เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

14 พ.ค. 2026

คำพูดหลุดปากของเพื่อนดันไปทักว่า “อยากมีเพื่อนเป็นผี” อยู่ตรงหน้าศาลเก่ากลางซอย สักพักมีลมเบา ๆ มาพร้อมกลิ่นเน่าโชยผ่านตัว กลางดึกฝันว่า มีคู่ชายหญิงมาบอก “ขออยู่ด้วยได้ไหม อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นเรื่องราวก็ค่อย ๆ ทวีคูณความหลอนติดตามมาถึงปัจจุบัน

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า (5 พ.ค. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’

   โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณนัท’ ที่ถูกนำมาเล่าต่อโดย ‘ครูตรี’ คุณนัทมีเพื่อนสนิทชื่อเบส ทั้งสองทำงานอยู่ร้านไก่ทอดที่หนึ่งในเมือง และบ้านของทั้งสองที่เช่าไว้จะอยู่ห่างจากร้านไก่ทอดประมาณ 300 เมตร และในช่วง 300 เมตรนั้นจะมีซอยแคบ ๆ ที่มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ 1 ต้น ด้านล่างต้นโพธิ์มีศาลเก่า ๆ ที่เหมือนถูกทิ้งร้างไว้ ซึ่งทั้งสองต้องเดินผ่านซอยนี้ทุกครั้งที่กลับบ้าน

ลักษณะบ้านของคุณนัท กับคุณเบสจะเป็นบ้าน 2 ชั้น ด้านล่างโซนแรกถ้าเปิดประตูเข้าไปแล้วจะเจอเข้ากับตู้แช่ไก่ จากนั้นเดินเข้าไปอีกหน่อยจะมีกำแพงที่ตั้งขึ้นมาไว้เฉพาะกิจ และถัดไปด้านในจะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ทางซ้ายเป็นโซนที่เอาไว้หมักไก่ และฝั่งขวาจะมีไว้สำหรับให้รถปิกอัพถอยท้ายรถเข้ามาเพื่อโหลดของ

วันหนึ่งในขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน ทั้งสองได้ดูภาพยนตร์ชื่อดังเรื่องหนึ่งระหว่างทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนเป็นเพื่อนกับผี ทั้งสองอินมากจึงได้เดินคุยกันระหว่างเดินกลับบ้านมาเรื่อย ๆ จนผ่านหน้าศาล จู่ ๆ จากที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงของคุณเบสก็เงียบลง คุณนัทจึงได้หันกลับไปมอง ก็พบเข้ากับคุณเบสที่กำลังยืนมองศาลเก่า ๆ นั้นอยู่ และพูดขึ้นว่า “เห้ย ถ้าเราอยากมีเพื่อนเป็นผี เรายืนบอกตรงนี้เราจะได้มีเพื่อนเป็นผีเหมือนในหนังไหมวะ” จากบรรยากาศตอนแรกที่ดูปกติกลับกลายเป็นผิดปกติทันที จากที่รอบข้างมีลมพัดอ่อน ๆ กลายเป็นมีลมพัดแรงมาจากหลายทิศทางพร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่า และกลิ่นคาวเลือดตามมา คุณนัทจึงได้หันไปถามคุณเบสว่า ได้กลิ่นเหมือนกันหรือป่าว? แต่คุณเบสกลับปฏิเสธ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นั่นจึงทำให้คุณนัทคิดว่าตนนั้นคิดมากไปเอง เมื่อกลับถึงบ้านทั้งคู่เลยคุยกันว่าจะนอนอย่างเต็มที่เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดจึงไม่ต้องรีบตื่นไปทำงาน

   ห้องนอนของทั้งสองที่อยู่ชั้นบน ด้านนอกประตูด้านบนจะมีหิ้งพระติดอยู่ทั้งสองก็ได้เข้าไปนอนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ คือในคืนนั้นจู่ ๆ ก็ได้มีเสียงเหมือนคนเปิดปิดประตูเสียงดัง นั่นจึงทำให้คุณนัทรู้สึกตัว และตื่นขึ้นมาหันไปมองคุณเบส ซึ่งก็พบว่า คุณเบสก็ยังคงนอนที่เดิมตามปกติ ทันใดนั้นเสียงที่ได้ยินก็ได้หายไป คุณนัทจึงคิดว่าสิ่งนั้นเป็นแค่ความฝันจึงได้ล้มตัวลงนอนต่อ แต่ระหว่างที่นอนอยู่นั้นก็ได้มีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายกลิ่นที่ศาลเก่า ๆ แต่คุณนัทก็พยายามไม่คิดมากละนอนหลับต่อไป เมื่อตื่นเช้ามาคุณนัทจึงได้ไปคุยกับคุณเบสในเรื่องที่ตนฝัน สรุปว่าก็ต้องตกตะลึงใจกันทั้งคู่เนื่องจากฝันนั้นก็เป็นฝันเดียวกันกับที่คุณเบสฝันในคืนนั้นเช่นกัน

   โดยคุณนัทเล่าว่า เมื่อคืนในตอนี่เขานั้นฝันเขาได้เดินลงไปชั้นล่างเจอคู่ชายหญิงคู่หนึ่งอายุประมาณวัยกลางคนใส่เสื้อผ้าขาด ๆ สีขาวที่ค่อนข้างเลอะเทอะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคู่ชายหญิงคู่นั้นได้หันมาถามคุณนัทว่า “ขออยู่ด้วยได้ไหม” ซึ่งคุณนัท ด้วยความกลัวแต่ยังมีสติอยู่จึงได้ปฏิเสธไปฝันแบบนี้วนไปวนมาตอบเป็นสิบ ๆ รอบ จนรู้ตัวอีกทีตอนที่ตื่นขึ้นมาใตอนเช้า เลยได้ถามคุณเบสกลับไปว่า สิ่งที่คุณเบสฝันเห็นนั้นมันเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องตกใจกับคำตอบเพราะคุณเบสนั้นได้ตอบตกลงกับคู่ชายหญิงนั้นไป พร้อมบอกว่า ในฝันของคุณเบสนั้นสองคนชายหญิงคู่นั้นไม่ได้เพียงแต่ยืนอยู่ไกล ๆ แต่ทั้งคู่เดินเอาหน้าเข้าใกล้หน้าคุณเบสจนแทบจะประชิดเลยด้วยความกลัวมาก จึงจำเป็นต้องตอบตกลงไปทั้งสองจึงได้ช่วยกันปลอบใจว่ามันคงเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

ช่วงสายมีพี่คนนึงชื่อก้อง โดยพี่ก้องมาเที่ยวที่บ้านของทั้งคู่จนตกเย็นจึงได้ขอตัวกลับไปก่อน เมื่อคุณนัทกับคุณเบสเห็นเช่นนั้นจึงได้ออกไปกินข้าวเย็นนอกบ้านกัน เวลาผ่านไปพี่ก้องพบว่า ตนนั้นลืมกระเป๋าตังไว้ที่บ้านของทั้งคู่ เลยโทรหาคุณนัท ทั้งสองกินข้าวจะเสร็จแล้วจึงได้ตอบตกลงว่า จะรีบกลับบ้านให้ไวที่สุด แต่พี่ก้องก็ได้บอกไปว่าตอนนี้ตนนั้นอยู่ที่หน้าบ้านของทั้งคู่แล้ว คุณนัทเลยคิดว่ากว่าจะเดินทางกลับถึงบ้านอย่างน้อยก็อีกตั้งครึ่งชั่วโมง จึงได้บอกตำแหน่งกุญแจสำรองให้พี่ก้องแทน แต่เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้านก็เจอเข้ากับพี่ก้อง ที่ในตอนนี้ยืนห่างจากตัวบ้านพอสมควรในลักษณะเหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง ทั้งสองจึงได้เดินเข้าไปหาพี่ก้องและพูดคุยกันจนสงบสติอารมณ์ได้สำเร็จ พี่ก้องเลยเล่าว่า ตอนที่ไขประตูเข้าไปในบ้าน เขาเจอผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งทั้งคู่ยืนหันหลังให้ ผู้หญิงกำลังเอามือจับไก่ยกขึ้นมา แล้วผู้ชายกำลังเอามือแหวกไก่ แล้วทั้งสองก็เอาปากฉีกกินไก่ทั้งแบบนั้นเลย พี่ก้องยืนอึ้งกับภาพตรงหน้า ทันใดนั้นชายหญิงคู่นั้นที่เหมือนรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกมองอยู่ก็ได้หันมาฉีกยิ้มให้กับพี่ก้อง จนพี่ก้องทนไม่ไหวต้องรีบวิ่งพาตัวเองออกมาจากบ้านทันที เมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจบ คุณนัทกับเบสเลยคิดว่า หรือว่ามันจะมีจริง แต่ก็ได้สลัดความคิดทิ้งไปพยายามคิดว่ามันไม่จริงหรอก เพราะทั้งสองก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป

ตกดึกคุณนัทรู้สึกปวดปัสสาวะจึงได้เดินลงมาด้านล่าง แต่เดินลงมาได้เพียงครึ่งทางก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าอ่อน ๆ และทันทีที่ได้เดินลงมาถึงชั้นล่างก็เจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งหัวฟู ๆ ยืนหันหลังอยู่ จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ได้หัวเราะเสียงแหลมดังจนแสบแก้วหู และหันมายิ้มให้พร้อมพูดว่า  “อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็ตัด และรู้สึกตัวอีกที คือตอนที่คุณเบสได้มาเขย่าตัว คุณนัทจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณเบสฟัง วันถัดไปทั้งคู่ก็ได้ไปทำงานตามปกติที่ร้านไก่ทอดก็จะมีพี่อยู่หนึ่งคนชื่อว่า พี่แหม่ม พี่แหม่มที่เห็นสภาพของทั้งคู่ดูไม่ดีจึงได้เข้ามาถาม และเมื่อทั้งสองเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พี่แหม่มกลับไม่เชื่อ และพูดว่า “คราวหน้าถ้ากูไปแล้วเจอเดี๋ยวกูตบผีให้ทีนึง” เรื่องนี้จึงได้เกิดขึ้นทันที เมื่อวันนั้นเป็นวันที่ร้านขายดีมากจนไก่หมด ทั้งคู่จึงต้องกลับไปเอาไก่ที่แช่ไว้อยู่ที่บ้าน พี่แหม่มเมื่อรู้เช่นนั้นจึงได้อาสาไปด้วยตัวเอง และให้ทั้งสองนั่งรออยู่ที่ร้าน แต่เวลาผ่านไปสักพักทั้งสองเริ่มรู้สึกว่าพี่แหม่มไปนานจึงได้ตามไปดู แต่ก็พบเข้ากับพี่แหม่มที่ตอนนี้กำลังวิ่งแบบไม่คิดชีวิต และถูกมอเตอร์ไซค์ชนจนหมดสติไปทันที ทั้งสองจึงได้รีบนำตัวพี่แหม่มไปส่งที่โรงพยาบาล และได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่พี่แหม่มไปเจอมาที่บ้าน

พี่แหม่มเล่าให้ทั้งสองฟังว่า เมื่อตอนที่ตนนั้นเปิดประตูบ้านเข้าไป และเดินไปยังโซนด้านหลังกำแพง ทันใดนั้นหางตาก็เห็นเหมือนมีคนเดินแว๊บ ๆ ไปมา คุณแหม่มก็พยายามไม่คิดอะไร และเดินต่อไปอีกสักพักก็พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังยืนหมักไก่อยู่ แล้วจู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ฉีกไก่ดิบกินแบบสด ๆ ต่อหน้าพี่แหม่ม และได้วิ่งพุ่งเข้ามาหาพี่แหม่มในระยะที่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้น หลังจากนั้นพี่แหม่มก็ได้เกิดอาการตกใจสุดขีด และวิ่งแบบไม่คิดชีวิตออกมาจากบ้านทันที 

   ตกดึกทั้งสองที่กำลังนั่งพักเหนื่อยกันอยู่ที่ห้องนอน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียง “ปึ้ง!” หิ้งพระที่อยู่ด้านบนตกลงมาอย่างแรง พร้อมพระพุทธรูปที่ตกลงมาคอหักอยู่ที่พื้น ทั้งสองจึงได้ช่วยกันซ่อมหิ้งพระ และนำทุกอย่างกลับมาเป็นสภาพดังเดิม แต่ไม่ว่าจะซ่อมอีกกี่ที หิ้งพระก็จะเอียง และตกมาใหม่อยู่เสมอ จนทั้งคู่คุยกันว่า ไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อได้แล้ว จึงตัดสินใจคุยกันว่าจะลาออกจากงาน และกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัดทันที หลังจากนั้นคุณนัทจึงได้เรียกพ่อให้มารับที่กรุงเทพกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัด ระหว่างทางนั่งรถกลับ ทั้งคู่ก็ได้แวะกินข้าวกันก่อน แต่ทันใดนั้นพนักงานกลับนำจาน และอุปกรณ์การกินอาหารมาให้ 5 ชุด แต่บนโต๊ะมีแค่ 3 คน ทำให้ทั้งหมดเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร และรีบกินให้เสร็จจะได้รีบเดินทางกลับบ้านต่อ ระหว่างทางกลับดึก ๆ ดื่น ๆ ก็เจอเข้ากับจักรยานคันหนึ่งที่มีผู้หญิงซ้อนท้าย และผู้ชายเป็นคนขี่อยู่ข้างทาง ทั้ง 3 ก็พยายามไม่คิดอะไร และขับรถต่อไป แต่สักพักนึงก็เจอคู่ชายหญิงขี่รถจักรยานอีกตามเคย คุณนัทเลยหันไปถามพ่อว่าเห็นมั้ย แต่พ่อกลับไม่เห็นชายหญิงคู่นั้นเหมือนที่คุณนัทเห็น เมื่อรถวิ่งไปอีกสักพักนึงสิ่งที่คุณนัทเห็นแล้วต้องหลอนเลย คือเห็นผู้หญิงขี่คอผู้ชายอยู่แล้วชี้นิ้วเข้ามาในรถ คุณนัทจึงปิดตาพยายามไม่มอง และหลังกลับมาถึงบ้านก็ได้นำเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้ที่บ้านฟัง 

ที่บ้านคุณนัทมีความเชื่อทางท้องถิ่น และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางบ้านจึงพาคุณนัทไปเข้าพิธีทั้งทางพุทธ และเข้าพิธีของกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งทุกคนก็คิดว่าเรื่องหลอน ๆ ทุกอย่างนี้มันคงจะดีขึ้น หลังจากนั้นถัดมาคุณนัทที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์อยู่เพียงลำพังก็ได้พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาตัดหน้ารถ คุณนัทจึงได้ตัดสินใจหักให้รถล้มทันที นั่นจึงทำให้คุณนัทล้มไปที่พื้น และท้องโดนทิ่มไปด้วยแง่งหินที่พื้น และแขนก็ถไลไปกับพื้นเข้าโรงพยาบาลทันที และก็ต้องตกใจไปมากกว่าเดิม เพราะได้มารู้ทีหลังว่าในเวลาที่ใกล้เคียงกับที่คุณนัทรถล้ม คุณเบสก็ได้เจอประสบการณ์ผู้หญิงเดินตัดหน้ารถเช่นกัน แต่อาการของคุณเบสนั้นสาหัสกว่ามาก จนทำให้ทุกวันนี้ร่างกายยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทางที่บ้านของคุณนัทจึงให้คนที่มีความสามารถในการสื่อสารกับวิญญาณได้พูดคุยกับสิ่งที่คอยตามหลอกหลอนทั้งคู่ และสรุปได้ว่าฝั่งนั้นต้องการให้ทั้งคู่ไปอยู่ด้วย เพราะทั้งสองเป็นคนอยากให้เหล่าวิญญาณนั้นไปอยู่ด้วยกันเอง 

ปัจจุบันคุณนัทย้ายไปอยู่ที่อิสราเอล แต่ถึงจะย้ายไปแล้วก็ยังเจอเหล่าวิญญาณนั้นมาตามหลอกหลอนอยู่ดี คุณนัทเล่าว่า ตอนที่ตนอยู่อิสราเอล บ่อยครั้งที่ได้กลิ่นเหมือนประจำเดือน แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร จนวันหนึ่งตนนั้นได้ซื้อไก่กับเครื่องในมาวางไว้ด้านนอก และเข้าไปอาบน้ำระหว่างอาบน้ำก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินเข้ามาในห้องกำลังยุ่งกับถุงพลาสติกที่ใส่ไก่ไว้ และเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าถุงที่ใส่ไก่ดิบนั้นเหมือนมีร่องรอยการแกะชิ้นส่วนไก่ก็ได้หายไปบางส่วนโดยไร้สาเหตุ และอีกเหตุการณ์ที่ทำให้คุณนัทมั่นใจเลยว่าถูกตามมาแน่ ๆ คือในตอนที่กำลังนั่งกินข้าวกับเพื่อนอยู่ ได้ยินเสียงข้างบนดาดฟ้าเหมือนมีเสียงคนวิ่ง และลากเก้าอี้เสียงดัง จึงได้พากันขึ้นไปดูกับเพื่อนข้างบนแต่ก็ไม่พบกับอะไร และบนดาดฟ้าก็มีแค่ชิงช้าเล็ก ๆ ห้อยอยู่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้หรือโต๊ะสักตัว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนมาลากเก้าอี้วิ่งเล่นไปมาบนนี้ได้..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

06 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ห้องพักสุดสยองที่ไม่ได้จองเอง เพื่อนที่กำลังจะแต่งงานได้จองโรงแรมไว้ให้พัก แต่เมื่อไปถึงเจอกลับห้องพักที่เหม็นอับ รอยคราบสีน้ำตาลคล้ายเลือดแห้ง และกองผมปริศนาที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ตกกลางคืนระหว่างนอนพักมีเสียงน้ำไหล เหมือนคนมาอยู่ด้วยตลอดทั้งคืน... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost’ (28 เม.ย. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘งานแต่งเพื่อนเราเจอผี’ ลูกนัท The Ghost ได้มาแชร์เรื่องราวของ ‘คุณเมย์’ ที่เคยมาเล่าไว้ในรายการ The Ghost Radio คุณเมย์มีแพลนที่จะต้องไปงานแต่งเพื่อนที่อยู่ทางภาคอีสาน โดยจะไปกับแฟน 2 คน ทางเพื่อนที่จัดงานแต่งก็ได้เหมาจองโรงแรมไว้ให้เรียบร้อย ระหว่างทางก็ได้พากันแวะเที่ยวกันก่อนเข้าโรงแรม และเมื่อไปถึงโรงแรมได้ทำการเช็คอินเข้าพัก ก็ได้รับกุญแจสภาพเก่า ๆ ที่มีลายสลักเป็นเลขห้องไว้ ทั้งคู่จึงได้เดินไปตามเลขห้องนั้น แต่เมื่อเดินขึ้นไปถึงหน้าประตูห้อง ก็ได้เห็นกว่าห้องนั้นอยู่ติดกับบันไดพอดี คุณเมย์ที่ปกติแล้วเป็นคนที่ชอบฟังเรื่องผีเลยชะงักนิดหน่อยเมื่อเห็นห้องที่ติดกับบันได แต่เมื่อเปิดประตูห้องไปก็ต้องชะงักกว่าเดิมเพราะได้มีกลิ่นอับชื้นพุ่งเข้าหน้ามาทันที คุณเมย์จึงได้หันไปคุยกับแฟน และตกลงกันว่าไม่เอาห้องนี้ และจะขอเปลี่ยนห้องอื่นแทน เลยลงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขอเปลี่ยนห้องใหม่ พร้อมให้เหตุผลว่าปกติแล้วเป็นคนที่นอนหลับยาก และห้องติดบันไดมีเสียงรบกวนเยอะจึงอาจเป็นปัญหาในการพักผ่อนได้เมื่อได้กุญแจห้องใหม่ ทั้งคู่ก็ได้เดินขึ้นมายันชั้นเดิม และก็ได้เห็นว่าเป็นห้องที่อยู่ถัดกับห้องก่อนหน้าแค่ห้องเดียว แต่เมื่อเปิดเข้าไปบรรยากาศทุกอย่างต่างจากห้องแรกแบบเห็นได้ชัดทุกอย่างปกติดี และไม่มีกลิ่นเหม็นอับใด ๆ คุณเมย์จึงได้เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเปิดผ้าห่มออกทั้งคู่ได้เจอเขากับเตียงที่มีเส้นผมความยาวประมาณ 1 นิ้วกระจายเต็มอยู่ทั่วเตียงนอน และนอกจากเศษผมแล้วนั้น ก็ยังมีรอยสีน้ำตาลเป็นดวง ๆ กระจายอยู่เต็มเตียงไปหมด ทั้งคู่จึงได้ถ่ายรูปเก็บไว้และลงไปที่เคาน์เตอร์อีกครั้งเพื่อขอเปลี่ยนห้องนอน แต่คราวนี้ทางพนักงานกลับได้ยื่นกุญแจห้องให้ 3 พวง พร้อมบอกให้คุณเมย์ไปเลือกห้องเอาได้เลยตามความสะดวกใจทั้งคู่เดินไปถึงห้องแรกก็ได้เปิดประตูเข้าไปพบกับห้องที่มีเตียงเดี่ยวอยู่ 2 เตียงแยกกัน คุณเมย์เมื่อเจอเหตุการณ์ก่อนหน้ามาจึงคิดว่าหากนอนกับแฟนบนเตียงเดียวกันจะอุ่นใจกว่า ทั้งคู่จึงได้พากันเดินไปดูห้องที่สอง ซึ่งเมื่อทั้งคู่ได้เห็นสภาพห้องนี้กลับต้องตกตะลึงเพราะสภาพห้องเละมากจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ อีกทั้งในตู้เสื้อผ้ายังมีคราบน้ำตาล ๆ เป็นดวง ๆ บ้างบางจุด และบางจุดก็เป็นเหมือนคราบน้ำตาล ๆ ที่ไหลย้อยตามประตูบ้าง ทั้งคู่จึงตัดสินใจพากันเดินไปดูที่ห้องสุดท้าย ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่เหมือนห้องปกติที่สุด แต่ต่างตรงที่ไม่มีพวกอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใด ๆ แต่คุณเมย์ก็ได้คุยกับแฟนว่า เลือกที่จะนอนห้องนี้พร้อมตอนนอนจะเปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ให้พอมีแสงบ้าง แฟนคุณเมย์จึงได้เสนอให้เปิดไฟที่หัวเตียงไว้ด้วย คุณเมย์ก็ได้ถามถึงเหตุผลไป แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา จึงได้ยอมตอบตกลงไป ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะนอน คุณเมย์ก็ได้เอาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ มาปิดตาไว้เพราะแสงจากหัวเตียงสาดเข้าตาจนทำให้ไม่สามารถนอนได้ เวลาผ่านไป เมื่อทั้งคู่หลับตานอนไปได้ไม่ถึง 5 นาที ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ คุณเมย์ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้บีบมือแฟนเบา ๆ ซึ่งแฟนก็ได้บีบมือกลับมา เป็นสัญญาณว่าทั้งคู่ได้ยินเหมือนกัน สักพักก็มีเสียงเหมือนคนควักน้ำขึ้นมาล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า คุณเมย์จึงได้บีบเข้าที่มือแฟนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แฟนกลับไม่ได้บีบมือตอบกลับมา พร้อมมีเสียงหายใจแรง ๆ เสมือนคนกรนออกมา คุณเมย์โกรธแฟนมากที่ทิ้งให้ตนนั้นเจอกับเหตุการณ์ขนหัวลุกนี้เพียงลำพัง จึงได้ดึงมือตัวเองออกมานอนกอดอก หลังจากนั้นคุณเมย์ก็คิดในใจว่า “อาบน้ำก็แล้ว ล้างหน้าก็แล้ว ไม่ใช่ว่าจะออกมานอนล่ะ” ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงเปิดประตูดัง “แกร๊ก” และเมื่อประตูเปิดออก คุณเมย์ก็ได้เห็นเหมือนมีเงาลาง ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วเดินมาที่ปลายเตียง หลังจากนั้นก็เดินอ้อมขึ้นมาที่ข้างเตียงฝั่งที่คุณเมย์นอน คุณเมย์จึงได้พยายามข่มตานอน แต่ไม่ว่าจะยังไงก็นอนไม่หลับสักพักก็รู้สึกเหมือนว่าเตียงยุบลง ในลักษณะที่คล้ายกับมีคนเอามือมาเท้าที่เตียงแล้วกำลังก้มดูอะไรสักอย่าง ตอนนั้นในหัวของคุณเมย์ก็ได้คิดถึงเหตุการณ์คล้ายนี้ในหนังผีที่ตนเคยดูพร้อมคิดว่า ถ้าเป็นตามหนังเหตุการณ์นี้ถ้ากลั้นใจเปิดผ้าออกมาเดี๋ยวสิ่งนั้นก็คงจะหายไปอย่างแน่นอน คุณเมย์จึงได้แข็งใจลืมตาขึ้นมาพร้อมเปิดผ้าออกทันที แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเห็นเป็นคนนุ่งผ้าซิ่นสีน้ำตาลเก่า ๆ และมีสีแดงพาดอยู่แค่ครึ่งน่อง ขาด้านล่างมีสีดำซีด แต่เห็นได้ประมาณ 3 วิ ก็ภาพตัดหลับไปแบบไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็เช้าแล้ว สิ่งแรกที่เห็น คือแฟนที่ยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงเมื่อเห็นเช่นนั้นคุณเมย์จึงคิดจะรีบไปอาบน้ำ และออกไปงานแต่ง แต่เมื่อเปิดประตูห้องน้ำไปก็พบเข้ากับอ่างล้างหน้าที่มีน้ำกระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งคุณเมย์ไม่ชอบให้ทำเปียกแบบนี้ จึงได้หันไปจะตวาดใส่แฟน แต่เมื่อหันไปก็ต้องตกใจเพราะแฟนยังไม่ได้แม้แต่ล้างหน้า หรือมีส่วนไหนในร่างกายที่เปียกน้ำเลย อีกทั้งตาของแฟนยังดำโบ๋เหมือนคนไม่ได้นอนทั้งคืน คุณเมย์จึงได้รีบอาบน้ำ และระหว่างแต่งตัวก็เผลอเดินไปเหยียบเข้ากับน้ำเหนียว ๆ จึงได้กระโดดขาเดียวเข้าไปล้างเท้าในห้องน้ำ และก็ได้สังเกตเห็นเหมือนรอยเท้าคนที่เปื้อนน้ำสีแดง ๆ เดินออกจากห้องน้ำไปจนถึงปลายเตียง และอ้อมไปยังฝั่งที่คุณเมย์นอน เมื่อเดินตามไปดูก็พบว่าบริเวณเตียงมีคราบน้ำตาล ๆ เหมือนรอยมือคนเปื้อนอยู่ คุณเมย์จึงบอกแฟนให้รีบเก็บของและลงไปข้างล่างเพื่อเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมในระหว่างนั้นทั้งคู่ก็ได้คุยกัน จึงทำให้รู้ว่า ที่เห็นว่าแฟนยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงคือแฟนตื่นมาเห็นทุกอย่าง แต่ช็อกทำไรไม่ถูกจึงได้แต่ยืนนิ่ง จนคุณเมย์ตื่นขึ้นมาเห็นซึ่งจริง ๆ แล้วนั้นแฟนคุณเมย์ไม่ได้หลับทั้งคืน และรับรู้ได้ถึงทุกอย่างแต่ไม่สามารถขยับตัวได้ แม้แรงที่จะบีบมือกลับก็ไม่มี คืนนั้นมีเพียงแค่คุณเมย์ที่ภาพตัด และชิงหลับไปก่อน ระหว่างที่ทั้งคู่ไปเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม พนักงานที่เคาน์เตอร์ก็ได้บอกว่า “จริง ๆ แล้วเจ้าภาพจองให้ 2 คืนนะคะ จะอยู่ต่ออีกคืนไหม? ” คุณเมย์จึงได้ตัดสินใจตอบในทันทีเลยว่า “ไม่อยู่ต่อแล้ว” และเดินออกจากโรงแรมไปทันที(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'คุ้งผีโหย' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

03 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'คุ้งผีโหย' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

ท้าทายคำเตือนจากคนโบราณ ‘คุ้งน้ำต้องห้าม’ ที่อย่าไปจับปลาเด็ดขาด!! ตอนนั้นออกไปหาปลาแย่งกลับชาวบ้าน แต่คิดได้ว่าไม่อยากกลับบ้านมือเปล่า เลยแอบฝ่าฝืนไปหาปลาที่คุ้งต้องห้าม แต่การจับปลาครั้งนี้ไม่เหมือนเคย เพราะสิ่งได้กลับมาไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต แต่กลายเป็นความหลอนที่ตามติดจนไม่ลืม...เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตล์ (24 มี.ค. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คุ้งผีโหย’ คุณแรก ได้มาเล่าเรื่องราวของของ ‘ตาถึก’ ในสมัยที่ตายังหนุ่ม ก็ได้ใช้ชีวิตตามปกติของคนชนบท ไม่ว่าจะเป็นการจับปลา ปลูกข้าว ทำไร่ทำสวน ด้วยความที่ต้องพายเรือไปหาปลามาทำอาหารแย่งกับชาวบ้าน ตาถึกจึงคิดได้ว่า มีอยู่ที่นึงเป็นคุ้งน้ำ เหมือนลำคลองขนาดกลาง ที่ฝั่งนึงอยู่ติดกับกำแพงวัด และอีกฝั่งเป็นป่าช้า โดยคนโบราณบอกว่า คุ้งตรงนั้นห้ามใครก็ตามไปจับปลามากินเด็ดขาด ไม่งั้นจะโดนวิญญาณตามหลอกหลอน…แต่ด้วยความที่วันนั้น ตาถึกจับปลาไม่ได้เลยสักตัวจึงคิดว่า ไม่อยากกลับบ้านมือเปล่าจึงได้ชวนเพื่อนอีกคนไปลองจับปลาที่คุ้งนั้นดู เพราะคิดว่าคนอื่น ๆ คงไม่ไปกัน และต้องมีปลาเหลืออยู่เยอะแน่ หลังจากนั้นตาถึกกับเพื่อนก็ได้พากันพายเรือไปที่คุ้งนั้นทันที ซึ่งเมื่อไปถึงก็เห็นว่า มีผักโป่ง ก่อป่า ลอยอยู่เต็มคุ้งไปหมด และแสงไฟในตอนนั้นก็มีมาจากแค่ตะเกียงที่หัวเรือเพียงเท่านั้น เมื่อทั้งคู่พายเรือกันไปเรื่อย ๆ แสงจากตะเกียงที่สาดผ่านความมืด ก็เผยให้เห็นเหมือนกับว่า มีบางสิ่งบางอย่างรูปร่างคล้ายขอนไม้ลอยติดอยู่กับกองผักโป่ง ทั้งคู่จึงช่วยกันเอาไม้พายดันเปิดทางให้สามารถพายเรือไปต่อได้ เพื่อจะได้ไปจับปลาในโซนที่น้ำไม่ลึกมาก แต่เมื่อพายเข้าไปใกล้ ๆ จู่ ๆ ขอนไม้ตรงนั้นก็กลับจมหายลงน้ำไป แล้วผุดขึ้นมาเป็นพรายน้ำ เมื่อเห็นเช่นนั้น ทั้งสองจึงได้พยายามพายเรือออกมา เพราะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกจึงต้องพายเรือกลับไปขึ้นทางฝั่งป่าช้าโดยจำเป็น เมื่อทั้งคู่พายเรือกลับหัวเรือไปอีกฝั่ง ตรงหน้าของทั้งคู่กลับมีพรายน้ำผุดขึ้นมาถี่ขึ้นหลายจุด พร้อมส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งทั่วคุ้งน้ำ กลิ่นนั้นลอยตามทั้งสองมาเรื่อย ๆ ปรากฏว่าพอพายถอยหนีห่างออกมาเรื่อย ๆ ดันเจอเข้ากับร่างผู้หญิงไร้ชีพจร ลอยน้ำขึ้นอืดอยู่ และไม่ได้มีเพียงแค่ร่างเดียว ภาพตรงหน้าทำให้ทั้งสองตกใจมาก และรีบช่วยกันพายเรือขึ้นฝั่ง และวิ่งหนีเข้าไปในป่าช้าทันที..เมื่อขึ้นฝั่งสำเร็จ ทั้งสองไปหยุดพักเหนื่อยอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ทันใดนั้นทั้งคู่ก็หันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งหันข้างอยู่ใต้ต้นไม้ ทั้งคู่คุ้นว่าผู้หญิงคนนั้นคือ ยายทอง หรือคนในชุมชนที่รู้จักนั่นเอง ทั้งคู่จึงได้ตะโกนเรียกไป แต่เมื่อยายทองหันมา ทั้งคู่ก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า เนื่องจากในปาก และมือของยายทองนั้นมีกบสด ๆ เป็นตัว ๆ อยู่ ยายทองที่หันมาเห็นทั้งคู่ก็ได้วิ่งหนีเข้าป่าช้าไป ทางฝั่งของตาถึก และเพื่อนก็ตกใจวิ่งหนีกลับไปยันทางเข้าชุมชนทั้งสองเข้าไปในชุมชน ก็ได้วิ่งไปปลุกผู้ใหญ่บ้าน และคนแถวนั้นขึ้นมาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านก็ไม่มีใครเชื่อในเรื่องที่ตาถึก และเพื่อนเล่า เพราะยายทองนั้นเป็นผู้ป่วยแขนขาอ่อนแรง ต้องนั่งรถเข็นอยู่เสมอ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะออกไปวิ่งในป่าช้าคนเดียวตอนกลางคืน ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกจึงได้วิ่งไปเล่าเรื่องที่เจอมาให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อเมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมด จึงได้ไปเยี่ยมยายทองที่บ้าน และเห็นว่ายายทองก็กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นจริง ๆ แต่เมื่อเห็นสภาพของยายทอง หลวงพ่อก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติจากตัวของยายทองจึงได้พรมน้ำมนต์ให้ทันที แต่ด้วยความที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ จึงบอกให้เหล่าลูกหลานไปตามหมอธรรมมารักษาแทน เวลาผ่านไปตาถึก และเพื่อนในทุก ๆ คืนก็แทบจะนอนกันไม่ได้ เพราะจะมีเสียงเหมือนมีคนมาเรียกอยู่ที่ลานหน้าบ้านอยู่เสมอ ทำให้ทั้งสองคิดว่าหากอยู่แบบนี้ต่อไปคงอยู่ไม่ได้แน่ ๆ เลยได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อเมื่อได้ยินเรื่องราวจึงได้แนะนำให้ทั้งสองไปบวช เพราะเหมือนว่าเขาต้องการจะให้ทั้งคู่ไปอยู่ด้วย ทั้งสองจึงได้ตัดสินใจไปบวชอย่างไม่ลังเล และคุ้งผีโหยนั้นก็กลายเป็นตำนานที่เป็นที่ล่ำลือต่อไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณป๊อป The Ghost 'วิญญาณหลอน B8' l อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost [ 20 ม.ค.2569 ]

26 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณป๊อป The Ghost 'วิญญาณหลอน B8' l อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost [ 20 ม.ค.2569 ]

การดูหนังผีในโรง ที่ไม่ได้หลอนเพียงแค่ในจออีกต่อไป เมื่อความตั้งใจ คือการมาดูหนังผีเรื่องดังตามกระแส แต่กลับเจอน้ำ และขนมไทยสุดแปลกวางอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งตัวเขานั้นเข้ามาคนแรกในโรง ระหว่างที่นั่งดูหนังกำลังฉาย ก็มีความรู้สึกขนลุกเหมือนไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว แต่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ นั้นไม่มีใครนั่งอยู่ นอกจากขนมที่วางไว้ แต่กลับรู้สึกว่า เหมือนโดนแขนของใครบางคนอยู่ตลอดเวลา เมื่อออกไปจากโรงหนังทำให้รู้เรื่องราวที่ชวนขนหัวลุก และน่าจดจำยิ่งกว่าหนังตรงหน้า.. เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost’ (20 มกราคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘วิญญาณหลอน B8’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ “คุณป๊อป” ที่มาเล่าเรื่องราวของน้อง ให้นามสมมุติว่า (บี) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยน้องบี เกิดอยากดูหนังผีชื่อดังเรื่องหนึ่งในโรงภาพยนตร์ จึงได้จองตั๋วหนังรอบประมาณ 4 โมงเย็นกว่า ๆ และเลือกที่นั่งแถว B9 ซึ่งเป็นแถวที่อยู่แถบบน ๆ ของโรงหนัง และมีเพียงน้องบี ที่จองที่นั่งในแถวนั้นเพียงคนเดียว น้องบี ก็ได้ซื้อน้ำ และขนมเพื่อจะนำมากินในขณะที่ดูหนัง เมื่อถึงเวลา 4 โมงตรง ทางพนักงานตรวจตั๋วหนังก็ได้ให้ตัวน้องบี เข้าไปนั่งรอในโรงหนังก่อน และเมื่อน้องบี เดินไล่ที่นั่งมาจากเลขที่นั่ง B1 B2 B3 มาเรื่อย ๆ ก็ต้องสะดุดตาเข้ากับที่นั่งเลขที่ B8 เนื่องจากว่าได้มีแก้วน้ำ และขนมไทยที่วางอยู่บนกระทง และห่อซีนพลาสติกไว้.. น้องบี ก็ได้เกิดความสงสัยขึ้นมาทันที เนื่องจากน้องบี คือลูกค้าคนแรก ที่พนักงานตรวจตั๋วเปิดโรงหนังให้เข้ามา อีกทั้งตอนที่เขาจองที่นั่งนั้นไม่มีใครจองที่นั่งข้าง ๆ แต่ทำไมถึงมีแก้วน้ำ และขนมไทยวางอยู่ ซึ่งในโรงหนังไม่ได้มีการเปิดจำหน่ายขนมไทยให้กับลูกค้า แต่น้องบี ก็ได้สลัดความสงสัยนั้นออกไป และคิดเพียงแค่ว่า คงอาจจะอยากอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยเพียงเท่านั้น และคิดว่าเจ้าตัวอาจจะคงกำลังไปเข้าห้องน้ำอยู่ เดี๋ยวอีกสักพักก็คงจะกลับมา ในขณะที่น้องบี กำลังนั่งดูตัวอย่างหนังอยู่นั้น ก็ได้มีไฟฉายส่องมาที่หน้าของตน และได้พบเข้ากับพนักงานที่เดินมาถามว่า “พี่ครับ คนข้าง ๆ พี่ อยู่ไหนอะพี่” ตัวน้องบี ก็ได้ตอบกลับไปว่า “พี่ก็ไม่รู้ อยู่ไหนอะ พี่มาพี่ก็ไม่เจอนะ” พนักงานคนนั้นจึงได้พูดต่อว่า “อ่าวหรอ ก็นึกว่าพี่เจอ ถ้าพี่ไม่เจองั้นผมไปแล้วนะ” และได้ทิ้งความสงสัยไว้ให้น้องบีต่อไป เมื่อหนังเริ่มฉายน้องบี ก็ได้เกิดความรู้สึกระแวง และขนลุกซู่ขึ้น เมื่อได้เผลอนำแขนไปเท้ากับเบาะที่นั่งข้าง ๆ เบาะ B8 ทำให้ตลอดการดูหนัง ที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่นำแขนไปเท้าเบาะ จะรู้สึกขนลุกซู่อยู่เสมอ เรียกได้ว่าหนังที่ว่าน่ากลัว ของจริงดันน่ากลัวซะยิ่งกว่า น้องบี จึงได้ยกมือขึ้นมาไหว้ และพูดขอว่า “ขอดูหนังให้จบก่อนได้ไหม เสียเงินไปเยอะเลย เสียดายเงิน เสร็จแล้วไม่ต้องตามกลับ จบกันแค่นี้นะ” พร้อมกับความรู้สึกที่ระแวงอยู่ตลอดการนั่งดูหนัง เมื่อหนังจบลง น้องบี ก็ได้ออกไปเจอพนักงานตรวจตั๋วคนเดิม น้องบี จึงได้ถามไปว่า “น้อง สรุปแล้วไอ้คนที่นั่งข้าง ๆ พี่คือใคร” พนักงานหนุ่มคนนั้นจึงได้ตอบกลับมาว่า...“ผมเห็นจริง ๆ เป็นผู้หญิง” น้องบี จึงได้ตอบกลับไปว่า “แล้วเขาไปไหนอะ” แต่พนักงานหนุ่มก็ได้ตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่”ทั้งคู่จึงได้พากันเดินขึ้นไปดูห้องคอนโทรลข้างบนโรงหนัง ซึ่งเป็นห้องที่มีการเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงหนังไว้ และได้เห็นเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในโรงหนัง ผมยาวปิดครึ่งหน้า ใส่เสื้อคลุมที่เหมือนเสื้อคลุมสีน้ำตาล กระโปรงสีชมพู พร้อมในมือถือขนมไทย และแก้วน้ำ แต่ทั้งสองก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นเมื่อคลิปจากกล้องวงจรปิดได้เล่นต่อไปจนหนังฉายจบ แต่ก็ไม่มีภาพที่ผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากโรงหนัง หรือเดินไปเข้าห้องน้ำเลย ซึ่งในท้ายที่สุด ทั้งคู่ก็ไม่ทราบว่าผู้หญิงคนนั้นคือใครหรือมีตัวตนอยู่บนโลกนี้จริงหรือไม่กันแน่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

15 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเจเจ 'มรดกที่ไม่อยากได้รับ' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

เจตจำนงสุดท้ายของคนตาย เมื่อลูกพี่ลูกน้องที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตายตาหลับได้ เพราะห่วงเรื่องมรดก และในทุกค่ำคืนคุณเจเจ จะต้องเจอกับคนตายที่มาพร้อมความโกรธ และกลิ่นควันธูปจนนอนไม่ได้ ถ้าเธอจะอยากกลับมามีชีวิตสงบสุข ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากทำตามความต้องการของคนตาย กลิ่นธูปในยามวิกาล ที่ลอยจนคลุ้งห้องนอน เป็นประสบการณ์ตรงจาก “คุณเจเจ” เมื่อลูกพี่ลูกน้องของเธอไม่สามารถตายตาหลับได้ และมีเรื่องที่ต้องการจะสื่อสาร ที่เข้ามาในช่วงระยะเวลาแห่งความฝันก็ตาม สามารถติดตามไปพร้อมกับ “ดีเจเซฟ – ดีเจแนน” ในรายการคลุมโปง ( 11 พฤศจิกายน 2568) คุณเจเจ มีลูกพี่ลูกน้องอยู่หนึ่งคน แต่ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลีย ปกติเธอ และลูกพี่ลูกน้องจะโทรคุยกันทุกวัน แต่อยู่มาวันนึงคุณแม่ของคุณเจเจ ก็เสียชีวิตลง เธอเลยโทรหาญาติคนนั้นเพื่อที่จะแจ้งเรื่องการเสียชีวิตของคุณแม่ แต่โทรเท่าไหร่ โทรกี่ครั้งก็ไม่มีใครรับสาย ระยะเวลาดำเนินผ่านมาเป็นเดือน เธอจึงกระวนกระวายอย่างมากว่าควรจะทำอย่างไรดี เธอเลยติดต่อสถานทูต เพราะในช่วงเวลานั้นออสเตรเลียยังคงปิดประเทศอยู่ ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ ก็แจ้งว่า เขาไม่สามารถหาตัวคนให้เราได้ เพราะไม่ใช่ญาติทางสายเลือด หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ในกลางดึกคืนหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องก็มาเข้าฝัน บอกว่า ‘หนาว ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล’พอตื่นเช้าขึ้นมา คุณเจเจเลยนึกขึ้นได้ว่า เธอเคยมีเบอร์คุณทนาย ที่ญาติเคยใช้ในตอนที่ทำเรื่องเกษียณ จึงตัดสินใจติดต่อไป คุณทนายเปรียบเสมือนตัวแทนของลูกพี่ลูกน้องของเธอ จึงสามารถช่วยตามหาได้ และก็ไปเจอว่า ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่เธอติดต่อไม่ได้ ทางโรงพยาบาลก็ไม่สามารถตามหาญาติ เพราะญาติของคุณเจเจ หมดสติในห้องอย่างกระทันหัน และหลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาก็เสียชีวิต ในช่วงเวลานั้น ยังไม่สามารถเอาศพกลับมาได้ เธอจึงได้ไหว้วานคุณทนาย ที่มีภรรยาเป็นคนไทย ให้จัดการศพตามพิธีทางพุทธศาสนา หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็จบไป คุณทนายก็โทรมาแจ้งว่า คุณเจเจได้รับมรดก เธอเลยแจ้งว่า ‘เธอไม่ได้อยากได้ ให้บริจาคไปได้เลย ถ้าเป็นของที่อยู่ที่ออสเตรเลีย’ แต่สิ่งที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอทิ้งเอาไว้ให้ คือที่ดินผืนนึงที่เมืองไทย ซึ่งที่ดินผืนนั้น ยังคงมีลูกของ ลูกพี่ลูกน้องอาศัยอยู่ และมีมูลค่า แต่เธอก็ตัดสินใจปฏิเสธไป เพราะยังไงเราก็ไม่ใช่คนในสายเลือด เธอจึงเงียบไปหลายปี แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจกลับมาจัดการเรื่องมรดก เพราะความฝัน ในความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณเจเจรู้สึกว่า ลูกพี่ลูกน้องมายืนจ้องหน้า ด้วยความรู้สึกโกรธ แล้วก็เรียกให้ตื่น ตื่นๆและเรื่องเดียว ที่เธอยังไม่ได้ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็คือเรื่องมรดก ในตอนบ่ายวันนั้น คุณเจเจเลยตัดสินใจลางาน ไปที่ที่ดิน ก่อนไปเธอก็อธิษฐานในใจว่า ถ้าจะให้รู้อะไร ก็ให้รู้เรื่องกันไปในวันนี้ เพราะเธอไม่เคยติดต่อญาติที่อยู่ตรงที่ดินตรงนั้น พอไปถึงที่ประเมินที่ดิน พี่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าคุ้นจังเลย แล้วเขาก็นึกออกขึ้นมาว่า เมื่อวานมีคนมาประเมินราคากลางของที่ดินผืนนี้เขาจะขาย เธอก็เลยกลับมาจุดธูปที่บ้านบอกว่า ผู้จัดการมรดกมันต้องใช้เวลานะ แต่ขอให้มันลุล่วง คุณทนายของลูกพี่ลูกน้องของเธอ ก็บินมาช่วยกันจัดการ จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นผู้จัดการมรดกคุณเจเจเลยกลับไปที่ดินแห่งนั้นอีกครั้งนึง และแจ้งว่าที่ดินนี้ไม่สามารถขายได้ เพราะว่ามันติดขึ้นศาลอยู่ ทางเจ้าหน้าที่เลยบอกว่า ‘จริงๆต้องรอเดือนนึงก่อน จึงจะประกาศอย่างเป็นทางการ’ แต่ในทุกครั้งที่ทำขั้นตอนอะไร เธอจะจุดธูปคอยบอกลูกพี่ลูกน้องว่า ‘ถ้าเธออยากให้เราได้ที่ดินนี้จริงๆ ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี’ สุดท้ายแล้วก็ต้องฟ้องร้องกัน ระหว่างลูกของลูกพี่ลูกน้อง และเธอผู้เป็นผู้จัดการมรดกเป็นข้อพิพาทระหว่างกัน แต่คุณเจเจก็ทำตามเจตจำนงของคนตาย ซึ่งเขาไม่อยากให้คนในครอบครัวตนเองได้ที่ดินผืนนี้ เพราะแม้แต่ในตอนที่ลูกพี่ลูกน้องเสีย คนเป็นญาติทางสายเลือดก็ไม่ได้สนใจ ที่จะทำเรื่องแจ้งตายให้ คนตายจึงตายตาไม่หลับ พยายามที่จะให้เธอเอาที่ดินมาให้ได้ จุดประสงค์ของคุณเจเจ มีแค่อยากให้ชื่อบนโฉนด มีชื่อของเธอ ส่วนญาติของลูกพี่ลูกน้องจะอยู่ก็อยู่ไป เธอแค่อยากทำให้มันจบตามจุดประสงค์ของคนตาย เพราะเขามาหาเธอบ่อยมาก แทบทุกคืน กับกลิ่นธูปในยามวิกาล….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-