บ้างานจนมีป่วยหนัก รู้สึกเหมือนจะตายแล้วก็วูบไป!

อังคารคลุมโปง RECAP

บ้างานจนมีป่วยหนัก รู้สึกเหมือนจะตายแล้วก็วูบไป!

16 มี.ค. 2024

            เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘อ.บาส 7th Sense’ ที่ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตหลังความตายที่้เกิดขึ้นกับตัวเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย

            อ.บาส ได้เล่าย้อนไปเมื่อช่วงที่ตนอายุประมาณหนึ่งขวบกว่า ตอนนั้นคุณย่าเสีย ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็ไม่มีเวลาดูแล จึงพาไปฝากไว้สถานรับเลี้ยงเด็ก เนื่องจากนมที่นั่นอาจจะไม่สะอาด หลังจากที่พ่อแม่กลับมาจากงานศพย่า เห็นว่าลูกเงียบไปรวมทั้งมีอาการช็อกจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ระหว่างทางแม่ก็สันนิษฐานว่าน่าจะไม่อยู่แล้ว พอถึงโรงพยาบาลหมอก็ได้ทำการเอาน้ำเกลือเจาะเข้าที่หัวและเท้า ผ่านไปสักพัก หัวใจก็กลับมาเต้นปกติ

            อ.บาส ได้เล่าอีกว่า ตั้งแต่เด็ก ๆ ตนชอบทำบุญ แต่ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นคนโกรธง่าย พอมีปัญหาก็จะชอบทำสมาธิ พอช่วงอายุประมาณ 25 ปี เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน เริ่มทำงานเกี่ยวกับ IT ในบริษัทแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงกำลังสร้างตัว ตนจึงทำงานหักโหมมากตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ทำให้ อ.บาส ห่างหายไปจากการทำบุญ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใช้ชีวิตหนักมาก

            วันหนึ่ง ตนรู้สึกว่าไม่มีเอเนอร์จีและเจ็บที่หน้าอก แต่ก็ยังไปทำงานใช้ชีวิตปกติ ผ่านไปหลายวันก็รู้สึกว่ามันเจ็บมากขึ้น มีไข้และเริ่มไปทำงานไม่ไหว จึงไปหาหมอแต่ก็ตรวจไม่เจออะไร หมอบอกแค่ว่าพักผ่อนน้อย หลายวันผ่านไป อ.บาส รู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวและมีไข้สูงประมาณ 39-40 องศา จะเรียกรถพยาบาลแต่ก็ไม่มีแรงแม้กระทั่งลืมตา และเริ่มคิดว่า “คนจะตายความรู้สึกเป็นแบบนี้หรอ”

            หลังจากนั้นก็รู้สึกเหมือนลูกตามันกลับเข้าไปแล้วมันก็มืดไปหมดและรู้สึกว่า ตนยืนอยู่ข้างเตียงและเห็นตัวเองกำลังนอนอยู่ก็ตกใจ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง จึงเริ่มเข้าใกล้ตัวเองที่นอนอยู่ แต่ก็ไปไม่ได้และคิดว่าจะทำอย่างไรให้พ่อกับแม่รู้ ผ่านไปสักพัก ก็มีอาการเจ็บปอดขึ้นมาและรู้สึกว่าตนเองถูกดูดไป เห็นบ้านพ่อกับแม่ และเห็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนทำ หลังจากนั้น ก็รู้สึกว่าเจ็บปอดและก็โดนดูดมาที่บ้านเกิดในจ.อยุธยา ตรงสวนมะม่วงและได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้ หลังจากนั้น หน้าของผู้ชายคนนี้ก็เปลี่ยนจากหน้าผู้ชายกลายเป็นหมาแต่ร่างกายยังเป็นคนปกติ อ.บาสจำแววตาได้ว่านี่คือ ดำ หมาที่ตนเคยเลี้ยงสมัยประถม ดำเป็นหมาที่ตนรักมาก แต่ดำโดนยิงตายเพราะไปกัดคนอื่น หลังจากที่อ.บาสรู้ว่านี่คือดำ ในใจก็คิดว่า “ตกลงเราตายหรือยัง” หลังจากสิ้นสุดความคิดก็ได้ยินเสียงออกมาจากผู้ชายคนนั้นว่า “ให้แรงบุญ แรงกรรมพาไป และมีอะไรให้ พุท โธ ไว้นะ”

            หลังจากนั้นก็เกิดอาการเจ็บปอดและถูกดูดมาอีกที่หนึ่ง ที่นี่มืดมีแสงเพียงเล็กน้อยและร้อนเหมือนอยู่ในเตา สิ่งที่เห็นคือเหมือนเป็นกรงไม้ไผ่สูงยาวเป็นแถว ส่วนชั้นล่างเป็นเหมือนริมน้ำ มีคนและสัตว์อยู่ข้างในเหมือนกำลังเอาตัวรอด หลังจากนั้น อ.บาสได้เห็นห้องหนึ่ง ตนจึงคิดกับตัวเองในใจว่า “เราต้องไปอยู่ในห้องนั้นแน่เลย” แต่ก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ และอยู่ ๆ ก็มีภาพย้อนเข้ามาในหัวว่า ตอนที่อ.บาสอยู่บ้านหลังเก่าได้เจอกับลูกเจี๊ยบตัวหนึ่ง ตนนั้นจับมันขึ้นมาแล้วบีบ แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นมันตายหรือเปล่าจึงโยนลงไปในบ่อน้ำ นั่นทำให้คิดได้ว่าคงต้องอยู่ที่นี่เพื่อรับกรรม และก็นึกขึ้นมาได้ว่า ดำ เคยบอกไว้ว่า “มีอะไรให้ พุธ โธ” จึงท่อง พุธ โธ

            หลังจากพูดได้ 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกถูกดูดไปอีกที่ ที่นี่เป็นที่ที่สว่างมาก เป็นสนามหญ้ายาว ด้านข้างของสนามหญ้ามีโต๊ะอาหารยาว แต่ละโต๊ะมีทั้งคนแก่และเด็กยิ้มแย้มแจ่มใส

            อ.บาสมีความรู้สึกว่า “อยากอยู่ที่นี่จังเลย อาหารน่ากิน” จึงเดินเข้าไปหาคุณยาย

            คุณยายได้บอกว่า “กินสิ กินแล้วก็อยู่ที่นี่เลย ที่นี่สบาย”

            หลังจากนั้นก็รู้สึกอบอุ่นและได้หยิบอาหารขึ้นมา แต่พอคิดไปคิดมาก็ไม่อยากกิน รู้สึกหิวน้ำมากกว่า

            หลังจากนั้นจิตของ อ.บาส ก็ถูกดูดไปอีกที่ ที่นี่มีพราหมณ์ มีกระดานชนวนและมีคนนั่งเรียนเหมือนในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ  หลังจากนั้นพราหมณ์คนหนึ่งก็หันมาหา อ.บาส และเอาเงินให้ 600 บาท แล้วก็เขียนเบอร์โทรศัพท์ใส่ในกระดานชนวน

            เขาบอกว่า “จำไว้ เอาเงินไปใช้แล้วก็กลับไปก่อนยังไม่ถึงเวลา”

            หลังจากนั้นไม่นาน อ.บาส บอกว่าถูกดูดกลับมา เจ็บหน้าอกเหมือนเดิมแล้วลืมตาขึ้นมาและรู้สึกว่ามีแรงขึ้น จึงลองโทรไปเบอร์ที่พราหมณ์เขียนไว้ให้

            พอปลายสายรับ อ.บาส ก็ได้ถามว่า “ที่นั่นที่ไหน”

            ปลายสายตอบว่า “โรงพยาบาล…ค่ะ”

            “ช่วยส่งรถมารับหน่อยครับ ผมไม่ไหวแล้ว ผมหายใจไม่ออก” อ.บาสรีบบอก

            “ทำใจดี ๆ ไว้นะคะ… ขอแจ้งนิดนึงนะคะ ที่นี่ถ้าจะส่งรถพยาบาลไปรับคนต้องมีค่าบริการนะคะ” ปลายสายรีบบอกเงื่อนไข

            “เท่าไหร่ครับว่ามาเลย”

            “600 บาท ค่ะ”

            ทันทีปลายสายบอกราคา อ.บาสก็นึกขึ้นมาได้ว่าพราหมณ์คนนั้นให้เงินมาด้วย 600 บาท จึงลองเปิดดูในกระเป๋าสตางค์ปรากฏว่ามีเงินอยู่ในนั้น 600 บาท เป็นแบงก์ร้อยทั้งหมด อ.บาสบอกว่าอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้เพราะตนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในกระเป๋านั้นมีเงินอยู่แล้วหรือไม่ หลังจากนั้นรถโรงพยาบาลก็มารับที่หอพัก

            หลังจากนั้น อ.บาส นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 9 วัน เพราะหมอบอกว่าปอดติดเชื้อ ช่วงที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลก็มีความรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่ ร่างกายค่อย ๆ ดีขึ้น หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็กลับมาดูดวงเพราะอยากรวย หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยป่วยโรคร้ายอะไรอีกเลย อ.บาสเองบอกว่าตอนที่วูบไปรู้สึกว่านานมากเหมือนเป็นวัน แต่จริง ๆ แล้วมันแค่ครู่เดียว มันอาจจะแค่ฝันไปก็ได้ แต่มันก็มีเหตุผลของมัน..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากมิ้ม รัตนวดี 'กุมารของยาย' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

20 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากมิ้ม รัตนวดี 'กุมารของยาย' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง x’ (14 มกราคม 2568) พบกับ ‘มิ้ม รัตนวดี’ ที่ได้นำเรื่องเล่า ‘กุมารของยาย’ มาเล่าให้ฟัง เป็นเหตุการณ์ที่แม่อยู่บ้านกับคุณยาย คืนหนึ่ง มีเสียงเคาะประตู จึงเปิดประตูออกไปดูปรากฎว่าไม่เจอใคร! เรื่องนี้ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วต้องอึ้ง! ใครเคาะประตูเรียกเวลานี้? ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณมิ้มได้เล่าว่า ตนได้ฟังเรื่องเล่านี้มาจากคุณแม่ ในตอนนั้นคุณยายไม่สบาย คุณแม่จึงต้องกลับไปที่บ้านหลังเก่าเพื่อดูแลคุณยาย คืนหนึ่ง คุณยายนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงในห้องปกติ เวลาประมาณตี 3-4 อยู่ ๆ คุณแม่ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก! ตอนแรกคุณแม่ไม่ได้คิดอะไร แต่สักพักเสียงเคาะประตูก็กลับมาอีก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก!! ดังขึ้นกว่าครั้งแรก คุณแม่จึงตัดสินใจเปิดประตูออกไปดู แต่ปรากฏว่าไม่เจอใคร คุณแม่คิดว่าจะอาจจะเป็นคุณยายมาเรียก ด้วยความเป็นเด็กคุณแม่จึงพูดไปว่า “โอ๊ยมาเคาะอะไรเนี่ย จะนอน” หลังจากนั้น คุณแม่ก็เดินเข้าไปที่ห้องคุณยาย แต่ก็ไม่เจอคุณยาย คุณแม่จึงตามหาว่าคุณยายอยู่ไหน ปรากฎว่าเจอคุณยายล้มอยู่ในห้องน้ำ! คุณแม่ลองนึกย้อนดูก็คิดว่า หรือเสียงเคาะประตูที่ได้ยินนั้น จะเป็นเสียงของกุมารทองที่คุณยายเลี้ยงไว้ เขามาเรียกให้ไปช่วยคุณยาย จากนั้นคุณแม่ก็รีบเรียกรถพยาบาลทันที (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

24 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

ความสยองขวัญที่หักมุมไปสู่คดีฆาตกรรมที่รอการเปิดเผย! เพราะแท้จริงแล้ววิญญาณผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กหญิงที่วนเวียนอยู่ในบ้านของตี๋มาตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องอาถรรพ์ของบ้าน หรือวิญญาณหลอกหลอนทั่วไป แต่อาจจะยังอยู่เพราะพวกเขามีเหตุผลที่ไปไหนไม่ได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ (10 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเห็นผี’ เรื่องราวนี้ถูกเล่ามาโดยคุณ ‘ภ.สำเภา เล่าเรื่องผี’ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอยู่ที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ด้วยความเป็นวัยรุ่น อยากมีรายได้พิเศษจึงไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารกลางคืน และได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘ตี๋’ ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟเหมือนกัน เมื่อเขาทำความรู้จักกับผม เขาก็ได้รู้ว่าเมื่อก่อนผมเคยบวชเป็นสามเณรเดินธุดงค์กับพ่อประมาณ 5-6 ปี เขาเลยคิดว่าผมน่าจะเห็น หรือสื่อสารกับผีได้ ผมบอกไปว่า “เอาตรง ๆ ก็เคยเห็น แต่ไม่ได้มีความสามารถขนาดที่นึกอยากจะเห็นก็ได้เห็นเลยนะ” ตี๋จึงบอกว่า งั้นลองฟังเรื่องราวของเขาดูหน่อยมั้ย... ตี๋เล่าว่า เขาเองเคยไปเที่ยวตระเวนล่าท้าผีกับเพื่อนในสถานที่เฮี้ยนมาตลอด ทั้งบ้านร้าง บ่อนร้าง สุสาน และป่าช้า ไปแทบทุกที่ แต่เขาไม่เคยเจอผีตัวเป็น ๆ เลย แต่เขากลับเห็นแค่ที่บ้านตัวเอง เห็นมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเห็น ผมจึงถามว่า บ้านของตี๋ เป็นบ้านโบราณอายุเป็นร้อย ๆ ปีหรือเปล่า ตี๋บอกไม่ใช่ บ้านหลังนี้เพิ่งสร้างตอนที่พ่อแม่ของเขา ซึ่งเป็นคนจังหวัดอื่น ย้ายมาอยู่ที่นี่ และปลูกขึ้นมาใหม่ก่อนเขาจะเกิดนี่เอง ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ตั้งแต่เขาเกิดมาเขากลับเคยเห็นวิญญาณ 3 ตน ด้วยกัน นั่นคือ วิญญาณผู้ชาย วิญญาณผู้หญิงวัยกลางคน และวิญญาณเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คาดว่าอาจจะเป็นครอบครัวกัน ตี๋เคยถามสมาชิกในบ้านว่าเคยเจอบ้างมั้ย แต่ทุกคนบอกว่าไม่มีเคยเจอ แม้แต่เพื่อนบ้านก็ยังบอกว่า ไม่น่าจะมีจริงหรอก บ้านหลังนี้ไม่เคยมีประวัติอะไรนะ จึงไม่ทราบว่า วิญญาณ 3 ตนนี้เป็นใครมาจากไหน เคยไปถามหมอดู แต่เขาก็ตอบว่า ช่วยอะไรไม่ได้ เขาก็แค่วิญญาณที่อยู่ในบ้านออกมานั่งร้องไห้ในตอนกลางคืนเท่านั้นเวลาผ่านไปเกือบเดือน คืนหนึ่ง ตี๋ได้ชวนผมไปค้างที่บ้าน เผื่อว่าผมจะสามารถมองเห็นหรือสื่อสารกับผีในบ้านของเขาได้ คืนนั้นผมก็ไป จึงได้เจอกับครอบครัวเขา พ่อ แม่ และพี่สาว ทุกคนก็น่ารักต้อนรับผมอย่างดี แต่คืนนั้นผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาขณะหลับ เพราะได้ยินเสียงของผู้ชาย และผู้หญิงนั่งร้องไห้ที่ปลายเตียง ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นพ่อแม่ของตี๋ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ผมเห็น คือหัวของผู้ชาย และผู้หญิงที่ยื่นออกมาจากกำแพงกำลังร้องไห้อย่างหนัก ขณะเดียวกันผมเห็นเด็กผู้หญิงค่อย ๆ เดินมาจนกระทั่งหายไปในความมืด แต่ผมก็ไม่ได้ร้องตะโกนหรือโวยวายอะไร แต่หลังจากวันนั้นผมกับตี๋ก็เริ่มห่าง ๆ กันสักพัก ไม่กี่วันถัดมา ผมก็ได้ข่าวว่าบ้านของตี๋ไฟไหม้ เหตุการณ์ในวันนั้น มีคนโทรมาแจ้งข่าวตี๋ว่าที่บ้านไฟไหม้ ให้รีบกลับบ้านด่วน ขณะที่เขากำลังขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านเป็นเวลาตี 1 กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาตี 3-4 แล้ว ไฟก็ไหม้ไปจนแทบไม่เหลือแล้ว ตัวผมเองก็ตามไปทีหลัง ช่วงเวลาเกือบจะเช้าพอดี ผมเห็นตี๋ร้องไห้ล้มทั้งยืน กู้ภัยก็เริ่มเข้าไปเก็บกู้ซากภายในบ้าน ก็พบกับร่างไร้วิญญาณ 3 ศพ ตี๋เข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือ พ่อ แม่ และพี่สาวเขา ผมก็ทำได้แค่ปลอบใจตี๋ หลังจากนั้นญาติของตี๋จะรับเขาไปอยู่ด้วย ต่อมา ตี๋โทรหาผมว่า ตอนนี้เขาอยู่ในเมืองที่บ้านของญาติเขา และเขาสบายดี ส่วนพ่อ แม่ และพี่สาวของเขายังสบายดี ผมก็ตกใจ เอ๊ะ ผมเองก็อยู่ในจุดเกิดเหตุ ผมเห็นกับตาว่ากู้ภัยนำร่างที่ไหม้เกรียม 3 ร่างออกมา พ่อ แม่ กับพี่สาวของเขาจะปลอดภัยได้ยังไง แต่ตี๋ก็ยืนยันว่า พ่อ แม่ พี่สาวยังไม่ตายจริง ๆ เขาสามารถพูดคุย จับตัวพี่สาว พ่อ และแม่ ได้ปกติ และหลังจากนั้นตี๋ก็โทรมาอีกครั้ง เพื่อเรียกให้ผมไปเจอที่บ้าน ช่วยเวลาบ่าย ๆ ผมจึงไปที่บ้านของตี๋ ไม่นาน รถตำรวจก็ขับมา และที่ตามมาติด ๆ คือ มอเตอร์ไซค์ของตี๋ ผมรู้สึกเอะใจแปลก ๆ ว่าเขาเรียกผมมาทำอะไร ตี๋จึงบอกผมว่า ต้องการให้ผมมายืนยันกับตำรวจ ว่าในวันเกิดเหตุ กู้ภัยนำร่าง 3 ร่าง ออกมาจากบ้านตี๋จริง ๆผมจึงตอบว่า “จริงสิ แกก็เห็นเหมือนกันไม่ใช่หรอ ว่าเขาเอาออกมาจริง ๆ” ตอนแรกผมนึกว่าตี๋ต้องการให้ผมให้ปากคำกับตำรวจเพิ่ม แต่เปล่าตี๋เรียกผมมา เพื่อที่จะยืนยันให้เขาฟังต่างหากว่าวันนั้นมีการนำร่างออกมาจากบ้านจริง ๆ ตี๋ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่า พ่อ แม่ พี่สาวเขายังมีชีวิต ยังอยู่ด้วยกันที่บ้านญาติอยู่เลย และหลังจากนั้นเอง ตี๋จึงพาตำรวจและผมไปที่บ้านของญาติเขา เพื่อยืนยันการมีอยู่ของครอบครัวเขา เราทิ้งรถมอเตอร์ไซค์ไว้ที่นั่น และขึ้นรถไปกับตำรวจ เมื่อไปถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ลงจากรถไป พาตี๋ขึ้นไปที่ห้อง เคาะประตูเรียก และพ่อกับแม่เขาก็เดินออกมาจาจริง ๆ เหมือนคนปกติเลย ผมงงมาก เพราะผมเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจทำคือจับพ่อกับแม่ใส่กุญแจมือ แล้วก็แจ้งข้อหา ฆาตกรรมโดยเจตนา… หลังจากจับกุมตัวเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มาอธิบายว่า บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของพ่อ และแม่ของตี๋ ซึ่งพ่อแม่ของเขาจริง ๆ ถูกฆาตกรรมไปตั้งแต่ที่เขายังจำความไม่ได้แล้ว ซึ่งคนที่ทำคือชายหญิงชาวจีน พวกเขาฆ่าทั้งพ่อแม่และพี่สาวของตี๋ที่ยังเป็นเด็ก และโบกปูนฝังไว้ในกำแพง ซึ่งฆาตกรคู่นี้ เคยทำแบบนี้กับอีกครอบครัวมาก่อนแล้ว แล้วเอาลูกของครอบครัวนั้นมาเลี้ยง ซึ่งลูกของของครอบครัวนั้น คือพี่สาวที่อยู่กับตี๋ในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนตี๋ที่ยังรอดชีวิตเพราะคนร้ายไตร่ตรองมาแล้วว่า หากฆ่าตี๋ที่ยังเป็นทารกด้วยจะโดนสงสัย และถูกจับได้โดยเร็ว นั่นก็แปลว่าตั้งแต่เด็กจนโต ตี๋และพี่สาวถูกเลี้ยงมาโดยฆาตกรที่ฆาตกรรมครอบครัวของเขามาตลอดอย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเมื่อตำรวจเริ่มได้เบาะแส พวกเขาจึงทำลายหลักฐานโดยการเผาบ้าน แต่เขาคิดผิด การกระทำครั้งนี้ทำให้ตำรวจได้หลักฐานที่ดีที่สุดในการนำจับกุมนั่ง คือร่างที่ถูกซ่อนมาตลอดสิบกว่าปีของครอบครัวที่แท้จริงของตี๋นั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากบอย ฉีดปลวก ‘ของที่มองไม่เห็น’ l อังคารคลุมโปง X บอย ฉีดปลวก [ 10 มิ.ย.2568 ]

14 มิ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากบอย ฉีดปลวก ‘ของที่มองไม่เห็น’ l อังคารคลุมโปง X บอย ฉีดปลวก [ 10 มิ.ย.2568 ]

ตำหนักดูดวงหน้าหอพักทำพิธีจนมีเรื่องราวให้รถพยาบาลเข้า - ออกไม่ขาดสาย สุดท้ายกลายเป็นเราที่ต้องอยู่ในรถซะเอง! ติดตามเรื่องเล่าของ ‘คุณบอย ฉีดปลวก’ ที่ได้นำเรื่อง ‘ของที่มองไม่เห็น’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (10 มิถุนายน 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ต้องขนลุกไปพร้อม ๆ กัน! โดย ‘คุณบอย’ ได้เล่าว่า นี่เป็นเรื่องเล่าจากรุ่นน้องในออฟฟิศที่เกิดกับ ‘คุณเอ (นามสมมติ)’ วันหนึ่ง คุณเอได้โทรมาบอกให้รุ่นน้องคนนี้ไปช่วยย้ายหอ เมื่อไปถึงอะพาร์ตเมนต์ น้องก็ถามคุณเอว่า “ยังเรียนไม่จบเลย จะย้ายไปไหน ตรงนี้มันใกล้นะหรือจะไปอยู่กับแฟน” คุณเอบอกกลับมาว่า “กูไม่อยากตาย” หลังจากย้ายของออกไป คุณเอก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง.. ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในอะพาร์ตเมนต์แห่งนี้ ตอนแรกก็ยังดีอยู่ ไม่มีอะไร จนกระทั่งบริเวณใต้อะพาร์ตเมนต์มีที่ให้ปล่อยเช่าและถูกเปลี่ยนเป็นร้านรับดูดวงหรือแก้บน เวลาเขาเปิดร้านจะเหมือนตำหนักที่ข้างหน้ามีท้าวเวสสุวรรณ, ยักษ์ และรูปปั้นอีกมากมาย ที่ตรงนี้ได้รับความสนใจ มีคนเข้ามาเยอะมาก จนต้องแบ่งมาจอดรถในอะพาร์ตเมนต์ ผ่านไปไม่นาน คนในอะพาร์ตเมนต์เริ่มป่วยไม่สบาย มีรถพยาบาลเข้าออกวันเว้นวัน เริ่มแปลก ๆ มากขึ้นถึงขั้นมีคนโทรหาสาธารณสุขให้เข้ามาตรวจ ตรวจไป 2 ครั้งก็ไม่พบอะไรผิดปกติ ในที่สุดก็เกิดเรื่องกับคุณเอเอง มีอยู่คืนหนึ่งเขากลับห้องดึก ทำให้ไม่มีวินหรือรถกะป๊อเหลือแล้ว เขาจึงต้องเดินเข้าไปในซอย จนถึงหน้าตำหนัก แม้จะปิดแล้วแต่ดันมีคนใส่เสื้อขาวกางเกงขาวมายืนพูดพึมพำ ๆ อยู่ข้างหน้าร้าน ใช้ภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ เหมือนกำลังทำพิธีอยู่ เขาเห็นแล้วจึงหยุดเดิน ทำให้ชายชุดขาวนั้นก็หยุดทุกอย่าง แล้วหันมาจ้องตาเขม็ง สายตาอาฆาตแค้นราวกับว่าจะเอาให้ถึงตาย ด้วยความตกใจเขาจึงวิ่งหนีเข้าอะพาร์ตเมนต์ไป ในคืนนั้นเองเวลาประมาณตีหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนอนพักผ่อนกับแฟน ก็เกิดเสียงดัง ปั้ง ! เหมือนมีคนเตะพัดลมเหวี่ยงไปโดนกำแพงแล้วพังเสียหาย จึงรีบตื่นขึ้นมาดู พอเปิดไฟก็เห็นว่าพัดลมพังไปหมด คิดในแง่ดีจึงหันไปโทษแฟนว่านอนดิ้น แต่แฟนก็บอกว่าถีบไม่ถึงหรอกอยู่คนละฝั่ง ต่างคนต่างไม่ได้คิดอะไร จากนั้นก็ประกอบพัดลมใหม่ แล้วพยายามข่มตาหลับต่อ คราวนี้เสียงพัดลมดัง ตึก…ตึก…ตึก… เหมือนมีอะไรมาขวางไว้ เขาจึงลืมตาตื่นมาเห็นเป็นชายร่างดำยืนมองมาออยู่ ใช้ขาขวางพัดลมไว้ ด้วยความตกใจวิ่งกรี๊ดไปเปิดไฟ ทันใดนั้นชายร่างดำก็หายไป พัดลมก็กลับมาส่ายเป็นปกติ แต่เขาบอกอยู่ไม่ได้แล้วกลัวผี จึงโทรหาเพื่อนห้องข้าง ๆ เพื่อที่จะขอไปนอนด้วย พอบอกเพื่อนว่าเจอผีเพื่อนกลับบอกว่า “เห้ยบ้า อะพาร์ตเมนต์นี้ไม่มีอะไร นอนมาหลายปีไม่เคยเจอ แต่ถ้าไม่สบายใจก็มานอนได้” หลังจากนั้นก็พากันไปห้องเพื่อน แต่จะข่มตานอนยังไงก็นอนไม่หลับ เวลาล่วงเลยไปถึงตี 5 คิดว่าเช้าแล้วคงไม่มีอะไร ก็กลับไปห้องของตัวเองด้วยความง่วงจึงเผลอหลับไป ผ่านไปสักพักมีกลิ่นเหม็นไหม้โชยมาจนทำให้รู้สึกตัว เริ่มขยับตัวนอนตะแคงก็ดันเจอเข้าอย่างจัง! เป็นชายร่างดำ ตัวไหม้เกรียม กำลังมองตาปะทะเข้ามาตรงหน้าแบบเต็ม ๆ เขาก็ตกใจวิ่งไปตรงประตู แต่ก็ยังหันกลับมาเพื่อดูว่าสิ่งที่เจอเป็นความจริงหรือไม่ ปรากฏว่าร่างดำยังคงนอนอยู่บนเตียงข้าง ๆ แฟนแล้วค่อย ๆ ขยับตัว บิดไปมา คลานตะเกียกตะกายมาตรงประตู จังหวะนั้นเขาตกใจน็อคแล้วหลับไป ตื่นมาอีกทีพบว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะหัวฟาดกับที่คล้องประตูจนหัวแตก แฟนตกใจรีบเรียกรถพยาบาล กลายเป็นว่า เขาเป็นอีกรายที่ต้องอยู่ในรถพยาบาลที่เข้ามารับเหมือนกัน วันที่เพื่อนข้างห้องมาเยี่ยมก็เล่าให้ฟังว่าเจออะไรบ้าง สุดท้ายเพื่อนก็ยอมพูดออกมาว่า “เออกูรู้ มันก็มีแหละ กูก็เจอ” แต่ที่ไม่ยอมบอกเพราะกลัวว่าถ้าเพื่อนรู้ว่ามีแล้วย้ายออกไปจากที่นี่ เพราะทั้งชั้นไม่เหลือใครแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างว่าเมื่อมีการทำพิธี 1 ครั้งก็จะมีคนป่วยตามมา เมื่อคุณบอยไปสำรวจพื้นที่พบว่าบริเวณที่ชายชุดขาวพึมพำนั้น ด้านหน้าเป็นอ่าง จึงสันนิษฐานกันว่ามีการปล่อยของลงในนี้ ของบางอย่างคุมได้ก็จะดี ถ้าคุมไม่ได้ก็จะเตลิดออกไป วันดีคืนดีก็จะมีคนลอยเข้ามาจากหน้าต่างและลอยทะลุประตูออกไป หรือมีผู้หญิงท้องแก่ยืนหันข้างแล้วค่อย ๆ เดินออกไปทางหน้าต่างบ้าง ส่วนตัวเพื่อนไม่รู้จะไปอยู่ไหน จึงทนอยู่ที่นี่ต่อไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากมิวสิค ‘ตู้กระจก’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

11 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากมิวสิค ‘ตู้กระจก’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

‘มิวสิค’ นักแสดงจากซีรีส์ ‘อังคารคลุมโปง: เอ็กซ์ตรีม’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ตู้กระจก’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! มิวสิคเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่บ้านของมิวสิคเอง โดยครอบครัวของมิวสิคจะเป็นครอบครัวใหญ่ บ้านของมิวสิคมีทั้งหมด 4 ชั้น แต่คนในบ้านจะไม่ค่อยอยู่เพราะอยู่ไกลตัวเมือง ทำให้มีบางช่วงเวลาที่คนในบ้านจะพาเพื่อนมาที่บ้านของมิวสิคหลังนี้ และเวลาคนนอกเข้ามา ทุกคนจะเจอกับ ‘ผู้หญิงคนหนึ่ง’ เสมอ ซึ่งผู้หญิงคนนี้จะอยู่ในห้องที่เรียกว่า ‘ห้องสีชมพู’ เวลาแขกมาก็จะอยู่ห้องชมพู จนมีอยู่ครั้งหนึ่งพี่ชายพาเพื่อนมาเที่ยวบ้าน ตัวพี่ชายของมิวสิคก็นอนห้องตัวเอง ส่วนเพื่อนของพี่ชายนอนห้องสีชมพู ซึ่งทั้งสองห้องไม่ได้ไกลกันมาก ในคืนนั้นพี่ชายของมิวสิคก็ฝันว่าตัวของพี่ชายนั้นตื่นขึ้นมา แล้วหันไปตรงประตูห้องน้ำก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายมิวสิคมาก แต่ก็รู้สึกได้ว่าคน ๆ นั้นไม่ใช่มิวสิค และจู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็กรี๊ดและพุ่งเข้ามาหาที่หน้า แล้วพี่ชายก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา แต่ในขณะที่สะดุ้งตื่นนั้นพี่ชายก็ได้ยินเสียงเพื่อนที่อยู่ในห้องสีชมพูกำลังโวยวาย พี่ชายจึงรีบวิ่งไปหาเพื่อน เพื่อนของพี่ชายจึงบอกว่าเมื่อกี้ฝันว่าตื่นขึ้นมาบนเตียง แล้วเจอผู้หญิงยืนอยู่หน้าห้องน้ำกรี๊ดเสียงดังและพุ่งเข้ามา คุณปู่ของมิวสิคเป็นคนหัวแข็งและชอบสะสมของเก่า แต่เวลาคนในบ้านพาใครมาก็จะเจออะไรแปลก ๆ เสมอ เช่นบางคนนอนอยู่แล้วฝันว่ามีคนมาลูบหัวแล้วจิกหัว โดยทุกคนจะฝันที่ห้องสีชมพูนี้กันหมด คุณปู่ของมิวสิคอยากรู้ว่ามีจริงมั้ย เลยท้าให้ผู้หญิงคนนั้นมา เพราะนี่คือบ้านของคุณปู่ ด้วยความที่มิวสิคมีเซ้นส์ก็จะเจอผู้หญิงคนนี้บ่อยมาก จึงมักจะบอกคุณปู่เสมอว่าคน ๆ นี้มีจริงนะ แต่คุณปู่ไม่เชื่อ มิวสิคจึงปล่อยคุณปู่ท้าไป เมื่อถึงตอนที่คุณปู่ตื่น คุณปู่ก็ดูไม่มีอะไรและเงียบไป มิวสิคเลยไปหาแม่บ้านแล้วก็พูดถึงคุณปู่ว่า “ไหนเป็นไง ไม่เห็นพูดเลย ไม่เจอหรอ” แม่บ้านจึงเล่าให้ฟังว่าคุณปู่เจอผู้หญิงมายืนร้องไห้อยู่ที่หน้าประตูแล้วเอาเล็บขูดประตูทั้งคืน แต่คุณปู่ไม่อยากเชื่อเรื่องนี้ เพราะคุณปู่รู้สึกว่าถ้ายิ่งเชื่อก็จะยิ่งอยู่ ซึ่งมิวสิคมักจะเจอผู้หญิงคนนี้เวลากำลังจะไปโรงเรียนในตอนเช้า ผู้หญิงคนนี้จะยืนอยู่ตรงพุ่มไม้บ้าง ยืนชะโงกดูบ้าง นั่งมองบ้าง ตัวมิวสิคอยู่โรงเรียนประจำ จะไม่อยู่บ้านตั้งแต่จันทร์ - ศุกร์ ในช่วงนั้นน้าของมิวสิคที่อยู่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับห้องเก็บของเก่า มีลูกสาวอยู่คนหนึ่งที่ชอบเล่นด้วยกันกับมิวสิค ในตอนนั้นลูกสาวของน้ากำลังจะนอน แต่อยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า “แม่ พี่มิวมาหา พี่มิวยืนอยู่ตรงนี้พี่มิวมาหา” แต่ ณ ตอนนั้นมิวสิคอยู่โรงเรียนประจำ โดยทุกคนที่เจอผู้หญิงคนนี้จะบอกว่าหน้าเหมือนมิวสิค บางทีมิวสิคคนอนอยู่ชั้น 4 ที่อยู่บนสุด ก็เห็นมือสีขาวลงมาจากฝ้าที่มีรู หรือมีครั้งหนึ่งเป็นงานแต่งของพี่คนหนึ่ง ทำให้มีคนมานอนที่บ้านเยอะ ณ ตอนนั้นมิวสิคนอนกับคุณแม่ ห้องของมิวสิคเป็นชั้นลอยและมีกระจกใสที่มองทะลุเห็นห้องนั่งเล่น ในขณะที่นอนอยู่แม่ก็ฝันว่ามิวสิคกอดคุณแม่แน่น คุณแม่ถามว่ามิวสิคเป็นอะไร แต่ก็มีอะไรดลใจให้มองไปตรงกระจก ก็เห็นเป็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ห้องนั่งเล่นแล้วกรี๊ดแบบไม่พอใจจนกระจกสั่น แม่มิวสิคจึงบอกว่า “วันนี้เป็นวันมงคลจะทำตัวแบบนี้ทำไม” เมื่อคุณแม่ตื่นขึ้นมาก็เห็นว่ามิวสิคกอดคุณแม่อยู่จริง ๆ แล้วมีวันหนึ่งคุณแม่ของมิวสิคได้ไปเจอหมอดูคนหนึ่งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน หมอดูก็ทักว่า “อยากรู้ไหมว่าผู้หญิงที่บ้านเขามาได้ยังไง” คำตอบคือ ผู้หญิงคนนี้มากับตู้ไม้กระจกที่ตั้งอยู่ที่บ้าน ซึ่งผู้หญิงคนนี้อยากได้ศาล แต่อย่าไปตั้งศาลให้เค้าเพราะเค้าอยากให้ที่นี่เป็นที่ของเค้า มิวสิคจึงกลับบ้านเพื่อไปดูว่าตู้ไม้อยู่ที่ไหน เพราะคุณปู่มีของเก่าเยอะมาก จนไปเจอซอกหนึ่งของบ้านที่มีตู้ไม้กระจกตั้งอยู่ และเป็นตู้ที่มิวสิคชอบไปยืนดูตั้งแต่เด็ก..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-