เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ 'เรื่องของลุงยาม' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ 'เรื่องของลุงยาม' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

01 ก.พ. 2025

       หน้าที่ยาม ที่ดูแลผีมากกว่าคน!! ‘คุณเอก ตายแน่’ ได้นำเรื่อง ‘เรื่องของลุงยาม‘ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(28 มกราคม 2568) เรื่องเล่าสุดหลอนของตึก 13 ชั้น จากลุงยามเฝ้าตึก ที่ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ ต้องขนลุกไปพร้อม ๆ กับการหลอกของเหล่าผี!!

 

       เมื่อ 7 ปีที่แล้ว คุณเอกได้ทำงานทีี่บริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง มีหลายครั้งที่แวะเข้าไปในออฟฟิศ และภายในออฟฟิศมักจะเจอคุณลุงอายุ 65 ปี ด้วยประสบการณ์การทำงานและความเคารพจากบริษัท จึงได้ให้คุณลุงทำงานด้านเอกสาร คุณเอกที่เป็นพนักงานใหม่และชื่นชอบการคุยกับคนที่มีอายุมากกว่า ก็ได้เขาไปพูดคุยกับคุณลุง คุณเอกที่ชื่นชอบเรื่องเล่าผีได้เข้าไปถามคุณลุงว่า

       “ลุงครับ ไม่ทราบว่าลุงเคยเจอเรื่องน่ากลัวๆ  เรื่องผีบ้างไหมครับ”

       คุณลุงจึงตอบว่า “จริงๆ ก็เจอมาตลอดในการทำงาน เพราะชอบเลือกอยู่กะกลางคืน” 

       คุณเอกได้ถามต่อว่า “แล้วมีเหตุการณ์ไหมที่เจอจังๆ ไหม เจอพี่เจอเป็นตัวเลยหรอ”

       คุณลุงก็บอกว่า “เจอแบบชักปลั๊กเลย สลบไปเลย”

        คุณลุงเล่าต่อว่าเป็นครั้งแรกที่กลัวผีจนสลบไปและเลิกเป็นยามเฝ้าตึก เรื่องมีอยู่ว่า..

       ย้อนไป 10 ปีที่แล้ว คุณลุงอายุ 55 ปี ทำอาชีพเป็นยามเฝ้าตึกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ย่านใกล้เคียงกับสถานบันเทิงและโรงแรม ตึกที่คุณลุงทำงานอยู่นั้นเป็นตึกค่อนข้างเก่า มีทั้งหมด 13 ชั้น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ชั้นที่ 13 จึงสร้างเป็นตึกเสริมแทน และบริเวณป้อมยามที่คุณลุงอยู่จะมีโต๊ะไม้หินอ่อนอยู่ข้าง ๆ กิจวัตรประจำวันทุกครั้งหลังจากตรวจตึกเสร็จ คุณลุงจะกลับมาที่ป้อมยามในเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม เพื่อนอนหลับ

       จนมีอยู่หนึ่งคืน ที่คุณลุงกำลังหลับอยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงเคาะกระจกป้อมยาม เมื่อมองออกไปด้านนอกก็เจอกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ หน้าตาสะสวย สวมใส่ชุดเดรสสีแดง คุณลุงจึงทักทาย

       “สวัสดีครับคุณผู้หญิง มีอะไรให้ผมช่วยไหมครัับ”

       ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับมาว่า

       “เรียกหนูว่าแยมเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ พอดีหนูอยู่ชั้นที่ 8 หนูกลัวผีค่ะ ช่วยพาหนูขึ้นไปหน่อยได้ไหมคะ”

       คุณลุงก็ตกใจ และนึกได้ว่าช่วงที่เข้ามาทำงานใหม่ ๆ ตึกนี้เคยมีเรื่องเล่าว่า มีคนกระโดดตึกลงมาเสียชีวิต ร่วมถึงคนป่วยเป็นมะเร็งปอดแล้วเสียชีวิตภายในห้องพักส่วนตัว คุณลุงก็ไม่ทราบว่าชั้นไหน แต่เมื่อลูกบ้านกลัวและเป็นหน้าที่ของรปภ. คุณลุงจึงอาสาไปส่ง จากนั้นคุณลุงก็ได้หยิบกระบอกไฟฉายมาเหน็บไว้ที่กระเป๋าหลังกางเกง 

       แต่เหตุการณ์แปลก ๆ ก็เกิดขึ้น เนื่องจากปกติแล้วคนกลัวผีมักจะเดินตามหลัง แต่ผู้หญิงคนนี้วิ่งนำหน้าคุณลุงไปและพุ่งตัวเข้าไปในลิฟต์ คุณลุงที่อายุมากแล้วและขาไม่ค่อยดีจึงค่อย ๆ เดินตามผู้หญิงคนนั้นไป เมื่ออยู่ในลิฟต์ผู้หญิงคนนั้นยืนตัวตรง ขาชิด หันหน้าไปทางประตูลิฟต์ และนิ้วของเขาก็กดไปที่เลข 8 ย้ำ ย้ำ ย้ำ เหมือนให้ลิฟต์รีบขึ้นไป พอลิฟต์ปิดลง พื้นที่เริ่มน้อย ทำให้คุณลุงได้กลิ่นชัดขึ้น ซึ่งเป็นกลิ่นของน้ำอบดาวเรือง คุณลุงก็คิดในใจว่า ผู้หญิงวัยรุ่นที่เที่ยวกลางคืน มันควรจะเป็นน้ำหอมอีกกลิ่นหนึ่งหรือเปล่า และในตอนนั้นคุณลุงก็รู้สึกว่าระหว่างชั้น 1 ถึงชั้น 8 นั้นนานกว่าปกติ ผู้หญิงคนนั้นไม่พูดไม่จากับคุณลุง คุณลุงจึงได้แต่ก้มหน้า แต่หางตาก็มองไปที่เลขลิฟต์ว่าเมื่อไร่จะถึงชั้น 8 เมื่อถึงชั้นที่ 8 ผู้หญิงคนนั้นก็ทำเหมือนเดิม โดยใช้มือกดย้ำ ย้ำ ย้ำ  ไปที่ปุ่มเปิดลิฟต์ พอประตูลิฟต์เปิดผู้หญิงคนนี้ก็พุ่งตัวออกจากลิฟต์ทันที และกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ห้องของตัวเอง ซึ่งอยู่เกือบสุดทางเดินของชั้นนี้

       คุณลุงจึงบอกว่า “ใจเย็น ๆ คุณหนู ผมขาไม่ค่อยดี” 

       แต่ผู้หญิงคนนั้นยังเดินต่อไป ไม่ได้หันมามอง จนไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นก็ยังยืนนิ่ง ๆ อยู่หน้าประตูไม่ได้เข้าห้องไปทันที และผู้หญิงก็พูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า

       “เดี๋ยวหนูเข้าไปเองค่ะ” 

       พอได้ยินแบบนั้นคุณลุงก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา เพราะหลาย ๆ อย่างมันดูแปลก คุณลุงจึงบอกไปว่า

       “งั้นผมส่งตรงนี้นะครับ”

       และหันหลังกลับไป แต่เมื่อกำลังจะเดินไปก็ได้ยินเสียงประตูเปิด พอหันกลับไปดูว่าผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในห้องแล้วหรือยัง แต่เมื่อหันกลับไปก็พบว่าประตูห้องเปิดอ้าอยู่ ด้วยความตกใจคุณลุงจึงรีบวิ่งไปทางบันไดหนีไฟ เพราะมันไวกว่ารอลิฟต์ พอลงมาถึงข้างล่าง ด้วยความที่วิ่งลงมาคุณลุงเหนื่อยมากและเผลอหลับไป หลับไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะอีกครั้งจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา คุณลุงได้มองออกไปข้างนอก ก็พบกับผู้หญิงคนเดิมใส่ชุดเดรสสีแดง ยืนตัวตรง แล้วบอกกับคุณลุงว่า

       “คุณลุงคะ คุณลุงพาหนูขึ้นไปอีกรอบได้ไหม หนูกลัวผี”

       คุณลุงก็รู้สึกตกใจจนพูดไม่ออก ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดขึ้นมาอีกว่า

       “คุณลุงลืมของไว้ บางอย่างที่สำคัญมากเลยนะคะ ขึ้นไปเอากับหนูหน่อย”

       คุณลุงคิดว่านี่ไม่ใช่คนแล้ว จึงเปิดประตูออกแล้วรีบวิ่งออกไป ข้าง ๆ ตึกมีร้านสะดวกซื้ออยู่ คุณลุงก็ได้ไปนั่งอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อจนถึงเช้า และรายงานกับหัวหน้าว่าเมื่อคืนตนได้เจอกับเรื่องแปลก ๆ หลังจากนั้น คุณลุงก็เดินขึ้นไปชั้น 1 ที่ห้องประชาสัมพันธ์ เพื่อขออนุญาตดูกล้องวงจรปิดเพราะยังข้องใจกับเรื่องเมื่อคืน ภาพที่ปรากฎขึ้นบนจอคือภาพที่คุณลุงยืนคุยกับอากาศ แล้วเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เหตุขึ้นก็ปรากฎแค่คุณลุงคนเดียว ไม่มีผู้หญิงคนนั้นในภาพ และเมื่อภาพมาถึงช่วงที่ประตูห้องเปิดออกในจังหวะที่คุณลุงหันหลังกลับแล้ววิ่งไป กระบอกไฟฉายที่พกไปด้วยนั้นก็หล่นลงมาและกลิ้งเข้าไปในห้องนั้น เมื่อเห็นอย่างนั้นคุณลุงก็ได้แต่ขนลุกพลางว่า ถ้าเกิดขึ้นไป ตนนั้นก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ลงมาอีกเลย

       หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น คุณลุงจึงเริ่มปรับตัวกับการอยู่เฝ้ายาม เช่น นำพระมาห้อยจนเต็มคอ เริ่มตรวจตึกตั้งแต่ 6 โมงเย็นแล้วรีบกลับมาที่ป้อมยาม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทนได้ จึงขอลาออก คุณลุงได้บอกกับเจ้าของตึกว่า

       “ผมขอออกนะครับ แต่ผมจะอยู่จนกว่าจะหาคนได้”

       เจ้าของตึกจึงบอกว่า“เดี๋ยวจะเอาหัวหน้ารปภ. จากสาขาอื่นมาเปลี่ยน เดี๋ยวเขาจะมาดูงานและมาเปลี่ยนคืนนี้แหละ อยู่ให้อีกสักคืนนะลุง” คุณลุงก็รับปากจะอยู่ให้ 

       จากนั้นคุณลุงก็ทำตามกิจวัตรปกติตามเดิม พอกลับมาพักที่ป้อมยาม ผ่านไปสักพักคุณลุงก็สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะเหมือนคนเอากำปั้นทุบกระจก คุณลุงจึงรีบเปิดประตูออกมา และสิ่งที่คุณลุงได้เห็นคือมีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดรปภ. อายุประมาณ 40 ปีกว่า ๆ ร่างอวบนิด ๆ และผู้หญิงคนนั้นยังจองมาที่คุณลุงตาเขม็งพร้อมบอกว่า

       “เป็นรปภ. ที่นี่ยังไง นอนหลับไม่ดูป้อมไม่ตรวจตาเลยเหรอ แล้วดูซิเนี่ย! แต่งตัวทำไมไม่เอาเสื้อเข้ากางเกง ก็สมควรแหละที่ได้ออก ทำตัวไม่ได้มีความเป็นรปภ.เลย ฉันจะมาเปลี่ยนนะ แล้วจะมาดูความเรียบร้อยด้วย มาดูความประพฤติกรรมด้วยว่าเป็นยังไง”

       ได้ยินแบบนั้นคุณลุงก็ตกใจ นอกจากนี้ ผู้หญิงรปภ. คนนี้ก็ไปนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้หินอ่อนข้างป้อมยาม คุณลุงจึงกลับไปนั่งในป้อม แต่ก็ได้แต่นั่งเกร็งเพราะมีคนจ้องอยู่ด้านนอก คุณลุงไม่รู้จะทำอะไรจึงหยิบยาดมขึ้นมาดม แต่ก็มีเสียงตะโกนมาว่า

       “อย่าดม! อย่าดม! เหม็น! ทำไมต้องดมยาดม เป็นคนเสพติดของพวกนั้นหรอ”

       คุณลุงก็คิดในใจว่าแค่ดมยาดมก็ไม่ได้หรอ แต่คุณลุงก็เก็บยาดมไป นั่งไปได้สักพักคุณลุงก็เผลอหลับไป แต่ก็ยังสะดุ้งตื่นและลุกมาดูแถวโต๊ะไม้หินอ่อนว่ามีใครอยู่รึเปล่า แต่ก็ไม่มีใคร มีแค่โต๊ะโล่ง ๆ คุณลุงก็สงสัยว่าหัวหน้ารปภ. ผู้หญิงคนนั้นหายไปไหน คุณลุงจึงเดินขึ้นไปชั้น 1 ที่ห้องประชาสัมพันธ์ ซึ่งเวลานั้นก็ไม่มีใครอยู่แล้ว พอไปถึง คุณลุงก็มองหารปภ.ผู้หญิง แต่ก็หาไม่พบ คุณลุงก็คิดว่าเขาคงกลับไปแล้ว คุณลุงจึงเดินออกมาข้างหน้าตึกพร้อมกับหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ แต่งตัวสบาย ๆ เอาเสื้อออกนอกกางเกงเหมือนอย่างที่เคยทำ สักพักก็ได้ยินเสียงแว่วมา ในเวลานั้นเองได้มีร่างของคนร่วงลงมาจากข้างบนตึกแล้วตกลงที่ตรงหน้าของคุณลุงพอดี!สภาพของร่างนั้นเป็นกองเนื้อที่กระจายเต็มหน้าคุณลุง แขน ขาบิดผิดรูป คุณลุงจึงได้แต่อึ้งค้างอยู่แบบนั้นและในกองเนื้อนั้นก็มีหัวคนที่อยู่เป็นยอดเหมือนเชอร์รี่ที่อยู่บนก้อนเค้ก ซึ่งหัวคนนั้นก็คือหน้าของรปภ.ผู้หญิงคนนั้น แล้วถลึงตาหันมามองคุณลุง และบอกกับคุณลุงว่า

       “กูบอกให้เอาเสื้อใส่ในกางเกง!”

       หลังจากนั้นคุณลุงก็สลบไปทันที รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกส่งไปโรงพยาบาล ในตอนนั้นก็มีเจ้าหน้าที่นิติ และเจ้าของตึกมาเยี่ยมคุณลุง คุณลุงจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ทั้ง 2 คนฟัง หลังจากเล่าเสร็จคุณลุงจึงถามว่านั้นคือผีหรือเปล่า เจ้าหน้าที่นิติจึงตอบว่า

       “ไม่น่าจะเป็นผีนะคะ ที่นี่ไม่เคยมีรปภ. ผู้หญิง”

       คุณลุงจึงถามต่อว่า “แล้วบอกจะมีหัวหน้ามาดูงานกลางคืนไม่ใช่หรอครับ”

       เจ้าหน้าที่นิติก็ได้บอกว่า “ไม่ใช่ ที่จะมา เขามาพรุ่งนี้ แล้วเขาเป็นผู้ชาย เขาติดงาน มาไม่ได้”

       ได้ยินดังนั้นเจ้าของตึกจึงได้เอามือมาผลักเจ้าหน้าที่นิติออกและพูดเบาๆ ว่า

       “เธอไม่รู้ เธอพึ่งมา จริง ๆ เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ฉันได้จ้างรปภ. ผู้หญิงมา”

       เจ้าของตึกจึงเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ได้สร้างตึกนี้เสร็จเมื่อ 30 ปีก่อน เจ้าของตึกได้คัดเลือกรปภ.ที่จะเข้ามาทำงานเฝ้าตึกด้านบนด้วย เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังสร้างชั้นที่ 13 พอดี ซึ่งคนที่ต้องตรวจตราข้างบนก็คือ รปภ. ผู้หญิงคนนี้ เธอเป็นคนที่เข้มงวด ปากจัดมาก เนี๊ยบ ใครที่ไม่ถูกใจเธอก็มักจะด่าทันที จึงไม่ค่อยมีใครชอบเธอสักเท่าไหร่

       วันหนึ่งตอนประมาณ 6 โมงเย็น รปภ.ผู้หญิงคนนี้ก็ตกลงมาจากชั้นที่ 13 จนร่างกายแตกกระจายอยู่หน้าตึก และคนอื่น ๆ ก็ได้ตีความกันว่าเป็นคนงานที่มาสร้างชั้น 13 ทนกับคำด่าของรปภ.คนนี้ไม่ไหวจึงผลักเธอตกลงมา แต่ก็มีการปิดข่าวทำให้ข่าวเรื่องนี้เงียบไป คุณลุงที่ได้ฟังเรื่องทั้งหมดจึงใช้โอกาสนี้ในการลาออกทันที หลังจากนั้นคุณลุงก็นั่งโต๊ะทำงานเอกสารเป็นต้นมา

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณอ๊อฟจัง 'เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

11 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณอ๊อฟจัง 'เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

ความหลอนที่ชวนให้คิดถึง... ‘คุณอ๊อฟจัง’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเองที่บังเอิญพลั้งปากพูดแช่งเพื่อนสนิทจนคิดว่าอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนคนนั้นเสียชีวิต! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost’ (23 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง’ เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงที่ ‘คุณอ๊อฟจัง’ ยังเป็นเด็ก อ๊อฟจังเล่าว่า ในวัยนั้นเพื่อนที่หลากหลายทางเพศยังมีไม่เยอะ เพราะเป็นช่วงที่สังคมยังไม่เปิดกว้างและ LGBTQ+ ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ตัวอ๊อฟจังเป็นเด็กกำพร้า นับถือศาสนาคริสต์และอาศัยอยู่ในโบสถ์ เพราะพ่อแม่เสียไปตั้งแต่เด็กจึงทำให้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของบาทหลวง ในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ อ๊อฟจังก็มักจะไปนั่งเล่นที่คอนโดของ ‘เดียร์’ ที่เป็นเพื่อนสนิท ตัวของเดียร์มีอาชีพทำงานกลางคืนอยู่ที่พัทยา เวลาเลิกงานกลับมาเดียร์ก็จะชวนเพื่อน ๆ มาสังสรรค์ที่ห้อง นิสัยส่วนตัวของเดียร์จะชอบแต่งตัวด้วยชุดไทยให้อ๊อฟจังและพาไปออกงานต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าอ๊อฟจังนั้นแต่งตัวไม่ค่อยเป็น อยู่มาวันหนึ่ง เดียร์ได้เอ่ยปากชวนอ๊อฟจังให้ไปทำงานที่พัทยาด้วยกัน แต่ในวันนั้นตัวอ๊อฟจังต้องเรียนอยู่ในโบสถ์ทำให้ไม่สามารถไปได้ จึงได้ตอบกลับไปว่า “แกไปเถอะ” “แกไปดี ๆ ระวังจะติดโรคกลับมา” อ๊อฟจังพูดต่อด้วยสำเนียงเย้าหยอก คำพูดที่ไม่ทันคิดของเขาทำให้สีหน้าของเดียร์เปลี่ยนไป สายตาเศร้าที่ส่งมาพร้อมกับความน้อยเนื้อต่ำใจที่เพื่อนสนิทเอ่ยปากบอกเช่นนั้นแทนที่จะอวยพรดี ๆ เห็นอย่างนั้นอ๊อฟจังจึงเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น จนเมื่อเวลาผ่านไป เดียร์ที่ไปทำงานที่พัทยา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา อ๊อฟจังเกิดความรู้สึกคิดถึงเพื่อนสนิทจึงนัดรวมตัวเพื่อนเพื่อไปเซอไพร์สเดียร์ที่พัทยา แต่มีคนหนึ่งที่ไม่สะดวกไปทำให้ทริปนั้นจำเป็นต้องยกเลิก และในคืนลอยกระทงคืนนั้น เมื่อทริปถูกยกเลิก อ๊อฟจังและเพื่อน ๆ จึงกลับมาดื่มสังสรรค์ที่ห้องเพื่อนแทน สังสรรค์กันได้ประมาณหนึ่ง อ๊อฟจังก็พล็อยหลับไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทันใดทั้นนั้นก้ได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นข้างหู “ตื่น ๆ ไปลอยกระทงกัน ๆ” น้ำเสียงคุ้นหูที่ได้ยินแค่เพียงครั้งเดียวก็จำได้ขึ้นใจ เสียงของเพื่อนเดียร์! อ๊อฟจังสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็ถามเพื่อนออกไปว่า “เห้ย! ใครมาปลุก กำลังจะหลับอยู่แล้ว” คำถามของอ๊อฟจังสร้างความงงงวยให้กับพื่อนที่นั่งอยู่ตรงนั้นและก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “ไม่ได้ปลุก กูก็นั่งกินเบียร์อยู่ มึงหูฝาดแล้วกินเหล้าเยอะไงเลยพาหูหลอน” จบประโยคของเพื่อน อ๊อฟจังก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกสติกลับมา แต่ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมานั้นกลับทำให้สติของเขาแตกกระแจกอีกครั้ง เมื่อภาพที่เห็นตรงหน้าคือเพื่อนเดียร์ที่กำลังยืนยิ้มให้อยู่ตรงประตู! ความตกใจกลัวทำให้เขารีบขยี้ตา และพอลืมตาขึ้นมามองใหม่อีกครั้งก็พบว่าเดียร์ได้หายไปแล้ว.. สุดท้ายอ๊อฟจังก็รีบวิ่งออกมา จนเพื่อนในห้องต่างมองด้วยความสงสัย อ๊อฟจังได้แค่ตอบปัดไปเพื่อให้ไม่ผิดสังเกต หลังจากนั้นก็นั่งดื่มกับเพื่อนต่อสักพักจนมีอาการมึนเมาหนักกว่าเดิมทำให้ไม่สามารถที่จะออกไปลอยกระทงได้ กลุ่มเพื่อนต่างล้มตัวลงนอนกัน แต่ด้วยความกลัว อ๊อฟจังอาศัยจังหวะเข้าไปนอนแทรกเพื่อนตรงกลางเตียงและตั้งใจนอนให้รีบผ่านคืนนี้ไป วันถัดมา จู่ ๆ อ๊อฟจังก็อยากไปหาเดียร์ที่คอนโด ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไป เมื่อไปถึงชั้นคอนโดของเดียร์ที่โดยปกติจะมีเสียงโวกเหวกโวยวายของคนอยู่อาศัยตลอดเวลา แต่ในวันนั้นกลับเงียบสงบ พอเดินไปถึงหน้าห้องของเดียร์ก็มีความรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันเงียบและวังเวง ภายในใจก็เกิดอาการกลัวและไม่กล้าที่จะเคาะประตูจึงตัดสินใจเดินกลับ คิดเพียงแค่ว่าตนคงคิดมากไปเอง ในขณะที่กำลังเดินกลับลงมา ก็ได้บังเอิญเจอกับเจ้าของคอนโด “อ้าวหนู มาหาใคร?” เจ้าของตึกเอ่ยถาม “มาหาเดียร์ค่ะ” อ๊อฟจังตอบกลับไปด้วยความสงสัยเพราะตนเองแวะเวียนมาที่คอนโดเดียร์บ่อยครั้ง ทำไมเจ้าของตึกถึงจำไม่ได้แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดกลับมาก็ทำให้ความสงสัยทั้งหมดหายไปและแทนที่ด้วยความหลอน! “เดียร์มันไม่อยู่ที่นี่แล้ว มันติดโรคกลับมาเสียชีวิตที่ห้อง” สิ้นเสียงดังกล่าว ขนหัวของเขาก็ลุกขึ้นพร้อมกันพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นภายในใจว่า แล้วสิ่งที่เราเจอเมื่อคืนคืออะไร? สอบถามกันไปก็ได้รู้ว่าตัวของเดียร์ได้เสียชีวิตไปหลายเดือนแล้ว วินาทีนั้นอ๊อฟจังทำได้เพียงแค่กลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมาและกลับมาร้องไห้ที่ห้องของตัวเอง ความเศร้าเกาะกินหัวใจ เขาได้แต่พูดกับตัวเองว่า “ทำไมถึงไปไม่บอกกันเลย” ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นมาท่ามกลางเสียงสะอื้น “ไม่ต้องห่วง เดียร์สบายดี” ได้ยินแบบนั้น ความกลัวและความโศกเศร้าก็ถาโถมเข้ามาทันที อ๊อฟจังพยายามเรียกสติตัวเองกลับมาและคิดว่าคงหูฝาดไปเองเช้าวันรุ่งขึ้น อ๊อฟจังตัดสินใจชวนเพื่อนไปทำบุญให้กับเดียร์และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ในขณะที่กรวดน้ำ อ๊อฟจังก็ได้แต่พร่ำคิดและโทษตัวเองว่าเป็นเพราะคำพูดของเขาที่พลาดพลั้งไปหรือไม่ที่ทำให้เดียร์ต้องจากไป ทันใดนั้นก็มีคนแปลกหน้าเดินมาบอกกับเขาว่า “ไม่เกี่ยวกับแก เราไปทำงานของเราเอง” แม้จะสับสนมึนงงกับการปรากฎตัวของคนแปลกหน้า แต่เมื่อจบประโยค น้ำตาที่เคยอดกลั้นก็ไหลพรั่งพรูออกมาทันที จนกระทั่งในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เพื่อนสนิทก็ไม่เคยคิดที่จะถือโทษหรือโกรธกัน หากได้ย้อนเวลากลับไปนอกเหนือจากแก้ไขในสิ่งที่ได้พลั้งพลาดพูดออกไปก็คงมีอีกสิ่งที่อยากจะบอกคือ ขอโทษ คิดถึงแกนะ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

ไปพักโฮมสเตย์ เจ้าของใจดีมาดูแลแขกด้วยตัวเอง!

18 มี.ค. 2024

ไปพักโฮมสเตย์ เจ้าของใจดีมาดูแลแขกด้วยตัวเอง!

เรื่องนี้ ‘ลุงเก่งใจดี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโฮมสเตย์ของชาวบ้าน ที่ลุงเก่งได้ไปพักผ่อนกับครอบครัวในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา แต่ดันเจอเรื่องราวของเจ้าของบ้าน 3 คนสุดแปลก! เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ลุงเก่งได้ไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ มีการวางแผนในการเที่ยวและจองที่พักไว้หมดแล้ว แต่ลืมจ่ายค่ามัดจำที่พัก ทำให้ที่พักหลุดจองไป เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาล ทำให้หาที่พักยาก ลุงเก่งจึงขอให้เจ้าของที่พักช่วยหาที่พักให้ เจ้าของที่พักก็แนะนำที่หนึ่งให้ เป็นที่พักแบบบ้านโฮมสเตย์ของชาวบ้านในพื้นที่ที่เปิดให้บริการ ในรูปเป็นบ้าน 2 ชั้น ข้างล่างเป็นปูน ข้างบนเป็นไม้ พอลุงเก่งเห็นรูปก็ตกลงจะพักที่นี่ ครอบครัวลุงเก่งเป็นครอบครัวใหญ่ ขับรถไปเที่ยว 2 คัน จึงแยกกันไปเที่ยวแล้วค่อยไปเจอกันที่ที่พัก ส่วนลุงเก่งจะไปที่พักก่อน พอถึงประมาณเที่ยง เจ้าของโฮมสเตย์จึงให้ ‘น้องบี’ (นามสมมติ) มาช่วย ลุงเก่งขึ้นไปสำรวจบ้านกับน้องบีที่ชั้น 2 ข้างบนมีห้องโถง 1 ห้อง ห้องใหญ่ 1 ห้อง ห้องเล็ก 2 ห้อง ห้องน้ำอยู่ข้างนอกระเบียง มีบันไดไม้เชื่อมกับระเบียงลงไปข้างล่าง ลุงเก่งมองออกไปเห็นคน 3 คนเดินเก็บของอยู่ที่ระเบียง คนแก่ 1 คนและวัยรุ่นผู้ชายกับผู้หญิง น่าจะเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ ลุงเก่งจึงถามน้องบีว่า “ข้างล่างที่เป็นส่วนของเจ้าของโฮมสเตย์ใช่ไหม” น้องบีตอบว่า “ใช่ค่ะ เจ้าของโฮมสเตย์อยู่ด้วย” พอสำรวจบ้านเสร็จน้องบีก็บอกกับลุงเก่งว่าถ้ามีอะไรหรือต้องการอะไรสามารถไลน์หาน้องบีได้ตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นลุงเก่งก็ได้มาบอกกับครอบครัวให้เข้าไปพักที่บ้านได้ แต่ลุงเก่งสำรวจบ้านอีกรอบหนึ่งเพราะรอบแรกสำรวจยังไม่ละเอียด รอบนี้เห็นหิ้งพระขนาดใหญ่ที่ห้องโถงกลางบ้าน พอเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ของที่ใช้ถวายพระเป็นข้าวเหนียว หมากพลู 3 ชุดวางไว้ที่หิ้งพระ ลุงเก่งรู้สึกแปลกใจ เพราะปกติไม่น่ามีใครถวายของไหว้พระแบบนี้ หรืออาจจะเป็นประเพณีของที่นี่ ลุงเก่งแค่แปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่ามีหิ้งพระในบ้านก็ทำให้สบายใจ ต่อมาลุงเก่งเดินไปห้องใหญ่ที่สุดของบ้าน พอเดินเข้าไปเห็นด้ายสายสิญจน์ขนาดใหญ่พันอยู่ตรงขื่อของบ้าน ทุกคนที่เดินไปด้วยพอเห็นก็ตกใจว่ามันแปลก จึงเดินไปดูห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะเจอผ้ายันต์เก่า ๆ ติดอยู่ตรงขื่อบ้านอีก ทุกคนเริ่มมองหน้ากัน เพราะรู้สึกว่าที่นี่แปลกมากจริง ๆ ลุงเก่งเห็นทุกคนเริ่มใจเสีย จึงพูดปลอบใจว่า “คงไม่มีอะไร เพราะบ้านเหมือนพึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ อาจจะเป็นของที่ใช้ขึ้นบ้านใหม่ก็ได้และที่สำคัญก็ไม่มีที่พักอื่นแล้วด้วย พักแค่คืนเดียวคงไม่มีอะไรหรอก” ทุกคนฟังแล้วก็ดูสบายขึ้นมา จึงแยกย้ายกันไปเก็บของ ส่วนห้องที่มีสายสิญจน์นั้นไม่มีใครกล้านอน ลุงเก่งเลือกนอนห้องโถงกับคุณแม่ พอเก็บของเสร็จทุกคนก็ลงไปถ่ายรูป แต่คุณแม่เหนื่อย เดินไม่ไหวจึงขอรออยู่ที่บ้าน พอตกตอนเย็นทุกคนก็กลับมาบ้านเพื่อปาร์ตี้กัน คุณแม่เล่าให้ฟังว่า “มีน้อง 2 คนขึ้นมาคุยด้วย ถามว่าแม่มาจากไหน” แม่ก็ได้ถามกลับไปว่า “น้อง 2 คนมาจากไหน” น้องตอบว่า “อยู่ที่นี่มานานแล้ว” พอคุยกันเสร็จ น้อง 2 คนก็เดินลงไปทางบันไดตรงระเบียง ทุกคนจึงปาร์ตี้กันปกติ ลุงเก่งนั่งหันหน้าเข้าตัวบ้าน ส่วนคนอื่นนั่งหันหน้าออกจากตัวบ้าน จู่ ๆ ลุงเก่งก็เหลือบไปเห็นคุณลุงที่เจอตอนเที่ยง ใส่กางเกงขาก๊วย เสื้อคอจีนสีขาว กำลังเดินขึ้นบันไดมาแล้วยิ้มให้ ลุงเก่งจึงถามคุณลุงว่า “มีอะไรหรอครับ เสียงดังไปหรือเปล่า” คุณลุงไม่ตอบอะไร แค่ยิ้มให้แล้วก็เดินลงไป ลูกสาวได้ยินเสียงลุงเก่งพูดก็หันมาถามว่า “ป๋าเห็นด้วยหรอ” ลุงเก่งก็บอกว่า “เห็นหลายรอบแล้ว” ลูกสาวก็ส่งไลน์มาว่า “หนูไม่เห็นนะ” ลุงเก่งคิดในใจว่ามันเริ่มแปลก ๆ อีกแล้ว สักพักก็ได้ยินคนเดินภายในบ้าน เริ่มได้ยินเสียงของตก ทุกคนก็มองหน้ากัน ลุงเก่งจึงเดินเข้าไปในบ้านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่าหน้าต่างเปิดอยู่อาจจะเป็นลมพัดก็เป็นได้ หลังจากนั้นสักพัก ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้านอน ลุงเก่งอาสาเป็นคนเก็บของ ในขณะที่กำลังยกของลงไปข้างล่าง ไฟข้างล่างก็ยังสว่างอยู่ หางตาลุงเก่งเห็นเป็นเหมือนรูปหน้าศพ 3 รูปวางเรียงกัน รูปแรกเป็นรูปคุณลุงที่เจอตอนที่ยงและอีก 2 รูปเป็นรูปวัยรุ่นผู้ชายกับวัยรุ่นผู้หญิง ซึ่งลุงเก่งไม่แน่ใจว่าเป็น 2 คนที่ขึ้นมาคุยกับคุณแม่หรือเปล่า ลุงเก่งอึ้งไปสักพัก แล้วก็ไหว้ ขอขมา “ถ้าทำอะไรผิดไปก็ขอโทษด้วยและขอร้องอย่ามาปรากฏตัวให้เห็นอีก” เพราะลุงเก่งเชื่อแล้วว่ามีจริง ๆ แต่เรื่องนี้ลุงเก่งยังไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวคนในครอบครัวกลัว พอเช้าก็รีบเช็คเอาท์ และก่อนที่จะขับรถออกจากโฮมสเตย์ ก็เจอกับคุณลุงคุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์ ลุงเก่งจึงถามคุณป้าว่า “เมื่อคืนคุณป้านอนอยู่ข้างล่างใช่ไหม” คุณป้าก็ตอบว่า “ไม่ได้นอนที่นี่หรอกเพราะมีแขกมาพัก นอนอีกหลังหนึ่ง” ลุงเก่งได้ยินแบบนั้น ก็ยิ่งมั่นใจอีกว่าสิ่งที่เจอและได้ยินเสียงคนเดินไปมาไม่ใช่คนแน่นอน ลุงเก่งขอตัวกลับ ซึ่งข้างในพื้นที่โฮมสเตย์สามารถกลับรถได้ ลุงเก่งจึงไปกลับรถตรงนั้น ปรากฏว่าเป็นเมรุเผาศพ ซึ่งเมรุอยู่ตรงข้ามกับโฮมสเตย์ ทุกคนจึงรีบขับรถออกมาแล้วนัดไปเจอกันที่ร้านกาแฟ พอถึงร้านกาแฟทุกคนก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เจอกับตัวเอง น้องสาวกับน้องเขยเล่าว่า เห็นคุณลุงเดินทั้งคืน คุณเก่งก็ถามว่าหน้าตาคุณลุงเป็นยังไง น้องสาวก็ตอบว่า “ผมขาว หนวดขาว ใส่กางเกงขาก๊วย เสื้อคอจีนสีขาว” ส่วนลูกสาวก็ได้ยินเสียงเดินอยู่ข้างล่างทั้งคืน สุดท้ายลุงเก่งก็เฉลยให้ทุกคนฟัง สิ่งที่พวกเขาเห็นทั้งหมดคือผี และที่พวกเราเห็นชัด ๆ เพราะที่นั่นคือบ้านของพวกเขา พวกเขาใช้ชีวิตปกติแต่ครอบครัวเราดันไปอยู่ที่นั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เสียชีวิตแล้วแต่จิตยังคิดถึงงาน! เรื่องราวของคนทำงานที่รักงานมาก ป่วยเป็นมะเร็งก็ยังมาทำงาน เสียชีวิตแล้วก็ยังมาทำงาน พอมีน้องเข้ามาใหม่ ก็ยังช่วยสอนงานน้องอีก!

15 ธ.ค. 2023

เสียชีวิตแล้วแต่จิตยังคิดถึงงาน! เรื่องราวของคนทำงานที่รักงานมาก ป่วยเป็นมะเร็งก็ยังมาทำงาน เสียชีวิตแล้วก็ยังมาทำงาน พอมีน้องเข้ามาใหม่ ก็ยังช่วยสอนงานน้องอีก!

พี่ในบริษัทรักงานมาก ป่วยเป็นมะเร็งก็ยังมาทำงาน จนเสียชีวิตแล้วก็ยังมาทำงาน พอบริษัทมีน้องใหม่เข้ามา ยังมาช่วยสอนงานให้น้องอีก เรื่องนี้ ‘คุณต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 ธันวาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘พี่สา’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! ต้นกล้าบอกว่าเรื่องนี้ ‘Base on true story’ เป็นเรื่องจากเพื่อนที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทย มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่บางนา ในบริษัทจะมีพี่คนหนึ่ง ชื่อว่า ‘พี่สา’ เป็นพี่ที่ดีและเป็นที่รักของคนในทีมมาก เพราะพี่สาจะคอยอาสาช่วยงานคนในทีมอยู่เสมอ แม้ว่าตัวพี่สาเองจะป่วยเป็นโรคมะเร็งก็ตาม ตอนนั้นเอง อาการพี่สาไม่สู้ดีนักและกำลังรักษาตัวด้วยการทำคีโมอยู่ ผลข้างเคียงของการทำคีโมนั้นเอง ทำให้พี่สาต้องใส่วิกผมมาทำงานทุกวัน จนกระทั่งมีอยู่สัปดาห์หนึ่ง พี่สาไม่มาทำงานที่บริษัทเลย แต่ทุกคนในทีมไม่ได้รู้สึกสงสัยหรือตั้งคำถามอะไร เพราะคิดว่าพี่สาคง work from home พร้อมกับรักษาตัวอยู่ที่บ้านไปด้วย ปรากฏว่าหลังจากนั้น ทุกคนก็ต้องตกใจ เพราะทราบข่าวว่าพี่สาเสียชีวิตแล้ว ทุกคนเสียใจมากเพราะรู้สึกรักและผูกพันกับพี่สา อีกทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งที่แม้แต่ช่วงสุดท้ายของชีวิต พี่สายังมอบให้กับการทำงาน ด้วยความที่ทุกคนเสียใจ และเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับพี่สา คนในทีมจึงนำดอกไม้ไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของพี่สา พร้อมพูดออกไปว่า “พี่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวน้องใหม่ที่มา พวกผมจะดูแลกันเอง พี่พักผ่อนให้เต็มที่เลย พี่ทำงานมาหนักมากแล้ว” ในวันนั้นเป็นวันที่ทางทีมต้องไปโรงงาน ซึ่งโรงงานจะอยู่คนละที่กับสำนักงานใหญ่ พอตอนเย็นถึงเวลาเลิกงาน คนในทีมก็ได้ชวนกันไปดื่มสังสรรค์ตามปกติ แต่มีพี่คนหนึ่งชื่อ ‘พี่เสือ’ เขาอาสานำอุปกรณ์ไปเก็บที่สำนักงานใหญ่ให้ พอเวลาผ่านไป ร้านก็ใกล้จะปิดเพราะดึกมากแล้ว ปรากฏว่ามีโทรศัพท์โทรหาคนในทีม ซึ่งคนที่โทรมานั่นก็คือพี่เสือนั่นเอง เขาโทรมาแล้วบอกว่า “มารับกูที กูออกจากห้องน้ำไม่ได้ พี่สาเขามา ไม่กล้าออกจากห้องน้ำ” ทุกคนจึงไปรับพี่เสือที่สำนักงานใหญ่ เพราะปกติแล้วพี่เสือเป็นคนแมน ๆ ทะมัดทะแมง ตั้งใจทำงาน แต่น้ำเสียงที่โทรมาเหมือนกับว่าเขากำลังกลัวมากจริง ๆ เมื่อทั้งทีมไปถึงสำนักงานใหญ่ ทั้งชั้นปิดไฟมืดสนิท จึงเดินไปเปิดสวิตช์ไฟ แล้วเข้าไปรับพี่เสือที่ห้องน้ำ ปรากฏว่าพี่เสือไม่มีแม้แต่แรงที่จะเดิน แขนขาอ่อนแรง ต้องเดินเกาะแขนคนในทีมออกมา ระหว่างนั้น คนในทีมก็คะยั้นคะยอให้พี่เสือเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่พี่เสือบอกว่าขอออกไปจากตรงนี้ก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง พอเดินออกมาจากโซนออฟฟิศแล้ว พี่เสือก็เริ่มเล่าว่า ตอนมาเก็บอุปกรณ์เขาแสกนนิ้วเข้าตามปกติ แต่รู้สึกปวดท้องจึงไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างที่อยู่ในห้องน้ำ ก็ได้ยินเสียงคนแสกนนิ้ว แล้วก็เสียงเดิน ต๊อก ต๊อก ต๊อก .. เดินตรงมาหยุดที่หน้าห้องน้ำที่พี่เสือเข้าอยู่ จากนั้นเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก .. พี่เสือนึกว่าเป็นพี่ยามจึงตะโกนบอกว่า “พี่ยามรึเปล่าครับ พอดีเอาของมาเก็บแปปนึง เดี๋ยวก็ไปละพี่ อย่าพึ่งปิดไฟนะ” แต่ก็ยังมีเสียงเคาะประตูอยู่ แล้วก็มีเสียงพูดขึ้นมาว่า “เสือ..พี่หยิบวิกพี่ไม่ถึง” ณ ตอนนั้นพี่เสือคิดว่าคงเป็นพี่สาแน่ ๆ เพราะในออฟฟิศไม่มีใครใส่วิกนอกจากพี่สา จากนั้นก็พูดขึ้นมาอีกว่า “พี่หยิบวิกพี่ไม่ถึง ช่วยหยิบวิกให้พี่หน่อยได้มั้ย พี่สูงไม่พอ มันขึ้นไปอยู่ตรงนั้น ช่วยหยิบให้หน่อย” พี่เสือรู้สึกกลัวแต่ด้วยความอยากรู้จึงเงยหน้าขึ้นไปมอง ปรากฎว่าเห็นเป็นวิกผมวางไว้อยู่ตรงนั้นในห้องน้ำจริง ๆ! แต่พี่เสือก็ไม่กล้าหยิบ รวมไปถึงไม่กล้าเปิดประตูออกไปด้วย พี่สาจึงพูดต่ออีกว่า “เร็วเสือ..หยิบให้พี่หน่อย พี่หยิบไม่ถึง ไม่รู้ว่ามันขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ยังไง” พี่เสือนั่งกลัวจนตัวสั่นอยู่ในห้องน้ำไม่กล้าออกไปไหน จึงได้โทรไปหาทีมให้รีบมาหานั่นเอง เมื่อพี่เสือเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจบ คนในทีมก็อยากรู้ว่ามีวิกผมในห้องน้ำจริงหรือไม่ จึงเข้าไปหาในห้องน้ำ ปรากฏว่ามีวิกผมวางไว้ตรงตำแหน่งที่พี่เสือเล่าจริง ๆ จนกระทั่งถึงเวลาแยกย้ายปิดไฟกลับ ทุกคนในทีมก็สังเกตว่าในเมื่อไฟปิดหมดแล้ว แต่ทำไมในออฟฟิศยังคงมีแสงสว่างอยู่ ปรากฏว่าจอคอมของพี่สายังเปิดอยู่ พอเห็นแบบนั้นทำให้ทุกคนในทีมต่างรีบแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างรวดเร็ว! ถัดมาเช้าของอีกวัน พี่เสือยังคงรู้สึกค้างคาใจกับเรื่องเมื่อคืน จึงได้ขอเช็คประวัติการแสกนลายนิ้วมือเข้าออฟฟิศ ปรากฏว่าคนที่แสกนลายนิ้วมือต่อจากพี่เสือเมื่อคืนนั่นก็คือพี่สานั่นเอง! พอเวลาผ่านไปเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ถูกนำไปเล่าต่อกันในออฟฟิศ ทำให้ทุกคนกลัวกันมาก ขนาดที่หัวหน้าสั่งให้ย้ายไปนั่งที่พี่สา เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้หัวหน้ามากขึ้น แต่ก็ไม่มีใครยอมย้าย กระทั่งมีพนักงานน้องใหม่เข้ามา ซึ่งไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงให้น้องใหม่ไปนั่งโต๊ะของพี่สา เวลาผ่านไปไม่กี่วัน พนักงานน้องใหม่ก็มาเล่าให้ฟังว่า “ทำงานยากมาก แต่อาจจะเป็นเพราะเครียดงาน หรืออาจจะยังปรับตัวไม่ได้ แต่คือหนูได้ยินเสียงกระซิบข้าง ๆ หูตลอดว่า ‘ทำตรงนี้สิ...กดตรงนี้สิ’ เหมือนมีคนมาสอนข้าง ๆ หูอยู่ตลอด” จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีใครกล้าไปนั่งโต๊ะของพี่สา รวมถึงข้าวของต่าง ๆ ของพี่สาก็ยังคงอยู่ในตู้เก็บของ และวิกผมก็ยังคงอยู่ในตู้เหมือนเดิม..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

01 ธ.ค. 2023

เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

(Trigger Warnings : บทความนี้มีเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศ) เมื่อเราเป็นจุดต่ำสุดในครอบครัว แม่หลงเชื่อหมอดูจนโงหัวไม่ขึ้น ให้พ่อเลี้ยงมาข่มขืนลูกตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นตามที่หมอดูบอก สุดท้ายจึงตอบแทนแม่ด้วยคุณไสยสุดพิเศษเป็นของขวัญ เรื่องนี้ ‘คุณณัฐผี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤศจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตอบแทนด้วยคุณไสย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! คุณณัฐเล่าว่าเรื่องนี้ได้ฟังมาจาก ‘น้องบุ๋มร่างทรง’ เธอเป็นคนดูดวง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกดวง ใช้นามสมมติว่า ‘น้องเดียร์’ เธออยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์และเป็นวิทยาทานให้กับคนที่กำลังจะเชื่ออะไรแล้วไม่ได้ไตร่ตรอง ควรที่จะเชื่อแบบมีสติ และเรื่องนี้ฝากไปถึงคนที่มีลูก อยากให้รักลูกแบบไม่ลำเอียงให้รักลูกเท่ากันทุกคน เรื่องมีอยู่ว่า ครอบครัวของน้องเดียร์ มีแม่, พ่อเลี้ยง, น้องเดียร์, และน้องชาย แม่เป็นคนติดแอลกอฮอล์ ติดการพนัน โดยเฉพาะเรื่องการดูดวง แม่ชื่นชอบและติดมาก แม่จะเชื่อหมอดูอย่างไม่ลังเล ถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญของคนในครอบครัวนี้ ตัวน้องเดียร์คิดว่าตนนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ในอันดับด้วยซ้ำ เพราะน้องเดียร์ไม่เคยอยู่ในสายตาแม่เลย น้องเดียร์เกิดมาจากพ่อที่ทิ้งแม่ไป เธอเปรียบเสมือนกาฝากในครอบครัวนี้ ต้องเชื่อฟังแม่ตั้งแต่เด็ก ทำผิดอะไรแม่ก็จะตี หรือบางทีก็ถูกแม่ขังอยู่ในห้องไม่ให้ไปเรียน เวลาจะได้ของอะไรก็แล้วแต่ จะต้องเป็นของเหลือที่น้องชายไม่เอา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ถ้าน้องชายเลือกที่จะไม่กิน น้องเดียร์ถึงจะได้กิน ภาพจำที่น้องเดียร์จำได้คือ พ่อเลี้ยง แม่ และน้องชายนอนอยู่ในห้องเดียวกัน ไปกินอาหารด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ส่วนน้องเดียร์ต้องอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด และอีกภาพคือ แม่ขอเงินยายเพื่อที่จะไปซื้อเหล้าและไปเล่นการพนันอยู่บ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งบังคับยายยกสมบัติให้เพื่อที่แม่จะได้นำไปขาย แล้วเอาเงินมาเล่นการพนัน เอามาซื้อเหล้า พอหนักเข้า ยายไม่มี ยายก็ถูกแม่ตีจนแขนหัก จนยายต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ด้วยความที่แม่เป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงมาก ๆ ก็จะไปเสาะแสวงหาการดูดวงจากสถานที่ต่าง ๆ ถ้าหมอไหนที่ดูแล้วบอกว่าลูกชายพึ่งได้ แม่ก็จะบอกว่าหมอคนนี้แม่นถูกใจแม่ กลับกันถ้าหมอดูบอกว่าลูกสาวจะพึ่งได้ นั่นแสดงว่าหมอดูไม่แม่น และจะถูกแม่ด่าอยู่ตลอดเวลา อย่างที่บอกไปว่าแม่ชอบดูดวงมาก กระทั่งแม่ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนเทวดาในหัวใจแม่ แต่เป็นซาตานที่มาจากนรกสำหรับน้องเดียร์ ขั้นตอนการดูดวงกับหมอคนนี้คือการเอาดวงของพ่อน้องเดียร์, น้องเดียร์, และน้องชายไปดู หมอดูบอกว่าพ่อของน้องเดียร์อยู่ด้วยกันกับแม่ก็มีแต่จะเลิกกัน มีแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิต ดวงของพ่อน้องเดียร์เป็นด้วยตายโหง แม่ต้องอยู่เป็นหม้าย ดีแล้วที่เลิกกันไป ส่วนดวงของน้องเดียร์นั้น หมอดูบอกว่าเมื่ออดีตชาติน้องเดียร์เคยเกิดเป็นผู้ชาย เป็นโจรมาปล้นบ้านของแม่ และก็ฆ่าสามีในอดีตชาติของแม่ตาย พอมาชาตินี้น้องเดียร์ต้องมาเกิดเป็นลูกเพื่อมาชดใช้กรรมในอดีตที่ทำไว้ ส่วนลูกชายย้อนกลับไปในอดีตชาติเคยเป็นคู่รักของแม่ และก็เป็นคนที่อยู่ในตระกูลสูงส่งมีหน้ามีตา เป็นคนที่ฉุดแม่ขึ้นมาให้มีชื่อเสียง ให้กลับมามีหน้ามีตาในสังคมอีกครั้ง และยังบอกอีกว่าว่าในยุคปัจจุบันนี้ให้เลี้ยงลูกชายให้ดี ต้องตอบแทนบุญคุณเขาแล้ววันหนึ่งเมื่อลูกชายโตขึ้นเขาจะร่ำรวย หลังจากนั้นน้องเดียร์ก็บอกคุณบุ๋มว่า “พี่บุ๋มจำได้มั้ย ที่เดียร์เคยโทรมาปรึกษาพี่บุ๋มว่าสิ่งที่มันเกิดคืออะไร” คุณบุ๋มก็ได้เตือนน้องเดียร์ไปว่า “ถ้าสมมติว่าวันนึงน้องเดียร์มีชีวิตที่ดีแล้ว อย่าอาฆาตแม่ ให้อโหสิกรรมกับแม่ อย่าไปตามจองเวรจองกรรมซึ่งกันและกันอีก” น้องเดียร์ก็ถามคุณบุ๋มอีกว่า “พี่บุ๋มเห็นอะไรในตัวหนูมั้ย?” คุณบุ๋มตอบมาว่า “เห็นเด็ก” น้องเดียร์จึงบอกว่า “เดี๋ยวจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง” เรื่องนี้เกิดเมื่อตอนที่น้องเดียร์อายุ 15 ปี แม่ไปดูหมอดูคนเดิม หมอดูก็ย้ำเรื่องเดิมที่น้องเดียร์เป็นลูกที่เคยมาปล้นบ้านและฆ่าสามีแม่ในอดีตชาติ พอแม่รู้เรื่องนี้ น้องเดียร์ก็โดนด่าหนักว่าเดิม กลับกันพอเป็นน้องชาย แม่กลับโอ๋น้องตลอดเวลา จนเข้าอายุ 16 ปี น้องเดียร์เริ่มโตเป็นสาว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พ่อเลี้ยงเริ่มมองน้องเดียร์ด้วยสายตาที่คุกคาม เวลาแม่ไม่อยู่ จะชอบเรียกมาจับมือ มาโอบ มาลวนลาม น้องเดียร์ทนไม่ได้ จึงนำเรื่องนี้ไปคุยกับแม่ แต่แม่ตอบกลับมาว่า “มึงสมควรโดนแบบนี้แล้วแหละ” น้องเดียร์จุกในอกไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องก้มหน้ารับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้วแม่น้องเดียร์กลับร้อนใจที่คู่ชีวิตในปัจจุบันลวนลามลูก จึงไปหาหมอดูและถามว่า “ถ้าสามีฉันไปมีอะไรกับลูก จะติดใจลูกมั้ย?” หมอดูตอบกลับมาว่า “พ่อมันทำถูกต้องแล้ว” และอธิบายต่อว่า มันต้องทำแบบนี้เพื่อตัดกรรมเก่าที่น้องเดียร์เคยกระทำในชาติที่แล้ว ถ้าทำแบบนี้ชีวิตแม่จะดีขึ้นจะมีเงินทองเข้ามา ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายไป นอกจากนี้หมอดูยังย้ำว่าให้หาคนที่ดวงแข็งกว่าพ่อและน้องเดียร์มากระทำชำเราน้องเดียร์เพิ่มอีก ซึ่งหมอดูก็เสนอตัวเอง แม่ถามหมอดูต่อว่า “ถ้าผัวฉันได้กับเดียร์แล้ว จะติดใจเดียร์มั้ย?” เพราะแม่ก็กลัวว่าผัวตัวเองจะติดใจลูกและทิ้งตัวเอง หมอดูบอกว่า “ไม่ต้องกลัวให้ทำตามนี้ พอทำเสร็จแล้วให้มาหาเดี๋ยวจะทำเสน่ห์ให้ ขอแค่พาน้องเดียร์มาหา” หลังจากที่แม่กลับบ้านก็ไปเรียกเดียร์มาคุย เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ว่าหมอดูพูดอะไรบ้าง แล้วกำชับว่า “มึงจะต้องทำตามที่หมอดูบอก” ด้วยความที่น้องเดียร์ยังเป็นเด็กก็กราบขอร้องอ้อนวอนแม่ แต่แม่กลับบอกว่า “ยังไงมึงก็ต้องทำ” กาลเวลาผ่านไป น้องเดียร์ก็คิดว่าเรื่องนี้คงจะจบไปแล้ว พ่อกับแม่คงลืม จึงลดความระวังตัวลง แต่ก่อนที่พายุจะมา ทะเลมันจะสงบ น้องเดียร์บอกว่ามีอยู่วันหนึ่ง เธอป่วยเป็นไข้ นอนซมอยู่บ้านไม่มีแรง วันนั้นพ่อเลี้ยงเข้ามาข่มขืนน้องเดียร์ และที่สำคัญคือแม่แท้ ๆ ของตัวเอง ยืนดูพ่อเลี้ยงข่มขืนลูกตัวเองอยู่ด้วย น้องเดียร์พยายามที่จะสู้ พยายามที่จะขัดขืน แต่ก็ไม่มีแรงเพราะป่วย ประกอบกับด้วยเป็นแรงผู้ชาย พ่อเลี้ยงจึงกระทำจนสำเร็จ จากนั้นแม่ก็เดินเข้ามาแล้วพูดว่า “กูบอกมึงดี ๆ แล้ว มึงไม่ยอมทำ เพราะฉะนั้นมึงต้องโดนแบบนี้” และทั้งสองคนก็เดินออกไปนั่งกินเหล้าคุยกันอย่างมีความสุข ปล่อยให้น้องเดียร์นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว.. ในตอนนั้นเอง น้องเดียร์รู้สึกหมดสิ้นทุกอย่างแต่ก็ต้องกัดฟันสู้ คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องหนีออกจากที่นี่ให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแม่จะต้องพาไปหาหมอดูเป็นแน่ จึงตัดสินใจออกจากบ้านไปหายาย ซึ่งบ้านยายที่ย้ายไปก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านน้องเดียร์ พอไปถึงน้องเดียร์ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ยายฟัง ยายร้องไห้และขอโทษน้องเดียร์ที่ไม่สามารถช่วยน้องเดียร์ได้ แต่ถ้าน้องเดียร์มาอยู่บ้านยายยังไงแม่ก็ต้องมาตามอยู่ดี ยายจึงส่งน้องเดียร์ไปอยู่กับน้องสาวยายที่ใต้ ยายบอกว่ายายส่งน้องเดียร์ไปที่ใต้ได้ แต่ยายไม่มีเงินส่งเรียนได้เมื่อไปถึง น้องสาวยายเอ็นดูน้องเดียร์จึงส่งเสียให้ได้เรียน น้องเดียร์บอกว่าตอนที่ไปอยู่ที่นั่น เหมือนได้รับรู้คำว่า ความรัก ความอบอุ่นของครอบครัว และการมีสังคม มันเป็นอย่างไร หลังจากอยู่ใต้ประมาณ 4 เดือน น้องเดียร์ก็ได้รับรู้ว่าตัวเองท้อง จึงเล่าให้น้องคุณยายฟังว่าถูกพ่อเลี้ยงทำอะไร และบอกว่าอยากเอาเด็กออก เพราะยังไม่พร้อมและอยากมีอนาคตที่ดี คุณยายจึงพาน้องเดียร์ไปหาหมอ พร้อมบอกถึงสาเหตุของการตั้งครรภ์ พอหมอรู้สาเหตุว่าโดนข่มขืน หมอจึงตรวจโรคเพิ่มเติม ผลออกมาว่าน้องเดียร์ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนแรง และมีผลกับเด็กในท้องจึงยุติการตั้งครรภ์ในที่สุด หลังจากนั้น น้องเดียร์ก็มีแฟน ซึ่งเป็นแฟนคนแรกในชีวิต น้องเดียร์รักผู้ชายคนนี้มาก แต่ก็รู้สึกว่าอยากบอกเรื่องราวในชีวิตทั้งหมดให้เขาได้รู้ จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นไป พอผู้ชายคนนี้ฟังจบก็รู้สึกโมโหเป็นเดือดเป็นร้อนแทนน้องเดียร์ แล้วถามน้องเดียร์ว่า “อยากแก้แค้นมั้ย?” น้องเดียร์จึงตอบว่า “อยาก” หลังจากนั้นสองอาทิตย์ แฟนน้องเดียร์ก็พาไปสถานที่หนึ่ง มีหลายคนมานั่งรอเพื่อพบอาจารย์ท่านนี้ บางคนก็มาทำเสน่ห์ บางคนก็มาสัก พอถึงคิวน้องเดียร์ น้องเดียร์รู้สึกว่าเหมือนเขารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นอย่างไร จากนั้น อาจารย์ก็หันมาถามว่า “มึงแน่ใจแล้วนะ ที่มึงจะทำแบบนี้ อีนั่นก็แม่มึงนะ แต่ส่วนพ่อเลี้ยงมึงกูไม่สนใจอยู่แล้ว” เดียร์ตอบไปว่า “หนูมั่นใจแล้ว หนูคิดมาดีแล้ว” จากนั้น อาจารย์ก็ทำของใส่ให้ โดยวิธีการทำของก็คือ อาจารย์ขอวันเดือนปีเกิด ปีนักษัตรของแม่และพ่อเลี้ยงไป เดียร์จำของแม่ได้แต่จำของพ่อเลี้ยงไม่ได้ แต่หมอดูก็บอกว่า “ไม่เป็นไรเอาเท่านี้พอ เดี๋ยวจะส่งผีที่เลี้ยงไว้ไปจัดการ” วิธีการก็คือให้เขียนชื่อ แล้วเอาชื่อไปฝังอยู่ที่ทางสามแพร่ง เอาไปอยู่ใต้พระอกแตก แล้วก็เอาไปทิ้งในท่อน้ำทิ้ง น้องเดียร์ขอไม่บอกขั้นตอนในการทำให้ชัดเจน รวมถึงว่าต้องจ่ายด้วยอะไร.. สิ่งที่เกิดขึ้นสามเดือนต่อจากนั้นคือ น้องเดียร์ได้รู้ข่าวจากยายว่าพ่อเลี้ยงโดนแทงในบ่อน ส่วนแม่น่าจะเครียดเรื่องพ่อ สติไม่ดีและหวาดกลัวตลอดเวลา ที่สำคัญคือแม่เดินแก้ผ้าเอามือล้วงอวัยวะเพศแล้วเอามาเลียเหมือนคนวิกลจริต ยายคิดว่าเป็นผลกรรมที่พ่อเลี้ยงและแม่ทำกับน้องเดียร์ แต่ถึงอย่างนั้น น้องเดียร์บอกว่า ถึงจะได้แก้แค้นสำเร็จ แต่ลึก ๆ แล้ว ผลกรรมที่ทำกับแม่ตัวเองจะตามมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่เดียร์ก็พร้อมที่จะรับกรรมนั้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-