เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

14 พ.ค. 2026

คำพูดหลุดปากของเพื่อนดันไปทักว่า “อยากมีเพื่อนเป็นผี” อยู่ตรงหน้าศาลเก่ากลางซอย สักพักมีลมเบา ๆ มาพร้อมกลิ่นเน่าโชยผ่านตัว กลางดึกฝันว่า มีคู่ชายหญิงมาบอก “ขออยู่ด้วยได้ไหม อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นเรื่องราวก็ค่อย ๆ ทวีคูณความหลอนติดตามมาถึงปัจจุบัน

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า (5 พ.ค. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’

   โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณนัท’ ที่ถูกนำมาเล่าต่อโดย ‘ครูตรี’ คุณนัทมีเพื่อนสนิทชื่อเบส ทั้งสองทำงานอยู่ร้านไก่ทอดที่หนึ่งในเมือง และบ้านของทั้งสองที่เช่าไว้จะอยู่ห่างจากร้านไก่ทอดประมาณ 300 เมตร และในช่วง 300 เมตรนั้นจะมีซอยแคบ ๆ ที่มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ 1 ต้น ด้านล่างต้นโพธิ์มีศาลเก่า ๆ ที่เหมือนถูกทิ้งร้างไว้ ซึ่งทั้งสองต้องเดินผ่านซอยนี้ทุกครั้งที่กลับบ้าน

ลักษณะบ้านของคุณนัท กับคุณเบสจะเป็นบ้าน 2 ชั้น ด้านล่างโซนแรกถ้าเปิดประตูเข้าไปแล้วจะเจอเข้ากับตู้แช่ไก่ จากนั้นเดินเข้าไปอีกหน่อยจะมีกำแพงที่ตั้งขึ้นมาไว้เฉพาะกิจ และถัดไปด้านในจะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ทางซ้ายเป็นโซนที่เอาไว้หมักไก่ และฝั่งขวาจะมีไว้สำหรับให้รถปิกอัพถอยท้ายรถเข้ามาเพื่อโหลดของ

วันหนึ่งในขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน ทั้งสองได้ดูภาพยนตร์ชื่อดังเรื่องหนึ่งระหว่างทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนเป็นเพื่อนกับผี ทั้งสองอินมากจึงได้เดินคุยกันระหว่างเดินกลับบ้านมาเรื่อย ๆ จนผ่านหน้าศาล จู่ ๆ จากที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงของคุณเบสก็เงียบลง คุณนัทจึงได้หันกลับไปมอง ก็พบเข้ากับคุณเบสที่กำลังยืนมองศาลเก่า ๆ นั้นอยู่ และพูดขึ้นว่า “เห้ย ถ้าเราอยากมีเพื่อนเป็นผี เรายืนบอกตรงนี้เราจะได้มีเพื่อนเป็นผีเหมือนในหนังไหมวะ” จากบรรยากาศตอนแรกที่ดูปกติกลับกลายเป็นผิดปกติทันที จากที่รอบข้างมีลมพัดอ่อน ๆ กลายเป็นมีลมพัดแรงมาจากหลายทิศทางพร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่า และกลิ่นคาวเลือดตามมา คุณนัทจึงได้หันไปถามคุณเบสว่า ได้กลิ่นเหมือนกันหรือป่าว? แต่คุณเบสกลับปฏิเสธ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นั่นจึงทำให้คุณนัทคิดว่าตนนั้นคิดมากไปเอง เมื่อกลับถึงบ้านทั้งคู่เลยคุยกันว่าจะนอนอย่างเต็มที่เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดจึงไม่ต้องรีบตื่นไปทำงาน

   ห้องนอนของทั้งสองที่อยู่ชั้นบน ด้านนอกประตูด้านบนจะมีหิ้งพระติดอยู่ทั้งสองก็ได้เข้าไปนอนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ คือในคืนนั้นจู่ ๆ ก็ได้มีเสียงเหมือนคนเปิดปิดประตูเสียงดัง นั่นจึงทำให้คุณนัทรู้สึกตัว และตื่นขึ้นมาหันไปมองคุณเบส ซึ่งก็พบว่า คุณเบสก็ยังคงนอนที่เดิมตามปกติ ทันใดนั้นเสียงที่ได้ยินก็ได้หายไป คุณนัทจึงคิดว่าสิ่งนั้นเป็นแค่ความฝันจึงได้ล้มตัวลงนอนต่อ แต่ระหว่างที่นอนอยู่นั้นก็ได้มีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายกลิ่นที่ศาลเก่า ๆ แต่คุณนัทก็พยายามไม่คิดมากละนอนหลับต่อไป เมื่อตื่นเช้ามาคุณนัทจึงได้ไปคุยกับคุณเบสในเรื่องที่ตนฝัน สรุปว่าก็ต้องตกตะลึงใจกันทั้งคู่เนื่องจากฝันนั้นก็เป็นฝันเดียวกันกับที่คุณเบสฝันในคืนนั้นเช่นกัน

   โดยคุณนัทเล่าว่า เมื่อคืนในตอนี่เขานั้นฝันเขาได้เดินลงไปชั้นล่างเจอคู่ชายหญิงคู่หนึ่งอายุประมาณวัยกลางคนใส่เสื้อผ้าขาด ๆ สีขาวที่ค่อนข้างเลอะเทอะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคู่ชายหญิงคู่นั้นได้หันมาถามคุณนัทว่า “ขออยู่ด้วยได้ไหม” ซึ่งคุณนัท ด้วยความกลัวแต่ยังมีสติอยู่จึงได้ปฏิเสธไปฝันแบบนี้วนไปวนมาตอบเป็นสิบ ๆ รอบ จนรู้ตัวอีกทีตอนที่ตื่นขึ้นมาใตอนเช้า เลยได้ถามคุณเบสกลับไปว่า สิ่งที่คุณเบสฝันเห็นนั้นมันเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องตกใจกับคำตอบเพราะคุณเบสนั้นได้ตอบตกลงกับคู่ชายหญิงนั้นไป พร้อมบอกว่า ในฝันของคุณเบสนั้นสองคนชายหญิงคู่นั้นไม่ได้เพียงแต่ยืนอยู่ไกล ๆ แต่ทั้งคู่เดินเอาหน้าเข้าใกล้หน้าคุณเบสจนแทบจะประชิดเลยด้วยความกลัวมาก จึงจำเป็นต้องตอบตกลงไปทั้งสองจึงได้ช่วยกันปลอบใจว่ามันคงเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

ช่วงสายมีพี่คนนึงชื่อก้อง โดยพี่ก้องมาเที่ยวที่บ้านของทั้งคู่จนตกเย็นจึงได้ขอตัวกลับไปก่อน เมื่อคุณนัทกับคุณเบสเห็นเช่นนั้นจึงได้ออกไปกินข้าวเย็นนอกบ้านกัน เวลาผ่านไปพี่ก้องพบว่า ตนนั้นลืมกระเป๋าตังไว้ที่บ้านของทั้งคู่ เลยโทรหาคุณนัท ทั้งสองกินข้าวจะเสร็จแล้วจึงได้ตอบตกลงว่า จะรีบกลับบ้านให้ไวที่สุด แต่พี่ก้องก็ได้บอกไปว่าตอนนี้ตนนั้นอยู่ที่หน้าบ้านของทั้งคู่แล้ว คุณนัทเลยคิดว่ากว่าจะเดินทางกลับถึงบ้านอย่างน้อยก็อีกตั้งครึ่งชั่วโมง จึงได้บอกตำแหน่งกุญแจสำรองให้พี่ก้องแทน แต่เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้านก็เจอเข้ากับพี่ก้อง ที่ในตอนนี้ยืนห่างจากตัวบ้านพอสมควรในลักษณะเหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง ทั้งสองจึงได้เดินเข้าไปหาพี่ก้องและพูดคุยกันจนสงบสติอารมณ์ได้สำเร็จ พี่ก้องเลยเล่าว่า ตอนที่ไขประตูเข้าไปในบ้าน เขาเจอผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งทั้งคู่ยืนหันหลังให้ ผู้หญิงกำลังเอามือจับไก่ยกขึ้นมา แล้วผู้ชายกำลังเอามือแหวกไก่ แล้วทั้งสองก็เอาปากฉีกกินไก่ทั้งแบบนั้นเลย พี่ก้องยืนอึ้งกับภาพตรงหน้า ทันใดนั้นชายหญิงคู่นั้นที่เหมือนรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกมองอยู่ก็ได้หันมาฉีกยิ้มให้กับพี่ก้อง จนพี่ก้องทนไม่ไหวต้องรีบวิ่งพาตัวเองออกมาจากบ้านทันที เมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจบ คุณนัทกับเบสเลยคิดว่า หรือว่ามันจะมีจริง แต่ก็ได้สลัดความคิดทิ้งไปพยายามคิดว่ามันไม่จริงหรอก เพราะทั้งสองก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป

ตกดึกคุณนัทรู้สึกปวดปัสสาวะจึงได้เดินลงมาด้านล่าง แต่เดินลงมาได้เพียงครึ่งทางก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าอ่อน ๆ และทันทีที่ได้เดินลงมาถึงชั้นล่างก็เจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งหัวฟู ๆ ยืนหันหลังอยู่ จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ได้หัวเราะเสียงแหลมดังจนแสบแก้วหู และหันมายิ้มให้พร้อมพูดว่า  “อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็ตัด และรู้สึกตัวอีกที คือตอนที่คุณเบสได้มาเขย่าตัว คุณนัทจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณเบสฟัง วันถัดไปทั้งคู่ก็ได้ไปทำงานตามปกติที่ร้านไก่ทอดก็จะมีพี่อยู่หนึ่งคนชื่อว่า พี่แหม่ม พี่แหม่มที่เห็นสภาพของทั้งคู่ดูไม่ดีจึงได้เข้ามาถาม และเมื่อทั้งสองเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พี่แหม่มกลับไม่เชื่อ และพูดว่า “คราวหน้าถ้ากูไปแล้วเจอเดี๋ยวกูตบผีให้ทีนึง” เรื่องนี้จึงได้เกิดขึ้นทันที เมื่อวันนั้นเป็นวันที่ร้านขายดีมากจนไก่หมด ทั้งคู่จึงต้องกลับไปเอาไก่ที่แช่ไว้อยู่ที่บ้าน พี่แหม่มเมื่อรู้เช่นนั้นจึงได้อาสาไปด้วยตัวเอง และให้ทั้งสองนั่งรออยู่ที่ร้าน แต่เวลาผ่านไปสักพักทั้งสองเริ่มรู้สึกว่าพี่แหม่มไปนานจึงได้ตามไปดู แต่ก็พบเข้ากับพี่แหม่มที่ตอนนี้กำลังวิ่งแบบไม่คิดชีวิต และถูกมอเตอร์ไซค์ชนจนหมดสติไปทันที ทั้งสองจึงได้รีบนำตัวพี่แหม่มไปส่งที่โรงพยาบาล และได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่พี่แหม่มไปเจอมาที่บ้าน

พี่แหม่มเล่าให้ทั้งสองฟังว่า เมื่อตอนที่ตนนั้นเปิดประตูบ้านเข้าไป และเดินไปยังโซนด้านหลังกำแพง ทันใดนั้นหางตาก็เห็นเหมือนมีคนเดินแว๊บ ๆ ไปมา คุณแหม่มก็พยายามไม่คิดอะไร และเดินต่อไปอีกสักพักก็พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังยืนหมักไก่อยู่ แล้วจู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ฉีกไก่ดิบกินแบบสด ๆ ต่อหน้าพี่แหม่ม และได้วิ่งพุ่งเข้ามาหาพี่แหม่มในระยะที่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้น หลังจากนั้นพี่แหม่มก็ได้เกิดอาการตกใจสุดขีด และวิ่งแบบไม่คิดชีวิตออกมาจากบ้านทันที 

   ตกดึกทั้งสองที่กำลังนั่งพักเหนื่อยกันอยู่ที่ห้องนอน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียง “ปึ้ง!” หิ้งพระที่อยู่ด้านบนตกลงมาอย่างแรง พร้อมพระพุทธรูปที่ตกลงมาคอหักอยู่ที่พื้น ทั้งสองจึงได้ช่วยกันซ่อมหิ้งพระ และนำทุกอย่างกลับมาเป็นสภาพดังเดิม แต่ไม่ว่าจะซ่อมอีกกี่ที หิ้งพระก็จะเอียง และตกมาใหม่อยู่เสมอ จนทั้งคู่คุยกันว่า ไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อได้แล้ว จึงตัดสินใจคุยกันว่าจะลาออกจากงาน และกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัดทันที หลังจากนั้นคุณนัทจึงได้เรียกพ่อให้มารับที่กรุงเทพกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัด ระหว่างทางนั่งรถกลับ ทั้งคู่ก็ได้แวะกินข้าวกันก่อน แต่ทันใดนั้นพนักงานกลับนำจาน และอุปกรณ์การกินอาหารมาให้ 5 ชุด แต่บนโต๊ะมีแค่ 3 คน ทำให้ทั้งหมดเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร และรีบกินให้เสร็จจะได้รีบเดินทางกลับบ้านต่อ ระหว่างทางกลับดึก ๆ ดื่น ๆ ก็เจอเข้ากับจักรยานคันหนึ่งที่มีผู้หญิงซ้อนท้าย และผู้ชายเป็นคนขี่อยู่ข้างทาง ทั้ง 3 ก็พยายามไม่คิดอะไร และขับรถต่อไป แต่สักพักนึงก็เจอคู่ชายหญิงขี่รถจักรยานอีกตามเคย คุณนัทเลยหันไปถามพ่อว่าเห็นมั้ย แต่พ่อกลับไม่เห็นชายหญิงคู่นั้นเหมือนที่คุณนัทเห็น เมื่อรถวิ่งไปอีกสักพักนึงสิ่งที่คุณนัทเห็นแล้วต้องหลอนเลย คือเห็นผู้หญิงขี่คอผู้ชายอยู่แล้วชี้นิ้วเข้ามาในรถ คุณนัทจึงปิดตาพยายามไม่มอง และหลังกลับมาถึงบ้านก็ได้นำเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้ที่บ้านฟัง 

ที่บ้านคุณนัทมีความเชื่อทางท้องถิ่น และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางบ้านจึงพาคุณนัทไปเข้าพิธีทั้งทางพุทธ และเข้าพิธีของกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งทุกคนก็คิดว่าเรื่องหลอน ๆ ทุกอย่างนี้มันคงจะดีขึ้น หลังจากนั้นถัดมาคุณนัทที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์อยู่เพียงลำพังก็ได้พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาตัดหน้ารถ คุณนัทจึงได้ตัดสินใจหักให้รถล้มทันที นั่นจึงทำให้คุณนัทล้มไปที่พื้น และท้องโดนทิ่มไปด้วยแง่งหินที่พื้น และแขนก็ถไลไปกับพื้นเข้าโรงพยาบาลทันที และก็ต้องตกใจไปมากกว่าเดิม เพราะได้มารู้ทีหลังว่าในเวลาที่ใกล้เคียงกับที่คุณนัทรถล้ม คุณเบสก็ได้เจอประสบการณ์ผู้หญิงเดินตัดหน้ารถเช่นกัน แต่อาการของคุณเบสนั้นสาหัสกว่ามาก จนทำให้ทุกวันนี้ร่างกายยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทางที่บ้านของคุณนัทจึงให้คนที่มีความสามารถในการสื่อสารกับวิญญาณได้พูดคุยกับสิ่งที่คอยตามหลอกหลอนทั้งคู่ และสรุปได้ว่าฝั่งนั้นต้องการให้ทั้งคู่ไปอยู่ด้วย เพราะทั้งสองเป็นคนอยากให้เหล่าวิญญาณนั้นไปอยู่ด้วยกันเอง 

ปัจจุบันคุณนัทย้ายไปอยู่ที่อิสราเอล แต่ถึงจะย้ายไปแล้วก็ยังเจอเหล่าวิญญาณนั้นมาตามหลอกหลอนอยู่ดี คุณนัทเล่าว่า ตอนที่ตนอยู่อิสราเอล บ่อยครั้งที่ได้กลิ่นเหมือนประจำเดือน แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร จนวันหนึ่งตนนั้นได้ซื้อไก่กับเครื่องในมาวางไว้ด้านนอก และเข้าไปอาบน้ำระหว่างอาบน้ำก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินเข้ามาในห้องกำลังยุ่งกับถุงพลาสติกที่ใส่ไก่ไว้ และเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าถุงที่ใส่ไก่ดิบนั้นเหมือนมีร่องรอยการแกะชิ้นส่วนไก่ก็ได้หายไปบางส่วนโดยไร้สาเหตุ และอีกเหตุการณ์ที่ทำให้คุณนัทมั่นใจเลยว่าถูกตามมาแน่ ๆ คือในตอนที่กำลังนั่งกินข้าวกับเพื่อนอยู่ ได้ยินเสียงข้างบนดาดฟ้าเหมือนมีเสียงคนวิ่ง และลากเก้าอี้เสียงดัง จึงได้พากันขึ้นไปดูกับเพื่อนข้างบนแต่ก็ไม่พบกับอะไร และบนดาดฟ้าก็มีแค่ชิงช้าเล็ก ๆ ห้อยอยู่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้หรือโต๊ะสักตัว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนมาลากเก้าอี้วิ่งเล่นไปมาบนนี้ได้..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณโอม 'ลงข่วงปอบ' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

27 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณโอม 'ลงข่วงปอบ' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

การทำพิธีกรรมลงข่วง บูชาผีฟ้าที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเป็นประจำในทุกปี คำห้ามปรามที่ไม่สามารถหยุดความอยากรู้เอาไว้ได้ กลับทำให้เจอเรื่องราวประหลาดชวนขนลุก ตาศรีผู้เป็นพ่อต้องหยุดเรื่องราวพวกนี้เอาไว้ ด้วยไสยเวทย์สุดขลัง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป สิ่งลี้ลับที่น่ากลัวกลับออกอาละวาดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาจึงต้องหาทางหยุดมัน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม’ (21 เมษายน 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ลงข่วงปอบ’ เรื่องราวนี้ ‘คุณโอม’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของคุณยายคนหนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อ 50 - 60 ปีที่แล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในสมัยก่อนนั้น ผู้คนในหมู่บ้านจะมีความเชื่อในการนับถือศาสนาพุทธ และการบูชาผี ซึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้มีหมอทำใหญ่ชื่อว่ ‘ตาศรี’ ผู้เป็นพ่อของคุณยาย ตาศรีเป็นที่เคารพของผู้คนที่นับถือศาสนาพุทธในหมู่บ้านนี้ ส่วนคนที่เขานับถือบูชาผี จะมีแม่เมือง ผู้เป็นหัวหน้าในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับผี ด้วยกันทั้งหมด 3 คนในแต่ละปี ณ หมู่บ้านแห่งนี้ ผู้คนที่นับถือผีจะมารวมตัวกันทำพิธีลงข่วง (ลงข่วง คือ พิธีกรรมบูชาผีฟ้า มีการร้องรำทำเพลง) ซึ่งตัวของคุณยายนั้น ชอบไปดูการลงข่วงผีฟ้ามาก ๆ แต่ตาศรี พ่อของคุณยายกลับห้ามคุณยายไว้เสมอ และกล่าวตักเตือนว่า“อย่าไปดู คนพวกนี้เขาโดนปอบกินกันไปหมดแล้ว มีปอบขี่คอพวกเขากันทุกคนเลย”แม้ว่า...การลงข่วงจะบูชาผีฟ้า แต่เมื่อใช้วิชาในทางที่ผิดผีปอบจะครอบงำตัวตนพวกเขาไว้ถึงแม้จะเตือนเช่นนี้ แต่ก็ไม่สามารถห้ามคุณยายไว้ได้ ในระหว่างทางที่คุณยายได้กลับบ้านหลังจากดูการลงข่วงเสร็จ ในเส้นทางที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้รกมืด และเปลี่ยว จู่ ๆ คุณยายก็ได้เห็นเหมือนจุ้ม หรือกลุ่มก้อนสีขาว ๆ กลุ่มหนึ่งลอยขึ้นมา คุณยายจึงเอะใจกับสิ่งที่เห็น และเมื่อตั้งใจมองภาพตรงหน้า ปรากฏว่าสิ่งนั้นมันได้เริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นโครงหน้าเหมือนลิง มีผมยาว ตาสีแดง มือ และขาทั้งสองข้างค่อย ๆ ปรากฏมา ร่างกายค่อย ๆ สูงขึ้นจนเทียบเท่าต้นตาล แลบลิ้นออกมายาวถึงพื้น และตวัดลิ้นมาทางที่คุณยายยืนอยู่ เคุณยายจึงรีบวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้านของตนเอง เมื่อถึงบ้านแล้วผีตนนั้นจึงได้สลายหายไปเมื่อตาศรีรู้เรื่องที่เกิดขึ้น จึงรีบทำพิธีป้องกันไม่ให้ผีเหล่านี้เข้าบ้านของตน และใช้วิชาไสยเวทย์ไปถล่มพิธีลงข่วงนั้นที่ผีฟ้ากำลังลงอยู่ ทำให้พิธีแตกล่มสลาย นับตั้งแต่วันนั้นมาผีฟ้า และแม่เมืองทั้งสาม แม้จะพยายามทำพิธีอย่างไรก็ตาม ตาศรีจะพยายามทำลายพิธีนั้นเสมอ จนท้ายที่สุด ทุกคนก็ไม่สามารถทำพิธีได้ เวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง ด้วยอายุของตาศรีที่มีมากแล้ว ทำให้ตาศรีเสียชีวิตลงไปตามอายุขัย เมื่อไม่มีคนคอยดูแลหมู่บ้านแห่งนี้ ผีปอบที่อยู่กับคนทรงจึงได้ออกอาละวาด ออกหากิน และเข้าสิงคนในหมู่บ้าน ใครที่โดนเข้าสิง จะโดนพาตัวไปหาหลวงตาซุยผู้มีวิชาคอยช่วยที่วัด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากสวดมนต์ไล่ผีออกไป แต่เมื่อไล่ผีออกจากร่างไปแล้ว คนที่โดนสิงกลับต้องเสียชีวิตลง โดยมีลักษณะเลือดออกหู ออกตา เหมือนกับว่าร่างกายโดนกัดกินไปจนหมดสิ้นจนถึงเวลาที่หลวงตาซุยได้มรณะภาพไป และไม่มีใครคอยช่วยเหลือคนในหมู่บ้านให้รอดพ้นจากเหล่าผีร้าย ทำให้คนในหมู่บ้านนี้โดนผีปอบเข้าสิงร่างเรื่อย ๆ จนทุกคนแทบทนไม่ไหว ไปนิมนต์หลวงปู่สีทัศน์ วัดพระธาตุหมื่นหินมาช่วย เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้หลวงปู่จึงจัดการทำพิธี 1 วัน 1 คืน เพื่อต่อสู้กับผีทั้งหลาย เมื่อทำพิธีเสร็จสิ้นไปในรุ่งเช้า ชาวบ้านได้นำเสลี่ยงมารับหลวงปู่เพื่อทำการโปรยข้าวรอบหมู่บ้าน หลังจากทำพิธีกรรมในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไป แม่เมืองผีฟ้าในหมู่บ้าน กลับเกิดอาการล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุกันทั้งสามคน ทำให้คนที่นับถือผีฟ้า ต้องทยอยพากันย้ายหนีออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณจ๋า 'เจอผีเด็กในวัด' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

06 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณจ๋า 'เจอผีเด็กในวัด' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

เมื่อตามไปเป็นฆราวาสคอยดูแลพี่ชายที่ไปบวช ณ วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งวัดแห่งนี้ไม่มีค่อยคนแวะสัญจรไปมา ระหว่างที่พักผ่อนอยู่ในห้องกับยาย จู่ ๆ ก็เห็นเด็กผู้ชายคนนึงมายืนอยู่หน้าห้อง ก็คิดว่าอาจจะเป็นลูกหลานของชาวบ้านแถวนี้ เมื่อเวลาผ่านไปวันนั้นที่มีทำวัดเย็น เขาเลยถามชาวบ้านแถวนั้นว่า ‘ที่นี่มีเด็กมั้ย เห็นมายืนจ้องอยู่’ ลูกหลานของใครรึเปล่า? แต่เขากลับได้คำตอบจากชาวบ้าน ที่พูดออกมาไม่เต็มปากว่า ‘ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีเด็กนะ’ แต่เด็กคนนี้ยังไม่ไปไหนอีกหรอ ทำเอาเขา และยายขนลุกทันที เมื่อรู้ความจริงทั้งหมดที่ถูกเปิดเผย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - เจน สาวแอน The Ghost’ (27 ม.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจอผีเด็กในวัด’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณจ๋า’ ที่มาเล่าให้ฟัง... ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของตนเอง ปกติเธอไม่ได้เป็นคนที่มีเซนส์ หรือมองเห็นวิญญาณ โดยคุณจ๋า ได้เล่าว่า เหตุการณ์หลอนครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา คุณจ๋า และยายของเธอได้ไปเป็นผู้ติดตามให้กับพี่ชายตอนบวช ณ วัดแห่งหนึ่งในเมือง ซึ่งพี่ชายของคุณจ๋า ได้ฤกษ์บวชทั้งหมด 7 วัน คุณจ๋าได้เล่าว่า แม้วัดนี้จะอยู่ในเมืองก็ตามแต่พระที่จำวัดอยู่ที่นี่มีเพียงแค่รูปเดียวเท่านั้น คุณจ๋า กับยายจึงเกิดความเป็นห่วงเรื่องการเป็นอยู่อาศัยของพี่ชายขึ้นมา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่คุณจ๋า และยายอยู่ ณ วัดแห่งนั้น ก็มักจะทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การไหว้พระ สวดมนต์ คุณจ๋าได้ เล่าเพิ่มเติมว่า ที่พักของฆราวาสกับพระที่บวชใหม่นั้นจะแยกกันอยู่คนละหลัง ตัวคุณจ๋า ก็จะอาศัยอยู่กับยาย ส่วนพี่ชายที่บวชพระก็จะอยู่ในกุฏิ โดยเหตุการณ์ที่ชวนขนหัวลุกก็ได้เริ่มขึ้นช่วง 3 วันสุดท้าย ก่อนที่พี่ชายของคุณจ๋า จะลาสิกขา ในช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 ของวัน คุณจ๋า กับยายที่นั่งเล่นอยู่ในที่พักของฆราวาส ซึ่งลักษณะของที่พักนี้นั้นไม่มีผ้าม่าน และมีเพียงกระจกที่สามารถมองเห็นคนที่อยู่ข้างนอกได้ แต่คนข้างนอกไม่สามารถมองเข้ามาเห็นเราได้ ขณะนั้นเอง จู่ ๆ คุณจ๋า ก็ได้หันไปทางประตูข้างนอก ซึ่งเห็นเด็กอายุราว ๆ 5 ถึง 7 ขวบใส่เสื้อสีแดง กางเกงสามส่วนลายทหารยืนหน้านิ่ง สายตาจ้องมองมาที่เธอคุณจ๋า จึงได้หันไปเรียกหายายว่า “ยาย เด็กที่ไหนมายืนอยู่ตรงนี้เนี่ย”ยายของคุณจ๋า ได้มองเห็นเด็กผู้ชายคนนั้นเช่นกัน ก็ได้ตอบขึ้นว่า “สงสัยจะเป็นลูกหลานคนแถวนี้แหละ”ทั้งคู่จึงได้ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์กันต่อโดยที่ไม่ได้สนใจเด็กผู้ชายคนนั้น.เวลาผ่านไปไม่นาน คุณจ๋า ก็ได้หันขึ้นไปมองที่ประตูตามเดิม แต่กลับไม่เห็นร่างของเด็กชายที่ยืนอยู่ก่อนหน้าแล้ว ประจวบกับท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง ถึงเวลาที่คนระแวกนั้นจะต้องมาทำวัดตอนเย็นกันตามปกติ ยายของคุณจ๋า จึงได้ถามคนเหล่านั้นไปว่า“ช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 มาวัดกันหรอ เห็นมีเด็กมายืนอยู่”ชาวบ้านที่ฟังเช่นนั้นก็ได้เกิดท่าทีเลิ่กลั่กขึ้นพร้อมบอกว่า “ไม่นะ ไม่มีใครมาเลย และในหมู่บ้านนี้ไม่มีเด็กด้วยเพราะเป็นชุมชนเล็ก ๆ ใกล้วัด มีแต่คนแก่ทั้งนั้นแหละ” พร้อมถามยายของคุณจ๋ากลับว่า เด็กที่เห็นมีลักษณะเป็นยังไงบ้าง ยายก็ได้บอกไปว่า เป็นเด็กผู้ชาย น่าจะอายุประมาณ 5-7 ขวบ ใส่เสื้อสีแดง กางเกงสามส่วนลายทหาร ชาวบ้านที่ได้ยินเช่นนั้นก็ต้องตกใจไปตาม ๆ กัน แต่ทุกคนก็ไม่ได้เลือกที่จะพูดอะไรออกไปในตอนนั้นเหตุการณ์ผ่านไปหลังจากพี่ชายของคุณจ๋า ได้ลาสิกขาไปเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านก็ได้มาบอกความจริงว่า...เด็กผู้ชายที่คุณจ๋ากับยายเห็นนั้น คือเด็กผู้ชายที่เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 10 ปีก่อนสาเหตุที่เสียชีวิตคือ โดนรถไถทับร่างจนเสียชีวิต พร้อมเล่าเพิ่มเติมว่า เมื่อก่อนสถานที่รอบ ๆ วัดนี้เป็นไร่ข้าวโพด พร้อมกับให้ดูรูปเด็กผู้ชายคนนั้น ที่ถูกถ่ายจากอัลบั้มรูปงานชาปนกิจของเด็กคนนั้นให้คุณจ๋า กับยายได้ดู ซึ่งก็ทำให้คุณจ๋า กับยายต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นทันที เพราะทั้งเสื้อผ้า หน้าผมของเด็กผู้ชายในรูปนั้นเหมือนกับภาพที่คุณจ๋า และยายเห็นราวอย่างกับแกะ คุณจ๋ายังบอกอีกว่าประสบการณ์หลอนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้มองเห็นวิญญาณ และภาพที่เธอเห็นเด็กผู้ชายที่จ้องมองเข้ามาทางเธอนั้นจะยังเป็นภาพติดตาของเธอตลอดไป(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากมอสหลง 'อาถรรพ์เชิงตะกอน' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

13 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากมอสหลง 'อาถรรพ์เชิงตะกอน' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

ไปถ่ายทำหนังที่เชิงตะกอน ขากลับดันไปพูดว่า “กลับบ้านกันทุกคน” พอขับออกมาก็รู้สึกรถหนืด ๆ บรรยากาศอึดอัด ทั้งที่ในรถมีกันอยู่แค่ 2 คน จนหางตาหันไปเห็นว่ามีคนแก่นั่งอัดกันอยู่เต็มหลังรถ! ไม่แค่นั้นพี่นักแสดงสมทบเล่าว่า หลังถ่ายเสร็จฝันว่า ฟันหลุด 3 วันติด จนต้องให้สัปเหร่อมาช่วย เพราะขึ้นชื่อว่าพื้นเชิงตะกอนที่ไปถ่ายทำนั้นของแรงมาก หลังจบการถ่ายทำ ขณะที่กำลังแยกย้ายกลับบ้านดันพลั้งปากพูดเชิญชวนให้ทุกคนขึ้นรถ แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีสิ่งที่ไม่ใช่คน ติดกลับมาด้วย... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘อาถรรพ์เชิงตะกอน’ เรื่องราวสุดหลอนในกองถ่ายที่ “มอสหลง” ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของ “ต้องเต” รุ่นพี่นักแสดงคนหนึ่งที่เล่นหนังด้วยกัน จุดถ่ายทำของหนังคือ ‘เชิงตะกอน’ ที่ได้มีการใช้งานจริง ๆ มาก่อน พอการถ่ายทำได้สิ้นสุดลงทั้งทีมงาน และนักแสดงหลาย ๆ ท่านก็ได้มาเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกองถ่ายให้เขาฟัง และหนึ่งในนั้นคือต้องเต ต้องเตเล่าว่า ในช่วงเวลาประมาณตี 2-3 หลังถ่ายทำเสร็จ ต้องเตก็ได้ขอตัวกลับบ้านก่อน ตัวเขาต้องเดินทางกลับบ้านกับคนขับรถ 2 คน แต่ด้วยความที่ไม่ได้คิดอะไร เขาจึงเผลอพูดออกมากลางกองถ่ายว่า“ขึ้นรถกันทุกคน กลับบ้านกัน”ประโยคต้องห้ามที่ใครหลาย ๆ คนรู้กันดีว่าไม่ควรเอ่ยออกมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและหลังจากนั้นเขาก็ขับรถออกไป ระหว่างทางที่เขาอยู่บนรถนั้น ต้องเตรู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในรถมันหนักอึ้ง และอึดอัดทั้ง ๆ ที่ในรถมีกันแค่ 2 คน จนทำให้เขาคิดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล และก็เป็นไปตามคาดเมื่อหางตาของเขาดันไปเห็นเข้ากับกระจกรถ ภาพสะท้อนตรงหน้าทำเอาเขาถึงกับขนหัวลุกเมื่อสิ่งที่เขาเห็นคือ มีคนแก่นั่งอยู่เต็มหลังรถของเขา! ต้องเตเลยบอกกับคนขับว่า“พี่พาผมกลับไปที่จุดถ่ายทำหน่อย”เมื่อถึงเชิงตะกอน จุดที่เขาได้ถ่ายทำหนังกันไป ต้องเตจึงเปิดประตูรถและพูดว่า“ใครที่ไม่ใช่ผม ต้องเต และคนขับรถ ไม่อนุญาตให้ขึ้นรถกลับบ้านไปกับพวกเรา ลงไปให้หมด”สิ้นเสียงเอ่ยบอกให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญลงจากรถของเขา ต้องเตก็ปิดประตู และเดินทางขับออกไปจากบริเวณนั้นทันทีหลังจากนั้นบรรยากาศภายในรถก็กลับมาเป็นปกติและไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย... มอสหลงได้เล่าเพิ่มเติมว่า สถานที่ถ่ายทำเป็นตำแหน่งที่ชาวบ้านขนานนามว่าน่ากลัวที่สุดนั่นคือหอผี และเมรุซึ่งเป็นเค้าโครงความเชื่อที่มีอยู่จริงของคนในพื้นที่ และในภายหลังพอมีความเจริญเข้ามากลายเป็นว่ามีการตัดถนนผ่านหน้าเมรุไปเพื่อการสัญจร ทางทีมงานจึงได้เชิญสัปเหร่อมาไหว้ขอขมาก่อนถ่ายทำเพราะขึ้นชื่อว่าพื้นที่ตรงนั้นที่เรายืนทับอยู่เป็นจุดที่ใช้ฝังศพ และมีของแรงมาก ห้ามทำอะไรไม่ดีเด็ดขาด เพราะเรียกได้ว่าเป็นเขต “ธงแดง” แต่เรื่องราวหลอน ๆ ในกองก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อมีนักแสดงสมทบคนหนึ่งกำลังถ่ายทำอยู่ แต่จิตสำนึกของเขาก็จะคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ตรงเมรุข้างหน้าจะมีสิ่งลี้ลับ หรือวิญญาณตนไหนแอบมองเขาอยู่จริงรึเปล่า เสียงภายในหัวก็เริ่มตั้งคำถามอย่างห้ามไม่อยู่ “ถ้ามีจริงก็คงเห็นไปแล้วแหละ” แต่พอตั้งสติได้ก็จะลบความสงสัยนั้นออกจากหัวทันที เมื่อถ่ายทำจบนักแสดงสมทบคนนั้นก็ขอตัวกลับ ซึ่งพื้นที่เชิงตะกอนตรงนั้นมีความเชื่อที่ถือกันมากเพราะเป็นเขตป่าช้าที่เขาฝังศพกันตามพื้นดิน เวลาถ่ายทำก็จะมีเหตุทำให้ตรงลงไปคลุกคลีจนบางครั้งเศษฝุ่นเศษดินจะติดเสื้อผ้ากลับมา จึงมีการพรมน้ำมนต์ให้ก่อนกลับทุกรอบ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำ พอกลับบ้านไป กลายเป็นว่าคืนนั้นเขาก็ฝันว่า ฟันของเขาหลุด! และความฝันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่เขาดันฝันถึงมันติดกัน 3 วัน และความรุนแรงก็ทวีมากขึ้นกว่าเดิม จากฟันที่หลุดไม่กี่ซี่ในครั้งแรกกลายเป็นหลุดออกมาทั้งปาก ในขณะเดียวกันก็โดนคนวิ่งไล่ตามจะแตะตัวในฝันอยู่ตลอด เขาเลยต้องไปหาผู้นำจิตวิญญาณที่คนทั้งอำเภอเคารพนับถือให้มาช่วยปัดเป่า โดยการผูกแขน และสาดน้ำมนต์ให้ เลยทำให้เขากลับบ้านมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากวีซ่า The Shock 'เรียลลิตี้พาหลอน' l อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock [ 7 เม.ย.2569 ]

11 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากวีซ่า The Shock 'เรียลลิตี้พาหลอน' l อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock [ 7 เม.ย.2569 ]

การถ่ายทำเรียลลิตี้ได้เริ่มต้นขึ้น เรื่องราวสุดแปลกที่ได้เจอ อาหารสุดสยองที่ได้กิน การดำเนินรายการไปพร้อมกับเส้นทางความหลอนที่รออยู่ตรงหน้า เมื่อได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า ทางผ่านผี โดยไม่รู้ตัว ทำให้ดวงวิญญาณนับสิบ ตามติดอยู่เคียงข้าง จนยากจะทนไหว… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X วีซ่า The Shock (07 เมษายน 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรียลลิตี้พาหลอน’ เรื่องราวนี้ ‘วีซ่า The Shock’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง ย้อนกลับไปในช่วงที่วี เพิ่งเริ่มต้นการทำงานในวงการบันเทิง และได้เดินทางไปถ่ายทำรายการในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนยอดเขาสูง ซึ่งในการถ่ายทำรายการวันที่สอง วีได้รับหน้าที่ให้เป็นพิธีกรภาคสนามให้กับทางรายการ โดยเน้นย้ำกับวีว่า การถ่ายทำครั้งนี้จะเน้นความเป็นเรียลลิตี้ และจะพาวีไปชมการคาโครงว่าเป็นอย่างไรวีเองก็เกิดความสงสัยว่า สิ่งที่เขาจะต้องไปเจอนั้นคืออะไร? และเมื่อวีได้เดินทางไปถึงสถานที่ถ่ายทำ จึงได้พบกับบรรยากาศภายในหมู่บ้าน ที่เหมือนมีการจัดงานเลี้ยงงานหนึ่ง วีจึงได้เริ่มต้นการดำเนินรายการในฐานะพิธีกรพาผู้ชมไปชมหมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อวีได้เดินเข้าไปจึงพบกับถ้วยกระทงวางตามทางเรียงรายกันเต็มไปหมดตลอดทั้งทาง และผู้คนในชุมชนมีการรวมตัวกันทำบางสิ่งบางอย่างกันอยู่ที่ริมทางน้ำ เมื่อวีได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ กลับพบกับโครงร่างของหมูที่โดนแหวก สภาพไม่น่ามองสักเท่าไหร่ และในโครงของหมูตัวนั้นมีเนื้อของหมูดิบที่ถูกการยำ ปรุงรสวางไว้อยู่ในโครงร่างนั้นจู่ ๆ ก็มีคนในหมู่บ้านแห่งนั้น หยิบเนื้อหมูขึ้นมาใส่ใบไม้ พร้อมกับถือแก้วเหล้านำมันมาเสิร์ฟให้กับวีได้ลองชิม ด้วยความที่วีนั้นยังเด็ก และไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร เขาจึงเกิดความคิดที่อยากจะลองรับประทานมันดูสักครั้ง เมื่อเขาได้ลองรับประทานมันเข้าไปแล้ว ทันใดนั้นความรู้สึกแรกของวี คือความพะอืดพะอม และเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนั้น กำลังจะขาดใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่อดทนอดกลั้นเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ เมื่อการถ่ายทำรายการได้เสร็จสิ้นลงไป วีได้เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้น และได้เดินผ่านสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีโกลฟุตบอลวางไว้เพียงแค่ฝั่งเดียว วีจึงคิดสงสัยว่าเด็ก ๆ ที่นี่จะเล่นฟุตบอลกันอย่างไร เมื่อเขาได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงสังเกตุเห็นว่าโกลฟุตบอลอันนั้น มันปักลงพื้นดินไม่แน่นทำให้เสาเอียงลงมา วีจึงช่วยโหนเสาเหล็กอันนั้น เพื่อที่จะปักเสาของโกลฟุตบอลให้ลงดินไปให้แน่น จู่ ๆ ผู้คนในหมู่บ้านได้วิ่งเข้ามาห้ามวีเอาไว้ พร้อมพูดกับคุณวีว่า ‘ไม่ได้ ๆ ทำแบบนี้ไม่ได้’ เมื่อได้ยินเช่นนั้น วีจึงคิดสงสัยอยู่ภายในใจว่าทำไมถึงทำแบบนี้ไม่ได้ เมื่อผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาเห็น จึงเรียกแม่หมอประจำหมู่บ้านเข้ามาทำพิธีกรรมบางอย่าง โดยการเชือดไก่สดทั้งหมด 7 ตัว และโยนลงไปที่เสาดินแห่งนั้น วีก็ยังไม่เข้าใจว่า ตัวเองนั้นทำอะไรผิดไป เขาจึงเดินเข้าไปอธิบายกับผู้ใหญ่บ้าน ว่าเขาเห็นว่าโกลฟุตบอลอันนั้น เสามันถูกวางไว้ไม่แน่นหนาพอ เขาจึงเข้ามาช่วยยึดเหนี่ยวมัน แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับบอกว่าประตูนี้คือ ประตูทางผ่านผี ในหมู่บ้านแห่งนี้ หากมีใครสักคนเสียชีวิต จะต้องแบกร่างไร้ลมหายใจของคนคนนั้น เข้ามาลอดผ่านประตูนี้ไป เพื่อให้เป็นทางผ่านไปสู่อีกภพหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรม วีได้เดินทางกลับมาที่พักของตนเอง ซึ่งเป็นเหมือนบังกะโลหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง เมื่อเปิดประตูเข้าไปความคิดแรกของคุณวีที่ดังขึ้นมาในใจคือ นี่เราต้องนอนตรงนี้จริง ๆ หรอ แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ในตอนนั้นด้วยความที่วี มีความเชื่อในเรื่องพระเจ้า เรื่องการไม่ยึดติดกับสิ่งของ ซึ่งตัวของวีเอง ก็มีลูกประคำร้อยเป็นสร้อยเส้นหนึ่ง พกติดตัวตลอด แต่ในวันนั้นเขากลับถอดมันเก็บไว้ในกระเป๋า ก่อนที่จะออกไปสังสรรค์นอกห้องเมื่อถึงเวลาช่วงเวลากลางดึก วีได้กลับมาที่บังกะโลหลังนั้น และนอนพักผ่อนแต่จู่ ๆ ในคืนนั้นคุณวีได้ตื่นขึ้นมา พร้อมกับความรู้สึกที่ว่าเหมือนมีใครมาเล่นตรงปลายเท้าของเขา เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งสวมใส่ชุดชาวเขานั่งอยู่ที่ปลายเท้า ด้วยความตกใจทำให้คุณวีสะดุ้งตื่น ตาเบิกกว้างจนได้พบว่าในห้องเล็ก ๆ ห้องนี้มีวิญญาณรวมอยู่กันมากกว่า 20 ชีวิต ทั้งนั่งอยู่ข้าง ๆ นั่งห้อยขาอยู่บนคาน และอีกมากมาย ทันทีที่ได้สติคุณวีจึงรีบวิ่งออกจากห้องนั้นออกมาในทันที เหตุการณ์นี้ทำให้คุณวีคิดได้ว่า สาเหตุของเรื่องราวหลอนที่เขาได้พบเจอ เกิดจากการที่ตัวของเขาเองนั้นได้ถอดสร้อยลูกประคำออก และไปยุ่งเกี่ยวกับประตูทางผ่านผี ทำให้มีดวงวิญญาณคอยตามติดเขาเพื่อขอส่วนบุญ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-