เช็คด่วน! พฤติกรรมเสี่ยงโรคร้ายทำลายสุขภาพวัยทำงาน

HEALTHY LIFESTYLE

เช็คด่วน! พฤติกรรมเสี่ยงโรคร้ายทำลายสุขภาพวัยทำงาน

18 ม.ค. 2024

ในชีวิตของการทำงานผู้คนมักเร่งรีบ แข่งขันกับเวลาอยู่เสมอ เลยอาจจะมักทำพฤติกรรมที่ส่งผลร้ายจนเป็นเรื่องปกติ และเผลอละเลยสุขภาพของตนเองไป

 

1. นั่งท่าเดิมนานเกินไป

โรคออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่ชาวออฟฟิศหลายคนรู้จักกัน เพราะเกิดจากการนั่งทำงานตลอดวันแบบไม่ค่อยได้เปลี่ยนท่าทาง ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการตึง ก่อให้เกิดกล้ามเนื้ออักเสบจนมีอาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปวดหลัง ไหล่ คอ และบ่า รวมถึงการจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ส่งผลให้ปวดตา ปวดกระบอกตา และเสี่ยงโรคไมเกรนได้ด้วยเช่นกัน

            

2. นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการนอนดึกมักไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และไม่ทราบถึงภัยอันตรายที่ส่งผลต่อสุขภาพหลายคนอาจคิดว่านอนดึก เดี๋ยวค่อยตื่นสายก็ได้ แต่พฤติกรรมแบบนี้จะส่งผลให้นาฬิกาชีวิตพังหรือร่างกายทำงานไม่เป็นระบบ เพราะอวัยวะในแต่ละส่วนของร่างกายมีนาฬิกาเป็นของตัวเอง ฮอร์โมนในร่างกายอีกหลายชนิดหลั่งเป็นเวลา ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญคือ การนอน เนื่องจากร่างกายต้องการเวลาในการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ที่ซึกหรอ รวมไปถึงฟื้นฟูร่างกายให้พร้อม การที่นอนดึกและพักผ่อนไม่เพียงพอนั้น จะทำให้มีปัญหาในระยะยาวได้ เช่น นอนตื่นมาแล้วไม่สดชื่น สมาธิสั้น รวมถึงเสี่ยงต่อโรคร้ายอีกหลายโรค

            

3. อดอาหารเช้า/ทานอาหารไม่ตรงเวลา

เพื่อที่จะได้เข้างานตรงเวลา หลายคนเลยมองข้ามการทานอาหารเช้าไป หรือว่าทำงานจนลืมเวลาอาหาร ทานไม่ตรงเวลา หรือกระทั่งอดมื้อนั้นๆไปเลย พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร เสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคลำไส้แปรปรวน และโรคท้องผูกเรื้อรังได้

            

4. ทานอาหารไม่มีประโยชน์

ชีวิตประจำวันที่ต้องเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา คนส่วนใหญ่มักบริโภคอาหารรสจัด ของมัน ของทอด น้ำอัดลม อาหารJunk Food หรืออาหารสำเร็จรูปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือการทำงานจนดึกดื่นแล้วค่อยมากินข้าวทีเดียวก่อนนอน พฤติกรรมแบบนี้ทำให้มีความเสี่ยงที่เกิดโรคตามมามากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคตับ โรคอาหารไม่ย่อย และโรคอื่น ๆ อีกมากมาย เนื่องจากอาหารประเภทนี้มักจะมีไขมันและคอเลสเตอรอลในอัตราที่สูงมาก รวมไปถึงปริมาณน้ำตาลและโซเดียมที่สูงกว่าอาหารทั่วไป

            

5. ดื่มเหล้า สูบบุหรี่

การดื่มแอลกอฮอล์เพื่อสังสรรค์กับเพื่อนหลังเลิกงาน ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสุขและความสัมพันธ์ที่ดี  แต่การสังสรรค์ที่มากจนเกินไป อาจเกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษและทำให้ร่างกายพังได้ รวมถึงส่งผลให้พักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะทำให้เสี่ยงต่อโรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือโรคหัวใจได้ นอกจากนี้บางคนยังนิยมสูบบุหรี่ระหว่างการทำงานด้วย ทำให้เสี่ยงต่อการโรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมไปถึงโรคอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคต

            

6. กลั้นปัสสาวะขณะทำงาน ไม่ยอมลุกไปเข้าห้องน้ำ

การนั่งเป็นเวลานานและไม่หยุดพัก นอกจากจะเสี่ยงในเรื่องของออฟฟิศซินโดรมแล้ว อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของกระเพาะปัสสาวะอีกด้วย  เนื่องจากการนั่งทำงานจนไม่ลุกไปไหนแม้แต่การเข้าห้องน้ำและกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อโรคในปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดี เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและกรวยไตอักเสบ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก:

https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/7-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E

 

https://www.bangkokhospital.com/content/7-popular-diseases-that-threaten-workers

 

Author : สามสิบสิงหา

related HEALTHY LIFESTYLE

เตรียมร่างกายให้ฟิต รับหน้าฝน

02 ส.ค. 2023

เตรียมร่างกายให้ฟิต รับหน้าฝน

แค่อยากจะรู้ว่าตรงที่เธอยืนนั้นมีฝนตกไหม สบายดีไหม... ~~ อ๊ะ ๆ ไม่ได้เศร้าอะไรนะทุกคนน ก็แหม ช่วงนี้พี่ฝนเขาแวะทักทายบ่อยซะเหลือเกิน โดยเฉพาะช่วงจะเลิกงานเนี่ย ละพอโดนฝนทีไร เดี๋ยวหวัดเอย น้ำมูกเอยทักหาทุ๊กกกกที ฮัดชิ้วว!!นอกจากอุปกรณ์กันฝนต่าง ๆ ที่ต้องเตรียม อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การเตรียมร่างกายของเราให้พร้อมนั่นเอง เพราะถ้า ร่างกายเราแข็งแรง ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก ก็ไม่หวั่น! วันนี้กรีนเวฟ เลยมีทริคดูแลตัวเองให้พร้อมรับมือกับหน้าฝนมาทุกคนกัน ใครอยากมีร่างกายฟิตรับหน้าฝนตามไปดูกันเลย ! !ภูมิคุ้มกันภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมให้พร้อมเป็นอย่างแรกและเป็นอย่างสำคัญ เพราะถ้าภูมิคุ้มกันเราแข็งแรงไม่ว่าจะฤดูไหน เราก็พร้อมจะรับมือ โดยคนเราเนี่ยจะมีภูมิคุ้มกันมาตั้งแต่เกิด แต่มันก็จะลดลงได้ถ้าไม่ดูแล หรือเสริมภูมิคุ้มกันอยู่เสมอภูมิคุ้มกันเนี่ย เขาก็มีชื่อเรียกเหมือนกันน้า จะมีทั้งหมด 2 ระบบ (หรือ 2 ชื่อนั่นเอง)Innate Immunity ภูมิคุ้มกันตั้วนี้ เป็นภูมิคุ้มกันครอบจักรวาล ก็คือ ว่าจะเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียอะไรที่ไม่รู้จัก เจ้าภูมิคุ้มกันตัวนี้ก็จะสามารถกำจัดได้ทั้งหมด!Adaptive Immunity ภูมิคุ้มกันตัวนี้เป็นภูมิคุ้มกันแบบจดจำ ก็คือมันจะต้องเจอเชื้อก่อนสักหนึ่งครั้ง พอมันเจอเชื้อและจำได้ หลังจากนั้นมันถึงจะต่อสู้กับเชื้อนั้นได้ เช่น ตอนที่เราฉีดวัคซีน เราต้องฉีดเข้าไปก่อนให้ร่างกายเราเจอเชื้อสักนิดนึง ให้ร่างกายจดสักหน่อยนึง ที่นี้ พอครั้งต่อไปร่างกายเราจำได้ พอเจอเชื้อนี้ปุ๊บก็จะสามารถสู้ได้ปั๊บสิ่งที่เราต้องเผชิญกับทุกวันนี้ มีทั้งสิ่งที่ร่างกายเราไม่เคยรู้จักมาก่อน อย่างเช่น Covid – 19 และ P.M 2.5 ซึ่งสิ่งเรานี้พอมันเกิดขึ้น หรือมีขึ้นมาแล้ว ร่างกายเราก็ต้องการภูมิคุ้มกันเพื่อไปจัดการเหมือนกัน หรืออีกหนึ่งที่หลาย ๆ คนไม่อยากเจอ ก็คือ มะเร็ง ทั้งหมดนี้ เราต้องการภูมิคุ้มกันเข้าไปจัดการทั้งสิ้นทำยังไงให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้นจริง ๆ การเพิ่มภูมิกันให้สูงขึ้นมีหลากหลายวิธีมาก แต่สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดีก็คือ การออกกำลังกายซึ่งมีงานวิจัยที่เปรียบเทียบ ระหว่างคนที่เดินเฉย ๆ กับกับคนที่ออกกำลังกาย 20 นาที 3 วันติดกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ภูมิคุ้มกันแตกต่างกัน 2 เท่าแต่ถ้าเราออกกำลังกายหนักจนเกินไป ก็คือหัวใจจะเต้นเร็ว 180 – 190 ครั้ง / นาที หรือ อยู่ในประมาณ โซน 5 ต่อเนื่องนานเกิน 1 ชั่วโมง ทำให้มีโอกาสเป็นหวัดมากกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย 6 เท่าการนอนอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของเราให้สูงขึ้น ก็คือในเรื่องของการนอน แหม! มาถึงข้อนี้หลายคนจะเป็นกังวล บางคนเลิกงานดึก บางคนนอนไม่หลับ แต่อย่างน้อย ๆ ควรนอนให้ได้ 6- 8 ชั่วโมง แต่ถ้าช่วงเวลาที่ดีในการการนอนแนะนำเป็นก่อน 5 ทุ่ม เพราะ NK CELL หรือ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทหารที่แกร่งที่สุดในร่างกาย เป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับสิ่งที่แปลกปลอม ไม่ว่าจะที่รู้จัก หรือไม่รู้จัก NK Cell สามารถกำจัดได้หมด ซึ่งมันจะมาต่อเมื่อเรานอนก่อน 5 ทุ่มพอบอกว่า ถ้านอนก่อน 5 ทุ่ม ถึงจะมี NK Cell หลาย ๆ คนอาจจะถอดใจ หรือรู้สึกท้อ เพราะนอนหลัง 5 ทุ่มมาโดยตลอด แต่ไม่ต้องห่วงนะทุกคน เพราะ แค่เราหันมานอนเร็วแค่ 1 วัน NK Cell จะขึ้นกลับมาเป็นตัวเดิมได้แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ นอนเร็วแค่วันเดียวน้า อย่าลืมต้องทำอย่างสม่ำเสมอด้วยนะทุกคนนการกินที่ทำร้ายภูมิคุ้มกันนอกการดูแลตัวเองทั้งในด้านออกกำลังกาย และการนอนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งคือการกิน การกินหรือสิ่งที่เข้าปากเราสำคัญมากเหมือนกัน หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าน้ำตาล ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำลายภูมิคุ้มกันของเรา เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยง อีกสิ่งหนึ่งก็คือสิ่งที่เป็นกรด อย่างเช่น คนที่ชอบกินเนื้อสัตว์ใหญ่เยอะ ๆ พวกเนื้อวัว เนื้อแดง ที่มีค่า PH 6-7 อันนี้ก็จะสามารถทำร้ายภูมิคุ้มกันได้เหมือนกัน ส่วนสารอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้ ก็จะเป็นพวก วิตามิน C, D และ Zinc ที่จะมาช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง หรืออาจจะเป็นพวก Whole Grain ธัญพืช ข้าวโอ๊ต ผักใบเขียว เจ้าพวกนี้ก็สามารถช่วยเสริมภูมิของเราได้เหมือนกันบอกเลยว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายเราสำคัญที่สุด ถ้าอยากร่างกายฟิตก็ต้องดูแลภูมิคุ้มกันให้ดี เพราะไม่ว่าจะไวรัสอะไรเข้ามา Covid-19 หรือ แม้แต่กระทั่งเซลล์ร่างกาย กลายพันธุ์เป็นมะเร็ง ภูมิคุ้มกันที่ดีก็จะสามารถจัดการได้ ลองทำตาม หรือปรับกันไปทีละข้อ เชื่อว่าภูมิคุ้มกันจะดีขึ้นแน่นอน ^^

ผู้หญิง ผู้ชาย ไตอ่อนแอ อาการเหมือนกันไหม ?

16 ส.ค. 2023

ผู้หญิง ผู้ชาย ไตอ่อนแอ อาการเหมือนกันไหม ?

ไตพร่อง เป็นปัญหาของหลายคน ลักษณะอาการ ใบหน้าจะมองคล้ำ ปวดหลัง ขาไม่มีแรง อาจจจะรวมไปถึงคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันสูง เส้นเลือดสมองอุดตัน อาการเป็นพิษในเลือด หรือโรคไตวายเรื้อรัง โรคที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแต่มีอาการไตพร่องระยะสุดท้ายแทบทั้งสิ้น แต่เราจะรอจนเป็นระยะสุดท้ายแล้วค่อยดูแลตามแนวการรักษาแบบฉบับแพทย์แผนจีน เมื่อเห็นตับมีปัญหา ให้ไปรักษาที่ม้าม หมายถึงการรักษาเมื่อโรคยังไม่เกินนั่นเอง หลายคนที่คิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรและไม่คิดรักษา แต่พอเป็นแล้วมันอาจจะใกล้จุดจบของชีวิตแล้วก็ได้นะคะ ไตในหลักแพทย์แผนจีนจะเสื่อมลงเรื่อยๆตามอายุของเรา ฉะนั้นการดูรักษาไตให้คงอยู่ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่เป็นโรค อาการที่กล่าวไปนั้นถ้าหากคุณมีอาการ 1 ใน 3 แสดงว่าไตคุณเริ่มพร่องแล้วค่ะอาการไตพร่องจะมีอาการปวดหลัง เหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง ระบบการมองและการฟังประสิทธิภาพแย่ลง ผมร่วงง่าย ผมขาวก่อนวัย ฟันโยกง่ายและรากฟันไม่แข็งแรง ขอบตาดำคล้ำ ผิวหน้าดำคล้ำ สภาวะแก่ก่อนวัย ลืมง่าย ไม่อยากอาหาร ปวดกระดูกหรือข้อรู้สึกตัวร้อนโดยไม่มีสาเหตุ และมีอาการมึนหัวบ่อยๆอาการไตพร่องในผู้ชายและผู้หญิงมีบางส่วนที่ไม่เหมือนกันนะคะอาการไตพร่องของผู้ชายอาการไตพร่องจะเกี่ยวกับสมรภาพทางเพศ ทำให้สมรภาพทางเพศลดลง ความต้องการทางเพศลดลง ถ้าหนักเข้า จะทำให้อวัยเพศไม่แข็งตัว หลั่งเร็ว เมื่อนำอสุจิไปตรวจสอบ อสุจิจะไม่แข็งแรง ซึ่งเป็นสาเหตุของคนมีบุตรยากค่ะส่วนผู้หญิงที่มีอาการไตพร่องผู้หญิงจะเกี่ยวกับประจำเดือนมาร่วมด้วย เช่น เลือดออกกระปิดกระปอย ประจำเดือนมานานกว่าปกติ การตั้งครรภ์ได้ยาก แท้งบ่อยก็เป็นอาการของคนไตพร่องได้เช่นกันค่ะอาหารที่เหมาะกับคนไตพร่องอาการไตพร่องจะแบ่งออกเป็นไตหยินพร่อง และไตหยางพร่อง อาการไตหยางพร่องนั้นจะเป็นคนที่ขี้หนาว ส่วนอาการไตหยินพร่องจะมีอาการร้อนวูบวาบ กระหายน้ำง่าย อุ้งมือเท้าร้อนไตหยินพร่อง เช่น ปลิงทะเล เก๋ากี้ ตะพาบน้ำ เห็ดหูหนูขาว เพื่อที่จะไปบำรุงไตหยินไตหยางพร่อง เช่น เนื้อแพะ เขากวาง อบเฉยเป็นต้นการบำรุงไตไม่ใช่แค่อาหารตามข้างต้นนี้ แต่ตามหลักแพทย์แผนจีนแล้ว อาหารที่เป็นสีดำก็สามารถบำรุงไตได้เช่นกัน อาทิ ถั่วดำ งาดำ เห็ดหูหนูดำ เห็ดหอม สาหร่ายทะเลก็สามารถบริโภคได้เช่นกันค่ะการถูเอวบำรุงไตในทางทฤษฏีของแพทย์แผนจีน "เอวคือบ้านของไต" เราสามารถถูเอวเพื่อที่จะบำรุงไต เพราะการถูเอวทำให้เอวมีความร้อน สรรพคุณบำรุงไตให้ไตแข็งแรง ทำให้เลือดลมบริเวณเอวไหลเวียนได้ดีขึ้นนวดท้องน้อยเพิ่มพลัง (จุดตานเทียน)จุด丹田(ตานเทียน)อยู่ใต้สะดึอ 3 นิ้ว หรือ 1 ฝ่ามือการนวดท้องน้อยหรือตานเทียนจะช่วยเพิ่มพลัง สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อที่จะไปต่อสู้กับโรคต่างๆ และยังสามารถบำรุงไต ทำให้อายุยืนได้อีกด้วย การนวดจุดตานเทียน ต้องถูฝ่ามือให้ร้อนก่อน นำมาตั้งที่จุดตานเทียน นวดเบาๆทิศทางสวนเข็มนาฬิกาการบำรุงสามารถทำได้หลายอย่าง1.รักษาระดับอารมณ์“ความกลัวจะไปทำร้ายไต”คนเป็นโรคไต ต้องรักษาระดับอารมณ์ให้ดี ทำจิตใจให้สงบ สดชื่น ไม่เครียด เท่านี้พลังไตก็จะไม่สูญเสีย ถ้าหากพลังไตเพียงพอ อวัยวะต่างๆก็จะมีพลังไปหล่อเลี้ยงด้วย จะทำให้ร่างกายแข็งแรง2.ดุแลระบบทางเดินอาหารการบำรุงดูแลไตนั้น ต้องให้ความสำคัญกับม้ามและกระเพาะอาหาร เพราะม้ามกระเพาะอาหารเป็นจุดศูนย์กลางของร่างกาย การรับประทานอาหารที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญด้วย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคไต ต้องลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะอาหารเหล่านี้อาจจะไปทำให้ไตเสื่อมได้เร็วขึ้น ตามหลักแพทย์แผนจีนแล้วการดูแลม้ามกระเพาะอาหาร ทำให้ศูนย์กลางแข็งแรง สามารถนำพลังไปเลี้ยงไตได้ เมื่อไตแข็งแรงจะทำให้ร่างกาย มีพลังที่จะไปต่อสู่กับโรค3.อย่าเหนื่อยเกินเหตุความเหนื่อยจนเกินไป ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม จะทำให้สูญเสียพลังของร่างกายไป พลังต่างๆของร่างกายล้วนแต่มาจากเลือดทั้งสิ้น การที่เราเหนื่อยจนเกินไปนั้น ทำให้สูญเสียเลือดไป พอขาดเลือด พลังก็จะไม่เพียงพอที่จะไปเลี้ยงร่างกาย เช่น การใช้สมองบ่อย การใช้สายตาบ่อย จะทำให้สูญเสียพลังเช่นกัน ฉะนั้นการทำกิจกรรมทุกอย่าง อย่าให้เยอะจนเกินไป อย่าให้เหนื่อยจนเกินไป เพราะเราไม่ทราบได้ว่าจะทำให้เลือดที่หล่อเลี้ยงเราสูญเสียไปแค่ไหน ดูแล ป้องกัน ดีกว่าการมารักษาทีหลังนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจาก GREEN WAVE ค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

เช็คลิสต์เลย! ขี้ลืมเฉย ๆ หรือเป็นโรคสมองเสื่อม?

31 ส.ค. 2022

เช็คลิสต์เลย! ขี้ลืมเฉย ๆ หรือเป็นโรคสมองเสื่อม?

ทุกครั้งที่ปิดประตูบ้านจะเกิดคำถามว่า … เอากุญแจออกมารึยังนะ ?พอลงจากรถ จะเกิดคำถามว่า ล็อกรถรึยังนะ?เวลานั่งเม้าท์มอยกับเพื่อน สักพัก…จะถามตัวเองว่า เมื่อกี้จะพูดว่าอะไรนะ?ลืมนั่น! ลืมนี่! ลืมไม่ไหว! อาการขี้หลงขี้ลืมในเรื่องเล็กน้อย ทั้ง ๆ ที่ยังอายุไม่เยอะ ถือว่ายังไม่เป็นโรคสมองเสื่อมค่ะ แต่อย่างไรก็ตามควรรู้สาเหตุและรีบแก้ไข เพราะอาจจะส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวได้ซึ่งสาเหตุมีดังนี้ค่ะ1. เกิดจากการนอนไม่เพียงพอ 6-8 ชม.ต่อวัน ทำให้เกิดอาการมึนหัว ตาไม่สว่าง สมองไม่ปลอดโปร่ง2. เหนื่อยสะสม ทำงานติดต่อกันโดยไม่ได้พักผ่อน3. ความเครียด เวลาเราอยู่ในภาวะเครียด เราเองจะลืมบทสนทนาไปโดยฉับพลันได้4. โรคซึมเศร้า เพราะความปกติของสารในสมองมีผลต่อความจำและความคิดได้เช่นกัน และเมื่อเป็นซึมเศร้าจะ ทำให้ความสนใจในเหตุการณ์ปัจจุบันนั้นลดต่ำลง5. ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นปัญหาของวัยรุ่น Productive ที่ต้องทำอะไรหลาย ๆ อย่าง คิดอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ทำให้ไม่มีสมาธิและโฟกัสเท่าที่ควร6. ไม่ออกกำลังกาย อาจจะมีผลทางอ้อม คือร่างกายไม่ค่อยได้รับออกซิเจน ทำให้สมองไม่ได้รับออกซิเจนไปด้วย7. การกินยาบางชนิด ยาในกลุ่มแอนตี้โคลิเนอร์จิก (Anticholinergic) ยากลุ่มนี้จะเข้าไปขัดการทำงานของสารสื่อประสาทด้านความจำ *ในกรณีนี้หากเกี่ยวกับยาที่จำเป็นต้องทาน เมื่อเกิดอาการหลงลืมจนกระทบกับชีวิตประจำวัน แอดแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่ให้ยาค่ะ เพื่อได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องหากเราไม่ได้มีพฤติกรรม 7 อย่างข้างบน แล้วยังมีอาการหลงลืมล่ะ?ภาพจาก : freepik.comงั้นมาสังเกตกันค่ะ ว่าอาการเบื้องต้นของโรคสมองเสื่อมในคนอายุน้อย มีอะไรบ้าง1. ลืม วัน เดือน ปี ลืมนัดสำคัญหรือบางคนถึงขั้นลืมวันเกิดตัวเอง2. บุคลิกภาพเปลี่ยน เช่น พูดไม่ได้ใจความ บางครั้งพูดติด ๆ ขัด ๆ หรือพูดซ้ำ ๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการสื่อสารกับคนรอบข้างถดถอยลง3. การตัดสินใจแย่ลง การตัดสินใจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือต้องใช้เวลานานในการตัดสินใจ4. มักเกิดความผิดพลาดในการกะระยะ การบอกสี ซึ่งเป็นปัญหามากถ้าผู้ป่วยต้องขับรถ5. ภาวะเครียด ซึมเศร้า แยกตัวออกจากสังคม6. ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ไม่มีสมาธิ กระวนกระวาย ย้ำคิดย้ำทำ หากคุณเริ่มมีอาการข้างต้นนี้ แอดแนะนำให้ไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาค่ะ โดยเฉพาะในคนอายุน้อย ที่ยังมีกิจกรรมมากมายที่ต้องทำ ทั้งเรื่องของการงาน และการเข้าสังคม หากปล่อยไว้อาจกระทบกับชีวิตประจำวันระยะยาวได้นะคะส่วนถ้ามีอาการหลงลืมเล็ก ๆ น้อย ๆ แนะนำให้ปรับพฤติกรรม นอนหลับให้เพียงพอ 6-8 ชม.และลดความเครียด พักทำกิจกรรมที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เช่นวาดรูป ร้องเพลง หรือการฟังเพลงที่ Green Wave 106.5 FM ก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้นะคะที่มา https://bit.ly/3C8hmo8ที่มา https://www.mangozero.com/forgetfulness-in-teens/

นอนไม่ดี อันตรายกว่าที่คิด!

12 ก.พ. 2026

นอนไม่ดี อันตรายกว่าที่คิด!

1. พลัง “ไตพร่อง” (肾虚)นอนดึก – นอนหลับๆ ตื่นๆ ทำให้พลังไตเสื่อมเร็ว- อ่อนเพลียเรื้อรัง- สมาธิสั้น- ปวดหลัง ปวดเอว- ฮอร์โมนแปรปรวน2. ม้าม – กระเพาะทำงานแย่ลง (脾虚)การนอนไม่พอทำให้ระบบย่อยและดูดซึมอ่อนตัว- อืดท้องง่าย- กินนิดเดียวก็อ้วน- ตัวบวมน้ำ- ภูมิตกง่าย3. สมองล้า – คิดช้าลง (Brain Fog)เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ- คิดช้า ตัดสินใจช้า- ความจำแย่- เวียนหัว มึนงงง่าย4. หัวใจไม่สงบ (心神不安)นอนน้อยทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น- ใจสั่น- นอนหลับไม่ลึก- สะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อย5. ตับเครียด – อารมณ์แปรปรวน (肝气不舒)ตับฟื้นตัวช่วง 23.00 – 03.00 น.ถ้าไม่ได้นอนจริงจัง- หงุดหงิดง่าย- ตาแห้ง ปวดหัว- อารมณ์ไม่นิ่ง6. อ้วนง่าย – บวมน้ำนอนไม่ดี → ฮอร์โมนหิว (Ghrelin) สูง- อยากของหวาน- เบิร์นแคลน้อยลง- อ้วนเร็วมาก โดยเฉพาะ “พุงล่าง”7. ภูมิตก ป่วยบ่อยเม็ดเลือดขาวฟื้นตัวช่วยหลับลึกถ้าไม่ถึงระดับนั้น-ไข้หวัดง่าย-ภูมิแพ้กำเริบ-อักเสบเรื้อรังแอดมีวิธีง่ายๆ ที่แพทย์แผนจีนแนะนำบ่อยมาก โดยเฉพาะคนที่นอนหลับไม่ลึก มือเท้าเย็น เครียด หรือตื่นกลางดึกบ่อย “แช่เท้าน้ำอุ่นก่อนนอน” มีประโยชน์มากค่ะ1.กระตุ้นเลือดลมฝ่าเท้าคือปลายเส้นไต–ตับ–ม้ามน้ำอุ่นช่วยเปิดเส้น ทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้นทั้งตัว2.หลับลึกขึ้นความอุ่นช่วยให้ “หัวใจสงบ (安神)”ลดการสะดุ้งตื่นกลางดึก3.ลดความเครียดการแช่เท้าเหมือนส่งสัญญาณให้ระบบประสาทคลายตัวเหมาะมากหลังวันทำงานหนักค่ะ4.ช่วยแก้อาการมือเท้าเย็นโดยเฉพาะคนที่ “ไตหยางพร่อง”เท้าอุ่น = ร่างกายอุ่น = นอนดีขึ้น5.เพิ่มพลังไตน้ำอุ่นไปกระตุ้นบริเวณ “จุดไต” บนฝ่าเท้า (Yongquan – 湧泉穴)ทำให้พลังหยางของไตฟื้นตัวได้ดีขึ้นวิธีทำง่ายๆ1. เตรียมน้ำอุ่นอุณหภูมิ 40–45°C2. แช่เท้า 10–15 นาที3. ถ้าต้องการบำรุงเพิ่มเติม• ขิง• เกลือหิมาลัย4. เช็ดเท้าให้แห้ง แล้วใส่ถุงเท้าอุ่นๆก่อนเข้านอน“แช่เท้าน้ำอุ่นก่อนนอน = เปิดเส้นลมปราณ + อุ่นไต + ทำให้จิตสงบ”ทำทุกวัน หลับลึกขึ้นแบบรู้สึกได้จริง ลองไปทำตามกันดูนะคะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

album
greenwave
-

-