เป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร?

HEALTHY LIFESTYLE

เป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร?

27 เม.ย. 2022

           หลายคนมีปัญหาของตะคริวกินที่ขา สาเหตุที่เป็นตะคริวยังไม่เป็นที่แน่ชัด โดยมีทั้งตะคริวประเภทที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ และประเภทที่มีสาเหตุร่วมด้วย เราไปหาคำตอบกับแพทย์แผนจีนกันค่ะ


           ในแพทย์แผนจีน ตะคริว มาจากปัญหาของความเย็น ความเย็นจะทำให้เกิดกล้ามเนื้อหดเกร็งง่าย ส่วนใหญ่จะมาจากปัญหาของไตหยางอ่อนแอ หรือไฟในร่างกายไม่มี ทำให้ร่างกายเย็น หลายคนรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น ก็อาจจะทำให้เกิดตะคริวง่ายค่ะ


          ส่วนใหญ่การออกกำลังกาย ซึ่งตะคริวมักจะเกิดขึ้นขณะที่กำลังพัก หลังจากการออกกำลังกาย บางคนภาวะที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ปลายประสาทอักเสบ หลายคนโรคตับ หากตับทำงานได้อย่างไม่ถูกต้อง จะทำให้เกิดสารพิษไปยังกระแสเลือด ซึ่งสามารถทำให้กล้ามเนื้อเกิดการกระตุกหรือหดเกร็งตัว


ผู้ป่วยโรคไต อาจทำให้มีเกลือแร่บางชนิดต่ำ และส่งผลให้มีตะคริวได้ค่ะ 


การฟอกไต หรือภาวะเกลือแร่ในร่างกายต่ำ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม


โรคที่ทำให้มีภาวะแคลเซียมต่ำ เช่น บกพร่องฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ก็ทำให้เกิดตะคริวได้เช่นกันนะคะ 



รู้หรือไม่ 

- ผู้สูงอายุที่เสียมวลกล้ามเนื้อไปมากแล้ว กล้ามเนื้อที่เหลือสามารถเกิดความตึงเครียดได้ง่าย


- การเสียน้ำของร่างกาย นักกีฬาที่อ่อนล้าและเสียเหงื่อมาก ซึ่งเล่นกีฬาในที่ที่มีอากาศร้อนมักจะเกิดตะคริวได้ง่ายค่ะ


- การตั้งครรภ์ การเกิดตะคริวจะพบได้บ่อยในหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะขาดแคลเซียม


- โรคประจำตัวหรือภาวะทางการแพทย์ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับเส้นประสาท โรคตับหรือไทรอยด์ มีโอกาสสูงที่จะเกิดตะคริวได้เช่นกันนะคะ 



หากเป็นตะคริวแพทย์แผนจีนมีเทคนิคดีๆมาฝากค่ะ 

           การบริหารขณะที่เกิดตะคริวเพื่อบรรเทาความเจ็บและหยุดตะคริว คือการยืดเส้น หรือการนวดที่กล้ามเนื้อที่เกิดตะคริว เช่น การเหยียดเท้าไปด้านหน้าและยกเท้าขึ้นแล้วดัดข้อเท้าให้นิ้วเท้าเข้ามาทางหน้าแข้ง และใช้ส้นเท้าเดินไปรอบๆ โดยใช้เวลาเพียง 1 – 2 นาที ต่อ 1 ครั้ง ทำประมาณ 3 – 5 ครั้ง 


           การบริหารเพื่อป้องกันการเกิดตะคริว เพื่อลดโอกาสเป็นตะคริว ควรบริหารร่างกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อวันละ 3 ครั้ง เช่น หากมักเป็นตะคริวที่น่อง ให้ยืนห่างจากกำแพง 1 เมตร เอนตัวไปข้างหน้าให้มือแตะโดนกำแพง โดยวางเท้าให้แบนราบไปกับพื้น ทำค้างไว้ประมาณ 5 วินาที ทำไปเรื่อยๆ ให้ครบ 5 นาที เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุดควรทำให้ได้วันละ 3 ครั้ง เท่านี้ก็ป้องกันตะคริวได้แล้วค่ะ 



ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง

           เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงอย่างช้าๆ ประมาณ 5 นาที แล้วนวดที่น่องเบาๆ ไม่ควรนวดแรง เพราะกล้ามเนื้ออาจจะบาดเจ็บ ทำให้ตะคริวกลับมาอีกได้ค่ะ



ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขา

           เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวออกให้สุด ใช้มือข้างหนึ่งประคองส้นเท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ กดลงบนหัวเข่า แล้วนวดต้นขาบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆนะคะ



ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วเท้า

           เหยียดนิ้วเท้าตรงและลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า เดินไปมาเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวจากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณนิ้วเท้าเบาๆค่ะ



ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วมือ

           เหยียดนิ้วมือออกเพื่อให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคลายออก จากนั้นก็ค่อยๆนวดนิ้วมือทีละนิ้วเบาๆค่ะ



วิธีป้องกันอื่นๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

           แพทย์แผนจีนแนะนำดื่มน้ำให้มากพอในแต่ละวัน อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกาย


1. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


2.รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียมและแมกนีเซียม (โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์) อยากให้กินปลาที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก

ยืด เตรียมกล้ามเนื้อก่อนการเล่นกีฬา และการออกกำลังกายต่างๆ


3.ไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังจากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆนะคะ


4.ลดปริมาณการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น กาแฟช็อกโกแลต อาจจะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมลดน้อยลง



อาหารที่ควรรับประทานเพื่อป้องกันตะคริว

           น้ำมะเขือเทศ น้ำส้ม มะนาว นม กล้วย เมล็ดผักทอง งา ถั่วเหลือง ปวยเล้ง ปลาทะเล และวิตามินอื่นๆ

 


อาหารที่ควรเลี่ยง

           ชา กาแฟ น้ำอัดลม คาเฟอีนจากเครื่องดื่มเหล่านี้ เป็นตัวการทำให้เลือดข้น เมื่อเลือดไหลเวียนไม่สะดวก กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็ง จนกายเป็นตะคริวไปในที่สุด สำหรับคนที่อายุมาก และมีปัญหาการเกิดตะคริวบ่อยๆ ไม่ควรรับประทานผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เช่น มะระ แตงโม ผักบุ้ง ฟักต่างๆ เต้าหู้ เพราะอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์เย็น อาจจะทำเกิดตะคริวได้ง่าย 


           การรักษาการเกิดตะคริวในแพทย์แผนจีน จะเน้นบำรุงไต ขับความเย็น ช่วยเสริมเลือดลมในร่างกายไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ร่างกายขับความเย็นได้ สามารถช่วยลดการเกิดตะคริวได้เช่นกัน สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็มและทานยาจีนค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็ม

Collector by รุ่งโนรี ’Girl Music & Travel Lover

related HEALTHY LIFESTYLE

ทำยังไงให้ไตแข็งแรง

11 มี.ค. 2024

ทำยังไงให้ไตแข็งแรง

1.รักษาระดับอารมณ์ ให้คงที่อยู่เสมอแพทย์แผนจีนกล่าวไว้ว่า ความกลัวทำร้ายไต คนที่เป็นโรคไตไม่ควรเครียด ต้องทำจิตใจให้สงบ ทำให้สดชื่น รู้จักผ่อนคลาย คนที่มีปัญหาทางด้านไต จะเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อย น้อยใจง่าย2.ไม่หักโหมกับการทำงานการทำงานหามรุ่งหามค่ำ เป็นบ่อเกิดแห่งความเครียด และการพักผ่อนน้อย ทำให้สมองแล่นตลอดเวลา การที่สมองเราเแล่นตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน จะทำให้เราสูญเสียพลังชี่และพลังจิงที่บำรุงสมองไตเป็นอวัยวะที่สร้างสารจิงไปเลี้ยงสมองสมองคิดช้า เพราะไตไม่สามารถส่งสารจิงไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ คนที่มีปัญหาทางไตจะมีอาการคิดอะไรช้า คิดไม่ออก และเครียดง่ายค่ะ3.อย่าให้ระบบทางเดินอาหารขาดสมดุลคนที่มีปัญหาระบบไตพลังจากไตจะไม่ส่งผลไปที่กระเพาะอาหารและม้าม จะทำให้มีอาการท้องอืดบ่อยถ่ายไม่ออกคลื่นไส้ง่าย อาการเหล่านี้เป็นเพราะในแพทย์แผนจีนไตกำกับปัสสาวะและอุจจาระการที่ไตไม่มีพลังชี่เพียงพอกับการขับปัสสาวะจะทำให้ปัสสาวะออกช้ากระปิดกระปอยออกน้อยไม่สุดปัสสาวะกลางคืนบ่อยถ้าหากไตไม่มีพลังชี่ไปขับอุจจาระ จะท้องผูกง่ายท้องอืดบ่อยเหนื่อยง่ายการบำรุงไต ได้ด้วยวิธีง่ายๆ1.ถูเอวบำรุงไตการถูให้ความร้อนบริเวณเอวบ่อยๆจะช่วยเสริมพลังหยางให้กับไต เหมาะสำหรับปัสสาวะบ่อยเวลากลางคืน2.นวดท้องน้อยเพิ่มพลังชี่นวดบริเวณใต้สะดือ จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายให้ดีขึ้นค่ะ3.นวดใบหูเสริมไตให้แข็งแรงการนวดใบหูให้นวดจากบนลงล่าง จะช่วยสะท้อนจุดต่างๆของใบหู เสริมร่างกายและเสริมพลังไตได้ค่ะนอกจากดูแลใจแล้วอย่าลืมดูแลไตด้วยนะคะ เพราะไตถือเป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่สำคัญมาก ทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกายดังนั้นการดูแลไตจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องให้ความสำคัญไม่แพ้ใจเลยค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

3 โรคเป็นง่าย ในวันที่อากาศเปลี่ยน ร่างกายอ่อนแอ

17 ก.ค. 2025

3 โรคเป็นง่าย ในวันที่อากาศเปลี่ยน ร่างกายอ่อนแอ

1. ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อที่อยู่ในน้ำมูกน้ำลายหรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอจาม หรือสัมผัสกับสิ่งที่ปนเปื้อนเชื้อโรค มักมีอาการไข้สูงตัวร้อนกลัวหนาวปวดตามกล้ามเนื้อเบื่ออาหารอ่อนเพลียปวดศีรษะ คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆไอแห้งจะมีอาการขมคอและจุกแน่นท้องวิธีป้องกัน ให้ล้างมือเป็นประจำ หลีกเลี่ยงเอามือเข้าปากแล้วขยี้ตาไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่นสวมผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจามถ้าหากมีอาการให้นอนพักผ่อนเยอะๆ ไม่ควรที่จะออกกำลังกายควร ดื่มน้ำเปล่าให้มากควรดื่มน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี เพื่อป้องกันหวัดดื่มน้ำซุปที่ร้อนๆน้ำขิงจะช่วยปรับสมดุลของกระเพาะอาหารและช่วยไล่หวัดได้ดี2. อุจจาระร่วงเกิดจากการกินการดื่มอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน หรือมีเชื้อโรคที่มือ แล้วเอามือไปหยิบอาหารเข้าปากหลังจากนั้น 3 - 4ชั่วโมง จะเกิดอาการถ่ายบ่อยมีไข้หรือมีมูกในอุจจาระบางคนจะมีอาการไข้ขึ้นสูงถ้าหากทานไม่ถูกสุขลักษณะมีแมลงวันมาตอมก็จะสามารถแพร่ให้กับผู้อื่นทำให้เกิดการระบาดได้ค่ะวิธีป้องกันให้ล้างมือเป็นประจำถ้าหากมีอาการถ่ายไม่ควรซื้อยาประเภทหยุดถ่ายมากินเองควรดื่มน้ำเกลือแร่ดื่มบ่อๆให้เพียงพอกับของเสียที่ออกไป ถ้าหากไม่ดื่มเกือแร่จะทำให้ร่างกายขาดสมดุลของเกลือแร่ จะทำให้เกิดอาการไตวายเฉียบพลันได้เนื่องจากขาดน้ำควรดื่มน้ำให้สะอาดปรุงอาหารให้สุกล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร หรือเข้าห้องน้ำทุกครั้ง藿香(ฮั่วเซียง)เป็นยาจีนที่ช่วยเรื่องการปรับสมดุลย์ของลำไส้ช่วยหยุดคลื่นไส้อาเจียนและช่วยหยุดถ่ายแพทย์แผนจีนจะใช้ในการไล่ลมให้ความร้อนแก่กระเพาะอาหาร และลำไส้และช่วยลดไข้ได้ด้วย3.ปอดบวมเกิดจากการติดเชื้อของปอดเพราะการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ตามอากาศเข้ามาในลำคอจากปากพูดลงไปในปอด หรือคนที่มีเสมหะเป็นประจำ ก็ทำให้ปัญหาได้อาการจะมีไข้สูงไอเป็นประจำเจ็บหน้าอกหายใจหอบมีเสมหะมาก ถ้าเป็นเด็กจะมีอาการตัวร้อนหายใจจนชายโครงบุ๋มถ้ามีลักษณะแบบนี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีนะคะวิธีป้องกันควรหมั่นดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอกินอาหารที่มีประโยชน์ออกกำลังกายเป็นประจำพักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงไปในที่แออัดมันล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ“เพราะฝนที่ตกอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้” ฝนตกเกือบทุกวัน ดูแลสุขภาพร่างกายกันเยอะๆนะคะ ส่วนเรื่องใจให้พี่อ้อยพี่ฉอดและ GREEN WAVE ช่วยดูแลค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ยิ่งนอน ทำไมยิ่งล้า

14 ก.ค. 2026

ยิ่งนอน ทำไมยิ่งล้า

1.หลังนอนดึก บ้าคลั่งอยากนอนต่อคุณคิดว่า : นอนถึงเที่ยง จะทำให้ตื่นมาพักผ่อนเต็มที่ตลอดทั้งสัปดาห์ความจริง : นาฬิกาชีวภาพถูกรบกวน ยิ่งนอนลึก ยิ่งเพลีย ตื่นมาจะยิ่งรู้สึกอ่อนล้าทางเลือกที่ดีกว่า : ตั้งเวลาเข้านอนให้คงที่ทุกวัน ตื่นก่อนเที่ยง 1 – 2 ชั่วโมง จะช่วยรีเซ็ตนาฬิกาชีวภาพให้สมดุลค่ะ2. นอนบนเตียงเล่นมือถือ = ทำให้สมองล้า!คุณคิดว่า : นอนบนเตียง ก็แค่ผ่อนคลาย เพลินๆ ไม่เห็นเป็นไรความจริง : แสงสีฟ้าจากมือถือ กระตุ้นฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้สมองทำงานต่อเนื่อง ตาและคอเมื่อยล้า!ทางเลือกที่ดีกว่า : ก่อนนอน 1 ชั่วโมง วางมือถือให้ไกลตัวเปลี่ยนเป็นอ่านหนังสือกระดาษ หรือฟังเพลงเปิดโหมดเครื่องบิน หรือโหมดห้ามรบกวน3. แช่น้ำนาน แช่น้ำร้อน นั่งซาวน่า = การผ่อนคลายจริงหรือ?คุณคิดว่า : ขับเหงื่อ = ขับสารพิษ ช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายความจริง : อุณหภูมิสูง → หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตลดลงหากนานเกินไป → เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย และทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงานมากขึ้น ทางเลือกที่ดีกว่า : น้ำไม่ควรร้อนเกินไป จำกัดเวลา 15 – 20 นาทีหลังแช่ควรดื่มน้ำ เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ร่างกาย4. ดื่มชานม / ของหวาน "เยียวยา" ตัวเอง จริงหรือ?คุณคิดว่า : กินของหวาน หรือชานมไข่มุก ช่วยคลายความเครียดความจริง : น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง แล้วตกฮวบ ร่างกายยิ่งอ่อนล้า หลังจากกินหนัก ๆ พลังงานขึ้นไว แล้วลงไว ทำให้ง่วง เพลีย และอ้วนง่ายทางเลือกที่ดีกว่า : ดื่มน้ำเปล่าแทน กินผลไม้หรือถั่ว ธัญพืชครั้งละนิดหน่อยอย่าพึ่งพาน้ำตาลให้เป็นทางออก5. คิดมากเกินไป "วนลูป" ตัวเองคุณคิดว่า : นอนแล้วจะสบายใจขึ้น คิดวนไปช่วยให้ จัดระเบียบความคิดความจริง : ยิ่งคิด ยิ่งเครียด นอนยาก หลับไม่ลง พรุ่งนี้ตื่นมาสมองล้า วันที่ 2 อารมณ์แย่ลงทางเลือกที่ดีกว่า : เขียนความคิดออกมาบนกระดาษ หรือตั้งเวลา 10 นาที "คิดให้เต็มที่" แล้วบอกตัวเองว่า "พอแล้ว พักได้แล้ว"หายใจลึก ๆ ผ่อนคลายก่อนนอน ทำกิจกรรมเบา ๆ ผ่อนคลาย6. อยู่บ้านทั้งวัน คุณคิดว่าได้พักผ่อน แต่จริงๆแล้วร่างกายกลับยิ่งเหนื่อย!คุณคิดว่า : ไม่ออกไปไหน คือการเก็บพลังงาน และได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ความจริง : การขาดแสงแดดและการเคลื่อนไหวการโดนแสงน้อยเกินไปการนอนดึกและกินของที่ไม่ดี ระดับฮอร์โมนและสารเคมีในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน และพลังงานลดลงทางเลือกที่ดีกว่า : ออกไปรับแสงแดดอย่างน้อย 15 นาทีขยับร่างกาย เดินเร็ว หรือออกกำลังกายเบา ๆนอนให้เป็นเวลา พักผ่อนให้เพียงพอทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือทำงานอดิเรกพักผ่อนให้ได้ผล ต้องนอนให้พอ ขยับร่างกาย รับแสงแดด ลดหน้าจอก่อนนอน กินอาหารที่ดี และปล่อยให้สมองได้พักบ้างนะคะขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ปวดหัว มือชา ปวดไหล่ โรคยอดฮิตของวัยทำงาน

09 พ.ย. 2022

ปวดหัว มือชา ปวดไหล่ โรคยอดฮิตของวัยทำงาน

สมัยนี้วัยทำงาน จะนั่งอยู่แต่ออฟฟิศทั้งวัน ทำงานหนัก แล้วก็ได้โรคกลับมาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว สุดท้ายก็นำเงินที่เก็บไว้ เสียไปกับค่ารักษาโรค วันนี้เราจะมาแนะนำโรคกระดูกต้นคอทับเส้นประสาท ว่ามีอาการยังไง ต้องรักษาอย่างไร และควรปฏิบัติตัวอย่างไรให้เหมาะสมค่ะ1. ปวดหัว เกิดจากการกดทับเส้นประสาทของกระดูกต้นคอ จะมีการปวดหัวเป็นไมเกรนหนักหัวหรือท้ายทอย หลายคนปวดหัวข้างเดียว ชาที่หัว ยิ่งเวลาที่เครียด จะมีอาการปวดหัวมาก เหมือนจะเอาหัวกระแทกกับผนังบ้าน และมีอาการมึนหัวร่วมอยู่บ่อยๆ ตามหลักแพทย์แผนจีน การอาการปวดหัว หมายถึง พลังเลือดลมขึ้นสู่หัวไม่เพียงพอ หรือที่เรียกว่าชี่ขึ้นหัวไม่ได้ เกิดจากหลอดเลือดที่ต้นคอมีเลือดไหลผ่านได้ไม่สะดวก จะทำให้เกิดอาการมึนหัว หรือปวดหัวได้ โดยเฉพาะเวลาเครียดจัดค่ะ2. มือชา อาการชาจะชาที่แขน หรือปลายนิ้ว ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าหากชา 2 ข้างอาจจะต้องนึกถึงว่าตัวเองมีโรคเบาหวานหรือเปล่า หรือว่าเป็นพังพืดทับเส้นประสาทหรือไม่ อาการชามือหรือชานิ้วมือเป็นผลมาจากการทับของเส้นประสาทที่ต้นคอ อาจจะเป็นกระดูกส่วนไหนทับเส้นประสาทเส้นที่เท่าไร อาจจะต้องตรวจด้วย x-ray ในแผนปัจจุบันอาจจะให้ยารักษาปลายเส้นประสาทกับคนไข้ เช่น วิตามินบี 12 เป็นต้น3.กล้ามเนื้อบริเวณไหล่หรือต้นคอแข็ง การที่เรานั่งนานๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยไม่ขยับเลย อาจจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมีอาการเกร็งเป็นระยะเวลานานๆ อาจะเกิดพังผืด หรือเป็นไตที่บ่าได้ สังเกตุเวลาไปนวด หมอนวดจะบอกว่า คอ บ่า ไหล แข็งมาก นี้แหละค่ะผลของการที่เราไม่ยืดกล้ามเนื้อหรือขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ในทางแพทย์แผนจีนเกิดมาจากเลือดลมเดินไม่ดี ตรงบริเวณคอบ่าไหล่ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าหรือคอแข็ง และคนไข้จะรู้สึกหนักๆ เหมือนแบกอะไรไว้ และไม่สบายบ่าเอามากๆ คิดแล้วเหมือนหนังผีไทย ที่มีคนนั่งอยู่ที่คอ ยังไงยังงั้น น่ากลัวจริงๆค่ะข้อแนะนำดีๆสำหรับคนที่มีอาการข้างต้น1.การนั่งทำงานในออฟฟิศ หรือนั่งทำอะไรนานๆ ให้ลุกขึ้นมาขยับเนื้อขยับตัวเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ทำงาน เช่น ทำงาน 40 – 50 นาที ลุกขึ้นมาหมุนบ่า ขยับหัวไหล่ 10 นาที2. เวลาใช้เมาส์ หรือใช้ดินสอเขียนหนังสือนานๆ ให้ขยับมือ และกำมือบ่อยๆ เพราะจะไม่ทำให้เกิดอาการมือชาได้ง่ายๆ3.เวลาอาบน้ำ ให้เปิดน้ำอุ่นๆ ฝักบัวพ่นน้ำไปบริเวณบ่า เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น และขับความเย็นออกจากร่างกายได้อีกด้วยค่ะ4.ไม่ควรนั่งอยู่ใต้แอร์เย็น หรือแอร์เย็นพัดลงหัว อาจจะทำให้ปวดหัวได้นะคะ5.สามารถดื่มน้ำขิงอุ่นๆทุกเช้า เพื่ออุ่นกระเพาะ และไล่ลมเย็นที่พัดเข้ามาในตัวเรา6.การฝังเข็ม และการครอบแก้ว สามารถช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอที่ตึงคลายลงได้ค่ะการครอบแก้วจะช่วยดึงพิษเย็นที่อยู่ในร่างกาย สังเกตได้ว่าจุดไหนปวด จุดนั้นจะดำเป็นพิเศษการฝังเข็ม ช่วยกระตุ้นจุดที่ปวดใต้ผิวหนังชั้นลึก ทำให้คลายตัวได้ดี เลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับตัวเอง แต่ถ้าไม่แน่ใจปรึกษากับคุณหมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของเรานะคะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

album
greenwave
-

-