เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ 'เรื่องของลุงยาม' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ 'เรื่องของลุงยาม' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

01 ก.พ. 2025

       หน้าที่ยาม ที่ดูแลผีมากกว่าคน!! ‘คุณเอก ตายแน่’ ได้นำเรื่อง ‘เรื่องของลุงยาม‘ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(28 มกราคม 2568) เรื่องเล่าสุดหลอนของตึก 13 ชั้น จากลุงยามเฝ้าตึก ที่ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ ต้องขนลุกไปพร้อม ๆ กับการหลอกของเหล่าผี!!

 

       เมื่อ 7 ปีที่แล้ว คุณเอกได้ทำงานทีี่บริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง มีหลายครั้งที่แวะเข้าไปในออฟฟิศ และภายในออฟฟิศมักจะเจอคุณลุงอายุ 65 ปี ด้วยประสบการณ์การทำงานและความเคารพจากบริษัท จึงได้ให้คุณลุงทำงานด้านเอกสาร คุณเอกที่เป็นพนักงานใหม่และชื่นชอบการคุยกับคนที่มีอายุมากกว่า ก็ได้เขาไปพูดคุยกับคุณลุง คุณเอกที่ชื่นชอบเรื่องเล่าผีได้เข้าไปถามคุณลุงว่า

       “ลุงครับ ไม่ทราบว่าลุงเคยเจอเรื่องน่ากลัวๆ  เรื่องผีบ้างไหมครับ”

       คุณลุงจึงตอบว่า “จริงๆ ก็เจอมาตลอดในการทำงาน เพราะชอบเลือกอยู่กะกลางคืน” 

       คุณเอกได้ถามต่อว่า “แล้วมีเหตุการณ์ไหมที่เจอจังๆ ไหม เจอพี่เจอเป็นตัวเลยหรอ”

       คุณลุงก็บอกว่า “เจอแบบชักปลั๊กเลย สลบไปเลย”

        คุณลุงเล่าต่อว่าเป็นครั้งแรกที่กลัวผีจนสลบไปและเลิกเป็นยามเฝ้าตึก เรื่องมีอยู่ว่า..

       ย้อนไป 10 ปีที่แล้ว คุณลุงอายุ 55 ปี ทำอาชีพเป็นยามเฝ้าตึกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ย่านใกล้เคียงกับสถานบันเทิงและโรงแรม ตึกที่คุณลุงทำงานอยู่นั้นเป็นตึกค่อนข้างเก่า มีทั้งหมด 13 ชั้น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ชั้นที่ 13 จึงสร้างเป็นตึกเสริมแทน และบริเวณป้อมยามที่คุณลุงอยู่จะมีโต๊ะไม้หินอ่อนอยู่ข้าง ๆ กิจวัตรประจำวันทุกครั้งหลังจากตรวจตึกเสร็จ คุณลุงจะกลับมาที่ป้อมยามในเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม เพื่อนอนหลับ

       จนมีอยู่หนึ่งคืน ที่คุณลุงกำลังหลับอยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงเคาะกระจกป้อมยาม เมื่อมองออกไปด้านนอกก็เจอกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ หน้าตาสะสวย สวมใส่ชุดเดรสสีแดง คุณลุงจึงทักทาย

       “สวัสดีครับคุณผู้หญิง มีอะไรให้ผมช่วยไหมครัับ”

       ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับมาว่า

       “เรียกหนูว่าแยมเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ พอดีหนูอยู่ชั้นที่ 8 หนูกลัวผีค่ะ ช่วยพาหนูขึ้นไปหน่อยได้ไหมคะ”

       คุณลุงก็ตกใจ และนึกได้ว่าช่วงที่เข้ามาทำงานใหม่ ๆ ตึกนี้เคยมีเรื่องเล่าว่า มีคนกระโดดตึกลงมาเสียชีวิต ร่วมถึงคนป่วยเป็นมะเร็งปอดแล้วเสียชีวิตภายในห้องพักส่วนตัว คุณลุงก็ไม่ทราบว่าชั้นไหน แต่เมื่อลูกบ้านกลัวและเป็นหน้าที่ของรปภ. คุณลุงจึงอาสาไปส่ง จากนั้นคุณลุงก็ได้หยิบกระบอกไฟฉายมาเหน็บไว้ที่กระเป๋าหลังกางเกง 

       แต่เหตุการณ์แปลก ๆ ก็เกิดขึ้น เนื่องจากปกติแล้วคนกลัวผีมักจะเดินตามหลัง แต่ผู้หญิงคนนี้วิ่งนำหน้าคุณลุงไปและพุ่งตัวเข้าไปในลิฟต์ คุณลุงที่อายุมากแล้วและขาไม่ค่อยดีจึงค่อย ๆ เดินตามผู้หญิงคนนั้นไป เมื่ออยู่ในลิฟต์ผู้หญิงคนนั้นยืนตัวตรง ขาชิด หันหน้าไปทางประตูลิฟต์ และนิ้วของเขาก็กดไปที่เลข 8 ย้ำ ย้ำ ย้ำ เหมือนให้ลิฟต์รีบขึ้นไป พอลิฟต์ปิดลง พื้นที่เริ่มน้อย ทำให้คุณลุงได้กลิ่นชัดขึ้น ซึ่งเป็นกลิ่นของน้ำอบดาวเรือง คุณลุงก็คิดในใจว่า ผู้หญิงวัยรุ่นที่เที่ยวกลางคืน มันควรจะเป็นน้ำหอมอีกกลิ่นหนึ่งหรือเปล่า และในตอนนั้นคุณลุงก็รู้สึกว่าระหว่างชั้น 1 ถึงชั้น 8 นั้นนานกว่าปกติ ผู้หญิงคนนั้นไม่พูดไม่จากับคุณลุง คุณลุงจึงได้แต่ก้มหน้า แต่หางตาก็มองไปที่เลขลิฟต์ว่าเมื่อไร่จะถึงชั้น 8 เมื่อถึงชั้นที่ 8 ผู้หญิงคนนั้นก็ทำเหมือนเดิม โดยใช้มือกดย้ำ ย้ำ ย้ำ  ไปที่ปุ่มเปิดลิฟต์ พอประตูลิฟต์เปิดผู้หญิงคนนี้ก็พุ่งตัวออกจากลิฟต์ทันที และกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ห้องของตัวเอง ซึ่งอยู่เกือบสุดทางเดินของชั้นนี้

       คุณลุงจึงบอกว่า “ใจเย็น ๆ คุณหนู ผมขาไม่ค่อยดี” 

       แต่ผู้หญิงคนนั้นยังเดินต่อไป ไม่ได้หันมามอง จนไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นก็ยังยืนนิ่ง ๆ อยู่หน้าประตูไม่ได้เข้าห้องไปทันที และผู้หญิงก็พูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า

       “เดี๋ยวหนูเข้าไปเองค่ะ” 

       พอได้ยินแบบนั้นคุณลุงก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา เพราะหลาย ๆ อย่างมันดูแปลก คุณลุงจึงบอกไปว่า

       “งั้นผมส่งตรงนี้นะครับ”

       และหันหลังกลับไป แต่เมื่อกำลังจะเดินไปก็ได้ยินเสียงประตูเปิด พอหันกลับไปดูว่าผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในห้องแล้วหรือยัง แต่เมื่อหันกลับไปก็พบว่าประตูห้องเปิดอ้าอยู่ ด้วยความตกใจคุณลุงจึงรีบวิ่งไปทางบันไดหนีไฟ เพราะมันไวกว่ารอลิฟต์ พอลงมาถึงข้างล่าง ด้วยความที่วิ่งลงมาคุณลุงเหนื่อยมากและเผลอหลับไป หลับไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะอีกครั้งจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา คุณลุงได้มองออกไปข้างนอก ก็พบกับผู้หญิงคนเดิมใส่ชุดเดรสสีแดง ยืนตัวตรง แล้วบอกกับคุณลุงว่า

       “คุณลุงคะ คุณลุงพาหนูขึ้นไปอีกรอบได้ไหม หนูกลัวผี”

       คุณลุงก็รู้สึกตกใจจนพูดไม่ออก ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดขึ้นมาอีกว่า

       “คุณลุงลืมของไว้ บางอย่างที่สำคัญมากเลยนะคะ ขึ้นไปเอากับหนูหน่อย”

       คุณลุงคิดว่านี่ไม่ใช่คนแล้ว จึงเปิดประตูออกแล้วรีบวิ่งออกไป ข้าง ๆ ตึกมีร้านสะดวกซื้ออยู่ คุณลุงก็ได้ไปนั่งอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อจนถึงเช้า และรายงานกับหัวหน้าว่าเมื่อคืนตนได้เจอกับเรื่องแปลก ๆ หลังจากนั้น คุณลุงก็เดินขึ้นไปชั้น 1 ที่ห้องประชาสัมพันธ์ เพื่อขออนุญาตดูกล้องวงจรปิดเพราะยังข้องใจกับเรื่องเมื่อคืน ภาพที่ปรากฎขึ้นบนจอคือภาพที่คุณลุงยืนคุยกับอากาศ แล้วเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เหตุขึ้นก็ปรากฎแค่คุณลุงคนเดียว ไม่มีผู้หญิงคนนั้นในภาพ และเมื่อภาพมาถึงช่วงที่ประตูห้องเปิดออกในจังหวะที่คุณลุงหันหลังกลับแล้ววิ่งไป กระบอกไฟฉายที่พกไปด้วยนั้นก็หล่นลงมาและกลิ้งเข้าไปในห้องนั้น เมื่อเห็นอย่างนั้นคุณลุงก็ได้แต่ขนลุกพลางว่า ถ้าเกิดขึ้นไป ตนนั้นก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ลงมาอีกเลย

       หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น คุณลุงจึงเริ่มปรับตัวกับการอยู่เฝ้ายาม เช่น นำพระมาห้อยจนเต็มคอ เริ่มตรวจตึกตั้งแต่ 6 โมงเย็นแล้วรีบกลับมาที่ป้อมยาม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทนได้ จึงขอลาออก คุณลุงได้บอกกับเจ้าของตึกว่า

       “ผมขอออกนะครับ แต่ผมจะอยู่จนกว่าจะหาคนได้”

       เจ้าของตึกจึงบอกว่า“เดี๋ยวจะเอาหัวหน้ารปภ. จากสาขาอื่นมาเปลี่ยน เดี๋ยวเขาจะมาดูงานและมาเปลี่ยนคืนนี้แหละ อยู่ให้อีกสักคืนนะลุง” คุณลุงก็รับปากจะอยู่ให้ 

       จากนั้นคุณลุงก็ทำตามกิจวัตรปกติตามเดิม พอกลับมาพักที่ป้อมยาม ผ่านไปสักพักคุณลุงก็สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะเหมือนคนเอากำปั้นทุบกระจก คุณลุงจึงรีบเปิดประตูออกมา และสิ่งที่คุณลุงได้เห็นคือมีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดรปภ. อายุประมาณ 40 ปีกว่า ๆ ร่างอวบนิด ๆ และผู้หญิงคนนั้นยังจองมาที่คุณลุงตาเขม็งพร้อมบอกว่า

       “เป็นรปภ. ที่นี่ยังไง นอนหลับไม่ดูป้อมไม่ตรวจตาเลยเหรอ แล้วดูซิเนี่ย! แต่งตัวทำไมไม่เอาเสื้อเข้ากางเกง ก็สมควรแหละที่ได้ออก ทำตัวไม่ได้มีความเป็นรปภ.เลย ฉันจะมาเปลี่ยนนะ แล้วจะมาดูความเรียบร้อยด้วย มาดูความประพฤติกรรมด้วยว่าเป็นยังไง”

       ได้ยินแบบนั้นคุณลุงก็ตกใจ นอกจากนี้ ผู้หญิงรปภ. คนนี้ก็ไปนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้หินอ่อนข้างป้อมยาม คุณลุงจึงกลับไปนั่งในป้อม แต่ก็ได้แต่นั่งเกร็งเพราะมีคนจ้องอยู่ด้านนอก คุณลุงไม่รู้จะทำอะไรจึงหยิบยาดมขึ้นมาดม แต่ก็มีเสียงตะโกนมาว่า

       “อย่าดม! อย่าดม! เหม็น! ทำไมต้องดมยาดม เป็นคนเสพติดของพวกนั้นหรอ”

       คุณลุงก็คิดในใจว่าแค่ดมยาดมก็ไม่ได้หรอ แต่คุณลุงก็เก็บยาดมไป นั่งไปได้สักพักคุณลุงก็เผลอหลับไป แต่ก็ยังสะดุ้งตื่นและลุกมาดูแถวโต๊ะไม้หินอ่อนว่ามีใครอยู่รึเปล่า แต่ก็ไม่มีใคร มีแค่โต๊ะโล่ง ๆ คุณลุงก็สงสัยว่าหัวหน้ารปภ. ผู้หญิงคนนั้นหายไปไหน คุณลุงจึงเดินขึ้นไปชั้น 1 ที่ห้องประชาสัมพันธ์ ซึ่งเวลานั้นก็ไม่มีใครอยู่แล้ว พอไปถึง คุณลุงก็มองหารปภ.ผู้หญิง แต่ก็หาไม่พบ คุณลุงก็คิดว่าเขาคงกลับไปแล้ว คุณลุงจึงเดินออกมาข้างหน้าตึกพร้อมกับหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ แต่งตัวสบาย ๆ เอาเสื้อออกนอกกางเกงเหมือนอย่างที่เคยทำ สักพักก็ได้ยินเสียงแว่วมา ในเวลานั้นเองได้มีร่างของคนร่วงลงมาจากข้างบนตึกแล้วตกลงที่ตรงหน้าของคุณลุงพอดี!สภาพของร่างนั้นเป็นกองเนื้อที่กระจายเต็มหน้าคุณลุง แขน ขาบิดผิดรูป คุณลุงจึงได้แต่อึ้งค้างอยู่แบบนั้นและในกองเนื้อนั้นก็มีหัวคนที่อยู่เป็นยอดเหมือนเชอร์รี่ที่อยู่บนก้อนเค้ก ซึ่งหัวคนนั้นก็คือหน้าของรปภ.ผู้หญิงคนนั้น แล้วถลึงตาหันมามองคุณลุง และบอกกับคุณลุงว่า

       “กูบอกให้เอาเสื้อใส่ในกางเกง!”

       หลังจากนั้นคุณลุงก็สลบไปทันที รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกส่งไปโรงพยาบาล ในตอนนั้นก็มีเจ้าหน้าที่นิติ และเจ้าของตึกมาเยี่ยมคุณลุง คุณลุงจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ทั้ง 2 คนฟัง หลังจากเล่าเสร็จคุณลุงจึงถามว่านั้นคือผีหรือเปล่า เจ้าหน้าที่นิติจึงตอบว่า

       “ไม่น่าจะเป็นผีนะคะ ที่นี่ไม่เคยมีรปภ. ผู้หญิง”

       คุณลุงจึงถามต่อว่า “แล้วบอกจะมีหัวหน้ามาดูงานกลางคืนไม่ใช่หรอครับ”

       เจ้าหน้าที่นิติก็ได้บอกว่า “ไม่ใช่ ที่จะมา เขามาพรุ่งนี้ แล้วเขาเป็นผู้ชาย เขาติดงาน มาไม่ได้”

       ได้ยินดังนั้นเจ้าของตึกจึงได้เอามือมาผลักเจ้าหน้าที่นิติออกและพูดเบาๆ ว่า

       “เธอไม่รู้ เธอพึ่งมา จริง ๆ เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ฉันได้จ้างรปภ. ผู้หญิงมา”

       เจ้าของตึกจึงเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ได้สร้างตึกนี้เสร็จเมื่อ 30 ปีก่อน เจ้าของตึกได้คัดเลือกรปภ.ที่จะเข้ามาทำงานเฝ้าตึกด้านบนด้วย เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังสร้างชั้นที่ 13 พอดี ซึ่งคนที่ต้องตรวจตราข้างบนก็คือ รปภ. ผู้หญิงคนนี้ เธอเป็นคนที่เข้มงวด ปากจัดมาก เนี๊ยบ ใครที่ไม่ถูกใจเธอก็มักจะด่าทันที จึงไม่ค่อยมีใครชอบเธอสักเท่าไหร่

       วันหนึ่งตอนประมาณ 6 โมงเย็น รปภ.ผู้หญิงคนนี้ก็ตกลงมาจากชั้นที่ 13 จนร่างกายแตกกระจายอยู่หน้าตึก และคนอื่น ๆ ก็ได้ตีความกันว่าเป็นคนงานที่มาสร้างชั้น 13 ทนกับคำด่าของรปภ.คนนี้ไม่ไหวจึงผลักเธอตกลงมา แต่ก็มีการปิดข่าวทำให้ข่าวเรื่องนี้เงียบไป คุณลุงที่ได้ฟังเรื่องทั้งหมดจึงใช้โอกาสนี้ในการลาออกทันที หลังจากนั้นคุณลุงก็นั่งโต๊ะทำงานเอกสารเป็นต้นมา

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากมิ้ม รัตนวดี 'กุมารของยาย' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

20 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากมิ้ม รัตนวดี 'กุมารของยาย' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง x’ (14 มกราคม 2568) พบกับ ‘มิ้ม รัตนวดี’ ที่ได้นำเรื่องเล่า ‘กุมารของยาย’ มาเล่าให้ฟัง เป็นเหตุการณ์ที่แม่อยู่บ้านกับคุณยาย คืนหนึ่ง มีเสียงเคาะประตู จึงเปิดประตูออกไปดูปรากฎว่าไม่เจอใคร! เรื่องนี้ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วต้องอึ้ง! ใครเคาะประตูเรียกเวลานี้? ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณมิ้มได้เล่าว่า ตนได้ฟังเรื่องเล่านี้มาจากคุณแม่ ในตอนนั้นคุณยายไม่สบาย คุณแม่จึงต้องกลับไปที่บ้านหลังเก่าเพื่อดูแลคุณยาย คืนหนึ่ง คุณยายนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงในห้องปกติ เวลาประมาณตี 3-4 อยู่ ๆ คุณแม่ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก! ตอนแรกคุณแม่ไม่ได้คิดอะไร แต่สักพักเสียงเคาะประตูก็กลับมาอีก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก!! ดังขึ้นกว่าครั้งแรก คุณแม่จึงตัดสินใจเปิดประตูออกไปดู แต่ปรากฏว่าไม่เจอใคร คุณแม่คิดว่าจะอาจจะเป็นคุณยายมาเรียก ด้วยความเป็นเด็กคุณแม่จึงพูดไปว่า “โอ๊ยมาเคาะอะไรเนี่ย จะนอน” หลังจากนั้น คุณแม่ก็เดินเข้าไปที่ห้องคุณยาย แต่ก็ไม่เจอคุณยาย คุณแม่จึงตามหาว่าคุณยายอยู่ไหน ปรากฎว่าเจอคุณยายล้มอยู่ในห้องน้ำ! คุณแม่ลองนึกย้อนดูก็คิดว่า หรือเสียงเคาะประตูที่ได้ยินนั้น จะเป็นเสียงของกุมารทองที่คุณยายเลี้ยงไว้ เขามาเรียกให้ไปช่วยคุณยาย จากนั้นคุณแม่ก็รีบเรียกรถพยาบาลทันที (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

บนไว้แต่ไม่ยอมไปแก้ สุดท้ายถูกหญิงห่มสไบตามติดถึงห้อง เกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อย่าลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับใคร...โดยเฉพาะกับศาลพระภูมิ!

11 ก.ค. 2023

บนไว้แต่ไม่ยอมไปแก้ สุดท้ายถูกหญิงห่มสไบตามติดถึงห้อง เกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อย่าลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับใคร...โดยเฉพาะกับศาลพระภูมิ!

‘คุณสายฝน พรหมญาณ’ หมอดูชื่อดังมาเยือนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ครั้งนี้ (27 มิ.ย. 66) พร้อมเรื่องเล่าสุดหลอนสอนใจสายมูทุกคนว่า อย่าลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับใคร ถ้าพร้อมที่จะไปรับประสบการณ์เดียวกันกับ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ แล้วก็ไปอ่านกันเลย! เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว คุณฝนยังประกอบอาชีพเป็นพิธีกรตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ อยู่ ตอนนั้นมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วงานที่เคยเข้ามาก็เริ่มลดลงจนเหลือน้อยเต็มที คุณฝนเริ่มชั่งใจกับตัวเองแล้วว่าจะทำอย่างไรดีให้งานกลับมาเยอะเหมือนเดิม ในตอนนั้นที่ห้องเช่าของคุณฝนแถวบางกะปิจะมีศาลพระภูมิตั้งอยู่เยื้องกับห้องพอดี โดยมีแนวกำแพงกั้นเอาไว้ แม้ศาลพระภูมิจะตั้งอยู่ในโพรงหญ้าจนทำให้ดูรกร้างพอสมควร แต่ก็ยังมีคนไปกราบไหว้บูชาอยู่เป็นกิจจะลักษณะ คุณฝนคิดว่าจะลองไปบนกับเจ้าที่แห่งนี้ดู โดยหวังว่าจะได้กลับมามีงานเยอะเหมือนเดิม พอถึงวันที่จะไปไหว้ คุณฝนรอนัดเจอกับแฟนก่อน แล้วจึงจะไปไหว้ด้วยกัน แฟนของคุณฝนมาถึงเวลาที่บรรยากาศภายนอกเริ่มโผล้เพล้ ทั้งคู่พากันเดินไปที่ศาลพระภูมิ ผ่านถนนดินแดง ที่ศาลพระภูมิถูกจัดวางด้วยของสดที่คนนำมาไหว้กัน บนศาลเป็นรูปปั้นผู้ชาย ล้อมรอบด้วยนางรำ 4 องค์ เมื่อคุณฝนเห็นดังนั้นก็คิดว่าคงต้องศักดิ์สิทธิ์มากแน่ เพราะเวลาแบบนี้ ยังมีคนเอาของมาไว้กันอยู่เลย คุณฝนเริ่มจุดธูปไหว้ขอพร จังหวะนั้นหมาที่อยู่รอบ ๆ ก็พร้อมใจส่งเสียงหอนโหยหวนออกมา มีลมพัดกระโชกผ่านคุณฝนไปส่งกลิ่นสาบตีเข้าหน้าอย่างแรง แต่คุณฝนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคิดว่าคงเป็นกลิ่นจากเครื่องเซ่นไหว้ ในวันนั้นคุณฝนขอว่าให้มีงานทำตลอดทั้งเดือน 3 วันต่อมา คุณฝนได้รับการติดต่อให้ไปทำงานอีเว้นท์ Roadshow ที่ต่างจังหวัด คุณฝนจึงอธิษฐานกับเจ้าที่ศาลพระภูมิว่า ขอไปทำงานให้เสร็จก่อนแล้วจะกลับมาแก้บน แต่แล้วเมื่อกลับมาจากงาน คุณฝนก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท วันหนึ่ง คุณฝนกลับจากทำงาน พอเข้าห้องมาแล้วก็ได้กลิ่นเหม็นคาวอย่างรุนแรง คิดว่าอาจมีสัตว์ไม่พึงประสงค์มาตายภายในห้องหรือไม่ก็ลืมล้างอะไรบางอย่างไป กลิ่นนี้ตีออกมาแรงมาก จนคุณฝนต้องหาที่มาของกลิ่นนั้น สุดท้ายก็หาไม่เจอ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก กลางดึกคืนนั้น ระหว่างที่กำลังตากผ้าอยู่ คุณฝนก็บังเอิญเหลือบไปมองที่ศาลพระภูมิหลังหอ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคุณฝนหลอนไปเองรึไม่ แต่ดูเหมือนว่ามีคนกำลังมองดูเธออยู่! คุณฝนเริ่มหวั่นใจแล้วว่าตัวเองได้ไปทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรหรือไม่ แต่ก็ยังไม่ได้นึกถึงว่าตัวเองลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับศาลพระภูมิหลังนั้น เนื่องจากทะเลาะกับแฟน คืนนั้นคุณฝนจึงนอนที่พื้นและให้แฟนนอนบนเตียง ระหว่างที่หลับไป ก็รู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนมาจ้องเธออยู่และกลิ่นสาบเจ้าปัญหาก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งหนักกว่าเดิม การจ้องของใครบางคนที่คุณฝนสัมผัสได้นั้นนานผิดปกติมาก สัญชาตญาณสั่งให้คุณฝนลืมตาขึ้นมา และพบกับภาพที่เธอจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต! มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสไบสีเขียวผมยาวสยายยืนจ้องตาเขม็งมาที่คุณฝนด้วยสายอันเคียดแค้น คุณฝนช็อคจนทำอะไรไม่ถูก พอได้สติขึ้นมาเล็กน้อยก็พยายามปลุกแฟน แต่แฟนของคุณฝนยังคงนอนนิ่งดูไม่ได้รับรู้ถึงอะไรรอบตัว คุณฝนสัมผัสได้ว่าผู้หญิงคนนี้พูดว่า “มึงลืมอะไรไปรึเปล่า?” คุณฝนพยายามสวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ แต่ปากก็ดูเหมือนจะไม่มีแรงเลย ผู้หญิงชุดสไบเขียวขยับตัวเข้าหาคุณฝนมากขึ้นเรื่อย ๆ กดจนเริ่มหายใจไม่ออก สุดท้ายคุณฝนก็ตะเบ็งเสียงตะโกนออกไป “แม่! ช่วยลูกด้วย” ซึ่งแม่ในที่นี้หมายถึงองค์พระแม่ที่คุณฝนเคารพบูชาและอยู่ด้านหลังของผู้หญิงคนนี้ แล้วทันใดนั้นผีตนนี้ก็หายไป จากนั้นแฟนของคุณฝนก็ตื่นขึ้นมา เมื่อลองถามแฟนว่าได้ยินเสียงเรียกของคุณฝนหรือไม่ แฟนก็บอกว่าไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ว่ารู้สึกเหมือนกับมีผู้หญิงใส่สไบสีเขียวกระโดดออกไปนอกระเบียง แฟนถามว่าคุณฝนไปทำอะไรมาจนทำให้ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ตอนนั้นคุณฝนยังช็อกจนไม่สามารถพูดอะไรได้เลย คุณฝนนอนไม่หลับจนถึงเช้า เมื่อเริ่มได้สติ คุณฝนก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แฟนฟัง จุดที่ทำให้คุณฝนจำคำสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าที่ได้ก็คือรูปปั้นนางรำที่อยู่ตรงศาลพระภูมินั้น มีองค์หนึ่งที่ห่มสไบสีเขียวและมันดันไปตรงกับลักษณะของผีตนที่มาเมื่อคืนพอดี คุณฝนกับแฟนรีบซื้อของเพื่อไปแก้บน พร้อมทั้งขอขมาเจ้าที่เรื่องที่ลืมคำสัญญาทันที คุณฝนบอกกับศาลพระภูมิแห่งนี้ว่าเธอไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรที่ไม่ยอมกลับมาแก้บน เพียงแต่ลืมจริง ๆ เรื่องนี้คุณฝนฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ให้ชาวอังคารคลุมโปงทุกคนว่า “อย่าลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาด”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ดูดวงให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ เปิดไพ่มาพบว่ามีวิญญาณมาเกี่ยวข้อง แถมห้องนั้นก็น่าจะมีการนองเลือดเกิดขึ้น พอพูดจบ ประตูห้องนั้นก็ปิดลงดังปั้ง! จนลูกค้ากรี๊ดหนีเตลิดออกจากห้องและหายไปเป็นอาทิตย์ ก่อนจะทักกลับมาว่า “จริงด้วย ห้องนี้มีการฆาตกรรมเกิดขึ้น!”

01 มิ.ย. 2023

ดูดวงให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ เปิดไพ่มาพบว่ามีวิญญาณมาเกี่ยวข้อง แถมห้องนั้นก็น่าจะมีการนองเลือดเกิดขึ้น พอพูดจบ ประตูห้องนั้นก็ปิดลงดังปั้ง! จนลูกค้ากรี๊ดหนีเตลิดออกจากห้องและหายไปเป็นอาทิตย์ ก่อนจะทักกลับมาว่า “จริงด้วย ห้องนี้มีการฆาตกรรมเกิดขึ้น!”

รายการ ‘อังคารคลุมโปงX’ ที่ผ่านมา (30 พฤษภาคม 2566) ได้มีสายจาก ‘คุณอ้อม’ โทรมาเล่าเรื่องหลอนให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จะหลอนแค่ไหนนั้น อ่านไปพร้อมกันเลย! คุณอ้อมเรียนดูดวงจนชำนาญพอสมควร จึงเปิดรับดูดวงให้กับคนทั่วไป เคสนี้เป็นของ ‘คุณกิ๊ฟ’ (นามสมมุติ) อาศัยอยู่ต่างประเทศ ทั้งคู่โทรดูดวงออนไลน์แบบไม่ได้เปิดกล้อง ระหว่างการดูดวงก็ไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งคุณอ้อมเปิดได้ไพ่ใบหนึ่ง ซึ่งเป็นไพ่ที่สื่อได้ประมาณว่า “มีวิญญาณหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับเจ้ากรรมนายเวร” นอกจากนี้ คุณอ้อมเล่าเสริมว่าเวลาที่ดูดวงนั้น จะเชื่อมโยงจากวันเดือนปีเกิด, เลขบัตรประชาชน, เลขที่ห้อง, เลขที่บ้าน,ทะเบียนรถ หรือ เบอร์โทร ควบคู่กันไป จึงถามคุณกิ๊ฟไปว่า “เลขที่ห้องน้องอ่ะเท่าไหร่” คุณอ้อมจำไม่ได้ว่าเลขตัวแรกคืออะไรแต่ข้างหลังลงท้ายด้วยเจ็ดศูนย์ ซึ่งก็รู้ได้ทันทีว่าเลขเจ็ด คือดาวเสาร์ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับผีหรือวิญญาณ ยิ่งดูดวง ยิ่งเปิดไพ่ มันก็จะขึ้นแบบนี้มาซ้ำ ๆ คุณอ้อมจึงบอกคุณกิ๊ฟไปว่า “ไพ่มันบอกว่าเจ้าที่แรง ไปทำบุญหน่อยแล้วกัน” เพราะในความคิดคุณอ้อมคือไม่ว่าจะศาสนาหรือวัฒนธรรมไหน การทำบุญมันเป็นกุศลส่วนกลาง ขอแค่ให้เราตั้งใจและระลึกนึกถึงเขา เขาก็น่าจะได้รับ คุณกิ๊ฟก็ตอบกลับมาว่า “ต้องขนาดนั้นเลยหรอพี่” สักพักก็มีเสียงตะคอกดังเข้ามาในสาย! แต่คุณอ้อมฟังไม่รู้เรื่อง จนเสียงนั้นเริ่มตะเบ็งดังขึ้น! คุณอ้อมจึงถามคุณกิ๊ฟไปว่า “มีเสียงอะไรไหม” คุณกิ๊ฟก็ตอบว่า “ไม่มีนะ” แต่คุณอ้อมก็ยังได้ยินอยู่ตลอด จึงขอให้คุณกิ๊ฟเปิดกล้องวิดีโอคอลแบบเห็นหน้า ตอนแรกคุณกิ๊ฟก็ปฏิเสธเพราะภายในห้องนั้นค่อนข้างเก่า แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดกล้อง นั่นทำให้คุณอ้อมเห็นว่าภายในห้องมันดูเก่าจริง ๆ และมีข้าวของจากเจ้าของเดิมวางทิ้งไว้อยู่ จากนั้นคุณอ้อมก็ถามต่อว่า “แล้วอยู่ห้องนี้เป็นยังไงบ้าง” คุณกิ๊ฟก็ตอบว่า “ตอนที่มาอยู่แรก ๆ ไม่ค่อยได้อยู่ห้องตัวเอง ส่วนใหญ่จะไปอยู่กับแฟน พอแฟนไม่อยู่ห้อง ก็เลยต้องกลับมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์แล้ว แต่ทุกครั้งที่เวลาจะนอน ก็มักจะได้ยินเสียงลมหายใจอยู่ข้างหลังเสมอ หรือบางทีเวลาอยู่ในห้อง ก็จะรู้สึกว่ามีคนมอง แต่หันไปก็ไม่เจอใคร” แต่คุณกิ๊ฟไม่ได้คิดอะไรมาก คุณอ้อมได้ยินดังนั้นจึงพูดไปว่า “จริง ๆ แล้วห้องนี้มันมีอะไรไม่ดีนะ เพราะไพ่ที่กำลังเปิดเหมือนจะเกี่ยวข้องกับอะไรที่เป็นเลือดหรือการฆาตกรรม” สิ้นสุดคำพูดนี้ ประตูห้องที่อยู่ด้านหลังของคุณกิ๊ฟก็เปิดออกมาดังปั้ง!!! คุณกิ๊ฟตกใจกรี๊ดลั่นออกมา แล้วรีบวิ่งออกไปจากห้อง ซึ่งโทรศัพท์ก็ยังตั้งอยู่ และคุณอ้อมก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังเข้ามาในสายจนต้องรีบกดวาง! หลังจากเหตุการณ์นั้น คุณกิ๊ฟก็หายไป กระทั่งหนึ่งอาทิตย์ต่อมา คุณกิ๊ฟได้โทรมาเล่าให้คุณอ้อมฟังว่าหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น คุณกิ๊ฟก็ออกจากห้อง จนเช้าของอีกวันถึงกลับมา ระหว่างวันก็นั่งอยู่ในห้องคนเดียว และรู้สึกว่ามีคนมาลูบที่เท้าหรือสัมผัสตัวอยู่ตลอดเวลา ต่อมาขณะที่กำลังเคลิ้ม ๆ จะหลับก็เห็นว่ามีผู้ชายแก่ ๆ ผอม ๆ กำลังเอื้อมมือมาแตะที่ตัวเขา ซึ่งพอลืมตาขึ้นมาก็ไม่เจอใคร จนมาถึงคืนหนึ่ง ขณะที่กำลังนอนหลับอยู่นั้น ก็เห็นว่าผู้ชายคนเดิมกระโดดขึ้นมาบนตัว จนสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมา พอมองไปข้าง ๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเหมือนมีคนนอนอยู่! เพราะมีร่องรอยของหมอนและเตียงที่ยุบลงไป ด้วยความกลัวและสับสนจึงตัดสินใจลุกขึ้นมานั่งที่โซฟาจนเผลอหลับไปอีกครั้ง พอตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีมีดปลายแหลมจากไหนไม่รู้มาวางทิ้งไว้อยู่บนเตียง! คุณกิ๊ฟงุนงงว่ามันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร จนผ่านไปอีกวันหนึ่งขณะที่กำลังจะออกไปทำงานก็ได้จัดเตียงและเจอว่ามีดเล่มเดิมวางอยู่ข้างใต้หมอน! ซึ่งคุณกิ๊ฟก็ยืนยันว่าไม่ได้มีเพื่อนหรือมีใครเข้ามาในห้องเลย คุณอ้อมได้ฟังดังนั้นจึงบอกไปว่า “ถ้าเป็นลักษณะแบบนี้ในบ้านเรา (ไทย) มันเหมือนกับว่าเค้ามาเตือน” คุณกิ๊ฟรู้ดังนั้นจึงพยายามหาห้องพักแห่งใหม่ แต่ระหว่างนั้นก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่น ขณะที่กำลังเข้าห้องน้ำอยู่ ก็พบว่ามีดเล่มเดิมที่เจอและเอาไปเก็บอยู่ตลอด วางอยู่ตรงอ่างล้างหน้า เป็นต้น เมื่อสืบสาวราวเรื่องประวัติห้องนั้น ก็พบว่าภายในห้อง มันเคยเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นจริง ๆ คุณกิ๊ฟเล่าว่า “คนเก่าที่เคยอาศัยอยู่ติดยา แล้วเกิดอาการคลั่ง เลยนำมีดมาปาดคอกันตาย” นี่คงเป็นสาเหตุที่คุณกิ๊ฟเจอมีดเล่มเดิมวางอยู่ตามที่ต่าง ๆ ภายในห้อง คุณอ้อมจึงได้บอกไปว่า “ดีแล้วที่ตัดสินใจย้ายออกมาก่อนที่จะเกิดเรื่องอะไรไม่ดีไปมากกว่านี้” และนี่ก็เป็นเรื่องหลอนที่คุณอ้อมได้พบเจอจากการดูดวง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเเนต 'ภาพทับซ้อน' l อังคารคลุมโปง X The Shock [ 6 ม.ค.2569 ]

09 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเเนต 'ภาพทับซ้อน' l อังคารคลุมโปง X The Shock [ 6 ม.ค.2569 ]

ทริปทัวร์ใหญ่ที่เหมาปิดรีสอร์ทในจังหวัดราชบุรี กลายเป็นคืนที่ไม่มีใครลืม เมื่อห้องพักชั่วคราวใต้ร้านสะดวกซื้อ เป็นจุดที่มีใครบางคนในชุดสีแดง “เดินวนอยู่หน้าห้อง” เช้าวันถัดมา ความจริงที่ถูกซ่อนของรีสอร์ทแห่งนี้ค่อย ๆ ถูกเปิดเผย และทำให้รู้ว่า สิ่งที่ยืนมองพวกเขาในคืนนั้น…อาจไม่เคยไปไหนเลยตั้งแต่วันเกิดเหตุ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X The Shock’ (6 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘ภาพทับซ้อน’ เรื่องราวของ “แนต” เกิดขึ้นเมื่อราว ๆ 10 ปีก่อน ในช่วงที่แนตทำงานเป็นไกด์ทัวร์ วันนั้นเป็นทริปใหญ่ที่ต้องเดินทางไปจังหวัดราชบุรี มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 300 คน เป็นการเหมาทั้งรีสอร์ทเพื่อจัดปาร์ตี้ บรรยากาศด้านหน้ารีสอร์ทดูดีมีร้านสะดวกซื้ออยู่ด้านบน แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปด้านในความสวยงามด้านหน้ากลับหายไป เหลือเพียงทางเดินเงียบงัน และบรรยากาศวังเวง… ด้วยความที่เป็นไกด์ แนต และทีมงานต้องดูแลลูกค้าทั้งคืน กว่าจะรู้ว่าตัวเองได้พักห้องไหนก็ต่อเมื่อปาร์ตี้เลิกแล้ว เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน หลังจากส่งลูกค้าเข้าที่พักเรียบร้อย แนตจึงไปสอบถามทางรีสอร์ทว่าทีมงานจะได้นอนตรงไหน คำตอบที่ได้คือ ห้องเล็ก ๆ ชั้นล่าง ใต้ร้านสะดวกซื้อด้านหน้ารีสอร์ท เป็นห้องพัก 3 ห้องเล็ก ๆ ที่จัดที่นอนไว้ให้ ส่วนห้องฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นห้องเก็บของ ก็ถูกจัดเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับทีมงานบางส่วน แนตรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้สุดท้ายไกด์ และเพื่อน ๆ ของแนตจึงรวมกันนอนห้องเดียว ประมาณ 6–7 คน ทุกคนนั่งดื่มนั่งคุยคลายเหนื่อยกันอยู่ในห้อง แนตนั่งอยู่บนเตียงหันหลังให้กระจกบานใหญ่ที่อยู่ฝั่งหน้าห้อง ขณะที่เพื่อน ๆ ทุกคนหันหน้าไปทางกระจกไม่นาน เพื่อนคนหนึ่งก็ทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ“แนต…น้องทีมงานมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เห็นเดินผ่านหน้าห้องหลายรอบแล้ว ใส่เสื้อสีแดง” แนตลุกขึ้นไปเปิดประตูดูทันที แต่ด้านนอกกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย แนตคิดว่าอาจเป็นความเข้าใจผิด จึงกลับเข้ามานั่งคุยต่อประมาณ 15 นาทีผ่านไป เพื่อนคนเดิมทักขึ้นมาอีก“แนต เขายังเดินอยู่นะ ลองออกไปดูอีกทีไหม” แนตลุกออกไปดูอีกครั้ง เพราะตัวเองนั่งใกล้ประตูที่สุด แต่ผลก็เหมือนเดิมไม่มีใคร ไม่มีแม้แต่เงา ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เพื่อนคนนั้นเริ่มพูดจริงจังขึ้น บอกว่าเห็นชัดมาก คน ๆ นั้นไม่ได้แค่เดินผ่าน แต่ “ยืนมองอยู่หน้ากระจกหน้าต่าง” แนตเริ่มหงุดหงิด คิดว่าอาจจะโดนเพื่อนอำ จึงลุกออกไปดูเป็นครั้งที่สาม และก็ยังไม่เห็นอะไรเหมือนเดิมแต่ทันทีที่แนตกำลังจะหันกลับเข้าไปในห้อง เพื่อนในห้องกลับพูดขึ้นว่า“จะไม่มีอะไรได้ยังไง…เขายังยืนอยู่เลย” แนตออกไปยืนดูอีกครั้งโดยครั้งนี้เดินตรงไปที่กระจกหน้าต่าง ก่อนที่เสียงโวยวายในห้องจะเริ่มดังขึ้น เมื่อแนตได้ยินเสียงโวยวายจึงเดินกลับเข้ามาถามว่า “เป็นอะไร” เพื่อนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ว่า“ตอนที่แนตออกไปยืนดูที่กระจก…แนตไปยืนทับร่างของคนนั้น”บรรยากาศในห้องเงียบสนิท ทุกคนตัดสินใจเก็บของ และย้ายไปอยู่อีกห้องทันที และนั่งคุยถึงสิ่งที่แต่ละคนเห็นกันยาวไปจนถึงเช้า เช้าวันถัดมา แนตยังคาใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงไปถามพนักงานรีสอร์ท แต่ไม่มีใครยอมตอบ จนกระทั่งได้คุยกับแม่บ้านคนหนึ่ง แม่บ้านเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดว่า“พี่เจอเหรอ…” จากนั้นเธอเล่าว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ห้องบริเวณนั้นเคยเป็นที่พักของพนักงาน มีคู่รักคู่หนึ่งทะเลาะกัน ผู้ชายรีบออกไปง้อแฟน แต่ยังไม่ทันจะพ้นร้านสะดวกซื้อ รถก็ชนเสียชีวิตตายคาที่… และตั้งแต่นั้นมา ก็มีคนบอกว่า “ยังมีใครบางคน” ใส่เสื้อสีแดง เดินวนอยู่แถวนั้นไม่ไปไหน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-