เรื่องเล่าจากคุณต๊ะของอาถรรพ์ 'พี่ม่านเเก้ว' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณต๊ะของอาถรรพ์ 'พี่ม่านเเก้ว' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

17 ก.พ. 2025

          ‘คุณต๊ะ ของอาถรรพ์’ เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ขนหัวลุกที่เกิดขึ้นหลังจากได้หุ่นกระบอกเก่า ๆ ที่เขาคิดว่าจะเป็นเพียงของสะสม กลับพาเขาไปพบกับความลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้ ทั้งเสียงแปลก ๆ และสัมผัสที่เย็นราวกับมือคนจริง ๆ แล้วหุ่นกระบอกนี้จะมีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่? ฟังเรื่องราวทั้งหมดได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กุมภาพันธ์ 2568) กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วคุณอาจจะไม่มองหุ่นกระบอกแบบเดิมอีกเลย!

          ‘คุณต๊ะ ของอาถรรพ์’ เล่าว่าโดยพื้นเพของตัวเองนั้นเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ได้ย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งสถานที่นี้ ในอดีต มีคณะหุ่นกระบอกอยู่หลายคณะที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียง โดยส่วนตัวคุณต๊ะเป็นคนที่ชอบของเก่าหรือของโบราณเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงมีความคิดว่าอยากได้หุ่นกระบอกมาเก็บไว้สักหนึ่งชิ้น เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้รุ่นลูก-รุ่นหลานไว้ดูว่าหุ่นกระบอกมีลักษณะเป็นอย่างไร

          คุณต๊ะจึงเริ่มค้นหาข้อมูลและตามหาผู้ที่ยังเก็บรักษาหุ่นกระบอกไว้ จนกระทั่งได้พบกับเพจหนึ่งซึ่งมีคุณลุงท่านหนึ่งเป็นเจ้าของ คุณต๊ะจึงส่งข้อความไปติดต่อ แต่ไม่ว่าจะพยายามติดต่อไปกี่ครั้ง ก็ไม่ได้รับการตอบกลับจากคุณลุงคนนั้น สุดท้าย คุณต๊ะตัดสินใจโทรศัพท์ไปหา หลังจากที่คุยกันคุณลุงก็บอกว่า

          ‘ยังมีหุ่นอยู่นะ ตามที่ลงไว้ เพราะเขาเป็นคนที่เก็บอย่างเดียว ไม่ได้มีความคิดที่จะขาย’

          ด้วยความที่คุณต๊ะ ถูกชะตากับหุ่นกระบอกที่คุณลุงมีอยู่ จึงบอกคุณลุงไปว่า

          “คุณลุงครับ ขอร้องได้ไหมคือผมอยากจะเอากลับมาไว้ที่อัมพวาจริง ๆ เพราะมีความรู้สึกว่าถูกชะตาและอยากเก็บไว้เพื่ออนุรักษ์สักหนึ่งตัว”

          หลังจากที่พูดคุยกันอยู่สักพัก คุณลุงก็เริ่มใจอ่อนยอมให้ แต่มีข้อแม้ว่า

          “จะต้องมารับด้วยตัวเองนะ จะไม่ส่งไปรษณีย์เด็ดขาด ต้องมาด้วยตัวเองเท่านั้น”

          ตัวเหตุบังเอิญ บ้านของคุณลุงกับที่ทำงานของคุณต๊ะ อยู่ใกล้ ๆ กัน ซึ่งบ้านของคุณลุงนั้นอยู่ในสวนทางฝั่งนนทบุรี หลังจากที่คุณต๊ะไปถึงบ้านของคุณลุง ซึ่งโครงสร้างบ้านของคุณลุงเป็นกึ่งปูนกึ่งไม้ ห้องแรกที่คุณต๊ะก้าวเข้าไป เป็นห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ ลักษณะการตกแต่งเป็นแบบสมัยรัชกาลที่ 5 พอคุณต๊ะมองเข้าไปจนสุดกำแพง จะเห็นเป็นตู้บานหนึ่งที่วางอยู่ พร้อมกับหุ่นที่คุณลุงได้โพสต์ไว้ในเพจตั้งอยู่สามตัว แวบแรกที่คุณต๊ะเห็น ‘หุ่นตัวกลางยิ้มให้’ ตั้งแต่คุณต๊ะเดินเข้ามา และคุณลุงก็ได้พูดขึ้นมาว่า

          “หนุ่มนั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวจะไปเอาน้ำมาให้”

          หลังจากนั้นคุณต๊ะก็นั่งรอคุณลุงอยู่ โดยหันด้านข้างให้กับหุ่นกระบอกทั้งสามตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ระหว่างนั้น เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นขณะรอคุณลุงกลับมา สักพักหนึ่ง คุณต๊ะรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนจ้องอยู่ จึงหันหน้าไปมอง สิ่งที่คุณต๊ะเห็นก็คือ

          ‘หุ่นตัวกลางหันหัว มามองหน้าตัวเองพอดี’

          ในตอนแรกที่คุณต๊ะเดินเข้ามาในบ้าน ใบหน้าของหุ่นหันตรงออกมาทางหน้าประตูบ้าน แต่ในตอนนี้หุ่นตัวนั้นกำลังจ้องหน้าคุณต๊ะที่นั่งทางด้านข้างของหุ่นอยู่! พอคุณลุงเดินกลับมาพร้อมน้ำที่เตรียมมาให้ และพูดว่า

          “เลือกเอาเลยสามตัวนี้ ชอบตัวไหน เอาตัวนั้น”

          ซึ่งตัวคุณต๊ะเองก็ได้เล็งเอาไว้แล้วว่าจะเอาตัวที่ยิ้มให้กับตัวเอง หลังจากที่เดินไปดู คุณลุงก็พูดขึ้นมาว่า

          “ลองยกลองจับดูก็ได้ อันไหนที่ชอบก็เอาไปนะ”

          คุณต๊ะก็ได้ลองยก ลองจับดู ปรากฏว่าหุ่นตัวแรกที่อยู่ริมสุด คุณต๊ะสามารถยกขึ้นมาดูได้แบบสบาย ๆ ส่วนหุ่นอีกฝั่งก็ยกได้ง่ายเช่นกัน แต่พอคุณต๊ะยกหุ่นตัวที่อยู่ตรงกลาง คุณต๊ะรู้สึกเหมือน พยายามยกคนจริง ๆ คือน้ำหนักของหุ่นมันหน่วงมือจนไม่สามารถที่จะยกขึ้นได้ คุณต๊ะเกิดความสงสัยว่าทำไมถึงยกไม่ขึ้น จึงก้มตัวลงไปดูเผื่อมีอะไรติดอยู่หรือเปล่า แต่ก็ไม่พบอะไร คุณต๊ะจึงอธิษฐานในใจว่า
          ‘ถ้าอยากจะไปอยู่กับเราที่อัมพวา เราขออนุญาตยกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง’

          จากนั้นคุณต๊ะก็ลองยกหุ่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้น้ำหนักของหุ่นเบาเหมือนกับทั้งสองตัวก่อนหน้านี้ นั่นคือครั้งแรกที่คุณต๊ะรู้สึกว่าหุ่นตัวนี้ไม่ใช่หุ่นธรรมดา..

          คุณต๊ะจึงบอกกับคุณลุงไปว่า “งั้นเดี๋ยวผมเอาตัวนี้แล้วกันครับคุณลุง”

          คุณลุงตอบกลับทันทีว่า “ลุงคิดอยู่แล้ว ว่าเขาน่าจะอยากไปอยู่กับคุณ”

          เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณต๊ะก็เกิดความลังเลขึ้นมาทันที ‘จะเอาดีไหม?’ เขาคิดในใจว่าหุ่นกระบอกตัวนี้ต้องมีอะไรบางอย่างแปลก ๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว เขาจึงตัดสินใจนำหุ่นกระบอกตัวนั้นกลับไปด้วย

          หลังจากตัดสินใจนำหุ่นกระบอกตัวนั้นกลับไปด้วยแล้ว คุณลุงก็เดินมาส่งคุณต๊ะที่หน้าบ้าน ก่อนจะยื่นหุ่นให้เขา ทันทีที่มือของหุ่นสัมผัสตัวคุณต๊ะ เขาก็รู้สึกถึงความเย็นราวกับเป็นมือของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สัมผัสของหุ่นไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนไม้ธรรมดา หากแต่นุ่มคล้ายมือของมนุษย์จริง ๆ

          หลังจากคุณต๊ะนำหุ่นกระบอกขึ้นรถโดยวางหุ่นไว้ที่เบาะด้านหลัง เขาก็ขับรถมุ่งหน้ากลับอัมพวา โดยใช้เส้นทางถนนพระราม 2 ระหว่างทาง คุณต๊ะแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มแห่งหนึ่ง พนักงานก็สอบถามตามปกติ ซึ่งคุณต๊ะก็ตอบกลับไป พนักงานพยักหน้าและยิ้มให้เขา แต่สิ่งที่ทำให้คุณต๊ะรู้สึกแปลกคือ พนักงานคนนั้นหันไปมองที่เบาะหลังของรถ ก่อนจะยิ้มอีกครั้ง ราวกับกำลังยิ้มให้กับบางสิ่งที่อยู่ตรงนั้น ทั้งที่ความจริงแล้ว บริเวณนั้นมีเพียงหุ่นกระบอกเท่านั้น

          หลังจากเติมน้ำมันเสร็จ คุณต๊ะจ่ายเงินตามปกติ ขณะที่พนักงานรับเงินก็กล่าวขอบคุณตามมารยาท ทว่ามีบางอย่างที่ทำให้คุณต๊ะรู้สึกแปลก พนักงานไม่ได้ขอบคุณแค่เขาเพียงคนเดียว แต่กลับชะโงกหน้าไปทางเบาะหลัง ราวกับกำลังกล่าวขอบคุณใครอีกคนที่อยู่ตรงนั้น

          คุณต๊ะไม่ได้คิดอะไรและขับรถต่อไปตามปกติ เมื่อถึงถนนแม่กลอง เขาต้องขับเข้ามายังสวนที่บ้าน ซึ่งต้องผ่านวงเวียนและสะพานสูง ก่อนที่จะเข้าสวนจริง ๆ ถนนจะเป็นทางสองเลนสวนกันและค่อนข้างมืด ระหว่างทางจู่ ๆ รถที่ตามหลังและรถที่สวนทางมาก็เริ่มกระพริบไฟและบีบแตรใส่เขาตลอดทาง โดยที่คุณต๊ะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของรถตัวเองเอง รู้สึกแค่เพียงว่าเวลาที่เหยียบคันเร่ง รถกลับไม่ค่อยไปเหมือนมันหนักกว่าหนึ่งคนนั่ง

          ระหว่างทางที่ขับรถกลับบ้าน คุณต๊ะต้องผ่านฝูงหมาที่มักจะวิ่งไล่รถของเขาเป็นประจำ แต่ในวันนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ปกติ ฝูงหมาไม่เพียงแค่วิ่งไล่รถเขาเท่านั้น แต่ยังเห่าไล่ตามหลังมาด้วย การเห่านั้นเหมือนกับว่ามันเห็นอะไรบางอย่าง

          เมื่อถึงบ้าน คุณต๊ะรู้สึกลังเลที่จะนำหุ่นกระบอกขึ้นไปบนบ้าน เพราะกลัวว่าคนในบ้านอาจจะตกใจหรือกลัว เนื่องจากหุ่นกระบอกมีลักษณะเป็นนางรำ ซึ่งอาจทำให้ดูน่ากลัว จึงตัดสินใจว่าจะรอจนถึงตอนเช้ามืด แล้วค่อยใส่หุ่นลงในกล่องก่อนที่จะนำขึ้นไปบนบ้านจากนั้น เขาก็เข้าไปในบ้านและเข้านอนตามปกติ

          เช้าวันรุ่งขึ้น คุณต๊ะรีบนำกล่องลงมาเพื่อใส่หุ่นกระบอก แต่ยังไม่ทันได้เปิดรถ จู่ ๆ คุณป้าข้างบ้านที่กำลังรอใส่บาตรก็พูดถามขึ้นมาว่า

          “ที่โรงเรียนลูก มีงานโรงเรียนเหรอ เห็นซ้อมรำตั้งแต่เช้ามืดแล้ว”

          ณ ตอนนั้น คุณต๊ะไม่กล้าปฏิเสธ ทำได้เพียงพยักหน้าและยิ้มตอบรับกลับไป จากนั้นจึงรีบนำกล่องมาเตรียมเก็บหุ่นกระบอก ขณะที่เปิดรถ กลับได้กลิ่นน้ำอบและน้ำหอมฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วทั้งรถ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานยังไม่มีกลิ่นอะไรเลย คุณต๊ะพยายามบอกตัวเองว่าอาจเป็นกลิ่นของดอกไม้ที่คุณลุงใช้ไหว้ ซึ่งอาจติดมากับหุ่นกระบอก แต่ทันทีที่ยกหุ่นออกจากรถ กลิ่นเหล่านั้นกลับจางหายไป หลังจากนั้นคุณต๊ะก็นำหุ่นกระบอกไปวางที่ห้อง ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่แฟนของคุณต๊ะนั่งทำงานอยู่ด้านนอก แต่จู่ ๆ เขาก็เรียกขึ้นมา

          “ออกมานี่สิ มานี่ ๆ”

          ตุณต๊ะตกใจและคิดในใจว่าหรือว่าเขารู้ว่าเราเอาของแปลก ๆ เข้าบ้านแต่พอมาถึงแฟนคุณต๊ะก็พูดต่อว่า

          “เมื่อกี้นี้ประตูห้องเก็บของมันเปิดออก แล้วมีชายผ้าไทย แวบเข้าไปในห้อง เข้าไปดูหน่อย”

          คุณต๊ะเปิดห้องเก็บของแล้วก้าวเข้าไปดู ปรากฏว่าหุ่นกระบอกยังคงอยู่ในกล่องตามเดิม ไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ เขาจึงคิดว่าคงไม่มีอะไร แต่ก่อนจะปิดห้อง เขาก็ยังพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

          “ถ้ามีอะไรหรืออยากจะบอกอะไร ให้มาบอกกับเราโดยตรง เพราะไม่อย่างนั้นถ้าทำให้คนในบ้านกลัว จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

          หลังจากนั้นหนึ่งวัน คุณต๊ะฝันแปลกไปจากปกติ ในความฝัน เขาเห็นนางรำคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะชี้มาทางเขาแล้วพูดว่า “ข้าชื่อม่านแก้ว” จากนั้น นางรำก็จูงมือเขาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านทรงไทย ข้างหน้ามีคณะละครกำลังแสดงอยู่ เสียงดนตรีไทยบรรเลงคลอไปกับการแสดง นางรำพาเขาไปนั่งชมละคร ทว่าผ่านไปไม่นาน เขากลับรู้สึกเหมือนตกจากม้านั่ง และสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที

          ด้วยความสงสัยว่าชื่อ ‘ม่านแก้ว’ ที่ได้ยินในฝัน อาจเป็นชื่อของคณะละครหรือไม่ คุณต๊ะจึงลองค้นหาข้อมูล ปรากฏว่าเขาพบเพลงหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ลาวม่านแก้ว’ ด้วยความอยากรู้ เขาจึงลองเปิดฟัง และทันทีที่เสียงดนตรีดังขึ้น คุณต๊ะก็ต้องตกตะลึง เพราะทำนองของเพลงนั้นกลับเหมือนกับเสียงดนตรีที่เขาได้ยินในฝันทุกอย่าง

          เมื่อรู้แล้วว่านางรำในฝันชื่อม่านแก้ว คุณต๊ะก็ยังคงสงสัยว่าเธอมีความเป็นมาอย่างไร เขาจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาคุณลุง เพื่อขอให้ช่วยเล่าประวัติของหุ่นกระบอกตัวนี้ให้ฟัง คุณลุงกลับตอบมาว่า

          ‘หุ่นกระบอกนี้มีคุณป้าท่านหนึ่งเอามาขาย ซึ่งก็คือหุ่นกระบอกทั้งสามตัวที่อยู่บ้านของคุณลุง ตัวคุณป้าท่านนี้เป็นคนในคณะละครหุ่นกระบอกเก่าทางอัมพวา’

          คุณต๊ะจึงถามต่อว่า “มันมีอะไรหรือเปล่าครับ ในหุ่นกระบอก”

          คุณลุงก็ตอบกลับมาว่า “เสื้อผ้าของหุ่น ทำจากเสื้อผ้าของนางรำที่เสียชีวิตแล้ว”

          ในอดีต การสร้างหุ่นกระบอกมีความเชื่อว่า หากหุ่นมีชีวิตหรือมีจิตวิญญาณอยู่ภายใน จะทำให้การแสดงสมจริงและถ่ายทอดอารมณ์ได้เหมือนมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการนำชุดของนางรำที่เสียชีวิตแล้วมาใช้กับหุ่นกระบอก

          เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากคุณลุง คุณต๊ะคิดว่าคงไม่มีอะไรไปมากกว่านี้แล้ว แต่ด้วยความอยากรู้ เขาจึงตัดสินใจสอบถามครูอีกท่านหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ด้านหุ่นกระบอกเกี่ยวกับกระบวนการสร้างหุ่นกระบอกดังกล่าว ครูท่านนั้นเล่าให้ฟังว่า

          “ในสมัยก่อน นอกจากจะใช้ผ้าของนางรำจริง ๆ มาทำชุดให้หุ่นกระบอกแล้ว ยังมีวัตถุบางอย่างที่เป็นของนางรำที่เสียชีวิตแล้วถูกบรรจุไว้ภายในหุ่น ลองเปิดดูสิว่ามีหรือไม่”

          คุณต๊ะจึงทำตามคำแนะนำของครูท่านนั้น เขาลองตรวจดูหุ่นกระบอกอย่างละเอียด จนสังเกตเห็นว่าบริเวณศีรษะของหุ่นมีรูซึ่งใช้สำหรับปักเข้ากับไม้แกนของหุ่น เมื่อลองเปิดดูภายใน เขาก็ว่ามีเส้นผมและชิ้นส่วนกระดูกบางอย่าง ถูกห่อด้วยผ้าขาวอัดแน่นอยู่ข้างใน หลังจากนั้น คุณต๊ะจึงนำชิ้นส่วนเหล่านั้นไปทำพิธีตามความตั้งใจที่ว่า อยากปลดปล่อยจิตวิญญาณของนางรำ เขาทำบุญให้และกล่าวกับหุ่นกระบอกว่า

          ‘ถ้าถึงเวลาแล้ว ก็ขอให้เขาไปแต่ถ้ายังไม่ไปก็อยู่กับเรา เเต่ว่าอยู่ด้วยกันอย่างสงบ อย่าแสดงตัวให้ใครเห็น’

          หลังจากวันนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่มันรุนแรงมาก แต่ก็ยังมีเหตุการณ์เล็ก ๆ อย่าง เสียงหรือเงาที่แวบไปมาอยู่บ้าง จนอยู่มาวันหนึ่ง คุณต๊ะได้นำหุ่นกระบอกนี้ไปถ่ายรายหนึ่ง มีน้องท่านหนึ่งที่คุณต๊ะไม่รู้จัก น้องท่านอยู่ที่จังหวัดอยุธยา นั่งดูรายการตามปกติ แต่ก็หันไปพูดกับแฟนเขาว่า

          “เนี่ยไม่จริงหรอก เหมือนเอาหุ่นมาโม้ เพราะความจริงมันไม่มีผีหรอก”

          ในคืนนั้น น้องคนนั้นฝันว่า เขากำลังนั่งอยู่บนรถกับคุณต๊ะ โดยนั่งที่เบาะหน้า ขณะที่ด้านหลังเบาะมีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดนางรำสีขาวนั่งอยู่ เธอหันมามองและพูดขึ้นว่า “ทีนี้เชื่อหรือยัง”

          วันรุ่งขึ้น น้องคนนั้นขับรถจากอยุธยา มาถึงบ้านของคุณต๊ะและนำโรตีสายไหมมาให้ถึงหนึ่งร้อยชุด พร้อมกับพูดกับคุณต๊ะว่า

          “ให้นำโรตีสายไหมนี้ ห่อแล้วก็ให้พี่เขาด้วย”

          เนื่องจากไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรหรือขอขมาอย่างไร น้องคนนั้นจึงเพียงบอกว่า

          “เดี๋ยวผมซื้อขนมไปให้”

          หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา โรตีสายไหมก็ถูกส่งมาให้คุณต๊ะทุกสัปดาห์ อาทิตย์ละหนึ่งร้อยชุดจากนั้นพี่ม่านแก้วก็กลายเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์ที่คอยให้พรมาเรื่อย ๆ

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณโบ ‘206 ห้องอาถรรพ์’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

06 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณโบ ‘206 ห้องอาถรรพ์’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณโบว์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘206 ห้องอาถรรพ์’ จะหลอนขนาดไหนนั้นไปอ่านกันเลย! คุณโบว์เล่าว่า ก่อนที่จะมาอยู่ที่ห้องเช่าตนอยู่ที่บ้านเป็นปกติ แต่เมื่อต้องมาทำงานในเมืองจึงอยากจะเช่าหอหรือคอนโดอยู่ ไม่นานก็มีน้องแนะนำหอพักแห่งหนึ่งให้ได้รู้จัก จะได้อยู่ใกล้กันด้วย คุณโบว์จึงไปดูสถานที่นั้น ซึ่งหอพักนี้เป็นหอพักที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่หอพักแห่งนี้ค่อนข้างเก่า ด้านขวามือจะเป็นตึก 1 ถ้าตรงไปจะเป็นตึก 2 เมื่อไปถึงเจ้าของห้องก็พาคุณโบว์เดินชมสถานที่ แล้วก็เลือกห้องพัก เมื่อไปถึงตึก 1 ก็ขึ้นไปในห้องที่อยู่ชั้น 2 คุณโบว์รู้สึกว่า ห้อง 206 ดูดี แต่เสียอย่างหนึ่งก็คือมันติดกับถนน จึงขึ้นไปดูชั้น 4 ปรากฏว่าสภาพดีกว่าชั้น 2 แต่คุณโบว์ไม่ค่อยถูกใจ รู้สึกว่าตอนเดินเข้าไปมันอึดอัด คุณโบว์จึงไปเดินอีกตึกแต่ก็ยังไม่ถูกใจ จึงเลือกห้องที่อยู่ชั้น 2 นั่นก็คือห้อง 206 แม้ห้องมีเสียงดังเพราะติดกับถนนแต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตนจึงเลือกห้องนี้ เวลาผ่านไป 1 เดือน คุณโบว์ก็ได้เข้ามาอยู่ห้องนี้ ตอนแรกไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ด้านซ้ายมือจะเป็นประตู ถัดมาจะเป็นชั้นวางของ ปลายเตียงเป็นทีวี ด้านขวามือเป็นห้องน้ำ มีอยู่คืนหนึ่ง คุณโบว์ได้พูดคุยกับเพื่อน เพื่อนก็ได้เล่าเรื่องตลกให้ฟัง คุณโบว์นั่งหัวเราะคุยกันยาวจนถึงตี 2 จากนั้นปลายตาก็สังเกตุเห็นด้านซ้ายเป็นชายผ้าถุง ตอนแรกก็รู้สึกว่าตนอาจจะง่วงนอน หรือตาฝาด จึงพยายามที่จะเพ่งไป แต่ไม่ได้หันหน้าไปมอง เพราะรู้สึกแปลก ๆ ขออธิบายเพิ่มเติมว่าผนังห้องเป็นสีเหลืองทั้งหมด คุณโบว์ได้แต่สงสัยว่าทำไมตนถึงได้เห็นชายผ้าถุง หลังจากนั้นก็ขอวางสายเพื่อน เพราะเริ่มรู้สึกกลัวและมันก็ดึกมากแล้ว พอวางสายเสร็จ คุณโบว์ก็หันไปเล็กน้อย ก็เห็นเป็นผู้หญิงผมยาวใส่ผ้าถุงก้มหน้าแต่ไม่มีขา แต่คุณโบว์เองก็ไม่กล้าที่จะหันไปตรง ๆ เพราะเห็นที่ปลายตาแล้ว จากนั้นก็รวบรวมสติและหันไปอีกที ทีนี้ไม่เจออะไร! คุณโบว์คิดว่าตนตาฝาด และอาจจะมโนคิดภาพไปเอง แต่ก็กลัวจึงเอาพระมาใส่แล้วก็นอนหลับไป วันรุ่งขึ้น คุณโบว์ทำงานเสร็จแต่เลิกเร็วกว่าปกติ จึงกลับมานอนช่วงบ่าย พอนอนไปได้สักพักก็รู้สึกเหมือนถูกอำ กระดิกตัวไม่ได้ จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนพูดว่า “กูจะกินพ่อกับแม่มึง” คุณโบว์พยายามที่จะพูดแต่พูดไม่ออก จึงรวบรวมสติและสวดมนต์ แต่ก็นึกบทสวดไม่ออกเพราะกลัวมาก จากนั้นก็พยายามพูดว่า “ไม่ได้” ออกไปอีกรอบ ครั้งนี้หลุดออกมาได้ จากนั้นแม่ก็โทรมาพอดี คุณโบว์ตัดสินใจถามแม่ว่า “แม่ ที่บ้านมีอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า” แม่ก็บอก “ไม่มีนะ” คุณโบว์ถามต่อว่า “แม่ทำอะไรอยู่” แม่บอกว่า “ แม่กำลังเอาน้ำแดงไปไหว้ทางสามแพร่ง” คุณโบว์จึงสงสัยว่าไปไหว้ทำไมเพราะปกติก็ไม่ได้ทำ ไม่นานคุณแม่ก็บอกว่า “เห็นคนอื่นทำเลยทำบ้าง” คุณโบว์จึงห้ามคุณแม่เพราะตนรู้สึกเหมือนเป็นการเรียกสัมภเวสีเข้าบ้าน หลังจากนั้นคุณโบว์ที่ยังรู้สึกกลัว จึงคิดว่าจะกลับบ้านและไปอัญเชิญพระที่บ้านมาไว้ที่หอ วันต่อมา คุณโบว์กลับบ้านและนำมาพระมาไว้ที่หอ ก็รู้สึกสบายใจขึ้น และคิดว่าตนอาจจะคิดภาพมโนหรือตาฝาดไปเอง ในวันนั้นก็นอนดึก คืนถัดไปก็นอนดึก แล้วก็สวดมนต์ แต่ในขณะที่สวดมนต์คุณโบว์รู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ข้างหลัง แล้วบทสวดที่สวดคือบทชิณบัญชร จากนั้นก็มีเสียงกรี๊ดใส่หู คุณโบว์ตกใจเพราะบริเวณหอพักในตอนนั้นควรจะเงียบสงบ คุณโบว์รู้สึกกลัวมากจึงเอาพระมาวางรอบตัวและใส่พระนอน แต่ก็ทนไม่ไหวเพราะอยากทราบว่าในห้องมีผีจริงหรือไม่ จึงติดต่อหมอดูท่านหนึ่งที่ดังระดับประเทศมาช่วยเหลือ สิ่งแรกที่หมอดูบอกคือให้ออกจากห้องให้เร็วที่สุด เพราะว่าถ้าไม่ออกจากห้องนี้เขาจะทำให้เราซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย! แล้วหมอดูก็เล่าให้คุณโบว์ฟังว่า เดิมหอพักนี้ไม่ใช่หอพัก เมื่อ 30 ปีที่แล้วสถานที่นี้เป็นบ้านคน และมีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่นี่และมีลูกสาว ลูกสาวคนนี้มีความดาร์ก และถูกพ่อแม่ขัดขวาง จึงผูกคอตายที่ประตูซ้ายที่คุณโบว์เห็น ซึ่งวิญญาณเหมือนดลจิตดลใจให้ตัวคุณโบว์มาพักที่ห้องนี้ และเหมือนเขาจะอยากให้คุณโบว์ไปอยู่เป็นเพื่อน เพราะว่าชีวิตคุณโบว์คล้ายกับเขา เวลาที่คุณโบว์อยู่ห้องนี้จะทำให้ทุกข์ใจมาก เช่น บางทีทะเลาะกับแม่ ทะเลาะกับเพื่อน หรือทะเลาะกับแฟน ตัวคุณโบว์ก็จะร้องไห้ทุกวัน และเวลาที่คุณโบว์ร้องไห้เขาก็จะมายืนดู หรือบางทีก็มานอนข้าง ๆ และหมอดูก็บอกต่ออีกว่า หลังจากที่ฟังจบแล้วให้รีบไปถวายพระ 9 นิ้วและปล่อยปลาตามอายุเพื่อส่งวิญญาณไป และให้รีบย้ายออกโดยด่วน คุณโบว์จึงพยายามจะไปทำตามที่หมอดูบอก แต่ก็มีเหตุที่ทำให้ไม่ได้ไป เช่น ฝนตก ติดงาน ทำให้เวลาล่วงเลยไปกว่า 2 เดือน เหมือนเขาไม่อยากให้คุณโบว์ไป จนเวลายืดยาวทำให้คุณโบว์อยู่ห้องนี้ 1 ปีเต็ม พอถึงวันสุดท้ายที่คุณโบว์จะออกจากห้องนี้ คุณโบว์ก็บอกกับเขาว่า “เราทำบุญให้แล้วอย่าตามเรามานะ เราไม่รู้ว่าจะช่วงส่งวิญญาณไปได้ไหม แต่เราเต็มใจที่จะทำบุญให้นะ”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เตียงรับบริจาค' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

08 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เตียงรับบริจาค' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

เรื่องราวความหลอนนี้มาจาก ‘คุณต้น’ สายที่ 2 จากรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 กุมภาพันธ์ 2568) กับเรื่องราวจากน้าสาวของคุณต้น ที่ได้ไปทำงานเป็นครูที่โรงเรียนเเห่งหนึ่งในต่างหวัด แต่กลับต้องพบเจอกับเรื่องราวความหลอนจากของบริจาคที่ตอนแรกไม่ทราบที่มา! พอได้รู้ที่มา ทำเอา ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจ็ม’ ต่างตกใจเเละหลอนกับเหตุการณ์ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เตียงรับบริจาค’ คุณต้นได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องราวจาก คุณน้าของคุณต้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่น้าของคุณต้น ได้รับการบรรจุเป็นครูใหม่ ๆ ที่จังหวัดอยุธยา หนึ่งในเหตุผลที่คุณน้าเลือกที่จะบรรจุที่จังหวัดนี้เป็นเพราะอยู่ใกล้กับครอบครัว ซึ่งโรงเรียนที่คุณน้าได้เข้าไปบรรจุเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างทุรกันดาร ตัวของอาคารเรียนนี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้เป็นส่วนใหญ่ เเละมีใต้ถุนสูงขึ้นจากพื้น ประกอบไปด้วยห้องเรียนประมาณ 7 - 8 ห้องเท่านั้น ซึ่งตัวของห้องพักครูจะถูกใช้ร่วมกับห้องพยาบาล มีเพียงเเค่ผ้าม่านผืนบางกั้นเเบ่งไว้ ด้านหนึ่งมีไว้เพื่อให้คุณครูนั่งพัก ส่วนอีกด้านก็จะเป็นห้องพยาบาลที่มีเตียงไว้ให้นักเรียนที่ไม่สบายมาใช้พัก คุณน้าได้เล่าว่าทุกครั้งที่อยู่ในห้องพักครู ถึงเเม้ว่าจะมีนักเรียนมานอนหรือไม่มีก็ตาม ตัวของคุณน้าจะรู้สึกถึงบรรยากาศที่เเปลกประหลาด มีทั้งความหลอนเเละความวังเวง ซึ่งมีเหตุการณ์หนึ่งในห้องพักครูที่ทำให้น้าของคุณต้นยังจำขึ้นใจ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงกว่า หลังจากที่ทานข้าวเสร็จคุณน้าก็ได้กลับมาที่ห้องพักครูเพื่อนั่งพัก ในตอนที่เดินเข้าห้องพักครูมา คุณน้าได้เห็นเหมือนมีนักเรียนมานอนพักบนเตียงที่ห้องพยาบาลอยู่ จึงทำการเก็บของให้เสร็จก่อนเเล้วจึงเดินไปเพื่อดูอาการ เเต่พอเปิดม่านออกก็ไม่มีนักเรียนคนไหนนอนอยู่ คุณน้าจึงตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในห้องพยาบาล เเต่เห็นเเค่เพียง พานทองเหลืองเก่า ๆ เเละดอกไม้แห้งที่หล่นอยู่บริเวณรอบเตียงเท่านั้น ในตอนนั้นคุณน้าก็คิดแค่ว่า คงมีเด็กนักเรียนเอาดอกไม้แห้งขึ้นมาเล่นเเล้วไม่ได้เก็บไปด้วย คุณน้าจึงนำพานทองเหลืองไปเก็บไว้ที่ห้องพักครู หลังจากผ่านไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ที่โรงเรียนนี้ก็ได้มีการจัดงานเข้าค่ายลูกเสือ และในเเต่ละปีก็จะมีการหมุนเวียนเจ้าภาพในการจัดงาน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่โรงเรียนของคุณน้าเป็นเจ้าภาพพอดี และจำเป็นที่จะต้องมีครูบางส่วนอยู่เพื่อเฝ้านักเรียน ซึ่งก็ต้องนอนที่ห้องพักครูที่ใช้ร่วมกับห้องพยาบาล ในคืนแรกก็ยังดูปกติดีทุกอย่างจึงผ่านไปโดยไม่มีอะไร เเต่ในคืนที่ 2 คุณน้าก็ได้เจอกับเพื่อนครูต่างโรงเรียนที่มาเข้าค่ายด้วยกันพอดี ในกลางดึกคืนนั้นเพื่อนของคุณน้ามีอาการปวดท้อง จึงได้ขอไปเข้าห้องน้ำ หลังจากที่เพื่อนของคุณน้าเดินออกไปเข้าห้องน้ำ ตัวของเพื่อนคุณน้าเองได้หันไปมองที่เตียงนอนฝั่งของห้องพยาบาล และได้เห็นเหมือนมีคนนอนอยู่ที่เตียงนั้น เพื่อนคุณน้าจึงคิดว่าคงมีครูท่านอื่น ๆ นอนที่เตียงนั้น เเต่พอกลับมาจากห้องน้ำ ก็พบว่าเตียงนั้นไม่ได้มีใครนอนอยู่เลย และพอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็เห็นพานทองเหลืองวางอยู่บริเวณเตียงนั้นพร้อมกับดอกไม้แห้งที่โปรยอยู่รอบ ๆ เหมือนกับครั้งที่คุณน้าเจอ ซึ่งในตอนนั้นคุณน้าก็ได้เห็นว่าเพื่อนกลับมานอนเเล้ว แต่ผ่านไปสักพักเพื่อนของคุณน้าก็ลุกขึ้นอีกรอบ แต่ครั้งนี้ เพื่อนของคุณน้าคนนั้นกลับไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำ แต่ลุกขึ้นเพื่อไปนอนบนเตียงนอนนั้น ในตอนที่คุณน้ากำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณน้าก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในห้องเริ่มเปลี่ยนไปจากที่ห้องมีเเต่ความมืด พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สถานที่กลับเปลี่ยนไปจากห้องพักครูกลายเป็นเหมือนอยู่กลางป่า สิ่งเดียวที่ยังตั้งอยู่เหมือนเดิมก็คือเตียงนอนเเละเพื่อนของคุณน้าที่นอนอยู่ เเต่ในคราวนี้กลับเหมือนมีร่างบางร่างซ้อนอยู่กับเพื่อนของน้า เเละมีกลุ่มชาวบ้าน ที่ใส่ชุดเหมือนคนสมัยก่อนกำลังเดินมุ่งหน้าไปที่เตียงนอนนั้น คุณน้าก็ได้สังเกตุเห็นว่ากลุ่มชาวบ้านนั้นได้มีการส่วมใส่เสื้อผ้าสีขาวเเละดำ ซึ่งเหมือนเป็นเสื้อที่ใส่ไว้ทุกข์ พอมองดูไปเรื่อย ๆ คุณน้าก็ได้สังเกตุเห็นว่าเหมือนคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้น ยื่นมือออกนอกเตียงเเละมีพานทองเหลืองวางรองไว้ที่มือ ชาวบ้านที่มุ่งหน้าไปทางนั้นก็หยิบขันขึ้นมาเเละรดไปที่มือของร่างนั้น คุณน้าจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังเห็นอยู่คือ ‘การรดน้ำศพ’ เมื่อได้เห็นเช่นนั้น คุณน้าก็ตกใจเเละพยายามจะดิ้นเเละร้อง เเต่ทำยังไงก็ไม่มีเสียงออกมา จนมีคุณยายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวบ้าน ได้สังเกตุเห็นว่า ตัวของคุณน้ากำลังดิ้นอยู่ ยายคนนั้นจึงได้เดินเข้ามาเเละยื่นหน้ามาใกล้ ๆ เเละ เหมือนมีน้ำบางอย่างหยดลงที่หน้าของคุณน้า ในตอนนั้น คุณน้าก็พยายามดิ้นสุดเเรงและกรี๊ดสุดเสียง จนสลบไป พอตื่นขึ้นก็เหมือนคนที่มีอาการสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ซึ่งเวลาในตอนนั้นก็ใกล้จะ 6 โมงเช้าเเล้ว แต่ความน่าแปลกใจคือ เพื่อนของคุณน้าที่นอนเตียงนั้นก็สะดุ้งตื่นเหมือนกัน ทั้งคู่จึงรีบออกมาคุยกันเเละต่างก็มองหน้ากัน แต่สิ่งที่น้าเเละเพื่อนเห็นก็คือ คราบน้ำหมากที่ติดอยู่ที่หน้าของทั้ง 2 คน จากเหตุการณ์ในคืนนั้น คุณน้าก็ได้นำเรื่องนี้ไปถามกับครูใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งครูใหญ่ก็ไม่ทราบเพราะว่าก่อนที่ครูใหญ่จะย้ายมา เตียงนอนเตียงนี้ก็อยู่ที่โรงเรียนนี้มานานเเล้ว ครูใหญ่จึงตัดสินใจไปถาม เจ้าอาวาสของวัดบริเวณใกล้เคียง จึงได้รู้ความจริงภายหลังว่า เตียงนอนเตียงนี้ทางวัดได้เคยนำมาใช้เพื่อรดน้ำศพ พอครูใหญ่ได้ทราบดังนั้น จึงคิดว่านำเตียงนี้ไปทำลายทิ้งเสียดีกว่า หลังจากนั้น ก็ได้รวบรวมคุณครู เพื่อนำเตียงนี้กลับไปที่วัดเเละให้ทางเจ้าอาวาสเผาเเละทำลายทิ้ง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้อม พุธพาหลอน ’ฝังจนตาย‘ l อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน [ 30 ก.ย.2568 ]

13 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากต้อม พุธพาหลอน ’ฝังจนตาย‘ l อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน [ 30 ก.ย.2568 ]

เมื่อนักศึกษาแพทย์ต้องศึกษาร่างของอาจารย์ใหญ่ ซึ่งปกติแล้วอวัยวะภายในของร่างอาจารย์ใหญ่ก็ไม่ควรจะมีสิ่งแปลกปลอมปะปน แต่กลับมีเข็มหมุดปักอยู่ภายในร่างนับสิบเข็ม เมื่อผ่าออกมาก็พบเข้ากับสัตว์เลื้อยคลานทั้งเป็นและตายหลากชนิด! นี่คือเรื่องสุดหลอนที่ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณต้อม พุธพาหลอน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ฝังจนตาย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ต้อม พุธพาหลอน’ (30 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ‘คุณอิง’ นักศึกษาแพทย์สาวหน้าตาน่ารักที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง งานอดิเรกของอิงคือการแต่งตัวคอสเพลย์ไปตามงานต่าง ๆ โดยเธอได้เล่าว่า ช่วงนั้นเธอกำลังศึกษาอยู่ในปีท้าย ๆ ของมหาวิทยาลัย กำหนดการของนักศึกษาช่วงปีปลายจะต้องเรียนเกี่ยวกับร่างของ ‘อาจารย์ใหญ่’ มีการผ่าตัดและเรียนรู้เรื่องเส้นเลือดและอวัยวะภายในต่าง ๆ ในร่างการของคนเรา ด้วยสภาพของศพที่จำเป็นต้องแช่อยู่ในฟอร์มาลีน ทำให้ภายในห้องตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นของฟอร์มาลีน แม้จะพยายามใช้ยาดมหรือยาหม่องมาช่วยบรรเทากลิ่นให้จางลงแต่ก็ไม่เป็นผล รุ่นพี่จึงให้คำแนะนำว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองเกิดการชินให้ได้มากที่สุดเพราะทุกคนต้องเรียนอยู่กับอาจารย์ใหญ่เป็นเวลาเกือบปี การเรียนของอิงจะมีการแบ่งกันเป็นกลุ่ม กลุ่มของอิงมีสมาชิกอยู่ประมาณ 3-4 คน ลักษณะของอาจารย์ใหญ่จะมีผ้าสีขาวคลุมแบ่งเป็นช่อง เอาไว้เพื่อให้ดูเฉพาะอวัยวะส่วนที่ต้องศึกษา ส่วนหน้าตาของศพไม่ได้มีการห้ามไว้จึงสามารถเปิดเผยให้นักศึกษาดูได้หากต้องการศึกษาเพิ่ม แต่ตัวของอิงนั้นด้วยความหวาดกลัวจึงไม่ได้อยากเห็นสักเท่าไหร่ ในช่วงแรก อาจารย์จะสอนเรื่องของเส้นเลือดภายในร่างกาย ระหว่างที่กลุ่มของอิงกำลังศึกษาดูเส้นเลือดตามร่างกาย เดิมทีอวัยวะบางส่วนในร่างกายหากมีการผ่าไปศึกษาแล้วจะต้องนำออกเพื่อรอการไปทำบุญร่วมกับร่างนั้น ร่างกายของอาจารย์ใหญ่สัมผัสผิวหนังจะแห้งกร้านคล้ายคลึงกับที่เห็นในภาพยนตร์ นักศึกษายังคงผ่าดูเส้นเลือดภายในไปเรื่อย ๆ ในระหว่างที่อาจารย์สอนอยู่ อิงก็ได้พบเข็มหมุดอยู่ภายในเส้นเลือดของร่างตรงใบหน้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ควรมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอยู่ในนั้นได้ สิ่งนี้สร้างความสงสัยให้กับอิงเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากมีการนำร่างเข้าไปแช่ในฟอร์มาลีนแล้วนั่นแปลว่าจะต้องมีการตรวจสอบสภาพร่างกายของศพมาแล้วว่าไม่มีอะไรแปลกปลอมอยู่ภายในเรือนร่าง และเมื่อตรวจไปได้สักพักก็พบว่าเข็มที่อยู่ภายในร่างไม่ได้มีเพียงแค่ 1-2 เล่ม แต่กลับมีอยู่ภายในนั้นมากกว่า 10 เล่ม! เห็นอย่างนั้นอิงจึงเรียกอาจารย์มาดู ตัวอาจารย์เองพอเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยเข็มหมุดสีหน้าก็เปลี่ยนไป อาการตกตะลึงหน้าเหวอนั้นทำเอาทุกคนต่างสับสนกับสิ่งตรงหน้า แต่ด้วยความมึนงงและความไม่สมเหตุสมผลของการมีเข็มหมุดอยู่ภายในร่างกายจึงทำให้อาจารย์คิดว่าคงเป็นฝีมือกลั่นแกล้งของนักศึกษาที่อาจเล่นพิเรนทร์นำเข็มมาใส่ในร่างของอาจารย์ใหญ่ จึงได้เอ่ยตักเตือนกลุ่มของอิงไป ทางฝั่งอิงนั้นก็ได้ปฏิเสธไปว่ากลุ่มของเธอไม่ได้เป็นคนทำ หลังจบการเรียนการสอนก็ทำการนำผ้าไปปิดแผลตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย และในจังหวะที่มีเพียงเสียงก้าวเดินของกลุ่มนักศึกษาที่กำลังออกจากห้อง ก็มีเสียงร้องของตุ๊กแกดังออกมาท่ามกลางความเงียบสงัด ทำให้ทุกฝีเท้าของอิงและเพื่อน ๆ หยุดชะงักและเกิดความสงสัยว่าเพราะอะไรถึงมีเสียงร้องของสัตว์เลื้อยคลานชนิดนั้นดังออกมาจากห้องเรียน ชั่วโมงเรียนถัดมา ในคราวนี้จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับปอดและกระเพาะของมนุษย์ ซึ่งในระหว่างที่อิงกำลังกรีดใบมีดตรวจสอบร่างกายของร่างชายคนหนึ่งอยู่นั้น จู่ ๆ อวัยวะที่ควรจะแน่นิ่งกลับมีการกระตุกและสั่นไหวราวกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่! และในจังหวะที่จะต้องตรวจสอบตรงส่วนของกระเพาะอาหาร ตัวของอิงที่กำลังดูในส่วนของหน้าท้องก็สังเกตเห็นความปิดปกติของกระเพาะอาหารที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ทั้ง ๆ ที่เมื่อมีการแช่ฟอร์มาลีนอวัยวะต่าง ๆ ก็ควรที่จะต้องหดตัวลง นอกจากว่าภายในเรือนร่างนั้นจะมีบางสิ่งบางอย่างกักเก็บเอาไว้ ระหว่างที่ตรวจสอบ ทันทีที่ใบมีดกรีดฝังลงไปในกระเพาะของร่างเปลือยเปล่าตรงหน้าก็รับรู้ได้ถึงการขยับของอวัยวะภายใน อิงตัดสินใจผ่าลงไปจนสุด และพบกับคำตอบของการเคลื่อนไหวในร่างกายนั้นที่ทำเอาเธอถึงกับช็อค! เพราะภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของอิงนั้นคือซากของตุ๊กแกที่อยู่ภายในกระเพาะของร่างอาจารย์ใหญ่! ซากของสัตว์เลื้อยคลานที่มีทั้งเป็นและตาย บางตัวสภาพเน่าเปื่อยและอีกประมาณ 4-5 ตัวที่กำลังมุดอยู่ภายในอวัยวะนั้น พอแผลถูกผ่าเปิด ตุ๊กแกตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ก็รีบออกมาจากรอยแผลและวิ่งผ่านไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องของนักศึกษาที่หวาดกลัวอยู่ในห้อง และพอตรวจสอบลึกลงไปในร่างกายก็พบว่าไม่ได้มีเพียงแค่ตุ๊กแก แต่ยังมีตะขาบ หนอนและสัตว์อีกมากมายที่ต่างหลบอยู่ข้างในกระเพาะของเรือนร่างนั้นอีกด้วย ความหวาดกลัวและตื่นตระหนกทำให้มือของอิงเลื่อนไปโดนผ้าที่ปกคลุมร่างของอาจารย์ใหญ่ไว้ เผยเห็นใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่ง ทั้งที่ในความเป็นจริงหน้าตาของศพควรจะแน่นิ่งไม่มีความรู้สึกอะไร แต่สีหน้าของชายหนุ่มคนนั้นมันแสดงออกว่ากำลังเจ็บปวดและทรมานอยู่ราวกับว่าเขานั้นยังมีชีวิตอยู่! เหตุการณ์ชุลมุนนั้นทำให้คาบเรียนต้องหยุดลง หลังจากผ่านมาได้ไม่นาน ตัวของอิงก็ได้มาทราบเรื่องราวจากเพื่อน ๆ ที่เล่ากันมาปากต่อปากว่า โดยปกติแล้ว อาจารย์ผู้สอนจะต้องไปนำพระไปทำพิธีถอนของให้ผู้ชายคนนี้ที่ตายไปแล้ว เพราะมีความเชื่อที่ว่าของขลังต่าง ๆ ต่อให้ร่างกายจะตายไปแล้วแต่ของเหล่านั้นก็ยังคงทำงานอยู่และกัดกินผู้ชายคนนั้นไปตลอด และเมื่ออิงกลับมาเรียนวิชาเดิมก็ได้พบว่าร่างของอาจารย์ใหญ่นั้นก็ได้แทนที่เป็นร่างอื่นไปแล้ว.. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

13 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณขวัญ น้ำมันพราย‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กันยายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’กูยังไม่ตาย‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ปุ๊ก’ ที่เป็นเพื่อนของตนในสมัยเรียน ปวช. ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมา 20 ปีแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปี 40 ก่อน หลังจากเรียน ปวช.จบที่ระยอง ปุ๊กก็ได้ย้ายไปอยู่อีกจังหวัด ได้ไปเจอเพื่อนใหม่และได้เช่าหอพักอยู่ด้วยกัน ซึ่งหอพักนี้คือหอพักของเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่ชื่อ ‘ตั๋ม’ เเละยังเป็นที่รวมพลของกลุ่ม หอพักในสมัยนั้นมีโทรศัพท์กลางที่ตั้งอยู่หน้าหอพัก เมื่อมีปัญหาอะไรก็โทรหา รปภ. ได้ วันนั้นเป็นวันที่จะเริ่มเรียนซัมเมอร์ ในกลุ่มมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ‘เล็ก’ ซึ่งเป็นคนที่สวยมาก แต่น่าสงสารเพราะว่าพ่อแม่เสียไปแล้ว ทุกวันนี้เล็กจึงอยู่กับยายเเล้วก็หลานที่บ้านหลังหนึ่ง เล็กมักจะพยายามชวนเพื่อนในกลุ่มว่า “ว่าง ๆ ไปเที่ยวบ้านชั้นสิ” เพื่อน ๆ ทราบเช่นนั้นก็รวมตัวกันไป ปรากฏว่าบ้านของเล็กนั้นอยู่อีกอำเภอซึ่งไกลมาก เมื่อถึงบ้านของเล็ก ปุ๊กก็ได้บอกกับคุณขวัญว่า “ไม่อยากนอนค้างที่บ้านหลังนี้เลย บ้านหลังนี้น่ากลัวมาก“ ซึ่งลักษณะของบ้านจะเป็นไม้ยก 2 ชั้น ตั้งอยู่กลางสวนมะพร้าว มืดทะมึน ห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านเเละบ้านหลังนี้คุณตาของเล็กเพิ่งจะเสียชีวิตไป ในตอนแรกปุ๊กคิดว่าบ้านหลังนี้อยู่กัน 3 คน เเต่ปรากฎว่ามีเเฟนของเล็กอยู่ด้วยอีกคน ในคืนวันนั้นปุ๊กเเละกลุ่มเพื่อนได้นอนเปิดประตูอยู่บนชั้น 2 แต่แล้วก็มีเสียง ปึก ปึก ปึกก! เหมือนเป็นเสียงคนเดินขึ้นบันได ในระหว่างที่มีเสียงนั้น ทุกคนก็จ้องไปประตูเพื่อดูว่าเป็นใครที่เดินขึ้นมา แต่เมื่อสุดขั้นบันได เสียงนั้นก็เงียบหายไป… ไม่มีใครเดินออกมา! ทุกคนได้เเต่สงสัยว่าเป็นใครเเต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นในตอนเช้าก็แยกย้ายกลับบ้าน ผ่านไปเมื่อปุ๊กเรียนซัมเมอร์จบ วันสุดท้ายของการเรียนวันนั้นก็ได้กลับบ้านที่ระยอง ในขณะที่เดินทางกลับก็มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนขึ้นมา ซึ่งคนที่ส่งมาก็คือตั๋มเเละได้บอกว่า “เล็กตายเเล้ว” ปุ๊กก็ตกใจเเละไม่เชื่อในสิ่งที่ตั๋มบอก เพราะก่อนที่ปุ๊กจะขึ้นรถกลับบ้านนั้นทั้งคู่ยังกล่าวลากันอยู่เลยเเละเล็กยังได้บอกปุ๊กอีกว่าจะไปทำบุญกับครอบครัว ปุ๊กติดต่อเล็กไม่ได้จึงรอเวลาให้เล็กกลับไปที่หอ ในระหว่างที่รอ ปุ๊กก็ได้ทำธุระของตัวเองไปจนลืมเวลา เวลาล่วงเลยมาจนถึง 3 ทุ่ม พอปุ๊กนึกขึ้นได้จึงโทรไปหา รปภ.ที่หอว่า ปุ๊ก : ไปตามเพื่อนให้หน่อย ตามตั๋มให้หน่อย หนูอยากรู้เรื่องเพื่อนหนู เพื่อนหนูตาย รปภ. : ไม่ตามให้หรอก ดึกแล้ว ไม่ใช่พ่อแม่ ถ้าเกิดเป็นธุระด่วนก็ตาม เมื่อปุ๊กทราบเช่นนั้นก็ได้โทรหาเพื่อนที่อยู่อีกหลังหนึ่ง เพื่อนในกลุ่มก็สงสัยเเละบอกว่า “เล็กตายจริงหรอวะ?” ปุ๊กก็ตอบกลับว่า “จริง ก็มันบอกว่าไอเล็กตาย” ในขณะที่คุยกันก็มีเพื่อนบอกว่า “ปุ๊ก มึงมีเบอร์โทรศัพท์บ้านไอเล็กไม่ใช่หรอ มึงไม่โทรไปล่ะ” ปุ๊กจึงวางสายจากเพื่อนเเล้วโทรไปที่บ้านของเล็ก สายแรกที่โทรไปไม่มีใครรับ จึงโทรไปอีกครั้งปรากฏว่ามีคนรับสาย ซึ่งคนที่รับสายนั้นเป็นหลานของปุ๊ก “ฮัลโหล น้าปุ๊กหรอ” ปุ๊ก : เป็นไงบ้าง น้าเล็กอยู่ป่าว หลาน : น้าเล็กหรอ เดี๋ยวนะ อ๋อนั่นไง น้าเล็กเดินลงมาพอดี ปุ๊ก : เอ้า น้าเล็กเดินลงมาแล้วหรอ ขอน้าคุยกับน้าเล็กหน่อย เล็ก : เออ ปุ๊กเป็นไง (เเล้วก็มีไอหลังพูดจบ) ปุ๊ก : เป็นไรอ่ะ ทำไมไออย่างงี้ เล็ก : เออ กูเจ็บคอนิดหน่อย ว่าไง ปุ๊ก : มึง ไอตั๋มมันเพจมาบอกกูว่ามึงตายอะ เล็ก : มึงจะบ้าหรอ กูยังไม่ตาย ระหว่างนั้นก็มีเสียงคุณยายของเล็กแทรกขึ้นมาว่า คุณยายเล็ก : ไม่ต้องออกไปเเล้วนะ ไม่ต้องชวนไปเที่ยวไหนเเล้วนะ เมื่อปุ๊กได้ยินเสียงเล็กเช่นนั้นก็โล่งใจว่าเล็กยังไม่ตาย แล้วก็วางสายไป.. วันต่อมา มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนซึ่งเป็นของเพื่อนอีกคนที่ส่งมาหาปุ๊ก ส่งมาบอกว่า “ไอปุ๊ก เล็กตายแล้ว” ปุ๊กไม่เชื่อเพราะเพิ่งคุยกับเล็กเมื่อคืน จึงโทรกลับไปหาเพื่อนคนนั้นเเล้วบอกว่า “เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูไปบ้านมัน” ในวันถัดมา ปุ๊กร้อนใจจึงรีบไปบ้านของเล็กที่ชลบุรี ซึ่งไปกับเพื่อนคนที่ส่งเพจเจอร์มาหา ระหว่างทางที่ไปก็ไม่มีคนเเต่เมื่อใกล้จะถึงบ้านของเล็กก็เริ่มมีคนเยอะขึ้น เมื่อปุ๊กเเละเพื่อนมาถึงบ้านของเล็ก สิ่งที่เห็นคือโลงศพตั้งอยู่ 3 โลงในบ้าน! ซึ่งมีโลงของคุณยาย หลานเเละเล็ก ตั้งเรียงกันอยู่ ซึ่งสาเหตุการตายคือโดนรถพ่วงกลับรถกระทันเเล้วชน คอหักตายคาที่!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-