบะที่พวกเขาขึ้นมานั้นบรรทุกโรงศพมา! ทั้งคู่ผงะถอยหลัง และคิดว่าจะลงจากรถ แต่ก็ไม่ทันเพราะว่ารถออกตัวก่อน ทั้งคู่รู้สึกเริ่มกลัว และเนื่องจากเส้นทางในต่างจังหวัดไม่ได้ราบเรียบ ทำให้จู่ ๆ ฝาโรงศพก็เปิดเอง! แล้วฝาโรงศพที่เปิดอยู่ก็เลื่อนปิดเอง! ด้วยความกลัว เปียคนน้องก็ย้ายตัวเองไปนั่งข้างพี่หนุ่มและคิดว่าจะเอาอย่างไรกันดี ระหว่างนั้นฝาโรงก็เปิดขึ้นมาอีกครั้ง! ทั้งคู่เห็นดังนั้นก็พยายามเอื้อมมือเคาะกระจกให้ลุงจอดรถ แต่สิ่งที่ทั้งคู่เห็นคือ มีหน้าคนโผล่ออกมาจากโรงศพ ใบหน้านั้นมองมาที่สองพี่น้องและพูดว่า “มึงสองคนเป็นใครมาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” สิ้นเสียงนั้น สองพี่น้องก็ร่วงลงตกจากรถทันที! ลุงคนขับตกใจ จึงจอดรถและลงมาดู ปรากฏว่าเห็นสองพี่น้องตกจากรถ คนพี่อย่างหนุ่มร้องโอดโอย แต่คนน้องอย่างเปียสลบไปแล้ว ลุงคนขับโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ทำการสอบสวน ลุงจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่า ลุงขับรถมากันสองคนกับเด็กขนของ แล้วสองพี่น้องคู่นี้ก็โบกรถขอติดกลับไปด้วย แต่เมื่อไม่เห็นวี่แววของเด็กขนของ ตำรวจจึงถามว่าเด็กขนของอยู่ไหน ลุงก็ชี้ไปที่ท้ายรถ ตำรวจจึงเรียกมาคุย เด็กขนของบอกว่า “ผมนั่งหลังรถมา ผมหนาว เลยเข้าไปนอนในโรง ผมได้ยินเสียงคนคุยกัน ผมก็ไม่รู้ว่าใครมาคุยกันบนรถ ผมเลยเปิดโรงมาดู แล้วถามว่า มึงสองคนเป็นใครมาอยู่บนนี้ได้ยังไง” สรุปแล้วตำรวจจึงต้องดำเนินคดีกับเด็กขนของเพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิต และระหว่างที่จะพาตัวคุณลุงและเด็กขนของไปสถานีตำรวจ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ก็แจ้งมาว่า คนพี่ที่กำลังเดินทางไปโรงพยาบาลเสียชีวิตแล้ว เรียกได้ว่าเสียชีวิตทั้งพี่ทั้งน้อง ทำให้ทั้งตัวลุงคนขับและเด็กขนของต้องติดคุก แต่ก็ติดคุกได้ไม่นาน เพราะทางเจ้าของร้านโรงศพช่วยอธิบายว่าการกระทำของทั้งคู่นั้นไม่ได้เจตนา หลังออกจากคุกและมาทำงานต่อเหมือนเดิม เจ้าของร้านก็สั่งไม่ให้เด็กขนของคนนี้นอนในโรงอีก แต่ว่าผ่านไปได้ไม่นาน เด็กขนของคนนี้ก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกรถตายเหมือนกัน! คนจึงโจษขานกันเป็นสองเสียงว่า เป็นเพราะเมาจึงตกรถ แต่อีกเสียงก็บอกว่าเป็นเพราะอาธรรพ์ที่ไปหลอกสองพี่น้องจนทำให้เขาตาย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ย้ายไปทำงานที่นอกตัวเมืองต่างจังหวัด พี่เขาถามมาประโยคเดียวว่า “นอนได้ใช่ไหม อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม” คืนแรกที่มานอนก็ได้ยินเสียงเคาะห้องทั้งคืน เพราะอยากมาอยู่ด้วย! เคาะไม่หยุดจนต้องสื่อสารกับเจ้าที่ว่า “เจ้าที่คะ กั้นรอบรั้วทีค่ะ หนูจะเล่นเขา”

12 มิ.ย. 2023

ย้ายไปทำงานที่นอกตัวเมืองต่างจังหวัด พี่เขาถามมาประโยคเดียวว่า “นอนได้ใช่ไหม อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม” คืนแรกที่มานอนก็ได้ยินเสียงเคาะห้องทั้งคืน เพราะอยากมาอยู่ด้วย! เคาะไม่หยุดจนต้องสื่อสารกับเจ้าที่ว่า “เจ้าที่คะ กั้นรอบรั้วทีค่ะ หนูจะเล่นเขา”

‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (6 มิถุนายน 2566) ‘ส้ม มัลนิการ์’ ได้เล่าเรื่องสุดหลอนที่ได้เจอตอนย้ายไปเช่าบ้านพักที่ต่างจังหวัด ที่ฟังจบแล้ว ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถึงกับขนลุกเกรียวกราวไปตาม ๆ กัน! จะหลอนแค่ไหนนั้น เปิดแสงสว่างจอให้สุดแล้วปิดไฟอ่านพร้อมกันเลย!คุณส้มเริ่มเล่าว่า มีช่วงหนึ่งที่กำลังตามหาตัวเอง จึงไปทำงานในธนาคารแห่งหนึ่งที่จันทบุรี แต่สาขางานที่ทำอยู่นั้นค่อนข้างห่างจากตัวเมือง บางวันอยู่เคลียร์งานจนต้องกลับดึกทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่จึงแนะนำให้ย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ สาขาที่ทำมากขึ้น ซึ่งบ้านพักที่ย้ายมา อยู่ใกล้มาก เยื้องกับสาขาที่ทำงาน บ้านพักมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวที่ยกสูงจากพื้นประมาณ 2 ฟุต ต้องเดินขึ้นบันไดเพื่อที่จะเข้าห้องพัก อยู่หลังริมสุดติดรั้ว คุณส้มรู้จักกับพี่เจ้าของบ้านพักเพราะเขาทำงานบริษัทเดียวกันแต่คนละสาขา จึงได้ในราคาที่ถูกลง จากประมาณ 5,000 เหลือ ประมาณ 3,500 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าถูกมาก ทั้งสะดวก ทั้งอยู่ติดที่ทำงาน โรงพยาบาล และร้านอาหาร จึงตัดสินใจย้ายของเข้า แต่แล้วพี่เจ้าของบ้านพักก็ถามขึ้นมาว่า “นอนได้ใช่ไหม อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม” คุณส้มก็ตอบไปว่า “ได้ค่ะ” แม้จะเอะใจแต่ก็คิดว่า พี่เขาคงเป็นห่วงเพราะเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวคืนแรกที่มาอยู่ที่บ้านพักแห่งนี้ ก็ต้องขนของจัดของเข้าห้อง กว่าจะเสร็จก็ดึกมาก และต้องรีบนอนเพราะต้องตื่นไปทำงานตั้งแต่เช้า ระหว่างที่จัดของในห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ ก็ได้ยินเสียงเดิน เป็นเสียงรองเท้าเดินบนพื้นหินกรวด เข้ามาทางประตูด้านหลังของตัวบ้านพัก คุณส้มก็คิดว่าเป็นพี่ผู้ชายห้องข้าง ๆ เดินมา เพราะเสียงฝีเท้ามันหนักและใหญ่เหมือนใส่รองเท้าบูทหรือไม่ก็คอมแบต ชัดเจนมากว่าเป็นของผู้ชายดัง “ฉึบ ฉึบ ฉึบ” เหมือนเดินมาด้วยความรีบ สักพักเสียงก็หยุดไป คุณส้มคิดในแง่ดีว่า ยังไงก็ต้องเป็นคน อาจจะเป็นเสียงของพี่ห้องข้าง ๆ จึงไม่ได้สนใจอะไร จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำ ขณะที่คุณส้มกำลังแปรงฟัน เสียงเดินก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่รอบนี้เสียงเดินมันดังขึ้นมาจากบันได “ตึง ตึง ตึง” มาหยุดที่หน้าประตูด้านหลัง จากนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหลาย ๆ ครั้ง แล้วก็มีเสียงผู้ชายตะโกนมาว่า “เห้ย เปิดโว้ย!” คุณส้มจึงตะโกนกลับไป “ใครอ่ะ!” แล้วก็คิดในใจว่าเราเข้าผิดห้องหรือไปจอดรถขวางใครหรือเปล่า แล้วก็ตอบไปว่า “แป๊บนึงนะคะพี่” จากนั้นก็รีบอาบน้ำแต่งตัว แล้วออกไปเปิดประตูแง้ม ๆ แต่เสียงมันเงียบจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้! คุณส้มมั่นใจมาก ว่ามีคนมาเคาะประตูห้องจริง ๆ จึงตัดสินใจเปิดประตูออกไปดู เท่านั้นแหละ ขนลุกเลย! ข้างนอกไม่มีคนอยู่ ไม่มีแม้กระทั่งรอยเท้า ส่วนพี่ผู้ชายที่อยู่ห้องข้าง ๆ ก็ยังไม่กลับ ในใจก็คิดว่าถ้าเป็นเจ้าที่ คุณส้มจึงก็ขอโทษ ขอขมา ขอให้อยู่ปลอดภัย เดี๋ยวจะเอาพวงมาลัยไปไหว้จากนั้นคุณส้มก็กลับเข้ามาดูทีวี สักพักก็ได้ยินเสียงรถ เสียงเดินมาไขกุญแจของพี่ข้างห้อง คุณส้มก็คิดว่าเสียงเมื่อสักครู่ไม่ใช่พี่ข้างห้องแน่ๆ คงไม่มีอะไรจึงไปนอน นอนไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะผนังไม้บริเวณหัวเตียง เคาะจนคุณส้มตื่น ในใจคิดว่าคงเป็นเสียงกิ่งไม้มาโดนกับผนัง จึงนอนต่อ สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะ “ตึง!” ที่ชัดและดังมาก ๆ ทำให้สะดุ้งตื่น คราวนี้คุณส้มคิดว่าไม่ใช่เสียงกิ่งไม้แล้วแน่ๆ แล้วเสียงเคาะก็ดังขึ้นอีก เป็นเสียงเคาะที่ไล่จากซ้ายไปขวา ขึ้นบนลงล่าง สลับกันทั่วห้อง ด้วยความที่คุณส้มง่วงมากจึงตะโกนกลับไป “หยุด! จะนอน!” แล้วเสียงนั้นก็หยุด เงียบไปสักพักก็กลับมาเคาะอีก เป็นเสียงเคาะเหมือนวิ่งอยู่รอบ ๆ ตัว คุณส้มคิดว่าโดนคนแกล้งแน่ ๆ เลยเปิดประตูออกไปแต่กลับไม่มีอะไรเลย!พอกลับเข้ามาคุณส้มก็รวบรวมสมาธิ พยายามที่สื่อสารบอกเขาว่าเรามาดีนะ แต่เสียงเคาะก็ไม่หยุดแต่ถี่น้อยลง คุณส้มจึงใช้เซนส์ดู ก็เห็นว่าเขาเป็นผู้ชาย ผิวซีด เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์ไม่ก็รถยนต์ที่โรงพยาบาลใกล้ที่พัก พอถามเขาว่าต้องการอะไร เขาก็ไม่ตอบแต่กลับก่อกวนและทำให้รู้ ว่าเขาอยากมาอยู่ที่นี่กับเรา แต่ไม่ได้มาอยู่แบบดี เขาทำให้กลัว หลอน ระแวงเสียงต่าง ๆ คุณส้มบอกว่าจะทำบุญแผ่ส่วนบุญไปให้ เขาก็ไม่เอา จึงสื่อสารกับเจ้าที่ว่า “เจ้าที่คะ กั้นรอบรั้วทีค่ะ หนูจะเล่นเขา” สักพักนึงในเซนส์ของคุณส้ม รอบรั้วก็มีแสงสว่างขึ้น! ผู้ชายคนนี้เหมือนพยายามจะเดินออกแต่ก็ออกไม่ได้ คุณส้มเลยขู่เขาว่า “ถ้ายังเป็นแบบนี้ ต่อไปจะแช่ง ติดต่อให้ยมทูต ยมบาลมาเก็บแล้วนะ” จากนั้นก็เริ่มสวดคาถาสายร้อน เพื่อที่จะให้เขาตอบว่าเขาต้องการอะไร และให้เขารู้ว่าอยู่ตรงนี้ไม่ได้ แต่ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง จนสุดท้ายเจ้าที่ช่วย เขาก็ขอร้องที่จะออกไปเองแล้วไม่กลับมาที่นี่อีก คุณส้มจึงพูดกลับไปว่า “ถ้ากลับมาก่อกวนอีกเมื่อไหร่ โดนนะ!” พูดคุยกันจบคุณส้มจึงไปนอนต่อเช้าวันถัดมา พี่เจ้าของที่พักก็มารอตั้งแต่เช้าเพื่อถามเพียงแค่ประโยคเดียวว่า “ส้ม เมื่อคืนนอนได้ไหม?” คุณส้มจึงตอบกลับไปว่า “พี่รู้อะไรบอกมาเดี๋ยวนี้ ทำไมถามแบบนี้” พี่เขาก็จับแขนแล้วพูดว่า “ฟังพี่นะ ห้องเนี้ย ไม่เคยมีใครอยู่ได้เลย เห็นส้มสามารถสื่อสารกับวิญญาณได้เลยไม่ได้บอก แล้วเขาว่ายังไงบ้าง” คุณส้มก็บอกพี่เขาไปว่าคุยอะไรกับวิญญาณ และต้องทำอะไรบ้างให้พี่เจ้าของบ้านพักฟัง หลังจากนั้นไม่นานคุณส้มก็ต้องย้ายสาขาที่ทำงานมาในตัวเมืองจึงย้ายออกมาจากที่บ้านพักนั้น…คุณส้มบอกว่า ไม่รู้ว่าที่วิญญาณเขาทำแบบนั้นเขาต้องการอะไร แต่เขาพูดกับคุณส้มว่า “วันนึง จะต้องขอบคุณเขา” แล้วคุณส้มก็เพิ่งมานึกออกตอนเห็นว่ารายการอังคารคลุมโปงใช้เรื่องนี้เพื่อโปรโมทในรายการ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เตียงรับบริจาค' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

08 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เตียงรับบริจาค' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

เรื่องราวความหลอนนี้มาจาก ‘คุณต้น’ สายที่ 2 จากรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 กุมภาพันธ์ 2568) กับเรื่องราวจากน้าสาวของคุณต้น ที่ได้ไปทำงานเป็นครูที่โรงเรียนเเห่งหนึ่งในต่างหวัด แต่กลับต้องพบเจอกับเรื่องราวความหลอนจากของบริจาคที่ตอนแรกไม่ทราบที่มา! พอได้รู้ที่มา ทำเอา ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจ็ม’ ต่างตกใจเเละหลอนกับเหตุการณ์ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เตียงรับบริจาค’ คุณต้นได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องราวจาก คุณน้าของคุณต้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่น้าของคุณต้น ได้รับการบรรจุเป็นครูใหม่ ๆ ที่จังหวัดอยุธยา หนึ่งในเหตุผลที่คุณน้าเลือกที่จะบรรจุที่จังหวัดนี้เป็นเพราะอยู่ใกล้กับครอบครัว ซึ่งโรงเรียนที่คุณน้าได้เข้าไปบรรจุเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างทุรกันดาร ตัวของอาคารเรียนนี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้เป็นส่วนใหญ่ เเละมีใต้ถุนสูงขึ้นจากพื้น ประกอบไปด้วยห้องเรียนประมาณ 7 - 8 ห้องเท่านั้น ซึ่งตัวของห้องพักครูจะถูกใช้ร่วมกับห้องพยาบาล มีเพียงเเค่ผ้าม่านผืนบางกั้นเเบ่งไว้ ด้านหนึ่งมีไว้เพื่อให้คุณครูนั่งพัก ส่วนอีกด้านก็จะเป็นห้องพยาบาลที่มีเตียงไว้ให้นักเรียนที่ไม่สบายมาใช้พัก คุณน้าได้เล่าว่าทุกครั้งที่อยู่ในห้องพักครู ถึงเเม้ว่าจะมีนักเรียนมานอนหรือไม่มีก็ตาม ตัวของคุณน้าจะรู้สึกถึงบรรยากาศที่เเปลกประหลาด มีทั้งความหลอนเเละความวังเวง ซึ่งมีเหตุการณ์หนึ่งในห้องพักครูที่ทำให้น้าของคุณต้นยังจำขึ้นใจ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงกว่า หลังจากที่ทานข้าวเสร็จคุณน้าก็ได้กลับมาที่ห้องพักครูเพื่อนั่งพัก ในตอนที่เดินเข้าห้องพักครูมา คุณน้าได้เห็นเหมือนมีนักเรียนมานอนพักบนเตียงที่ห้องพยาบาลอยู่ จึงทำการเก็บของให้เสร็จก่อนเเล้วจึงเดินไปเพื่อดูอาการ เเต่พอเปิดม่านออกก็ไม่มีนักเรียนคนไหนนอนอยู่ คุณน้าจึงตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในห้องพยาบาล เเต่เห็นเเค่เพียง พานทองเหลืองเก่า ๆ เเละดอกไม้แห้งที่หล่นอยู่บริเวณรอบเตียงเท่านั้น ในตอนนั้นคุณน้าก็คิดแค่ว่า คงมีเด็กนักเรียนเอาดอกไม้แห้งขึ้นมาเล่นเเล้วไม่ได้เก็บไปด้วย คุณน้าจึงนำพานทองเหลืองไปเก็บไว้ที่ห้องพักครู หลังจากผ่านไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ที่โรงเรียนนี้ก็ได้มีการจัดงานเข้าค่ายลูกเสือ และในเเต่ละปีก็จะมีการหมุนเวียนเจ้าภาพในการจัดงาน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่โรงเรียนของคุณน้าเป็นเจ้าภาพพอดี และจำเป็นที่จะต้องมีครูบางส่วนอยู่เพื่อเฝ้านักเรียน ซึ่งก็ต้องนอนที่ห้องพักครูที่ใช้ร่วมกับห้องพยาบาล ในคืนแรกก็ยังดูปกติดีทุกอย่างจึงผ่านไปโดยไม่มีอะไร เเต่ในคืนที่ 2 คุณน้าก็ได้เจอกับเพื่อนครูต่างโรงเรียนที่มาเข้าค่ายด้วยกันพอดี ในกลางดึกคืนนั้นเพื่อนของคุณน้ามีอาการปวดท้อง จึงได้ขอไปเข้าห้องน้ำ หลังจากที่เพื่อนของคุณน้าเดินออกไปเข้าห้องน้ำ ตัวของเพื่อนคุณน้าเองได้หันไปมองที่เตียงนอนฝั่งของห้องพยาบาล และได้เห็นเหมือนมีคนนอนอยู่ที่เตียงนั้น เพื่อนคุณน้าจึงคิดว่าคงมีครูท่านอื่น ๆ นอนที่เตียงนั้น เเต่พอกลับมาจากห้องน้ำ ก็พบว่าเตียงนั้นไม่ได้มีใครนอนอยู่เลย และพอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็เห็นพานทองเหลืองวางอยู่บริเวณเตียงนั้นพร้อมกับดอกไม้แห้งที่โปรยอยู่รอบ ๆ เหมือนกับครั้งที่คุณน้าเจอ ซึ่งในตอนนั้นคุณน้าก็ได้เห็นว่าเพื่อนกลับมานอนเเล้ว แต่ผ่านไปสักพักเพื่อนของคุณน้าก็ลุกขึ้นอีกรอบ แต่ครั้งนี้ เพื่อนของคุณน้าคนนั้นกลับไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำ แต่ลุกขึ้นเพื่อไปนอนบนเตียงนอนนั้น ในตอนที่คุณน้ากำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณน้าก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในห้องเริ่มเปลี่ยนไปจากที่ห้องมีเเต่ความมืด พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สถานที่กลับเปลี่ยนไปจากห้องพักครูกลายเป็นเหมือนอยู่กลางป่า สิ่งเดียวที่ยังตั้งอยู่เหมือนเดิมก็คือเตียงนอนเเละเพื่อนของคุณน้าที่นอนอยู่ เเต่ในคราวนี้กลับเหมือนมีร่างบางร่างซ้อนอยู่กับเพื่อนของน้า เเละมีกลุ่มชาวบ้าน ที่ใส่ชุดเหมือนคนสมัยก่อนกำลังเดินมุ่งหน้าไปที่เตียงนอนนั้น คุณน้าก็ได้สังเกตุเห็นว่ากลุ่มชาวบ้านนั้นได้มีการส่วมใส่เสื้อผ้าสีขาวเเละดำ ซึ่งเหมือนเป็นเสื้อที่ใส่ไว้ทุกข์ พอมองดูไปเรื่อย ๆ คุณน้าก็ได้สังเกตุเห็นว่าเหมือนคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้น ยื่นมือออกนอกเตียงเเละมีพานทองเหลืองวางรองไว้ที่มือ ชาวบ้านที่มุ่งหน้าไปทางนั้นก็หยิบขันขึ้นมาเเละรดไปที่มือของร่างนั้น คุณน้าจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังเห็นอยู่คือ ‘การรดน้ำศพ’ เมื่อได้เห็นเช่นนั้น คุณน้าก็ตกใจเเละพยายามจะดิ้นเเละร้อง เเต่ทำยังไงก็ไม่มีเสียงออกมา จนมีคุณยายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวบ้าน ได้สังเกตุเห็นว่า ตัวของคุณน้ากำลังดิ้นอยู่ ยายคนนั้นจึงได้เดินเข้ามาเเละยื่นหน้ามาใกล้ ๆ เเละ เหมือนมีน้ำบางอย่างหยดลงที่หน้าของคุณน้า ในตอนนั้น คุณน้าก็พยายามดิ้นสุดเเรงและกรี๊ดสุดเสียง จนสลบไป พอตื่นขึ้นก็เหมือนคนที่มีอาการสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ซึ่งเวลาในตอนนั้นก็ใกล้จะ 6 โมงเช้าเเล้ว แต่ความน่าแปลกใจคือ เพื่อนของคุณน้าที่นอนเตียงนั้นก็สะดุ้งตื่นเหมือนกัน ทั้งคู่จึงรีบออกมาคุยกันเเละต่างก็มองหน้ากัน แต่สิ่งที่น้าเเละเพื่อนเห็นก็คือ คราบน้ำหมากที่ติดอยู่ที่หน้าของทั้ง 2 คน จากเหตุการณ์ในคืนนั้น คุณน้าก็ได้นำเรื่องนี้ไปถามกับครูใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งครูใหญ่ก็ไม่ทราบเพราะว่าก่อนที่ครูใหญ่จะย้ายมา เตียงนอนเตียงนี้ก็อยู่ที่โรงเรียนนี้มานานเเล้ว ครูใหญ่จึงตัดสินใจไปถาม เจ้าอาวาสของวัดบริเวณใกล้เคียง จึงได้รู้ความจริงภายหลังว่า เตียงนอนเตียงนี้ทางวัดได้เคยนำมาใช้เพื่อรดน้ำศพ พอครูใหญ่ได้ทราบดังนั้น จึงคิดว่านำเตียงนี้ไปทำลายทิ้งเสียดีกว่า หลังจากนั้น ก็ได้รวบรวมคุณครู เพื่อนำเตียงนี้กลับไปที่วัดเเละให้ทางเจ้าอาวาสเผาเเละทำลายทิ้ง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-