เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘คนผูกดวง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘คนผูกดวง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

14 เม.ย. 2025

        ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 เมษายน 2568) ‘คุณมิ้น หัตถา’ นักเล่าเรื่องขวัญใจโซเชียล มาพร้อมกับเรื่อง ‘คนผูกดวง’ ประสบการณ์สัมผัสกับสิ่งลี้ลับของ ‘เมย์’ รุ่นน้องที่สนิทกัน ซึ่งเหตุการณ์แปลก ๆ เริ่มคืบคลานเข้ามาในชีวิตหลังจากเข้าร่วมพิธีกรรบางอย่าง ตามไปฟังเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ พร้อมกันกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’

        ความห่วงใยของแม่ คือความรักบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน แต่เมื่อความรักนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความยึดมั่นในความเชื่อบางอย่าง การกระทำที่มองว่าเป็นการเสริมดวงเสริมบารมี อาจกลับกลายเป็นประตูที่เปิดพาชีวิตลูกสาวให้ก้าวเข้าสู่โลกของสิ่งลี้ลับโดยไม่รู้ตัว

        ‘เมย์’ หญิงสาววัยทำงานผู้ที่กำลังมีชีวิตเรียบง่าย เป็นมิตรกับทุกคน ไม่ได้เชื่อหรือสนใจเรื่องดวง โชคชะตา หรือพิธีกรรมใด ๆ แต่เธอกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เหนือคำอธิบาย หลังจากแม่ของเธอพาไปพบ ‘พ่อหมอ’ ชื่อดังจากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้มีชื่อเสียงด้านการดูดวงและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ

        แม่ของเมย์เชื่อมั่นในเรื่องดวงชะตาเป็นอย่างมาก ตำหนักไหนว่าดี สำนักไหนว่าแม่น ก็ไม่เคยพลาด จนวันหนึ่งได้พบพ่อหมอผู้ทำนายว่า เมย์เป็น ‘ดวงเชิดชูแม่’ มีชะตาแต่งงานกับเศรษฐี มีเกณฑ์ช่วยยกระดับชีวิตครอบครัวให้รุ่งเรืองได้ หากมีการทำพิธีเพื่อผูกดวงและรับขันครูเพื่อคุ้มครองชะตา

        แม้เมย์จะลังเลและไม่เชื่อ แต่สุดท้ายก็ยอมเข้าพิธีเพื่อความสบายใจของแม่ ภาพที่เธอจำได้ติดตาในวันนั้น คือพ่อหมอให้ชูขันเงินเหนือหัว สวดคาถาแปลกประหลาด และเอ่ยประโยคที่ทำให้เธอขนลุก

        “ต่อไปนี้ ข้าขอรับไว้กับตัว”

        จากวันนั้น ชีวิตของเมย์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป..

        แม้จะได้งานใหม่ เงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแม่ของเธอเชื่อว่านั่นคือผลจากการผูกดวง แต่สิ่งที่ตามมาคือข้อบังคับในการไหว้ครูทุกวันโกน ต้องมีเครื่องเซ่นทั้งเหล้า เนื้อสัตว์ ดอกไม้ และบทสวดที่ต้องท่องทุกครั้ง โดยมีข้อแม้สำคัญคือ เมย์ต้องร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม

        หลังจากที่ผ่านเวลาไป 3-4 เดือนหลังเข้าพิธีรับขันครู เหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายก็เริ่มเกิดขึ้น

        มีคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนใกล้ตัว เห็นเมย์ปรากฏตัวในสถานที่ต่าง ๆ ในเวลาเดียวกับที่เธอยืนยันว่าไม่ได้อยู่ตรงนั้น เช่น ขณะที่เธออยู่บ้าน กลับมีคนเห็นเธอในออฟฟิศ หรือแม้แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าปากซอย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่คำเล่าลือ หากแต่เป็นภาพที่หลายคนยืนยันว่า แน่ใจว่าใช่เมย์แน่นอน

        สิ่งเหล่านี้ทำให้เมย์เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง เครียด กังวล และเริ่มสงสัยว่า พิธีกรรมในวันนั้นอาจไม่ได้มีแค่ครูบาอาจารย์มาคุ้มครอง แต่มีบางสิ่งตามมาโดยไม่ตั้งใจด้วย

        เมย์ตัดสินใจปรึกษา ‘คุณมิ้น หัตถา’ และน้องสาว ซึ่งเป็นผู้มีเซ้นส์ไวต่อสิ่งลี้ลับ หลังเล่าทุกอย่างให้ฟัง คุณมิ้นได้ให้คำแนะนำว่า ของแบบนี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ

        สิ่งที่น่าขนลุกกว่านั้น คือระหว่างทางที่คุณมิ้นกับน้องสาวขับรถไปส่งเมย์กลับบ้าน ในกระจกมองหลังของรถ พวกเธอกลับเห็น ‘เงาผู้หญิงผมดำยาว’ ลักษณะคล้ายเมย์ทุกอย่าง ยองตัวนั่งอยู่บนไหล่ของเธอ พร้อมเสียงกรีดร้องปริศนา ที่ตะโกนดังชัดเข้ามาในรถว่า

        “มึงอย่ามายุ่งเรื่องของกู!!”

        นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครสามารถติดต่อเมย์ได้อีกเลย

        เวลาล่วงเลยไปเกือบ 4 ปี ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จากโซเชียล ไม่มีแม้แต่ข้อความจาก LINE ที่เคยใช้พูดคุยกัน เบอร์โทรศัพท์ก็กลายเป็นเบอร์ที่ไม่สามารถติดต่อได้

        เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเมย์บอกว่า ครั้งสุดท้ายที่เจอเมย์คือเมื่อปีที่แล้ว และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ใครสักคนได้เห็นเธอ

        ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่า ชะตากรรมของเมย์ในตอนนี้เป็นอย่างไร เธอยังมีชีวิตอยู่ดีหรือไม่ หรือพิธีกรรมที่เคยทำไว้ ได้พาชีวิตของเธอหลุดเข้าไปในโลกอีกใบที่ยากจะหาทางกลับออกมา

        เรื่องทั้งหมดนี้ เกิดจากความรักของแม่ ที่อยากให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ใครจะรู้ว่าหนทางนั้น กลับนำพาให้ลูกต้องหายไปจากชีวิตทุกคนโดยไม่มีคำลา..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก!

11 เม.ย. 2023

เลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก!

ไปทำงานต่างจังหวัดจึงเลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น เพราะมีเสียงเปิด-ปิดประตูตลอดเวลา! แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก! จะออกไปทำบุญก็เจออุปสรรค พอทำบุญให้ก็ยังไม่หายไปไหน! ..ต้องทนนอนด้วยความหวาดผวาถึง 8 คืน! หลายคนคงไม่เชื่อว่าประสบการณ์ขนหัวลุกจะเกิดขึ้นขณะที่เรากำลังนอนอยู่ในโรงแรมระดับ 5 ดาวได้ เรื่องราวสุดหลอนนี้มาจากสาย ‘คุณแดน’ ที่ได้โทรมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (4 เมษายน 2566) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟัง เป็นเรื่องที่ทั้งสตูต้องร้อง “ห๊า!” ไปตาม ๆ กัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น แท็กชวนเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันได้เลย! คุณแดนเล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นได้ไปทำงานที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เป็นเวลา 9 วัน 8 คืน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ไม่เคยไปมาก่อน จึงวางแผนว่าจะนอนพักที่โรงแรม 5 ดาว เพื่อความปลอดภัย แต่จังหวัดนั้นมีโรงแรม 5 ดาวอยู่เพียง 2 แห่ง จึงเลือกโรงแรมที่เป็นแบรนด์ที่เคยใช้บริการ ผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้มีทั้งหมด 5 คน ได้แก่ คุณแดน พี่สาว บัดดี้ของพี่สาว และทีมงานอีก 2 คน ทั้งหมดได้จองห้องพักไว้ 3 ห้อง โดยคุณแดนนอนคนเดียว ส่วนพี่สาวนอนกับบัดดี้ ทั้ง 2 ห้องนี้จะอยู่ติดกัน ส่วนอีกห้องเป็นของทีมงานที่เหลือ ตำแหน่งของห้องอยู่ตรงข้ามห้องของพี่สาว เมื่อมาถึงโรงแรม ทุกอย่างก็ดูจะเป็นไปตามที่คาดหวังสมมาตรฐานระดับ 5 ดาว บรรยากาศในโรงแรมดูคึกคักเพราะช่วงนั้นมีการจัดสัมมนาด้วย ส่วนห้องพักเองก็ดูใหม่ มีผนังห้องน้ำเป็นกระจกและมีผ้าม่านช่วยเพิ่มความหรูหรา และยังมี Daybed (เตียงนอนเล่น) ให้นั่งพักผ่อนอย่างสะดวกสบาย ส่วนด้านนอกมีระเบียงหลอก ๆ ที่ทำขึ้นเพื่อความสวยงาม แต่ไม่สามารถออกไปยืนข้างนอกได้ แม้ในห้องจะดูสะดวกสบายและเป็นส่วนตัว แต่ในคืนแรก เวลาประมาณ ตี 1 – 2 คุณแดนก็สะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงคนเปิด-ปิดประตูเสียงดังอยู่บ่อยครั้ง แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่เพียงว่าอาจเป็นเพราะมีสัมมนาจึงทำให้คนเยอะกว่าปกติ และเดินเข้าออกบ่อย จากนั้นคุณแดนก็ได้ยินเสียงเปิด-ปิดประตูดังมาจากห้องของพี่สาว จึงคิดว่าพี่สาวและบัดดี้คงออกไปเที่ยวกันแน่ ๆ จากนั้นก็หลับต่อจนถึงเช้า เมื่อเจอพี่สาวตอนเช้าก็ได้ถามไปว่า “เมื่อคืนออกไปไหนกันมาหรอ เห็นเปิด-ปิดประตูเสียงดัง” แต่เธอก็ปฏิเสธ จากนั้นก็ถามคุณแดนกลับ เพราะเธอก็ได้ยินเสียงดังมาจากห้องคุณแดนเหมือนกัน คุณแดนตอบปฏิเสธไป เพราะไม่ได้ออกไปไหนจริง ๆ ส่วนห้องของทีมงานอีก 2 คนที่เหลือ เขากลับบอกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย คุณแดนและพี่สาวจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก คืนที่สอง ก็ยังเกิดเหตุการณ์ขึ้นเหมือนเดิมคือมีเสียงเปิด-ปิดประตูอยู่แทบจะตลอดเวลา ก่อนหน้านี้คุณแดนก็ได้ไปเช็คกิจกรรมภายในโรงแรม ซึ่งก็มีตารางค่อนข้างเยอะ จึงพอจะเข้าใจได้และทำใจนอน แต่ยังไม่ทันได้เคลิ้มหลับ คุณแดนก็ได้ยินเสียงเหมือนเดิมดังขึ้นมาจากห้องพี่สาว แล้วเสียงนั้นก็ดังมาที่ห้องคุณแดนแทน เป็นเสียงที่เหมือนมีใครพยายามเข้ามาในห้องแต่เปิดประตูไม่ได้ เนื่องจากประตูมีโซ่ล็อคอยู่อีกชั้นหนึ่งจากประตูดิจิทัล สักพักอีกประมาณ 10 นาที ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคน เดินลากเท้าเข้ามาในห้อง และมาหยุดที่ปลายเตียงของคุณแดน คุณแดนขนลุกกลัวไปหมดจนไม่กล้าลืมตา และก็รู้สึกว่าเขายืนแบบนั้นอยู่ ประมาณ 5 นาที คุณแดนจึงพูดในใจว่า “ผมกลัวนะ อย่าทำอะไรผม” แล้วเขาก็หายไป..! เช้าของวันถัดมา พี่สาวคุณแดนก็มาสะกิดถามว่า “เมื่อคืนเธอเจออะไรมั้ย” คุณแดนจึงเล่าเรื่องที่เจอมาให้ฟัง และเธอก็บอกว่าเจอเหมือนกัน โดยเขาเดินมาหยุดที่หน้าห้องน้ำที่แสงไฟเล็ดลอดออกมา (พี่สาวเปิดไฟห้องน้ำทิ้งไว้ก่อนนอน) เธอจึงเหลือบตามอง และพบว่าเป็นผู้ชายยืนมองเธออยู่! เพื่อให้แน่ใจจึงรวบรวมความกล้าเปิดไฟหรี่ที่หัวเตียงขึ้นเพื่อดูให้ชัดว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่คน! เพราะมองไม่เห็นส่วนของใบหน้า เป็นเพียงเงาลาง ๆ ดำ ๆ และยังยืนมองมาอยู่ประมาณ 5 นาที เหมือนกับเวลาที่เขายืนมองคุณแดนด้วยเช่นกัน! คุณแดนกับพี่สาวจึงตัดสินใจว่าจะปลีกตัวออกไปทำบุญ ซึ่งมีบัดดี้ติดรถมาด้วย เมื่อซื้อสังฆทานเสร็จ ก็กำลังจะนำไปทำบุญตามที่ตั้งใจ คุณแดนก็เดินจ้ำไปที่รถ จู่ ๆ ก็มีรถอีกคันมาจอดแนบตรงประตูฝั่งคนขับ ทำให้ไม่สามารถขึ้นรถได้ คุณลุงเจ้าของรถลงมาเห็นพอดี จึงกล่าวขอโทษและย้ายรถออกให้ จากนั้นคุณแดนก็รีบนำสังฆทานไปยังวัดที่อยู่ใกล้ ๆ ทันที แต่พอไปถึงปรากฏว่าวัดเงียบมาก คุณแดนวนรถหากุฏิเจ้าอาวาสก็ไม่เจอ เลยตัดสินใจหาวัดใกล้ ๆ อีกแห่ง พอมาถึง พระที่นั่นกลับไม่รับถวายสังฆทาน โดยให้เหตุผลว่า “วันนี้เขาจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมไปสอบ” คุณแดนก็คิดในใจว่า “ทำไมอุปสรรคเยอะจัง” สุดท้ายก็ไปอีกวัด และคิดว่าถ้าไม่ได้ถวายสังฆทานในวัดนี้ คืนนี้ก็คงต้องกล้ำกลืนอดทนกันไป แต่ในที่สุดก็สามารถถวายสังฆทานได้เป็นที่เรียบร้อย คืนที่สามนี้ คุณแดนและพี่สาวพยายามดื่มกันหนักมาก เพื่อที่จะได้หลับแบบไม่รู้สึกตัว ทำให้ผ่านพ้นไปด้วยดี จึงคิดว่าเขาน่าจะได้รับส่วนบุญกุศลที่พึ่งทำไปให้ไปแล้ว แต่พอตกคืนที่สี่คุณแดนและทีมงานทั้งหมดออกไปเที่ยวกลางคืน และกลับมานอนตามปกติ ซึ่งงานสัมมนาและงานประชุมใด ๆ ที่โรงแรมจัดได้หมดไปแล้ว ทำให้บรรยากาศในโรงแรมค่อนข้างเงียบ และเหตุการณ์เดิม ๆ ก็วนมาอีกครั้ง หนึ่งในผู้ร่วมชะตาหลอนคนใหม่ คือบัดดี้ของพี่สาวนั่นเอง.. ต่อมาในคืนที่ห้า คุณแดนและทีมงานยังคงอยู่ระหว่างการคุยงานเนื่องจากลูกค้าอยากนัดทานข้าวไปด้วย ซึ่งทางลูกค้าก็ถามว่า “นอนพักที่ไหนกัน” พอคุณแดนตอบไป เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า “คนที่นี่เขาไม่นอนที่โรงแรมนั้นกันหรอกนะ” เนื่องจากตึกของโรงแรมมันเคยร้างมา 10 กว่าปี จนได้เจ้าของใหม่มารีโนเวทและเปิดกิจการโรงแรม ซึ่งก็ถูกเทคโอเวอร์ไปเป็นแบรนด์ปัจจุบันนี้ และเล่าต่ออีกว่า เพื่อนของลูกค้าเคยมาพักที่นี่ เป็นห้องและชั้นเดียวกันกับที่คุณแดนพัก แถมยังเจอเหตุการณ์เดียวกันแบบเป๊ะ ๆ อีกด้วย คุณแดนได้ยินก็ตกใจและกลัวมาก จึงดื่มแอลกอฮอล์เพื่อมอมตัวเอง ทำให้กลับมาถึงห้องพักเกือบตี 2 พอออกจากลิฟต์ หางตาก็มองไปสุดทางเดิน ปรากฏว่าเห็นเป็นเงาคนยืนอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคนที่เจอตลอดเกือบทุกคืน ทั้งหมดจึงรีบแยกย้ายพากันเข้าห้องทันที ระหว่างนั้นสุนัขก็พากันหอนเสียงดังมาจากหลังโรงแรม แต่ความหลอนมันก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะกลางดึกคืนนั้น คุณแดนสะดุ้งตื่นเนื่องจากพี่สาวโทรมาขอให้เปิดประตูห้อง เมื่อไปเปิดก็เห็นพี่สาวและบัดดี้เดินหน้าซีดเข้ามาในห้องพร้อมกับหมอนผ้าห่ม ทั้งสองเล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบเดิมเลย แต่บัดดี้ดันเห็นว่าเงานั้นเดินชนเก้าอี้ ทำให้มีเสียงดัง บัดดี้จึงกรีดร้องออกมาด้วยความกลัว และพากันหนีมานอนที่ห้องคุณแดนแทน! พอเช้าวันถัดมา คุณแดนได้มอบผ้ายันต์พระเวสสุวรรณให้กับบัดดี้เพื่อนำไปติดในห้อง และขอให้แผนกต้อนรับของโรงแรมแจ้งกับแม่บ้านว่าอย่าขยับเขยื้อนผ้ายันต์เด็ดขาด ซึ่งพอวันใกล้จะกลับกรุงเทพฯ ก็เกิดเหตุการณ์เดิมอีกซ้ำ ๆ แต่ครั้งนี้กลับมีเสียงเคาะมาจากกระจกฝั่งระเบียงห้องคุณแดน 3 ครั้ง! ซึ่งตอนนั้นมีผ้าม่านกั้นไว้อยู่ คุณแดนแกล้งทำเป็นไม่สนใจและไม่ยอมเปิดผ้าม่าน จนผ่านไปสักพัก เสียงเคาะนั้นก็ดังและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จากก๊อก ก๊อก ก๊อก เป็น ก๊อกๆๆๆๆๆๆๆ คุณแดนกลัวมาก จึงตัดสินใจเปิดไฟนอน สักพักพี่สาวก็ไลน์มาถามว่า “เค้ามาเคาะกระจกห้องเธอหรือเปล่า” คุณแดนเลยตอบกลับไปว่า “ใช่” จนมาถึงวันสุดท้ายที่กำลังจะกลับ พี่สาวเก็บของเตรียมเช็คเอาท์ ปรากฏว่ามีน้ำอัดลมที่ถูกดื่มไปแล้วประมาณ 1/4 ของขวดถูกแช่อยู่ในตู้เย็น ซึ่งพอสอบถามกันไปมา ก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของน้ำอัดลมที่ว่าเลยสักคน จึงสันนิษฐานกันว่า หรือแม่บ้านอาจจะรู้ ว่าในห้องนี้มีอะไรจึงนำน้ำอัดลมมาให้สิ่งนั้น.. และขณะที่กำลังเช็คเอาท์ออกจากห้องพัก คุณแดนได้ถามพนักงานต้อนรับว่าที่ห้องนี้มีอะไรหรือเปล่า เขาก็ไม่ยอมบอก และถามกลับว่าเจออะไร คุณแดนจึงเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่พนักงานต้อนรับกลับมองหน้ากันแล้วหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็ถามต่อว่า “ทำไมไม่แจ้งตั้งแต่แรก จะได้ย้ายห้องให้” คุณแดนจึงบอกไปว่า “ตอนแรกผมคิดว่าทำบุญให้จะไม่เจออีก แต่ใครจะไปคิดว่าจะเจอเกือบทุกวัน” เมื่อออกจากโรงแรมมาแล้ว คุณแดนและพี่สาวจึงตัดสินใจกลับไปเจอลูกค้าอีกครั้งเพื่อสอบถามถึงเรื่องเหล่านี้ จนรู้คำตอบว่าตอนที่ตึกมันร้าง วิญญาณตนนั้นอาจจะมาเสียชีวิตตรงเตียงห้องของพี่สาว นั่นเลยทำให้เขากลับมายังที่ตรงนั้นตลอดวนซ้ำไปมาไม่รู้จบ ซึ่งคุณแดนเองก็คิดว่าที่เขามาบ่อยก็เพราะเขาตายมานานแล้วไม่มีใครทำบุญให้ ทางลูกค้าก็ได้เล่าต่ออีกว่า อย่างน้อยโรงแรมแห่งนี้ยังดีกว่า 5 ดาวอีกแห่งหนึ่ง ตรงนั้นเจอหนักกว่านี้เยอะ เพราะเพื่อนลูกค้าที่เคยไปพัก ถึงขั้นต้องอุ้มลูกวิ่งหนีออกมาจากห้องพักเลย เพราะมีเงาผู้หญิงใส่ชุดไทยเดินออกมาจากผนังห้อง คุณแดนยังทิ้งท้ายอีกว่า “การที่โรงแรมดาวเยอะ ไม่ได้การันตีว่าจะไม่เจอเรื่องอะไรแบบนี้เสมอไป”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา

21 มี.ค. 2023

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา คืนหนึ่ง.. ต้องไปส่งเอกสารด่วน ขากลับขับผ่านโค้งหักศอก ตรงนั้นมีศาลตั้งอยู่ด้วย! พยายามมองแค่ทางตรงแล้ว แต่หางตาดันสะดุด ทำให้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น! สติหลุด ทั้งกรี๊ด ทั้งร้องไห้ ขับต่อแทบไม่ไหวจนต้องจอดพัก แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก่อให้เกิดคลื่นน้ำขนาดยักษ์ที่เรารู้จักและหวาดกลัวอย่าง ‘สึนามิ’ พัดถล่มเข้าชายฝั่งหลายจังหวัดทางภาคใต้ในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทั้งโลกไม่อาจลืมเลือน หนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์เต็ม ๆ คือ จ.พังงา และยังเป็นจุดหมายปลายทางของ ‘คุณแนน’ สายจากทางบ้านที่พบเจอกับประสบการณ์หลอนทันทีที่ได้มาถึง ทำเอา ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ถึงกับอ้าปากค้างในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (14 มีนาคม 2566) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ย้ายไปพังงา’ คุณแนนเล่าว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์เมื่อ 13 ปีก่อน ตอนนั้นคุณแนนได้บรรจุเป็นราชการครั้งแรก ได้ทำงานอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดพังงา แต่เดิมนั้นคุณแนนอาศัยอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงใช้เวลาเดินทางไปที่พังงานานหลายชั่วโมง ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน รวมทั้งบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยทะเลที่สวยงาม และความเหน็ดเหนื่อยจากเดินทางไกล ทำให้คุณแนนไม่ได้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง และผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยทันทีที่เดินทางไปถึงบ้านพักข้าราชการ.. ทันทีที่หลับ คุณแนนก็ฝันว่าตัวเองนั้นนั่งอยู่ที่ท้ายกระบะ สักพักก็มีคนโยนศพขึ้นมาบนรถ! โยนมาจนเต็มหลังกระบะและเบียดพื้นที่ของคุณแนน ตอนนั้นคุณแนนรู้ตัวแล้วว่ากำลังฝันอยู่ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ จากนั้นก็พยายามพูดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียง “อึกอัก อึกอัก” ไม่เป็นภาษา จนพี่ที่อยู่บ้านพักเดียวกันตื่นขึ้นมาเขย่าตัวคุณแนนและตะโกนเรียกเสียงดังจนคุณแนนตื่นขึ้นมาจากภวังค์นั้น และบอกว่า “เห้ยพี่ หนูฝันร้าย” เมื่อชาวบ้านทราบข่าวก็ถามขึ้นมาว่า “พอลงเกาะมาเนี่ย ได้ไหว้ ได้ขอเจ้าที่เจ้าทางบ้างหรือเปล่า” คุณแนนก็ตอบไปว่า “ไม่ได้ขอเลยค่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้นก็พาคุณแนนไปที่หน้าหาดเพื่อทำพิธีไหว้เจ้าที่เจ้าทาง จะได้ทำงานและอยู่อาศัยที่นี่ได้อย่างราบรื่น คุณแนนเล่าเสริมอีกว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์สึนามิถล่ม จำนวนประชากรที่เกานี้มีประมาณ 500 - 600 คน จนปีที่คุณแนนบรรจุเข้าไปทำงาน เหลือประชากรเพียง 200 กว่าคนเท่านั้น นอกจากจะไปไหว้ที่หน้าหาดแล้ว ชาวบ้านยังพาคุณแนนไปไหว้ที่ศาลพ่อตาหินกอง ลักษณะคือเป็นศาลที่ตั้งอยู่บนหิน ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ไม่โดนสึนามิแม้จะตั้งอยู่หน้าหาดก็ตาม หลังจากนั้นคุณแนนก็ไม่เจออะไรพิศวงจนกระทั่ง.. เวลาผ่านไปสักพัก ในคืนที่คุณแนนต้องนอนคนเดียว เพราะเพื่อนร่วมงานหลายคนส่วนใหญ่เป็นคนใต้ที่มาจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครศรีธรรมราชบ้าง สุราษฎร์ธานีบ้าง พัทลุงบ้าง เขาก็จะกลับบ้านในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณแนนเล่าว่าทุกครั้งที่ต้องนอนคนเดียว จะรู้สึกเหมือนว่าถูกผีอำ แล้วก็จะเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่ที่ปลายเท้า บางครั้งก็เป็นเด็ก บางครั้งก็เป็นผู้ชายแก่ หรือคนท้องบ้าง เรียกได้ว่ามาทุกรูปแบบ ทุกครั้งที่เจอคุณแนนก็จะสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ตลอด บางคนก็ไปง่าย แต่กับบางคนก็ต้องใช้เวลาสวดนาน คุณเล่าเสริมอีกว่าเขาจะมาปรากฏโดยที่ไม่ได้พูดหรือสื่อสารอะไร เหมือนมายืนมองเราเฉย ๆ แต่ก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่หลอนขนลุกจนคุณแนนจำได้ถึงทุกวันนี้.. คุณแนนเล่าให้ฟังว่าอำเภอที่อาศัยอยู่นั้นค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมือง ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมง แถมที่นี่ยังมีฝนตกแทบจะตลอดเวลา วันนั้นต้องไปส่งเอกสารด่วนในตัวเมือง คุณแนนจึงรีบออกเดินทางเพราะรู้ดีว่าเส้นทางขากลับที่จะต้องผ่านหากว่ายิ่งมืดก็ยิ่งอันตราย เส้นทางที่ว่าจะมีลักษณะเป็นทางโค้งหักศอกหากหลุดโค้งก็เท่ากับตกเหว นอกจากนั้นยังมีศาลตั้งอยู่ด้วย ทุกครั้งที่ผ่านคุณแนนก็จะรู้สึกอึดอัดใจทุกครั้ง แต่ด้วยงานที่ยังค้างคาและกว่าจะสะสางเสร็จ เวลากลับก็ล่วงเลยมาถึงหนึ่งทุ่ม คุณแนนตั้งใจว่าจะไม่วอกแวกและจะตั้งสติในการขับรถเพียงอย่างเดียว พี่ที่นั่งมาด้วยก็รู้ดีว่าคุณแนนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง เขาก็พยายามหาเรื่องอื่นคุยกับคุณแนน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเครียด พอใกล้จะถึงทางโค้ง พี่เขาก็จับขาคุณแนน แล้วก็บอกว่า “พี่อยู่นี่นะ ไม่ต้องกลัว เราอยู่ด้วยกัน” คุณแนนก็พยายามมองแค่ทางตรง แต่ก็ต้องเสียสมาธิเพราะมีอะไรบางอย่างดึงความสนใจอยู่ที่หางตา! คุณแนนเผลอหันไปมองเข้าเต็ม ๆ ภาพที่เห็นคือศพหน้าเละที่ถูกผ้าห่อเต็มไปด้วยเลือดสีแดงยืนอยู่ตรงศาล! คุณแนนเห็นแบบนั้นก็ร้องกรี๊ดออกมาทันที สติแทบไม่อยู่กับตัว! พี่ที่นั่งมาด้วยก็พยายามช่วยตั้งสติ เพราะกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ คุณแนนพอเริ่มได้สติก็พยายามขับรถให้ผ่านตรงนั้นไปแม้จะยังร้องไห้และช็อคกับสิ่งที่เห็น เมื่อขับผ่านจุดนั้นก็จอดรถและรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด เมื่อทุกอย่างเริ่มโอเคขึ้น ก็ขับรถกลับที่พักอย่างปลอดภัย ปัจจุบันนี้คุณแนนได้ย้ายกลับมาทำงานที่จังหวัดสุพรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้คิดร้ายอะไร ขอแค่ถ้าอยากได้อะไรก็ให้มาบอกดี ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

พยาบาลสาวใจสู้เร่งปั๊มหัวใจคนไข้! ก่อนจะเหลือบไปเห็นคนไข้คนนั้น ยืนให้กำลังใจอยู่มุมห้อง! ตกใจสติเกือบหลุด หัวหน้าพยาบาลต้องเรียกสติให้ปั๊มหัวใจต่อ สุดท้ายก็ช่วยคนไข้ไว้ไม่ได้..

03 ส.ค. 2023

พยาบาลสาวใจสู้เร่งปั๊มหัวใจคนไข้! ก่อนจะเหลือบไปเห็นคนไข้คนนั้น ยืนให้กำลังใจอยู่มุมห้อง! ตกใจสติเกือบหลุด หัวหน้าพยาบาลต้องเรียกสติให้ปั๊มหัวใจต่อ สุดท้ายก็ช่วยคนไข้ไว้ไม่ได้..

เรื่องหลอนสุดสยองในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 กรกฎาคม 2566) ที่ผ่านมา เป็นเรื่องผีที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ถูกบอกเล่าโดยคุณพยาบาลเนฟ ที่ฟังแล้วต้องเสียวสันหลัง! เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณเนฟเรียนจบพยาบาลและได้เข้าทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ตอนนั้นคุณเนฟทำงานในห้องสวนหัวใจ ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ทำหัตถการใส่ขดลวดในเส้นเลือดหัวใจ กรณีมีภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โดยเป็นเวรช่วง 8 โมงเช้าจนถึง 4 โมงเย็น และมีบ้างบางครั้งที่ต้องนอนหอใกล้โรงพยาบาล เพื่ออยู่เวรรอเรียก หากมีเคสฉุกเฉินกลางดึก เพื่อให้นึกภาพตามได้สะดวก คุณเนฟจึงอธิบายลักษณะสถานที่ทำงานให้ดีเจทั้ง 2 ฟัง ห้องสวนหัวใจที่ทำงานนั้นมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเชิงลึก ตรงประตูทางเข้าด้านหน้าจะถูกล็อคเอาไว้ตลอดเวลา โดยจะเปิดได้จากทางด้านในอย่างเดียว พอเข้าไปก็จะเจอกับเคานเตอร์พยาบาลก่อน แล้วจึงเป็นกำแพงใหญ่กั้นอยู่ มีประตูใหญ่กันกัมมันตภาพรังสี เพราะต้องมีการทำหัตถการที่ต้องยิงรังสีเอ็กซ์เรย์ ภายในห้องจะมีเตียงทำหัตถการคนไข้กับเครื่องยิงรังสีเอ็กซ์เรย์ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ด้านซ้ายมีจอมอนิเตอร์ที่นักเทคนิคการแพทย์ใช้ดูและสื่อสารกับหมอ รอบห้องก็มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการช่วยชีวิตต่าง ๆ เช่น เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น ลักษณะการเปิดไฟในห้องนี้คล้ายกับการเปิดไฟในห้องผ่าตัด คือเน้นสว่างตรงกลางเตียง แล้วค่อยไล่ระดับไฟให้มืดลงไปจนถึงขอบห้อง ตรงมุมห้องก็ยังพอมองเห็นได้แต่จะมืดกว่าตรงกลางห้อง ในคืนหนึ่ง คุณเนฟอยู่เวรรอเรียก เวลาตีสองครึ่งโดยประมาณก็มีสายจากโรงพยาบาลโทรแจ้งว่ามีเคสฉุกเฉินคนไข้หัวใจหยุดเต้นมาตั้งแต่ที่บ้าน ตอนนี้ทำ CPR อยู่อย่างต่อเนื่องและกำลังเดินทางมาโรงพยาบาล เมื่อได้ยินดังนั้น คุณเนฟก็รีบมาที่โรงพยาบาล พอมาถึงก็วิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเตรียมอุปกรณ์ ยืนประจำตำแหน่งของตัวเองพร้อมกับทีมบุคคลากรทางการแพทย์คนอื่น ไม่นาน คนไข้ก็มาถึงห้องสวนหัวใจพร้อมมีเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจยังติดอยู่ที่ตัว พยาบาลห้องฉุกเฉินรีบส่งเวรให้กับทีมคุณเนฟ ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการ CPR จนชีพจรกลับมาแล้ว แต่ยังมีช่วงคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่อันตรายอยู่ คือหัวใจยังคงเต้นถี่มาก รวมถึงลักษณะของคลื่นยังบ่งชี้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดรุนแรง ทีมของคุณเนฟจึงย้ายคนไข้ขึ้นบนเตียงเพื่อเตรียมทำหัตถการ จังหวะนั้นทุกวินาทีคือชีวิตคน ทีมคุณเนฟไม่มีเวลาแม้กระทั่งเปลี่ยนชุดให้คนไข้ คุณเนฟเห็นว่าคนไข้เป็นคุณป้าอายุประมาณ 66 ปี ใส่เสื้อกล้ามคอกระเช้าและผ้าถุงลายดอก พอย้ายคนไข้ขึ้นเตียงเรียบร้อยแล้ว หมอและพยาบาลจึงเริ่มทำหัตถการ แต่หลังจากการทำไปได้เพียง 10 นาที หัวใจคนไข้ก็หยุดเต้นอีกครั้ง “วีที!” พยาบาลหัวหน้าเวรตะโกนบอกทีม หมายความว่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นแบบที่ต้องทำการปั๊มหัวใจ ณ ขณะนั้นคุณเนฟผู้ที่นอกจากจะทำหน้าที่ให้ยาคนไข้แล้ว เธอยังต้องทำหน้าที่ปั๊มหัวใจด้วย คุณเนฟวิ่งขึ้นบันไดอันเล็กด้านข้างเตียงคนไข้แล้วทำ CPR ตอนนั้นคุณเนฟจะสลับการปั๊มกับพี่เทคนิคการแพทย์อีกคนหนึ่ง เมื่อถึงตาคุณเนฟต้องขึ้นมาทำการปั๊มหัวใจอีกรอบนึง ขณะที่ปั๊มอยู่คุณเนฟก็สังเกตเห็นอาจารย์หมอในทีมเหลือกตามองไปทางซ้าย ผิดจากปกติที่อาจารย์เป็นคนที่มีสมาธิตลอดเวลา ด้วยความสงสัยเธอจึงหันหัวไปดูตาม! คุณป้าคนนั้นกำลังยืนอยู่ตรงมุมห้อง! มีทั้งเสื้อกล้ามคอกระเช้าและผ้าถุงไม่ผิดแน่ คุณป้ายืนมองมาที่ทีมคุณเนฟ และทันใดนั้นเพียงชั่วเสี้ยววินาที คุณเนฟก็รีบหันกลับมาที่ร่างของคนไข้แล้วเร่งมือทำการปั๊มหัวใจต่อ แต่ด้วยความตกใจกลัวกับสิ่งที่เห็น คุณเนฟจึงหันกลับไปกลับมาอย่างนี้อีก 3 รอบ จากนั้นก็เริ่มตัวชา แขนอ่อนแรง และขาสั่นไปหมด พยาบาลหัวหน้าเวรเมื่อเห็นว่าคุณเนฟเริ่มไม่ไหว จึงพยายามตะโกนดึงสติคุณเนฟ แล้วคุณเนฟก็กลับมาได้สติตามเดิม เธอลงมาจากเตียงเพื่อสลับกับพี่เทคนิคการแพทย์ แล้วรีบวิ่งไปเกาะแขนด้านหลังของพยาบาลหัวหน้าเวร ซึ่งในตอนนั้นเขาก็ตัวสั่นเหมือนกัน พยาบาลหัวหน้าเวรพยายามบอกกับคุณเนฟว่า “ตั้งสติ! ทำงานของเราให้ดีที่สุด” คุณป้ายังยืนยู่ตรงนั้นเหมือนเดิมต่อไป ขณะที่ทั้งทีมพยายามช่วยชีวิต แต่สุดท้ายทีมของคุณเนฟก็ไม่สามารถช่วยชีวิตคุณป้าเอาไว้ได้ หมอได้ทำการตรวจร่างกายและถอดอุปกรณ์ช่วยหายใจออก เมื่อประเมินว่าคนไข้ได้เสียชีวิตแน่นอนแล้ว คุณป้าก็ยังยืนอยู่ตรงมุมห้องเหมือนเดิม ตอนนั้นคุณเนฟนึกถึงคำที่คนชอบพูดกันขึ้นมาได้เลยว่า “วิญญาณออกจากร่าง” หลังจากเหตุการณ์นี้จบลง คุณเนฟก็ต้องเคลื่อนย้ายร่างของผู้ตายไปไว้อีกห้องเพื่อทำการอาบน้ำเช็ดตัวก่อนเตรียมนำร่างไปไว้ในห้องเก็บร่างกาย คุณเนฟเห็นคุณป้าตลอดเวลาในขณะที่ทำการย้ายร่างไปอีกห้องหนึ่ง คุณเนฟพยายามบอกกับคุณป้าว่า “อย่าตามมานะ หนูกลัว” (เพราะคนที่ต้องอาบน้ำเช็ดตัวให้ร่างไร้วิญญาณก็คือคุณเนฟกับพี่พยาบาลอีกคนหนึ่ง) แต่แล้วหลังจากนั้น คุณเนฟก็ไม่พบกับคุณป้าอีกเลยระหว่างทำการอาบน้ำแต่งตัว เมื่อเสร็จเรียบร้อยคุณเนฟก็ออกมาข้างนอก เห็นลูกชายของผู้ตายกำลังรอผลอยู่ เมื่อได้รับข่าวร้าย เขาก็ร้องไห้ออกมา ตอนนั้นคุณเนฟได้ยินพยาบาลหัวหน้าเวรบอกกับลูกชายคนไข้ว่า “เดี๋ยวพยาบาลขอเชิญเข้าไปในห้องสวนหัวใจหน่อย” โดยปกติแล้วญาติจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องนี้เลย เมื่อคุณเนฟเดินผ่านห้องสวนหัวใจอีกครั้ง จึงได้แต่เงี่ยหูฟังเพราะไม่กล้ามองเข้าไป คุณเนฟได้ยินพยาบาลหัวหน้าเวรบอกกับลูกชายว่า “ให้เชิญคุณแม่กลับบ้านด้วยนะคะ” ลูกชายของคนไข้ก็เริ่มสงสัยขึ้นมา แต่พยาบาลหัวหน้าเวรก็พยายามบอกเลี่ยงไปว่ามันเป็นธรรมเนียมของที่นี่ ลูกชายจึงตกลงทำตาม เป็นความโชคดีของคุณเนฟที่ในหอเธอนอนกับพี่พยาบาลอีกคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคุณเนฟคงดิ่งรถกลับบ้านตอนออกเวรคืนนั้นไปแล้ว และค่อยขอลาในวันต่อมา คืนนั้นคุณเนฟนอนหลับต่อได้ตามปกติ เมื่อต้องมาอยู่เวรในลักษณะเดิมอีก คุณเนฟก็ไม่เจอกับอะไรแล้ว หลังจากนั้นคุณเนฟก็ถามพี่เทคนิคการแพทย์ที่ทำงานคู่กันว่าเขาเห็นอะไรรึเปล่า เขาตอบว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน ทั้ง ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เมื่อฟังเรื่องราวจนจบ ก็ทั้งกลัวทั้งชื่นชมทีมและคุณเนฟที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ แม้จะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ชวนหลอนก็ตาม..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

30 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

ก่อนไปถึงจุดหมาย แต่ระหว่างทางอาจทำให้ไปไม่ถึง ขณะขับรถไปงานศพต่างจังหวัดกับเพื่อนในรถ 4-5 คน กลับมีสิ่งแปลก ๆ ทั้ง Google map ค้างไม่บอกพิกัด และเสาไฟทั้งสามที่คนขับเห็นเพียงคนเดียว เมื่อไปถึงคนในหมู่บ้านดันมีคำพูดเตือนอย่างหน้าประหลาดใจ จนสุดท้ายมารู้ความจริงว่า สิ่งที่เห็นไม่ใช่เสาไฟ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม’ (15 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พิกัดหลอนซ่อนทาง’ ‘อาจารย์ฟิล์ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวที่ตนนั้นเจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงโควิดระบาดใหม่ ๆ และเพิ่งเริ่มมีประกาศว่าจะมีการล็อกดาวน์ เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นก่อนล็อกดาวน์ ตอนนั้นพ่อของเพื่อนสนิทเสีย จึงต้องรวมตัวกับเพื่อนพากันไปงานศพที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ได้รวมตัวกับเพื่อนกัน 4 คน โดยมีอาจารย์ฟิล์ม อาสาเป็นคนขับรถให้ และช่วงนั้นเหมือนจะเริ่มงดเว้นการเดินทาง พวกรถขนส่งก็เริ่มไม่ค่อยมี ในวันที่ทราบเรื่องว่าต้องไปไหว้นั้นก็เป็นช่วงที่ใกล้จะเผาพอดี ทั้งหมดจึงได้รีบนัดไปกันในวันสวดวันสุดท้ายทั้งหมดจึงได้รีบพากันออกเดินทางทันทีก่อนที่ฟ้าจะมืด แต่กว่าจะไปถึงชลบุรีฟ้าก็ได้เริ่มมืดลง ทั้งหมดจึงได้พากันเข้าไปเช็กอินโรงแรมที่จองไว้ก่อนที่จะเร่งเดินทางต่อไปยังวัดให้ทันสวด ระหว่างทางในขณะที่ขับรถอยู่บนถนนใหญ่ รอบข้างก็ไม่ค่อยมีรถคันอื่นขับผ่านสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ จะมีเพียงรถขนส่งไม่กี่คันเท่านั้น ระหว่างที่ขับรถ ก็จะให้เพื่อนหนึ่งคนในกลุ่มชื่อ เอก ที่เป็น LGBTQ รับหน้าที่คอยดูแมพให้ และเมื่อขับรถไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ เอกก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ฟิล์มช่วยกูหน่อย เอฟมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ นั่งพึมพัมอะไรอยู่คนเดียว” อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันไปชวนคุยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมาจากเอฟ เลยคิดว่าช่างมัน และหันกลับมาโฟกัสกับการขับรถต่อ ในจังหวะนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มมืดขึ้น อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันมองซ้ายขวา หาจุดที่จะเป็นจุดสนใจ เพื่อจำเส้นทางที่ขับมาสำหรับขากลับ ว่าหากเจอจุดนี้ก็จะรู้ได้ว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ทันใดนั้นก็ได้หันออกไปเห็นเสาไฟสูงด้านขวามือ 3 ต้น เลยได้จำไว้ และหันกลับมาขับรถต่อไปยังจุดหมายขณะเดียวกันทางด้านของเอก ก็ยังคงนั่งก้มหน้าพึมพัมอยู่ จนขับไปเรื่อย ๆ เอกก็ได้บอกว่า จะมีทางเลี้ยวซ้ายที่จะผ่านหมู่บ้านนิดนึง และจะถึงวัดเลย ซึ่งก็เลยขับกันไปตามทาง แต่ขับไปยังไงก็ยังไม่ถึงวัดสักที จนเอกก็ได้บอกว่า GPS มันค้าง ทันใดนั้นเอฟก็ได้เงยหน้าขึ้นมา และบอกว่าให้ขับไปข้างหน้าอีกนิดนึง ปรากฏว่าเจอเข้ากับคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานสวนมา เอฟจึงได้เปิดกระจกแล้วถามทางกับคุณลุง จึงทำให้รู้ว่าได้ขับเลยวัดมาแล้ว ทั้งหมดจึงได้ถอยกลับไปตามทางที่ลุงบอก เลี้ยวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ได้ถึงวัดที่เป็นจุดหมายปลายทาง แต่กว่าจะมาถึงงานก็สวดเสร็จ ทั้งหมดจึงได้จะพากันเข้าไปไหว้เคารพศพ และขอโทษเพื่อนที่มาช้าจนไม่ทันสวด จังหวะนั้นพวกคุณลุงคุณป้าก็ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับ และถามไถ่ทำให้ทั้งหมดใจชื้นขึ้น จากที่รู้สึกผิด และกลัวว่าจะโดนดุ หลังจากที่ไหว้เคารพศพเสร็จ จึงจะไปกินข้าว แต่เอฟก็ได้พูดขึ้นมาว่าตนนั้นถือว่าจะไม่กินข้าวงานศพ ทุกคนเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้ตัดสินใจไม่กิน และจะไปหากินข้างนอกพร้อมกันทีเดียว จึงได้ขอตัวลากลับก่อน ทันใดนั้นได้มีคุณป้าคนนึงบอกว่า “พวกหนูอย่าเพิ่งกลับเลย นอนที่นี่กันมั้ย” ทั้งหมดจึงได้ปฏิเสธไปเพราะจองโรมแรมไว้แล้ว สักพักก็ได้มีคุณลุงสัปเหร่อเดินเข้ามาถามหาว่า “ใครเป็นคนขับรถ” อาจารย์ฟิล์มจึงได้ตอบไป แล้วคุณลุงสัปเหร่อคนนั้นก็ได้จูงมือไป และเอาพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ มาใส่ไว้ในมือของอาจารย์ฟิล์ม พร้อมบอกให้เอาสิ่งนี้ไว้ในรถ หลังจากนั้นทั้งหมดจึงได้พากันขับรถกลับในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวรถออกจากวัด ก็ได้เห็นว่าคุณลุงคุณป้ายืนเรียงกันมาส่งอยู่ที่หน้าวัด ทั้งหมดจึงได้สบายใจ และขับรถกลับทางถนนใหญ่เส้นเดิม แต่เหตุการณ์กลับมีเรื่องน่าตกใจตรงที่ว่าไม่ว่าจะขับมาไกลแค่ไหนมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นเสาไฟสูง 3 ต้นนั้นเลย เจอเพียงแค่ 2 ต้นเท่านั้นจึงได้หันไปถามเอกว่า เอกเห็น 3 ต้นรึป่าวซึ่งเอกก็บอกว่า เห็นแค่ 2 ต้น ถามแฟน แฟนก็ตอบว่าเห็นแค่ 2 ต้นเอฟจึงได้บอกขึ้นมาว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรต่อ ให้ขับไปก่อนจนกว่าจะถึงที่พัก เมื่อถึงที่พักจึงได้หันไปถามเอฟว่า เกิดอะไรขึ้น เอฟเป็นคนที่มีเซนส์ในเรื่องนี้จึงได้บอกว่า จริง ๆ แล้วนั้นเอฟรู้สึกไม่ดีตั้งแต่ที่ขับรถขาไปบนถนนเส้นนั้นแล้ว เอฟบอกว่ามีความรู้สึกเหมือนกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างหูตลอดเวลา พร้อมบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ฟิล์มเห็นนั้นคือ เปรต ไม่ใช่เสาไฟอย่างที่คิด และบอกว่าตนนั้นก็เห็น 3 ต้นเหมือนกัน แต่ต้นที่ 3 นั้นเป็นขาคนตัวสูง ซึ่งลุง และป้าที่วัดคงรู้ว่าพวกเราไปเจออะไรมาจึงได้ให้พระพุทธรูป และมายืนส่งกลับที่หน้าวัดนั่นเองวันถัดไป ทั้งหมดก็ได้พากันขับรถเดินทางไปที่วัดตามเดิม และไปเล่าให้กับคุณลุงคุณป้าฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ป้าแกจึงได้ตอบกลับมาว่า “ที่ไม่อยากให้กลับไป อยากให้นอนที่วัดก็เพราะรู้นี่แหละว่าเขาตามมาด้วย..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-