เรื่องเล่าจากคุณจอย 'ทางที่ต้องเลือก' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 22 ต.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณจอย 'ทางที่ต้องเลือก' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 22 ต.ค. 2567]

26 ต.ค. 2024

     ขนหัวลุกไปกับเรื่องหลอนจาก ‘คุณจอย‘ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ทางที่ต้องเลือก’ จากรายการอังคารคลุมโปง X (22 ตุลาคม 2567) โดยมี ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ หลอนไปพร้อมกัน เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่วิญญาณคุณจอยออกจากร่าง และเกือบจะเลือกทางผิด! จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!

     คุณจอยได้เล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ตอนนั้นคุณพ่อเเละคุณแม่ทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งบริษัทก็มีบ้านพักไว้ให้พนักงาน บ้าน 1 หลังให้พัก 2 ครอบครัว ครอบครัวของคุณจอยพักอยู่ชั้นล่าง ครอบครัวพี่ปรีชาอยู่ชั้นบน ในตอนนั้นคุณจอยทำงานที่โรงพยาบาลหนักจนมีความเครียดสะสม ทำให้มีอาการปวดท้องบ่อย

     โดยปกติเเล้วเวลาเลิกงานของคุณจอยคือ 2 ทุ่ม เเต่วันนั้นพี่หัวหน้าพยาบาลเห็นอาการของตนไม่ค่อยดี จึงบอกให้คุณจอยกลับก่อน ตนจึงกลับถึงบ้านเวลาประมาณ 1 ทุ่ม เมื่อถึงบ้านเเล้วตนรู้สึกหิวข้าวมากจึงเดินไปหาคุณเเม่เเล้วถามว่ามีอะไรให้กินหรือไม่

     คุณเเม่ : อ่าว เวลานี้มันจะมีอะไรกินล่ะ ก็เห็นปกติเเล้วเห็นซื้อมากิน

     คุณจอย : พอดีวันนี้ไม่สบาย ก็เลยกลับมาบ้านเลย ก็ไม่คิดว่าที่บ้านจะไม่มีอะไรกิน

     คุณเเม่ : งั้นไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากินสิ

     คุณจอยที่ไม่สบายและเหนื่อยจากการทำงาน ทั้งยังรู้สึกหิวแต่ที่บ้านกลับไม่มีอะไรกิน ก็เริ่มน้อยใจแม่  จึงเดินเข้าห้องตัวเองเเล้วนั่งร้องไห้กับพื้น ไม่มีใครรู้ว่าคุณจอยร้องไห้ยกเว้นน้องเพราะนอนห้องเดียวกัน หลังจากร้องไห้ได้สักพัก คุณจอยก็รู้สึกแน่นหน้าอก มือเท้าชา เเล้วก็ฟุ้บลงไปกับพื้น! ในตอนนั้นรู้ว่าตัวเองชักเกร็ง จากนั้นน้องก็เดินเข้ามาเห็นเเล้วก็ตะโกนเรียกแม่ ในตอนนั้นคุณพ่อคิดว่าตนเรียกร้องความสนใจ เพราะคุณพ่อทราบเรื่องที่คุณจอยทะเลาะกับคุณแม่เรื่องของกิน เมื่อคุณแม่มาเห็นสภาพคุณจอยที่ชักตาตั้ง น้ำลายไหลอยู่กับพื้น เห็นท่าทีไม่ค่อยดีจึงอุ้มคุณจอยไปโรงพยาบาล คุณพ่อกับพี่ปรีชาก็ออกไปเรียกรถเเท็กซี่ มีเเท็กซี่คันหนึ่งจอดแต่กลับบอกว่า

     “ไม่รับ ผมไม่เอา ผมกลัวไปตายในรถผม หาคันใหม่นะครับ“

     ในตอนนั้นเป็นช่วงกลางดึก จึงทำให้หารถยากมาก ระหว่างนั้น คุณจอยนอนอยู่บนตักแม่โดยมีเเม่กอดอยู่ จากนั้นก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาตีหัวเเล้วเหมือนมีแรงผลักทำให้ลุกขึ้น! เเล้วความรู้สึกที่แน่นหน้าอกก็หายไป ตนได้ยินเสียงร้องไห้มาจากข้างหลังจึงหันไปดู ภาพที่ตนเห็นคือเห็นแม่กอดตนอยู่! มีน้องนั่งอยู่ข้าง ๆ ส่วนคุณพ่อกับพี่ปรีชากำลังเรียกรถ ตนจึงได้เเต่คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น? จิตหลุดหรือเราตายไปแล้วหรือยัง ตนได้เเต่ยืนร้องไห้ดูตัวเอง ตนจึงรู้สึกผิดที่โกรธเเม่ จากนั้นก็พยายามที่จะจับเเม่เเต่ก็จับไม่ได้ เรียกก็ไม่มีใครได้ยิน

     จากนั้น ก็ได้ยินเสียงดังมาจากหลังบ้านว่า

     “มานี่ มาทางนี้”

     เป็นเสียงผู้ชายดุ ๆ เมื่อตนมองไปก็เห็นเป็นผู้ชายร่างใหญ่ สูง ไม่เหมือนคนเเล้วมีควันลอยฟุ้งเต็มไปหมด จากนั้นก็เริ่มเสียงดังขึ้น

     “มานี่! เดี๋ยวนี้!”

     คุณจอยรู้สึกเหมือนโดนสะกดจิต คิดว่าคงมารับจึงก้าวขาไปหา เเต่ในขณะที่กำลังจะก้าวก็มีเสียงตายายเรียกจากอีกฝั่งหนึ่งว่า

     “อีหนู! จะไปไหนลูก”

     ตนจึงหยุดเเล้วก้าวกลับมาที่เดิม เมื่อหันไปทางเสียงนั้นตนก็รู้สึกต่างกับฝั่งซ้าย ฝั่งขวามันสว่างเหมือนตอนเช้า เห็นตายายใส่โจงกระเบนยืนอยู่เเล้วเรียกว่า

     “อีหนูมานี่ลูก มันไม่ยังไม่ถึงคราวเอ็ง จะไปทำไม”

     ด้วยความรู้สึกว่าฝั่งขวามันน่าไปกว่า จึงตัดสินใจก้าวขาเดินไปตายาย เมื่อตนก้าวไปขาเหยียบลงพื้น ทันใดนั้นตนก็กลับมารู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนเดิม เเล้วลืมตาขึ้นเห็นเเม่ร้องไห้ ผ่านไปไม่นานตนก็รู้สึกดีขึ้น ไม่เจ็บไม่ปวดแล้วเเต่รู้สึกเพลีย ในตอนเช้าจึงไปเช็คร่างกายที่โรงพยาบาล

     เมื่อกลับมาจากโรงพยาบาลก็ได้เดินไปที่ศาลตายาย เมื่อส่องเข้าไปดูก็เห็นชุดที่ตายายใส่นั้นเป็นชุดเดียวกันกับที่ตนเจอเมื่อคืน หลังจากนั้นคุณจอยก็เห็นตายายตลอด เพราะเวลานอนตนจะเปิดหน้าต่างรับลมเอาไว้ เเต่คุณจอยไม่ได้รู้สึกกลัวเพราะตายายมาหาเหมือนมาช่วยตนให้พ้นจากอันตราย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ขาไปเบาะยังว่าง พอลืมตาขึ้นมาดันเจอลุงแปลกหน้านั่งอยู่ข้าง ๆ ซะได้! แถมลุงยังบอกอีกว่า “เห็นใช่มั้ย ถ้าเห็นจะเล่าให้ฟัง” จากนั้นก็วาร์ปไปเหตุการณ์ที่รถตู้เกิดอุบัติเหตุ รู้ตัวอีกทีก็มีแหวนปริศนาอยู่ในมือแล้ว

16 มิ.ย. 2023

ขาไปเบาะยังว่าง พอลืมตาขึ้นมาดันเจอลุงแปลกหน้านั่งอยู่ข้าง ๆ ซะได้! แถมลุงยังบอกอีกว่า “เห็นใช่มั้ย ถ้าเห็นจะเล่าให้ฟัง” จากนั้นก็วาร์ปไปเหตุการณ์ที่รถตู้เกิดอุบัติเหตุ รู้ตัวอีกทีก็มีแหวนปริศนาอยู่ในมือแล้ว

‘อังคารคลุมโปง X’ (13 มิถุนายน 2566) ได้แขกรับเชิญสุดพิเศษที่เล่าเรื่องหลอนได้ถึงพริกถึงขิงอย่าง ‘คุณตั้น The Shock’ พร้อมกับเรื่องที่ชวนขนหัวลุกของรถตู้ ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ คิ้วขมวดตลอดทั้งเรื่อง! แต่จะหลอนชวนปริศนาแค่ไหน แท็กชวนเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย!เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ ‘คุณเอ’ (นามสมมุติ) ปัจจุบันเป็นสต๊าฟงานอีเวนต์จึงได้รู้จักกับคุณตั้น แล้ววันนั้นก็ต้องนั่งรถตู้ไปพร้อมกับคุณตั้นพอดี คุณตั้นจึงบอกคุณเอไปว่า “เอนั่งข้างหน้าต่างแล้วกัน พี่รู้ว่าเอชอบนั่งริมหน้าต่าง แล้วพี่จะนั่งเบาะกลางเอง” แต่คุณเอกลับปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ไม่เอาพี่ เราเว้นที่นั่งเบาะกลางไว้ดีกว่า ผมจะนั่งริมหน้าต่าง ส่วนพี่นั่งริมประตูละกัน” ด้วยความสงสัยคุณตั้นก็ถามไปว่า “ทำไมล่ะ?” คุณเอก็บอกว่า “เดี๋ยวขึ้นรถแล้ว ผมจะเล่าให้ฟัง” หลังจากนั้น คุณเอก็เริ่มเล่า..ย้อนกลับไปตอนที่คุณเอยังเป็นนักดนตรีแบคอัพ มีงานเดินสายเล่นดนตรีแทบทุกคืน คืนหนึ่ง คุณเอต้องเดินทางไปเล่นดนตรีที่ภาคอีสาน โดยการนั่งรถตู้ไปพร้อมกับนักดนตรีแบคอัพวงเดียวกัน แต่รถตู้ของน้าคนขับคู่ใจดันเสีย จึงต้องใช้รถตู้คันอื่นโดยสารไปแทน เมื่อรถมาถึง นักดนตรีก็แยกย้ายกันขึ้นไปนั่ง แบ่งเป็นแถวละ 1 คน ส่วนเบาะที่ยังว่างก็ใช้วางอุปกรณ์ดนตรีแทน คุณเอเลือกที่นั่งริมหน้าต่างแถวหลังคนขับ เมื่อจัดแจงที่นั่งกันเรียบร้อย รถตู้ก็ออกเดินทางตามกำหนดเดินทางออกไปได้สักพัก คุณเอก็เริ่มเคลิ้มหลับ แต่เพราะนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ทำให้หัวมักจะชนกับหน้าต่างบ่อย ๆ และจะรู้สึกตัวเป็นพัก ๆ กระทั่งเวลา 2 ทุ่ม หัวคุณเอชนเข้ากับหน้าต่างจนสะดุ้งตื่นอีกครั้ง ข้างทางเป็นต้นไม้ มีแสงไฟสลัวจากเสาไฟถนนเป็นระยะ คุณเอเหลือบหางตาไปทางด้านขวามือ เห็นเป็นหน้าผู้ชายในกระจก! คุณเอตกใจสะดุ้งแล้วขยี้ตา มองไปอีกที สิ่งนั้นก็หายไป! คุณเอคิดว่าคงเป็นเงาของตัวเอง ไม่ก็คิดมากไปเองเพราะยังกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ จึงไม่ได้คิดอะไรมากและกำลังจะหลับต่อ สักพักก็มีเสียงดังก้องในหูว่า “ตื่น.. มีของจะฝาก” คุณเอลืมตาขึ้นมาและมองไปที่กระจกอีกครั้ง ก็เห็นเป็นหน้าผู้ชายคนหนึ่งสะท้อนอยู่ คุณเอพยายามตั้งสติและมองว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร เป็นเพื่อนจากข้างหลังที่ย้ายมานั่งข้าง ๆ กันหรือเปล่า ระหว่างที่คิดนั้น คุณเอก็พยายามหลบสายตาผู้ชายในกระจก แล้วเบี่ยงหน้าทางซ้าย ปรากฏว่าสิ่งที่คุณเอเห็นคือ เบาะกลางด้านซ้ายมือของคุณเอ มีผู้ชายแปลกหน้านั่งอยู่!คุณเอคิดในใจว่า “มึงใครวะ” หลังจากสติเริ่มเข้าที่ ก็เริ่มประมวลภาพข้างหน้า ลุงคนนี้ใส่เสื้อลายสก็อต มีย่ามสะพายคาด นั่งมองไปข้างหน้า แล้วพูดว่า “เห็นใช่มั้ย?” คุณเอและคิดในใจว่า “ก็คนน่ะ ก็เห็นสิ” แต่ไม่ได้ตอบอะไรไป ลุงคนนั้นถามอีกครั้งด้วยเสียงที่หนักแน่นขึ้นว่า “เห็นใช่มั้ย?” จากนั้นก็หันหน้ามา ทำให้เห็นว่าหน้าอีกฝั่งเละไปทั้งแถบ! ตอนนั้นคุณเอคิดว่าต้องตะโกนแล้ว แต่พอกำลังจะอ้าปาก มือของลุงคนนั้นก็มาตบที่ต้นขาของคุณเอดังป๊าบ! แล้วพูดว่า “ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องกลัว” คุณเอสับสนในหัว ไม่รู้จะทำยังไงต่อ และคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือหลับดีกว่า! หลังจากนั้นก็หันหน้ากลับมานั่งตรงเพื่อที่จะหลับต่อ แต่ความรู้สึกที่ต้นขายังสัมผัสได้ว่ามือของลุงคนนั้นยังจับอยู่ที่ขา จากนั้นก็มีเสียงพูดขึ้นมาว่า “ถ้าเห็น จะเล่าให้ฟัง..”เวลาผ่านไปสักพัก คุณเอไม่รู้สึกถึงสัมผัสที่ต้นขาแล้ว และคิดว่าคงไม่มีอะไร จึงลืมตาขึ้น แต่ก็พบว่าสภาพแวดล้อมในรถมันไม่เหมือนเดิม! รอบข้างกลายเป็นเวลากลางวัน คนขับรถตู้ก็ไม่ใช่คนเดิม คนในรถก็ไม่ใช่เพื่อน ทางด้านซ้ายกลายเป็นลุงคนนั้นนั่งอยู่ตรงเบาะกลาง ถัดไปเป็นผู้หญิง และที่นั่งในรถตู้คันนี้ก็เต็มไปด้วยผู้โดยสารเต็มคัน คล้ายกับรถตู้คันนี้เป็นรถตู้โดยสารข้ามจังหวัด! คุณเอมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามมองว่าลุงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังจะสื่อสารอะไรกับคุณเอกันแน่ ภาพที่เห็นคือ คุณลุงหยิบรูปถ่ายออกมาจากย่าม เป็นรูปถ่ายผู้หญิงใส่ชุดรับปริญญา คุณลุงอมยิ้มให้กับรูปถ่าย แล้วก็หยิบแหวนขึ้นมา คุณเอยังไม่เข้าใจความหมายของภาพตรงหน้า สักพักก็มีเสียง “เอี๊ยดดดดดด!” จากนั้นก็รู้สึกได้ว่ากำลังอยู่ในรถที่เสียการทรงตัว “โคร้มมม!” รถตู้หยุดแน่นิ่ง ภาพตัดมาที่คุณเอกำลังยืนมองดูรถตู้คันนั้นอยู่ข้างทาง เสียงร้องโอดครวญจากคนในรถ และมีหลายคนพยายามตะเกียกตะกายออกมา คุณเอคิดในใจว่าอยากจะเข้าไปช่วย แต่กลายเป็นว่าคุณเอจับแขนใครไม่ได้เลย เหมือนกับตัวเองเป็นอากาศธาตุ จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า มีลุงคนนึงที่นั่งมาด้วยกัน ตอนนี้ลุงคนนั้นอยู่ไหน คุณเอขึ้นไปยืนบนรถตู้ที่นอนตะแคงอยู่แล้วมองผ่านกระจกรถที่แตก ก็เห็นว่าคุณลุงยังอยู่ตรงนั้น เศษกระจกบาดใบหน้าจนเละ และมีเสียงหายใจบวกกับกระอักเลือดอยู่ แทนที่คุณลุงจะตะเกียกตะกายเพื่อออกจากรถ กลายเป็นคุณลุงยื่นมือส่งแหวนให้คุณเอกำไว้ในมือ! หลังจากนั้นก็เหมือนอาการวาร์ป คุณเอรู้สึกตัวอีกทีบนรถตู้คันเดิมที่นั่งมา คุณเอหันไปมองข้าง ๆ ก็ไม่เจอคุณลุงคนนั้นแล้ว เมื่อพยายามนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ก็รู้สึกว่ามือของตัวเองกำลังกำอะไรบางอย่างไว้ พอคลายมือก็พบว่ามันคือแหวน! คุณเอทั้งตกใจทั้งมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เพราะคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อ อีกครึ่งชั่วโมงจะถึงร้านที่จะต้องไปเล่นดนตรีแล้ว จึงเก็บแหวนใส่กระเป๋า จากนั้นก็ไปทำงาน จนลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปจนกระทั่งถึงเวลาเล่นดนตรี ทุกคนก็กำลังสนุกสนานไปกับบรรยากาศในร้าน มีแว๊บนึงที่คุณเอนึกขึ้นได้ว่า “แหวนยังอยู่มั้ยวะ?” แล้วก็ล้วงมือเข้าไปในกางเกงเพื่อเช็คแหวน จังหวะนั้นก็เห็นผู้หญิงคนนึงยืนอยู่หน้าเวทีกำลังสนุกสนาน คุณเอรู้สึกคุ้นหน้าเธออย่างบอกไม่ถูก หรือเธอจะสวยจนเตะตา แต่ก็ไม่ใช่สเปกขนาดนั้น คุณเอรู้สึกว่าเหมือนเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ที่ไหนสักที่ หลังจากนั้นก็เล่นดนตรีต่อจนจบ เป็นเวลาตีหนึ่งกว่า ๆ ได้ วงของคุณเอไม่ได้มีงานต่อ ที่ร้านจึงจองโต๊ะไว้ให้นั่งสังสรรค์ต่อ ระหว่างนั้นเรื่องแหวนและผู้หญิงคนนั้นก็ยังติดอยู่ในใจคุณเออยู่ กระทั่งคนในวงเอ่ยทัก เพราะคุณเอดูไม่ร่าเริง แต่คุณเอก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง จากนั้นก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนนั้น จึงคิดในใจว่า “หรือผู้หญิงคนนี้ จะเป็นคนที่อยู่ในรูป” และคิดว่าจะเอาแหวนไปให้เธอดู อาจจะคลายปมปริศนาที่สงสัยอยู่ก็เป็นได้จากนั้น คุณเอก็เดินเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้น ท่ามกลางเพื่อน ๆ ในวงที่ส่งเสียงแซวตามหลัง เมื่อมาถึงที่โต๊ะ คุณเอก็ถามผู้หญิงคนนั้นว่า “น้องครับ พี่ขอเวลาสักครู่ได้มั้ย?” ด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกจริงจัง จากนั้นก็หยิบแหวนขึ้นมา แล้วพูดว่า “น้องเคยเห็นแหวนวงนี้มั้ย?” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็เริ่มร้องไห้อย่างไร้สาเหตุ แล้วก็วิ่งออกจากร้านไป! เพื่อนผู้หญิงในโต๊ะก็เริ่มโวยวาย คิดว่าคุณเอเป็นคนไม่ดี แต่คุณเอก็รีบปฏิเสธว่าตนยังไม่ได้ทำอะไร จากนั้นก็วิ่งตามออกไป พอออกไปข้างนอกก็เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นร้องไห้อยู่ตรงทางเท้า เพื่อนก็เข้าไปปลอบ เธอร้องไห้อยู่สักพักใหญ่ หลังจากเธอเริ่มได้สติ คุณเอก็เริ่มเข้าไปคุยด้วยว่า “น้อง.. มันเกิดเรื่องอะไรกับพี่ไม่รู้ แต่มันมีแหวนวงนี้มาอยู่ที่พี่ น้องรู้มั้ยว่ามันคืออะไร?” จากนั้นเธอก็เริ่มตั้งสติ และบอกว่า “แหวนวงนี้ เป็นของพ่อหนู คือตอนนั้นหนูเรียนจบปริญญาตรี แล้วก็ถ่ายรูปใส่ชุดรับปริญญาส่งไปให้พ่อดู พ่อหนูไปทำงานที่กรุงเทพ ส่งเงินให้หนูเรียนมหาลัยที่ต่างจังหวัด แล้วพ่อก็บอกว่าพ่อจะกลับไปงานรับปริญญา แล้วก็จะมีของขวัญไปให้ด้วย” แล้วเธอก็เปิดรูปที่พ่อส่งมาให้ในไลน์ เห็นเป็นคุณพ่อถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับแหวนส่งมาให้ แต่ระหว่างที่คุณพ่อเดินทางกลับ รถตู้ที่นั่งมาประสบอุบัติเหตุ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ค้นหาแหวนยังไงก็ไม่เจอ นั่นทำให้คุณเอพอจะเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น จากนั้นก็มอบแหวนคืนน้องผู้หญิงไปแต่สิ่งที่ยังติดค้างในใจคือ “แล้วเราเกี่ยวอะไรด้วยวะ?” คุณเอจึงไปหาน้าคนขับรถตู้เพื่อถามถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่น้าคนขับรถก็ไม่รู้เรื่องอะไร เพราะรถตู้คันนี้ก็เช่ามาอีกทีเหมือนกัน จึงโทรกลับไปหาเจ้าของรถตู้ ได้เรื่องว่ารถตู้คันนี้พึ่งซ่อมเสร็จ กำลังใหม่เอี่ยม แถมยังให้เช่าราคาถูกอีกด้วย นั่นจึงทำให้รู้ว่ารถตู้คันนี้คือต้นเรื่องราวทั้งหมด เป็นรถคันที่เกิดอุบัติเหตุนั่นเอง!สุดท้ายแล้วคุณตั้นได้มานั่งวิเคราะห์กับคุณเอว่า หรือจริง ๆ แล้ว แหวนวงนี้ มันอยู่ในรถตั้งแต่แรก แต่ไม่มีใครหาเจอ แล้วคุณเออาจจะไปสัมผัสโดนแหวน ทำให้คุณพ่อสามารถสื่อสารกับคุณเอได้ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คุณเอมีความคิดว่า ถ้ารักใคร จะไม่ให้คนนั้นนั่งเบาะกลาง.. แล้วคุณล่ะ ชอบนั่งตรงไหน แต่เพื่อความปลอดภัยอย่าลืมรัดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งด้วยนะ ด้วยความหวังดีจาก อังคารคลุมโปง X(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

ย้ายเข้าหอใหม่ แต่มีห้องว่างอยู่ห้องเดียวคือห้องตัวอย่าง ตั้งแต่เข้าไปพักก็เจอเรื่องแปลก ๆ มากมาย ทั้งตัวโดนผ้ามัดแน่น ทั้งโดนแก้ผ้าและตื่นมาก็ปากฉีกอีก! แถมเจอผีเยาะเย้ยว่าสวดมนต์ไปก็ทำอะไรไม่ได้!

16 พ.ย. 2023

ย้ายเข้าหอใหม่ แต่มีห้องว่างอยู่ห้องเดียวคือห้องตัวอย่าง ตั้งแต่เข้าไปพักก็เจอเรื่องแปลก ๆ มากมาย ทั้งตัวโดนผ้ามัดแน่น ทั้งโดนแก้ผ้าและตื่นมาก็ปากฉีกอีก! แถมเจอผีเยาะเย้ยว่าสวดมนต์ไปก็ทำอะไรไม่ได้!

เมื่อต้องย้ายเข้าหอใหม่ แต่ชั้นที่จะไปอยู่ดันไม่มีห้องว่าง มีแค่ห้องตัวอย่างที่อยู่ใกล้กับลิฟต์ ทำให้ต้องเจอเรื่องแปลกประหลาดชวนขนหัวลุก! เรื่องหลอนจาก ‘คุณต้น “Wolftone’ ที่มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 พฤศจิกายน 2566) พร้อมเจอกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องนี้จะประหลาดอย่างไรนั้น ไปอ่านพร้อมกันเลย! เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในสมัยที่คุณต้นเรียนอยู่มหาวิทยาลัยย่านนครปฐม เป็นช่วงระหว่างปี 1 ขึ้นปี 2 ช่วงนั้นเขาย้ายหอพักจากหอพักเก่าไปหอพักหนึ่ง ซึ่งมีเพื่อนที่เรียนด้วยกันอยู่ที่นั่นชื่อ ‘คุณเบนซ์’ เขาจึงชวนคุณต้นย้ายเข้าไป คุณเบนซ์พักอยู่ที่ชั้น 2 ในวันที่ไปเลือกห้อง คุณต้นจึงไม่ได้ไปดูชั้นอื่นเลยนอกจากชั้น 2 เพราะว่าต้องการที่จะอยู่ใกล้ ๆ กัน ไปเรียนจะได้สะดวก แต่ชั้น 2 ไม่มีห้องไหนว่าง ยกเว้นห้องตัวอย่าง เลขที่ 207 ลักษณะของห้องนี้คือ เมื่อออกจากลิฟต์แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะถึงเลย เรียกได้ว่าอยู่เยื้องกับลิฟต์ หากเปิดประตูเข้าไปก็เหมือนห้องทั่วไป ทางซ้ายมีห้องน้ำ มีเตียง ถัดไปเป็นโซฟาและตู้ คุณต้นจึงตัดสินใจเลือกห้องนั้น เขาใช้ชีวิตอยู่ในห้องนั้นประมาณ 1 - 2 เดือน จนคุณต้นเริ่มสนิทกับคนในหอ สนิทกับ รปภ. คุณป้าแม่บ้าน และคุณป้าพนักงาน ซึ่งพวกเขาก็มักจะนั่งสังสรรค์อยู่ใต้หอพักก่อนจะขึ้นนอนเป็นประจำ ส่วนคุณต้นก็จะนั่งอยู่กับคุณลุงรปภ. เป็นประจำ มีอยู่วันหนึ่งพวกเขานั่งสังสรรค์กันตามปกติ แต่มีเพื่อนของคุณต้น ชื่อ ‘คุณคิน’ เข้ามานั่งร่วมวงด้วย พวกเขาก็นั่งกินกันไปเรื่อย ๆ จนถึงตี 1 - 2 ก็เริ่มเมา จากนั้นจึงขึ้นไปนอน คุณคินก็ไม่ได้กลับไปที่หอพักตัวเองเพราะหอพักเขาอยู่ไกล คุณต้นจึงพาคุณคินขึ้นมานอนที่ห้องของตัวเอง โดยคุณคินนอนบนเตียง ส่วนคุณต้นนอนอยู่ที่โซฟา ไม่นานทั้งคู่ก็หลับไป เช้าวันต่อมา คุณต้นตื่นเพราะเสียงของเพื่อนที่พูดว่า “ต้น มึงทำอะไรอยู่เนี่ย มึงแกล้งมึงเล่นอะไรอยู่เนี่ย” ด้วยความสะลึมสะลือ เขาจึงตื่นขึ้นไปดู สิ่งที่เขาเห็นคือ คุณคินโดนห่อด้วยผ้าห่มแน่น ๆ เหมือนกับนุ่งผ้าออกมาจากห้องน้ำ เหมือนกับข้าวต้มมัดที่แน่น ๆ ซึ่งผิดธรรมชาติจากการห่มผ้าทั่วไป แล้วที่แปลกกว่านั้นคือ คุณคินไม่ได้สวมเสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าทั้งหมดไปกองอยู่หน้าห้องน้ำ และชุ่มไปด้วยน้ำ! คุณคินตกใจมากจึงหันมาถามคุณต้นว่า “แกล้งอะไร” คุณต้นยังมึนงง เพราะตนไม่ได้ทำอะไร จำได้ว่าต่างคนต่างนอน พอตื่นมาก็เจอสภาพแบบนี้แล้ว แต่หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ทุกคนก็ขำขันคิดเพียงว่าเป็นเรื่องโจ๊กเล่าสนุกเท่านั้น หลังจากนั้นผ่านไป 2 สัปดาห์ คุณคินก็ไปสังสรรค์กับเพื่อนอีกกลุ่มที่บ้านพักของเพื่อน คราวนี้ก็คล้าย ๆ กัน คือนั่งดื่มกันไปเรื่อย ๆ แต่ครั้งนี้ คุณคินขึ้นไปนอนที่ห้องของเพื่อน ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันกับห้องพักคุณต้น หลังจากภาพตัดหลับไป เหตุการณ์แปลก ๆ ตอนเช้า ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้หนักกว่าครั้งแรก เพราะคุณคินตื่นมาพร้อมกับเสื้อที่ชุ่มไปด้วยน้ำ เมื่อจับที่ปากก็รู้สึกเจ็บมาก เขาจึงรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำเพื่อดูตัวเองในกระจก ก็เห็นว่าตัวเอง ปากแตก ปากข้างล่างฉีกประมาณ 4 เซนติเมตร มีเลือดอาบเต็มเสื้อ ฟันแตกผ่าครึ่งแล้วฝังไปในริมฝีปากล่าง และที่แปลกไปกว่านั้นคือ เขามีสำลีอยู่รอบตัว ทีแรกคิดว่าอาจจะล้มแล้วเพื่อนมาช่วยทำแผล จึงถามเพื่อน ๆ ที่นอนด้วยกัน สรุปว่าไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพิ่งมารู้ตอนเช้าพร้อมกันนี่เอง ทุกคนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นคุณต้นก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติ แต่แล้วเหตุการณ์แบบนั้นก็ไม่เกิดขึ้นกับคุณคินอีก ไปเกิดกับคุณต้นแทน.. ผ่านเหตุการณ์นั้นไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์ วันหนึ่งหลังจากกลับจากเรียนคุณต้นก็มานอนพักที่ห้องตามปกติ ไม่ได้ดื่มหรือมีอาการมึนเมาแต่อย่างใด เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นตอนเช้าอีกครั้ง คุณต้นโดนห่อเป็นข้าวต้มมัด โดนรัดแน่นมากและโดนแก้ผ้าด้วย ส่วนเสื้อผ้าไปกองอยู่หน้าห้องน้ำ และชุ่มไปด้วยน้ำเหมือนครั้งก่อน! แล้วหลังจากนั้น คุณต้นก็เจอเหตุการ์ณแบบนี้อีก 3 – 4 ครั้ง กระทั่งคืนก่อนจะถึงครั้งสุดท้ายที่คุณต้นทนไม่ไหว คืนนั้นเขาก็นอนปกติ เขารู้สึกว่าเขาโดนกดที่หน้าอกแรงมาก เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตนมีอาการผีอำ เมื่อเขาพยายามลืมตา ก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่กำลังกดเขาอยู่คือผู้หญิง! เขาพยายามลืมตาและสวดมนต์ แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “มึงไม่ได้ผลหรอก มึงทำไปเลย มันไม่ได้ผล สวดไปเลย มีพระหรอ” ราวกับกำลังเยาะเย้ยคุณต้น ผ่านไปไม่นาน คุณต้นก็ลุกขึ้นมาได้ จากนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์โทรหาคุณเบนซ์บอกว่า “กูโดนแล้ว กูเริ่มไม่ไหวแล้ว มันมากเกินไปแล้วนี่มันครั้งที่ 4 ครั้งที่ 5 แล้วไม่ไหวแล้ว” แต่คุณต้นก็ตอบกลับไปว่า “โอเค ไม่เป็นไร งั้นอยู่ไปก่อน ดูกันไปก่อน” จนมาถึงเหตุการณ์สุดท้าย เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คุณต้นตัดสินใจย้ายออกจากห้องนั้นไปห้องอื่นเลยคือ…! วันนั้นคุณต้นนั่งดื่มกับเพื่อนตามปกติ แต่ครั้งนี้เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เวลาประมาณ 5 ทุ่ม อยู่ ๆ คุณต้นก็เดินขึ้นไปบนห้องแบบไม่บอกใคร หายไปจากวงสังสรรค์นั้นแล้วก็ขึ้นไปนอน ซึ่งคุณต้นรู้ตัวแค่ว่าตอนนั้นเหมือนมีบางอย่างบอกเขาว่าต้องขึ้นไปข้างบนและไปนอนได้แล้ว ความจำสุดท้ายของคุณต้นคือ เขาเปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วก็วาร์ปหลับไป ตื่นเช้ามาอีกที ก็ได้ยินเสียงคุณเบนซ์เรียก “ต้น มึงโดนอีกแล้วว่ะ มึงย้ายห้องเหอะ กูสงสารมึง” ทันทีที่คุณเบนซ์เห็นหน้าคุณต้นก็อึ้งไปสักพักเพราะว่าเสื้อผ้าของคุณต้นนั้นชุ่มไปด้วยเลือด ปากของคุณต้นนั้นฉีกไปประมาณ 3 เซนติเมตร นั่นทำให้คุณต้นไม่อยากทนอีกต่อไป จึงไปถามกับรปภ. และคุณป้าพนักงานว่า ชั้น 2 มีเหตุการณ์อะไรมาก่อนหรือไม่ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมปริปากบอกจนคุณต้นต้องพยายามเค้นถาม จึงได้คำตอบมาว่า บริเวณลิฟท์ชั้น 2 จะมีผู้หญิงคนหนึ่งวนเวียนอยู่ตรงนั้น ป้าแม่บ้านเห็นประจำ และมักจะเห็นเดินไปเดินมาบริเวณห้อง 207 ที่คุณต้นอยู่ รปภ.และแม่บ้านบอกมาแค่นั้น คุณต้นก็สืบไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร จนกระทั่งเหตุการณ์สุดท้าย หลังจากที่คุณต้นย้ายห้องไปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นการการันตีว่าสิ่งที่คุณต้นเห็นและทำทั้งหมดเป็นคนคนเดียวกัน นั่นคือเมื่อคุณต้นย้ายห้องไป ในคืนหนึ่งก็ฝันว่า กำลังจะไปเรียน พอเปิดประตูแล้วหันไปทางซ้าย ซึ่งเป็นห้อง 207 ที่เคยอยู่ เขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผิวสีเหลือง ผมประบ่า แต่ไม่เห็นหน้า แล้วร่างนั้นก็ถอยหลังค่อย ๆ หายไปในเงา แล้วคุณต้นก็สะดุ้งตื่น! นั่นทำให้คุณต้นได้รู้ว่าคือคนเดียวกันกับที่เคยกดคุณต้น แต่ว่าก็หาสาเหตุไม่ได้ว่าสิ่งที่เจอมันคืออะไร แล้วผู้หญิงคนนั้นคือใคร..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

26 ม.ค. 2024

ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

เรื่องนี้ ‘คุณนัฎฐ์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ เมื่อต้องเจอกับผู้หญิงปริศนาใส่ผ้าถุงสีแดง ยืนหวีผมหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอนตัวเอง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ ซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านคนเดียว บ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านที่ซื้อมาใหม่ ซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องลี้ลับอะไรตั้งแต่อยู่มา เรื่องนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 61 วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตอนเช้าถึงเย็น จึงทำให้คุณนัฎฐ์ไม่ได้ออกไปทำงาน คุณนัฎฐ์จึงพักผ่อนอยู่บ้าน พอตกกลางคืน คุณนัฎฐ์ก็เข้านอนตามปกติ ภายในห้องนอนเป็นห้องเล็ก ๆ ทาด้วยสีขาว เตียงนอนอยู่ฝั่งซ้าย ตู้เสื้อผ้าอยู่ฝั่งขวา และมีกระจกบานใหญ่แบบเต็มตัวที่น้องชายทำมาให้วางติดอยู่กับตู้เสื้อผ้า ปกติคุณนัฎฐ์เป็นคนนอนปิดไฟ แต่มักจะเปิดหน้าต่างบานเกล็ดไว้ เพื่อให้แสงสว่างภายนอกส่องเข้ามาภายในห้อง ทำให้ในห้องนอนมีแสงสว่างเล็กน้อย มองเห็นภายในห้องแบบสลัว ๆ เวลาประมาณ ตี 1 คุณนัฎฐ์สะดุ้งตื่น ได้ยินเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่ภายในห้อง คุณนัฎฐ์ลืมตาขึ้นและกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง ปรากฏว่าหางตาก็เห็นเป็นเหมือนผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ใส่เสื้อสีขาว ผ้าถุงเลื่อมลายดอกพิกุลสีแดง ผมยาวถึงก้น ยืนหันหลังให้คุณนัฎฐ์ หันหน้าเข้ากระจก คุณนัฎฐ์รู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนแน่ ๆ เพราะตัวเองอยู่บ้านคนเดียว และเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ ที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงผู้หญิงคนนั้นกำลังหวีผมช้า ๆ ตั้งแต่โคนผมยาวไปถึงปลายผม คุณนัฎฐ์กลัวมาก และคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าคุณนัฎฐ์เห็นแล้ว คุณนัฎฐ์จึงหยิบผ้าห่มบนหัวมาสะบัด แต่สะบัดเท่าไหร่ก็ยังนิ่งเฉย ผู้หญิงคนนั้นก็คงรู้ว่าคุณนัฎฐ์ตื่นแล้ว แต่ก็ไม่ไปไหน ยังหวีผม ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่เหมือนเดิม คุณนัฎฐ์กลัวมาก จึงหาวิธีใหม่นั่นคือ การสวดมนต์ คุณนัฎฐ์หลับตาสวดมนต์ ด้วยความที่คุณนัฎฐ์กลัวมาก ทำให้ลืมบทสวดมนต์ สวดไปได้แค่ครึ่งทางก็ลืม คุณนัฎฐ์จึงค่อย ๆ ลืมตาเพื่อดูว่าผู้หญิงคนนั้นหายไปหรือยัง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่หายไป ยังยืนหวีผมหน้ากระจกอยู่เหมือนเดิม พอครั้งที่สาม คุณนัฎฐ์จึงตั้งสติใหม่ หลับตาลงแล้วตั้งใจสวดมนต์ ครั้งนี้จำบทสวดมนต์ได้ทั้งหมด พอสวดมนต์จนจบ คุณนัฎฐ์ก็ค่อย ๆ ลืมตาเพื่อจะเช็คอีกรอบว่าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าครั้งนี้ได้ผล ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว! หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นหายไป คุณนัฎฐ์ก็นอนไม่หลับจนถึงเช้า พอเช้าวันใหม่ คุณนัฎฐ์ก็ได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ป้าแม่บ้านฟัง แต่คุณนัฎฐ์ก็ยังกลัวว่าคืนนี้จะเจอผู้หญิงคนนั้นอีกหรือเปล่า ป้าแม่บ้านจึงให้คำแนะนำว่า “เอาอย่างงี้ไหม เดี๋ยวป้าจะพาไปหาร่างทรง เป็นหมอดูให้เขาดูให้” คุณนัฎฐ์ก็ตกลงและก็ไปหาหมอดูคนนั้น หมอดูก็เริ่มถามคำถามไปเรื่อย ๆ ถามเรื่องบ้านแต่ก็ไม่น่าใช่เพราะบ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านใหม่ และก็อยู่มานานแล้วไม่เคยเจอ ถ้าเป็นกระจกบานใหญ่ที่น้องชายทำให้ก็ไม่น่าใช่ เพราะได้เป็นของขวัญตอนขึ้นบ้านใหม่ จนถามไปถึงเรื่องงานที่คุณนัฎฐ์ทำ ว่าทำงานเกี่ยวกับอะไร คุณนัฎฐ์ก็ตอบว่า ‘ขายเสื้อผ้ามือสอง แต่เสื้อผ้าที่ขาย ก็ไม่ใช่แบบเดียวกันกับผู้หญิงคนนั้นใส่’ เรื่องนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน แต่หมอดูก็บอกว่า ‘เขามาดีนะเขาจะมาช่วยค้าขายดีขึ้น’ หลังจากนั้น คุณนัฎฐ์ก็ไม่เจออะไรอีกเลย แต่ธุรกิจขายเสื้อผ้ามือสองก็ต้องปิดลงเพราะมรสุมโควิด 19 และปัจจุบันก็ธุรกิจกระจกร่วมกับน้องชายแทน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเป้ 'ความรักจากยาย(ทายาท)' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568]

03 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเป้ 'ความรักจากยาย(ทายาท)' l อังคารคลุมโปง X เป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก [25 ก.พ. 2568]

‘คุณเป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ เล่าเรื่องสุดหลอนจากประสบการณ์ของ ‘คุณปอย’ ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านเช่ากับ ‘ยายแก้ว’ ผู้มีความลับสุดสยอง! เมื่อคุณปอยตัดสินใจย้ายมาเช่าบ้านหลังนี้ อะไรบางอย่างเริ่มไม่ปกติ จนถึงคืนหนึ่งที่เธอเห็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด! ยายแก้วจริง ๆ แล้วคือใคร? อย่าพลาดเรื่องราวสุดหลอนที่ทำให้คุณปอยถึงกับหนีออกจากบ้านหลังนี้! ฟังเรื่องนี้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อม ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ร่างที่นอนข้างคุณปอยคือใครกันแน่? บางที “ความจริง” อาจน่ากลัวกว่าที่คุณคิด! ‘คุณเป้ ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณปอย’ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเคยเล่าให้คุณเป้ฟังถึงช่วงเวลาที่สอบชิงทุนและได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย ในอดีตการสอบชิงทุนครอบคลุมเพียงค่าเล่าเรียน แต่ไม่ได้รวมค่าที่พัก ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนนี้ ด้วยเหตุนี้ คุณปอยจึงต้องทำงานเกษตรในโรงเรียนเพื่อหารายได้มาเป็นค่าใช้จ่าย คุณปอยมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่รูปร่างหน้าตาดีซึ่งเคยอยู่หอพักด้วยกัน แต่เพื่อนคนนั้นมีแฟนและเริ่มออกไปเที่ยวกับแฟนบ่อย ๆ ทำให้ไม่ค่อยได้กลับห้อง คุณปอยจึงต้องอยู่หอพักคนเดียว โดยส่วนตัวแล้ว คุณปอยเป็นคนที่กลัวผีมาก จึงเริ่มรู้สึกไม่อยากอยู่ในห้องนี้แล้ว และอยากหาที่พักข้างนอกแทน แต่เนื่องจากคุณปอยมีเงินไม่พอ ทำให้ต้องหางานพิเศษทำเพิ่ม หลังจากทำงานพิเศษและเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งก็เพียงพอที่จะสามารถเช่าบ้านได้แล้ว เมื่อเริ่มหาบ้าน คุณปอยได้ไปเจอบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านทรงไทยเก่า ๆ ที่ไม่ได้หรูหราอะไร เมื่อได้ไปเจอและพูดคุยกับ ‘ยายแก้ว’ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านคนเดียว คุณปอยพูดสอบถามไปว่า “ยาย พอดีหนูจะมาสอบถามเรื่องค่าเช่าบ้าน” “อ้าวเหรอ หนูจะมาหาบ้านเหรอ มา ๆ คุยกับยายก่อน” ยายแก้วพูดตอบกลับ ยายแก้วเป็นหญิงชราที่มีอายุมาก แต่กลับไม่ได้ดูแก่เลย แม้จะมีเส้นผมหงอกแซมอยู่บ้าง ทว่าใบหน้ายังคงแลดูอ่อนเยาว์ ราวกับหญิงสาว หลังจากได้พูดคุยกัน คุณปอยรู้สึกถูกชะตากับยายแก้ว จึงตัดสินใจเช่าบ้านหลังนี้ อีกทั้งค่าเช่ายังถูกมาก ทำให้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจอยู่ ภายในบ้านมีสองห้อง ได้แก่ ห้องส่วนตัวของยายแก้ว และห้องโถงขนาดใหญ่ คุณปอยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อต้องอยู่ในห้องโถงนั้น เพราะภายในมีเสาตกน้ำมันตั้งอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงขออนุญาตย้ายไปนอนที่ห้องครัวแทน ภายในห้องครัวมีซี่ไม้ไผ่รวกกั้นเป็นแนวเป็นระเบียบ บางครั้งลมก็พัดผ่านเข้ามาให้ได้ยินเสียง ส่วนด้านหลังครัวมีบันไดลงไปยังห้องน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับวัด หลังจากที่คุณปอยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้สักพัก ในตอนที่คุณปอยกำลังซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารที่ตลาด ทว่ากลับสังเกตเห็นสายตาของผู้คนในตลาดที่มองมาอย่างแปลก ๆ ตอนนั้นคุณปอยไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเพียงแค่ว่าอาจเป็นเพราะตนเองเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ คนในละแวกนั้นจึงเกิดความสงสัย หลังจากซื้อของเสร็จ ก็กลับไปที่บ้านพักตามปกติ วันนั้นเป็นวันที่คุณปอยย้ายมาอยู่ครบหนึ่งเดือนพอดี คุณปอยก็ได้นำเงินค่าเช่าไปจ่ายกับยายแก้ว หลังจากที่ยายแก้วรับเงินก็นำเงินของคุณปอยไปซื้อกับข้าวกลับมา และพูดกับคุณปอยว่า “หนู หนูชอบบ้านหลังนี้ไหม ถ้าชอบยายยกให้เอาไหม หนูมาเป็นลูกยายไหม ยายมีสมบัติด้วยนะ แล้วก็ยายไม่มีลูกหลานที่ไหน ยายถูกชะตากับหนูมาก มาเป็นลูกยายนะ” ยายแก้วพูดออกไปแบบนั้น ทางคุณปอยไม่ได้รู้สึกดีใจแต่อย่างใด ตอบกลับไปแค่ว่า “ไม่ได้หรอกยาย ยายเก็บไว้เถอะ” หลังจากที่คุณปอยปฏิเสธยายแก้ว เวลาก็ผ่านไป วันหนึ่งเริ่มมีเพื่อน ๆ ที่มหาลัยทั้งชายและหญิง มาที่บ้านมาเพื่อทำรายงาน หลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว ยายแก้วเดินมาพร้อมพูดตำหนิคุณปอยว่า “ปอยเอ้ย ถ้าเป็นไปได้อย่าพาเพื่อนมาอีกนะ โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชาย แล้วว่ายังไงหล่ะเรื่องที่จะมาเป็นลูกยาย ยายยกบ้านให้เลย ยกสมบัติให้หมดเลย แต่ขออย่างเดียว อย่ามีแฟนนะ” ยายแก้วยังคงไม่ยอมลดความตั้งใจที่อยากให้คุณปอยมาเป็นลูกของตน คุณปอยรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของยายแก้ว แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไร หลังจากนั้น ยายแก้วเริ่มมาขอคุณปอยนอนด้วย คุณปอยก็ตอบรับ เนื่องจากตนเองเป็นคนที่กลัวผีมากอยู่แล้ว จึงรู้สึกสบายใจที่มียายแก้วมานอนเป็นเพื่อน จากนั้นยายแก้วก็มานอนด้วยบ่อยขึ้น ในทุกเช้า ยายแก้วจะเป็นคนทำอาหารให้ และไม่เคยเก็บค่าเช่าบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่ออยู่ไปนานวันเข้า คุณปอยเริ่มรู้สึกผูกพันกับบ้านหลังนี้ และค่อย ๆ ปรับตัวจนรู้สึกเหมือนเป็นบ้านของตนเอง จึงเริ่มช่วยดูแล ทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถูให้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณปอยตัดสินใจเข้าไปทำความสะอาดในห้องของยายแก้ว ภายในห้องมืดสนิทเพราะหน้าต่างถูกปิดไว้ทั้งหมด คุณปอยจึงเปิดหน้าต่างเหล่านั้น และเริ่มทำความสะอาดพื้นโดยนั่งคุกเข่าถูระหว่างที่กำลังถอยหลังไปข้างหลัง จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีมือมาจับที่ก้นของตนเอง คุณปอยสะดุ้งขึ้นมาทันทีแล้วหันไปมอง แต่กลับไม่เห็นใครอยู่เลย ในขณะนั้น หน้าต่างที่เปิดอยู่ก่อนหน้านี้ก็ปิดลงทันทีพร้อมเสียงดัง ปัง!! ปัง!! ปัง!! คุณปอยเริ่มรู้สึกกลัวมาก จึงรีบเข้าไปปิดหน้าต่างและล็อคมันไว้ ก่อนจะรีบออกมาข้างนอกทันที แล้วหลังจากนั้นคุณปอยก็ไม่กล้าเข้าไปที่ห้องยายแก้วอีกเลย คืนที่ทำให้คุณปอยตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่อยู่ในบ้านหลังนี้อีกต่อไปเกิดขึ้นในคืนหนึ่ง ตอนที่ยายแก้วและคุณปอยนอนด้วยกัน ระหว่างที่กำลังนอน คุณปอยเริ่มรู้สึกได้ถึงกลิ่นเหม็นที่ลอยมาในอากาศ กลิ่นนั้นไม่ได้เป็นกลิ่นเหม็นสาบทั่วไป แต่กลับเป็นกลิ่นเหม็นของอุจจาระ ในตอนแรก คุณปอยคิดว่ากลิ่นดังกล่าวอาจมาจากห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังของบ้าน และเป็นไปได้ว่าลมพัดพากลิ่นโชยเข้ามาในห้อง และจากที่คุณปอยนอนอยู่ ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงหมาหอนดังมาก หลังจากที่ลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่คุณปอยเห็นคือ ตรงส่วนของซี่ไม้ไผ่รวกที่กั้นเป็นแนว เขาเห็นแสงไฟสีเหลือง ๆ เขียว ๆ สว่างแบบวูบวาบ ๆ แถมยังมีเสียงดังพรึบ ๆ พรึบ ๆ ด้วยความสงสัย คุณปอยจึงค่อย ๆ ก้มลงไปมองผ่านช่องว่างระหว่างไม้ไผ่ที่กั้นอยู่ ทันทีที่สายตาสอดผ่านช่องนั้น สิ่งที่เห็นทำให้คุณปอยตกใจจนเผลอถอยหลังล้มลงไปกระแทกพื้น เพราะภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ ใบหน้าของยายแก้วที่มีเพียงศีรษะลอยอยู่! ขณะที่คุณปอยกำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าแล้วร่างที่นอนอยู่ข้างตนเองคือใคร? ด้วยความหวาดกลัว คุณปอยรีบหันไปมองที่ฟูกนอน แล้วสิ่งที่เห็นกลับทำให้ขนลุกไปทั้งตัวยายแก้วยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม แต่ศีรษะของเธอกลับหายไปแล้ว! เมื่อเห็นเช่นนั้น คุณปอยก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก ด้านนอกมีศีรษะของยายแก้วลอยอยู่ ส่วนร่างที่นอนอยู่ข้างในกลับไร้ศีรษะ หากจะวิ่งออกไป เวลานั้นก็ดึกมากแล้ว อีกทั้งข้างนอกก็เป็นวัด ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัดและมืดสนิท สุดท้าย คุณปอยตัดสินใจดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง พยายามข่มตาหลับ และนอนหันหลังให้ร่างไร้ศีรษะของยายแก้วด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อคุณปอยลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่ายายแก้วที่นอนอยู่เมื่อคืนได้หายไปแล้ว ด้วยความหวาดกลัว คุณปอยจึงพยายามเก็บเสื้อผ้าอย่างเงียบ ๆ และรอจังหวะที่ยายแก้วไม่อยู่บ้าน ก่อนจะรีบหนีออกมา หลังจากนั้น คุณปอยได้นำเรื่องที่พบเจอไปเล่าให้เพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัยฟัง เรื่องราวของคุณปอยถูกเล่าต่อกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงหูของเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ เมื่อได้ฟังเรื่องนี้ เพื่อนคนนั้นจึงแนะนำให้คุณปอยลองไปถามแม่ของตน เผื่อว่าเธออาจจะรู้อะไรเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นบ้าง หลังจากที่สอบถาม จนกระทั่งได้รู้ว่าความจริงแล้วว่า ยายแก้วคือกระสือ! อย่างไรก็ตาม ยายแก้วเป็นกระสือที่ไม่เคยหลอกหลอนหรือทำร้ายใคร ชาวบ้านต่างรู้เรื่องนี้กันดี ส่วนลูกหลานที่ยายแก้วเคยมีต่างก็ทิ้งหายกันไปหมด ยายแก้วจึงเฝ้าหาทายาทสืบทอดอยู่เสมอ และดูเหมือนว่าคุณปอยอาจเป็น “คนโชคดี” ที่ได้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นพอดี… เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด คุณปอยอดคิดไม่ได้ว่าหากตอนนั้นตนเองเกิดความโลภ อยากได้สมบัติของยายแก้ว และเลือกที่จะรับบ้านหลังนั้นไว้ บางที… ตอนนี้ตนอาจจะกลายเป็นกระสือไปแล้วก็ได้!!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-