บ้างานจนมีป่วยหนัก รู้สึกเหมือนจะตายแล้วก็วูบไป!

อังคารคลุมโปง RECAP

บ้างานจนมีป่วยหนัก รู้สึกเหมือนจะตายแล้วก็วูบไป!

16 มี.ค. 2024

            เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘อ.บาส 7th Sense’ ที่ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตหลังความตายที่้เกิดขึ้นกับตัวเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย

            อ.บาส ได้เล่าย้อนไปเมื่อช่วงที่ตนอายุประมาณหนึ่งขวบกว่า ตอนนั้นคุณย่าเสีย ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็ไม่มีเวลาดูแล จึงพาไปฝากไว้สถานรับเลี้ยงเด็ก เนื่องจากนมที่นั่นอาจจะไม่สะอาด หลังจากที่พ่อแม่กลับมาจากงานศพย่า เห็นว่าลูกเงียบไปรวมทั้งมีอาการช็อกจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ระหว่างทางแม่ก็สันนิษฐานว่าน่าจะไม่อยู่แล้ว พอถึงโรงพยาบาลหมอก็ได้ทำการเอาน้ำเกลือเจาะเข้าที่หัวและเท้า ผ่านไปสักพัก หัวใจก็กลับมาเต้นปกติ

            อ.บาส ได้เล่าอีกว่า ตั้งแต่เด็ก ๆ ตนชอบทำบุญ แต่ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นคนโกรธง่าย พอมีปัญหาก็จะชอบทำสมาธิ พอช่วงอายุประมาณ 25 ปี เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน เริ่มทำงานเกี่ยวกับ IT ในบริษัทแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงกำลังสร้างตัว ตนจึงทำงานหักโหมมากตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ทำให้ อ.บาส ห่างหายไปจากการทำบุญ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใช้ชีวิตหนักมาก

            วันหนึ่ง ตนรู้สึกว่าไม่มีเอเนอร์จีและเจ็บที่หน้าอก แต่ก็ยังไปทำงานใช้ชีวิตปกติ ผ่านไปหลายวันก็รู้สึกว่ามันเจ็บมากขึ้น มีไข้และเริ่มไปทำงานไม่ไหว จึงไปหาหมอแต่ก็ตรวจไม่เจออะไร หมอบอกแค่ว่าพักผ่อนน้อย หลายวันผ่านไป อ.บาส รู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวและมีไข้สูงประมาณ 39-40 องศา จะเรียกรถพยาบาลแต่ก็ไม่มีแรงแม้กระทั่งลืมตา และเริ่มคิดว่า “คนจะตายความรู้สึกเป็นแบบนี้หรอ”

            หลังจากนั้นก็รู้สึกเหมือนลูกตามันกลับเข้าไปแล้วมันก็มืดไปหมดและรู้สึกว่า ตนยืนอยู่ข้างเตียงและเห็นตัวเองกำลังนอนอยู่ก็ตกใจ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง จึงเริ่มเข้าใกล้ตัวเองที่นอนอยู่ แต่ก็ไปไม่ได้และคิดว่าจะทำอย่างไรให้พ่อกับแม่รู้ ผ่านไปสักพัก ก็มีอาการเจ็บปอดขึ้นมาและรู้สึกว่าตนเองถูกดูดไป เห็นบ้านพ่อกับแม่ และเห็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนทำ หลังจากนั้น ก็รู้สึกว่าเจ็บปอดและก็โดนดูดมาที่บ้านเกิดในจ.อยุธยา ตรงสวนมะม่วงและได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้ หลังจากนั้น หน้าของผู้ชายคนนี้ก็เปลี่ยนจากหน้าผู้ชายกลายเป็นหมาแต่ร่างกายยังเป็นคนปกติ อ.บาสจำแววตาได้ว่านี่คือ ดำ หมาที่ตนเคยเลี้ยงสมัยประถม ดำเป็นหมาที่ตนรักมาก แต่ดำโดนยิงตายเพราะไปกัดคนอื่น หลังจากที่อ.บาสรู้ว่านี่คือดำ ในใจก็คิดว่า “ตกลงเราตายหรือยัง” หลังจากสิ้นสุดความคิดก็ได้ยินเสียงออกมาจากผู้ชายคนนั้นว่า “ให้แรงบุญ แรงกรรมพาไป และมีอะไรให้ พุท โธ ไว้นะ”

            หลังจากนั้นก็เกิดอาการเจ็บปอดและถูกดูดมาอีกที่หนึ่ง ที่นี่มืดมีแสงเพียงเล็กน้อยและร้อนเหมือนอยู่ในเตา สิ่งที่เห็นคือเหมือนเป็นกรงไม้ไผ่สูงยาวเป็นแถว ส่วนชั้นล่างเป็นเหมือนริมน้ำ มีคนและสัตว์อยู่ข้างในเหมือนกำลังเอาตัวรอด หลังจากนั้น อ.บาสได้เห็นห้องหนึ่ง ตนจึงคิดกับตัวเองในใจว่า “เราต้องไปอยู่ในห้องนั้นแน่เลย” แต่ก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ และอยู่ ๆ ก็มีภาพย้อนเข้ามาในหัวว่า ตอนที่อ.บาสอยู่บ้านหลังเก่าได้เจอกับลูกเจี๊ยบตัวหนึ่ง ตนนั้นจับมันขึ้นมาแล้วบีบ แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นมันตายหรือเปล่าจึงโยนลงไปในบ่อน้ำ นั่นทำให้คิดได้ว่าคงต้องอยู่ที่นี่เพื่อรับกรรม และก็นึกขึ้นมาได้ว่า ดำ เคยบอกไว้ว่า “มีอะไรให้ พุธ โธ” จึงท่อง พุธ โธ

            หลังจากพูดได้ 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกถูกดูดไปอีกที่ ที่นี่เป็นที่ที่สว่างมาก เป็นสนามหญ้ายาว ด้านข้างของสนามหญ้ามีโต๊ะอาหารยาว แต่ละโต๊ะมีทั้งคนแก่และเด็กยิ้มแย้มแจ่มใส

            อ.บาสมีความรู้สึกว่า “อยากอยู่ที่นี่จังเลย อาหารน่ากิน” จึงเดินเข้าไปหาคุณยาย

            คุณยายได้บอกว่า “กินสิ กินแล้วก็อยู่ที่นี่เลย ที่นี่สบาย”

            หลังจากนั้นก็รู้สึกอบอุ่นและได้หยิบอาหารขึ้นมา แต่พอคิดไปคิดมาก็ไม่อยากกิน รู้สึกหิวน้ำมากกว่า

            หลังจากนั้นจิตของ อ.บาส ก็ถูกดูดไปอีกที่ ที่นี่มีพราหมณ์ มีกระดานชนวนและมีคนนั่งเรียนเหมือนในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ  หลังจากนั้นพราหมณ์คนหนึ่งก็หันมาหา อ.บาส และเอาเงินให้ 600 บาท แล้วก็เขียนเบอร์โทรศัพท์ใส่ในกระดานชนวน

            เขาบอกว่า “จำไว้ เอาเงินไปใช้แล้วก็กลับไปก่อนยังไม่ถึงเวลา”

            หลังจากนั้นไม่นาน อ.บาส บอกว่าถูกดูดกลับมา เจ็บหน้าอกเหมือนเดิมแล้วลืมตาขึ้นมาและรู้สึกว่ามีแรงขึ้น จึงลองโทรไปเบอร์ที่พราหมณ์เขียนไว้ให้

            พอปลายสายรับ อ.บาส ก็ได้ถามว่า “ที่นั่นที่ไหน”

            ปลายสายตอบว่า “โรงพยาบาล…ค่ะ”

            “ช่วยส่งรถมารับหน่อยครับ ผมไม่ไหวแล้ว ผมหายใจไม่ออก” อ.บาสรีบบอก

            “ทำใจดี ๆ ไว้นะคะ… ขอแจ้งนิดนึงนะคะ ที่นี่ถ้าจะส่งรถพยาบาลไปรับคนต้องมีค่าบริการนะคะ” ปลายสายรีบบอกเงื่อนไข

            “เท่าไหร่ครับว่ามาเลย”

            “600 บาท ค่ะ”

            ทันทีปลายสายบอกราคา อ.บาสก็นึกขึ้นมาได้ว่าพราหมณ์คนนั้นให้เงินมาด้วย 600 บาท จึงลองเปิดดูในกระเป๋าสตางค์ปรากฏว่ามีเงินอยู่ในนั้น 600 บาท เป็นแบงก์ร้อยทั้งหมด อ.บาสบอกว่าอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้เพราะตนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในกระเป๋านั้นมีเงินอยู่แล้วหรือไม่ หลังจากนั้นรถโรงพยาบาลก็มารับที่หอพัก

            หลังจากนั้น อ.บาส นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 9 วัน เพราะหมอบอกว่าปอดติดเชื้อ ช่วงที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลก็มีความรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่ ร่างกายค่อย ๆ ดีขึ้น หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็กลับมาดูดวงเพราะอยากรวย หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยป่วยโรคร้ายอะไรอีกเลย อ.บาสเองบอกว่าตอนที่วูบไปรู้สึกว่านานมากเหมือนเป็นวัน แต่จริง ๆ แล้วมันแค่ครู่เดียว มันอาจจะแค่ฝันไปก็ได้ แต่มันก็มีเหตุผลของมัน..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

ย้อนไปในวัยเด็ก.. ลุงแถวบ้านมอบของเล่นให้ แต่พอตกดึกกลับโดนผีเด็กใช้วิธีหลอกแบบตุ้งแช่เหมือนในหนังเป๊ะ! สุดท้ายมารู้ว่าผีเด็กตนนั้นเป็นลูกของลุงที่ตายไปนานแล้ว และไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพราะหวงของเล่น!

23 พ.ค. 2023

ย้อนไปในวัยเด็ก.. ลุงแถวบ้านมอบของเล่นให้ แต่พอตกดึกกลับโดนผีเด็กใช้วิธีหลอกแบบตุ้งแช่เหมือนในหนังเป๊ะ! สุดท้ายมารู้ว่าผีเด็กตนนั้นเป็นลูกของลุงที่ตายไปนานแล้ว และไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพราะหวงของเล่น!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (16 พฤษภาคม 2566) ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องหลอนให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังว่า มีน้องคนหนึ่งเจอผีเด็กตามหลอกเพราะไปเอาของเล่นเขามา จนทำให้จำฝังใจ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น แท็กเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย! พี่ขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้องคนหนึ่งชื่อ ‘โน้ต’ ปัจจุบันอายุ 40 กว่าปีแล้ว แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวัย 11 ขวบ ซึ่งในตอนนั้นบ้านของคุณโน้ตทำอาชีพขายปลา เปิดหน้าร้านอยู่ในตึกอาคารพานิชย์ ตึกนี้ก็มีร้านค้าอื่น ๆ แบ่งเป็นบล็อก ๆ ไป และร้านด้านในสุดเป็นร้านตัดเย็บเสื้อผ้า มีคุณลุงใจดีเป็นเจ้าของบ้าน ในตอนนั้นแก๊งค์เพื่อนของคุณโน้ตมี ‘ฝน’ และ ‘เอ’ ที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามด้วย ซึ่งโน้ตกับเอเป็นผู้ชาย ส่วนฝนเป็นผู้หญิงและเป็นพี่น้องกับเอ ทั้งสามสนิทกับคุณลุงร้านตัดเย็บเสื้อผ้ามาก เพราะคุณลุงอยู่กับภรรยาสองคน นอกจากนี้คุณลุงก็ยังชอบให้เด็กทั้งสามคนไปเล่นที่บ้านเป็นประจำ มีครั้งหนึ่งที่ทั้งสามคนไปเล่นที่บ้านคุณลุงเหมือนเช่นเคย แล้วคุณลุงก็พูดว่า “เออเนี่ย ลุงซื้อปลามาเลี้ยงใหม่เป็นปลาคาร์ฟ อยู่บนดาดฟ้านะ ขึ้นไปดูเล่นสิ” ทำให้นั่นเป็นครั้งแรกที่ทั้งสามคนได้ขึ้นไปเล่นที่ดาดฟ้าของบ้านคุณลุง พอขึ้นไปแล้วก็ได้เจอกับบ่อปลาคาร์ฟที่พึ่งก่อขึ้นมาใหม่ มีห้องหนึ่งอยู่ติดกับบ่อปลาคาร์ฟ ระหว่างที่กำลังดูปลาเล่นอยู่นั้น คุณโน้ตก็สงสัยว่าห้องนี้มันคือห้องของใคร หรือจะเป็นห้องพักของคนงานคุณลุงหรือเปล่า เอจึงถามคุณโน้ตว่า “เฮ้ยโน้ต นี่ห้องใครวะ” คุณโน้ตก็ตอบไปว่า “กูก็ไม่รู้ กูก็เพิ่งขึ้นมากับมึงเนี่ย” เอก็เลยบอกให้คุณโน้ตดูว่าในห้องมีใครหรือเปล่า คุณโน้ตจึงเอามือไปป้องกระจกเพื่อส่องดูเข้าไปข้างใน ภาพที่เห็นคือภายในห้องมีโต๊ะเขียนหนังสือติดกับกระจกที่กำลังส่องดู และเลยไปติดผนังฝั่งตรงข้ามเป็นเตียงเล็ก ๆ ด้านขวามือของเตียงจะเป็นตู้ไม้ที่ประตูตู้เป็นกระจก ซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนสะดุดตาก็คือในตู้นั้นมีของเล่นเต็มไปหมด คุณโน้ตจึงบอกกับทุกคนว่า “เฮ้ย! พวกมึงดูดิในตู้นั้นของเล่นเต็มไปหมดเลย” ทุกคนจึงหันไปมองตามทันที ระหว่างที่กำลังจ้องของเล่นอยู่นั้น ทุกคนก็สังเกตเห็นว่าโต๊ะเขียนหนังสือมันสั่นกึก ๆ ๆ และสิ่งที่เห็นก็คือค่อย ๆ มีหัวคน! ลักษณะเป็นเด็กที่อายุไล่เลี่ยกับพวกเขาโผล่ออกมาจากใต้โต๊ะ คลานลอดตรงไปยังขอบเตียง และเหมือนกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ โดยนั่งหันหลังให้กับทั้งสามคน สักพักหนึ่งมีเสียงกิ๊ง ๆ ๆ ซึ่งเป็นเสียงกระดิ่งจากของเล่นที่เป็นรถสามล้อไขลาน หมุนออกมาจากเด็กคนนั้นและวิ่งไปทั่วห้อง ซึ่งเด็กคนนั้นที่นั่งยอง ๆ อยู่ ก็กระโดดไปจับรถสามล้อไขลาน และพอจับได้และกำลังจะหันหน้ามาทางทั้งสามคน คุณลุงก็ขึ้นมาเรียกพอดี “ทำอะไรกันอยู่น่ะ เอ้าลงมากินขนมกันเร็ว” ด้วยความเป็นเด็กทุกคนก็เลยลงไปกินขนมโดยไม่ได้สนใจอะไรต่อ ผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เด็ก ๆ ทั้งสามคนก็มาเล่นที่ดาดฟ้าบ้านคุณลุงอีกครั้ง และรวมตัวกันไปยืนจ้องดูในห้อง ๆ นั้น เพราะมันมีของเล่นมากมาย จนคุณลุงขึ้นมาเห็นและถามว่าเด็ก ๆ ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ คุณโน้ตจึงตอบว่า “เนี่ยลุง ในห้องนี้ทำไมมันมีของเล่นเยอะจัง” คุณลุงตอบกลับมาว่า “เอาไหมล่ะ ลุงให้” โอกาสมาถึงขนาดนี้แน่นอนทุกคนก็ตอบตกลงเอาทันที และเดินตามคุณลุงเข้าไปในห้อง ซึ่งคุณลุงก็บอกว่า “เอาไปเลย คนละสองชิ้นสามชิ้นเอาไปได้เลย” ซึ่งเอเลือกเอาเรือป๊อกแป๊ก โน้ตเลือกเอารถสามล้อไขลานที่เคยเห็นเด็กคนนั้นเล่น โดยในใจของโน๊ตก็คิดว่าอยากได้หุ่นยนต์เพิ่มอีกตัวหนึ่ง แต่ด้วยความเกรงใจคุณลุงจึงคิดว่าเอาแค่นี้ก็พอแล้ว ส่วนฝนได้ไปยืนมองตุ๊กตาตัวหนึ่งและหยิบขึ้นมาอุ้ม ระหว่างที่กำลังจะออกจากห้องจู่ ๆ ฝนก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่เอาละ” พร้อมกับนำตุ๊กตาตัวนั้นไปวางที่เตียง และทั้งสามคนก็ได้ออกมาเล่นกันที่ดาดฟ้าเหมือนเดิม ผ่านไปพลบค่ำ ระหว่างที่กำลังเล่นอยู่นั้น ตัวโน้ตได้หันไปมองที่ห้องนั้นอีกครั้ง เพราะในใจยังอาลัยอาวรณ์หุ่นยนต์ตัวที่อยากได้ ปรากฏว่าเขาเห็นเด็กคนเดิมคนนั้น ค่อย ๆ เอามือมาแนบกระจกแล้วส่องดูพวกเขา โน้ตจึงทักไปว่า “เฮ้ยนาย ออกมาเล่นด้วยกันดิ ถ้าไม่เล่นกันตรงนี้ไปเล่นที่บ้านเราก็ได้ บ้านใกล้ ๆ นี้เอง มาเร็ว มาเร็ว” ทำให้ฝนทักโน้ตว่า “มึงพูดไรอ่ะ มึงเป็นไร มึงชวนใคร” โน้ตเลยตอบว่า “อ้าวก็นั่นไงเด็กที่อยู่ในห้องนั้น” “มีที่ไหน มึงบ้าหรือเปล่าเนี่ย ไม่เอาละ ๆ กลับบ้านดีกว่าเย็นแล้ว” ฝนพูด แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเองไป พอตกกลางคืนวิถีของบ้านโน้ตก็คืออาม่าและญาติ ๆ จะนั่งดูทีวีกันจนจบ ค่อยขึ้นนอน ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่า ในตัวบ้านของโน้ตมีชั้นลอยและมีห้องอยู่ตรงนั้น โน้ตกับอาม่านอนด้วยกัน ก่อนที่จะเข้านอน ด้วยความเห่อของเล่นใหม่ โน้ตก็เอาของเล่นขึ้นไปนอนด้วยและวางตรงไว้ตรงหัวเตียง ซึ่งเตียงนอนของโน้ตและอาม่านั้นจะเป็นเตียงนอนที่ปูติดกับพื้น ระหว่างที่หลับอยู่นั้น โน้ตก็รู้สึกตัวขึ้นมาเพราะปวดฉี่ จึงพยายามเรียกอาม่าให้ตื่นไปส่งเข้าห้องน้ำ แต่อาม่าก็ไม่ตื่น โน้ตก็ปลุกอาม่าอยู่อย่างนั้นจนอาม่ารำคาญ และพูดกลับมาว่า “เออลื๊อก็ลุกไปฉี่สิ ปลุกอะไรนักหนาเล่า อั๊วจะนอน” โน้ตตัดสินใจว่า “เออลงไปฉี่เองก็ได้วะ” จากนั้นก็หยิบรถสามล้อไขลานที่วางอยู่บนหัวเตียงเพื่อจะเอาลงไปด้วย แต่ปรากฏว่าของเล่นมันหายไป! ก่อนนอนก็จำได้ว่าวางอยู่ตรงนี้ หรือว่าลืมเอาขึ้นมาด้วย ระหว่างที่กำลังหาของเล่นอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงกระดิ่งของรถสามล้อไขลานนั้นดังลงมาจากชั้นล่าง! โน้ตจึงเปิดประตูห้องนอนออกไปเพื่อไปเปิดไฟตรงชั้นลอย และไปยืนชะโงกหน้าดูที่ชั้นล่าง ซึ่งเขาก็ได้เห็นว่ารถสามล้อไขลานนั้นวิ่งออกมาจากเข่งที่มันตั้งอยู่ประตูหน้าบ้าน แล้วมาหยุดอยู่กลางบ้าน! ในใจก็คิดสงสัยว่า “ใครมาเล่นวะ” ขณะที่กำลังจะก้าวขาลงจากชั้นลอย ตาก็มองของเล่นนั้นไปด้วย แต่สิ่งที่โน้ตเห็นก็คือจู่ ๆ มีเงาดำเงาหนึ่ง วิ่งลอดจากชั้นลอยมาโผล่ตรงพื้นกลางบ้าน ตะครุบของเล่นนั้น และพยายามไขลานดังแกร๊ก ๆ จังหวะที่ปล่อยสามล้อไขลานนี้ให้วิ่งต่อ เงานั้นก็หันขวับขึ้นมามองที่โน้ต โน้ตรู้สึกกลัวและตกใจจึงวิ่งเข้าไปในห้อง และกระโดดขึ้นไปบนที่นอนบอกอาม่าว่าโดนผีหลอก ๆ แต่อาม่าก็ไม่ยอมตื่น ด้วยความที่โน้ตวิ่งเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน ทำให้ลืมปิดประตูห้อง แสงไฟที่อยู่ตรงชั้นลอยก็สาดเข้ามาในห้องพาดมายังตรงที่โน้ตนอนพอดี โน้ตที่นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาอาม่าเพราะกลัว ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมปิดประตูห้อง ขณะที่กำลังจะพลิกตัวกลับไป ก็มีเสียงกิ๊ง ๆ ๆ ของรถสามล้อไขลานนั้นวิ่งเข้ามาในห้อง มาหยุดอยู่ที่ข้างเตียงนอนโน้ต! โน้ตเลยแกล้งพลิกตัวมาพร้อมกับหรี่ตาไปด้วยเพราะไม่กล้ามอง และเห็นว่าของเล่นนั้นอยู่ตรงหน้าพอดี! โน้ตจึงเอื้อมมือจะไปหยิบสามล้อนั้นเพื่อเอามาเก็บไว้ใต้ผ้าห่ม ปรากฏว่าโน้ตถึงกับต้องค้างมือนั้นไว้เพราะเหลือบไปเห็นตรงประตูว่า มีเงาดำโผล่มาจากหลังประตู และจ้องมองเขาอยู่! โน้ตมองเห็นเงานั้นเพียงลูกตาที่ขาวโพลนหมดทั้งตา เมื่อตาสบตากัน เงานั้นก็วิ่งพรวดเข้ามาหาเขาทันที แล้วมาตะครุบของเล่นไว้ พร้อมกับพูดว่า “ของของกู” เท่านั้นแหละโน้ตก็ภาพตัดไปโดยไม่รู้สึกตัวอีกเลย ตื่นเช้ามาอาม่าก็โวยวายโน้ตใหญ่เลยว่าทำไมปวดฉี่ถึงไม่ลุกไปฉี่ที่ห้องน้ำ เพราะที่นอนเต็มไปด้วยฉี่ของเขา ในตอนนั้นโน้ตก็ยังไม่ได้พูดอะไรให้อาม่าฟัง และหันไปเห็นว่าของเล่นนั้นยังอยู่บนหัวเตียงเหมือนเดิม จึงนำมันลงไปข้างล่างเพื่อไปกินข้าว ในตอนนั้นโน้ตก็รู้สึกใจคอไม่ดีพะอืดพะอมแปลก ๆ จนอาม่าถามว่า “ลื๊อเป็นอะไรเนี่ยไม่ยอมกินข้าวกินปลา” โน้ตก็บอกว่า “ไม่ได้เป็นอะไรเดี๋ยวจะไปเล่นบ้านเพื่อนก่อนนะ” เพื่อจะไปเล่าให้กับฝนและเอฟัง พอมาถึงบ้านเพื่อน ก็เห็นว่าเอหน้าซีดอยู่หน้าบ้าน จึงถามเอว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า” เอก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน เหมือนโดนผีหลอก ระหว่างนั้นแม่ของเอก็เดินมาพอดี จึงได้ถามว่า “ไปทำอะไรกันมาเนี่ย เมื่อคืนเอก็โดนหลอก ร้องไห้จ๊ากเลย” เอก็ได้เล่าให้ฟังต่อว่าเมื่อคืนเกิดปวดฉี่ขึ้นมา จึงให้แม่ไปส่งเข้าห้องน้ำ ภายในห้องน้ำบ้านเอจะมีอ่างน้ำที่เป็นปูนก่อเป็นทรงสี่เหลี่ยมติดกับผนัง ระหว่างเข้าห้องน้ำอยู่นั้น เอก็เอาเรือป๊อกแป๊กนั้นไปลอยน้ำเล่น เมื่อฉี่เสร็จแล้วก็มาเล่นเรือป๊อกแป๊กต่อ แต่ระหว่างที่เล่นอยู่นั้น ก็สังเกตเห็นว่าทำไมน้ำในอ่างถึงกระเพื่อมและมีฟองอากาศปุด ๆ ออกมาจากใต้น้ำ ด้วยความสงสัยจึงชะโงกหน้าไปมอง ในอ่างน้ำค่อนข้างมืดมองไม่เห็นอะไร เอจึงจะเอื้อมมือไปหยิบเรือป๊อกแป๊ก เพราะในใจเริ่มกลัวแล้ว ปรากฏว่ามีเด็กโผล่พรวดออกมาจากกลางน้ำ มายืนอยู่ตรงขอบอ่างและพูดว่า “ของของกู!” เอตกใจกลัวจนแทบขยับไม่ได้ และได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียก จึงฮึดแรงเฮือกสุดท้ายรีบวิ่งออกไปหาแม่ทันที ส่วนฝนก็เล่าด้วยว่าจริง ๆ แล้วที่ไม่หยิบตุ๊กตาออกมาด้วย เพราะว่ารู้สึกว่าตุ๊กตามันยิ้มให้ จึงตัดสินใจไม่เอาดีกว่าเพราะกลัว คุณแม่เอได้ฟังดังนั้นจึงถามต่อว่า “แล้วไปเอาของเล่นนี้มาจากไหน” ทุกคนจึงเล่าให้ฟัง และพากันไปคืนของเล่นที่บ้านคุณลุง คุณลุงได้ทราบเรื่องทั้งหมด ก็พูดขึ้นมาว่า “อ้าวยังไม่ไปเกิดอีกเหรอ เพราะตายมาหลายปีแล้วนะ” และเล่าต่อว่าของเล่นทั้งหมดนี้เป็นของลูกชายคุณลุงเอง ซื้อให้ลูกชายไว้เล่นเมื่อนานมาแล้ว แต่ลูกชายดันมาเสียไปซะก่อนด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ที่สำคัญเมื่อตอนมีชีวิตอยู่ลูกชายเป็นคนหวงของเล่นมาก พอตายไปคนเป็นพ่อจึงตัดสินใจว่างั้นเอาของเล่นทั้งหมดขึ้นไปเก็บที่ห้องบนดาดฟ้าละกัน จะได้เล่นไปเลยคนเดียว และจะได้ไม่มีใครมายุ่งกับของเล่นของลูกอีก แต่มันก็ผ่านนานมาก ๆ แล้ว จึงคิดว่าน่าจะแบ่งของเล่นให้กับเด็กคนอื่น ๆ ได้ และเมื่อทุกคนคืนของเสร็จเรียบร้อยแม่ของเอก็เลยพาทั้งสามคนไปทำบุญกันที่วัด เพื่อที่ผีเด็กตนนั้นจะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก เมื่อฟังเรื่องนี้จบดีเจทั้ง 2 คน พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าหลอนมาก ขนาดผู้ใหญ่เจอผียังกลัวจนตัวสั่น แล้วนี่เป็นเด็กเจอผี จะจำฝังใจขนาดไหน เพราะขนาดตอนนี้คุณโน้ตอายุ 40 กว่าแล้วก็ยังจำเรื่องราวทุกอย่างได้แม่นอยู่เลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ขวัญ INDIGO 'นิมิตประหลาดพระจมน้ำ' I อังคารคลุมโปง X INDIGO [ 12 พ.ย. 2567 ]

21 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ INDIGO 'นิมิตประหลาดพระจมน้ำ' I อังคารคลุมโปง X INDIGO [ 12 พ.ย. 2567 ]

ขนลุกกับเศรัทธาความเชื่อใน ‘อังคารคลุมโปง X (12 พฤศจิกายน 2567) ที่ ‘ขวัญ INDIGO’ มาเล่าสิ่งที่เห็นจากภาพจิตสัมผัสทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ อ้าปากค้าง! จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญได้เล่าว่า ตนมักจะไปกินข้าวที่บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘ป๋อง’ (นามสมมุติ) บ่อยครั้ง บ้านหลังนี้มีลักษณะเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เปิดประตูเข้าไปฝั่งขวาเป็นโทรทัศน์ ข้างหน้าเป็นโต๊ะอาหาร เลี้ยวไปทางขวาจะเป็นห้องครัว ที่ประจำของคุณขวัญคือโต๊ะอาหาร พวกเขามักจะนั่งกินข้าวและพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้คุณป๋องยังเลี้ยงแมวหลายตัว เวลานั่งคุยกันก็มักจะอุ้มแมวมาเล่นด้วย และส่วนตัวของคุณป๋องไม่ค่อยเชื่อเรื่องพระ บ้านของเขาจึงไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในบ้าน ปกติคุณขวัญเป็นคนตื่นเช้า เมื่อก่อนจะสวดมนต์ทุกเช้า นั่งสมาธิ ทำบุญตักบาตร แต่อยู่มาวันหนึ่ง คุณขวัญนั่งสมาธิหลับตาแล้วเห็น ‘หลวงพ่อโสธร’ ท่านจมน้ำ ภาพที่เห็นเป็นองค์พระพุทธรูปสีทอง หลังจากนั้น คุณขวัญก็ไม่สามารถนั่งสมาธิได้ จึงเปลี่ยนมาสวดมนต์แทน แต่ระหว่างสวดมนต์ภาพที่เห็นก็ยังเป็นภาพเดิม คุณขวัญถึงกับเอะใจกับสถานที่ที่เห็นในภาพนั้นว่า ‘ทำไมเห็นบ้านหลังนี้ ทำไมเห็นบ้านป๋องที่น้ำกำลังท่วมแล้วเขารู้สึกถึงความอึดอัด ทรมาน’ หลังจากนั้นก็เห็นเป็นภาพโต๊ะอาหาร คุณขวัญเริ่มเอะใจ จึงตัดสินใจทักไลน์ไปหาคุณป๋องว่า “มึงเป็นไง มีอะไรอยู่ตรงใต้โต๊ะอาหารไหม ช่วยดูให้หน่อย กูเห็นอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์อยู่ใต้โต๊ะอาหาร มันเหมือนกับมีน้ำอะไรราดท่านอยู่หรือเปล่า” คุณป๋องก็ตอบกลับบอกว่า “บ้านกูเนี่ยนะ จะมีของศักดิ์สิทธิ์” เนื่องจากคุณป๋องไม่ได้เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณขวัญจึงบอกไปว่า “รบกวนดูให้หน่อยนะ ขอร้อง” พอผ่านไปถึงช่วงเย็นคุณป๋องก็ทักมาบอกว่า “ไม่มีนะ” คุณขวัญคิดว่าตัวเองน่าจะคิดไปเอง.. วันรุ่งขึ้น คุณขวัญก็เห็นภาพนั้นอีกเหมือนเดิม แต่เห็นสถานที่ชัดเจนกว่าครั้งแรก ‘ท่านอยู่ใต้โต๊ะอาหารโต๊ะตรงนั้นจริง ๆ’ คุณขวัญจึงทักหาคุณป๋องอีกครั้ง คุณป๋องถามกลับมาว่า “เป็นอะไรเนี่ย” ด้วยความที่บอกไปอย่างไรคุณป๋องก็ไม่เชื่อ คุณขวัญจึงบอกว่า “โอเคไม่เป็นไรกูคงคิดไปเอง” พอผ่านไป 2 อาทิตย์ คุณพ่อของแฟนคุณป๋องก็เสียชีวิต คุณป๋องจึงต้องขับรถกลับเชียงใหม่เพื่อไปงานศพ คุณขวัญได้บอกกับเพื่อนว่า “เฮ้ย ขับรถดี ๆ นะ ก่อนออกไหว้ที่บ้านสักหน่อย กวาดบ้านก็ได้ พ่อเสียแล้วทำบ้านให้สะอาดก่อนค่อยเดินทางไปหาพ่อที่เชียงใหม่ไหม” ในใจคุณขวัญรู้สึกไม่สบายใจเนื่องจากคุณขวัญยังไม่สามารถลบภาพนั้นได้ จึงพยายามบอกกับคุณป๋องทำใจดี ๆ ขับรถดี ๆ คุณป๋องบอก “โอเค เดี๋ยวจะทำ” คุณขวัญบอกอีกว่า “ถ้าเชื่อกู กูขออย่างหนึ่ง เอาน้ำถวายหิ้งพระหน่อยก่อนออกเดินทาง หิ้งไม่มีอะไรเลยใช่ไหม” คุณป๋องก็ได้ทำตามที่คุณขวัญบอกทั้งหมด ส่วนแฟนของคุณป๋องในช่วงนั้นรู้สึกจิตใจแย่ พอคุณขวัญทักบอกให้กวาดบ้านทำบ้านให้สะอาดเขาจึงทำตามที่คุณขวัญบอกเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ก็มีไลน์เด้งมาพร้อมรูปที่โชว์ถุงพลาสติก ถุงพลาสติกนั้นมีน้ำอยู่ข้างในคือฉี่แมว แล้วมีหลวงพ่อโสธรเป็นตลับอยู่ประมาณ 20-30 ตลับ คุณป๋องถามคุณขวัญว่า “ขวัญ.. มึงเห็นได้ยังไง” คุณขวัญจึงถามกลับมาว่า “แล้วมันมาได้ยังไงมากกว่า!” เพราะคุณป๋องไม่ได้เชื่อเรื่องพระแต่ในบ้านมีพระหลายตลับอยู่ได้อย่างไร สุดท้ายคุณป๋องก็ได้มารู้ว่า คนที่มาทานข้าวด้วย เขาเป็นคนเล่นพระ ช่วงนั้นที่จะมีหลวงพ่อหลายองค์ที่เขาซื้อมาเป็นกล่อง แล้วเขาก็ลืมไว้ซึ่งอยู่ใต้กระเช้าปีใหม่ แมวจึงฉี่ใส่ถุงนั้นมาตลอด จากนั้นกลายเป็นว่าคุณป๋องก็เชื่อเรื่องที่คุณขวัญบอกทุกอย่าง พอคุณป๋องและแฟนทำความสะอาดบ้านเสร็จ พระที่ได้มานั้น คุณขวัญก็บอกให้คุณป๋องขอขมาท่าน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

09 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

วันหนึ่งคนเฝ้าสวนออกไปจับกบ ดันไปเจอซากกบที่เหลือแต่ตัวเพราะหัว และขาถูกกัดไป!เลยเก็บตัวกบไปกะจะเอาไปทำเหยื่อ ระหว่างทางจะกลับไม่รู้มีอะไรดลใจให้ส่องไฟกบไปบนต้นยาง ก็เห็นเป็นเงาแปลกๆวิ่งตามไฟที่ส่อง กลับเจอคนแก่หลังค่อมไม่ใส่เสื้อผ้า ก้มทำอะไรสักอย่าง พอสาดไฟไปอีกครั้งก็เจอควันลอยมาเป็นหน้าคนแก่ แล้วพูดว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ตกดึกกลับบ้านมาได้ยินเสียงเท้าเดินรอบเถียงนาพร้อมกับเสียงโหยหวน ไม่จบแค่นั้น เด็กในหมู่บ้านเกิดอุบัติเหตุ น้องก็เล่าว่าขับรถผ่านสวนยางหันไปเห็นคนไม่ใส่เสื้อวิ่งตามรถจนแหกโค้ง!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน‘อังคารคลุมโปง Xครูตรีมีเรื่องเล่า[4ส.ค. 2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘สวนยางหน้าฝน’ ‘คุณเปา’ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวสุดหลอนที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของตนเองในจังหวัดกาฬิสินธุ์โดยครอบครัวของคุณเปา ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีสวนยางที่คุณพ่อได้ปลูกเอาไว้ราว ๆ 20 กว่าไร่ ซึ่งโดยปกติในช่วงหน้าฝนนั้นจะไม่สามารถกรีดยาง หรือทำการเกษตรอื่นๆ ได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยเพราะภายในสวนยางจะมีขี้ยาง หรือก้อนยางที่เมื่อโดนน้ำกรดจะส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงจนไม่สามารถเอาเข้ามาในหมู่บ้านได้บริเวณบ้านจึงมีเถียงนาที่เป็นพื้นที่ไว้สำหรับคนเฝ้าสวนยางแห่งนี้ในช่วงเวลานั้นพ่อ และแม่ของคุณเปา ต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัดเป็นเวลาลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ จึงทำให้ต้องจ้างวานคนเฝ้าสวนมาดูแลสวนยางในระหว่างที่ตนเองไม่อยู่เลยได้เจอกับ‘พี่บี’ชายหนุ่มในครอบครัวชาวลาวที่กำลังตกงานอยู่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก็ขึ้นในช่วงหน้าฝน ซึ่งโดยปกติของคนภาคอีสาน เมื่อเข้าสู่หน้าฝนชาวบ้านหลายคนก็จะออกมาจับกบ จับอึ่งนำไปทำอาหารกินกันอยู่มาวันหนึ่ง ในวันฝนตกพี่บีที่กำลังเตรียมตัวออกไปจับกบบนหัวของเขาสวมไฟส่องกบ และขาทั้งสองสวมรองเท้าบูธทันใดนั้นเองในตอนที่เขากำลังจะก้าวขาลงไปที่เถียงนา เขากลับมองเห็นดวงไฟสีส้มนวลอยู่ห่างออกไปจากเถียงหน้าประมาณหลายกิโล ภายในใจเขาคิดว่าคงเป็นชาวบ้านที่กำลังออกมาจับกบเหมือนกันกับเขา จึงไม่ได้เอะใจอะไรระหว่างทางเขาก็ค่อย ๆ เดินลงไปเรื่อย ๆเพราะบริเวณไร่นาที่จะมีกบนั้นจะต้องเดินลัดผ่านสวนยางไปในตอนก่อนที่เขาจะเดินลงไปในเถียงนาเป็นปกติที่จะเขาได้ยินเสียงกบ เสียงอึ่งส่งเสียงร้องดังไปทั่วผืนนาแต่เมื่อเขาลงไปถึงข้างล่าง บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเขาเองเขาเดินไปตามทางคันนาเรื่อย ๆ ก็ไม่เจออะไรแต่แล้วที่สิ่งปรากฏตรงหน้ากลับทำให้เขาประหลาดใจ เมื่อเขาเจอซากกบ!ที่ส่วนหัว และแขนขาของมันถูกกัดกินไปเหลือไว้เพียงลำตัวเขาคิดว่าคงเป็นพวกแมวหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘อีเห็น’ที่มากัดไปและเพราะตรงส่วนลำตัวของกบที่ยังสดอยู่ เห็นแบบนั้นพี่บีเลยตัดสินใจเก็บซากกบนั้นกลับไปเผื่อว่าจะเอาไปทำเป็นเหยื่อปลาหลังจากเดินไปได้สักพัก จนแล้วจนเล่าเขาก็ไม่เจออะไรจึงถอดใจและเตรียมตัวกลับบ้าน ในตอนที่พี่บีกำลังจะเดินกลับ แทนที่จะใช้ไฟบนหัวส่องนำทาง กลับมีอะไรดลใจให้เขาเลือกที่จะส่องไฟขึ้นไปบนสวนยางและในจังหวะที่เขามองขึ้นไปนั้น เขาก็เห็นเงาอะไรบางอย่างกำลังวิ่งตามแสงไฟเขาอยู่ และเมื่อเขาขึ้นไปบนสวนยาง ด้วยเวลาการเดินข้างนานเลยทำให้ไฟบนหัวของเขาติด ๆ ดับ ๆเขาจึงพยายามเคาะจนเมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้งในจังหวะที่เขาหันไปส่องไฟที่สวนยางเขากลับเห็นภาพของชายแก่ หลังค่อมคนหนึ่งที่เนื้อตัวไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียวกำลังก้มทำอะไรสักอย่างอยู่กลางสวนและด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงตัดสินใจสาดไฟส่องไปตรงนั้นอีกครั้งหนึ่งเขาเห็นแสงไฟสีส้มนวลเหมือนกับตอนแรกที่เขาเจอไฟมันลอยมาตกแถวใกล้กับเถียงนา และค่อย ๆ จางไป ทันใดนั้นไฟบนหัวของเขาที่กำลังติด ๆ ดับ ๆเมื่อถึงจังหวะที่ไฟบนหัวเปิดขึ้น ภาพตรงหน้าเกือบทำเขาแทบล้มทั้งยืน!เมื่อสิ่งที่เขาเห็น คือใบหน้าของคนแก่ที่ลอยมาเป็นกลุ่มควันและยังพูดกับเขาอีกว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ใบหน้านั้นพูดกับเขาความกลัวเข้าครอบงำจนทำให้เขาร้องไห้ และปัสสาวะราดออกมาในทันที จนแฟนของพี่บีได้ยินจึงเข้าไปเรียกสติแล้วพากลับมาที่บ้าน หลังจากได้สติเขาก็เล่าเรื่องราวที่ไปเจอเจอมาให้แฟนสาวฟัง แฟนก็บอกว่า‘ไม่มีอะไรหรอก อยู่มาตั้งหลายเดือนไม่เคยมีอะไรแบบนี้เลย’ ถึงอย่างนั้นแฟนสาวของเขาก็พยายามบอกให้เขาไม่ต้องคิดมาก และข่มตาลงนอน แต่ในช่วงที่แฟนของเขาหลับไปแล้วเขากลับได้ยินเสียงคนเดินลากเท้าอยู่รอบ ๆ เถียงนาตลอดเวลา และทำเสียงโหยหวนคล้ายเสียงแมวตอนติดสัดพอเช้าวันถัดมา เขาก็มาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟัง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งที่เขาเจอมาจะเป็นเรื่องจริง แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านประสบอุบัติเหตุอยู่ข้าง ๆ สวนยางแถวบ้านคุณเปา น้องเล่าว่าในจังหวะที่ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านสวนยางไฟรถก็ส่องไปเห็นร่างของคนที่ไม่ใส่เสื้อผ้าวิ่งตามรถของน้องไม่ว่าน้องจะขับหนีไปเร็วแค่ไหนก็ยังวิ่งตามทำให้น้องกลัวจนหันมามองอีกทีถนนก็เป็นทางโค้งแล้ว ทำให้เลยโค้งไปจนมีคนหนึ่งที่ตอนนี้ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่ และจนท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าสิ่งที่ได้เจอคืออะไรกันแน่.. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

08 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ตอนนั้นเริ่มเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ต้องทำโอทีเพื่อทำยอด ช่วงดึกทำงานอยู่ในคลังสินค้าเพียงคนเดียว ระหว่างที่จัดสินค้าเตรียมส่งให้ลูกค้า สายตาเห็นคนเดินผ่านบริเวณกล่องพัสดุ เมื่อเดินไปดูไม่เจอใคร แต่ได้เห็นกล่องพัสดุชิ้นหนึ่งที่สั่น! และมาพร้อมเสียงปริศนาบอกว่า ‘พี่ชายปล่อยผมออกไปที’ เช้าต่อมาต้องนำของชิ้นนี้ไปส่งให้รู้ค้า จึงได้รู้ว่าสิ่งนี้คือ ‘น้ำมันพราย’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost (28 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พนักงานส่งของ’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ถูกเล่าโดย ‘คุณบอย’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ของพนักงานส่งของคนหนึ่ง ที่ได้เล่าให้คุณบอยฟังไว้ว่า ช่วงที่ผมได้มาเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ก็ต้องขยันหน่อย ทำ OT มาก ๆ เพื่อที่หัวหน้าจะได้เห็นยอด และให้ผมผ่านโปรไว ๆ มีอยู่คืนหนึ่งผมทำงานจนดึกอยู่ในคลังสินค้า กว่าจะทำงานเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพี่ ๆ พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ผมก็จัดสินค้าขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของผมปกติเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ออกไปส่งตั้งแต่เช้า แต่ระหว่างนั้นมีกองสินค้าอยู่กองนึงอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยมีไฟหางตาผมสังเกตเห็นใครสักคนกำลังเดินอยู่ในคลังสินค้า ผมแอบเอะใจนิด ๆ เพราะที่นี่มีผมอยู่แค่คนเดียวใครจะมาเดินในคลังเวลานี้ เลยตัดสินใจเดินไป แต่เมื่อไปถึงก็ไม่เจอใคร เจอแต่กล่องสินค้าชิ้นเล็กกล่องหนึ่งซึ่งมันขยับ และสั่นเองได้ผมกลัวว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ด้านในหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น มันอาจจะขาดอากาศหายใจได้ ผมจึงเอื้อมมือหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ และมืดผมเอากล่องพัสดุชิ้นนั้นขึ้นมาแนบหูเพื่อฟังเสียงมัน และเสียงที่ออกมาจากกล่องใบนั้นคือเสียงพูดของใครคนหนึ่งที่พูดว่า...“พี่ชาย ปล่อยผมออกไปที” ด้วยความตกใจ ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาจากกล่องแบบนั้น ผมโยนทิ้ง และรีบวิ่งออกมาจากคลังสินค้า ไปที่รถเพื่อหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เช้าวันต่อมาผมก็ขับรถไล่ส่งสินค้าตามบ้านปกติ แต่ส่งจนมืดค่ำก็ยังไม่หมดเหลือประมาณ 10 กล่องสุดท้าย ผมจึงคิดว่าจะเก็บไว้ไปนำส่งต่อวันพรุ่งนี้ เมื่อผมกลับมาถึงที่พักผมก็จอดรถไว้ และเดินขึ้นห้องไปซึ่งห้องผมอยู่ชั้น 2 ที่สามารถมองลงมาเห็นรถมอมอเตอร์ไซค์ตัวเองจากหลังห้องได้พอดี ผมถึงห้องผมก็ตรงไปอาบน้ำ พออาบเสร็จก็จะเอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ระเบียง ผมเผอิญสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถตอนแรกผมคิดว่า เป็นใครพยายามจะขโมยอะไรในรถหรือเปล่า? เลยรีบวิ่งไปดู แต่ปรากฏว่า ผู้ชายคนนั้นก็หายไป สินค้าก็ไม่ได้หายไปไหน ผมเลยออกไปส่งสินค้าปกติ จนกระทั่งส่งสินค้าให้ลูกค้าครบทุกชิ้น จึงเช็คดูความเรียบร้อยอีกที แต่พอเช็คดูดันเหลือพัสดุปริศนากล่องหนึ่ง ที่เกินมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เช็คดูแล้ว ที่อยู่ของลูกค้าก็ไม่ได้ไกล ผมเลยไปส่งให้จนครบ เมื่อไปถึงบ้านก็เจอกับผู้รับ แต่เขาดูตกใจแล้วพูดว่า “เห้ย ส่งมาด้วยหรอ ไม่คิดว่าจะส่งมานะเนี้ย” ด้วยความสงสัยเลยถามลูกค้าว่า “พี่สั่งอะไรมาหรอครับ” พี่เขาก็ไม่ตอบแต่ยิ้มกลับ แล้วแกะพัสดุตรงนั้นต่อหน้า สินค้าด้านในเป็นขวดแก้วเล็ก ๆ ข้างในมีน้ำข้น ๆ มีด้ายแดง และสายสิญพันรอบขวด แล้วลูกค้าก็พูดว่า “น้ำมันพราย” ผมก็ตกใจว่า ลูกค้าสั่งน้ำมันพรายเนี้ยนะ และหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งกับลูกค้าคนนั้น และก็ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า แต่ที่แปลกคือ ปกติน้ำมันพรายเขาทำมาจากผู้หญิงไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมีวิญญาณผู้ชายมาวนเวียนได้…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-