พี่เเจ็ค เล่าเรื่อง ‘โรง(หนัง)ที่ 3’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [29 เม.ย 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

พี่เเจ็ค เล่าเรื่อง ‘โรง(หนัง)ที่ 3’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [29 เม.ย 2568]

03 พ.ค. 2025

       สมัครงานพาร์ทไทม์ที่โรงหนัง แต่พนักงานด้วยกันชอบแกล้งเรื่องผีอยู่เป็นประจำ จนได้มามาทำงานตำแหน่งฉายหนัง ที่ต้องเอาพวงมาลัย น้ำ นม มาไว้ที่ห้องฉายทุกครั้งในวันพระ แต่วันที่เกิดเรื่องดันลืม…! จึงได้เจอดีเข้าให้!

       ไปติดตามเรื่องเล่าจาก ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ที่ได้นำเรื่อง ‘โรง(หนัง)ที่ 3’ เรื่องของ ‘คุณดิ๊ก’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(29 เมษายน 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’

 

       ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณดิ๊กอยากหางานพิเศษทำ ในตอนนั้นมีห้างหนึ่งกำลังถูกสร้าง ซึ่งเป็นห้างที่มีโรงหนังทั้งหมด 3 โรง หลังจากห้างสร้างเสร็จเรียบร้อย คุณดิ๊กจึงได้ไปยื่นใบสมัครไว้ เผื่อว่ามีงานที่พอจะทำได้ 

       หลังจากนั้น 2-3 วัน ก็มีสายจากโรงหนังโทรเข้ามา โดยสอบถามกับคุณดิ๊กว่าพร้อมจะมาทำงานที่โรงหนังหรือไม่ คุณดิ๊กก็ตกลงที่จะทำงานเป็นพาร์ทไทม์ของโรงหนังนี้ เมื่อไปถึงคุณดิ๊กก็ได้เจอกับผู้จัดการ ผู้จัดการจึงพาแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ภายในโรงหนัง และกำหนดตำแหน่งที่คุณดิ๊กจะได้ทำคือ ตำแหน่งฉีกตั๋ว 

       คุณดิ๊กทำงานมาได้ 1 อาทิตย์ ผู้จัดการก็โทรมา ให้คุณดิ๊กลองมาอยู่กะกลางคืน โดยผู้จัดการจะเพิ่มชั่วโมงในการทำงานให้คุณดิ๊ก

       กะดึกคืนนั้น มีพนักงานทั้งหมด 7 คน (รวมคุณดิ๊กแล้ว) ในกลุ่มพนักงงานนั้นจะมี 3 คนรวมกลุ่มกันเป็นแก๊งชอบแกล้ง-ชอบอำคนอื่น ในกลุ่มนั้นมี ‘คุณแมน’ และ ‘คุณหนุ่ม’ ทำหน้าที่ฉายหนัง และ ‘คุณเอก’ เป็นพนักงานฉีกตั๋วเหมือนคุณดิ๊ก

       เมื่อแมน หนุ่ม และเอกเห็นว่ามีเด็กใหม่มา ก็เริ่มแผนการแกล้งทันที..

       โดยเริ่มจากคุณเอกได้พาทัวร์ในโรงหนังรอบกลางคืน และบอกว่า

       “โรง 3 มึงต้องระวังนะ โรง 3 เจอกันเยอะ ผีดุ”

       นอกจากนี้ คุณเอกก็เล่าเรื่องผีให้ฟัง แต่คุณดิ๊กไม่ได้เป็นคนกลัวผีมากจึงไม่รู้สึกอะไร แต่คุณเอกก็ยังบอกต่ออีกว่า 

       “เดี๋ยวกูขอเช็คโรง 1 โรง 2 ละกันนะ โรงสามกูกลัวผี กูไม่กลัาไป”

       คุณดิ๊กจึงตอบตกลงและไปดูเอง

       พอมาถึงโรง 3 ก็เปิดประตูเข้าไป และเดินมาจนถึงที่นั่ง ก็ได้มีเสียงว.มาจากห้องฉายด้านบน โดยคุณหนุ่มกับคุณแมนก็ว.มาบอกว่า

       “ดิ๊ก ลองเช็คแขกดูหน่อย มีทั้งหมดกี่คน” คุณดิ๊กเดินไปเช็คตามที่บอก และตอบทั้งสองคนไปว่า

       “แถว I มีทั้งหมด 7 คน”

       “เฮ้ย นับดูดี ๆ 7 คนแน่หรอ”

       คุณดิ๊กก็เริ่มนับใหม่ และตอบย้ำไปว่า “7 คนพี่ แถว I”

       เสียงจากว.แย้งขึ้นมาทันทีว่า “เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว มันมีแถวหลังอีก 2-3 คนไม่เห็นหรอ”

       คุณดิ๊กมองตามที่ทั้งสองคนบอก และเงยหน้ามองไปบนห้องฉาย ก็เห็นทั้งสองคนนั่งหัวเราะกันอยู่ คุยดิ๊กก็คิดในใจว่า ‘พวกที่ชอบอำผม วันไหนขอให้โดนเอง’

       หลังจากนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างก็ปกติ คุณดิ๊กก็ยังทำงานเหมือนเดิม จนกระทั่งคุณแมนมาบอกกับทุกคนว่าลาออกแล้ว โดยไม่บอกเหตุผลว่าออกเพราะอะไร แต่ก่อนที่จะออกก็ยังไปบอกกับคุณดิ๊กอีกว่า 

       “ถ้าต้องขึ้นไปทำงานห้องฉายอะ ระวังโรง 3 ไว้นะ”

       คุณแมนบอกไว้เท่านี้และออกไป หลังจากนั้นคุณดิ๊กก็ยังโดนคุณเอกและคุณหนุ่มแกล้งอำเรื่องผีมาโดยตลอด

 

       วันหนึ่งผู้จัดการโทรมาหาคุณดิ๊กให้มาช่วยงานที่ห้องฉาย เพราะตอนนี้เหลือแค่คุณหนุ่มคนเดียว จึงให้คุณดิ๊กไปเรียนรู้งานกับคุณหนุ่ม เมื่อไปถึงห้องฉาย คุณหนุ่มก็พาดูภายในห้องฉายว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งมีห้องฉาย 3 ห้อง หนึ่งห้องต่อหนึ่งโรงอยู่เรียงกัน และคุณหนุ่มก็ได้บอกกฎกติกากับคุณดิ๊กว่า

       “สิ่งหนึ่งที่เราต้องรู้เลย หนึ่งคือทุกวันพระจะต้องเอาพวงมาลัย เอาน้ำ เอานม มาไว้ที่เครื่องฉายทุกครั้ง ห้ามลืมเด็ดขาด สองคือห้ามพาบุคคลภายนอกเข้ามาภายในห้องฉายเด็ดขาด และสามคือห้ามเตรียมไฟล์หนังผิดเด็ดขาด”

       คุณดิ๊กก็รับทราบ และถามคุณหนุ่มว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องรู้อีกไหม คุณหนุ่มจึงบอกไปว่า

       “ถ้าวันไหนที่มึงมาทำงาน แล้วเปิดเข้ามาที่ห้องฉายหนัง ถ้าเห็นเส้นผมอยู่ตรงพื้น อยู่ตรงเครื่องฉาย ไม่ต้องตกใจ มองให้เป็นเรื่องปกติ”

       คุณดิ๊กก็คิดในใจว่าคุณหนุ่มแกล้งกันอีกแล้ว คุณดิ๊กก็ถามกลับไปว่า “พี่ปั่นผมปะเนี่ย”

       คุณหนุ่มจึงตอบกลับมาทันทีว่า “มึงเชื่อกู ไม่เชื่อมึงลองไปดูตามห้องก่อนก็ได้”

       คุณดิ๊กจึงเดินถือว.ไปตามห้องฉายต่าง ๆ

       คุณดิ๊กเดินไปห้องแรก ก็เจอกับเส้นผม แต่ก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะอาจเป็นเส้นผมของแม่บ้าน ซึ่งห้องฉายที่ 2 ก็มีเหมือนกัน และเมื่อเปิดไปห้องที่ 3 ก็มีเส้นผมเช่นเดียวกัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เส้นผมเส้นเล็ก ๆ แต่เป็นกระจุกเส้นผมที่กองอยู่ตามพื้น

 

       และในวันหนึ่ง คุณดิ๊กก็ฉายหนังตามปกติที่โรง 2 แต่ผ่านไป 30 นาทีก็ไม่มีคนดู คุณดิ๊กจึงปิดเครื่องฉาย ปิดไฟและกำลังจะเดินออกมาจากห้องฉาย แต่อยู่ ๆ ก็มีว.มาว่า

       “เฮ้ย ดิ๊ก ปิดเครื่องฉายหรอโรงสอง มีคนดูอยู่”

       คุณดิ๊กก็บอกไปว่า “ผมเช็คแล้วนะ โรงสองไม่มีลูกค้า” 

       “ไม่มีบ้าอะไร ลูกค้าเดินออกมาบอกว่าเขานั่งดูอยู่”

       คุณดิ๊กก็คิดว่าโดนผีหลอกแล้วหรือเปล่า จึงเดินไปดูที่นั่ง ก็เห็นว่ามีลูกค้านั่งอยู่แถว A ซึ่งเป็นจุดบอดที่มองเห็นได้ยาก 

       และวันต่อมา ขณะที่คุณดิ๊กกำลังฉายหนังโรง 3 อยู่ ซึ่งวันนั้นมีคนมาดูหนังน้อยมาก คุณดิ๊กจึงคอยสังเกตว่าจะมีคนเข้ามาหรือไม่ พอใกล้ 30 นาที คุณดิ๊กก็เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาแถวกลาง แต่ก็ไม่ได้นั่ง จนเดินลงไปนั่งแถวหน้าสุด คุณดิ๊กจึงสงสัยว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงไปนั่งตรงนั้น จากนั้นก็ว.ไปหาคุณเอกให้เช็คว่ามีลูกค้ามาในรอบนี้หรือไม่ แล้วทำไมถึงนั่งแถวหน้าสุด ทั้งที่โรงก็ว่างอยู่

       จากนนั้นคุณเอกก็เช็ครอบหนัง ณ เวลานั้นให้คุณดิ๊ก และพบว่า หนังในรอบนั้นไม่มีคนซื้อตั๋วไว้เลย คุณดิ๊กจึงตอบกลับไปว่า “จะไม่มีคนจองได้ยังไง ก็เห็นคนนั่งอยู่ ลองเข้าไปดูให้หน่อย”

       คุณเอกจึงตอบตกลงจะเข้าไปเช็คให้ และถ้าถึงแล้วจะบอกว่าอยู่ตรงไหน คุณดิ๊กจึงรออยู่บนห้องฉาย จากนั้นไม่นานมีแสงเลเซอร์สว่างเข้ามาในห้อง คุณดิ๊กจึงโผล่ไปที่ช่องกระจก ที่สามารถมองเห็นข้างล่างได้ คุณดิ๊กจึงว.ไปบอกคุณเอกว่า “เขานั่งอยู่นี่ไง แถวหน้าสุด ตรงกลาง”

       คุณเอกจึงชะเง้อมองและเดินไปตามทางที่คุณดิ๊กบอก 

       “ตรงไหน” คุณเอกถาม

       “ตรงนี้ ๆ เก้าอี้ตัวนั้นแหละ เขานั่งอยู่ข้างหน้ามึงเลย”

       “นั่งอยู่ข้างหน้าบ้าอะไร ไม่เห็นใครสักคน”

       คุณดิ๊กคิดในใจว่า ‘อีกแล้ว โดนแกล้งอีกแล้ว’ คุณดิ๊กจึงพยายามส่องเลเซอร์ลงไปว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่ เมื่อคุณเอกไม่เชื่อ คุณดิ๊กจึงเปิดไฟให้ดู ผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นและวิ่งออกไปทางประตูหนีไฟ จากนั้นคุณเอกก็ตกใจแล้ววิ่งออกมา คุณดิ๊กจึงวิ่งลงมาจากห้องฉายและตามคุณเอกไป ในตอนนั้นคุณเอกก็ได้บอกกับคุณดิ๊กว่า “เห็นเหมือนกูใช่ไหม ผู้หญิงเมื่อกี้ ที่อยู่ๆ ลุกขึ้นมา แล้ววิ่งออกไป”

       คุณดิ๊กจึงตอบทันทีว่าใช่ เพราะมีลูกค้านั่งอยู่

       คุณเอกจึงบอกกับคุณดิ๊กว่า “ตอนที่ลูกค้านั่งอยู่มันไม่เท่าไหร่ แต่พอไฟเปิด อยู่ ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้”

       คุณดิ๊กก็ตอบกลับไปว่า “ก็เรื่องปกติ วิ่งออกไปดูสิ เผื่อเป็นคนสติไม่ดีหรือใครแอบเข้ามา”

       คุณเอกจึงบอกว่า “มึงดูดี ๆ ประตูหนีไฟ มันไม่ได้เปิดนะ มันเป็นประตูที่ล็อกไว้อยู่ ถ้าผู้หญิงคนนั้นจะวิ่งหนีไปจริง ๆ ก็คงวิ่งไปอีกฝั่งที่ประตูมันเปิดอยู่”

       คุณดิ๊กจึงเดินไปดูตรงประตูหนีไฟที่ผู้หญิงคนนั้นวิ่งออกไป และพบว่ามันล็อกอยู่จริง ๆ

 

       วันรุ่งขึ้นคุณดิ๊กจึงได้เล่าเรื่องที่เจอให้คุณหนุ่มฟัง คุณหนุ่มก็สงสัย เมื่อค่อย ๆ เรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมด จนคุณหนุ่มถามขึ้นมาว่า “เมื่อวานลืมอะไรปะ”

       คุณดิ๊กจึงตอบกลับทันทีว่า “ผมไม่ได้ลืมอะไรนะ ผมก็ทำงานปกติ” 

       “เมื่อวานวันพระ มึงลืมอะไรเปล่า” คุณหนุ่มถามต่อ

       คุณดิ๊กก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าตัวเองลืมซื้อดอกไม้ ซื้อพวงมาลัย ซื้อน้ำ ซื้อนมมาไว้ และคิดว่าครั้งนี้ที่ได้เห็นเพราะเขามาเตือนที่ไม่ได้ทำตามที่บอก และคุณหนุ่มยังเล่าให้ฟังต่อว่า มีอยู่พนักงานคนหนึ่งที่เคยฉายหนังปกติแบบนี้ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่มีคนมาดูหนังจนเต็มโรง ระหว่างที่พนักงานคนนั้นฉายหนังอยู่ก็ได้มองลงมาข้างล่าง พนักงานคนนี้เห็นลูกค้าคนหนึ่งที่ไม่ได้มองไปที่จอหนังที่กำลังฉาย แต่หันหน้าขึ้นมามองพนักงานคนนั้นแล้วก็ยิ้มให้ เมื่อจอหนังลูบดับไปและสว่างขึ้นมาอีกครั้ง ที่ตรงนั้นกลับไม่มีคนนั่งอยู่..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณติงลี่ the ghost 'พี่สาวชั้นบน' l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

02 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณติงลี่ the ghost 'พี่สาวชั้นบน' l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

เดินทางไปหาแฟนสาวที่บ้านกลางดึก กลับพบว่าบ้านปิดไฟมืดสนิท แต่เขาได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ พูดคุยกันดังมาจากชั้นบน ก่อนที่ความจริงจะเปิดเผย เมื่อปลายสายจากแฟนสาวบอกว่า “ตอนนี้ทุกคนอยู่ต่างจังหวัด เพราะพี่สาวเพิ่งเสีย!” แล้วเสียงหัวเราะที่อยู่ชั้นบนคือเสียงของใคร!?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจเชาเชา’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สาวชั้นบน’ ‘คุณติงลี่’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นเขามีแฟนชื่อ ‘พลอย’ ซึ่งเขา และแฟนต่างมีอาชีพเป็นนักร้องกลางคืน แต่อยู่กันคนละวง ถ้าหากครั้งไหนที่พลอยจะลางาน พลอยก็จะให้เขาร้องแทน ซึ่งแม้จะลาพัก แต่พลอยก็จะไปนั่งดูเขาทำงานอยู่เสมอ หลังเลิกงานทั้งคู่มักจะไปนั่งดื่ม และพักผ่อนที่บ้านของพลอยจนถึงเช้า ด้วยความที่บ้านอยู่ไกลทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ช่วงเวลาหลังเลิกงานจึงเป็นช่วงที่ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณติงลี่มีเหตุให้ต้องตื่นตอนกลางวันเพื่อมาทำเพลง จู่ ๆ มือกีตาร์วงของพลอยก็โทรมาวานให้เขาไปร้องเพลงแทนพลอยคืนนี้ คุณติงลี่ก็รับปาก แต่ว่าคืนนั้นกลับแปลกไปตรงที่พลอยไม่ได้มานั่งดูเขาเหมือนทุกที พอเล่นดนตรีเสร็จ คุณติงลี่จึงถามมือกีตาร์ว่าพลอยไปไหน มือกีตาร์ตอบกลับมาว่า “เห็นพลอยบอกว่าที่บ้านมีเรื่องด่วนกะทันหัน พี่ไม่รู้เหรอ?” ด้วยความที่พลอยไม่ได้บอกอะไรไว้เลย เขาจึงตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ไปหาเธอที่บ้าน กว่าจะถึงบ้านพลอยเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบตี 3 กว่าแล้ว บ้านทั้งหลังปิดไฟเงียบสนิท คุณติงลี่เดินอ้อมไปเข้าทางหลังบ้านตามปกติ เพราะประตูหน้าเป็นเหล็กดัดที่อาจเกิดเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านได้ เมื่อเดินไปถึงก็พบว่าประตูหลังเปิดแง้มอยู่ เขาจึงมั่นใจว่าต้องมีคนอยู่ข้างในแน่ ๆ แต่พอเดินเข้าไปก็ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงปิดไฟมืดทั้งบ้าน เขาเลยกำลังจะโทรหาพลอย แต่ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ และเสียงพูดคุยมาจากบนบ้านจึงเข้าใจว่าเป็นเสียงพลอย คุณติงลี่เลยตะโกนถามขึ้นไปว่า “พลอยเหรอ” แต่เสียงก็เงียบไปแล้วแทนที่ด้วยเสียงปิดประตูเสียงดัง เขาจึงมั่นใจว่าในบ้านนี้มีคนอยู่ เลยเปิดไฟเปิดทีวีดูรอพลอยลงมาหากัน แต่ผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ แล้วก็ยังไม่มีใครลงมา ทั้ง ๆ ที่ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากด้านบนมาตลอด คุณติงลี่จึงโทรหาพลอยในทันที แต่กว่าพลอยจะรับก็นานมาก พอพลอยรับสายคุณติงลี่ก็รีบพูดก่อนเลยว่า “ลงมาหาหน่อยสิ นั่งรออยู่ข้างล่างมานานแล้ว ทำไมไม่ลงมาหาสักที” พลอยได้ยินก็ตกใจมากและบอกว่า “ห้ะ เข้าไปในบ้านได้ยังไง” คุณติงลี่จึงบอกว่า “ประตูหลังไม่ได้ล็อกเลยเข้ามา แถมได้ยินเสียงคนอยู่บนบ้านด้วย” พอจบประโยคนี้พลอยรีบพูดต่อทันทีเลยว่า“ไม่มีทางที่จะมีใครอยู่ที่บ้าน ตอนนี้ทุกคนอยู่พิจิตรกันหมดเพราะพี่สาวเพิ่งเสีย รีบออกจากบ้านให้ไวที่สุดเลย”พอจบประโยคนี้คุณติงลี่ตกใจมากเลยรีบเดินไปปิดทีวี และในจังหวะที่กำลังจะปิดไฟก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังแอ๊ด คุณติงลี่กลัวมากกว่าเดิมจึงจะโทรหาพลอยให้อยู่เป็นเพื่อนจนกว่าจะได้ออกจากบ้าน พอโทรหาพลอยเสียงในสายก็ดันเป็น“ขึ้นมาหาหน่อยสิ”หลังจากจบประโยคสายก็ตัดไป และความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่นั่นไม่ใช่เสียงของพลอย คุณติงลี่ยังไม่ทันจะได้ประมวลผลหรือคิดอะไร พลอยก็โทรกลับมาอีกครั้ง คุณติงลี่รับสายในทันที พลอยเลยรีบถามว่า “เป็นไงบ้าง ออกจากบ้านหรือยัง ทำไมเสียงถึงเป็นอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้น” คุณติงลี่จึงบอกพลอยว่า “มีคนอยู่ข้างบน !” พลอยตอบกลับในทันทีว่า “ออกจากบ้านให้เร็วที่สุดเลยนะ สิ่งที่ได้ยินมันไม่ใช่คนแน่นอน” และพลอยก็กำชับว่าอย่าวางสายนะ หลังจากนั้นคุณติงลี่ก็ปิดไฟ และกำลังเดินไปที่ประตูทางออก ระหว่างทางก็เดินผ่านบันไดขึ้นชั้นบน และมีเสียงจากทางนั้นมาอีก คุณติงลี่จึงหันไปทางต้นเสียงก็เห็นว่ามีเท้าคู่หนึ่งกำลังก้าวลงมาจากบันได และที่ข้อเท้ามีกำไลด้วย ในตอนนั้นคุณติงลี่ทรุดตัวนั่งลงไปที่พื้นเลย เขากลัวมาก ๆ และก้าวไม่ออกอีกต่อไป ไม่นานหลังจากนั้นเท้าก็เริ่มลอยขึ้น และหันมาทางเขาแล้วในขณะที่กำลังลอยก็เริ่มเห็นว่าคน ๆ นั้นนุ่งโจงกระเบน ห่มสไบสีดำ จนเกือบจะได้เห็นหน้าแล้วก็มีอะไรสักอย่างกระแทกคุณติงลี่แรงมากจนกระเด็นออกจากประตูบ้านไปเลยซึ่งในจุดที่คุณติงลี่ ทรุดตัวลงไปนั่งมันห่างจากประตูประมาณ 5 เมตรเท่านั้น แรงกระแทกมันแรงมาก พอรู้สึกตัวก็รีบลุก และรีบเดินไปที่มอเตอร์ไซค์ ในตอนที่กำลังสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนว่า “ลี่ ออกมาหรือยัง !” และนั่นเป็นเสียงของพลอยที่มาจากโทรศัพท์ที่ตกอยู่หลังบ้าน คุณติงลี่จึงรวบรวมความกล้าเฮือกสุดท้ายวิ่งกลับไปหยิบโทรศัพท์ และปิดประตูบ้านให้เสร็จสรรพ ก่อนที่จะกลับบ้านไป คืนวันถัดไปหลังจากที่นอนหลับไปได้ตื่นนึง คุณติงลี่ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พลอยฟัง ก่อนที่พลอยจะเล่าว่าพี่แพร พี่สาวที่เพิ่งเสีย ไปทำธุระที่พิจิตรแต่เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ที่บ้านเลยต้องรีบไปที่นั่น คนที่เจอที่บ้านน่าจะเป็นแม่ตะเคียน เพราะที่บ้านบูชาแม่ตะเคียนให้ช่วยดูแลคนในบ้าน และแรงที่มากระแทกคุณติงลี่มาจากพลอยนึกถึงพี่แพร และบอกให้ช่วยเอาติงลี่ออกมาจากบ้านให้หน่อย นั่นทำให้คุณติงลี่โดนแรงกระแทกและได้ออกจากบ้านมา และสาเหตุที่พลอยไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้เลย เพราะถ้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็จะเจอแม่ตะเคียน แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องนี้มา คุณติงลี่ก็ไม่กล้าไปบ้านของพลอยอีกเลย (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ลูกสาวไปเล่นที่สนามใกล้โรงเรียนกับเพื่อน แต่เจอร่างปริศนา เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าหัวแยกออกจากร่าง! ด้วยความหวังดี แม่จึงบอกไปว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นก็เจอเรื่องแปลก ๆ ขณะจอดรถ เพราะเซนเซอร์รถร้องดัง ทั้ง ๆ ที่รอบรถไม่มีอะไรเลย!

10 มี.ค. 2024

ลูกสาวไปเล่นที่สนามใกล้โรงเรียนกับเพื่อน แต่เจอร่างปริศนา เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าหัวแยกออกจากร่าง! ด้วยความหวังดี แม่จึงบอกไปว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นก็เจอเรื่องแปลก ๆ ขณะจอดรถ เพราะเซนเซอร์รถร้องดัง ทั้ง ๆ ที่รอบรถไม่มีอะไรเลย!

ลูกสาวพบศพปริศนาอยู่ใกล้โรงเรียน แม่หวังดีจึงบอกกับศพว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นสองสามวัน เซนเซอร์รถก็ดังทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรอยู่ใกล้รถ! เรื่องนี้ ‘คุณหนิง’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เซนเซอร์เจอผี’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณหนิงเล่าว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทยและเกิดเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นเป็นช่วงพายุเข้า อากาศหนาวอุณหภูมิติดลบประมาณ -17 ถึง -22 องศาเซลเซียส ปกติแล้วหากเป็นฤดูหนาวที่เมืองนี้จะมีหิมะตก แต่วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง โรงเรียนของ ‘หนูนิด’ (นามสมมติ) ลูกสาวของคุณหนิงจึงพาเด็ก ๆ ไปเล่นที่สนามกีฬาใกล้โรงเรียน หนูนิดเล่นอยู่บริเวณนั้นกับเด็กผู้หญิงอีก 2 คน ดูเหมือนว่าเด็กสาวทั้งสามจะชอบเล่นซ่อนแอบตามพุ่มไม้เป็นพิเศษ เวลาบ่ายสองเป็นช่วงที่โรงเรียนใกล้เลิก หนูนิดโทรมาหาคุณหนิงแล้วพูดว่า “แม่ หนูคิดว่าหนูเจอ Dead Body!” คุณหนิงจึงรีบใส่เสื้อกันหนาวแล้วกระโดดขึ้นรถ ระหว่างนั้นก็คุยกันว่า “ลูกอยู่ไหน?” คุณหนิงดู GPS ตำแหน่งของลูกไปด้วย เพราะหนูนิดอธิบายไม่ถูกและตื่นเต้น คุณหนิงถามว่า “มีผู้ใหญ่ไหม?” หนูนิดก็ตอบว่า “มี แต่โทรหาครูไม่ติด” ระหว่างนั้นเด็กอีก 2 คนก็วิ่งไปตามครู คุณหนิงจึงถามลูกว่า “ตายจริงหรือเปล่า” หนูนิดที่อยู่กับร่างปริศนาเพียงลำพังก็ตอบมาว่า “ไม่รู้ หนูไม่รู้” จากที่เห็นตำแหน่งของลูกใน GPS ตรงนั้นเป็นหน้าผาที่สามารถเล่นสกีได้ คุณหนิงจึงสันนิษฐานกับตัวเองไปว่าร่างนั้นอาจจะตกลงมาหรือเกิดอุบัติเหตุก็เป็นได้ หนูนิดยังบอกว่า “มันอยู่ใกล้ทางเดิน แต่มันอยู่ในพุ่มไม้” คุณหนิงจึงบอกว่า “ไปดูซิ ว่าเขาตายไหม?” หนูนิดจึงเข้าไปดูคนเดียว บริเวณนั้นเป็นที่โล่ง ข้างหน้าฝั่งตรงข้ามเป็นสนามบอลซึ่งมีรั้ว 2 อัน คุณหนิงจึงคิดว่า ‘ใครจะมาตายตรงนั้นมันใกล้ทางคนเดินมากเกินไป’ หนูนิดไปยืนตรงร่างนั้นแล้วถามว่า “ตายหรือยัง ถ้ายังไม่ตาย ยกมือขึ้น!” ร่างนั้นไม่ตอบสนอง หนูนิดรีบบอกคุณหนิงว่า “แม่ หนูว่าเขาตายนะ เขาไม่ตอบหนู” คุณหนิงจึงบอกให้ลูกออกมาให้ห่างจากศพ ทันทีที่คุณหนิงไปถึงที่เกิดเหตุก็รีบวิ่งเข้าไปกอดลูกสาว ในตอนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งมายืนรอเป็นเพื่อนหนูนิดอยู่ก่อนแล้ว---- เมื่อครูมาถึงที่เกิดเหตุก็โทรแจ้งตำรวจ เพื่อนของหนูนิดอีก 2 คนก็อยู่ตรงนั้นเช่นกัน แต่เด็กทั้ง 3 คนไม่มีท่าทีตกใจ โดยเฉพาะเพื่อนของหนูนิด ระหว่างที่รอตำรวจ คุณหนิงก็บอกว่า “กลับบ้านได้แล้ว กลับดี ๆ ล่ะ” คุณหนิงคิดว่าคนตายอาจจะยังไม่รู้ตัว ด้วยความหวังดีจึงบอกออกไปแบบนั้น เมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจหญิงคนหนึ่งก็พาคุณหนิงไปนั่งที่ไกล ๆ และเริ่มสอบสวน เด็ก ๆ บอกว่า ตรงนั้นมีศพ เห็นเชือก และคิดว่าอาจจะปีนขึ้นไปแล้วตกลงมาหรือผูกคอตาย ตอนที่คุณหนิงที่ไปยืนเฝ้าศพกับเด็ก ๆ คุณหนิงก็ถามผู้ใหญ่ที่มายืนเป็นเพื่อนน้องหนูนิดว่า “เธอว่าเขาตัดสินใจเองหรืออุบัติเหตุ?” เขาก็ตอบว่า “ตัดสินใจเอง” คุณหนิงก็เอะใจว่าคนนี้รู้ได้อย่างไร หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็ให้ปากคำ คุณหนิงเองก็นั่งอยู่ด้วย ได้ใจความว่า “ตัวอยู่ตรงนั้น จมหิมะ มีบุหรี่ ผ้าพันคอ หมวก ร่างและหัวตั้งอยู่อีกทาง” คุณหนิงจึงมีข้อสงสัยและข้อสังเกตผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ถ้าผูกคอตายแล้วหล่นลงมา ทำไมหัวถึงหลุด? เรื่องอากาศที่ติดลบ -17 องศาเซลเซียส อาจจะมีคนที่เดินผ่านแต่ไม่ได้กลิ่น? และร่างนั้นนอนคว่ำมีหิมะบังอยู่ เมื่อมีรถหิมะผ่านมาทำไมถึงไม่เจอ? แล้วหัวนั้นไปตั้งอยู่ตรงนั้นอย่างเป็นระเบียบได้อย่างไร? เด็ก ๆ อธิบายเพิ่มเติมว่าร่างนั้นมีหนวดเครา หลับตาสนิท เมื่อให้ปากคำเสร็จ จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน---- สองสามวันถัดมา คุณหนิงได้เจอกับน้องที่เปิดร้านอาหารที่มีการทำบุญอยู่เป็นประจำ คุณหนิงจึงพูดว่า “พี่ฝากทำบุญให้คนนี้หน่อย” เพราะคุณหนิงฝันเห็นจึงฝากทำบุญไปให้ สองวันถัดมาเป็นวันอังคาร เวลาประมาณบ่าย 2 โมงกว่า คุณหนิงกำลังขับรถเข้าที่จอด ก็เห็นอะไรแว๊บ ๆ จึงถอยรถ จากนั้นก็ขับเข้าไปทำให้เสียงแจ้งเตือนของรถก็ดังขึ้น ซึ่งรถของคุณหนิงจะใช้กล้องเทสลาที่มีเรดาร์รอบรถ เมื่อขับเข้าไปแต่ไม่มีอะไร แปลกที่เรดาร์กลับทำงาน เมื่อดูภาพจากกล้องคุณหนิงเห็นเป็นเงาคนที่ไม่มีหัว! คุณหนิงจึงถอยเข้า-ถอยออก เซนเซอร์รถก็จับได้อีก 2 รอบ วันถัดมาคุณหนิงก็ลองอีกครั้งแต่ก็ไม่เจออะไรที่เป็นต้นเหตุให้เซนเซอร์ทำงาน วันที่ 3 ก็ลองอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่มีเหมือนเดิม เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างที่คุณหนิงนอนหลับอยู่ ก็มีผู้ชายมาเข้าฝันซึ่งเป็นคนน่ารักมาก มาบอกว่า 054 และทะเบียนรถของคุณหนิง 644 คนรู้จักของคุณหนิงถูกหวยกัน แต่คุณหนิงไม่ถูกเพราะไม่ได้เล่น ก่อนที่คุณหนิงจะมาที่ประเทศไทย คุณหนิงบินมาเมื่อวันที่ 19 คืนวันที่ 18 ก็เคลียร์รถ ในท้ายรถว่างจึงนำกระเป๋ามาเก็บ หนูนิดรู้สึกหนาวจึงอยู่ในบ้าน คุณหนิงบอกกับหนูนิดว่า “เอากระเป๋ามาไว้หน้าบ้านนะ เดี๋ยวแม่จะยกขึ้นรถเอง” คุณหนิงก็ยกของไปวาง คุณหนิงเห็นหนูนิดมาช่วย ณ ตอนนั้นคุณหนิงอยู่ท้ายรถ ก็เห็นเป็นเงาอ้อมไปข้างหลัง จึงคิดว่าไม่พ่อก็ลูกมาเปิดท้ายรถ คุณหนิงหันไปปรากฏว่า ไม่มีใครและหนูนิดอยู่หน้าประตูบ้าน คุณหนิงก็คิดว่ามาอีกแล้ว… คุณหนิงบอกหนูนิดว่า “ขึ้นรถกับแม่ เดี๋ยวเข้าที่จอด” แต่วันนั้นจอดที่ประจำซึ่งสามารถชาร์จรถได้ หนูนิดบอกว่า “หนูหนาว” คุณหนิงก็บอกว่า “หนูหนาวไม่เป็นไร หนูนั่งในรถ พอแม่ชาร์จรถเสร็จ แล้วแม่เดินมาท้ายรถลูกค่อยออก” จากนั้นคุณหนิงก็เดินมาท้ายรถ และสงสัยว่าทำไมหนูนิดไม่ออกมาตามที่ตกลงกันไว้ หนูนิดนั่งอยู่พักหนึ่งก็เปิดประตูออกมาแล้วพูดว่า “แม่ ใครอยู่ข้างหลัง” คุณหนิงก็ถามว่า “เงาแม่หรือเปล่า?” สิ่งที่หนูนิดเห็นคือมันออกมาจากอีกเสา แล้วมาจบที่อีกเสา แล้วก็หายไป เป็นผู้ชายสูง ๆ ที่มีผ้าพันคอ แต่ไม่เห็นช่วงหัว! ซึ่งตอนนี้คุณหนิงบินมาไทยก็บอกว่า เขาก็คงเคว้งคว้าง ไม่รู้จะไปหาใคร…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'หอพักห้อง 102' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

26 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'หอพักห้อง 102' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณออโต้‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’หอห้องพัก 102‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณออโต้เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟนคลับเขาของ ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน เธอคนนี้ชื่อว่า ‘แอน’ ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงวิกฤตที่ตกต่ำมาก ทั้งโดนสามีเลิกเเละตกงาน แอนนั้นเป็นเด็กใต้ไม่เคยมากรุงเทพ จึงได้นั่งรถไฟมากรุงเทพโดยไม่มีจุดหมายเพื่อที่จะมาหางานทำ เมื่อถึงสถานีหัวลำโพงก็ได้เเต่นั่งเหม่อลอย ไม่รู้จะไปที่ไหนเพราะตนไม่มีเพื่อนและญาติมิตรที่อยู่ในกรุงเทพเลย นั่งได้ซักพักก็มีลุงเเท็กซี่คนหนึ่งใจดีมาก ได้เข้ามาถามเเอนว่า “มาทำอะไร?” แอนจึงตอบกลับลุงไปว่า ”จะมาหางาน หาที่พัก“ ลุงเเท็กซี่จึงพาตนไปหาหอเเล้วจะพาไปสมัครงานด้วย ระหว่างที่ขับรถไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอบ้านพัก 2 ชั้น แอนก็เข้าไปดูเเล้วก็ได้ห้อง 102 มาเพราะมันว่างพอดี ห้องน้ำบ้านพักนี้เป็นห้องน้ำรวม สิ่งที่แปลกของบ้านนี้คือชั้น 2 เต็มหมด เเต่ชั้น 1 ไม่มีคนอยู่เลยสักคน เรียกได้ว่าว่างทั้งชั้น เมื่อเเอนได้ห้องพักเเล้ว ลุงเเท็กซี่ก็ได้นัดว่า “พรุ่งนี้เช้า จะพาไปสมัครงาน วันนี้นอนที่นี่ก่อน” เมื่อแอนเข้าไปในห้อง ก็พบว่าในห้องไม่มีอะไรเลย ที่นอนก็ไม่มี แอนจึงใช้นอนกับกระเป๋าเเล้วเอาผ้าห่มที่ติดตัวมาด้วยคลุม ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า เเอนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างตกลงมาดัง ‘เพี๊ยยยยยะ! เพี๊ยะะ!’ เเต่ด้วยความเพลียแอนจึงไม่ได้สนใจ ตื่นเช้ามาก็ไปสมัครงานกับลุงเเท็กซี่ เเล้วก็ได้งานเเถวนั้นมา ในคืนที่ 2 เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าเหมือนเดิม เเอนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ปรากฎว่าตนนอนอยู่ข้างนอก! แอนรู้สึกงงว่าตัวเองออกมาได้อย่างไร และก็มีพี่ที่อยู่ข้างบนมาสะกิดว่า “น้องมานอนอะไรหน้าห้องน้ำ” ตอนนั้นแอนก็รู้สึกแปลกใจและกำลังงง เมื่อกลับห้องก็ดันเปิดห้องไม่ได้ จึงไปขอความช่วยเหลือกับลุงยาม ลุงยามได้ถามว่า ”พักอยู่ห้องไหน?“ แอนจึงตอบกลับไปว่า ”อยู่ห้อง 102“ เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลุงยามก็ยื่นกุญแจเเล้วบอกว่า “ไปเปิดเองเลย เเล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเอากุญเเจมาคืน” ซึ่งโดยปกติแล้ว หากเกิดกรณีแบบนี้ ต้องให้ลุงยามเอากุญแจสำรองมาเปิดให้ แต่เขาให้แอนมาเปิดเอง เมื่อเปิดประตูห้องได้แล้ว แอนก็เข้าไปพักในห้องตามปกติ แล้วก็หลับไปพร้อมกับคำถามในหัวมากมาย ในคืนที่ 3 ก็ออกมานอนข้างนอกเหมือนเดิม เเต่ในคืนนี้แอนใช้วิธีเดิม คือเดินไปหาลุงยามเเล้วก็เอากุญเเจ เเล้วก็ได้ถามลุงยามว่า “ลุงยามในหอนี้มันมีอะไรรึเปล่า?” ลุงยามก็ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ในคืนที่ 4 ในคืนนั้นเเอนอยากทราบว่าตัวเองออกไปข้างนอกได้อย่างไร จึงดื่มกาแฟเพื่อที่จะได้ไม่หลับ เมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าเวลาเดิม แอนสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกเหมือนมีคนมาลากขา! เมื่อได้สติจึงจับประตูเอาไว้ เเล้วลุกขึ้นมา สิ่งที่ตนเจอคือเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว ใส่ซิ่นกำลังยืนมองตนอยู่ เเล้วลากเก้าอี้ไปตรงจุดที่แอนนอน เเล้วก็ผูกคอตรงพัดลม! ตอนนั้นเเอนรู้สึกตก สักพักหนึ่งก็มีเสียง “อื้ออ เอื๊อออะ…” เหมือนเสียงคนขาดอากาศหายใจ เเล้วก็เห็นภาพร่างของผู้หญิงคนนั้นร่วงตกลงมาดัง “เพี๊ยยยยยะ! เพี๊ยะะ!” เละต่อหน้าต่อตา เหตุการณ์นั้นทำให้แอนหมดสติไป ด้วยความจน ทำให้เเอนจะออกก็ออกไม่ได้ ถามใครก็ไม่มีใครบอกว่าห้องนี้มีอะไร เเละมาทราบว่าสาเหตุที่ตนออกมานอนข้างนอกได้นั้นก็เป็นเพราะว่า เหมือนไปนอนทับที่เขา แอนจึงใช้วิธีขออยู่กะกลางคืนเเล้วนอนกลางวันแทน เพื่อที่จะเลี่ยงจะเจอผู้หญิงคนนั้น ผ่านไป 1 เดือนก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น เเล้วได้เล่าให้เพื่อนฟังว่าพักอยู่ห้องนี้ เพื่อนก็ตอบกลับมาว่า “มึงอยู่ได้ยังไง อยู่ได้เป็นเดือนอ่ะ” เเละได้ทราบความจริงว่า ห้องนี้มีผู้หญิงคนหนึ่ง เธอการทะเลาะกับแฟน โดนแฟนทิ้งเเล้วเสียใจมากจึงตัดสินใจผูกคอตายโดยที่ท้องอยู่ เมื่อแอนรู้เช่นนั้นก็ตัดสินใจว่าสิ้นเดือนนี้จะออก เมื่อทำความสะอาดเตรียมออก แอนก็พบกับสิ่งที่ตนไม่เคยสังเกตนั่นก็คือซิ่นที่วางไว้ตรงหลังตู้ ซึ่งแอนก็จำได้ว่าซิ่นผืนนั้นคือซิ่นที่ผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ผูกคอ จนสุดท้ายแอนก็ได้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นได้สำเร็จ อยู่มาวันหนึ่ง แอนได้ทราบว่ามีผู้ชายคนหนึ่งย้ายเข้ามาอยู่ห้อง 102 เเละต่อมาก็ได้ทราบว่าในห้องนี้มีผู้ชายผูกคอตาย ซึ่งมันก็คือคนที่ย้ายเข้ามาใหม่ แอนจึงไปสอบถามคนในระเเวกนั้นว่าทำไมเขาถึงผูกคอตาย เเล้วได้คำตอบว่าผู้ชายที่ผูกคอตายนั้น เป็นสามีของผู้หญิงคนนั้นที่ผูกคอตาย จึงทำให้ในทุกคืนหอพักนี้มีเสียงทะเลาะกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงประมาณว่า “มึงทำให้กูตาย!“ เหตุการณ์นี้ ทำให้หอพักแห่งนี้ไม่มีคนกล้าเข้ามาพัก ทางหอพักจึงทำการรีโนเวทใหม่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

อยู่ในช่วงดวงตก ปัญหาหลายอย่างรุมเร้า จับพลัดจับพลูได้มาอยู่อะพาร์ตเมนต์ กะจะหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ดันทำให้สัมผัสที่ 6 เปิดขึ้นแบบเต็มคาราเบล เพราะห้องที่อยู่นั้นเต็มไปด้วยผีมาตามก่อกวน!

19 พ.ค. 2023

อยู่ในช่วงดวงตก ปัญหาหลายอย่างรุมเร้า จับพลัดจับพลูได้มาอยู่อะพาร์ตเมนต์ กะจะหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ดันทำให้สัมผัสที่ 6 เปิดขึ้นแบบเต็มคาราเบล เพราะห้องที่อยู่นั้นเต็มไปด้วยผีมาตามก่อกวน!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (9 พฤษภาคม 2566) ได้มีสายจาก ‘คุณอ้อ’ โทรมาเล่าเรื่องของตัวเองที่ดวงตกจนเจอดี ให้กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ ฟัง เรื่องราวจะหลอนสักแค่ไหน ไปติดตามกันได้เลย! คุณอ้อเล่าว่า เรื่องในครั้งนี้เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนนั้นอายุประมาณ 37 ปี และมีแพลนจะแต่งงาน แต่คงเป็นช่วงที่ดวงตัวเองตก เพราะมีเหตุการณ์แย่ ๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งเลิกกับแฟน สูญเสียบ้านและรถ ไปพร้อมกัน เหลือก็แต่ชีวิตของตัวคุณอ้อเอง และการดวงตกในครั้งนี้ ทำให้เกิดผลกระทบกับตัวคุณอ้ออีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือคุณอ้อมีสัมผัสที่ 6 ทำให้เห็นผีได้ เมื่อออกมาจากบ้านแฟน ก็มาอยู่อะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สิ่งที่เจอในสัปดาห์แรกคือผีผู้หญิงวัยกลางคนมาหลอกด้วยสภาพหน้าเละครึ่งร่าง ทำให้คุณอ้อนอนไม่ได้ ต้องเปิดไฟและทีวีทิ้งไว้ทั้งคืน คุณอ้อทนไม่ไหวจึงบอกกับผีตนนั้นไปว่า “คุณคะ หนูหนีร้อนมาพึ่งเย็นนะ หนูขอมาอยู่ร่วมกับคุณนะคะ แล้วพรุ่งนี้หนูไปทำบุญให้” พอตื่นเช้ามาสิ่งที่เกิดขึ้นคืออาการปวดไหล่ที่ทรมานมาก ๆ คุณอ้อจึงคิดว่าเดี๋ยวพอทำบุญเสร็จจะไปนอนนวดตัว และเมื่อถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลเรียบร้อย ปรากฏว่าอาการปวดเมื่อยไหล่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง คุณอ้อถึงกับตะลึงในใจอยู่สักพักเพราะเคยเห็นแต่ในทีวีหรือฟังเรื่องเล่าจากคนอื่นไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเองแบบนี้ หลังจากเจอเคสแรกแบบสยองขวัญไป คุณอ้อก็บอกกับผีในห้องนั้นว่า “ฉันขอไม่เห็นนะ เพราะฉันไม่ไหวจริง ๆ ถ้าคุณมาเละ มาแบบน่ากลัว ฉันจะแช่งให้คุณถึงที่สุดเอาให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” จนกระทั่งผ่านไป 3 – 4 วัน คุณอ้อก็เจอผีอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นผีผู้หญิงวัยกลางคนที่มาในสภาพสวยดูดี ใส่เสื้อคอบัวสีชมพู ตามที่คุณอ้อได้บอกไว้ว่าขอเจอในสภาพดี แต่คุณอ้อก็คิดในใจว่าเขาจะเอาอะไรอีกนะ เพราะทำบุญให้ไปแล้ว หลังจากนั้นก็ตัดสินใจไปทำบุญให้อีกครั้ง ต่อมาก็ได้เจอผีอีกตนหนึ่ง แถมมาแบบพีคและหลอนที่สุดอีกด้วย! เพราะทุกครั้งที่นอนหงาย คุณอ้อมักจะโดนผีตนนี้อำทำให้หายใจไม่ออก คุณอ้อจึงกลัวการนอนหงายมาก และเปลี่ยนมานอนตะแคงแทน ในครั้งนี้คุณอ้อก็ยังคงเจอเช่นเคยแถมยังเป็นคืนวันโกน ทำให้เห็นชัดเลยทั้งร่าง! ผีตนนั้นเดินมาที่ปลายเตียงก่อนจะเดินเข้ามาข้าง ๆ และจับไหล่ จับคอคุณอ้อแล้วบอกว่า “นอนหงายสิ นอนหงายสิ!” ตอนนั้นคุณอ้ออยากย้ายออกจากอะพาร์ตเมนต์นี้มาก แต่ได้ซื้อบ้านไว้แล้ว และต้องรอให้ครบเก้าเดือนก่อนถึงจะย้ายเข้าไปอยู่ได้ ทำให้ตอนนั้นที่พึ่งเดียวที่มีคือหมอดู และหมอดูก็ทักมาขึ้นมาว่า “ห้องอื่นมีเยอะแยะไม่อยู่เนาะ มาอยู่ชั้นห้า เปิดลิฟต์ออกมาเลี้ยวซ้ายมืดทั้งชั้น แถมเข้าห้องไปมีแต่ผีเต็มไปหมด” คุณอ้อคิดในใจ “แม่นมาก รู้ได้ยังไง” และหมอดูก็แนะนำวิธีแก้ปัญหาโดยให้จุดธูปบอกเขา ว่าเราหนีร้อนมาเพิ่งเย็นขออยู่แบบประนีประนอม ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ และต้องใส่ประคำของพระอาจารย์นอนตลอดด้วย ไม่งั้นมันนอนไม่ได้ ต่อมาคนที่ทำให้คุณอ้อมั่นใจมาก ว่าสิ่งที่เจอมันมีจริง ก็คือเพื่อนของคุณอ้อที่มาเที่ยวห้อง คุณอ้อบอกว่า “ห้องเรามีแบบนี้นะ ถ้าเธอจะนอนให้ใส่ประคำนอน” แต่ตอนนั้นเพื่อนของคุณอ้อพาแฟนมานอนด้วยในตอนที่คุณอ้อไม่อยู่ห้อง ด้วยความที่เพื่อนคนนั้นเป็นคนดวงแข็งจึงไม่เจออะไร แต่แฟนของเพื่อนฝันว่ามีคนมาเคาะห้องเสียงดัง ปังปังปัง! พอไปส่องดูที่ตาแมว ก็เห็นว่าเป็นผู้ชายผมประบ่า เปลือยท่อนบน ใส่กางเกงขาก๊วย ซึ่งเป็นลักษณะแบบเดียวกันที่คุณอ้อเองก็เคยเจอ หลังจากนั้นแฟนของเพื่อนก็เจอผีตนนั้นอีก แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มาในฝัน เขามาแบบเสียงไล่ดังอยู่ข้างหูว่า “ชิ่ว ออกไป ออกไป!!“ สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้จึงพากันกลับ เมื่อผ่านไปจนครบเก้าเดือน ก็ถึงเวลาที่คุณอ้อต้องย้ายออกจากที่แห่งนี้ แต่ก่อนจะย้ายก็เกิดความสงสัยว่า ในห้องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงมีผีเยอะขนาดนี้ จึงไปถามคุณป้าที่อยู่ร้านขายของข้างล่างตึกว่า “คุณป้าหนูถามหน่อย ที่นี่มันมีอะไรแปลก ๆ มั้ย” ป้าก็ตอบมาว่า “อ้อมี บางวันนะ เห็นคนเดินเข้ามาเป็นผู้หญิงวัยกลางคน บางวันก็เป็นผู้หญิงแบบสาวสวยหน่อยใส่เสื้อชมพูคอบัว บางวันก็เป็นผู้ชายผมประบ่าใส่กางเกงขาก๊วย ซึ่งป้าก็ยืนยันว่าไม่ใช่คนที่พักอะพาร์ตเมนต์ นี้แน่นอน ซึ่งเดิมทีอะพาร์ตเมนต์นี้เคยมีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ที่คนมักจะเอาศาลเก่ามาทิ้ง แล้วเอาผ้าหลากสีมาผูกไว้ แต่เจ้าของที่ตรงนี้เป็นคนนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้ตอนสร้างอะพาร์ตเมนต์ต้องตัดต้นโพธิ์ออก และไม่ได้ตั้งศาลพระภูมิใหม่ไว้ เหมือนกับว่าไปรื้อบ้านเขาออก แล้วเขาไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนเลยพากันไปอยู่ในห้องของอะพาร์ตเมนต์นี้แทน” หลังเล่าจบก็เลยย้อนถามคุณอ้อก็มาว่า “ทำไมหรอหนู หนูเจอหรอ” คุณอ้อพยักหน้าบอกว่า “ใช่ เจอครบตามที่ป้าบอกเลย” นอกจากนี้ คุณอ้อเคยมีเคสที่หนักกว่าตอนที่อยู่ในอะพาร์ตเมนต์นี้ คือการโดนผีเข้า ด้วยความที่คุณอ้อได้ไปเจอคนนู้นคนนี้มา และในบ้านของคนนั้นมีคนตายไป แต่วิญญาณสื่อสารกับใครไม่ได้ พอได้มาเจอคุณอ้อที่อยู่ในช่วงดวงตก จึงเข้าสิงร่างแทน ซึ่งคุณอ้อเล่าว่ารู้สึกตัวว่ามีคนมาอยู่ด้วยกัน แต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ภาพที่คนอื่นเห็นตอนนั้นคือ คุณอ้อร้องไห้พลั่งพรูเล่าหลายสิ่งหลายอย่างที่วิญญาณตนนั้นต้องการออกมา และเมื่อจบเหตุการณ์นั้น ทำให้คุณอ้อรู้สึกไม่ดี และเราคิดว่ามันไม่ควรจะมาเกาะติดกับตัวขนาดนี้ ที่สำคัญเลยคือทำให้สุขภาพคุณอ้อแย่ลงไปด้วย ป่วยง่ายขึ้น หรือแม้แต่ป่วยไม่รู้สาเหตุ และหลังจากเหตุการณ์เหล่านั้น คุณอ้อก็กลายเป็นคนที่มีสัมผัสที่ 6 แรงขึ้น ต้องปรับตัวให้อยู่กับสิ่งเหล่านั้นให้ได้ พร้อมกับหันมาพึ่งในเรื่องของการสวดมนต์นั่งสมาธิ เพราะไม่อยากเจอเหมือนเคสที่ผ่าน ๆ มา พร้อมกับบอกข้อคิดแก่คนที่ได้ฟังเรื่องราวของตนว่า “สัมผัสที่ 6 นี้เราไม่สามารถปฏิเสธมันได้ แต่เราเลือกที่จะอยู่ร่วมกับมันได้ และสามารถเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ โดยที่ต้องไม่กระทบเรา” (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-